Group Blog
 
All Blogs
 

แผ่นดินไหวที่โกเบ (1995)



กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว...ผมได้รับการมอบหมายจากทางบริษัทให้เดินทางไปฝึกงานที่ประเทศญี่ปุ่น การเดินทางแบ่งออกเป็นสองช่วงคือช่วงปลายปี 1994 (พ.ย.-ธ.ค.94) ไปอยู่ได้ประมาณสองเดือนก็ได้กลับมาเมืองไทยหนึ่งครั้ง และช่วงที่สองช่วงหลังปีใหม่ปี 1995 (ม.ค.95) ซึ่งต้องไปอยู่อีกหนึ่งเดือน

เหตุการณ์ที่จะเล่านี้เกิดขึ้นในช่วงที่สอง โดยวันที่วันที่ 16 มกราคม 1995 ซึ่งเป็นวันแรกที่ผมเดินทางไปญี่ปุ่นรอบที่สองหลังจากได้กลับมาหยุดพักช่วงปีใหม่ที่เมืองไทย ผมเดินทางออกจากดอนเมืองในตอนเช้า ไปถึง Kan Sai แอร์พอร์ทที่เมือง Osaka ตอนค่ำๆ ก็มีคนมารอรับที่สนามบิน เขาก็พาผมนั่งรถไปกับเขาประมาณสองชั่วโมง ก็ถึงที่พักที่เป็นอพาร์ทเม้นท์ ซึ่งเป็นของบริษัทที่จะไปฝึกงาน ซึ่งขณะนั้นผมก็ยังไม่เลยรู้ว่าที่ๆผมมาถึงชื่อเมืองอะไร อพาร์ทเม้นท์ชื่ออะไร อยู่ส่วนใดของประเทศญี่ปุ่น รู้แต่ว่าต้องนั่งรถมาจากสนามบินประมาณสองชั่วโมง ขณะที่ไปถึงที่พักก็ค่อนข้างดึกแล้วคือเวลาประมาณห้าทุ่ม รอบๆตัวก็ดูมืดไปหมด ดูไม่ออกว่าเป็นที่ไหน รู้แค่ว่าถูกพามาที่อพาร์ทเม้นท์แห่งหนึ่ง มีแค่คนดูแลอพาร์ทเม้นท์เอากุญแจห้องมาให้ ส่วนคนที่พามาส่งก็บอกว่าให้พักผ่อนซะ พรุ่งนี้เช้าแปดโมงจะมารับไป office พูดแค่นั้นแล้วก็ลากลับไป ผมก็ไม่ได้คิดอะไรมากจัดแจงอาบน้ำและเข้านอนเพราะเหนื่อยกับการเดินทางทั้งวัน มารู้สึกตัวอีกทีก็คือว่าตัวผมเองหลุดออกมาจากเตียงนอนตกมาที่พื้น (ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณตีห้าของวันที่ 17 มกราคม 1995) ผมพยายามจะยืนขึ้นก็ยืนไม่ได้ห้องสั่นไปหมด ของในห้องก็หล่นลงมาอยู่กับพื้นเช่น กาต้มน้ำ ตู้เย็นก็ล้มลง พอสติมาก็รู้ว่าคงเกิดแผ่นดินไหวเข้าแล้ว

(คลิกที่ link ดู Youtube ได้ถ้าอยากรู้ว่าสั่นแรงแค่ไหน จะไม่ให้ตกเตียงได้งัย )
http://www.youtube.com/watch?v=0plbf5w0sbA

ความรู้สึกตอนนั้นกลัวมาก รู้สึกแบบหวาดกลัวที่สุดในชีวิตเลย ทำอะไรไม่ถูกเลย ก็คิดได้อย่างเดียวว่าคราวนี้คงตายแน่แล้ว พอตั้งสติได้นิดหนึ่งก็คิดว่าไหนๆจะตายแล้วก็ขอตายในสภาพศพสวยๆหน่อย ก็เลยคลานไปหลบใต้โต๊ะ คิดว่าถ้าปูนหรือคานตึกหล่นมาใส่สภาพศพเราจะได้ดูดีหน่อย คืออวัยวะอยู่ครบ 32 หลังจากนั้นไม่นานแผ่นดินไหวก็หยุดไป มองรอบๆห้องก็ไม่เห็นเพราะมืดมากจากการที่ไฟฟ้าดับหมดแต่ก็รู้ว่ามีของตกอยู่ตามพื้นระเนระนาดไปหมด ได้ยินเสียงผู้หญิงจากภายนอกกรีดร้องกันเป็นระยะๆ ผมทำอะไรไม่ถูกก็เลยนั่งอยู่ที่เตียงเฉยๆ มองออกไปก็มองไม่เห็นอะไร รู้แค่ว่ามีเสียงรถที่มีไซเรนวิ่งไปวิ่งมาเยอะแยะเลย อีกซักพักก็มีคนมาเคาะประตูห้อง ผมก็ไปเปิดเป็นคนดูแลอพาร์ทเม้นท์นั่นเอง เขาเอาไฟฉายส่องหน้าแล้วก็ถามว่าเป็นอะไรหรือเปล่า ผมบอกว่าไม่เป็นไร เขาบอกว่าดีแล้วงั้นให้อยู่แต่ในห้องอย่าออกไปไหน มันอันตราย แล้วเขาก็เดินหายไป ผมก็เลยนั่งอยู่แต่ในห้องตามคำสั่ง อากาศในห้องเริ่มเย็นขึ้นเรื่อยๆ เพราะตอนนั้นอุณหภูมิที่ประเทศญี่ปุ่นยังต่ำกว่าศูนย์องศา แม้จะไม่มีหิมะตกแล้วแต่ก็ยังมีหิมะให้เห็นอยู่ทั่วไปตามถนน และเนื่องจากไฟฟ้าดับหมดทำให้ heater ไม่สามารถใช้งานได้ ก็เลยต้องนั่งกอดเข่าหนาวอยู่ในห้อง หลังจากแผ่นดินไหวลูกแรกก็มีปรากฎการณ์ after shock ตามมาเป็นระยะๆ ทุกๆ 10 - 30 นาทีได้ จะมีเสียงครืนๆมาก่อน แบบว่าบอกให้รู้ว่า เฮ้ย...ข้าจะมาแล้วนะแล้วก็การสั่นของพื้นก็ตามมา จริงๆแล้วไอ้ after shock นี่แหละที่ทำให้ประสาทจะเสียเอาเพราะเวลาเสียงดังครืนๆมาแต่ละครั้งเราไม่รู้เลยว่า จะเป็นแผ่นดินไหวลูกใหญ่หรือลูกเล็กกันแน่ ทำให้ต้องลุ้นทุกครั้งเลย พอหกโมงเช้าฟ้าเริ่มสว่างมองเห็นด้านนอก ก็มองไปนอกหน้าต่างก็เห็นบ้านเรือนที่ พอจะมองเห็นจากช่องหน้าต่างก็ยังอยู่กันดีนี่นา ก็เลยคิดว่าคงไม่มีอะไรมากหรอกมั้ง บ้านที่เราอยู่นี่ก็ยังไม่พังเลยนี่นาก็เลยเบาใจลง มองไปรอบๆห้องก็เห็นรอยแตกของสีที่ทาไว้เท่านั้น แต่ผนังตึกก็ไม่ได้แตกร้าวอะไร เข้าใจว่าเป็นอพาร์ทเม้นท์ไม้ที่สร้างใหม่ และมีเพียงสองชั้น การใช้ไม้สร้างเลยทำให้อ่อนตัวและรับแรงสั่นสะเทือนได้ดีด้วย ห้องที่ผมอยู่คือชั้นล่าง ไม่รู้คนอยู่ชั้นสองจะรู้สึกต่างกันไหม ผมนั่งรออยู่ในห้องจนประมาณเจ็ดโมงครึ่งก็เริ่มแต่งตัวจะไป office เพราะคิดว่าคนเมื่อคืนยังจะมารับไป office ตอนแปดโมงเช้าตามที่นัดกันไว้ (มาคิดอีกทีภายหลัง ก็ตลกตัวเองจริงๆ เกิดเหตุการณ์แบบนั้นใครหน้าไหนจะมารับอีก ดันแต่งตัวนั่งรออยู่ได้) นั่งรอจนกระทั้งเกือบถึงเที่ยงก็ไม่มีใครมาเลย เลยคิดได้ว่าแผ่นดินไหวอย่างนี้ คงไม่มีใครมาแน่แล้วเพราะทุกคนคงต้องเอาตัวรอดก่อน ผมจึงตัดสินใจจะออกไปหาอะไรรองท้องเป็นอาหารเที่ยงก่อนเพราะเริ่มหิวแล้ว ก่อนออกจากห้องก็คิดว่าร้านบะหมี่เล็กๆคงจะเปิดแล้วเพราะสายแล้ว ก็เลยออกจากห้องไป พอเดินไปได้ซัก 100 เมตรก็ตกใจมากกับภาพที่เห็นคือ เอ นี่มันไม่ใช่ธรรมดาเหมือนที่คิดทีแรกแล้วนี่นา บ้านหลายๆหลังพังลงมาหมด หลังคากองอยู่กับพื้น บ้านที่ไม่พังก็เอียงบ้าง ทรุดบ้าง มีคนนั่งร้องให้อยู่หน้าบ้านเหมือนมีคนติดหรือตายอยู่ในบ้านเต็มไปหมด บ้านพังซักครึ่งต่อครึ่งได้ที่ไม่พังก็ดูแย่ทีเดียว โดนเขย่าอีกซักทีน่าจะพังลงมาเหมือนกัน โดยเฉพาะคนแก่ๆดูน่าสลดใจมากเพราะ เหมือนนั่งหมดอาลัยตายอยาก บ้านพังไปหมด ไม่รู้จะไปไหนเลยนั่งร้องไห้อยู่หน้าบ้าน ผมเริ่มคิดได้ว่าความชุลมุนวุ่นวายอย่างนี้คงไม่มีร้านบะหมี่ที่ไหนเปิดร้านแน่ เพราะดูทุกบ้านก็มีความเสียหายกันหมด อย่างน้อยก็กระจกแตก บ้านเอียง ผมเลยเดินไปเรื่อยๆเพราะไม่รู้จะทำอะไรคิดไม่ออก สายตาก็ยังเห็นถนนที่แตกเป็นรอยแยก ทางด่วนที่หักหล่นลงมาเป็นท่อนๆ สะพานลอยข้ามถนนที่เหลือแต่บันใดเพราะทางเดินเท้าที่พาดไว้ตกลงมา

http://www.youtube.com/watch?v=LyKZ-IKeG5k







เดินๆไปก็เดินผ่านร้านขายของชำ (เหมือนร้านเซเว่นอีเลเว่น) เห็นคนยืนเข้าแถวซื้อของกันเป็นแถวยาว ซึ่งมีเปิดอยู่ร้านเดียว ก็เลยเข้าไปบ้างเพื่อจะไปหาอะไรกินแล้วก็ซื้อเสบียงเก็บเอาไว้ ตอนนั้นคิดได้แค่นั้น พอเข้าไปในร้านก็เห็นว่าของในชั้นวางของโดนทุกคนกว้านซื้อไปหมดแล้ว แทบจะไม่มีอะไรเหลือให้ซื้อ โดยเฉพาะพวกอาหารแห้ง เหลือแต่เพียงของบางอย่างที่ตกอยู่ตามพื้น เช่นพวกขนมขบเคี้ยว ผมเลยหยิบมาได้เช่นถั่วเม็ดมะม่วงหิมะพาน ขนมญี่ปุ่นชึ้นเล็กๆกรอบๆ และก็โค๊กกระป๋อง ไปเข้าแถวคิดเงิน คนญี่ปุ่นนี่ระเบียบดีมากแม้จะเกิดจราจลทุกคนก็ยังมาเข้าแถวซื้อของไม่มีใครคิดจะขโมยของในร้าน หรือทุบร้านเพื่อจะเอาของไปฟรีๆ ไฟดับเจ้าของร้านก็เอาเครื่องคิดเลขเล็กๆมาค่อยๆคิดเงินไปที่ละคน ผมเข้าแถวรอซื้อของอยู่เป็นชั่วโมงเลยทีเดียวกว่าจะถึงคิวผมจ่ายเงิน ระหว่างรอก็เกิด after shock ลูกใหญ่ขึ้นอีกครั้ง เสียงมาก่อนเลย ครืนๆ ทุกคนร้องกันใหญ่โดยเฉพาะพวกผู้หญิงในร้านกรีดร้องกันใหญ่ กรีดๆ ผมก็กลัวแต่ก็ไม่รู้จะทำอะไร พื้นสั่นอยู่ซักพักก็หยุดสั่นไป ก็เข้าแถวคิดเงินกันต่อไป



ระหว่างยืนรอคิวผมก็คิดไปเรื่อยเปื่อยว่า สวรรค์นี่ตลกดี ส่งผมมาอยู่ที่ไหนผมเองก็ไม่รู้ บ้านเกิดเมืองนอนก็ไม่ใช่ ทำไมผมต้องมาร่วมรับรู้ชะตากรรมกับพวกเจ้าของประเทศเช่นนี้ ภาษาของเขาก็ยังพูดไม่เป็นเลย นึกแล้วก็ตลกดี พอคิดเงินเสร็จผมก็ตัดสินใจเดินกลับที่พักเพราะไม่รู้จะไปไหนต่อ มาถึงที่พักก็เห็นข้าวปั้นสองก้อนกับขวดน้ำชาหนึ่งลิตรแขวนไว้หน้าห้องก็เลยเดาเอาว่าคนที่ว่าจะมารับเราคงเอามาแขวนไว้ให้ กลัวเราอดตายมั้ง ผมเลยไม่ได้กินถั่วที่ซื้อมาแต่กินข้าวปั้นแทน ส่วนถั่วและขนมก็เก็บไว้เป็นเสบียงเพราะไม่รู้ว่าตัวเองจะติดอยู่ที่นี่อีกนานเท่าไหร่ พอหายหิวข้าวก็เลยไม่ออกไปไหนอีก เพราะหนาวมาก อยู่แต่ในห้องดีกว่า ทั้งวันไม่มีใครติดต่อมาเลยเพราะโทรศัพท์ก็เสียหมด (ไฟฟ้า น้ำประปา โทรศัพท์ เสียหาย เมืองทั้งเมืองเลยถูกตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง) ห้องน้ำก็เริ่มเหม็นเพราะฉี่แล้วไม่มีน้ำจะราด พอตอนซักห้าโมงเย็นเจ้าของอพาร์ทเม้นก็ใจดีมาเรียกไปกินข้าวเย็นด้วยกัน เห็นคนหลายๆคนมากินด้วยกัน ไม่รู้ใครเป็นใครบ้าง เพราะไม่รู้จักซักคน ทุกคนเอาของสดออกมาทำกับข้าวกันโดยใช้เตาแก๊สปิคนิค เพราะไฟฟ้าดับหมด คิดว่าเก็บต่อไปก็คงเน่าก็เลยเอามากินให้หมดมั้ง ผมก็กินกับเขาด้วยพออิ่ม ก็กล่าวขอบคุณแล้วก็กลับห้องเพราะฟ้าเริ่มมืดมองไม่เห็นอะไรเลย เทียนก็ไม่มี ผมต้องนั่งอยู่ในความมืดอย่างนั้น นอนก็ไม่กล้านอนเพราะกลัวเจ้า after shock ผมหลับๆตื่นๆอยู่ในท่าที่นั่งอยู่บนเตียงนั่นแหละตลอดคืนเลย มันเป็นคืนที่ผมรู้สึกว่ายาวนานมากที่สุดในชีวิต เพราะมืดตั้งแต่ห้าโมงเย็นและนั่งรอไปจนกว่าจะถึงเช้าอีกวัน บรรยากาศในห้องตอนนั้น ห้องน้ำก็เหม็นมากเพราะฉี่แล้วไม่มีน้ำราด อยากจะอึ ก็ไม่กล้าอึเพราะไม่มีน้ำจะราดนี่แหละ อากาศก็หนาวมากเพราะไม่มี heater ผมจึงเอาเสื้อผ้าทั้งหมดที่มีอยู่ในกระเป๋าเดินทางมาใส่ทับๆกันหลายๆชั้นเพื่อประทังความหนาว แล้วก็ห่มผ้าห่มคลุมอีกที ก็พอช่วยได้แต่ส่วนที่หนาวที่สุดก็คือส่วนเท้าขนาดว่าใส่ถุงเท้าและก็รองเท้าผ้าใบก็ยังไม่ช่วยเท่าไหร่ อากาศเย็นค่อยๆซึมผ่านรองเท้าเข้ามาจนถึงฝ่าเท้าเย็นจนปวดกระดูกเลย แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ได้แต่ลุกมาเดินๆบ้าง เวลานั่งบนเตียงก็จะ เห็นโคมไฟที่เพดานแกว่งไปแกว่งมาเป็นระยะๆ ทุกครั้งที่มี after shock ทำให้รู้ว่าเวลานี้แผ่นดินไหวอีกแล้ว กลัวก็กลัว(แล้วอย่างนี้ใครจะไปหลับลงหละ)
พอตอนเช้าผมก็ไม่ได้ออกไปกินข้าวเช้ากับเขา ไม่มีคนมาเรียกด้วยแหละ เพียงแต่รอความหวังว่าคนที่พาเรามาปล่อยที่นี่จะมารับเราไป แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าใครจะมารับเลย ตอนสายๆก็เลยออกไปเดินเล่นในบริเวณอพาร์ทเม้นท์ ก็มีวัยรุ่นที่เป็นพนักงานบริษัทนี้เหมือนกันที่อาศัยอยู่อพาร์ทเม้นท์เดียวกัน คงสงสัยว่าผมมาทำอะไรแถวนี้ เป็นคนแปลกหน้าโผล่มาจากไหน มาติดแผ่นดินไหวอยู่ที่นี่ พอดีเขามีโทรศัพท์มือถือหนึ่งเครื่องเขาเลยใช้เครื่องของเขาโทรไปหาสำนักงานใหญ่ของเขาที่โตเกียว รายงานว่ามีคนแปลกหน้ามาโผล่อยู่ที่นี่หนึ่งคนจะให้ทำอย่างไรกับคนคนนี้ ทางสำนักงานใหญ่พอทราบว่าผมอยู่ที่นี่เขาดีใจมากเลย เขาขอสายเพื่อคุยกับผมว่าเป็นอย่างไรบ้าง เขาบอกว่าโทรศัพท์เมืองที่ผมอยู่ถูกตัดขาด โทรติดต่อไม่ได้เลยไม่รู้ว่าผมอยู่ที่ไหน รู้แค่ว่าบินมาลงที่เมืองนี้ ทางบริษัทผมที่เมืองไทยเองพยายามตามหาตัวผมอยู่ ไม่ทราบว่าเป็นอะไรไปหรือเปล่า โชคดีที่มีคนโทรมาแจ้งทำให้ทราบว่าผมไม่ได้เป็นอะไร จะได้รีบแจ้งเมืองไทยไปเพราะนี่ก็ขาดการติดต่อไปสองวันแล้ว ทางเมืองไทยเป็นห่วงกันมาก (หลายคนที่เมืองไทยมากระซิบบอกผมตอนหลังว่า คิดว่าผมเสร็จไปแล้ว) ทางโตเกียวบอกว่าเดี๋ยวจะโทรมาบอกใหม่ว่าจะเอาอย่างไรกับผมดี เพราะ office ที่ตั้งใจจะส่งผมไปฝึกงานนั้นก็พังไปหมดแล้ว ตอนสายๆของวันนั้นทางโน้นก็โทรมาอีกบอกว่าทางเมืองไทยไม่ต้องการให้กลับเมืองไทย ต้องการให้อยู่ฝึกงานต่อ โดยเดี๋ยวจะเปลี่ยนให้ไปอยู่ที่โรงงานในคิวชิวแทน ผมฟังแล้วจ๋อยไปเลย เพราะใจอยากกลับเมืองไทยแล้ว ไม่มีกระใจฝึกงานแล้ว เขาขอให้ทางพนักงานเขาคนที่มีมือถือนี้พาผมไปที่สนามบินเพื่อบินไป คิวชิว ผมก็เลยเก็บของแล้วก็นั่งรถเขาไปสนามบินระหว่างทางไปก็เห็นสภาพบ้านเมืองพังพินาศหมด ถนนก็ขาด ขับๆไปบางทีก็ไปต่อไม่ได้ต้องพยายามหาทางเล็กๆ เข้าซอยโน้นซอยนี้เพื่อไปสนามบิน



พอไปถึงสนามบินก็มีคนรอเครื่องบินเป็นจำนวนมาก ผมก็รออยู่หลายชั่วโมงจนถึงคิวผมก็ได้ขึ้นเครื่องไปลงที่ คิวชิว ก็เป็นการได้หลุดออกมาจากวินาศภัยที่โกเบในครั้งนั้น พอมาถึงคิวชิวก็ให้ผมไปอยู่ที่ อพาร์ทเม้นท์ที่มี 7 ชั้น ผมได้ห้องที่ชั้น 5 ในใจก็ยังไม่สบายใจเอามากๆ เพราะคิดอยู่ว่าถ้าแผ่นดินไหวขึ้นมาอีกดูท่าทางอพาร์ทเม้นท์นี้จะไม่เหลือซากแน่ แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรก็ต้องจำใจอยู่ไป แม้ผู้ดูแลอพาร์ทเม้นท์จะบอกว่าที่คิวชิวไม่เคยมีแผ่นดินไหวก็ตามไม่ต้องห่วงหรอก (ก็ไอ้ทีโกเบที่มันแผ่นดินไหวอยู่เนี่ยก็ไม่เคยมีแผ่นดินไหวมานานมากแล้วรู้สึกกว่า 70 กว่าปีมาแล้ว ก็ยังมีได้เลย) ระหว่างอยู่ที่คิวชิวหนึ่งเดือน ผมก็มีอาการทางประสาทหวาดระแวงอยู่บ่อยๆ เช่นเวลาได้ยินเสียงอะไรแว่วๆมากก็ชอบนึกว่ากำลังจะเกิดแผ่นดินไหว ซึ่งอาการหลอนนี้อยู่กับผมมาอีกหลายเดือนเลยทีเดียว หลังจากผึกงานเสร็จหนึ่งเดือนผมก็ได้กลับเมืองไทย ในใจคิดว่าไม่ขอมาญี่ปุ่นอีกแล้ว
อ้อสรุปเมืองที่ผมติดอยู่ผมมารู้ภายหลังว่าชื่อเมืองนิชิโนมิยะ ห่างจากโกเบไปนิดเดียว เป็นเมืองที่มีความเสียหายเป็นอันดับสองรองจากโกเบ จำไม่ได้คนตายไปกี่พันคนแต่ก็รู้ว่าเป็นจำนวนเยอะอยู่หลายพันคน คนที่ไปรับผมมาจากสนามบินตอนไปผมก็มาทราบจากที่โรงงานว่าบ้านคนนั้นก็พังไปเหมือนกัน มิน่าหละหายตัวไปเลย คงยุ่งและเครียดอยู่กับบ้านที่พังไปมั้ง อตุส่าห์ให้ข้าวปั้นมาดูต่างหน้าสองก้อน ผมมาเจอกับเขาอีกทีตอนที่เขามาเมืองไทยในปีต่อมา เขาเอารูปมาฝากเป็นรูป office ที่จะไปฝึกงานทีแรก แฮะๆเหลือแต่หลังคากองลงมาอยู่กับพื้น วันนั้นถ้าแผ่นดินไหวเกิดตอนแปดโมงเช้าหรือเกิดช้าไปซักสามชั่วโมง ผมคงไม่ได้อยู่มองดูโลกแล้วละครับ แบนอยู่ใน office นั่นแหละครับแช่แข็งไปเลย คิดแล้วปลงครับ ชีวิตคนเราเอาแน่เอานอนไม่ได้จะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้




 

Create Date : 04 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 5 พฤษภาคม 2552 8:17:13 น.
Counter : 1422 Pageviews.  


g2001
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




หวัดดีคับ ขอบคุณที่แวะมานะคราบบบ
Friends' blogs
[Add g2001's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.