Group Blog
 
All Blogs
 

ลูกผู้ชายตัวจริงที่กระทิงแดงหาไม่พบ

   บริสุทธิ์ เป็นนักเรียนโรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่งย่านปากคลองตลาด พ่อของบริสุทธิ์จากไปในเช้าวันหนึ่งขณะปฏิบัติหน้าที่สายตรวจอยู่ สน.ป้อมปราบฯ ทิ้งให้บริสุทธิ์อยู่กับแม่และน้องชายอีกหนึ่งคน ที่แฟลตของทางราชการ แม่ของบริสุทธิ์ก็ทำงานหาเช้ากินค่ำเลี้ยงดูลูกชาย 2 คนอย่างอดทน ก่อนตายพ่อของบริสุทธิ์เคยยืมเงินเพื่อนบ้านจำนวนหนึ่ง ยังไม่ทันได้ใช้คืนก็มาจากไปอย่างไม่คาดคิด พอสิ้นพ่อไปแม่ก็ต้องรับภาระหนี้สินแทน ลำพังรายได้เพียงน้อยนิดไม่พอใช้หนี้ได้ทันกำหนดในแต่ละเดือน ทำให้เจ้าหนี้ซึ่งเป็นเพื่อนของพ่อไม่พอใจ มาด่าว่าแม่ของบริสุทธิ์อย่างเสียๆหายๆหลายครั้ง บริสุทธิ์เข้าใจแม่ว่าไม่ได้ตั้งใจโกงหนี้แต่ไม่มีเงินใช้จริงๆ ขนาดเงินไปโรงเรียนก็ยังแทบจะไม่มีเลย บริสุทธิ์ก็ช่วยแม่ประหยัดอย่างเต็มที่และคอยให้กำลังใจแม่เสมอว่า จะมีเงินเหลือพอไปใช้หนี้เขาบางส่วน แต่เงินที่นำไปใช้หนี้ก็น้อยเกินกว่าเจ้าหนี้จะพอใจ เจ้าหนี้ซึ่งเป็นผู้หญิงรุ่นเดียวกับแม่ก็มาด่าและโวยวายที่บ้านเสมอๆ ขนาดบริสุทธิ์และน้องก็ยังไม่วายโดนด่าไปด้วย

   เหตุการณ์เป็นอย่างนี้มาหลายเดือนแล้ว จนสภาพจิตใจของแม่และน้องรวมทั้งของบริสุทธิ์ ก็ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ จนบ่ายวันหนึ่งขณะที่แม่และน้องไปข้างนอก บริสุทธิ์ตัดสินใจจบเรื่องนี้ด้วยการเอาปืนที่พ่อทิ้งไว้ไปยิงเจ้าหนี้ 2 นัดตายคาที่ จากนั้นบริสุทธิ์ก็มานั่งอยู่ในห้องตัดสินใจว่าจะจบชีวิตตัวเองไปตามหรือไม่ สุดท้ายบริสุทธิ์ก็ตัดสินใจที่จะอยู่สู้ความจริงในโลกนี้ต่อไป และลึกๆบริสุทธิ์ยังห่วงแม่และน้องที่ต้องเสียพ่อไปคนหนึ่งแล้ว
   หลังจากที่บริสุทธิ์ตัดสินใจจบเรื่องนี้ในแบบที่ไม่มีใครคาดคิด บริสุทธิ์ก็ยอมรับสารภาพและยอมรับผิดทุกอย่างที่ทำไป แบบไม่มีการขอร้องอ้อนวอนขอความเห็นใจอะไรต่อสังคมทั้งสิ้น บริสุทธิ์เชื่อว่าเมื่อทำผิดก็ต้องยอมรับผิดแบบไม่มีข้ออ้างไดๆทั้งนั้น บริสุทธิ์ถูกส่งเข้าบ้านเมตตาและต้องอยู่รวมกับเด็กอื่นๆที่ทำผิดในคดีต่างๆมากมาย และแต่ละคนก็มีอุปนิสัยต่างๆกันไปตามสภาพแหล่งที่อยู่ของเด็กแต่ละคน บริสุทธิ์เข้ากับทกคนได้เป็นอย่างดี ทำตัวเป็นคนในแบบที่ตัวเองเคยเป็น ไม่หลงผิดหรือหัวอ่อนตามเด็กบางกลุ่มที่พยายามชักชวนให้บริสุทธิ์ลองสิ่งต่างๆที่ไม่เหมาะสม บริสุทธิ์วางตัวเป็นที่รักและนับถือของเด็กคนอื่นได้อย่างน่าชมเชย ทุกคนจะเรียกบริสุทธิ์ว่านักเรียน และเกรงใจบริสุทธิ์ไม่ว่าจะทำอะไรก็เห็นแก่บริสุทธิ์เสมอ

   ด้วยลักษณะท่าทางอันเชยๆ สูง 160 ชม หน้าตี๋ใสแว่นหนาๆพูดเอ๋อๆ  อันเป็นบุคลิกภายนอกของบริสุทธิ์ แต่ด้วยการเป็นคนจริงใจและมีจิตใจโอบอ้อมอารีแก่ทุกคน เป็นคนพูดตรงไปตรงมาทำให้บริสุทธิ์เป็นที่รักของทุกคนในบ้านเมตตาอย่างรวดเร็ว ไม่เว้นแม้กระทั้งเจ้าหน้าที่และอาจารย์ขาราชการภายในบ้านเมตตาก็รักและเอ็นดูบริสุทธิ์กันทุกคน บริสุทธิ์ทำงานเป็นผู้ช่วยหมออยู่ในห้องพยาบาล และปฎิบัติตัวอยู่ในระเบียบวินัยเหมือนเด็กทุกๆคน บางที่อาจารย์หมอให้บริสุทธิ์อยู่สบายกว่าคนอื่น แต่บริสุทธิ์ก็พยายามหลีกเลี่ยงการทำตัวเช่นนั้น เพราะไม่อยากมีอภิสิทธิ์เหนือคนอื่น เด็กทุกคนในบ้านเมตตาต่างก็เคารพและดูบริสุทธิ์เป็นแบบอย่างของคนดี ที่เข้ามาในบ้านเมตตาด้วยเพราะกฏของสังคม ตลอดเวลาที่บริสุทธิ์อยู่บ้านเมตตาก็ทำตัวคงเส้นคงว่า และเอาประสบการณ์ที่ได้พูดคุยกับเด็กอื่นๆมาหล่อหลอมให้ตัวเองแกร่งขึ้น บางครั้งเห็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมบริสุทธิ์ก็ไม่เคยคิดที่จะหลงไปกับทางอันมืดมัวเหล่านั้นเลย
   เรื่องการเรียนโรงเรียนชื่อดังที่บริสุทธิ์เรียนอยู่ก็จัดว่าเป็นโรงเรียนที่รักษาหน้าตาของตนเองก่อนสิ่งอื่นได เด็กคนไหนก่อเรื่องมาก็ไล่ออกก่อนเลยเพื่อรักษาหน้าตาของสถาบันไว้ แต่กรณีของบริสุทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนๆในห้อง อาจารย์ทุกท่านที่รู้จักบริสุทธิ์ต่างก็เข้าใจ และเห็นใจบริสุทธิ์เป็นอย่างมาก ทุกคนขอร้องให้ทางโรงเรียนอย่าไล่บริสุทธิ์ออกและให้มาเรียนตามปรกติตลอดเวลาที่อยู่ในบ้านเมตตา ถึงบริสุทธิ์จะยอมรับว่าทำผิดจริงและถูกตัดสินให้ฝึกอบรมถึงอายุ 24 ทางอาจารย์ก็ขอให้ทางโรงเรียนยอมให้บริสุทธิ์เรียนต่อในชั้นม.4 ไปจนจบม.6 ทางโรงเรียนก็อนุมัติตามนั้นด้วยความเป็นเด็กดีที่บริสุทธิ์ ปฎิบัติตัวมาตลอดตั้งแม่ตอนม.ต้นนั้นเอง ถึงจะไม่มีเงินอดมื้อกินมื้อแต่บริสุทธิ์ก็ไม่เคยไปทำความเดือดร้อนให้ใคร และไม่เคยไปขอใครกิน บริสุทธิ์ คิดเสมอว่าเรามีแค่ไหนก็ต้องพอใจเท่านั้น ไม่เรียกร้องอะไรจากสังคมจนครูอาจารย์สังเกตเห็นจนต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือบริสุทธิ์ ทั้งที่ไม่เคยได้รับการร้องขอ
   ศาลคดีเด็กหลังจากได้ไปพบแม่และน้องของบริสุทธิ์ และไปโรงเรียนคุยกับอาจารย์และเพื่อนๆของบริสุทธิ์ ตลอดจนได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ของบ้านเมตตา ซึ่งต่างก็มีความเห็นไปในทางเดียวกันเกี่ยวกับความเป็นเด็กดีของบริสุทธิ์ ในทุกๆเวลา ทำความลำบากใจให้ศาลเป็นอย่างยิ่งในการตัดสินคดี แต่สำหรับบริสุทธิ์แล้วถ้าถามถึงเรื่องนี้ บริสุทธิ์ตอบอย่างไม่ต้องคิดเลยว่า ตนทำผิดก็สมควรได้รับโทษและเรื่องนี้เป็นเรื่องร้ายแรง ตนควรได้รับโทษขั้นรุนแรงสุด สุดท้ายศาลตัดสินโทษหนักสุดเท่าที่ศาลคดีเด็กจะตัดสินได้ บริสุทธิ์ก็เข้าใจและยอมรับอย่างเต็มหัวใจ
   ปรกติเมื่อตัดสินแล้วต้องถูกส่งตัวไปยังบ้านกรุณาแถวบางนาเพื่อฝึกอบรมที่นั้น แต่ด้วยการเป็นที่รักไคร่ของเจ้าหน้าที่และอาจารย์หมอที่บ้านเมตตาทำให้บริสุทธิ์ ได้ถูกทางเจ้าหน้าที่บ้านเมตตาขอตัวไว้เพื่อช่วยเหลืองานทางห้องพยาบาลต่อไปไม่ต้องย้ายไปบ้านกรุณา บริสุทธิ์เช้าก็ออกไปเรียนหนังสือเย็นก็กลับเข้ามาบ้านเมตตา วันหยุดหรือช่วงปิดเทอมก็อยู่ช่วยงานภายในบ้านเมตตา ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเช่นไร มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นมากมายในบ้านเมตตาแต่บริสุทธิ์ก็ยังคงความดี มีความจริงใจและปรารถนาดีแก่เพื่อนรวมบ้านเมตตาด้วยกันอย่างเสมอต้นเสมอปลาย และเป็นนักเรียนที่ดีของโรงเรียน เป็นลูกที่ดีของแม่ เป็นพี่ที่ดีของน้อง ไม่มีใครเคยกล้าถามบริสุทธิ์เลยว่าสิ่งที่ได้ทำลงไปคิดว่าถูกต้องหรือไม่ ทุกคนอยากลืมเรื่องที่เกิดขึ้น หรือคุยกับบริสุทธิ์เหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น และลึกๆแล้วผมเชื่อว่าบริสุทธิ์มีข้อสรุปแล้วสำหรับคำถามนั้น แม้ว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ 2527 หลังจากนั้นไม่นานผมก็ไม่ได้มีโอกาสเจอหรือได้คุยกับบริสุทธิ์อีกเลย แต่ผมเชื่อเสมอมาตั้งแต่บัดนั้นว่า บริสุทธิ์เป็นลูกผู้ชายตัวจริงคนหนึ่งของสังคมไทยครับ...สวัสดี




 

Create Date : 01 กันยายน 2548    
Last Update : 6 มกราคม 2557 8:41:28 น.
Counter : 279 Pageviews.  

ครั้งหนึ่งนานมาแล้วผมเคยเป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา...ภาคจบ

   หลังจากที่รั้วรำเพยเล่มห้า ได้ออกสู่สายตาชาวโลกก็นับว่าเป็นหนังสือที่สมบูรณ์แบบเล่มหนึ่ง เท่าที่เด็กนักเรียนในระดับมัธยมสามารถทำได้ ทั้งรูปเล่มที่ทันสมัยแม้เวลาจะผ่านไปกว่า17 ปี เมื่อผมมาเปิดดูหนังสือเล่มนี้ก็ยังคงร่วมสมัยได้อย่างไม่น่าเชื่อ(ไม่เชื่อลองอ่านดูสิครับ) ทั้งรูปเล่มที่ทันสมัย เนื้อหาที่ครบถ้วนตามตามจุดประสงค์และด้วยยอดพิมพ์กว่า3,500 เล่มนอกจากจะเผยแพร่ในโรงเรียนเทพศิรินทร์แล้ว ยังส่งไปตามโรงเรียนต่างๆกว่า300 โรงเรียนทั่วประเทศด้วย ผมกล้าพูดอย่างเต็มปากเพราะไม่มีส่วนทำอะไรเรื่องเนื้อหาหรือรูปเล่มเลยแม้แต่หน้าเดียว เป็นผลงานการร่วมแรงร่วมใจของพวกเราทุกคนอย่างแท้จริง กว่าจะทำได้ขนาดนี้เหนื่อยแทบตาย เช่นผู้ที่จัดทำเนื้อหาจตุรมิตรต้องเจาะลึกทั้งสี่โรงเรียน มีรูปสดๆข้างสนามและมีบทวิเคราะห์นักฟุตบอลของทั้งสี่โรงเรียนแบบทันสมัย มีอยู่วันหนึ่งเจ้าของเนื้อหามาปรึกษาผมว่า ดูโปรแกรมแล้ววันนี้บอลกรมพละรุ่น 18 ปีรอบรองชนะเลิศแข่งที่สนามกีฬาหัวหมาก มีทั้งเทพศิรินทร์ สวนกุหลาบกรุงเทพฯ คนทำเรื่องนี้มาปรึกษาผมว่าต้องไปดูและทำบทวิเคราะห์สดๆเพื่อความเข้มของเนื้อหา บอลแข่ง14.00 น ขอออกนอกโรงเรียนพอทันแต่ไปไงนั้นสิ ผมเลยไปปรึกษาช่างถ่ายรูปประจำรั้วรำเพย ผมถามปุ๊ว่าเอาไงเผ่าอยากไปทำเรื่งนี้ปุ๊ต้องไปถ่ายรูปไหวเปล่า ถ้าไหวจะไปไงให้ทันนี้ก็11.00 น แล้วปุ๊บอกไม่เป็นไรเรามีมอเตอร์ไซด์ขับไปได้ ผมบอกไกลนะขับไปไหวเหรอ ปุ๊บอกไหวสบายมาก ผมถามว่าอ๋อคงเคยไป ปุ๊บอกเปล่าไม่เคยไปรู้แต่ว่าต้องไปและต้องทำให้ได้ ผมได้ฟังก็อึ้งพูดอะไรไม่ออกนี้ไงเพื่อนผม พวกเราพวกรั้วรำเพยโรงเรียนเทพศิรินทร์ ด้วยความทุ่มเทขนาดนี้แบบทำด้วยใจ ใครจะรู้หรือไม่ไม่สำคัญเราทำเพื่อสิ่งที่เรารักก็เท่านั้น  รั้วรำเพยปีที่หนึ่งเล่มที่ห้า เดือน ธันวาคม 2530 จึงเป็นรั้วรำเพยเล่มที่อยู่ในใจผมตลอดมา
    พอเสร็จจากเล่มห้าแล้วก็เริ่มมีการส่งมอบงานอย่างเป็นทางการซะที ผมได้วางโครงสร้างครั้งสุดท้ายให้ระบบเข้าที่ขึ้นในปีหน้า โดยยึดโครงสร้างให้พี่ม.6เป็นพี่ที่ปรึกษา และแกนนำจะอยู่ในชั้นม.5 ฝ่ายสนับสนุนทุกฝ่ายจะเป็นม4-1 อาจารย์เป็นที่ปรึกษาและให้คำแนะนำ สามารถปรับเปลี่ยนได้ภายใต้ความเห็นของแกนนำ หัวรั้วรำเพยให้คงไว้แบบนั้นเป็นสัญลักษณ์ของหนังสือสืบต่อไป จะทำได้ปีละกี่เล่ม กี่สี่ กี่หน้า ไม่สำคัญและไม่ยึกติดให้ปรับไปตามสภาพการณ์และความสามารถของรุ่นน้องรุ่นต่อๆไป และต้องเพิ่มฝ่ายจัดหาบุคลาการเพิ่มอีกฝ่ายทำหน้าที่จัดหารุ่นน้องไว้ทำในรุ่นต่อๆกันไป เดือนม.ค 31 ทั้งเดือนเป็นเดือนแห่งการถ่ายทอดงานและหลักการบริหารงานทำหนังสือเท่าที่ความสามารถของรุ่นพี่จะพึงมีจากการศึกษาและได้ทำงานที่ผ่านมา ผมค่อนข้างเน้นกลุ่มแกน6-8 คนของน้องม.4 รุ่นนี้มากเพราะแต่ละคนมีความสามารถและมีจุดยืนที่เด่นชัดมาก จนบางที่ผมมองเห็นว่าอาจมากเกินไปจนอาจมีปัญหาเกิดขึ้นได้ในอนาคต ต้องปรับความคิดให้เข้ากันให้ได้ ถึงพวกเขาจะมีรากฐานจากกลุ่มเพื่อนที่รู้จักกันมาตั้งแต่ม.1ก็เถอะ แต่พวกเขาเก่งเกินที่จะเอาเรื่องส่วนตัวมายุ่งกับเรื่องงาน เพื่อนส่วนเพื่อนงานส่วนงาน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเห็นพวกเขาเถียงกันเรื่องงานแบบเอาเป็นเอาตาย แต่พอเลิกประชุมก็กอดกันไปเตะฟุตบอลอย่างเมามันส์ ผมกลัวว่าถ้าพวกเขาไม่มีจุดสรุปร่วมกันแบบเคารพกติกาการบริหารอาจมีปัญหาเกิดขึ้นได้ ผมพยายามและทำเท่าที่ทำได้ เพราะเมื่อถึงเวลาอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด ผมจบออกมาแล้วไม่เข้าไปก้าวก่ายการตัดสินใจของพวกเขาเด็จขาด เป็นเพียงรุ่งพี่ที่ค่อยเสนอแนะแบบกว้างๆได้แค่นั้น ผมเน้นพวกเขาสำคัญต้องรู้ว่าทำอะไร ทำด้วยความรัก ความสนุก และทุ่มเทให้กับงาน ใช้สมองทำอย่าใช้เพียงกำลัง รั้วรำเพยจะออกมาแบบไหนในรุ่นต่อๆมาไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือทุกคนที่มีส่วนร่วมในรั้วรำเพย ต้องมีความทรงจำที่ดีๆติดตัวไปครับ...สวัสดี




 

Create Date : 01 กันยายน 2548    
Last Update : 6 มกราคม 2557 8:45:03 น.
Counter : 263 Pageviews.  

ครั้งหนึ่งนานมาแล้วผมเคยเป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา...ภาคสอง

                  หลังจากที่เราสร้างมิติใหม่ให้โรงเรียนเทพศิรินทร์ ได้เป็นที่เรียบร้อยและได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี งานของเราทำกันได้เป็นระบบดีพอสมควรแล้ว หลังจากขายหนังสือเสร็จไม่นานเราก็ประชุมในกลุ่มแกนนำเพื่อรับฝังเสียงสะท้อนจากรอบทิศ และเปิดใจคุยกันถึงปัญหาต่างๆที่เราเจอมาซึ่งก็ไม่ใช่น้อยเลย เราทำความเข้าใจกันอีกรอบในทุกขั้นตอน ตั้งแต่เตรียมข้อมูล หาเงิน ทำคอมพิวฯ ทำอาร์ต และงานขาย และนำเรื่องที่ฝ่ายบริหารของโรงเรียนตักเตือนเรามาเช่นเรื่องการเย้าแหย่เพื่อนรักของเรา(โรงเรียนสวนกุหลาบ) และการใช้คำบางคำเมื่อเอ่ยถึงอาจารย์ในโรงเรียน ซึ่งเสียงสะท้อนจากทุกทิศมีมามากมาย จนเราต้องกำหนดเวลาที่จะรับฟังและนำมาคุยกันในช่วงเวลาที่กำหนดเท่านั้น ไม่งั้นงานไม่เดินหน้าแน่นอน

       ตัวผมเองไม่ได้อยู่ฝ่ายงานใดๆเด่นชัดเลย จึงคิดว่าเล่ม2-3 ไม่น่ามีปัญหา พวกแกนนำร่วมก่อการที่เป็น ม.6ยังทำงานได้ แต่เล่ม4-6 ไม่น่าจะหวังพึ่งแกนกลุ่มนี้ได้เพราะ ใกล้สอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว และเพื่อนหมอยังใกล้จะถึงช่วงยุ่งกับการแปรอักษรงานซีเกมส์อีก เห็นทีต้องเตรียมแผนมาลองรับเรื่องเหล่านี้ซะแล้ว คิดได้ดังนั้นเลยมีงานเพิ่มขึ้นมากมาย ทั้งเรื่องคนที่จะมารับช่วงงาน(ควรเป็น ม3-4 เพราะม.5 ปีหน้าก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยอีก) เรื่องหาเงิน เรื่องที่ทำอาร์ต โรงพิมพ์(ซึ่งผมคิดว่าพิมพ์ที่เนชั่น ช้างานเขาเยอะต้องคิดหาที่ใหม่) ไหนจะเรื่องคอยเป็นที่ปรึกษาให้ทุกฝ่ายเพื่อกระตุ้นให้งานมันเดินไปข้างหน้าตามกำหนด เรื่องมันไม่ใช่น้อยๆเลย แต่รับปากทำแล้วก็ต้องลุยเต็มที่ งานหาน้องม3-4 มาทำนั้นยากที่สุดเพราะน้องปราบดาอยู่ม.3ก็จริงแต่จบม.3แล้วปราบดาก็จะไปเรียนต่อเมืองนอก ผมคุยกับปราบดาว่าไม่เป็นไรทำให้สนุกในปีนี้ก็แล้วกัน ปราบดาก็ดีรับปากว่าจะเตรียมทีมทำอาร์ตให้ซัก 1 ทีมก่อนจากไป นอกนั้นต้องค่อยๆหาต่อคิดว่าไม่เป็นไรยังพอมีเวลา เรื่องเงินอาจารย์พรรณี ช่วยแนะนำรุ่นพี่ที่จบไปแล้วและท่านผู้ปกครองหมดปัญหาไปเรื่องนี้

        รั้วรำเพยเล่มสองก็เสร็จต้นเดือน สิงหาคมและได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีเช่นเดิม ช่วงนี้ผมรับหน้าที่วางแผนการขายอย่างเต็มตัวและจัดการเรื่องเงินทั้งรายรับและรายจ่ายทั้งหมดเป็นหน้าที่หลัก และทำหน้าที่ประสานทั้งตอนรวมข้อมูลจากกองบ.ก  เสร็จแล้วฝ่ายอาร์ตก็ทำคอมพิวฯและมาทำอาร์ต เอาหน้าสปอนเซอร์มาให้ อาร์ตเสร็จก็ประสานกับโรงพิมพ์ทั้งเรื่องทำเพลตและงานพิมพ์ แล้วก็จัดจำหน่ายประสานมันทุกเรื่องเหตุเพราะกลัวไม่เสร็จตามกำหนด ทุกขั้นตอนต้องแก้ปัญหาในรายละเอียดตลอดไม่ง่ายอย่างที่คิดเลย กลางเดือนกันยายน รั้วรำเพยเล่มสามก็ออกมาสู่สายตาพวกเรา และก่อให้เกิดปัญหาร้ายแรงตามมาทันที เรื่องมีอยู่ว่า เรามีคอลัมส์รั้วริมทาง ที่เป็นเรื่องเขียนซุบซิมในโรงเรียน หมอเป็นคนเขียนเองและมีตอนหนึ่งซึ่งในชุมนุมเชียร์ของหมอไม่เห็นด้วยที่อาจารย์ท่านหนึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าหมวดศิลป์ เลยเขียนแซวในรั้วริมทาง และหมอก็ไม่ได้ส่งต้นฉบับไปให้อาจารย์เฉลียวตรวจก่อน เพราะเขียนเติมตอนทำอาร์ต พอส่งอาร์ตให้อ.เฉลียวตรวจ ซึ่งปรกติอเฉลียวเป็นคนที่ตรวจละเอียดมาก ผิดตัวเดียวยังมองเห็นเลยสุดยอดจริงๆอาจารย์ท่านนี้ พอส่งอาร์ตไปให้อ.เฉลียวตรวจ ด้วยความรีบร้อนกลัวหนังสือออกช้าของผม เร่งอาจารย์ใหญ่เลยครับขอร้องให้ตรวจไวไวหน่อย อ.เฉลียวก็เห็นแก่ผมถามเพียงว่าเหมือนตอนที่ส่งต้นฉบับมาให้ดูหรือเปล่า ผมก็ไม่รู้ว่าหมอไปเติมอะไรเข้าไปอีก ก็รับปากอ.เฉลียวว่าเหมือนเดิมทุกประการ อ.เฉลียวบอกถ้ารีบก็ผ่านไปได้เลยก็ผ่านไปโดยที่ผมไม่ได้อ่านก่อนเหมือนกัน

       พอออกมาขายเท่านั้นแหละขายไปได้1500 เล่ม ยังไม่ได้ขายม.ต้น ผู้อำนวยการเรียกผมและอ.เฉลียวเข้าพบและถามว่าเขียนอย่างนี้ได้อย่างไร อาจารย์ท่านนั้นร้องเรียนมา ให้เก็บหนังสือทั้งหมดและให้หยุดทำหนังสือโดยทันที เอาแล้วไงยุ่งซะแล้ว อ.เฉลียวก็ดีครับท่านฟังเหตุผลของผมท่านก็เข้าใจและรับปากว่าจะคุยกับผู้อำนวยการให้ หนังสือจะเก็บยังไงขายไปแล้วตั้ง1500 เล่มและตอนบ่ายฝ่ายขายม.ต้นก็ขายไปอีก500 เล่มผมเลยต้องแก้ปัญหาด้วยการเอา300เล่มวนไปวนมาไปให้เป็นของกลางที่ห้องปกครองเสมือนว่ามันเยอะมากและจะเอามาเพิ่มอีก อาจารย์ท่านนั้นและผอ ต้องการทราบว่าใครเป็นคนเขียน ผมบอกว่าโดยหลักแล้วเราบอกไม่ได้เป็นความลับของการทำหนังสือ อ.เฉลียวก็เห็นด้วยและแนะนำว่ามีอะไรบรรณาธิการและหัวหน้าบก ต้องรับผิดชอบทั้งหมด ผมโชคดีมากครับเพราะในเล่มสามนี้ ผมได้เลื่อนตำแหน่งจากผู้ประสานงานเป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์และผู้โฆษณา พอดีเลยและหมอก็ไม่ค่อยว่างต้องทำงานแปรอักษร ผมเลยต้องเล่นการเมืองแบบเต็มๆเลยงานนี้ ผมยอมรับกับผอ เรื่องการผิดพลาดโดยอ้างว่านึกว่าขอบเขตการวิจารณ์ไม่มีขีดจำกัด เพียงแต่ตั้งอยู่ในความเป็นจริงและรั้วริมทาง ก็เป็นงานเขียนที่เขียนจากความคิดเห็น ที่อาจจะถูกหรือผิดก็ได้ เลยไม่มีข้อจำกัดของความพอดี ผ.อ ก็เข้าใจหรืออาจเป็นเพราะท่านรู้จักผมมาตั้งแต่ผมยังอยู่ชั้น ม1 แล้วก็ได้ทำให้ท่านยกโทษให้ แต่ให้เพิ่มอาจารย์คนกลางมาช่วยตรวจข้อมูลเพิ่มอีก 1 ท่านและให้ระวังเรื่องนี้มากขึ้น ผมรับทราบแต่คิดว่าจบเล่มสามแล้วกลุ่มเพื่อนม.6 คงไม่ทำต่อแน่แล้วเพราะใกล้เอ็นฯแล้ว.....ต่อตอนหน้าครับ




 

Create Date : 01 กันยายน 2548    
Last Update : 6 มกราคม 2557 11:16:10 น.
Counter : 300 Pageviews.  

ครั้งหนึ่งนานมาแล้วผมเคยเป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา...ภาคแรก

         สมัยเรียนที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ตอนอยู่ม.ปลายนอกจากทำทีมฟุตบอลแล้วผมก็ไม่ได้ทำกิจกรรมอะไรเป็นชิ้นเป็นอันตอบแทนโรงเรียนที่ผมเรียนมาตลอด5ปีเลย ผิดกับเพื่อนหมอที่เรียนด้วยกันมาตอนม1-3 หมอทำกิจกรรมให้โรงเรียนอย่างสม่ำเสมอ ทำชมรมเชียร์อย่างทุ่มเทตลอดม.4-5 หมอเป็นคนเงียบพูดน้อย สุภาพ ขี้อายคิดช้ารอบครอบ ละเอียดและจริงจังทำอะไรถ้าตั้งใจแล้วมีความมุ่งมั่น ทุ่มเทเกินร้อยเป็นต้นแบบของเด็กกิจกรรมโดยแท้ หมอขาดอย่างเดียวคือขาดวาทศิลป์และลักษณะการเป็นผู้นำที่โดดเด่นในที่สาธารณะ หมอเลยดูไม่ค่อยเด่นนักเมื่อเทียบกับรุ่นพี่ที่ทำกิจกรรมบางคน แต่ถ้าใครสังเกตซักนิดติดตามซักหน่อยจะชื่นชมและซึ้งในความทุ่มเทของหมอแบบที่ผมรู้สึกมาโดยตลอด
         ต่อมาเมื่อจบม.5ผมจำได้วันหนึ่งตอนเดือนมีนาคม ปิดเทอมอยู่พวกเราที่เรียนม2/8 ห้องเดียวกันที่แยกๆกันเป็น2ห้องตอนม.ปลาย ได้นัดกันมานั่งคุยกันที่โรงเรียนเมื่อพร้อมหน้าพร้อมตากันแล้วหมอก็พูดด้วยเสียงอันเนิบๆสรุปได้ว่า หมอคิดว่าโรงเรียนเรากีฬาก็เด่น เรียนก็ดี รูปก็หล่อ(อันนี้ผมคิดเอง) น่าจะมีสื่ออะไรซักอย่างที่ทำโดยนักเรียนจริงๆเพื่อสื่อสัมพันธ์และเชื่อมความเข้าใจที่ดีในหมู่นักเรียน โดยเริ่มจากกลุ่มของพวกเราก่อนแล้วหาสมาชิกเพิ่ม หมอทำไม่ไหวเพราะปีนี้มีงานใหญ่ต้องแปรอักษรทั้งจตุรมิตรและซีเกมส์ หมออยากให้เพื่อนๆช่วยกันทำงานชิ้นนี้ ผมคิดว่าเอาแล้วไงม.6 ต้องสอบเข้มหาวิทยาลัย หญิงก็ยังไม่มีจะเอาเวลาไหนมาทำละเนี๊ยะ แต่คิดว่างานหนักแบบนี้เราไม่เริ่มแล้วใครจะเริ่ม เอาก็เอาก็เลยตกลงปลงใจร่วมกันเริ่มงานชิ้นนี้
         พอเริ่มทำงานผมในฐานะหัวหน้าห้องในสมัยม.ต้น ก็เริ่มตั้งตัวเป็นคนวางแผนคุยกับเพื่อนๆในกลุ่มซึ่งมีกัน7-8 คนในขณะนั้นโดยตกลงวางกรอบของงานว่าจะออกเป็นหนังสือแต่แบบไหนไม่รู้ ทุกคนไปหาข้อมูลมาแล้วคุยกันและเน้นว่าทำโดยนักเรียนจริงๆคิดเองทำเองทุกอย่างโดยมีอาจารย์เป็นที่ปรึกษาและทำให้ถูกต้องโดยขอจัดตั้งเป็นชุมนุมและแยกย้ายกันไปหาความรู้อีกอาทิตย์เจอกัน พอได้เวลานัดหมายหมอก็มาแจ้งว่าเรื่องกฏของโรงเรียนไม่มีปัญหาหมอเดินเรื่องเอง เพื่อนอีกคนเสนอรูปแบบหนังสือเป็นวารสารขนาดเท่าหนังสือตามท้องตลาด และเพื่อนอีกคนเสนอเรื่องอาจารย์ที่ปรึกษาว่าถึงเราจะทำเองคิดเองทั้งเล่ม แต่ควรมีอาจารย์เป็นที่ปรึกษาด้วยเพราะท่านมีประสบการณ์มีความรู้ยังไงก็ต้องฟังท่านเราก็เห็นด้วย เรารู้เบื้องต้นแล้วแต่ไม่มีความรู้อย่างเดียวคือไม่มีความรู้ด้านการทำหนังสือเลยแม้แต่คนเดียว เอาแล้วไงไม่มีความรู้แล้วจะทำหนังสือฮ่วย ผมก็เลยสรุปว่าเราต้องไปดูงานการทำหนังสือซัก2-3 ที่แล้วค่อยว่ากันต่อ ก็เลยติดต่อขอดูงานสำนักพิมพ์วิบูลกิจที่ทำการ์ตูนนั้นแหละ และไปดูงานสำนักพิมพ์กรุงเทพธุรกิจของคุณสุทธิชัย หยุ่น ไปเพราะมีคนแนะนำปราบดา หยุ่น ตอนนั้นอยู่ม.3ให้เรารู้จักและให้ปราบดาติดต่อคุณพ่อให้ ไปดูงานที่เนชั่น คุณสุทธิชัย มาพาเราเดินทัวร์ทุกแผนกด้วยตัวเองเลยครับแถมแนะนำโรงพิมพ์ให้คุยกับคุณนิพจน์หัวหน้าโรงพิมพ์สอนเราคิดต้นทุนอีก และยังใจดีบอกว่าฉบับแรกถ้าขาดอุปกรณ์และสถานที่ให้มาใช้ออฟฟิศเนชั่นทำงานในวันหยุดได้ คนอะไรใจดีจังเลยครับผมได้เจอคุณสุทธิชัย หยุ่น ครั้งนั้นครั้งเดียวยังไม่ได้ขอบคุณท่านอย่างเป็นทางการเลยครับ และเรายังได้ปราบดา หยุ่นมาเป็นแนวร่วมในงานนี้อีกแรง

     หลังจากเราดูงานพอมองเห็นภาพกันแล้วก็เริ่มแบ่งงานกันเป็นฝ่ายๆโดยหมอเป็นผู้ดูแลสูงสุด โรงเรียนตั้งอาจารย์ที่ปรึกษามาให้เรา 3 ท่าน เราเชิญมาอีก1ท่าน เพื่อนกลุ่มหนึ่งชอบทำเนื้อหาก็ให้เป็นกองบรรณาธิการ มีหัวหน้า 1 คน ให้ไปหาสมาชิกเพิ่มและไปวางแผนด้านเนื้อหามาเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ในครั้งต่อมา และเน้นว่าไม่ใช่เขียนเรื่องกันเองในกลุ่มไม่กี่คนนะต้องกระจายงานให้คนนอกเขียนเยอะๆจะได้หลากหลาย เพื่อนอีกกลุ่มชอบทำอาร์ตก็มีหัวหน้า 1 คนและไปหาสมาชิกเพิ่มแล้วไปศึกษาวิธีการทำอาร์ตทุกรูปแบบมา ส่วนเพื่อนอีกกลุ่มทำงานประชาสัมพันธ์และงานธุรการ ทุกคนมีกลุ่มหมดเหลือผมคนเดียวไม่รู้จะเข้ากลุ่มไหน เขียนก็ไม่เป็น อาร์ตก็ไม่มีฝีมือธุรการก็ทำไม่เป็น ผมได้แต่คิดว่าไม่เป็นไรไม่มีกลุ่มก็ทำอะไรได้ก็ทำไป จากนั้นเราก็ประชุมเฉพาะหัวหน้าของแต่ละกลุ่ม เจาะลึกในรายละเอียดว่าข้อมูลต้องเอาไง กระจายงานเขียนไปให้น้องๆช่วยๆกันยังไงได้บ้างและเนื้อหาในแต่ละเล่มควรเป็นไง เราจะออกปีนี้ 6 เล่มเทอมละ 3 เล่มต้องทำให้ได้ และฝ่ายเนื้อหาต้องทำงานแข่งกับเวลายังไง ผมนัดฝ่ายข้อมูลไปดูงานที่เนชั่นแบบเจาะลึกอีกรอบเพื่อให้เข้าใจระบบการเตรียมข้อมูลอย่างจริงจัง ฝ่ายอาร์ตต้องเตรียมตัวยังไงทำงานช่วงไหนที่ไหนและต้องการอุปกรณ์อะไรบ้าง  อันนี้เหนื่อยหน่อยสมัยนั้นคอมฯยังไม่ทันสมัยเหมือนตอนนี้ ทุกอย่างใช้มือและความสามารถหมดผมต้องนัดฝ่ายอาร์ตไปดูงานทำอาร์ทที่เนชั่น ไปดูงานทำคอมพิวฯ(ตัวอักษร)ที่ร้านแถวสะพานหัวช้าง ไปดูการทำเพลทที่ร้านแถวอนุสาวรีย์ชัย และไปดูโรงพิมพ์ที่เนชั่นจนฝ่ายอาร์ตเข้าใจในทุกขั้นตอนของการทำรูปเล่มหนังสือ ฝ่ายประชาสัมพันธ์และธุรการก็ต้องเตรียมงานหาสมาชิก หาสปอนเซอร์ เตรียมการขายและเตรียมการประชุมในแต่ละครั้ง  พอเราเริ่มเข้าระบบแล้วผมก็มาดูภาพรวมโดยไม่ได้เข้าไปทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันกับเขาเลย ต่อมาเราก็ประชุมใหญ่อีกรอบแต่ละฝ่ายก็อธิบายและพูดแผนงานของตนเองให้สมาชิกทุกคนเข้าใจโดยพร้อมเพรียง แต่แบ่งความรับผิดชอบกันอย่างชัดเจนและซักซ้อมความเข้าใจ เพื่อการทำงานอย่างลื่นไหลและต่อเนื่องและเหนืออื่นใดต้องไม่เสียการเรียนด้วย
        พองานเริ่มทุกอย่างก็ไปได้ดีมีปัญหาบ้างเราก็เข้าไปแก้ให้ตามเหตุการ ผมนั่งคิดนอนคิดแล้วว่าปัญหาใหญ่สุดเลยคือเรื่องเงินเพราะฝ่ายหาเงินทุนทำงานไม่ค่อยคืบหาเงินไม่ได้ ผมมาคุยกับหมอว่าเอาไงดีถ้างานเสร็จแล้วไม่มีเงินพิมพ์หนังสือจะทำอย่างไร หมอบอกว่าไม่เป็นไรผมพอมีเงินเก็บอยู่เอาเท่าไหร่ก็ให้บอกมา ผมฟังดังนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรเพราะพูดไม่ออก แต่พอดีคิดขึ้นได้ว่าเรามีครูดีอยู่กับตัวทำไมไม่ไปขอคำชี้แนะ ครูคนนั้นคืออ.พรรณี ศรีสุวรรณ อาจารย์ประจำชั้น2/8ของเรานั้นเอง อาจารย์ประจำชั้นเราปีเดียวแต่เรายังแวะไปหาอาจารย์อย่างสม่ำเสมอ พอเอาเรื่องกลุ้มใจนี้ไปปรึกษาอาจารย์ ท่านก็ชี้แนะและช่วยเราหาหนทางเรื่องเงินทุนจนเราหมดปัญหาเรื่องนี้ไป และจากนั้นท่านก็ช่วยงานด้านที่ปรึกษาให้เราตลอดจนเราออกมาแล้วเลิกทำไปนาน ท่านก็ยังทำหนังสือให้เราทั้งแต่ปี 2530 มาจนถึงปี2546 เป็นเวลา17 ปีเต็มถ้าจะมีอีกท่านที่เราต้องกราบขอบคุณอย่างจริงใจก็คือท่านอาจารย์พรรณี ศรีสุวรรณ นี้แหละครับ พอเราหมดปัญหาเรื่องเงินแล้วงานก็เดินตามระบบของมันไปเรื่อยๆ 2 อาทิตย์เนื้อหาเสร็จ หัวหน้ากองตรวจแล้วก็ส่งมาให้ที่ประชุมใหญ่ตรวจและโรงเรียนขอว่าต้องให้อาจารย์ที่ปรึกษาที่โรงเรียนตั้งมาตรวจด้วยทุกครั้ง เราวางกรอบไว้ว่าถ้าเราตรวจว่าผ่านได้ ถึงมืออาจารย์ที่ปรึกษาเราก็ต้องไฟท์ให้ผ่านให้ได้ พอเนื้อหาผ่านหมดกองบรรณาธิการก็ได้พักแล้ววางแผนเตรียมเนื้อหาเล่มสองต่อไปได้เลย เนื้อหาเล่มแรกก็ถูกส่งให้ฝ่ายอาร์ตฝ่ายอาร์ตซึ่งปราบดา หยุ่นก็ร่วมงานในฝ่ายนี้ด้วยก็ไปวางแผนแล้วทำดำมี่(จัดหน้าคร่าวๆ)แล้วส่งคอมพิว(ทำตัวอักษร)แล้วนัดวันมาทำอาร์ตพร้อมๆกันแบบช่วยๆกันทำตามแบบที่ฝ่ายอาร์ตออกแบบไว้ วางแผน5 วันทำคอมพิว 3 วัน นัดทำอาร์ตเสร็จใน3 วันตรวจแก้ไข 3 วัน แล้วฝ่ายอาร์ตก็ว่างแล้วไปพักผ่อนรอทำเล่มสองต่อ แล้วส่งไปร้านทำเพลททำ 2 วันแล้วส่งไปโรงพิมพ์พิมพ์ 2 วัน แล้วนักฝ่านธุรการมาเตรียมงานขาย

        ผมก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันอยู่ดี เนื้อหาก็เขียนไม่เป็น อาร์ตก็ทำไม่เป็น เงินก็ไม่ได้หา ตอนขายก็มาช่วยดูแลเรื่องระบบการขายก็เท่านั้น ขนาดวันหนึ่งหมอมาหาผมแล้วบอกผมด้วยเสียงเนิบๆว่า ผมไม่รู้จะให้คุณมีชื่อในตำแหน่งอะไรดี เพราะดูแล้วไม่มีตำแหน่งในงานที่คุณทำเลย ผมบอกว่าไม่เป็นไรเพื่อนอย่าไปคิดมากเอางี้แล้วกันผมอยู่ในตำแหน่งผู้ประสานงานแล้วกัน ตำแหน่งนี้ไม่มีหรอกปกติแต่ให้ผมเป็นก็แล้วกัน ดังนั้นหนังสือเล่มแรกก็เลยมีชื่อผมกับตำแหน่งประหลาดๆที่เห็นนั้นแหละครับ ก่อนเราทำอาร์ตมีเรื่องหนึ่งที่ผมจำได้ว่าเราคิดกันตั้งแต่17.00 น ถึง 24.00 น เลยคือว่าเราจะตั้งชื่อหนังสือว่าอะไรดีเสนอกันมาเยอะมากคนละชื่อสองชื่อเช่นเดิมครับผมไม่ได้เสนอกับเขาซักชื่อเลย สุดท้ายเราต้องลงคะแนนลับและได้ชื่อหนังสือของเราว่า....รั้วรำเพย.... เสียดายผมจำไม่ได้ว่าใครเสนอชื่อนี้เพราะง่วงนอนแล้วตอนนั้น สุดท้ายเราก็คลอดหนังสือขนาด8หน้ายกเล่มนี้ออกมาได้ตอนต้นเดือนมิถุนายน 2530  ขายเล่มละ 2 บาท พิมพ์จำนวน 2500 เล่มขายได้ทั้งหมด2350 เล่ม ที่เหลือให้สปอนเซอร์และเก็บไว้50เล่ม.......ต่อตอนหน้าครับ




 

Create Date : 01 กันยายน 2548    
Last Update : 6 มกราคม 2557 11:18:45 น.
Counter : 284 Pageviews.  

ฟุตบอลในวัยเด็กกับยอดคน(ที่ผมรู้จัก)ภาคสอง

           ตอนที่แล้วพูดถึงทีมฟุตบอลของผมในช่วงม.1-2 พอขึ้นม.3เราก็สลายทีมไปตามแผนที่ตั้งใว้ เพราะเรารู้ว่าขึ้นม.3 เราต้องแยกห้องกันตามเกรดเฉลี่ยและม.3เป็นปีที่สำคัญบางคนต้องไปสอบเตรียมอุดม สอบชิงทุนต่างๆ คนที่เกรดไม่ค่อยดีแต่เดิมก็ต้องพยายามขยันเพื่อให้ได้เรียนต่อ เราจึงเพลาๆเรื่องกีฬาลงไป พอจบม.3 ผมก็ไม่ได้ไปไหนอยู่เรียนสายวิทย์ที่เทพศิรินทร์ต่อ ผมอยู่ห้อง4 มีเพื่อนห้องเดิมมาอยู่ด้วยไม่มาก เพราะส่วนใหญ่อยู่ห้อง5 พอเริ่มคุ้นๆกับเพื่อนๆเราก็มาตั้งทีมฟุตบอลกันใหม่ชื่อนฤมิตรเหมือนเดิม วางแผนว่าจะรวมกัน2ปีเช่นเดิมโดยผมตั้งตัวเองเป็นหัวหน้าทีมเช่นเดิม และเริ่มหาตัวนักบอลต่างๆโดยเน้นเพื่อนร่วมห้องก่อน หาไปหามาหาได้เพียง 15 คนเท่านั้นเพราะไม่ครบ 22 คนเลยต้องมีการดึงตัวเพื่อนๆห้องอื่นมาเสริมในตำแหน่งที่ขาดและได้พี่เพื่อนมาร่วมทีมด้วย 1 คน จนครบ 22 คน
     จากนั้นเราก็ประชุมทำความเข้าใจ วางกฏระเบียบในการฝึกซ้อมและตารางซ้อมจนเป็นที่ยอมรับของทุกคน ใครมีอะไรขัดข้องก็ว่ากันให้จบก่อนลงเรือลำเดียวกัน ซึ่งยากกว่าตอนม.ต้นมากเพราะม.4 พวกเราเริ่มโตเป็นวัยรุ่น แต่ละคนมีความคิดแตกต่างกันออกไป บางคนเริ่มคบเพื่อนในสภาพแวดล้อมที่เกินวัยไปนิด การจะพูดให้เข้าใจและยอมรับกติกาที่คนส่วนใหญเห็นด้วยต้องใช้ความอดทนและจิตตวิทยาพอควร ในที่สุดเราก็สร้างกติกาและทำให้ทุกคนยอมรับกับกฎต่างๆเช่น 1สัปดาห์ทุกคนต้องวิ่งรอบโบสถ์อย่างน้อย 3 วันๆละ10 รอบ มีคนคอยจดสถิติ ต้องเล่นบอลพลาสติกตอนเย็นด้วยกันอย่างน้อย 3 วันใน 5 วัน ต้องมาประชุมแผนตอนเย็นอาทิตย์ละ 1 วัน และ 1 เดือนต้องไปซ้อมทีมที่สนามกีฬาหัวหมากวันอาทิตย์อย่างน้อย 3 อาทิตย์ ทุกคนต้องทำตามกติกานี้อย่างเคร่งครัดและสม่ำเสมอ เพื่อความฟิตและมีความพร้อมสำหรับการแข่งขัน
       ดูโหดๆอยู่เหมือนกันแต่ทุกคนก็ทำได้ไม่ว่าเด็กเรียนหรือเพื่อนบางคนที่ออกนอกทางไปบ้าง ทุกคนทำตามกฏได้อย่างสม่ำเสมอ ชีวิตส่วนตัวเป็นไงไม่สำคัญแต่ถึงเวลาเข้าทีมทุกคนต้องพร้อม แรงจูงใจที่สำคัญที่สุดคือ...ทุกคนอยากเล่น...ทีมชุดนี้เราตัดเสื้อทีมเหมือนทีมชาติเยอรมันในสมัยนั้น สวยดีครับเสียดายหารูปไม่เจอไม่รู้ไปไหนหมด เราร่วมซ้อม ร่วมเล่น ร่วมแข่งด้วยกันแบบนี้ตลอด 2 ปี แข่งเยอะมากในโรงเรียนไม่เท่าไหร่ ส่วนมากจะนัดห้องอื่นๆทั้งม4-6 แข่งกันเองนอกรอบที่สนามกีฬาหัวหมาก ซึ่งมีสนามฟุตบอลถึง 6 สนาม ผลการแข่งขันอย่าไปพูดถึงไม่สำคัญเท่าไหร่แต่ที่น่าจดจำคือยอดคนต่างๆที่ผมได้รู้จักและจดจำมาถึงทุกวันนี้...
        เพื่อนพระ...พระเป็นคนที่ผมพูดถึงเป็นคนแรก พระเป็นเด็กสายวิทย์แต่เป็นตัวแทนตอบปัญหาธรรมมะมือหนึ่งของเทพศิรินทร์ เคยได้ที่หนึ่งของประเทศไทยด้วย เพื่อนๆและอาจารย์งงกันเป็นแถวๆ เพราะพระไม่ได้แสดงอะไรให้เห็นว่าเป็นคนอยู่ในศิลธรรมเลย พระชอบกวนอาจารย์ คบเพื่อนกลุ่มซนๆมีหนังสือทุกประเภทให้เพื่อนๆยืมเสมอ แต่ตอบปัญหาธรรมมะทีไรชนะเลิศทุกทีเพื่อนๆงง พระเล่นฟุตบอลในตำแหน่งปีกขวา มีความใวและเล่นบอลฉลาด ดูกวนๆไม่ค่อยเอาเรื่องแต่จริงๆแล้วแฝงความคมใว้ในตัวมากมาย พระเป็นที่ปรึกษาที่ดีพูดอะไรตรงไปตรงมา กล้าแสดงความคิดเห็นบางทีก็ดูจริงจังบางทีก็ขี้เล่น พระขี้เกียจซ้อมหาเรื่องโดดไม่วิ่งรอบโบสถ์ประจำแต่ก็วิ่งครบตามกฏ แต่ถ้าให้เลือกไม่วิ่งได้ก็ไม่วิ่ง แต่ให้วิ่งก็วิ่งได้ไม่ต้องคอยจี้เพราะพระไม่ชอบทำเองได้ แต่เลือกไม่ทำได้ก็ไม่ทำ พระกวนอาจารย์และผู้อื่นได้อย่างเสมอต้นเสมอปลายพอๆกับการซ้อมและเล่นฟุตบอล คนไม่รู้จักจะว่าพระเป็นคนกวน(ตีน) แต่ลึกๆแล้วพระมีดีอยู่ในตัวเสมอแต่ต้องดูดีๆ พอจบม.6 ด้วยการเรียนวิทย์เพราะตามใจพ่อ พระเลยสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ พระตัดสินใจเรียนนิติราม ตามที่ตัวเองชอบเพราะพระชอบท่องถึงตอบปัญหาธรรมมะเก่งไง พระเรียนนิติราม 3 ปีครึ่งจบ สอยเนติฯได้ในปีถัดมา และอีกปีก็สอบเป็นผู้พิพากษาได้ กลายเป็นผู้พิพากษาที่อายุน้อยที่สุดในประเทศไทย นี้แหละเพื่อนพระที่ผมว่ามีดีอยู่ในตัวเสมอ...
          เพื่อนกือ...กือเป็นนักบอลที่มีปัญหาที่สุดเพราะขาดซ้อมบ่อย แต่กือก็มีเหตุผลที่ต้องขาดซ้อมคือ กือต้องขี่รถขายซาลาเปาในวันหยุด บ้านกือยากจนกือต้องหาเงินเรียนและช่วยที่บ้านด้วย กือเลยไม่ค่อยได้ซ้อมและมาเรียนไม่ค่อยทัน แต่ถึงกือจะยากจนแต่กือก็ไม่ใช่เด็กเรียบร้อยเลย กือคบเพื่อนกลุ่มซนๆสนุกสนามไปวันๆ แต่กือเป็นคนฉลาด มีไหวพริบรู้จักพูดและเพื่อนๆรัก ขนาดรู้ทั้งรู้ว่าโดนกือหลอกแต่เพื่อนๆก็เต็มใจให้หลอก กือเรียนเก่งแต่เก็บเงียบภายนอกดูไม่สนใจเรียนแต่กือซุ้มตลอด กือลอกการบ้านเพื่อนให้เพื่อนติวให้แต่สอบทีไรกือได้คะแนนต้นๆเสมอ ในทีมบอลกือเล่นตำแหน่งศูนย์หน้าผมไม่ค่อยชอบกือนัก เพราะกือขาดซ้อมบ่อยเพื่อนๆดูออกและมักช่วยพูดแก้ตัวให้กือเสมอ กือไม่ค่อยได้ซ้อมแต่ก็แสดงความตั้งใจที่จะร่วมเล่น ได้เล่นทีไรกือเล่นได้ดีและปรับตัวเก่ง กือมีความเร็วเป็นเลิศ แทงบอลไปข้างหน้ากือวิ่งแซงกองหลังทีมคู่แข่งเป็นประจำ จนบางครั้งกือวิ่งแซงบอลก็ยังเคย กือจึงเป็นศูนย์หน้าที่เร็วที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็น กือเป็นคนหน้ากลัวยิ้มๆหน้าตาหล่อเหลาและแฝงใว้ด้วยอะไรก็ไม่รู้ แต่เพื่อนๆก็รักกือเพราะกือมีมนุษย์สัมพันธ์ดีเข้าได้กับทุกคน จบม.6 กือก็แสดงความเก่งให้เห็นสอบเข้าวิศวฯ จุฬาได้ จบ 4 ปีกือก็เรียนโทด้วยทุนของวิทยาลัยมหานครต่อ และเป็นอาจารย์สอน2ปีกือก็ไปต่อด๊อกเตอร์ด้วยทุนของมหานครต่อ กือเป็นด๊อกเตอร์ตอนอายุ20 กว่าๆเองปัจจุบันกือเป็นอาจารย์อยู่มหานคร ครอบครัวมีความเป็นอยู่ดีขึ้นกันถ้วนหน้า นี้คือเพื่อนกืออันแสนจะน่ากลัวของผม...
      เพื่อนยักษ์...ยักษ์เป็นกลางหลังตัวหลักของผมต่อจากอาโน ยักษ์มีระเบียบวินัยเคร่งครัดต่อหน้าที่ ขยันซ้อม เป็นคนนิสัยดีมากๆเป็นที่รักของเพื่อนๆทุกคน ยักษ์เป็นกองหลังตัวหลักที่เล่นบอลได้ดีและวางใจได้ แต่ด้วยนิสัยที่ดีมากๆของยักษ์ทำให้ยักษ์ขาดความโหดแบบอาโน เล่นบอลขี้เกรงใจกลัวกองหน้าทีมอื่นๆเจ็บยักษ์ไม่เคยเข้าบอลแรงๆและไม่โหด แต่ด้วยความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ยักษ์ก็ไม่ค่อยให้ใครเข้าไปยิงประตูทีมเราง่ายๆ ยักษ์หยุดกองหน้าและเป็นที่อุ่นใจของเพื่อนๆร่วมทีมเสมอเวลาอยู่ในสนาม ส่วนนอกสนามยักษ์ก็เป็นคนใจดี เป็นพี่ๆของเพื่อนๆที่ซนๆและซ่าๆ ยักษ์คอยตักเตือนเพื่อนๆเสมอ แต่ไม่เคยว่าเพื่อนแรงๆยักษ์ได้แต่บ่นเพราะกลัวเพื่อนจะเสียใจ ยักษ์เป็นตัวอย่างของคนดีคือดี สุภาพ คิดแต่สิ่งดีๆมีความจริงใจให้ทุกคน แต่ไม่โง่และไม่ซื่อบื้อ ทันคนมีความคิดความอ่าน และทันสมัย ยักษ์จบม5ก็สอบเทียบได้แล้วสอบติดวิศวฯบางมด ผมบองยักษ์ว่าอย่าเอาเลยปีหน้าได้จุฬาแน่นอน ยักษ์บอกที่บ้านรอยักษ์จบวิศวฯแล้วกลับไปช่วยงานที่บ้าน พี่ๆยอมเสียสละเรียนน้อยแล้วทำงาน แต่ให้ยักษ์ได้เรียนสูงๆ ยักษ์ต้องรีบจบเพื่อไปช่วยงานพี่ๆ เรียนวิศวฯที่ไหนก็เหมือนกันอยู่ที่ตัวเรามากกว่า
ผมฟังแล้วก็ไม่ได้พูดอะไรต่อเพราะพูดไม่ออก...
      เพื่อนเบี้ยว....เบี้ยวเป็นเด็กเรียนเก่งนิสัยดีใจเย็นยิ้มตลอด ให้เพื่อนลอกการบ้านและคอยติวฟิสิกส์ เคมี เลขฯให้เพื่อนๆเป็นประจำ เบี้ยวไม่ได้ชอบเล่นบอลมากนักแต่และก็เล่นไม่ค่อยเก่งแต่เดิม แต่พอได้รับหน้าที่ให้เล่นกองกลางเบี้ยวก็เริ่มฝึกฝน และพัฒนาตนเองตามแบบฉบับความเก่งของเบี้ยว ฝึกหนัก อดทน ขยันศึกษาวิธีการเล่น เบี้ยวเล่นบอลเหมือนเรียนหนังสือคือทุ่มเทให้กับทุกอย่างอย่างเต็มที่ หุ่นเบี้ยวไม่ดีตัวเล็กแต่ฟิตและขยัน เล่นๆไปก็ฉลาดขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นตัวจริงที่เพื่อนๆให้การยอมรับ เบี้ยวทำทุกอย่างตามตำรา เล่นการเมืองไม่เป็นไม่ค่อยมีเลห์เหลี่ยม ทำอะไรตรงไปตรงมาเวลาเล่นบอลหรือชีวิตประจำวันก็เป็นแบบนั้นคือตรงไปตรงมาตลอด และไม่ค่อยพลิกแพลงซึ่งเป็นจุดด้อยของเบี้ยวในสายตาคนโฉดๆอย่างผม เบี้ยวจบม6ก็สอบเข้าวิศวฯลาดกระบังได้ เบี้ยวก็เรียนเก่งเหมือนเดิมแต่ผมเป็นห่วงความตรงไปตรงมาของเบี้ยว ไม่รู้ในอนาคตมันจะมีผลเสียต่อตัวเบี้ยวหรือเปล่า แต่เบี้ยวเป็นคนดีจริงๆอีกคนที่ผมรู้จัก




 

Create Date : 01 กันยายน 2548    
Last Update : 6 มกราคม 2557 11:21:19 น.
Counter : 318 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  

k.j
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 22 คน [?]




Friends' blogs
[Add k.j's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.