All Blog
จับเท็จทางลายมือ คนโกหกจะเขียนกดหนักมากกว่าเวลาปกติ
Pic_60454

นักวิทยาศาสตร์ยิวพบวิธีจับเท็จวิธีใหม่ ชั่วแต่เพียงดูลายมือเขียนเท่านั้น ก็พอจับได้ว่าผู้นั้นพูดจริงหรือโกหก

วารสารข่าววิทยาศาสตร์ "วิทยาศาสตร์อเมริกัน" รายงานว่า นายกิลล์ ลูเรีย นักวิจัยของมหาวิทยาลัยไฮฟากล่าวว่า อาจใช้การวิเคราะห์ลายมือเขียนประกอบกับวิธีอื่น ในการจับเท็จได้ เพราะวิธีนี้ต่างกับวิธีอื่นทั้งหมด โดยที่ไม่ต้องใช้การพูดจาเลย และเผยเทคนิคว่า วิธีนี้ใช้จับดูการลากเส้นโต และการกดบนกระดาษแรงๆ เป็นร่องรอยส่อว่ากำลังโกหกได้

เขาอธิบายว่า "การพูดปดจะต้องใช้สมองมากกว่าการพูดจริง เพราะจำเป็นจะต้องกุเรื่องขึ้น และต้องให้ไม่ขัดแย้งในตัวเองด้วย" และเสริมว่า "การทำเรื่องสองอย่างพร้อมกัน มันจะไม่เป็นตามธรรมชาติ เครื่องตรวจวัดรอยกดบนโต๊ะจะจับได้เวลาเขียน เมื่อออกแรงกดมากขึ้นเมื่อโกหก"


ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์
  • 23 มกราคม 2553, 14:00 น




Create Date : 24 มกราคม 2553
Last Update : 8 กุมภาพันธ์ 2553 14:42:21 น.

0 comment
มองหาความงามและอ่อนเยาว์
Pic_60645

ดอเรียน เกรย์ ให้รูปวาดแก่ชราแทนตัวเอง (ภาพจากภาพยนตร์ Dorian Gray).

ถึง ตอนนี้ ยังถือได้ว่าอยู่ในบรรยากาศของปีใหม่กันอยู่นะคะ แต่หลังจากผ่านช่วงเวลาแห่งความสนุกสนานไประยะหนึ่ง ก็เริ่มได้ยินหลายคนบ่นว่าแย่ล่ะ แก่ไปอีกปีหนึ่งแล้ว ก็แหม... คนส่วนใหญ่กลัวแก่กันทั้งนั้นนี่คะ เลยไม่ค่อยอยากนับวันเวลาที่ผันผ่านสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะคุณผู้หญิงที่ไม่อยากนึกถึงอายุอานาม ในขณะที่คุณผู้ชายหลายท่าน โดยเฉพาะในยุคใหม่นี้ ก็ให้ ความสำคัญกับการดูแลตัวเองเพื่อคงความอ่อนเยาว์ไว้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้

เรื่อง แบบนี้ ไม่ต้องอายกันนะคะ หากอยากอ่อนเยาว์ก็หาวิธีมาทำให้ตัวเองดูดีกันเถอะค่ะ และเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่คนเราเป็นอย่างนี้กันมานานตั้งแต่เริ่มเปิดหน้าประวัติศาสตร์กันมาใหม่ๆ ทำให้มีตำนานมากมายว่าด้วยการรักษาความงาม ความอ่อนเยาว์ และบางทีก็ว่ากันไปถึงขั้นความพยายามในการเป็นอมตะ จะได้หนุ่มสาวกันอยู่ตลอดเวลา

ไทยรัฐ ซันเดย์ สเปเชียล โดยทีมงานต่วย’ตูน ก็ไม่รอช้า รีบไปค้นหาสารพันวิธีการทำให้อ่อนเยาว์มานำเสนอท่านผู้อ่าน เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ ในยามที่เราทุกคนก็แก่กันไปอีก 1 ปีแล้ว

หาก มองย้อนไปในอดีต คนที่ได้ชื่อว่าคงความงามได้จนเป็นที่เลื่องลือมากที่สุดคนหนึ่งเห็นจะเป็น ราชนิกุลสาวแห่งราชวงศ์ฟาโรห์ พระนางคลีโอพัตราผู้เลอโฉม ผู้พิชิตใจของจอมทัพแห่งโรมัน ตำนานกล่าวว่า พระนางน่าจะเป็นผู้หญิงคนแรกๆของโลก ที่จดบันทึกเคล็ดลับเกี่ยวกับความงาม และการคงความอ่อนเยาว์ไว้


คลีโอพัตรามีบันทึกเกี่ยวกับการรักษาความงามไว้มากมาย.

หนึ่ง ในเคล็ดลับที่ริเริ่มโดยคลีโอพัตรา และยังคงความนิยมมาจนปัจจุบัน ก็คือ การพอกหน้าที่สาวๆสมัยนี้ก็ยังทำตามกันอยู่ แต่การพอกหน้าของพระนางนั้น มีกรรมวิธีมากมาย ที่เด็ดที่สุดคือ ใช้ "ผงทองคำ" เป็นส่วนประกอบของการพอกหน้า ว่ากันว่า อณูของทองคำมีคุณสมบัติในการทำให้ผิวหน้ามีความอ่อนเยาว์ได้อย่างดีเยี่ยม นอกจากนั้น ยังมีตำนานเล่าว่า พระนางเสด็จไปถึงทะเลสาบเดดซี เพื่อนำโคลนจากก้นทะเลสาบที่เค็มที่สุดในโลกนี้มาพอกหน้าด้วย และทุกวันนี้ก็ยังมีคนหัวใสจัดทัวร์พานักท่องเที่ยวไปพอกหน้าที่เดดซีกัน เนืองๆ หรือบางคนก็ควักเอาโคลนจากเดดซีมาใส่กระปุกส่งออกไปขายทั่วโลก เพื่อให้สามารถรักษาความอ่อนเยาว์ และงามได้ดุจดั่งคลีโอพัตรา

อีก เคล็ดลับหนึ่งของพระนางคือ การสรงสนานด้วยนํ้านม ซึ่งก็เป็นอีกวิธีการที่สาวๆยุคนี้ยังเดินตามรอยคลีโอพัตรากันอยู่เหมือนกัน เพราะรู้กันแล้วว่า นํ้านมมีส่วนประกอบทางเคมีที่ทำให้ อ่อนเยาว์ ส่วนใครที่ไม่แน่พอกับการทุ่มทุนอาบนํ้านม ก็มีผลิตภัณฑ์หลากหลายที่ใช้นํ้านมเป็นส่วนประกอบ ที่ว่ากันว่า ทาหน้าก็หน้าใส ทาตัวก็เต่งตึง ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณความรู้นานกาลจากอียิปต์โบราณนั่นแหละค่ะ


ฮีบี เทวีแห่งความอ่อนเยาว์.

พูด เรื่องโบราณแล้ว จะไม่กล่าวถึงตำนานกรีกก็กระไรอยู่ ความอ่อนเยาว์ในตำนานกรีกนั้นเป็นเรื่องง่ายๆค่ะ แทบไม่ ต้องลงทุนทำอะไร แค่ มองหาเทพกัญญานางหนึ่ง คือ ฮีบี ธิดาของมหาเทพซุส กับมหาเทพีเฮรา ปกติแล้ว ชื่อของฮีบีไม่ค่อยถูกกล่าวถึงเท่าไหร่ เพราะดูเหมือนพระ นางจะไม่ค่อยมีบทบาท แต่อันที่จริงแล้ว ฮีบีเป็นเทวีแห่งความอ่อนเยาว์ ภาพของพระนางมักจะเป็นภาพของเทพีผู้อ่อนวัย ถือจอกติดตัวไว้ใบหนึ่ง เป็นจอกสำคัญ เพราะนั่นคือภาระหน้าที่ของพระนาง ในการอัญเชิญนํ้าทิพย์ให้หมู่เทพแห่งโอลิมปัส และนํ้าทิพย์นี้เอง ที่ทำให้วงศ์เทพมีทั้งความอ่อนเยาว์ และที่สำคัญคือ มีความอมตะตลอดกาล และนํ้าทิพย์นั้นก็ส่งผลถึงสวามีชื่อดังของพระนาง คือ เฮอร์คิวลิส ซึ่งเดิมเป็นมนุษย์กึ่งเทพ ผู้ไม่เป็นอมตะ แต่ในกาลต่อมา เฮอร์คิวลิสก็กลายเป็นอมตเทพไปกับเขาด้วย

อาจจะเป็นเพราะตำนานแห่ง นํ้าทิพย์ ทำให้มีการกล่าวขวัญถึงนํ้าพุแห่งความเยาว์วัย ซึ่งมีการอ้างถึงกันมาตั้งแต่ยุคกรีกโบราณ ว่ามีที่ใดที่หนึ่งมีนํ้าพุศักดิ์สิทธิ์ ที่เมื่อได้ดื่มเข้าไปแล้ว ก็จะคงความเยาว์ไว้ได้ตลอดกาล ทำให้มีผู้คนมากมายพยายามเดินทางเสาะแสวงหานํ้าพุที่ว่านี้ แต่ก็ไม่มีใครหาพบ มีเรื่องเล่าว่า มีความเป็นไปได้ที่นํ้าพุแห่งความเยาว์วัยน่าจะผุดอยู่ในย่านแอฟริกา หรือบางคนก็ระบุเจาะจงลงไปเลยว่าอยู่แถวๆเอธิโอเปีย แต่ก็อย่างที่ว่าแหละค่ะ เรื่องนํ้าพุนี่ก็เป็นเพียงเรื่องเล่า ที่จนถึงสมัยยุโรปยุคกลางก็ยังมีผู้พยายามตามหาอยู่ บางคนก็มั่วว่าหาเจอแล้ว แต่เอาเข้าจริงก็เหลว แต่เชื่อได้เลยว่า หากใครหาเจอก็รวยไม่เลิกล่ะค่ะ


อเล็กซานเดอร์มหาราช.

คน หนึ่งที่เชื่อในเรื่องนํ้าพุ หรือนํ้าแห่งความอมตะและเยาว์วัย ก็คือ หนึ่งในกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลก คือ อเล็กซานเดอร์มหาราช ซึ่งมีพระบัญชาให้ ส่งไพร่พลออกไปตระเวนหาที่ตั้งของนํ้าวิเศษนี้ แต่ก็หาไม่พบ

เรื่องนี้คล้ายๆกับทางเอเชียเรานะคะ จิ๋นซีฮ่องเต้ เจ้าของผลงานกำแพงเมืองจีนอันมโหฬารเองก็มีเรื่องกังวลพระทัยใหญ่หลวง คือกลัวความชราและความตาย พระองค์จึงส่งผู้คนมากมายออกไปหายาอายุวัฒนะ แต่ก็ไม่เคยพบ

ในขณะที่ใครต่อใครพากันตามหายา หรือนํ้าพุ แต่มีสาวงามนางหนึ่งค่ะ ไม่ตามหาอะไรให้ ยุ่งยาก แต่หากรรมวิธีให้ตัวเองอ่อนเยาว์เอาเอง แต่หากเล่าถึงวิธีการแล้ว หลายท่านอาจจะบอกว่า ไอ้หยา ใครจะไปทำตามได้ แต่คุณเธอก็ทำลงไปแล้วล่ะค่ะ ชื่อของนางคือ เคาน์เตสอลิซาเบ็ธ บาโธรี่ พระญาติของกษัตริย์ฮังการี ในยุคคริสต์ศตวรรษที่ 16


เคาน์เตสอลิซาเบ็ธ บาโธรี่.

เคา น์เตสชื่อดังคนนี้ปรารถนาในความอ่อนเยาว์และความงาม แต่ไม่รู้ว่าใครไปเสี้ยมสอนให้ เกิดความเชื่ออันน่าสยดสยอง สาวเจ้าเชื่อว่า ความงามจะเกิดได้เมื่อได้อาบโลหิตสดๆของมนุษย์ โดยเฉพาะเลือดของสาวบริสุทธิ์ ว่าแล้ว ด้วยอิทธิพลที่มีล้นฟ้า ก็เลยสั่งการให้เหล่าข้าทาสไปสรรหาผู้หญิงเอ๊าะๆมาจำนวนมาก ทีแรกก็อ้างว่าจะเอามาเป็นนางรับใช้ในปราสาท แต่เอาเข้าจริงก็เอามาเชือด เพื่อใช้เลือดมาอาบตามความเชื่อของเคาน์เตส ที่ในกาลต่อมาผู้คนเรียกขานนางว่าเป็นเคาน์เตสเลือด หรือบางคนถึงกับเรียกว่า สาวแดร็กคิวลากันเลยทีเดียว


เคาน์เตสอลิซาเบ็ธสั่งให้จับหญิงสาวมาฆ่าเอาเลือดไว้อาบ.

ว่า กันว่า มีผู้หญิงตกเป็นเหยื่อของเคาน์เตสราวๆ 600 คน แต่ที่เป็นทางการในตอนที่เคาน์เตสถูกฟ้องร้องจนต้องขึ้นศาลนั้น มีคดีอยู่ประมาณ 80 คดี ซึ่งแค่นี้ก็เพียงพอที่จะทำให้เคาน์เตส (บ้า) เลือดถูกจับขังจนตายคาคุกไปตอนอายุ 54 ปี ก็ไม่รู้ว่าตอนนั้นยังสาวทรงเสน่ห์สมใจ สมกับที่อุตส่าห์ชโลมเลือดมานานหลายปีหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆคงไม่มีใครโรคจิตพอจะเลียนแบบความงาม และความอ่อนเยาว์ ของเคาน์เตสด้วยวิธีการแบบเดียวกันนี้หรอกค่ะ

แต่ที่เล่าลือ และเป็นเรื่องลับๆ ในการทำให้ตัวเองอ่อนเยาว์อีกวิธีหนึ่ง ซึ่งสมัยยุโรปยุคกลางมีเสียงซุบซิบกันมากก็คือ การทำสัญญากับปิศาจ ในสมัยก่อนโน้น เวลาใครทำอะไรดีเด่นขึ้นมา ก็มักกระซิบ กระซาบกันว่า ทำสัญญากับซาตานหรือเปล่า เช่น นักเขียน นักดนตรี ที่มีผลงานยอดเยี่ยม บางคนก็บอกว่าเป็นเพราะได้ "พรนรก" มาจากปิศาจ แลกกับการขายวิญญาณ เช่นเดียวกับใครที่ดูหน้าอ่อนใส ดูสวย ดูหล่ออยู่ตลอดเวลา ก็อาจจะถูกนินทาว่า ไหมล่ะ เป็นเพราะขายวิญญาณให้ปิศาจนั่นเอง

ไม่รู้ เป็นเพราะเรื่องซุบซิบแบบเมามันของบรรดาขาเม้าท์หรือเปล่านะคะ ที่ในที่สุดนักเขียนชื่อดังที่สุดแห่งยุคคนหนึ่งคือ ออสการ์ ไวลด์ ก็เกิดไอเดียเด็ด เขียนนิยายเรื่องสำคัญของเขาขึ้น คือ เรื่อง Dorian Gray-ดอเรียน เกรย์ ที่กล่าวถึงชายหนุ่มรูปงาม ที่ถูกวาดภาพซึ่งถ่ายทอดความงามสง่าแห่งวัยเยาว์ของเขาออกมา และภาพนั้นก็ น่าจะเป็นภาพความหล่อเหลาของดอเรียน เกรย์ ได้ต่อไปนานแสนนาน หากเจ้าตัวไม่ได้ไปทำสัญญากับปิศาจ ที่นำวิญญาณของเขาเข้าไปไว้ในภาพวาด ในขณะที่ดอเรียนตัวจริงคงความอมตะเป็นหนุ่มรูปงาม แต่ภาพวาดซึ่งถูกซ่อนไว้กลับกลายเป็นภาพของคนน่าเกลียดขึ้นเรื่อยๆ และเพื่อปกปิดความลับของภาพวาดนี้ ทำให้ดอเรียนต้องกลายเป็นฆาตกรปิดปากคนที่เกี่ยวข้อง และที่สำคัญ พอจะมีความรักกับเขา ก็ต้องกังวลเรื่องความหล่อเหลาที่ไม่เคยลดถอยของตัวเองอีกต่างหาก

ตอน นี้ มีผู้หยิบบทประพันธ์แสนรักของออสการ์ ไวลด์ มาสร้างเป็นภาพยนตร์ในชื่อเดียวกับหนังสือ ก็ต้องลองติดตามกันว่าดอเรียนยุคจรวดนี้ จะหล่อชวนฝันเหมือนที่ออสการ์ ไวลด์ วาดภาพเอาไว้หรือไม่

แต่ที่แน่ๆ หากอยากงามและอ่อนเยาว์ วิทยา-การสมัยใหม่นี้มีหลากหลายวิธีให้เลือกทำกันเยอะแยะค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าคอร์สต่างๆกับคลินิกความงาม หรือการซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงที่มีให้เลือกหลายยี่ห้อ แต่สำหรับผู้เขียนเชื่อว่า สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับการแสวงหาความงามและความอ่อนเยาว์ เป็นเรื่องง่ายๆที่ทำกันได้ทุกคน คือทำงานแต่พอเหมาะ พักผ่อนแต่พอดี และทำจิตใจให้มีความสุขเสมอ

ดังนั้น จึงขอถือโอกาสนี้ สวัสดีปีใหม่กับท่านผู้อ่านอีกครั้ง และขอให้ทุกท่านมีความสุขตลอดปี และมีเยาว์วัยในใจตลอดไปนะคะ.

ทีมงานต่วย’ตูน

ไทยรัฐออนไลน์




Create Date : 24 มกราคม 2553
Last Update : 8 กุมภาพันธ์ 2553 14:42:16 น.

0 comment
ชมแฟชั่นประชันช็อคโกแลต ในงาน "ซาลง ดู ช็อคโกลาต์"
ตลาดช็อคโกแลตในเมืองจีนกำลังโตต่อเนื่อง จากอิทธิพลของรสนิยมจากฝั่งตะวันตกกำลังค่อยๆ แผ่เข้ามาในแดนมังกร โดยในปัจจุบันตลาดช็อคโกแลตจีนมีมูลค่าถึง 6,460 ล้านหยวนต่อปีเลยทีเดียว

เมื่อกลางสัปดาห์ มุมจีนได้เสนอเรื่องราวของงาน
“สวนฝันช็อคโกแลต” World Chocolate Wonderland Exhibition ที่จะมีขึ้นในวันที่ 29 ม.ค. นี้ ที่กรุงปักกิ่ง กันไปแล้ว

แต่หากใครยังไม่หนำใจ วันนี้มุมจีนใคร่ขอเสนอภาพการแสดงแฟชั่นโชว์ ในวันที่ 20 ม.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการโหมโรงของงานนิทรรศการช็อคโกแลต “ซาลง ดู ช็อคโกลาต์” (Salon du Chocolat) ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-23 ม.ค. ที่นครเซี่ยงไฮ้

ในงาน "ซาลง ดู ช็อคโกลาต์" ไม่เพียงแต่จะมีช็อคโกแลตทุกชนิดจากผู้ผลิตช็อกโกแลตชั้นนำจากทั่วทุกมุมโลก มาให้ผู้มาเยี่ยมชมลองลิ้มรสกันแล้ว ในงานยังมีกิจกรรมทางวัฒนธรรม รวมทั้ง รูปหล่อช็อคโกแลตในรูปทรงต่างๆ ที่เสมือนจริง ทั้งข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงเสื้อผ้าอาภรณ์

นอกจากนี้ งานนี้ยังสะท้อนการผสมผสานอันลงตัวระหว่างเสื้อผ้าของดีไซเนอร์ชื่อดังแห่งวงการแฟชั่นกับช็อคโกแลต โดยมีนางแบบชื่อดัง พร้อมทั้งเสื้อผ้าแบบเก๋ ที่รังสรรค์จากช็อคโกแลตมาจัดแสดงในงานด้วย

เชิญชมการแสดงแฟชั่นก่อนพิธีเปิดงาน "ซาลง ดู ช็อคโกลาต์" เมื่อวันที่ 20 ม.ค. กันได้เลย- ภาพเอเอฟพี

หมวกที่รังสรรค์จากช็อคโกแลตล้วนๆ


นางแบบจีนในชุดที่ประดับประดาด้วยช็อคโกแลตอย่างลงตัว


นางแบบพร้อมอาภรณ์ที่ส่วนหนึ่งทำจากช็อคโกแลต


นักร้องขับขานเป็นการโหมโรงก่อนพิธีเปิดงาน


นางแบบอีกรายพร้อมบราช็อคโกแลต


อีกหนึ่งนางแบบจีนพร้อมหมวกใบเก๋และพัด ที่ล้วนทำจากช็อคโกแลต


ความงามที่ผสานกันอย่างลงตัวระหว่างแฟชั่นกับช็อคโกแลต


นาย ฌอง ปิแอร์ ราฟฟาแร็ง (ขวาสุด) อดีตนายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส กำลังเที่ยวชิมช็อคโกแลตจากบูธต่างๆ ในงานนี้

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์




Create Date : 23 มกราคม 2553
Last Update : 8 กุมภาพันธ์ 2553 14:42:11 น.

0 comment
จิตแพทย์ชี้ "เด็กตีกัน"เหตุอยากเป็นสุดยอดเพื่อนยอมรับ แนะปรามก่อนเป็นอาชญากร
จิตแพทย์ ชี้ เด็กยกพวกตีกัน เพราะอยากได้รับการยอมรับจากสังคม รู้สึกอยากเด่นดัง แถมชินชาสังคมแวดล้อมก้าวร้าวรุนแรง คิดว่าใช้กำลังแก้ปัญหาได้ แนะฝึกให้เด็กอึด อดทน ควบคุมอารมณ์ตนเองก่อนโตกลายเป็นอาชญากร


พญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กล่าวถึงสาเหตุหรือปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์การทะเลาะวิวาทยกพวกตีกันของวัยรุ่นที่นับวันทวีความรุนแรงมากขึ้น ว่า เกิดจากหลากหลายปัจจัยประกอบกัน ปัจจัยภายใน ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย การเปลี่ยนแปลงด้านฮอร์โมน พื้นฐานอารมณ์ เช่น อารมณ์ร้อน อารมณ์เย็น หรือหวั่นไหววิตกง่าย ซึ่งติดตัวเด็กมาตั้งแต่เกิด ที่สำคัญ วัยรุ่นขาดการเห็นคุณค่าในตัวเอง ซึ่งเมื่อใดที่เด็กหรือวัยรุ่นมองไม่เห็นคุณค่าของตัวเองและถูกดูแคลนว่าด้อยความสามารถ พวกเขาก็จะแสดงออกเพื่อเรียกร้องความสนใจทั้งจากสังคมทั่วไปและจากภายในกลุ่มเพื่อน ซึ่งการทะเลาะวิวาท ทำร้ายร่างกาย ยกพวกตีกัน เป็นวิธีการหนึ่งที่คิดและทำได้ง่าย ทำให้รู้สึกเด่นดัง เพื่อนเห็นความสามารถและได้รับการยอมรับ

พญ. วิมลรัตน์ กล่าวต่อว่า
ส่วนปัจจัยแวดล้อมภายนอก ได้แก่ สภาพครอบครัว ระบบการศึกษา และสังคม ที่สร้างความกดดันให้กับเด็กหรือวัยรุ่น เช่น การบังคับหรือลงโทษ กวดขันอย่างเข้มงวด ปิดกั้นไม่ให้อิสระ การถูกตำหนิหรือต่อว่าจากสังคม การปล่อยปละละเลยทอดทิ้งหรือในทางตรงข้ามการประคบประหงมจนเกินเหตุ รวมทั้งสภาพสังคมที่เต็มไปด้วยความรุนแรงรอบด้านที่เด็กเห็นจนชินชา ล้วนเป็นสาเหตุให้เด็กเกิดพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงใช้กำลังในการแก้ปัญหาได้ทั้งสิ้น



พญ.วิมลรัตน์ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ ความอดทนและความก้าวร้าวสัมพันธ์กันอย่างมาก เพราะเมื่อไม่ได้อะไรดั่งใจ ทนไม่ได้ อึดอัดน้อย ก็ต้องระบายออกถึงความผิดหวัง เสียใจ ซึ่งแต่ละคนก็จะแสดงความก้าวร้าวรุนแรงมากน้อยแตกต่างกัน อาจโวยวาย ด่าว่า ทำร้ายตัวเอง และทำร้ายผู้อื่นในที่สุด ครอบครัว โรงเรียน และชุมชน จึงต้องฝึกความอึดหรือความอดทนให้กับเด็กโดยไม่ตามใจหรือช่วยเหลือมากเกินไป ควรให้พวกเขาเจอกับปัญหาอุปสรรคบ้าง เพื่อให้รู้จักการแก้ปัญหาด้วยตนเอง รู้จักการควบคุมอารมณ์ มีความอดทนในการรอคอย มีระเบียบวินัยในตนเอง ก่อนที่เขาจะแสดงความก้าวร้าวรุนแรงเกินเหตุจนกลายเป็นอาชญากรที่เราคาดไม่ถึง

“การสังเกตว่า เด็กหรือวัยรุ่นจะมีแนวโน้มเป็นคนก้าวร้าว ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาหรือไม่นั้น นอกจากการสังเกตได้ง่ายจากเด็กที่มีปัญหาพฤติกรรมด้านอารมณ์อยู่แล้ว เช่น ชอบก่อกวน โหดร้ายทารุณสัตว์ ชกต่อย ทำร้ายร่างกายตนเองและผู้อื่น ทำลายข้าวของ ขู่คุกคาม ไม่เคารพกฎระเบียบต่างๆ เด็ก/วัยรุ่นที่เก็บตัว เก็บกด ไม่เคยได้ระบายความรู้สึกออกมาอย่างเหมาะสม ก็เป็นกลุ่มเด็กที่น่าเป็นห่วงและควรเฝ้าระวังด้วยเช่นกัน เพราะมีโอกาสที่จะแสดงความก้าวร้าวรุนแรง เป็นอันตรายต่อตนเอง คนรอบข้าง และสังคม ได้ทุกเมื่ออย่างน่ากลัว”พญ.วิมลรัตน์ กล่าว

พญ.วิมลรัตน์ กล่าวอีกว่า แนวทางแก้ปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้น จะโยนความผิดให้เด็กเพียงอย่างเดียวคงไม่ได้ ก่อนอื่น ต้องแบ่งกลุ่มเด็กออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่เป็นปัญหามาก เป็นหัวโจก ปลุกระดม กับ กลุ่มเด็กปกติหรือกลุ่มเด็กที่มีแนวโน้มจะก่อความก้าวร้าวรุนแรง ซึ่งเด็กกลุ่มแรกอาจต้องใช้กระบวนการทางกฎหมายมาช่วยแก้ ซึ่งจะเป็นหนทางหนึ่งในการฝึกความอดทนและเป็นระเบียบวินัย ให้เด็กเกิดการยอมรับว่าเขาทำผิดก็ต้องได้รับผลจากการกระทำความผิดนั้น ทั้งนี้ ในระบบกฎหมายจะมีเรื่องการฟื้นฟูจิตใจให้ดีขึ้น ทั้งการปรับพฤติกรรมและอารมณ์ เพื่อให้ผู้กระทำผิดออกมาเป็นคนดีของสังคมได้ ซึ่งครอบครัว ชุมชน สังคม ก็ต้องให้การยอมรับ ไม่ตีตรา ตอกย้ำ ดูถูกเหยียดหยามถึงความผิดของพวกเขา เพื่อให้พวกเขามีโอกาสที่จะปรับตัว สามารถกลับมาเป็นคนดีของสังคมได้

“ส่วนเด็กกลุ่มปกติหรือมีความเสี่ยง ก็ควรมีการส่งเสริมป้องกัน โดยมีพื้นที่ให้เด็กหรือวัยรุ่นได้ทำกิจกรรมที่เสริมสร้างคุณค่าให้กับตัวเองมากกว่าการคอยห้ามปรามหรือตำหนิพวกเขา ในส่วนของพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูอาจารย์ ต้องร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด เข้าใจธรรมชาติของเด็ก ช่วยพวกเขาหาตัวตนให้ได้ พัฒนาอีคิว โดยเฉพาะการควบคุมอารมณ์ การเสริมทักษะชีวิต มีกิจกรรมเสริมให้เรียนรู้ถึงผลที่จะได้รับจากการใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา กิจกรรมฝึกความอดทน แยกแยะความถูกผิด รู้จักการให้อภัย สร้างระเบียบวินัยให้ตนเองได้ ที่สำคัญต้องเป็นเพื่อนกับเด็ก ใส่ใจพูดคุย มากกว่าดุด่า หรือออกคำสั่งเพียงอย่างเดียว”พญ.วิมลรัตน์ กล่าว

พญ.วิมลรัตน์ กล่าวอีกว่า
สำหรับเด็กและกลุ่มเพื่อน ก็นับเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยสร้างคุณค่าในตัวเองและช่วยลดปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นได้อีกด้วย โดยการปลูกฝังความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เป็นห่วงเป็นใยกัน คอยเตือนกันเมื่อเพื่อนจะทำผิด ชักจูงเพื่อนให้เปลี่ยนแปลงในทางที่ดี ตลอดจนร่วมกันสร้างสรรค์กิจกรรมที่เป็นประโยชน์เกิดจากความต้องการของพวกเขาเอง


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์




Create Date : 21 มกราคม 2553
Last Update : 8 กุมภาพันธ์ 2553 14:41:59 น.

0 comment
สานภูมิปัญญา "ชาวนา"วัยโจ๋
สดจากเยาวชน




การทำนาในปัจจุบันส่วนใหญ่มีเป้าหมายคือการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้ได้มากที่สุด ทำให้รูปแบบการทำนาแบบพึ่งพาตนเองและธรรมชาติที่เคยมีมาในอดีตเปลี่ยนไปสู่การทำนาพึ่งพาปุ๋ย ยา และสารเคมี

สิ่งที่ตามมาคือ "ชาวนา" ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายด้านต้นทุนการผลิตจำนวนมาก วิถีชีวิต ขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรมการรวมกลุ่ม อาทิ การลงแขกเกี่ยวข้าว งานบุญประเพณีต่างๆ เริ่มเลือนหาย

บ้านหนองบัวฮี ตำบลหนองบัวฮี อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี เป็นอีกชุมชนหนึ่งที่ประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพทำนา และประสบกับปัญหาดังกล่าว เพราะการทำนาสมัยใหม่ทำให้ชาวบ้านต้องปลูกข้าวอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปีจนผืนดินไม่มีโอกาสพักตัว ทำให้ดินแข็งและเริ่มเสื่อมโทรมลง เนื่องจากขาดธาตุอาหาร ผลที่ได้คือข้าวไม่งอกงาม ชาวนาต้องใส่ทั้งปุ๋ย ยา และสารเคมีจำนวนมาก เพื่อแก้ปัญหา นั่นหมายถึงต้นทุนการผลิตที่สูงเพิ่มขึ้นทุกปี

กิจกรรม "การสืบสานปณิธานชาวนาทฤษฎีใหม่" ของ "กลุ่มเยาวชนสืบสานภูมิปัญญาหนองบัวฮี" จึงเกิดขึ้น โดยร่วมกับ "โครงการข้าวปลาอาหารอีสานมั่นยืน" มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จัดกระบวนการเรียนรู้ในเรื่องการเกษตรทฤษฎีใหม่ ให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้และภาคภูมิใจในวิถีบรรพบุรุษ โดยนำเรื่อง "พันธุ์ข้าวพื้นเมือง" มาใช้ขยายผลแนวคิดการพึ่งพาตนเองอย่างพอเพียง ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)



นายคิด แก้วคำชาติ ผู้ประสานงานกลุ่มเครือข่ายเยาวชนสืบสานภูมิปัญญา เล่าว่า กิจกรรมนี้นำเรื่องการปลูกข้าวทฤษฎีใหม่ที่ลงทุนน้อยแต่ได้ผลผลิตสูง แตกต่างจากรูปแบบการทำนาของชุมชนที่พวกเขาคุ้นเคยมาสร้างความท้าทายและดึงดูดความสนใจให้กับเด็กๆ โดยจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในเรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งเด็กและเยาวชนจะร่วมกันเรียนรู้กระบวนการทำนาในทุกขั้นตอนตั้งแต่การเตรียมดินไปจนถึงการเก็บเกี่ยว แล้วนำมาวิเคราะห์ผลที่ได้ เก็บข้อมูลการทำนารูปแบบใหม่เพื่อเปรียบเทียบผลที่ได้และค่าใช้จ่ายการทำนาในปัจจุบัน

"แนวคิดการปลูกข้าวทฤษฎีใหม่ สร้างความท้าทายกับเด็กๆ ตั้งแต่เรื่องการแกะเมล็ดข้าวเพื่อคัดเลือกพันธุ์ แล้วนำไปปลูกซึ่งเด็กไม่เคยเห็น หลังจากปลูกแล้วจะตรวจนับต้นข้าว การแตกกอ วิเคราะห์หาสาเหตุร่วมกัน เราใช้ข้าวพื้นบ้านจำนวน 3 สายพันธุ์มาให้เด็กเรียนรู้ พบว่าข้าวที่ปลูกต้นจะใหญ่ แข็งแรง ออกรวงเยอะ ทนต่อโรค แตกต่างจากข้าวที่ใช้สารเคมีหรือพันธุ์ข้าวทั่วไป

เราต้องการให้เด็กเป็นคนสร้างการเปลี่ยน แปลงแนวคิดการปลูกข้าวของชุมชน โดยเริ่มต้นจากครอบครัวด้วยการให้เด็กไปขอที่นาแปลงเล็กๆ เพื่อทดลองปลูกข้าวด้วยวิธีใหม่ เพื่อให้พ่อแม่เห็นว่าการปลูกข้าวแบบไม่ใช้ปุ๋ยและยา ผลผลิตที่ได้ก็ออกมาดีเหมือนกัน แถมยังมีต้นทุนที่ถูกกว่าด้วย" นายคิดกล่าว

นายสุรพงษ์ ด้วงทอง ผู้อำนวยการโรงเรียนหนองบัวฮีวิทยาคม กล่าวว่า กิจกรรมนี้ปลูกจิตสำนึกให้เด็กๆ ในเรื่องการดำรงชีวิตภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง การที่เด็กได้เรียนรู้การทำนาแบบเกษตรทฤษฎีใหม่จะส่งผลดีต่อตัวเขาเองและครอบครัวในอนาคต

"เกษตรทฤษฎีใหม่เป็นนโยบายอีกด้านหนึ่งที่ทางโรงเรียนให้ความสำคัญ เพราะเป็นหลักคิดที่จะช่วยให้เด็กๆ ใช้ชีวิตอยู่อย่างพอเพียง ดำรงชีวิตเหมาะสม ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ฝ่ายวิชาการของโรงเรียนมีแนวคิดขยายผลการทำนาทฤษฎีใหม่ออกไปสู่ชุมชนรอบๆ โรงเรียน และบูรณาการแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเข้าไปอยู่ในหลักสูตรการเรียนการสอนรวมทั้งในกิจกรรมต่างๆ ที่จะจัดขึ้น" ผอ.โรงเรียนหนองบัวฮี ระบุ

น้องต้น นายชาญยุทธ ดุจดา ชั้นม.5 โรงเรียนหนองบัวฮีวิทยาคม เล่าถึงความแตกต่างระหว่างการทำนาที่บ้านและที่แปลงนาสาธิตของโรงเรียนว่า ที่บ้านจะใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าหญ้า แต่นาของโรงเรียนใช้ปุ๋ยชีวภาพที่ทำขึ้นเอง และใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวพื้นบ้านที่เราขยายพันธุ์เก็บไว้ใช้เองคือ "หอมสามกอ" และ "มะลิดำ"

"ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดคือข้าวของโรงเรียนซึ่งเป็นพันธุ์พื้นบ้านจะมีขนาดเมล็ดที่ใหญ่กว่า มีจำนวนเมล็ดต่อรวงมากกว่า และค่าใช้จ่ายในการทำนาก็ถูกกว่า" น้องต้นระบุ

ด้าน น้องนง น.ส.อนงค์นาฏ ทองทับ ชั้นม.5 บอกว่า จะนำการทำนารูปแบบใหม่นี้ไปใช้กับแปลงนาสาธิตที่บ้าน เพื่อเปรียบเทียบกับการทำนาของพ่อแม่ในปัจจุบันที่ใช้สารเคมี เพื่อดูว่าผลผลิตที่ได้จะแตกต่างกันอย่างไร ซึ่งพ่อแม่ก็สนใจเพราะต้นทุนที่ใช้ต่างกันมาก

"ข้าวจากนาสาธิตในโรงเรียนที่ใช้ปุ๋ยชีวภาพจะให้ผลผลิตแตกต่างกับที่บ้าน รวงข้าวจะใหญ่และมีน้ำหนักมากกว่า ที่สำคัญข้าวพันธุ์พื้นบ้านยังมีน้ำตาลน้อยกว่าข้าวพันธุ์ กข.15 และ กข.16 ซึ่งจะช่วยป้องกันโรคเบาหวานซึ่งเกิดจากการกินข้าวพันธุ์เดียวได้อีกด้วย" น้องนงระบุ

นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้จัดการแผนงานฐานทรัพยากรอาหาร สสส. กล่าวว่า การที่เยาวชนมีโอกาสเรียนรู้อาชีพทำนาของพ่อแม่ เขาจะเห็นคุณค่าการทำงานที่มากกว่าการแสวงหาเงินตรา เพราะข้าวเป็นเรื่องวิถีชีวิต การที่เด็กมีโอกาสซึมซับเรื่องเหล่านี้ เขาจะได้เรียนรู้ในอาชีพที่เป็นมรดกของปู่ย่าตายาย ได้รับการถ่ายทอดทักษะ ภูมิปัญญา แง่มุมต่างๆ

"ในด้านจิตใจ เขาเกิดความภาคภูมิใจ เป็นคนรุ่นใหม่ที่จะมาสืบทอดอาชีพที่มีเกียรตินี้ต่อไป"


หน้า 24

วันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 19 ฉบับที่ 6990 ข่าวสดรายวัน



Create Date : 18 มกราคม 2553
Last Update : 8 กุมภาพันธ์ 2553 14:41:52 น.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  
Kengmanny
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]