Group Blog
 
All Blogs
 

การลำดับความสำคัญของข้อบัญญัติทางศาสนาอิสลาม

ขอความสันติสุขจงมีแด่ทุกท่านครับ

...ในการปฏิบัติศาสนกิจ หรือการวินิจฉัยบทบัญญัติทางศาสนาอิสลามนั้นมีหลักการหนึ่ง เรียกว่า “ฟิกฮุล เอาลาวียาต” หรือ การเข้าใจลำดับความสำคัญ....สิ่งนี้เป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่งในการทำความเข้าใจหลักการทางศาสนา

โดยหลักการ ฟิกฮฺ หรือข้อบัญญัติ ทางศาสนานั้น แบ่งระดับการบังคับใช้ออกเป็น 5 ประเภทกว้าง ๆ คือ

1 . วาญิบ (จำเป็น) คือ สิ่งที่ทำแล้วได้บุญ ถ้าละทิ้งมีบาป
2 . สุนัต (ควรทำ) คือ สิ่งที่ทำแล้วได้บุญ ถ้าละทิ้งไม่มีบาป
3 . หะรอม (เป็นบาป) คือ สิ่งที่ทำแล้วมีบาป ถ้าละทิ้งได้ผลบุญ
4 . มักรูหฺ (น่าตำหนิ) สิ่งที่ทำแล้วไม่มีบาป ถ้าละทิ้งได้ผลบุญ
5 . ญาอิซฺ หรือ หะโรส (สิ่งอนุญาต) คือ สิ่งที่ทำหรือไม่ทำก็ไม่เกี่ยวกับบาป บุญ

...ทีนี้ ถ้าเกิดเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ในเวลาเดียวกัน แต่ทั้ง 2 สิ่งนั้น มีระดับความสำคัญแตกต่างกันเช่น เหตุการณ์แรกเป็น วาญิบ อีกเหตุการณ์เป็นสุนัต เช่นนี้ เราก็ต้องเลือกทำ วาญิบก่อน โดยอาจทำสิ่งที่เป็น สุนัต หรือละทิ้งไปได้ หากว่ามีเหตุจำเป็น

...แต่หากว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นวาญิบด้วยกันทั้งคู่ เราจะทำอย่างไร
ตัวอย่างเช่น การละหมาดนั้น ถือเป็นวาญิบกับมุสลิมทุกคน จะต้องปฏิบัติ...โดยเฉพาะอย่างยิ่งการละหมาดฟัรดู (ละหมาดตามเวลาที่กำหนด คือ 5 เวลา) แต่แล้วก็เกิดอีกเหตุการณ์หนึ่งขึ้น เช่น มีมัยยิต (ศพผู้ตาย) อยู่ ณ ที่นั้นด้วย...ตามหลักการแล้ว ถือว่า เป็นวาญิบอีกเช่นกัน ที่มุสลิมที่มีชีวิตอยู่ต้องทำให้แก่ผู้ตาย คือ 1.อาบน้ำศพ 2.ห่อศพ 3.ละหมาดให้แก่ศพ 4.ฝังศพ

เมื่อเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น...หลักการศาสนาระบุว่า ให้เลือกวาญิบ ที่เป็นข้อบังคับเฉพาะบุคคลก่อน... นั่นคือ ถึงแม้ว่า การละหมาดฟัรดู และการปฏิบัติต่อผู้ตาย จะเป็นวาญิบทั้งคู่...แต่การละหมาดฟัรดูนั้น ถือเป็นวาญิบ เฉพาะบุคคล... ในขณะที่การปฏิบัติต่อผู้ตาย ถือเป็นฟัรดูกีฟายะห์ หรือเป็น ความรับผิดชอบของส่วนรวม

หรือในกรณี การทำสงครามญีฮาด ก็ตาม หากว่า เขามีหน้าที่ต้องออกไปสงครามแล้ว...แต่ปรากฏว่า เขาก็มีหน้าที่ต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ ที่แก่ชรา...เช่นนี้ ศาสนาก็ให้เขาอยู่ดูแลพ่อแม่ มากกว่าออกไปสงคราม เพราะถือว่า การเลี้ยงดูพ่อแม่ เป็นเรื่องส่วนบุคคล ในขณะที่การทำสงครามเป็นเรื่องของส่วนรวม

...แต่ในทางกลับกัน...หากว่า บิดามารดา บังคับให้เราประพฤติสิ่งที่ผิดศีลธรรม เช่นนี้ ก็ถือว่าไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตาม เพราะ การทำกุศลเป็นเรื่องส่วนบุคคล จำเป็นมากกว่าการเชื่อฟังคำสั่งบิดามารดา ซึ่งถือว่าเป็นวาญิบในระดับรองลงไป


มีหะดิษรายงานว่า ท่านมุอาวิยะห์ ได้ไปหาท่านนบีมูฮัมมัด (ศ็อลฯ) และกล่าวว่า จะขอไปร่วมในสงครามด้วย ท่านนบีจึงได้ถามว่า “ท่านยังมีมารดาอยู่หรือไม่...” เขาตอบว่า “ แท้จริง...ข้ายังมีมารดาอยู่...” ท่านนบีจึงตอบว่า “เช่นนั้น ...ท่านจงอยู่ดูแลมารดาของท่าน...เพราะ สวรรค์นั้นอยู่ใต้ฝ่าเท้าทั้งสองของมารดา”

นอกจากนี้ยังมีหะดิษ ที่รายงานถึงความสำคัญของการงานที่เป็นวาญิบ เช่น
รายงานจากท่านอบูอับดุลเราะห์มาน ว่า ฉันได้ถามท่านนบีว่า “การงานอันใดที่เป็นที่โปรดปรานของพระผู้เป็นเจ้า” ท่านนบีตอบว่า “การละหมาดในเวลา”
แล้วฉันได้ถามอีกว่า “แล้วอะไรอีก…”
ท่านตอบว่า “การทำดีต่อพ่อแม่...” จากนั้นฉันได้ถามว่า “แล้วอะไรอีก...หลังจากนั้น”
ท่านนบีตอบว่า “การต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์...(ญีฮาด)”
- (หะดิษรายงานโดยบุคคอรี และมุสลิม)

จากหะดิษข้างต้นจะเห็นว่า ศาสนกิจที่เป็นเรื่องส่วนบุคคลนั้น ต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนก่อน ที่จะไปปฏิบัติการงานที่เป็นศาสนกิจส่วนรวม ...ดังนั้น จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับมุสลิม ที่เราจำเป็นต้องเข้าใจว่า สิ่งใดที่เป็นความรับผิดชอบส่วนบุคคล และสิ่งใดเป็นความรับผิดชอบต่อส่วนรวม

-----------------------------------------------------------
ขอพระผู้เป็นเจ้าประทานพรแก่ผู้แสวงหาสันติ และสัจธรรมทุกท่าน

ด้วยจิตคารวะ




 

Create Date : 01 พฤษภาคม 2549    
Last Update : 1 พฤษภาคม 2549 13:38:39 น.
Counter : 856 Pageviews.  

ฐานะสตรีในศาสนาอิสลาม

ขอความสันติสุขจงมีแด่ทุกท่านครับ

…กุรอาน 114 ซูเราะห์ (บท) มีอยู่ซูเราะห์หนึ่ง เป็นซูเราะห์ลำดับที่ 4 มีนามว่า อัน-นิซาอฺ (An-Nisaa) แปลว่า บรรดาสตรี...เพราะเนื่องจากว่า ในซูเราะห์นี้ ได้กล่าวเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ และข้อปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับสตรีไว้มากมาย อันแสดงถึงการให้ความสำคัญต่อข้อควรปฏิบัติของสตรี ในหลักการของอิสลาม

ฐานะของสตรีในอิสลาม
...อัลเลาะห์ได้ทรงกำหนดให้สตรีมีความเท่าเทียมกับบุรุษในความเป็นมนุษย์ เฉกเช่นความเท่าเทียมกันในการรับผลบุญและการลงโทษในการประพฤติปฏิบัติ อัลเลาะห์ตรัสว่า :

“ผู้ใดปฏิบัติความดีไม่ว่าจะเป็นเพศชายหรือเพศหญิงก็ตาม โดยที่เขาเป็นผู้ศรัทธา ดังนั้นเราจะให้เขาดำรงชีวิตที่ดี และแน่นอนเราจะตอบแทนพวกเขาซึ่งรางวัลของพวกเขาที่ดียิ่งกว่าที่พวกเขาได้เคยกระทำไว้ (กุรอาน 16:97 )

โอ้ผู้ศรัทธาทั้งหลาย ไม่อนุมัติแก่พวกเจ้าที่พวกเจ้าจะเอาบรรดาผู้หญิงเป็นมรดกด้วยการบังคับ (กุรอาน 4:19)

อิสลามกล่าวว่า "ในวันพิพากษา หากสตรีคนใดจะต้องถูกลงโทษ เพราะ ความผิดของนางในโลกนี้แล้ว ...ผู้ชาย4 คนซึ่งได้แก่ บิดา พี่ชายหรือน้องชาย สามีและลูกชาย จะต้อง ร่วมรับผิดชอบด้วย หากเขาเหล่านั้น มิได้ทำการตักเตือน สั่งสอนหรือห้าปรามนาง"

นอกจากนี้ อิสลามยังได้วางกฎเกณฑ์ในด้านต่าง ๆ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของสตรี และสิทธิอันชอบธรรมของบรรดาสตรีทั้งมวล

--------------------------------------------------------------

สิทธิของสตรีในการแสวงหาความรู้

…อิสลามไม่ได้ห้ามหรือขัดขวางสตรีในการแสวงหาความรู้ ดังที่นักวิชาการตะวันตกมักโจมตี โดยมักยกเอากรณี ตาลีบัน มาเป็นข้ออ้าง แต่เขาเหล่านั้นกลับไม่เคยอ้างถึงหลักการที่แท้จริงของอิสลามเลย...

...ท่านศาสนทูต กล่าวว่า "การแสวงหาความรู้ เป็นข้อบังคับเหนือมุสลิมทุกคน และแท้จริงผู้แสวงหาความรู้นั้น ทุกๆสิ่ง จะขออภัยให้แก่เขา แม้แต่ปลาในท้องทะเล" (รายงานโดย อิบนุอับดิลบัรรฺ จาก อนัส)

และหะดิษที่ว่า “จงศึกษาตั้งแต่อยู่ในเปล จนถึงหลุมฝังศพ”

...เกี่ยวกับการทำงาน หรือการเรียนรู้ที่ต้องออกจากบ้านนั้น .....เชค ดอกเตอร์ ซอและห์ บิน เฟาซาน บิน อับดุลเลาะฮ์ อัลเฟาซาล ได้ฟัตวา(วินิจฉัยชี้ขาด) ว่า
1. นางหรือสังคมมีความจำเป็นที่จะต้องทำงานนั้นโดยไม่มีผู้ชายมาทำ
2. งานนั้นต้องเป็นงานรองหลังจากงานหลักของนางที่บ้าน (คือ งานบ้านต้องสำคัญเป็นอันดับแรก)
3. เป็นงานที่ทำในแวดวงของผู้หญิง ไม่ปะปนกับผู้ชาย เช่น สอนนักเรียนหญิง รักษาพยาบาลคนไข้หญิง เป็นต้น หรือมีการแยกส่วนกันอย่างชัดเจน
4. อนุญาตหรือจำเป็นที่สตรีต้องเรียนรู้ศาสนาเบื้องต้นเกี่ยวกับตัวของนาง และเรียนสิ่งที่มีความจำเป็นต่อตัวนางในการใช้ชีวิตบนโลกนี้ โดยการเรียนการสอนต้องไม่ปนกับ
ผู้ชาย นางสามารถไปเรียนที่มัสยิด ได้แต่นางต้องแต่งตัวมิดชิด แยกจากผู้ชาย

....นอกจากนี้ท่านนบีมุฮัมมัดได้สนับสนุนให้พ่อแม่ อบรบสั่งสอนลูกสาวให้มีความรู้เละมีคุณธรรม โดยกล่าวว่า “ใครที่เลี้ยงลูกสาวอย่างดีจนกระทั่งโต เขากับฉันจะได้อยู่ด้วยกันในวันแห่งการฟื้นคืนชีพ”...แล้วท่านก็ยกนิ้วสองนิ้วติดกัน

--------------------------------------------------------------
สิทธิของสตรีในการเลือกคู่ครอง

…อิสลามได้เปิดโอกาสให้สตรี มีโอกาสเลือกคู่ครองได้ด้วยตนเอง โดยให้พิจารณา ความเป็นคนมีคุณธรรม (อิหม่าน) เป็นอันดับแรก...นอกจากนี้อิสลามได้วางระบบการแต่งงานให้เอื้ออำนวยประโยชน์แก่สตรีและผู้ปกครองของนาง นั่นคือ สตรีจะแต่งงานได้เมื่อมี วลี (ผู้ปกครอง หรือผู้รับมอบอำนาจการแต่งงาน) เท่านั้น...และวลี ก็ต้องได้รับความยินยอมหรือการตกลงใจจากฝ่ายเจ้าสาวเท่านั้น...นั่นคือ สตรีจะแต่งงานโดยพลการไม่ได้ และวลีก็ไม่มีสิทธิ์บังคับให้สตรีแต่งงานได้เช่นกัน

...นอกจากนี้อิสลาม ได้วางหลักเกณฑ์เรื่องสินสอด (มะฮัร) โดยกำหนดว่าผู้ชายจะต้องเป็นผู้ให้ของขวัญแต่งงานแก่เจ้าสาวของขวัญนี้เรียกว่า “มะฮัรฺ” ซึ่งผู้หญิงมีสิทธิ์เรียกร้องและเป็นของผู้หญิง คัมภีร์กุรอานกล่าวไว้อย่างชัดเจนว่าผู้ชายมีหน้าที่ต้องให้มะฮัรฺแก่ผู้หญิง เว้นเสียแต่ว่าผู้หญิงเลือกที่จะไม่รับ
"จงให้มะฮัรฺแก่นางด้วยความเต็มใจ แต่ถ้านางเห็นชอบที่จะให้สิ่งหนึ่งแก่สูเจ้า ก็จงกินมันด้วยความสำราญและตามที่พอใจ" (กุรอาน 4:4)

นั่นคือ...บุคคลเดียวที่มีสิทธิกำหนดจำนวนและมูลค่าของสินสอดนั้น คือ สตรีที่เป็นเจ้าสาว เท่านั้น ไม่ใช่บิดามารดา หรือญาติทางฝ่ายหญิง

--------------------------------------------------------------
สตรีมุสลิมในฐานะภรรยา

...อิสลามได้ยกย่องสตรีในฐานะภรรยา และวางข้อปฏิบัติระหว่างสามี ภรรยาไว้อย่างยุติธรรม เพื่อป้องกันการละเมิดจากกันและกัน โดยมีตัวอย่างจากท่านบีมูฮัมหมัดเป็นแบบอย่างที่ดีในการปฏิบัติต่อภรรยา

...ท่านหญิงอาอิชะฮ์ (ร.ด.) เล่าว่า “เมื่อท่านนบีอยู่บ้าน ท่านจะช่วยภรรยาของท่านทำงานบ้านเป็นประจำ” (รายงานโดย บุคคอรี)

มีหะดิษที่รายงานเกี่ยวกับสถานภาพของภรรยาเช่น
“มุสลิมที่สมบูรณ์ยิ่ง คือผู้ที่มีความประพฤติอ่อนโยน และผู้ที่ถูกยกย่องในท่านทั้งหลาย คือผู้ที่มีคุณธรรมที่สุดต่อภรรยาของตน”
“โลกมีสิ่งที่อำนวยความสุข แต่สิ่งที่ดีที่สุด คือ กุลสตรีที่เป็นภรรยาที่ดีและมีคุณธรรม”
“โอ้ประชาชนทั้งหลายพวกท่านทั้งหลายมีสิทธิที่ได้รับมอบหมายเหนือฝ่ายสตรี และฝ่ายสตรีก็มีสิทธิเหนือฝ่ายชายเช่นกันในหน้าที่ที่ท่านได้รับมอบหมาย ดังนั้นพวกท่านจงได้ปกป้องดูแลภรรยาของพวกท่านด้วยความรักความเมตตาเถิด แน่นอนใครที่ทำได้เช่นนั้นก็เท่ากับเขาได้ปกครองดูแลภรรยาของเขาเอาไว้ให้อยู่ในความพิทักษ์รักษาของพระผู้เป็นเจ้า”

นอกจากนี้กุรอานยังกล่าวไว้ว่า .-
"และสิทธิของพวกนางเหมือนกันกับสิทธิของสามี ที่พึงมีอยู่เหนือนางโดยชอบธรรม " (กุรอาน 2:228)
"และพวกเจ้าจงร่วมชีวิตกับพวกนางด้วยคุณธรรม" (กุรอาน 4:19)

...แม้ว่า อิสลาม จะอนุญาตให้สามีลงโทษภรรยาได้ โดยไม่เกินกว่าเหตุ ... แต่สิ่งหนึ่งที่อิสลามห้ามอย่างเด็ดขาดก็คือ “การตบหน้าภรรยา” เพราะอิสลามถือว่าเป็นการดูหมิ่นเกียรติและศักดิ์ศรีของภรรยาอย่างรุนแรง

--------------------------------------------------------------
สตรีมุสลิมในฐานะผู้ถูกหย่า

....อิสลาม ห้ามอย่างเด็ดขาดในการอธรรมต่ออดีตภรรยา ด่วยการเอาสิ่งใด สิ่งหนึ่งคืนมาจากภรรยาด้วยสาเหตุของการหย่า เช่น
"และถ้าพวกนางปรารถนาที่จะสับเปลี่ยนคู่ครอง คนหนึ่งแทนที่ของคู่ครองอีกคนหนึ่ง (โดยหย่าคนเดิม) และพวกเจ้าเคยให้แก่คนหนึ่งจากพวกนางซึ่งทรัพย์สมบัติอันมากมาย ดังนั้นพวกเจ้าจงอย่าเอาสักสิ่งหนึ่งจากนั้น (คืนมา)...” (กุรอาน 4:20)

...คัมภีร์กุรอานเน้นถึงเรื่องการให้ความกรุณาปรานีแก่ผู้หญิงถึงแม้ว่าจะหย่านางไปแล้ว

“หลังจากนั้น เมื่อพวกนางอยู่จนสิ้นสุดระยะเวลาแห่งการรอคอยแล้ว จงรั้งตัวพวกนางไว้ด้วยดีหรือไม่ก็ให้พวกนางจากไปด้วยดี” (กุรอาน 65:2)
…นั่นหมายความว่ามุสลิมจะต้องไม่กักตัวภรรยาของตัวเองไว้อย่างไม่มีจำกัดเวลาโดยไม่ตัดสินใจว่าจะให้ เธอเป็นภรรยาต่อหรือจะแยกจากเธอ

--------------------------------------------------------------
สตรีมุสลิมในฐานะผู้ถือกรรมสิทธิ์

...ในขณะที่สตรีชาวอังกฤษยังไม่ถูกยอมรับว่ามีสิทธิเป็นเจ้าของในการครอบครองสิ่งต่างๆ จนถึงปี1870 เช่นเดียวกันกับสตรีชาวเยอรมัน จนถึงปี 1900 สตรีชาวสวิสเซอร์แลนด์ จนถึงปี1907 และสตรีชาวอิตาลีจนถึงปี1919 …แต่สิทธิของสตรีมุสลิมในการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์นั้นมีมานานกว่า 1,400 ปีแล้ว

"สำหรับบรรดาผู้ชายนั้น ย่อมมีส่วนรับของตนเอง จากที่พวกเขาได้อุตสาหะไว้ และสำหรับผู้หญิงก็มีส่วนรับ (ของตนเอง) จากที่พวกนางได้อุตสาหะไว้ " ( กุรอาน 4 :32 )
--------------------------------------------------------------
สตรีมุสลิมในฐานะมารดา

…อิสลามกล่าวยกย่องสตรี ในฐานะมารดาไว้มากมาย และประณามผู้ที่ทำให้มารดาของตนต้องได้รับความเสียใจไว้อย่างรุนแรง อาทิเช่น

"และพระเจ้าของเจ้าบัญชาว่า พวกเจ้าอย่าเคารพภักดีผู้ใดนอกจากพระองค์เท่านั้นและจงทำดีต่อบิดามารดาเมื่อผู้ใดในทั้งสองหรือทั้งสองบรรลุสู่วัยชราอยู่กับเจ้า ดังนั้นอย่ากล่าวแก่ทั้งสองว่า อุฟ (คำอุทานแสดงความเบื่อ ความรำคาญและรังเกียจ) และอย่าขู่เข็ญท่านทั้งสอง และจงพูดแก่ท่านทั้งสองด้วยถ้อยคำที่อ่อนโยน ….และจงนอบน้อมแก่ท่านทั้งสอง ซึ่งการถ่อมตนเนื่องจากความเมตตา และจงกล่าวว่า “ข่าแต่พระเจ้าของฉัน ทรงโปรดเมตตาแก่ท่านทั้งสองเช่นที่ทั้งสองได้เลี้ยงดูฉันเมื่อเยาว์วัย” (กุรอาน 17: 23-24)

(นักวิชาการมุสลิม กล่าวว่า การที่กุรอานสั่งให้ทำความดีต่อบิดามารดา หลังจากใช้ให้เคารพภักดีต่อพระองค์นั้น...เป็นการแสดงถึงความสำคัญของ บิดามารดา และความสำคัญในการทำดีต่อท่านทั้งสองเป็นอย่างสูง)

ท่านนบีมุฮัมมัด ได้กล่าวหะดิษที่เกี่ยวข้องกับ บิดา มารดาไว้มากมายเช่น
“บาปที่ยิ่งใหญ่คือการยกสิ่งอื่นเทียบเคียงอัลเลาะห์ การฆ่ามนุษย์ การอกตัญญูต่อพ่อแม่ และการเป็นพยานเท็จ (บันทึกโดยบุคคอรี)
"สวรรค์นั้นอยู่ใต้ฝ่าเท้าของมารดา" (บันทึกโดย นะซาอี)
"ความพอพระทัยของอัลลอฮฺขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของแม่ และความกริ้วของอัลลอฮฺนั้นก็ขึ้นอยู่กับความโกรธและความไม่พอใจของพ่อแม่ ลูกจะต้องไม่ทำให้พ่อแม่ต้องโกรธ"
ครั้งหนึ่ง ท่านอบูฮุรอยเราะห์ ได้มาท่านนบีและถามว่า ใครจะเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของฉัน ท่านนบีตอบว่า “แม่ของท่าน” ท่านอบูฮุรอยเราะห์จึงถามต่อว่า แล้วใครอีก ท่านนบีตอบว่า “แม่ของท่าน” ท่านนบีตอบเช่นนี้อยู่ 3 ครั้ง และในครั้งที่ 4 ท่านจึงตอบว่า “พ่อของท่าน”...(หะดิษบุคคอรีและมุสลิม)
--------------------------------------------------------------

ทั้งหมดคือ เรื่องราวเพียงบางส่วนของสตรีในศาสนาอิสลาม ครับ ทิ้งท้ายไว้ด้วยคำกล่าวที่ว่า

“อัลลอฮ์สร้างผู้ชายให้มาพิชิตโลกนี้ แต่ขณะเดียวกัน ...ก็สร้างผู้หญิงให้มาพิชิตผู้ชาย”

ด้วยจิตคารวะ





 

Create Date : 05 กุมภาพันธ์ 2549    
Last Update : 5 กุมภาพันธ์ 2549 20:47:31 น.
Counter : 306 Pageviews.  

เยซูคริสต์ ในทัศนะของอิสลาม

ขอความสันติสุขจงมีแด่ทุกท่าน

....ทุกวันที่ 25 ธันวาคมของทุกปี จะมีเทศกาลหนึ่งที่สำคัญต่อชาวคริสต์ และปัจจุบันอาจจะกลายเป็นวันสำคัญของชาวโลกไปแล้วด้วยซ้ำ ซึ่งก็คือ วันคริสต์มาส หรือวันเฉลิมฉลองแห่งการประสูติของพระคริสต์ หรือ จีซัส... หรือในศาสนาอิสลาม คือ ท่านนบีอีซา อะลัยฮิสสลาม ในโอกาสนี้จึงขอนำเสนอเรื่องราวของท่านนบีอีซา (อ.ล.)ในมุมมองของศาสนาอิสลามครับ

...ท่านนบีอีซา (อ.ล.)นั้น ถือเป็นหนึ่งใน 25 ศาสนทูตแห่งพระผู้เป็นเจ้า และเป็น 1 ใน 5 บุคคลที่พระผู้เป็นเจ้ายกย่องเกียรติในฐานะ "อูลุ้ลอัสมิ" หรือ"ผู้มีความตั้งใจอันเด็ดเดี่ยว" ตามหลักศรัทธานั้น มุสลิมทุกคนจำต้องศรัทธาต่อบรรดาศาสนทูตทุกท่านอย่างเท่าเทียมกัน...ซึ่งนั่นหมายถึงการ ศรัทธาต่อท่านนบีอีซา เฉกเช่นเดียวกับ ท่านนบีมูฮัมมัด (ศ.ล.)...หากแต่ว่าแนวทางการดำรงชีวิตและหลักปฏิบัตินั้น ต้องดำเนินตามท่านนบีมูฮัมมัด (ศ.ล.)ในฐานะนบีคนสุดท้าย และเป็นตราประทับแห่งบรรดานบีทั้งมวล

....ตามหลักฐานจากกุรอานนั้น กล่าวไว้ว่า พระนางมัรยัม (พระนางมารีย์)นั้น...ตั้งครรภ์ด้วยอำนาจแห่งพระผู้เป็นเจ้า โดยมีท่านญิบรีล (กาเบรียล)เป็นผู้รับสนองพระบัญชา โดยนำพระวิญญาณมาปฏิสนธิในครรภ์ของพระนางมารีย์ ด้วยวิธีที่เหนือธรรมชาติ ทำให้พระนางสามารถตั้งครรภ์ได้โดยไม่ต้องมีสัมพันธ์กับชายใด และไม่มีอาการเจ็บครรภ์หรือทรมานเฉกเช่นมนุษย์ทั่วไป

....ท่านนบีอีซา (อ.ล.) ประสูติเมื่อใด กุรอานไม่ได้ระบุวันที่ไว้...แต่จากการคำนวณโดยนักวิชาการมุสลิมที่อาศัยหลักฐานบางประการ(จากกุรอาน) นั่นคือ พระนางคลอดใต้ต้นอินทผาลัม และเมื่อพระนางคลอดนั้น พระนางได้ใช้ผลอินทผาลัมกินเพื่อประทังความหิว จึงคาดคะเนว่า ท่านนบีน่าจะประสูติในเดือนสิงหาคม - กันยายน (ซึ่งเป็นฤดูที่อินทผาลัมสุกงอม) และจากหลักฐานที่ว่า "ปราชญ์ 3 คนเดินทางมาจากทางทิศตะวันออก โดยตามดวงดาวจรัสแสงมายังแคว้นยูดาย" (มัทธิว 2.1-12) ซึ่งสอดคล้องกับบันทึกโบราณ และปทานุกรมเวนเฮียนตุงของ หม่าตวนหลิน (ปราชญ์ชาวจีน) ที่ระบุว่า มีดาวหางปรากฏในวันที่ 25 สิงหาคม ก่อนคริสตศักราชประมาณ 12 ปี(เมื่อเทียบตามปฏิทินจีน) โดยกล่าวว่า มันปรากฏให้เห็นถึง 63 วัน ...และจากข้อสันนิษฐาน ของการคำนวณทางดาราศาสตร์อิสลามระบุว่า ดาวหางนั้น คือดาวหางฮัลเลย์ นั่นเอง จึงอาจกล่าวได้ว่า ท่านนบีน่าจะถือกำเนิดในวันที่ 25 สิงหาคม (ตามความเชื่อของมุสลิม)

ชีวิตและภารกิจของท่านนบีอีซา (อ.ล.)นั้นดำเนินไปตามที่ไบเบิ้ลได้กล่าวไว้ (ซึ่งไม่ขอกล่าวซ้ำอีก) จะมีแต่เพียงการกระทำบางประการที่ไบเบิ้ลไม่ได้กล่าวไว้ คือ เรื่องที่ท่านนบีอีซา (อ.ล.)พูดได้ตั้งแต่เด็ก เพื่อปกป้องพระนางมัรยัม จากการถูกใส่ร้ายว่าผิดประเวณี ดังที่กุรอานกล่าวว่า
"แล้วนางได้พาเขามายังหมู่ญาติของนางโดยอุ้มเขามาพวกเขากล่าวว่า “โอ้ มัรยัมเอ๋ย ! แท้จริงเธอได้นำเรื่องประหลาดมาแล้ว....โอ้ น้องหญิงของฮารูน พ่อของเธอมิได้เป็นชายชั่ว และแม่ของเธอก็มิได้เป็นหญิงไม่บริสุทธิ์" นางชี้ไปทางเขา (ท่านนบีอีซา (อ.ล.)) ... พวกเขากล่าวว่า “เราจะพูดกับผู้ที่อยู่ในเปลที่เป็นเด็กได้อย่างไร?”... เขา (อีซา) กล่าวว่า “แท้จริงฉันเป็นบ่าวของอัลลอฮ์ พระองค์ทรงประทานคัมภีร์แก่ฉันและทรงให้ฉันเป็นนบี...และพระองค์ทรงให้ฉันได้รับความจำเริญ ไม่ว่าฉันจะอยู่ ณ ที่ใด และทรงสั่งเสียให้ฉันทำการนมัสการและบริจาคทานตราบที่ฉันมีชีวิตอยู่....และทรงให้ฉันทำดีต่อมารดาของฉันและจะไม่ทรงทำให้ฉันเป็นผู้หยิ่งยะโส ผู้เลวทรามต่ำช้า....และความศานติจงมีแด่ฉัน วันที่ฉันถูกคลอด และวันที่ฉันตาย และวันที่ฉันถูกฟื้นขึ้นให้มีชีวิตใหม่” (กุรอาน 19:27-33)
และอีกเรื่องคือ การที่ท่านนบีอีซา (อ.ล.) แสดงสัญญาณมหัศจรรย์ให้ปรากฏเพื่อยืนยันว่าพระองค์ถูกส่งมาจากพระผู้เป็นเจ้าจริง ๆ นั่นคือ การเสกนกที่ปั้นจากก้อนดินให้กลายเป็นนกที่มีชีวิตจริง ๆ ดังที่กุรอานกล่าวไว้ว่า

"...แท้จริงนั้นได้นำสัญญาณหนึ่งจากพระเจ้าของพวกท่านมายังพวกท่านแล้ว โดยที่ฉันจะจำลองขึ้นจากดินให้แก่พวกท่าน ดั่งรูปนก แล้วฉันจะเป่าเข้าไปในมัน แล้วมันก็จะกลายเป็นนก ด้วยอนุมัติของอัลลอฮ์ และฉันจะรักษาคนตาบอดแต่กำเนิด และคนเป็นโรคเรื้อน และฉันจะให้ผุ้ที่ตายแล้วมีชีวิตขึ้น ด้วยอนุมัติของอัลลอฮ์ และฉันจะบอกพวกท่านถึงสิ่งที่พวกท่านจะบริโภคกันและสิ่งที่พวกท่านสะสมไว้ในบ้านของพวกท่าน แท้จริงในนั้น( มีสัญญาณหนึ่งสำหรับพวกท่าน หากพวกท่านเป็นผู้ศรัทธา" (กุรอาน 3:49)

...อิสลามได้ยกย่องท่านนบีอีซา (อ.ล.) ไว้หลายประการ ได้แก่การยืนยันถึงความบริสุทธิ์ของพระนางมัรยัม... ซูเราะห์(บท)ที่ 19 แห่งกุรอาน ใช้ชื่อว่า มัรยัม เพื่อเป็นการให้เกียรติพระนาง ชื่อของท่านนบีอีซา (อ.ล.)ถูกกล่าวไว้ในกุรอานอย่างน้อย 25 ครั้ง นอกจากนี้ยังมีหะดิษรายงานว่า "ไม่มีลูกหลานของอาดัมคนใด ที่เกิดมาโดยไม่ถูกซัยตอน (ซาตาน) ทำร้าย...เว้นเสียแต่มัรยัมและลูกของนาง(คือท่านนบีอีซา (อ.ล.)) (รายงานโดยมุสลิม และบุคอรีย์)
และสิ่งสำคัญเกี่ยวกับท่านนบีอีซา (อ.ล.)ที่มุสลิมต่างเฝ้ารอ ก็คือการปรากฏตัวอีกครั้ง ของท่านนบีอีซา (อ.ล.) ก่อนวันสิ้นโลก

ท่านนบีมูฮัมมัด(ศ.ล.)กล่าวว่า "ที่มัสยิดแห่งหนึ่ง ในมะนะรัก (หอคอยอะซาน) ซึ่งอยู่ทางเหนือหรือทางด้านตะวันตก ขณะที่อิมามมะฮฺดีและบรรดาผู้ศรัทธากำลังจะละหมาดซุบฮฺ นบีอีซาจะลง (ที่เสาอะซานนั้น) มาจากฟ้า (บันทึกโดยบุคอรีย์)
...ท่านจะลงมาเพื่อกำจัดความชั่วช้าต่าง ๆ ในโลกนี้...และรวมชาวคัมภีร์ (ยิว , คริสต์และมุสลิม) ให้เป็นหนึ่งเดียวกันทั้งหมด...

ขอพระผู้เป็นเจ้าประทานความจำเริญแด่ท่านนบีอีซา และผู้ศรัทธาทุกท่าน

ด้วยจิตคารวะ




 

Create Date : 21 มกราคม 2549    
Last Update : 21 มกราคม 2549 16:20:19 น.
Counter : 613 Pageviews.  

หินดำ

หินดำ - เป็นที่รู้จักกันดี ทั้งมุสลิมและผู้ไม่ใช่มุสลิม...แต่ก็มีอีกหลายคนที่เข้าใจว่า หินดำคือวัตถุบูชาในศาสนาอิสลาม เพียงเพราะเห็นว่า มุสลิมนับล้านคนไปร่วมพิธีฮัจญ์แล้วมีการเวียนรอบวิหารกะบะห์นั้น

นั่นคือความเข้าใจที่ผิด...เราควรทำความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับหินดำใหม่ดังนี้

หินดำ หรือในภาษาอาหรับ คืออัลฮฺยา อัล อัสวัต นั้นเป็นศิลา ที่มีสัณฐาน เป็นรูปครึ่งวงกลม กว้างประมาณ 10 นิ้ว สูง 12 นิ้วจากการตรวจสอบโดยนักวิทยาศาสตร์จาก สหรัฐฯ พบว่า หินดำเป็นวัตถุนอกโลก สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นก้อนอุกกาบาต ที่มาจากที่อื่น ซึ่งองค์ประกอบและธาตุบางชนิดที่พบ เป็นสิ่งที่ไม่มีในโลก หรือในกาแลคซี่เรานี้

โดยประวัติของหินดำ จากบันทึกทางประวัติศาสตร์ และอายุที่พิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์นั้น พบว่ามีอายุยาวนานมาก และสีดำของหินนั้นไม่ใช่สีที่มีมาแต่แรกเริ่ม ซึ่งตรงกับหะดิษที่ว่า -

จากท่านอิบนุอับบาสเล่าว่า ท่านรสูลุลลอฮฺกล่าวว่า "หินดำถูกประทานลงมาจากสวรรค์ ซึ่งความขาว (ของหินดำนั้น), ขาวยิ่งกว่า (ความขาวของ) น้ำนมเสียอีก, (แต่ที่เปลี่ยนเป็นสีดำเนื่องจาก) ความผิดต่างๆ ของลูกหลานอาดัมทำให้หินดำนั้นเป็นสีดำ" บันทึกโดยติรฺมิซีย์

...ซึ่งจากบันทึกประวัติศาสตร์ เข้าใจได้ว่า หินเปลี่ยนเป็นสีดำเพราะ การที่ชาวอาหรับในสมัยก่อนนั้นชอบนำสัตว์ไปเชือดบูชายัญบนหิน และเอาเลือดสัตว์ชโลมลงบนหิน พอนานเข้าหินจึงมีสีดำ

...ถ้าอ้างอิงหลักฐานจากกุรอาน จะพบว่า หินดำนั้นเป็นเครื่องหมายกำหนดตำแหน่งการสร้างวิหารกะบะห์(วิหารทรงลูกบาศก์ อยู่ตรงกลางมัสยิดอัล -ฮะรอม) ในสมัยท่านนบีอาดัม...ต่อมาในสมัยนบีอิบรอฮีม (อับราฮัม) หินดำก็มีส่วนในช่วยในการบูรณะวิหารกะบะห์ เนื่องจากมีหลักฐานว่า หินดำลอยจากพื้นได้ และท่านนบีอิบรอฮีมก็ขึ้นไปเหยียบบนหินนั้น เพื่อบูรณะวิหาร

...ในช่วงเวลาต่อมาแห่งการตั้งถิ่นฐานของชาวอาหรับ หินดำถูกถือเสมือนว่าเป็น สมบัติของแผ่นดิน (คล้ายตราประทับแผ่นดิน) คืออาหรับเผ่าไหนได้ครอบครอง ก็ถือว่าเผ่านั้นมีอำนาจในการปกครอง และเป็นเผ่าที่มีเกียรติ หินดำจึงกลายเป็นศักดิ์ศรี และเป็นสัญลักษณ์แสดงอำนาจแห่งการปกครองคาบสมุทรอารเบีย

ในต้นศตวรรษที่ 7 เกิดไฟไหม้วิหารกะบะห์ทำความเสียหายให้ตัววิหารเป็นอันมาก อาหรับแต่ละเผ่าจึงพร้อมใจกันบูรณะวิหารใหม่จนเสร็จเรียบร้อย แต่ปัญหาคือ ใครจะเป็นผู้ได้รับเกียรติให้ยกหินดำกลับไปไว้ที่เดิม...จากความขัดแย้งนี้ ได้ส่งผลให้เกิดข้อสรุปที่ทุกฝ่ายเห็นชอบคือ ให้ท่านนบีมูฮัมมัด(ศ.ล.) เป็นผู้ยกกลับไปไว้ที่เดิม เนื่องจากในตอนนั้นท่านยังไม่ได้เผยแพร่ศาสนาอิสลาม ประกอบกับเป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องจากทุกฝ่ายว่าเป็นคนมีคุณธรรมและเป็นกลางที่สุด

...ต่อมาเมื่อท่านนบี ประกาศศาสนาแล้ว จนกระทั่งพิชิตเมกกะฮ์ได้ ท่านก็ได้ทำความสะอาดและปรับปรุงวิหารให้กลับมาอยู่ในสภาพเรียบร้อยอีกครั้ง หินดำก็ยังคงตั้งอยู่ที่เดิม

...ในปี ค.ศ.682 เกิดความขัดแย้งในคาบสมุทรอาหรับ มีการกรีฑาทัพเข้าตีนครเมกกะฮ์จนวิหารได้รับความเสียหายอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้มีผลทำให้หินดำแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ ประชาชนได้ทำการซ่อมแซมหินดำหลังจากสงครามจบลง โดยนำลวดเงินมารัดไว้

...หินดำในปัจจุบันจึงมีสภาพที่เหมือนนำเศษหินมาประติดประต่อกัน และรัดไว้ด้วยวงแวนเงิน ถูกวางไว้มุมผนัง อยู่เหนือพื้นดินประมาณ 3 ฟุต

ดังนั้นหากเราพิจารณาด้วยใจเป็นกลาง อาจตั้งข้อสังเกตว่า หากหินดำเป็นสิ่งน่าเคารพ สักการะ หรือเป็นสิ่งบูชาจริง
1.เหตุใด มุสลิมจึงไม่ปกป้องหินดำให้รอดพ้นจากการทำลาย ทั้ง ๆ ที่เขาสามารถปกป้องอาคารหรือมัสยิดที่มีขนาดใหญ่กว่าได้ กับแค่หินก้อนเดียว ทำไมเขาไม่ปกป้อง
2.หากหินดำเป็นสิ่งเคารพ สักการะ เหตุใด ในสมัยที่ท่านศาสดาอพยพไปมาดีนะห์ ท่านจึงสั่งให้ผู้คนหันทิศกิบลัต (ทิศทางที่หันเวลาละหมาด) ไปทางบัยตุลมักดิส ที่เยรูซาเล็ม แทนที่จะเป็น ที่มัสยิด อัลฮะรอม ซึ่งเป็นที่ตั้งของกะบะห์และหินดำ
3.หากวิหารกะบะห์ หรือหินดำคือสิ่งสักการะบูชาจริง เหตุใด อิสลามจึงอนุญาตให้มุอัซซิน (ผู้ป่าวประกาศ เวลาละหมาด) ปีนขึ้นไปตะโกน ป่าวประกาศบนหลังคากะบะห์ได้ เพราะนั่นคือการขึ้นไปเหยียบอยู่เหนือหินดำชัด ๆ
4.หากหินดำคือสิ่งสักการะบูชาจริง เหตุใดท่านอุมัรฺ (ผู้เป็นตัวแทนท่านศาสดาคนที่ 2 ) จึงกล่าวว่า “แท้จริงฉันรู้ว่าเจ้า (หมายถึงหินดำ) คือหินธรรมดาก้อนหนึ่งเท่านั้น เจ้าไม่ให้โทษและไม่ให้คุณ, หากว่าฉันไม่เห็นท่านรสูลุลลอฮฺจูบเจ้าแล้วละก้อ ฉันก็จะไม่จูบเจ้าหรอก" (บันทึกโดยบุคอรีย์ และมุสลิม)
5.หากหินดำเป็นสิ่งสักการะบูชาจริง เหตุใดในหลักปฏิบัติ หรือหลักการศรัทธาในอิสลาม จึงไม่มีข้อใดใช้หรือสั่งให้มุสลิมสักการะหินดำ

...ดังนั้นจึงหวังว่า เราจะเข้าใจหินดำกันใหม่เสียทีว่า มันไม่ใช่สิ่งสักกการะ หรือเคารพบูชา...เพราะอิสลามนั้นมีหลักการที่แน่นอนว่า ห้ามเคารพบูชาสิ่งใด นอกไปจากอัลเลาะห์ พระองค์เดียว

ด้วยจิตคารวะ




 

Create Date : 03 ธันวาคม 2548    
Last Update : 3 ธันวาคม 2548 18:24:49 น.
Counter : 641 Pageviews.  

บทลงโทษการพ้นจากศาสนาอิสลาม

ขอความสันติสุขจงมีแด่ทุกท่านครับ

ก่อนอื่นทำความเข้าใจก่อนนะครับว่า หลักการของศาสนาอิสลาม มาจาก 2 แหล่ง คือ 1.กุรอาน 2.ซุนนะห์ (แนวทาง กิจปฏิบัติ รวมทั้งคำพูด) ของท่านศาสดา หลักการใดขัดแย้งไปจากนี้ถือว่า ไม่ใช่หลักการอิสลาม และหากหลักการใดมีการขัดแย้งกันเอง ให้ถือว่ากุรอานคือข้อตัดสินขั้นเด็ดขาดครับ

การพ้นไปจากศาสนาอิสลามนั้น ในภาษาอาหรับ คือ “ริดดะฮฺ” ซึ่งแปลว่า การหันหลังให้ ส่วนผู้ที่กระทำการดังกล่าว เรียกว่า มุรตัด ซึ่งเป็นที่เข้าใจในหลาย ๆ คนว่า โทษคือการประหารชีวิต แต่ในความเป็นจริงเมื่อเราพิจารณาจากกุรอาน เราจะพบว่า กุรอานได้บัญญัติเรื่องการพ้นจากศาสนาไว้ 13 อายะห์ (โองการ) ในแต่ละซูเราะห์ (บท) เช่น

“...จนกว่าเจ้าจะปฏิบัติตามศาสนาของพวกเขา จงกล่าวเถิด แท้จริงคำแนะนำของอัลลอฮ์เท่านั้น คือ คำแนะนำ แน่นอนถ้าเจ้าปฏิบัติตามความใคร่ของพวกเขา หลังจากที่มีความรู้มายังแล้ว ก็ย่อมไม่มีผู้คุ้มครองและผู้ช่วยเหลือใด ๆ สำหรับเจ้าให้พ้นจากการลงโทษของอัลลอฮ์ได้” (กุรอาน 2:120)

“และผู้ใดแสวงหาศาสนาหนึ่งศาสนาใดอื่นจากอิสลามแล้ว ศาสนานั้นก็จะไม่ถูกรับจากเขาเป็นอันขาด และในปรโลกเขาจะอยู่ในหมู่ผู้ขาดทุน” (กุรอาน 3:85)

“ผู้ใดปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์หลังจากที่เขาได้รับศรัทธาแล้ว(เขาจะได้รับความกริ้วจากอัลลอฮ์) เว้นแต่ผู้ที่ถูกบังคับทั้งๆ ที่หัวใจของเขาเปี่ยมไปด้วยศรัทธา แต่ผู้ใดเปิดหัวอกของเขาด้วยการปฏิเสธศรัทธา พวกเขาก็จะได้รับความกริ้วจากอัลลอฮ์และสำหรับพวกเขาจะได้รับการลงโทษอย่างมหันต์” (กุรอาน 6:106)

แต่จากทั้งหมด พบว่า ไม่มีโองการใดเลยที่ระบุถึงโทษทัณฑ์ที่ต้องได้รับบนโลกนี้ โทษทั้งหมดถูกระบุว่าเป็นความรับผิดชอบของพระผู้เป็นเจ้าทั้งสิ้น
ถึงแม้ว่า จะมีการก่อตั้งรัฐอิสลามขึ้นแล้วก็ตาม ก็ยังไม่มีโองการใดระบุว่าต้องทำโทษหรือประหารผู้ที่หลุดพ้นจากศาสนา
อาทิเช่น ซูเราะห์อัล บากอเราะห์ อายะห์ที่ 217 ความว่า

“...และผู้ใดในหมู่พวกเจ้ากลับออกไปจากศาสนาของเขา แล้วเขาตายลง ขณะที่เขาเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาแล้วไซร้ ชนเหล่านี้แหละบรรดาการงานของพวกเขาไร้ผล ทั้งในโลกนี้และปรโลก และชนเหล่านี้แหละคือชาวนรก ซึ่งพวกเขาจะอยู่ในนรกนั้นตลอดกาล”

นักการศาสนาบางท่านให้ความเห็นว่า การพ้นจากศาสนานั้น เป็นความผิดที่เขาผู้นั้นต้องรับผิดชอบต่อพระผู้เป็นเจ้าเอง ซึ่งหากว่ามีการลงโทษประหารชีวิตด้วยเหตุผลของการพ้นจากศาสนาจริง มันก็จะไปขัดแย้งกับโองการที่ว่า -
"ไม่มีการบังคับใด (ให้นับถือ) ในศาสนา อิสลาม แน่นอน ความถูกต้องนั้นได้เป็นที่กระจ่างแจ้งแล้วจากความผิด ดังนั้นผู้ใดปฏิเสธศรัทธาต่อ อัฎ-ฎอฆูต(ซัยตอน) และศรัทธาต่ออัลลอฮ์แล้ว แน่นอนเขาได้ยึดห่วงอันมั่นคงไว้แล้ว โดยไม่มีการขาดใด ๆ เกิดขึ้นแก่มัน และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงรอบรู้" (กุรอาน 2:256)

เมื่อไม่มีการระบุการลงโทษในทางโลกที่บันทึกในกุรอานแล้ว หากมามองในแง่ของซุนนะห์ท่านศาสดาจะพบว่า
ครั้งหนึ่ง มีชาวยิวกลุ่มหนึ่ง มาเข้ารับศาสนาอิสลาม แต่ต่อมาก็ได้ละทิ้งอิสลามและกลับไปสู่ศาสนาเดิม ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้ถูกกล่าวไว้ในซูเราะห์อาลิอิมรอน อายะห์ที่ 71-73 แต่ทั้งหมดก็ไม่ได้ถูกท่านศาสดาลงโทษแต่ประการใด หรืออีกกรณีหนึ่งที่อาหรับเบดูอิน คนหนึ่งมาหาท่านศาสดาและขอเข้ารับอิสลาม แต่ต่อมาเขาก็ล้มป่วยและมาขอยกเลิกการเป็นมุสลิม (คือ เปลี่ยนจากอิสลามไปเป็นอย่างอื่น) ถึง 3 ครั้ง แต่ทั้ง 3 ครั้งท่านศาสดาก็ปฏิเสธอย่างสุภาพ จนสุดท้ายเขาจึงเดินทางออกไปจากมาดีนะห์ ซึ่งท่านศาสดาก็ไม่ได้กล่าวโทษเอาผิด หรือส่งทหารออกตามล่าแต่อย่างใด

จากบทสรุปในหลายส่วน นักวิชาการมุสลิมให้ความเห็นในหลายด้าน บ้างก็ว่า การพ้นจากศาสนาจำเป็นต้องถูกประหารโดยอ้างเอาหะดิษ ของอิบนุอับบาส ที่ว่า “ผู้ใดเปลี่ยนศาสนาจงฆ่าเขา” หรือหะดิษที่เกี่ยวกับชนเผ่าอูกัลป์เป็นต้น แต่ทั้งหมดก็ถูกอีกฝ่ายโต้แย้ง โดยอ้างหลักฐานจากกุรอานในซูเราะห์ที่ 2 อายะห์ที่ 256 และซุนนะห์ท่านศาสดา โดยวิจารณ์ว่าการสังหารที่เกิดขึ้น เป็นเพราะคดีความอื่น (เช่นการปล้น) ไม่ใช่เรื่องของการเปลี่ยนศาสนา

โดยทั้งนี้มีหลักฐานบางประการจากคอลีฟะห์อุมัร (รด.) ว่าท่านได้สั่งให้ทหารของท่านจัดการกับผู้เปลี่ยนศาสนาอย่างสันติวิธี หรือหากชักชวนไม่ได้ผล ก็ควรจำคุกดีกว่าการประหาร
นักวิชาการมุสลิมจึงให้ความเห็นว่า การเปลี่ยนศาสนาของมุสลิมคนหนึ่งนั้น ควรจำกัดให้เป็นโทษแบบตะอฺซีร (คือ อยู่ในดุลพินิจของผู้พิพากษา) หากการเปลี่ยนศาสนานั้นไม่ได้ส่งผลต่อความมั่นคงของรัฐ ก็ไม่จำเป็นต้องลงโทษ หรือแค่แนะนำ ตักเตือน แต่หากการเปลี่ยนศาสนามีผลต่อความมั่นคงของรัฐ หรือเปลี่ยนด้วยเจตนาของการก่อกบฏต่อรัฐ ก็อาจจำคุก หรือประหารชีวิตได้ ซึ่งทัศนะนี้ได้รับการยอมรับมากกว่า ทัศนะของบางมัซฮับ (สำนักคิดทางนิติศาสตร์อิสลาม) ที่กล่าวว่ามันเป็นโทษประเภท ฮัด (ความผิดที่ชัดเจน)

ด้วยจิตคารวะ




 

Create Date : 03 ธันวาคม 2548    
Last Update : 4 กุมภาพันธ์ 2549 0:22:11 น.
Counter : 2187 Pageviews.  


kheedes
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Friends' blogs
[Add kheedes's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.