ขุนยวมเมืองเล็กๆแต่เต็มไปด้วยความหลากหลายของชนเผ่าและวัฒนธรรม เมืองแห่งความพอเพียงคือแม่ฮ่องสอน
Group Blog
 
All Blogs
 

วันกอยจ้อด

"วันกอยจ้อด" คือวันแรม 8 ค่ำ อันเป็นวันสุดท้ายของเทศกาลออกพรรษา จะมีพิธี "ถวายไม้เกี๊ยะ" โดยนำฟืนจากไม้เกี๊ยะ(สนภูเขา) มามัดรวม กันเป็นต้นสูงประมาณไม่ต่ำ กว่า 2.5 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณไม่ต่ำกว่า 30 เซ็นติเมตร แล้วนำเข้าขบวน แห่ประกอบด้วย ฟ้อนรูปสัตว์ต่าง ๆ และเครื่องประโคมไปทำพิธีจุดถวายเป็นพุทธบูชาที่ลานวัดเป็นอันสิ้น สุดเทศกาลออกพรรษาของชาวไต ชาวบ้านตามสองข้างทางที่ขบวนผ่านก็จะนำไม้สนมามัดรวมกันขนาดพอสมควร ประดับไว้หน้าบ้าน ให้บรรยากาศเหมือนในอดีตที่ใช้วัสดุธรรมชาติให้แสงสว่าง


กำไม้สน หรือไม้เกี้ยะ(คำเมือง) หรือไม้แปก(คำไต) ทีจักเป็นแท่งเล็กๆแล้วมัดรวมกันมัดเป็นกำใหญ่ๆยาวอาจถึง 3 เมตร เริ่มประดับข้างถนนในช่วงกลางวันของวันงาน ซึ่งเมื่อค่ำแล้วถึงจะเริ่มจุดพร้อมๆกับมีขบวนพิธีแห่เทียนพันเล่มเพื่อถวายวัด


ประชาชนที่อยู่ติดสองข้างถนนใหญ่จะช่วยกันตกแต่งด้วยกำไม้สนหรือไม้เกี๊ยะหรือไม้แปกในภาษาไทยใหญ่ นอกจากบ้านของชาวบ้านธรรมดาทั่วไปแล้วยังรวมถึงสถานีตำรวจขุนยวมนี้ด้วย


บรรยากาศรวมๆหลังจากติดตั้งเสร็จทั้งสองข้างถนน รอเวลาจุดไฟ


ตึกยุ้นก็ไม่พลาดที่จะร่วมรักษาประเพณีอันยาวนานน


สภาพถนนขุนยวมหลังจากติดตั้งไม้สนเสร็จแล้ว



ตึกยุ้นร่วมประเพณีครั้งนี้ด้วย


กิงกาหล่า หรือ กินรี-กินรา ของนักแสดงสมัครเล่น มืดเกินไปเลยโฟกัสไม่ได้ เบลอหมดเลย


เห็นได้แค่แสงสีระยิบระยับในความมืด


วันรุ่งขึ้นไม้สนที่จุดไว้ก็จะไหม้จนเกือบหรือหมดทั้งกำ บุญกุศลที่ได้ร่วมทำถวายเป็นพุทธบูชาครั้งนี้คงตกมาถึงคนที่แวะมาชม อัลบัมนี้ไม่มากก็น้อยนะครับ




 

Create Date : 26 ตุลาคม 2553    
Last Update : 27 ตุลาคม 2553 10:04:35 น.
Counter : 441 Pageviews.  

ประเพณีไตทั้งปี

วัฒนธรรมประเพณีและวิถีชิวิตชาวไตหรือไทยใหญ่

ประชาชนคนไตหรือไทยใหญ่ทั้งหมดนับถือศาสนาพุทธ วัฒนธรรมประเพณีจึงได้รับอิทธิพลมาจากความเชื่อทางศาสนาพุทธ โดยมีความคล้ายคลึงกับชาวไทยล้านนา พม่า และภาคกลาง อาจมีส่วนแตกต่างบ้างในรายละเอียด หรือตรงชื่อที่เรียกต่างกัน แต่ระยะเวลาในการปฏิบัติตรงกัน มีเค้าโครงใหญ่ ๆ คล้ายกัน ซึ่งมีสาระสำคัญพอแยกได้ดังนี้

1. เหลินเจ๋ง หรือล้านนาเรียกเดือนเกี๋ยง หรือเดือนอ้าย เป็นเดือนที่หนึ่งของชาวไทยใหญ่ จะอยู่ในช่วงเดือนธันวาคม หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จเรียบร้อย จะเป็นการเตรียมพื้นที่สำหรับปลูกพืชต่อเนื่อง คือ กระเทียม หรือถั่วเหลือง ต่อไป

2. เหลินก๋ำ ชาวล้านนาเรียกเดือนยี่ เป็นเดือนที่สองของชาวไทยใหญ่ อยู่ในช่วงของเดือนมกราคม เดือนก๋ำนี้ยังไม่มีการดำเนินกิจกรรมทางประเพณีที่สำคัญ อยู่ในระหว่างการบำรุง ดูแลพืช ผลิตผลที่ได้ลงไว้

3. เหลินสาม อยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ในวันเพ็ญเดือนสาม จะมีการถวายข้าวใหม่ หลังจากที่ได้เก็บเกี่ยวเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยการนำข้าวเหนียวนึ่งสุกกวนรวมกับน้ำอ้อยและมะพร้าวเรียกว่า ข้าวหย่ากู๊ พร้อม ๆ กับการบำรุงดูแลรักษาพืชผลที่ได้ลงไว้

4. เหลินสี่ อยู่ในช่วงเดือนมีนาคม มีประเพณีที่สำคัญ คือ ปอยส่างลอง หรือการบวชลูกแก้ว การปลูกบ้านใหม่ส่วนใหญ่จะถือฤกษ์เอาเดือนสี่เป็นหลัก ในช่วงปลาย ๆ เดือนเกษตรกรจะเริ่มเก็บเกี่ยวกระเทียม จะเกี่ยวไปจนถึงต้นเดือนเมษายน

5.เหลินห้า อยู่ในช่วงเดือนเมษายน หลังจากที่เก็บเกี่ยวกระเทียมเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะเป็นการสนุกสนานรื่นเริงในเทศกาลสงกรานต์ ประเพณีรดน้ำดำหัว ผู้เฒ่าผู้แก่ หลังจากนั้นจะเป็นการเก็บเกี่ยวถั่วเหลืองในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม

6.เดือนห๊ก อยู่ในช่วงเดือนพฤษภาคม หลังจากเก็บเกี่ยวถั่วเหลืองเสร็จแล้ว มีประเพณี บุญบั้งไฟ ซึ่งประเพณีการจุดบั้งไฟเชื่อกันว่าการจุดบั้งไฟเป็นการบวงสรวงให้พระพิรุณ เพื่อเป็นการขอน้ำขอฝนไว้ใช้ในฤดูกาลต่อไป หลังจากนั้นจะเป็นการเตรียมพื้นที่ ที่จะใช้สำหรับปลูกข้าวต่อไป

7.เหลินเจ๊ด อยู่ในช่วงเดือนมิถุนายน ในช่วงเดือนนี้ไม่มีการทำบุญที่สำคัญ เกษตรกรจะเริ่มหว่านกล้า และเตรียมดินในการเพาะปลูกข้าว

8.เหลินแปด อยู่ในช่วงเดือนกรกฎาคม หลังจากต้นกล้ามีอายุครบ 1 เดือน เกษตรกรจะเริ่มทำการดำนา และในวันเพ็ญเดือนแปดนี้จะเป็น เทศกาลเข้าพรรษา มีการทำบุญเข้าพรรษาและผู้สูงอายุจะไปจำศีลที่วัดทุก ๆ วันพระ เรียกว่า ไปนอนวัด บุตรหลานจะเป็นผู้นำเอาเครื่องนอนและอาหาร ไปส่ง – และกลับ ในวันรุ่งขึ้น ในช่วงเข้าพรรษานั้นจะมีผู้ใจบุญหรือศรัทธาจะจัดทำอาหาร เครื่องไทยทาน นำไปถวายพระและผู้สูงอายุ หลังจากวันที่ออกจากจำศีลแล้ว ซึ่งเรียกว่า ปอยจ่าก๊ะ หรือ จาคะ ตลอดช่วงเข้าพรรษา

9.เหลินเก้า อยู่ในช่วงเดือนสิงหาคม เกษตรกรที่ดำเนินการเพาะปลูกไม่เสร็จจะต้องเร่งมือให้เสร็จในเดือนนี้ พร้อมทั้งบำรุงดูแลรักษาพืชผลไปด้วย

10.เหลินซิบ อยู่ในช่วงเดือนกันยายน ในวันเพ็ญเดือนสิบมีประเพณีที่สำคัญ คือ ประเพณี แฮนซอมต่อหลวง (ถวายข้าวมธุปายาส) จะมีการนำเอาข้าวสาร พืช ผัก ผลไม้ต่าง ๆ ไปรวม ๆ กันที่วัด ตั้งแต่หัวค่ำ หลังจากนั้นจะช่วยกันจัดทำแกะสลักผลไม้ให้สวยงาม ใกล้รุ่งสางจะนำข้าวสารไปหุงให้สุกเพื่อนำมาปั้นเป็นก้อน ให้ได้ 49 ก้อน รุ่งเช้าจะร่วมกันถวาย

11.เหลินซิบเอ๊ด อยู่ในช่วงของเดือนตุลาคม มีประเพณีที่สำคัญ คือ ประเพณีออกพรรษา ซึ่งในช่วงก่อนออกพรรษา คนในชุมชนจะเตรียมการสร้างจองพารา ลักษณะทำจากไม้ไผ่จัก นำมามัดเป็นรูปคล้ายปราสาท ติดด้วยกระดาษแกะสลักอย่างสวยงาม นำขึ้นบูชาหรือเรียกว่า ต่างจอง ในวันเพ็ญเดือนสิบเอ็ด ซึ่งในเทศกาลเดียวกันนี้ยังมีการจุดแปก(ไม้เกี๊ยะหรือไม้สน) ฟ้อนรูปสัตว์ต่าง ๆ ร่วมด้วย กิจกรรมทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 3 – 5 วัน

12.เหลินซิบสอง อยู่ในช่วงเดือนพฤศจิกายน มีประเพณีที่สำคัญ คือ จัดงานถวายเทียน จุดโคมลอย ถวายข้าวอุปคุต งานเขาวงกต เกษตรกรยังคงเก็บเกี่ยวข้าวกันอยู่บ้าง

- ศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอน โทร. 0-5361-2982-3
- อบจ.แม่ฮ่องสอน โทร. 053-611385
- อำเภอขุนยวม โทร. 053-691108
- อบต.ขุนยวม โทร. 053-691248


สอบถามข้อมูลการเดินทางและท่องเที่ยวขุนยวมได้ที่ คุณตุ๋ย 086-313-1616




 

Create Date : 09 กันยายน 2553    
Last Update : 19 ตุลาคม 2553 16:44:16 น.
Counter : 307 Pageviews.  

ปอยเหลินซิบเอ๊ด (งานบุญเดือน11)

ในช่วง ๑๔ วันแรกของเดือน ๑๑ จะเป็นการทำบุญตามปกติ ในช่วงเข้าพรรษา

วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ เป็นวันปวารณาออกพรรษา เป็นเทศกาลออกพรรษา หรือ "ออกหว่า" มีการจัดงานไปจนถึงวันแรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๑ เรียกกันว่า "ปอยเหลินสิบเอ็ด" หรือ "ปอยจองพารา"

เนื้อหาของปอยนี้ เกี่ยวเนื่องกับความเชื่อในพุทธประวัติ ที่ชาวเมืองสังกัสนคร เฝ้าต้อนรับพระพุทธเจ้าที่เสด็จกลับจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อไปเทศน์โปรดพุทธมารดาในระหว่างเข้าพรรษาของมนุษย์

วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ จะมีการตักบาตรเทโว ที่วัดบนภูเขา หรือวัดที่อยู่บนที่สูง ให้พระภิกษุสงฆ์เดินลงมารับบาตร จากประชาชนที่อยู่สองข้างทาง ประเพณีตักบาตรเทโว นี้ชาวไต รับมาจากไทยภาคกลาง หลายสิบปีแล้ว

ในประเพณี "ออกหว่า" นี้ ชาวบ้านต่างสมมติหมู่บ้านของตนให้เป็นเมืองสังกัสนคร และหวังว่าพระพุทธองค์จะเสด็จลงมาประทับบน "จอง" (คำยืมพม่า) หรือปราสาท ของตน ทุกบ้านเรือนจึงจัดสร้างปราสาทจำลองอย่างงดงาม ตั้งไว้หน้าบ้าน ล้อมราชวัติ ประดับด้วยหน่อกล้วยอ้อย ใต้องค์ปราสาทจะมีเครื่องไทยธรรม(ของถวายพระ) ห่อเล็ก ๆ ผูกแขวนอยู่ และประดับประทีปโคมไฟ และมีการถวายข้าวพระพุทธทุกเช้า

ประเพณี จองพารา อ.ขุนยวม

คำว่า "จองพารา" เป็นภาษาไทยใหญ่ แปลว่า"ปราสาทพระ" การบูชาจองพารา คือการสร้างปราสาทเพื่อคอยรับเสด็จพระพุทธเจ้า ที่จะเสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้น ดาวดึงส์ เทศกาลนี้จัดขึ้นระหว่าง วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ถึงวัน แรม 8 ค่ำ เดือน 11 โดยก่อนถึงวันงานจะมีการจัดงานตลาดนัด ออกพรรษามีการนำสินค้าต่างๆ ที่จะใช้ในการทำบุญ เช่น อาหาร ขนม ดอกไม้ เครื่องไทยทานมาวางขาย เพื่อให้ชาวบ้านได้หาซื้อ ข้าวของเครื่องใช้ในการเตรียมงาน และมีการจัดเตรียมสร้าง "จองพารา" ซึ่งเป็นปราสาทจำลอง ทำด้วยโครงไม้ไผ่ ประดับ ลวดลายด้วยกระดาษสา กระดาษ สีต่างๆ หน่อกล้วย อ้อยและโคม ไฟ ตกแต่งอย่างสวยงามเพื่อใช้สมมติเป็นปราสาท รับเสด็จพระ พุทธองค์จากสวรรค์ จากนั้นก็จะยก "จองพารา" ขึ้นไว้นอกชาย คา นอกรั้วหรือบริเวณกลางลานทั้ง ที่บ้านและที่วัดตั้งแต่เย็นวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11

ปราสาทจำลองมีหลายขนาด ตามแต่ฐานะของบ้าน คือ

1 จองยอด หรือ "ผาสาด" (ปราสาท) เป็นจองพารา ขนาดใหญ่ความสูงตั้งแต่ 3.50 เมตรขึ้นไป มียอดปราสาทยอดเดียว 5 ยอด หรือ 7 ยอด มีโครงสร้างยุ่งยากซับซ้อน การสร้าง ต้องใช้ทุนสูง ใช้เวลาสร้างเป็นแรมเดือน จองผาสาด เป็นจองพาราที่สวยงาม วิจิตรบรรจงมาก ทั้งที่ฐานและส่วนยอด มีลวดลายเจาะกระดาษประกอบ มีการตัดกระดาษ เป็นรูปสามเหลี่ยมห้อย ผู้ที่จะทำจองผาสาดได้ ต้องเป็นช่างชั้นครู นิยมทำและตั้งบูชาที่วัดประจำ หมู่บ้านและวัดทั่วไป
2 จองคอ เป็นจองพาราขนาดใหญ่ รองลงมาจากจองยอด มีส่วนประกอบคล้ายกัน แต่ขนาดเล็กกว่า ส่วนยอดมียอดเดียว มีลวดลาย ประกอบไม่ละเอียดนัก การทำไม่ยุ่งยากซ้ำซ้อน นิยมตั้งบูชาที่วัดและบ้านของผู้ที่มีฐานะดีทั่วไป
3 จองปีต่าน คือจองพารา ที่ไม่มียอด หรืออาจ เรียกว่า จองพารายอดตัด มีเฉพาะส่วนปราสาท และฐาน มีลวดลายประกอบน้อย ทำง่าย นิยมทำบูชาตามบ้านทั่วไป
4 จองผาสาน หรือจองสาน เป็นจองพารา ที่ทำขึ้น โดยวิธีการขนาดเล็ก นิยมบูชากันทั่วไป เพราะทำได้เอง

วิธีการทำจองพารา เป็นศิลปะอย่างหนึ่งของชาวไทยใหญ่ที่ในปัจจุบันหาผู้ที่ทำเป็นได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากในหลายๆ ชุมชนขาดการสืบสานวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามเหล่านี้ นอกจากนี้ในการทำจองพารายังต้องใช้ความรู้ความชำนาญหลายด้าน ทั้งการเหลาไม้ไผ่ให้ได้ขนาดที่เหมาะสม การกำหนดสัดส่วนและโครงสร้างของพาราให้มีความสัมพันธ์กันตั้งแต่ส่วนฐาน ตัวปราสาท และส่วนยอด ให้ได้ขนาดและสัดส่วนที่สวยงาม ต้องรู้จักการเลือกใช้วัสดุ อุปกรณ์ เลือกใช้สีของวัสดุที่จะนำมาประดับหรือตกแต่งและต้องมีความรู้ในเรื่องการออกแบบลวดลาย และสามารถเจาะลวดลายกระดาษได้

ส่วนประกอบของจองพารา ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วนใหญ่ๆ คือ

1. ส่วนเข่ง หรือนั่งร้านตั้งบูชา
2. ส่วนตัวจองพารา ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็นส่วนฐาน ตัวปราสาท และส่วนยอด
3. เครื่องห้อย หรือเครื่องบูชา

ส่วนเข่งหรือนั่งร้านที่ตั้งบูชาจองพารา จะทำการสร้างขึ้นที่หน้าบ้าน และที่วัดก็จะทำขึ้นที่บริเวณหน้าวัด โดยจะยกขึ้นให้สูงจากพื้นดิน โดยมีเสาไม้ไผ่ หรือเสาไม้ 4 ต้น บนชานสี่เหลี่ยม แล้วทำนั่งร้านให้สูงจากพื้นบนนั่งร้าน 3 ด้านสานด้วยตอกไม้ไผ่เป็น "ผายาดจะมาด" ปิดไว้ อีกด้านทำเป็นบันไดพาดไว้ที่มุมนั่งร้านใช้ต้นกล้วย ต้นอ้อยผูกไว้ และจัดทำเป็นประทีปโคมไฟประดับให้มีแสงสว่างยามค่ำคืน

ที่มาของผายาดจะมาด มาจากพุทธประวัติตอนหนึ่ง กล่าวไว้ว่า "ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จขึ้นไปบนสวรรค์ เพื่อโปรดพุทธมารดา เมื่อครบวาระพระองค์ได้เสด็จลงมาในวันเพ็ญเดือน 11 " ความนี้ทราบไปถึงพระเจ้าแผ่นดินเมืองสังคตนคร เพื่อเป็นการรับเสด็จพระพุทธเจ้า พระเจ้าแผ่นดินจึงให้เสนา อำมาตย์ ป่าวประกาศไปทุกบ้านทุกหลังคา ให้ทำ "ผายาดจะมาด" คือ นำไม้ไผ่มาจักตอกแล้วสานลายขัดเป็นแผงกั้นไว้ที่หน้าบ้าน พร้อมกันนั้น ก็ให้เอาต้นกล้วย ต้นอ้อยมาประดับ จากที่มานี้เองจึงยึดเป็นแบบอย่างสืบมา

ส่วนตัวจองพาราทำจากไม้ไผ่ นำมาผ่าให้ได้ขนาดต่างๆ กัน เพื่อทำฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมสูงประมาณ1ฟุตผูกมัดด้วยเชือกปอ หรือ ตอก แล้วทาด้วยกาว เพื่อให้แน่นยิ่งขึ้น เสร็จแล้วขึ้นโครงส่วนกลางด้วยเสาไม้ไผ่ 4 ด้าน ผูกกับฐานสูงประมาณ 1.80 เมตร ผูกทำฐานชั้นสองเล็กกว่าฐานแรก ทำส่วนซุ้มจองพารา แล้วทำโครงสร้างส่วนยอดของจองพารา อาจทำเป็น 5 ชั้น 7 ชั้น แต่ละชั้นอาจทำมุมทุกชั้น หรืออาจทำเป็นยอด 5 ยอด

เมื่อส่วนตัวจองพาราสร้างเสร็จ ปิดด้วยกระดาษสาทุกส่วน ใช้ปูนขาวผสมน้ำทาจะทำให้กระดาษสาขาวและตึงแน่น จากนั้นติดกระดาษสี กระดาษทอง และประดับด้วยลายเจาะกระดาษตกแต่งส่วนต่างๆ ทั้งหมด บางส่วนเขียนลายเครือเถา บางส่วนห้อยด้วยกระดาษทองตัดเป็นรูปข้าวหลามตัดและติดประดับด้วยกากเพชร เพื่อให้ดูแวววาวสวยงามยิ่งขึ้น

การให้สีจองพารามีวิธีให้สีเป็นแบบๆ ไปเรียกว่า "เครือ" เช่น จองพาราเครือทองใช้สีทองเป็นหลัก ทั้งกระดาษที่ติด ห้อย เจาะลาย ดูเป็นปราสาทสีทองไปทั้งหลัง นอกจากเครือทองก็ยังมีเครือขาวและเครือสีหรือเครือหลากสีปนกัน แต่ทุกเครือมีลวดลายเจาะกระดาษทองประกอบกันทั้งสิ้น การเจาะลวดลายบนกระดาษ ใช้กระดาษสาทากาวประกอบไปบนกระดาษสี หรือกระดาษทองที่เจาะเป็นลวดลาย จากนั้นพับซ้อนกันหลายๆ ชั้น หรืออาจใช้กระดาษถุงปูนซีเมนต์ติดอีกชั้น เพื่อให้แห้งและคงรูป เขียนลายและใช้สิ่วขนาดต่างๆ เจาะลงไปตามลาย แล้วคลี่ออกจะได้ลายเดียว กันทั้งแผ่น การทำจองพารา เป็นงานที่ต้องใช้ความสามารถสูง ละเอียด จองพาราขนาดใหญ่ใช้เวลาทำ 3-4 สัปดาห์ สิ้นค่าใช้จ่ายไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท

ส่วนที่สำคัญอีกส่วนหนึ่ง คือ เครื่องห้อย โดยใช้ผลไม้ต่างๆ ที่มีในท้องถิ่น เลือกผลที่ดีมาผูก มัดแขวนไว้ใต้เข่งหรือฐานของจองพารา ที่เห็นทั่วไปนิยมใช้กล้วย อ้อย ส้มโอ ส้มเขียวหวาน ซึ่งสามารถใช้ผลไม้ได้ทุกชนิด

การบูชาจองพารา ทุกบ้านและวัดที่จะทำการบูชาตั้งแต่เย็นวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11 นำจองพาราขึ้นตั้งบนชั้นนั่งร้าน นำเครื่องห้อยมาแขวน นำต้นกล้วย ต้นอ้อยมาผูกที่เสานั่งร้านทั้ง 4 มุม ตกแต่งประดับโคมไฟให้สว่างไสว ถึงเวลาเช้ามืดของวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งเป็นวันออกพรรษา จะนำข้าวซอมต่ออาหารสำหรับถวายพระพุทธ ประกอบด้วยข้าวสวย ขนม ผลไม้ใส่กระทงใบตอง วางไว้ในจองพารา จุดธูปเทียนบูชา กล่าวอัญเชิญพระพุทธเจ้าให้เสด็จประทับที่จองพารา เพื่อเป็นสิริมงคลตลอดจนครบ 7 วัน ก็จะรื้อถอนจองพาราออกไปทิ้งหรือเผา ปีต่อไปจะทำขึ้นบูชาใหม่

ช่วงเทศกาลนี้ จะมีมหรสพและการละเล่นต่าง ๆ เช่น การตีกลองยาว มองเซิงและฉาบ การฟ้อนดาบ หรือการเต้นของสัตว์ในป่าหิมพานต์ ที่ มาต้อนรับพระพุทธเจ้า เช่น "โต" ซึ่งเป็นสัตว์ผสมกันระหว่างสัตว์หลายชนิด , "กิ่งนะหร่า - กิ่งนะหรี่ (นางกินรี)" , ปลา และ "นางก่ำเบ้อ" (ผีเสื้อยักษ์) เป็นต้น

ก่อนปิดเทศกาลปอยเหลินสิบเอ็ด หรือ ออกหว่า จะมีพิธี "หลู่เตนเหง" หรือพิธีถวายเทียนพันเล่ม จะถวายคนเดียว หรือถวายรวมกันหลายคนก็ได้ โดยการนำเทียน (มักเป็นเทียนไขสีขาว) พันเล่ม ไปจุดถวายเป็นพุทธบูชาตามวัดต่าง ๆ

ในวันสุดท้ายของเทศกาล เรียกว่า "วันอ่องจ๊อต" หรือ "วันกอยจ๊อต" มีพิธีถวายเทียนต้นเกี๋ยะ ซึ่งชาวบ้านจะนำเศษไม้เกี๊ยะ (ไม้สน) ท่อนเล็ก ๆ มามัดรวมกันทำเป็นต้นเทียนขนาดใหญ่ สูงประมาณ ๒.๕ เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๓๐ ซม. หลาย ๆ ต้น ( ปัจจุบัน ต้นเทียนอาจเปลี่ยนขนาดเป็นต้นเล็ก ) แห่มาไว้ที่ลานวัด เมื่อถึงเวลา ก็จะจุดเทียนต้นเกี๊ยะ ให้สว่างไสวไปทั้งลานวัด เป็นนิมิตหมายให้ชีวิตของชาวบ้านที่มาทำบุญทุกคน สว่างไสวเหมือนแสงเทียน

- ศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอน โทร. 0-5361-2982-3
- อบจ.แม่ฮ่องสอน โทร. 053-611385
- อำเภอขุนยวม โทร. 053-691108
- อบต.ขุนยวม โทร. 053-691248


สอบถามข้อมูลการเดินทางและท่องเที่ยวขุนยวมได้ที่ คุณตุ๋ย 086-313-1616




 

Create Date : 09 กันยายน 2553    
Last Update : 19 ตุลาคม 2553 16:44:36 น.
Counter : 362 Pageviews.  

ปอยออกหว่า (ออกพรรษา)

คำว่า ปอย เป็นภาษาเหนือ หมายถึงงานบุญ ส่วนคำว่าออกหว่านั้นเป็นภาษาไทยใหญ่ หมายถึง ออกพรรษา เพราะฉะนั้นเมื่อสองคำนี้มารวมกันจึงหมายความถึง งานบุญที่จัดขึ้นเพื่อฉลองการออกพรรษา นั่นเอง

ชาวไทยใหญ่มีความเชื่อเกี่ยวกับงานปอยออกหว่านี้ว่า ในสมัยพุทธกาล เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าทรงจำพรรษาอยู่บนสรวงสวรรค์ และทรงเสด็จลงโปรดสัตว์ให้สรรพสิ่งในโลกมนุษย์รวมไปถึงสัตว์ในโบราณคดี เช่น นกและสิงโต รวมไปถึงสัตว์อื่นๆอีกมากมาย และในคืนแรม 1 ค่ำสัตว์เหล่านี้จะพากันออกมาฟ้อนรำ เปรียบเสมือนเป็นการคารวะและแสดงความยินดีที่องค์สัมมาสัมพุทธเจ้าได้กลับลงมาเทศนาเพื่อโปรดสัตว์ในโลกมนุษย์

จากอดีตจนถึงปัจจุบันชาวไทยใหญ่ยังคงมีความเชื่อในตำนานนี้ และได้สมมุตติให้มีการแสดงเลียนแบบสัตว์ต่างๆในวรรณคดี เช่น ฟ้อนกิ่งกาหล่า ซึ่งเป็นการแสดงเลียนแบบนกยูง โดยใช้ผู้แสดงที่เป็นผู้หญิง นอกจากนี้ยังมีการแสดงที่น่าสนใจคือการเต้นโต แต่คราวนี้ใช้ผู้แสดงเป็นผู้ชาย

โดยงานปอยออกหว่าหลักๆแล้วจะมีงานอยู่ทั้งสิ้น 3 วันด้วยกัน วันแรกนั้นแต่ละบ้านจะตระเตรียมข้าวของที่จะมาทำบุญและของกินของใช้ระหว่างที่จะมานอนค้างที่วัดด้วย โดยส่วนใหญ่จะเป็นผู้เฒ่าผู้แก่หรือที่เรียกว่า ป้อเฒ่าแม่หม่อน และเมื่อเตรียมของเสร็จแล้วก็จะพร้อมใจมารวมกันที่วัดเพื่อช่วยกันเตรียมของทำบุญร่วมกันต่อไป

ส่วนวันที่สองจะถือได้ว่าเป็นงานบุญ พี่น้องชาวไทยใหญ่ที่ไม่ได้นอนที่วัดจะเดินทางมาสมทบกับพวกที่อยู่ที่วัดก่อนแล้ว ตั้งแต่จะเช้าจะมีการทำบุญต่างๆตามความเชื่อตามศาสนาพุทธและความเชื่อตามท้องถิ่น ระหว่างนี้บางคนอาจถือศีลและนุ่งขาวห่มขาวด้วย

และวัดสุดท้ายคือวันที่สามนั้น ซึ่งเป็นคืนแรม 1 ค่ำ จะมีพิธีแห่ต้นเทียน(หรือเรียกอีกชื่อว่าต้นเกี๊ยะ เนื่องจากในสมัยก่อนยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ไม้เกี๊ยะคือเชื้อเพลิงชนิดหนึ่ง)และมีการละเล่นพื้นบ้านต่างๆมากมายท่ามกลางแสงสว่างของต้นเกี๊ยะ ชาวบ้านจากหลายหมู่บ้านจะมาร่ายรำกันดูสวยงามแปลกตาเป็นภาพที่หาชมไม่ได้ง่ายนักในพื้นราบ การร่ายรำแม้มิได้อ่อนช้อยแต่ก็ดูงดงามและน่าสนใจมิใช่น้อย

เสียงดนตรีพื้นเมืองดังเป็นจังหวะเร้าใจเร้าอารมณ์ผู้ร่วมงานให้รู้สึกสนุกสนาน ถึงแม้ว่าจะไม่มีแสง สี เสียง ที่จะส่งให้การแสดงยิ่งใหญ่ตระการตา แต่ทว่ากลับแฝงไปด้วยความเรียบง่ายและการอนุรักษ์ประเพณีดั้งเดิมของชาวไทยใหญ่ไว้ได้อย่างครบครัน

- ศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอน โทร. 0-5361-2982-3
- อบจ.แม่ฮ่องสอน โทร. 053-611385
- อำเภอขุนยวม โทร. 053-691108
- อบต.ขุนยวม โทร. 053-691248


สอบถามข้อมูลการเดินทางและท่องเที่ยวขุนยวมได้ที่ คุณตุ๋ย 086-313-1616




 

Create Date : 09 กันยายน 2553    
Last Update : 19 ตุลาคม 2553 16:44:57 น.
Counter : 328 Pageviews.  

ปอยส่างลอง

ประเพณีสำคัญทางพุทธศาสนาอีกประเพณีหนึ่งก็คือ ประเพณีปอยส่างลอง ซึ่งจะจัดทุกต้นเดือนเมษายนของทุกปี และมีทุกอำเภอของจังหวัดแม่ฮ่องสอน แล้วแต่ว่าวัดต่างๆในแต่ละอำเภอจะเป็นเจ้าภาพเอง หรือว่าแต่ละหมู่บ้านจะสลับกัน

หมู่บ้านใหญ่ๆในอำเภอขุนยวมที่เป็นไตหรือไทยใหญ่พร้อมที่จะเป็นเจ้าภาพสลับกันในอำเภอก็มีแค่ 4 หมู่บ้าน คือ บ้านเมืองปอน บ้านต่อแพ บ้านแม่สุริน และบ้านขุนยวม ซึ่งเป็นตัวอำเภอ ปี 2553 นี้วัดโพธารามของบ้านขุนยวม เป็นเจ้าภาพ ภาพที่นำมาให้ชมนี้เป็นบางส่วน และฝีมือการถ่ายภาพจะไม่ค่อยสวยเหมือนช่างภาพมืออาชีพ และงานปอยส่างลองที่นี่ก็เป็นการปฏิบัติและรักษาประเพณีของท้องถิ่นจริงๆ ไม่ใช่เป็นงานการท่องเที่ยวเหมือนกับที่อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอนจัด เพราะที่นั่นได้รับงบสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย อาจจะไม่เลิศหรูอลังการงานสร้างครับ

ปอยส่างลอง เป็นภาษาถิ่นของชาวไทยใหญ่ หรือ ชาวไตหลวง เป็นคำสมาสกัน ระหว่างคำว่า ‘ปอย’ หมายถึง การจัดงาน ‘ส่าง’ หรือ เจ้าส่าง หมายถึง สามเณร และ ‘ลอง’ หมายถึง หน่อกษัตริย์ ปอยส่างลอง จึงแปลว่า งานบวชเณร ซึ่งเป็นประเพณีของชาวไทยใหญ่ที่นับถือพระพุทธศาสนา มีความเชื่อว่า การบวชจะทำให้ได้กุศล แรง

เมื่อเด็กมีอายุ 15 ขวบ จะบวชเป็นสามเณร (ปัจจุบันเด็กอายุ 8 – 12 ขวบก็เตรียมบวชแล้ว) หากเป็นสมัยก่อนถ้าเด็กอายุเต็มบวช จะต้องไปอยู่วัดกับพระครูซึ่งเป็นเจ้าอาวาส 1 พรรษา ก่อนบวชเพื่อเรียนธรรมคำบวช และฝึกฝนการบวชให้พร้อมก่อนถึงเวลาบวชจริง การจัดงานจะเริ่มในฤดูร้อน ตั้งแต่เดือน 4 ถึง เดือน 7 ของทุกปี มี 3 วัน วันแรก เด็กชายเข้าพิธีโกน (แต่ไม่โกนคิ้ว) แต่งหน้าทาปาก สวมเสื้อผ้าอาภรณ์สวยงาม และโพกผ้าแบบพม่า ประดับด้วยมวยผมของบรรพบุรุษที่เก็บรักษาไว้ แล้วตกแต่งด้วยดอกไม้ เสร็จแล้วนำเด็กซึ่งตอนนี้เรียกว่า ‘ส่างลอง’ ไปขอขมา และรับศีลรับพรตามบ้านญาติผู้ใหญ่ที่นับถือ วันที่สอง มีการแห่ส่างลองกับขบวนเครื่องไทยทาน ไปตามถนนสายต่างๆ โดยให้ส่างลองขี่ม้า หรือ ถ้าไม่มีม้าจะขี่คอคน วันที่สาม แห่ส่างลองไปตามถนนอีกครั้ง และแห่รอบพระวิหารในสถานที่บวช

แต่ไหนแต่ไรมา ชาวไตหลวง มีความเชื่อว่า ถ้าลูกของตนเองบวชเป็น 'จางลอง' (บวชเป็นพระภิกษุ) จะได้อานิสงส์ 16 กัลป์ ถ้าเอาลูกคนอื่นบวชเป็น 'จางลอง' จะได้อานิสงส์ 8 กัลป์ ถ้าเอาลูกตนเองบวชเป็น ส่างลอง จะได้อานิสงส์ 8 กัลป์ ถ้าเอาลูกคนอื่นบวชเป็น ส่างลอง จะได้อานิสงส์ 4 กัลป์ ถ้าหากว่าเอาลูกตนบวชเป็นส่างลอง ถือว่าได้ทดแทนน้ำนมมารดา 1 ข้าง ถ้าหากเอาลูกตนบวชเป็นจางลองถือว่าได้ทดแทนน้ำนมมารดาทั้ง 2 ข้าง จะบวชเป็นส่างลอง หรือจางลองก็ดี ถือว่าเด็กเหล่านี้เป็นทายาทของพระพุทธศาสนา เด็กอาจได้รับการเรียนรู้พระธรรมวินัย จนบรรลุมรรคผลนิพพาน

ส่วนการเตรียมงานบวชแบ่งออกสามประการ ข้อแรก ถ้าพ่อแม่ของเด็กผู้มีข้าวของเงินทองเพียงพอ สามารถทำการบวชด้วยตนเองได้ และรวบรวมญาติพี่น้องของตนจัดกันเอง ข้อสอง ถ้าพ่อแม่ของเด็ก ไม่มีความสามารถทำการบวช เด็กของตนได้ด้วยตนเอง จะต้องหาผู้อื่นที่มีข้าวของเงินทองมารับบวชให้ โดยจะต้องหาเครื่องบวชเอง และบริวารให้ครบถ้วน ข้อสาม ถ้าไม่มีใครบวชให้จะต้องตั้งคณะกรรมการ ตั้งเจ้าภาพใหญ่ไว้คนหนึ่ง แล้วเฉลี่ยกันออกเท่ากัน แล้วตกลงกันว่าจะเตรียมบวชกี่องค์ พร้อมกำหนดวันเวลา เดือนปีที่จะจัด ในขณะจัดหากขาดตกบกพร่อง ต้องช่วยกันซ่อมเฉลี่ย ให้จ่ายจนเสร็จสิ้นงาน

เป็นงานสำคัญของชาวไทใหญ่ เพื่อให้บุตรหลานได้มีโอกาสศึกษาพระธรรมคำสั่งสอน ของพระพุทธเจ้า และมีความเชื่อว่า ได้กุศลแรกกว่าการอุปสมบทพระภิกษุ การจัดงานจะมีสามวัน วันแรกนำบรรดาเด็กชายมาเข้าพิธีโกนแต่ไม่โกนคิ้ว (พระพม่าไม่โกนคิ้ว) แต่งหน้าทาปาก สวมเสื้อผ้าอาภรณ์สวยงาม และโผกผ้าแบบพม่า ประดับด้วยมวยผมของบรรพบุรุษที่เก็บรักษาไว้ แล้วตกแต่งด้วยดอกไม้ เสร็จแล้วนำเด็กน้อยซึ่งตอนนี้เรียกว่า "ส่างลอย" ไปขอขมา และรับศีลรับพรตามบ้านญาติผู้ใหญ่ที่นับถือ วันที่ 2 มีการแห่ส่างลองกับขบวนเครื่องไทยทานไปตามถนนสายต่างๆ จะมีผู้มาร่วมขบวนมากมาย โดยให้ส่างลองขี่ม้า หรือถ้าไม่มีม้าก็จะขี่คอคน ซึ่งเรียกว่า "ต่ะแปส่างลอง หรือ พี่เลี้ยง" วันที่ 3 จะแห่ส่างลองไปตามถนนอีกครั้ง จากนั้นก็ไปรวมกันที่วัดเพื่อทำพิธีบวช

รูปที่นำมาโพสหน้านี้ทั้งหมดเป็นเหตุการณ์วันสุดท้ายวันเดียว









1.

2.

3.

4.

5.

6.

7.

8.

9.

10.

11.

12.

13.

14.

15.

16.

17.

18.

19.

20.

21.

22.

23.

24.

25.

- ศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอน โทร. 0-5361-2982-3
- อบจ.แม่ฮ่องสอน โทร. 053-611385
- อำเภอขุนยวม โทร. 053-691108
- อบต.ขุนยวม โทร. 053-691248


สอบถามข้อมูลการเดินทางและท่องเที่ยวขุนยวมได้ที่ คุณตุ๋ย 086-313-1616




 

Create Date : 09 กันยายน 2553    
Last Update : 19 ตุลาคม 2553 16:45:17 น.
Counter : 435 Pageviews.  


ขุนยวม
Location :
แม่ฮ่องสอน Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เว็บนี้เป็นแหล่งข้อมูลเพิ่มเติมให้สำหรับคนที่ต้องการมาท่องเที่ยว อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน ต้องการข้อมูลอะไรเพิ่มเติม เชิญหลังไมค์เลยนะครับ
Friends' blogs
[Add ขุนยวม's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.