All Blog
เยือน 'ซิลลา' ในม่านฝน

ค้นประวัติศาสตร์แดนกิมจิ

ไม่ทันที่เครื่องบินจะร่อนลงสู่พื้นดินแดนกิมจิ ฝนปรอย ๆ เริ่มทิ้งสายเสมือนการต้อนรับเรา ช่วงต้นปีที่เดินทางไปลมค่อนข้างแรงแทบจะหอบเอาร่มปลิวไปด้วย ไกด์ชาวเกาหลีใต้เล่าว่า เป็นการดีที่ฝนตกเพราะจะทำให้แขกคนสำคัญอยู่กับพวกเขานาน ๆ แต่จะดีกว่านี้ถ้ามีฝนอย่างเดียว แต่นี่แถมลมหนาวที่พัดซะชาไปทั้งตัว

เราเดินทางออกจากสนามบินเมืองปูซาน เพื่อมุ่งไปยัง เมืองเคียงจู การเดินทาง ครั้งนี้สนับสนุนโดย Happy Korea by KTCC และคณะกรรมการงาน Gyeongju World Culture Expo 2010 เมืองเคียงจู อดีตคือ เมืองหลวงของอาณาจักรซิลลา ที่มีอายุกว่าหนึ่งพันปี อยู่ในยุค 3 อาณาจักร (สามก๊กเกาหลี) คือ 1.โคกูรยอ 2.แพกเจ 3.ซิลลา ซึ่งต่อมา อาณาจักรซิลลา ได้รวมสามแผ่นดินเป็นปึกแผ่น

ด้วยความที่เมืองเคียงจู มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน จึงเหมาะกับนักท่องเที่ยวที่ชอบเรื่องราวประวัติศาสตร์ จนหลายคนยกย่องที่นี่เป็น“พิพิธภัณฑ์ไร้กำแพง” ที่แม้เวลาจะเปลี่ยนผ่านมายาวนาน แต่โบราณสถานต่าง ๆ ยังคงอวดโฉมภูมิปัญญาของคนสมัยก่อนได้เป็นอย่างดี

ที่แรกก่อนเปิดประวัติศาสตร์อาณาจักรซิลลา ต้องเดินทางมาสักการะที่ อุทยาน ทูมูลี ซึ่งเป็นสุสานหลวงของอาณาจักร โดยตั้งอยู่กลางเมืองเคียงจู มีสุสานภายใน 23 แห่ง จากทั้งหมด 200 แห่งที่มีอยู่ในเมืองนี้ และ ได้ขุดค้นพบสุสานสำคัญที่ เป็นกุญแจไขความลับในอดีตช่วง ค.ศ. 1974 และตั้งชื่อให้ว่า สุสานชนมาชอง (สุสานม้าสวรรค์) และพบสมบัติ อันมีค่ากว่าหมื่นชิ้น โดยสมบัติชิ้นสำคัญคือ มงกุฎของพระราชาที่ถูกฝังไว้บริเวณหลุมศพ ซึ่งแฟนละครเกาหลีในไทยจะเห็นได้จากซีรีส์เรื่อง ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน

สุสานชนมาชอง (สุสาน ม้าสวรรค์) ในวันที่เราไปมีเด็กนักเรียนเกาหลีมาเที่ยวชมอย่างเนืองแน่นแม้ต้องฝ่าม่าน ฝนที่เริ่มหนาเม็ดขึ้นเรื่อย ๆ ภายในสุสานมีข้อห้ามไม่ให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูป แต่พอเข้าไปชมเรากลับอึ้ง กับฝีมือการก่อสร้างของคนโบราณที่ภายในมีการเรียงหินก้อนใหญ่ ๆ ให้เป็นโพรงเข้าไปโดยมีหลุมศพของกษัตริย์อยู่กึ่งกลาง แต่หากมองจากภายนอกสุสานจะก่อตัวขึ้นเป็น เนินดินมีหญ้าปกคลุมกระจายอยู่ทั่วบริเวณ ไกด์เล่าว่า สมบัติ ในสุสานหลายชิ้นได้สูญหายไปในช่วงที่เกาหลีตกอยู่ภายใต้อาณานิคม

ไม่ไกลจากสุสานเราเดินทางต่อไปยัง หอดูดาว ชมซงแด ที่มีความเก่าแก่ที่สุดในโลก สร้างด้วยหินในศตวรรษที่ 7 เชื่อกันว่า ทางเข้าหอ ดูดาวคือหน้าต่างทรงสี่เหลี่ยม หันไปทางทิศใต้ โดยการจะขึ้นไปแต่ละครั้งต้องใช้บันไดพาด แม้ผ่านเวลาอันยาวนานแต่หอคอยแห่งนี้ยังคงเอกลักษณ์ไว้ดังเดิมกลางสุสานที่รายรอบ ซึ่งใกล้กันนั้นมีห้องฉายภาพวิดีโอให้เห็นการดูดาวของคนสมัยก่อนที่น่าสนใจและควรศึกษา

ฝนเริ่มซาเว้นช่วงพอให้เราได้เดินทางฝ่าม่านฝนและลมหนาวไปยัง สระอันอั้บจิ ที่ในสมัยอาณาจักรซิลลา สระแห่งนี้เคยเป็นที่พักผ่อนของพระราชวงศ์ และใน ค.ศ. 1974 ได้มีการวิดน้ำออกจากสระทำให้พบสมบัติและโบราณ วัตถุ บริเวณที่แห่งนี้ในศาลามีลวดลายงามตาให้ได้ชม ขณะที่สระน้ำโดยรอบร่มรื่น ด้วยแมกไม้ใหญ่ และเห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ได้จากนกน้ำขนาดใหญ่ที่ยังมีให้เห็น

ที่สระอันอั้บจิ ลมค่อนข้างแรงเอาเรื่อง ถึงจะใส่เสื้อทับกันสองตัวก็เอาไม่อยู่ เลยเดินเล่นไม่ได้รอบเพราะฝนเริ่มตกหนักอีกครั้ง งั้นวันนี้กลับโรงแรมไปนอนเอาแรงก่อน แล้วพรุ่งนี้ค่อยเดินทางต่อ แต่ยังไงพรุ่งนี้ก็ภาวนาให้ฝนหยุดตกบ้างเถิด

แล้วคำขอก็...ไม่เป็นจริง เมฆเทาก่อตัวตั้งแต่เช้า ทำเอาเราคอตกเพราะเดิมทีเป็นคนขี้หนาวอยู่แล้ว แต่ยังแอบดีใจที่พี่ไกด์จะพาไป เมืองดงแฮ ที่โอบล้อมด้วยทะเล ไม่หรอก เราไม่ได้จะไปเล่นน้ำท่ามกลางฝนและอากาศหนาว แต่เป้าหมายเราจะไปกินปลาดิบอันขึ้นชื่อมากกว่า

กว่าจะถึงเป้าหมายการเดินทางจวนจะเที่ยงเลยแวะทานอาหารกันก่อนดีกว่า อาหาร ส่วนใหญ่เป็นอาหารทะเล ทั้ง ปูยักษ์ ปลาดิบ ทำเอา เราอิ่มแปล้ไปทั้งวันด้วยฝีมือ “พ่อครัวตี๋อ้วน” ที่มีหลายคนทักว่า ทำไมผู้ชายที่เป็นพ่อ ครัวทำอาหารอร่อยส่วนใหญ่จะมีหุ่นมาตรฐานเดียวกัน

อิ่มกันแล้วไปต่อที่ สุสานกษัตริย์มุนมู องค์ที่ 30 ของราชวงศ์ซิลลา ตั้งอยู่บริเวณริมหาดล้อมด้วยโขดหิน โดยตรงกลางของก้อนหินมีการฝังอัฐิ ตามพระบัญชาก่อนสิ้นพระชนม์ ที่ต้องการจะเป็นหัวมังกรของดินแดนเกาหลีในการต่อต้านอริศัตรูที่เดินทางมาทางเรือบริเวณหาดแห่งนี้ อันแสดงให้เห็นถึงความหวงแหนแผ่นดินเกิดของบรรพบุรุษแห่งแดนกิมจิ

สิ่งหนึ่งที่คนเกาหลียึดถืออย่างมากคือ ความกตัญญูต่อบิดามารดา ที่มีมาแต่โบราณเห็นได้จาก วัดกาเมียนซา สร้างโดยลูกชายของกษัตริย์ มุนมู ที่ภายหลังลูกขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์องค์ที่ 31 โดยแนวคิดการสร้างเพื่ออุทิศให้บิดา แม้สร้างมากว่า 1,300 ปีแล้ว จึงมีความเสียหายอย่างมาก แต่ในรูปแบบการสร้างยังมีแนวคิดน่าสนใจที่ใต้โบสถ์ มีการเว้นช่องว่างตามความเชื่อที่กษัตริย์มุนมู หลังการ สิ้นพระชนม์ต้องการเป็นหัว มังกรเพื่อปกป้องประเทศ ซึ่งการเว้นช่องว่างดังกล่าวพระโอรสต้องการให้บิดาได้พักอาศัย ภายใต้ร่มศาสนา

วัดสุดท้ายของการเยือนอาณาจักรซิลลา พลาดไม่ได้ที่จะต้องเดินทางไปยัง วัดพูล กุกซา ที่มีชื่อเสียงด้านฝีมือการก่อสร้างด้วยสถาปัตยกรรมของช่างในยุคนั้นซึ่งสร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ. 535 ปัจจุบันมีสิ่งก่อสร้าง ที่เป็นไม้และเจดีย์ให้ได้ชม อีกอย่างที่พลาดไม่ได้ก็ต้องไปลูบหมูทองคำที่เป็นตัวแทนของความโชคดี

ก่อนโบกมือลาอาณาจักรโบราณต้องไป ถ้ำซอกคูรัม โบราณวัตถุที่ประดิษฐานอยู่ภายในถ้ำ โดยมีพระพุทธรูปขนาดใหญ่อยู่กลางถ้ำ ล้อมรอบด้วยรูปปั้นของพระโพธิสัตว์และเทพต่าง ๆ โดยด้านบนทำด้วยหินแกรนิตสลักลวดลาย ตระการตา จนยูเนสโกให้ถ้ำนี้เป็นมรดกโลก

สิ่งที่เราเห็นในอาณาจักรซิลลา ไม่ใช่แค่โบราณวัตถุอันเก่าแก่ แต่ยังเห็นความหวงแหนแผ่นดินเกิดของบรรพบุรุษ ที่ชนรุ่นหลังต้องยึดเป็นแบบอย่าง.

สีสันรายทาง


การเดินทาง ด้วยสายการบินจากสุวรรณภูมิไปยังสนามบินปูซาน และเดินทางด้วยรถยนต์ต่อไปยังเมือง เคียงจู หรือติดต่อบริษัททัวร์ Happy Korea by KTCC โทร. 0-2539-5770

สภาพอากาศ ฤดูใบไม้ผลิช่วงกลางมีนาคม-กลางพฤษภาคม อุณหภูมิ 9-20 ํC, ฤดูร้อนช่วงมิถุนายน-ต้นกันยายน อุณหภูมิ 23-31 ํC, ฤดูใบไม้ร่วงช่วงกลางกันยายน-พฤศจิกายน อุณหภูมิ 12-20 ํC, ฤดูหนาวต้นธันวาคม-ต้นมีนาคม อุณหภูมิ-5 ถึง-7 ํC

ของฝาก กิมจิ เครื่องสำอาง โสม สาหร่าย ของที่ระลึกพื้นเมือง


ทีมวาไรตี้




Create Date : 05 มิถุนายน 2553
Last Update : 5 มิถุนายน 2553 22:55:39 น.

0 comment
เที่ยวไทย’53 โชว์แหล่งท่องเที่ยวหลากมิติ

ททท. จัดงานใหญ่ ‘ท่องเที่ยวไทยปี 53’ ดึงจุดเด่นแต่ละภาคนำเสนอ อัดแคมเปญลดแลกแจกแถม หวังกระตุ้นเม็ดเงินหมุนเวียน ช่วยเหลือคนไทยผ่อนคลายหลังปัญหาการเมืองทำเครียด

เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. เวลา 15.00 น. ที่บริเวณห้องโถง อาคารการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ กรุงเทพฯ นายสุรพล เศวตเศรณี ผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นายทนงศักดิ์ ศรีเคลือบ นายกสมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย และนายทวีศักดิ์ ธีระเกียรติกำธร ที่ปรึกษาประธานกรรมการ บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเมนท์ จำกัด เข้าร่วมแถลงข่าวการจัดงานเทศกาลท่องเที่ยวไทย 2553

นายสุรพล กล่าวว่า เทศกาลท่องเที่ยวไทยครั้งนี้ เป็นการแนะนำแหล่งท่องเที่ยวในหลายมิติ มีการแสดงแบบย้อนยุค เช่น การฉายหนังในแบบโบราณ การละเล่นที่คนไทยไม่คุ้นตา และการแสดงร่วมสมัย รวมถึงการแสดงเทคโนโลยีใหม่ด้านการตลาดท่องเที่ยว เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศโดยรวม ซึ่งการจัดงานท่องเที่ยวในแต่ละปี ได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้ประกอบการและประชาชน ปีนี้จึงเลือกจัดงานในพื้นที่ใหญ่กว่าเดิมประมาณ 60,000 ตารางเมตร เพื่อให้ผู้สนใจเดินเลือกชมได้สะดวกสบายขึ้น อย่างไรก็ตาม เชื่อว่างานนี้จะได้รับผลตอบรับที่ดีเช่นเดิม

จุดเด่นของงานคือ การจัดสัมมนาเปิดมุมมองท่องเที่ยวไทย ภายใต้แนวคิด “ท่องเที่ยวไทยในทศวรรษใหม่ ไร้กรอบ ไร้ขอบเขต” ในวันที่ 13 มิ.ย. เวลา 11.00-17.00 น. ห้องจูปิเตอร์ 4-7 เพื่อให้ความรู้ด้านการท่องเที่ยว พร้อมข้อมูลที่เป็นประโยชน์ จากวิทยากรที่คร่ำหวอดในวงการ เช่น นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน นายพาที สารสิน และอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก เป็นต้น

เทศกาลเที่ยวไทยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-13 มิ.ย.นี้ ตั้งแต่เวลา 10.00-21.00 น. ที่อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพค เมืองทองธานี ภายในงานแบ่งออกเป็นโซน 3 โซน คือโซนที่ 1 บูธแสดงสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยว โดยรวบรวมโรงแรม ที่พัก แหล่งท่องเที่ยว สายการบิน รวมถึงร้านอาหารท้องถิ่นชื่อดังจากทั่วภูมิภาคของประเทศกว่า 600 บูธ มาจัดโปรโมชั่นลดแลกแจกแถม โซนที่ 2 เป็นการแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมของแต่ละภูมิภาค คัดเอาจุดเด่นของแต่ละแห่งมานำเสนอ และโซนที่ 3 เวทีการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย และการแสดงร่วมสมัยที่หาชมได้ยาก

หนังสือพิมพ์เดลินิวส์




Create Date : 04 มิถุนายน 2553
Last Update : 4 มิถุนายน 2553 22:46:28 น.

0 comment
นมัสการหลวงพ่อโตองค์ใหญ่ ที่วัดตาลเจ็ดยอด ปราณบุรี
องค์หลวงพ่อโตขนาดใหญ่ ที่ วัดตาลเจ็ดยอด
อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันเป็นที่นิยม ด้วยมีแหล่งท่องเที่ยวที่มีความสวยงามมากมาย ไม่ว่าจะเป็น อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด บ้านกรูด วัดห้วยมงคลซึ่งมีนักท่องเที่ยวแวะนมัสการหลวงปู่ทวดเพื่อขอพรอันเป็นมงคลจำนวนมาก และยังมีวัดอีกแห่งหนึ่งที่น่าสนใจ และน่าเดินทางเข้าไปเที่ยวชม คือ วัดตาลเจ็ดยอด ซึ่งภายในวัดมีสิ่งที่น่าชมมากมาย อาทิ องค์หลวงพ่อโตขนาดใหญ่ให้กราบไหว้ขอพร มีบ่อน้ำมนต์อันศักดิ์สิทธิ์ มีรูปปั้นหุ่นขี้ผึ้งจำลองของสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสีให้สักการะ

วัดตาลเจ็ดยอด แห่งนี้ตั้งอยู่ห่างจากอำเภอปราณบุรีไปทางอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ มีป้ายบอกทางเข้าตลอดทาง ตัววัดตั้งอยู่ท่ามกลางท้องนา เมื่อเข้าไปในซอยจะเห็นองค์หลวงพ่อโต (สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี) องค์ขนาดใหญ่ เป็นองค์รูปเหมือน ขนาดหน้าตักกว้าง 11 เมตร สูง 18 เมตร น้ำหนักรวม 50,000 กิโลกรัม หล่อจากโลหะทองเหลืองเป็นชิ้นใหญ่ 16 ชิ้น ตั้งอยู่โดดเด่นเป็นสง่า เบื้องหน้าเป็นยอดเขาสามร้อยยอดซึ่งเป็นทิวทัศน์ที่มีความงดงามมาก

นอกจากองค์หลวงพ่อโตขนาดใหญ่แล้ว ภายในวัดยังมีบ่อน้ำมนต์อันศักดิ์สิทธิ์ จำลองสถานที่คล้ายกับบ่อน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ วัดอินทรวิหาร มีรูปปั้นหุ่นขี้ผึ้งจำลองของสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักท่องเที่ยว หรือผู้ที่เข้าเยี่ยมชมได้สวดมนต์เจริญภาวนา ภายในบริเวณบ่อน้ำมนต์มีรูปองค์พระพุทธเจ้า 28 พระองค์โดยรอบ

พระมหาจำนงค์ จรณธมฺโม เจ้าอาวาสวัดตาลเจ็ดยอด
พระมหาจำนงค์ จรณธมฺโม เจ้าอาวาสวัดตาลเจ็ดยอด เปิดเผยว่า ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส และเดินทางมาพัฒนาบริเวณสถานที่นี้ตั้งแต่ปี 2548 ซึ่งแต่เดิมเป็นวัดร้างมานานหลายสิบปี มูลเหตุจูงใจในการสร้างองค์หลวงพ่อโตขนาดใหญี่นั้น เนื่องจากเดิมท่านเคยอยู่วัดใหม่อมตรสมาหลายปี ซึ่งเป็นวัดที่หลวงพ่อโตสร้างขึ้น จึงทำให้ได้มีโอกาสสัมผัสตลอดเวลา มีญาติโยมเดินทางมาไหว้สักการบูชา ตลอดจนมีคนมาเช่าบูชา ทำให้เกิดความคิดว่าน่าจะสร้างองค์ท่านขึ้นที่วัดตาลเจ็ดยอดนี้ เพื่อให้ญาติโยมสักการบูชา ไม่ต้องเดินทางไปสักการะที่อื่น เมื่อปรึกษาพระผู้ใหญ่หลายรูป โดยเฉพาะอาจารย์ เจ้าคุณพระราชรัตนาภรณ์ (ทองสืบ) เจ้าอาวาสวัดอินทรวิหาร และญาติโยมที่เคารพนับถือหลายท่าน ซึ่งต่างก็ให้การสนับสนุนกับความคิดดังกล่าว จึงเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 48 ใช้เวลา 4 ปีจึงสำเร็จ สำหรับบ่อน้ำมนต์นั้น ได้จัดสร้างขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ญาติโยมที่สนใจได้มีโอกาสมาภาวนา เจริญภาวนา โดยเพิ่งสร้างเสร็จในช่วงปี 2552 ที่ผ่านมา

“ทางวัดยังได้มีกิจกรรมหลัก คือ การอบรมเยาวชนอย่างต่อเนื่อง โดยจัดที่วัดเองและจัดในโรงเรียนต่าง ๆ ในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา และวันเฉลิมพระชนมพรรษาของทั้งสองพระองค์ มีการจัดปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีหน่วยงานราชการและเอกชนเข้ามาอบรมในวัดไม่ขาดสาย มีการมอบทุนการศึกษาซึ่งจัดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ปีนี้เป็นปีที่ 3 แล้ว โดยปีแรกได้มอบทุนการศึกษาจำนวน 5 แสนบาท ปีที่ 2 มอบทุนการศึกษาจำนวน 4 แสนบาท ส่วนปีนี้ ได้มอบทุนการศึกษาจำนวน 2.5 แสนบาท โดยอาตมาได้นำประสบการณ์จากการศึกษาเล่าเรียนจากครูบาอาจารย์มาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบุคคล และสถานที่ด้วย” พระมหาจำนงค์ กล่าว

บ่อน้ำมนต์อันศักดิ์สิทธิ์
ทั้งนี้พระมหาจำนงค์ยังได้กล่าวถึงแผนในอนาคตอีกด้วยว่า ปัจจุบันกำลังสร้างศาลาปฏิบัติธรรม โดยเปิดโอกาสให้ผู้ที่ประสงค์เดินทางมาปฏิบัติธรรมได้เข้ามาศึกษาและปฏิบัติธรรมด้วย ที่สำคัญในอนาคตจะมีการสร้างอุทยานสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี ขึ้น โดยเป็นการจัดแสดงพระจริยาวัตรอันงดงาม อัฐบริขารต่าง ๆ อาทิ เรือที่ท่านใช้ รวมไปถึงหลักธรรมคำสั่งสอนของท่าน เพื่อให้คนรุ่นหลังได้มีโอกาสศึกษาเป็นแบบอย่างที่ดี

ท่านยังปิดท้ายด้วยหลักธรรมของสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสีที่ท่านยึดเป็นแนวทางในการดำรงชีวิต และดำเนินวัตรอันงดงามด้วยว่า “บุญเราไม่เคยสร้าง ใครที่ไหนจะมาช่วยเจ้า ลูกเอ๋ย ก่อนจะเที่ยวไปขอบารมีหลวงพ่อองค์ใด เจ้าจะต้องมีทุนของตัวเอง คือบารมีของตนเองลงทุนไปก่อน เมื่อบารมีของเจ้าไม่พอ จึงค่อยขอยืมบารมีคนอื่นมาช่วย มิฉะนั้นเจ้าจะตัวไม่รอด เพราะหนี้สินในบุญบารมีที่เที่ยวไปขอยืมเขาจนพ้นตัว เมื่อทำบุญกุศลได้บารมีมาก็ต้องเอาไปผ่อนเขาจนหมด ไม่มีอะไรเหลือติดตัว แล้วเจ้าจะมีอะไรในภพหน้า หมั่นสร้างบารมีไว้ แล้วฟ้าดินจะช่วยเจ้าเอง จงจำไว้นะ เมื่อยังไม่ถึงเวลา เทพเจ้าองค์ใดจะคิดช่วยเจ้าไม่ได้ ครั้นถึงเวลา ทั่วฟ้าจบดินก็ต้านเจ้าไม่อยู่ จงอย่าไปเร่งเทวดาฟ้าดิน เมื่อบุญเราไม่เคยสร้างไว้เลย จะมีใครที่ไหนไปช่วยเจ้า”

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเดินทางไปนมัสการขอพรหลวงพ่อโต พรหมรังสีได้ทุกวัน ณ วัดตาลเจ็ดยอด อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ภายในวัดบริการอาหารกลางวันโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย จากนั้นสามารถแวะไปชมความงดงามของบึงบัวอุทยานเขาสามร้อยยอด เพื่อความเพลิดเพลินใจซึ่งอยู่ในบริเวณใกล้กัน หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 08-6843-1328

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์




Create Date : 02 มิถุนายน 2553
Last Update : 2 มิถุนายน 2553 22:58:40 น.

0 comment
ซิตี้ทัวร์ "ภูเก็ต" เที่ยวเพลินจำเริญใจ
ทัศนียภาพอันงดงามของ 3 อ่าวมองจากจุดชมวิวกะตะ
"ภูเก็ต" เป็นจังหวัดท่องเที่ยวทางภาคใต้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นอย่างมากในหมู่นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งหลายๆ คนหากนึกถึงภูเก็ตแล้วก็มักมองว่าภูเก็ตนี้มีดีตรงที่มีแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่งดงาม

แต่ถ้ามองภูเก็ตอีกมุมหนึ่งบ้าง ก็ต้องขอบอกว่าภูเก็ตไม่ได้มีดีแต่ท้องทะเลที่สวยงามเท่านั้น บนฝั่งของเมืองภูเก็ตก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจให้ไปเที่ยวชมกันไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นสภาพบ้านเมืองที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว วัดวาอารามที่ศักดิ์สิทธิ์ ทัศนียภาพของเมืองที่งดงาม ฉะนั้นในทริปนี้
"ตะลอนเที่ยว" เลยขอฉีกแนวไม่เที่ยวทะเล แต่ขอเลือกที่จะเที่ยวภูเก็ตแบบซิตี้ทัวร์ ที่หากมีเวลาแค่วันเดียว ก็สามารถเที่ยวได้อย่างเพลิดเพลินสบายใจ

ตึกสวยๆ สไตล์ชิโนโปรตุกีสที่ซอยรมณีย์
เราเริ่มออกตะลุยเที่ยวเมืองภูเก็ตด้วยการไปเดินชมบ้านเรือนสมัยเก่าแก่ของคนภูเก็ตยังถนนถลาง เป็นถนนสายประวัติศาตร์ที่มีความสวยงามมาก เพราะ 2 ฝากฝั่งของถนนถลางจะมีอาคารบ้านเรือนที่เป็นสถาปัตยกรรมที่เรียกว่า ชิโนโปรตุกีส เป็นการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกและตะวันออกเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างกลมกลืนและงดงาม ซึ่งคนภูเก็ตได้ร่วมใจกันอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี และทางเทศบาลภูเก็ตยังได้เอาสายไฟที่รกรุงรังฝังไว้ใต้ดิน ทำให้ได้เห็นถึงความงามของตัวตึกเหล่านี้ได้อย่างสบายตาและชัดเจน ได้เห็นลวยลายปูนปั้นตามหน้าต่างที่สวยงาม และบานประตูสไตล์จีนที่ดูงามวิจิตร

ตึกสไตล์ชิโนโปรตุกีสที่ถ.ถลาง
การเดินชมตึกสไตล์ชิโนโปรตุกีสที่ถ.ถลางจะได้สัมผัสเห็นถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนภูเก็ตที่ยังอาศัยบ้านเรือนเหล่านี้อยู่และทำการค้าขายอยู่ด้วยทำให้ดูแล้วมีชีวิตชีวาไม่น้อยเลย และจากถ.ถลางเราเดินมาจนมาถึงซอยรมณีย์ เป็นซอยสั้นๆ ที่มีความงามของตึกสไลต์ชิโนโปรตุกีสที่ได้รับการตกแต่งอย่างสวยงามสายไฟถูกจัดเก็บอย่างเป็นระเบียบเช่นกัน การมาเดินเที่ยวที่ซอยรมณีย์ในช่วงกลางวันอาจจะดูเหงียบๆ ไปสักนิด แต่หากยามค่ำคืนขอบอกว่าซอยนี้จะคึกคักขึ้นมาทันที เพราะตึกแต่ละหลังจะกลายเป็นร้านเหล้า ร้านบาร์ที่มีความเก๋ไก๋ กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยามราตรีสำหรับผู้ที่พิสมัยศิลปะและเสียงเพลง

จากจุดชมวิวเขารังมองเห็นทิวทัศน์เมืองภูเก็ตที่สวยงาม
หลังจากได้เดินชมตึกสวยๆ กันแล้ว เราก็เดินทางไปขึ้นเขาเพื่อไปชมเมืองภูเก็ตแบบพาโนราม่ากันที่เขารัง เป็นเนินเขาเตี้ย ๆ มีชื่อเดิมว่า เขาหลัง เพราะอยู่หลังตัวเมืองทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เมื่อมาถึงยังเขารังด้านบนจะได้พบกับทัศนียภาพอันร่มรื่น ซึ่งถูกจัดให้เป็นสวนสุขภาพ สวนสาธารณะ เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของคนภูเก็ต และยังเป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์พระยารัษฎานุประดิษฐ์ (คอซิมบี้) หนึ่งในเจ้าเมืองภูเก็ต ซึ่งในอดีตท่านเป็นผู้พัฒนาภูเก็ตให้มีความทันสมัย และมีความเจริญในทุกๆ ด้าน ชาวภูเก็ตให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก

และที่บนยอดเขารังแห่งนี้ยังถือว่าเป็นจุดชมทิวทัศน์เมืองภูเก็ตที่งดงาม หากยืนจากยอดเขาแล้วมองออกไปจะได้เห็นถึงสภาพตัวเมืองภูเก็ตแบบสุดลูกหูลูกตา มองเห็นทะเล เกาะเล็กเกาะน้อย มองได้แบบมุมกว้างทั้งใกล้และไกล เป็นภาพที่เมื่อได้มาเห็นแล้วประทับใจมากจริงๆ แถมบนเขารังยังอากาศดี มีลมพัดเย็นสบาย ซึ่งหากใครอยากนั่งชมวิวนานๆ พร้อมอิ่มอร่อยกับอาหารไปด้วยก็มีร้านอาหารบรรยากาศดีๆ ให้บริการอีกด้วย

พระพุทธมิ่งมงคลเอกนาคคีรี
"ตะลอนเที่ยว" ได้ยืนชมวิวและสูดอากาศบริสุทธิ์อยู่บนเขารังอย่างเต็มปอดแล้วจึงเดินทางลงจากเขารัง เพื่อตรงไปยังพระใหญ่ประจำเมืองภูเก็ต ที่เมื่อกี้ตอนได้ชมวิวก็มองเห็นองค์พระท่านอยู่ไกลลิบๆ บนยอดเขานาคเกิด

ทันทีที่มาถึงยอดเขานาคเกิด ภาพขององค์พระใหญ่ หรือที่มีชื่อว่า
พระพุทธมิ่งมงคลเอกนาคคีรี องค์สีขาวบริสุทธิ์ก็ตั้งเด่นเป็นสง่างามอยู่เบื้องหน้า เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะแบบร่วมสมัย องค์พระมีขนาดหน้าตักกว้าง 25.45 เมตร สูง 45 เมตร มีโครงสร้างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก และมีความพิเศษตรงที่องค์ท่านจะประดับผิวด้วยหินอ่อนหยกขาว น้ำหนักเฉพาะหินอ่อนหยกขาวประมาณ 135ตัน หรือประมาณ 2,500ตร.ม.

บนยอดเขานาคเกิดสามารถชมวิวภูเก็ตที่สวยงามได้
นี่ขนาดว่าองค์พระใหญ่ยังสร้างไม่แล้วเสร็จยังดูยิ่งใหญ่ตระการตาขนาดนี้ ถ้าสร้างเสร็จขึ้นมาเมื่อไหร่ที่นี่คงจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาสักการะขอพรจากองค์พระท่านเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตัวเองกันได้เป็นจำนวนมาก และหากมาที่นี่แล้วยังจะได้มาชื่นชมกับทัศนียภาพของเมืองภูเก็ตได้อีกด้วย เพราะมีจุดชมวิวที่มีลมพัดเย็นสบายและสามารถมองเห็นบรรยากาศเมืองภูเก็ตที่งดงาม

รูปปั้นหลวงพ่อแช่ม หลวงพ่อช่วง หลวงพ่อเกลื้อม ภายในโบสถ์
ครั้นเมื่อได้ขอพรพระและร่วมทำบุญสร้างองค์พระใหญ่แล้ว เราเดินทางไปไหว้พระเสริมสิริมงคลกันต่อที่ วัดฉลอง หรือ วัดไชยธาราม วัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองภูเก็ต ซึ่งถ้าหากมาภูเก็ตแล้วไม่ได้แวะไปนมัสการหลวงพ่อแช่ม ก็เหมือนมาไม่ถึงภูเก็ต

เมื่อมาถึงวัดฉลองแล้วก็ต้องมุ่งตรงไปที่พระอุโบสถหลังงามที่อยู่ด้านหน้ากันก่อนเลย เพื่อไปกราบสักการะขอพรองค์หลวงพ่อแช่ม หลวงพ่อช่วง หลวงพ่อเกลื้อม ที่ประดิษฐานอยู่ด้านใน และด้านหลังองค์พระทั้ง 3 องค์ยังมีห้องกระจกเล็กๆ ที่จัดเป็นพิพิธภัณฑ์เก็บข้าวของเครื่องใช้ของหลวงพ่อแช่มไว้

หุ่นขี้ผึ้งรูปเหมือนหลวงพ่อแช่ม
พอเดินออกมาจากโบสถ์ก็จะพบกับกุฏิจำลองพ่อท่านสมเด็จเจ้า ที่ภายในมีหุ่นขี้ผึ้งรูปเหมือนของหลวงพ่อทั้ง 3 องค์ที่สวยงามและเสมือนองค์ท่านจริงๆ ประดิษฐานไว้ให้กราบไหว้กัน และถัดจากกุฎิก็เป็นวิหารหลวงพ่อเจ้าวัด ที่ภายในประดิษฐ์พระประธานพ่อท่านเจ้าวัด รูปปั้นท้าวนนทรีและตาขี้เหล็ก และภายในวัดยังมีพระมหาธาตุเจดีย์พระจอมไทยบารมีประกาศ ที่งดงามเหลืองอร่ามตั้งเด่นเป็นสง่า ซึ่งภายในประดิษฐานพระธาตุของพระพุทธเจ้าที่นำมาจากศรีลังกาให้ได้กราบสักการะ และมีรูปปั้นพระพุทธรูปปางต่างๆ ให้ได้ชมกันด้วย

พระมหาธาตุเจดีย์พระจอมไทยบารมีประกาศที่วัดฉลอง
ได้มาไหว้พระที่วัดฉลองแล้วขอบอกว่าได้บุญกลับบ้านเต็มกระเป๋า จากนั้นเราจึงเดินทางออกจากวัดฉลองไปชื่นชมทัศนียภาพของเกาะภูเก็ตในมุมสูงกันดีกว่า โดยมายัง จุดชมวิวกะตะ ซึ่งมีศาลาสำหรับให้นั่งพัก และยืนมองวิวทิวทัศน์ได้อย่างชัดเจน เพียงแค่มองออกไปเบื้องหน้าก็จะสัมผัสได้ถึงภาพความงดงามของเวิ้งอ่าว 3 หาด คือ หาดกะตะน้อย หาดกะตะ และหาดกะรน เป็นทัศนียภาพที่สวยงามจับใจ ภาพของเวิ้งอ่าว 3 หาดที่ดูกว้างใหญ่สุดสายตาและมีลมทะเลผัดมากระทบผิวกาย ช่างเป็นห้วงเวลาแห่งความดื่มด่ำธรรมชาติจริงๆ

จุดชมวิวกังหันลมมองเห็นหาดยะนุ้ยอยู่เบื้องล่าง
พอได้ชมวิวเวิ้งอ่าวสวยๆ แล้ว พระอาทิตย์ก็เริ่มที่จะทอแสงอ่อนแรงลง ซึ่งใกล้พระอาทิตย์ตกดินแบบนี้ ก็ต้องไม่พลาดที่จะไปชมพระอาทิตย์ตกดินที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดในประเทศไทย และจะเป็นที่ไหนไม่ได้นอกจากที่ แหลมพรหมเทพ

แต่ก่อนที่จะไปที่แหลมพรหมเทพ ระหว่างทางยังมีจุดชมวิวที่น่าสนใจให้แวะชมกันก่อน นั่นคือ
จุดชมวิวกังหันลม เป็นจุดชมวิวด้านทิศใต้ของเกาะภูเก็ต เป็นจุดชมวิวเล็กๆ ที่มองไปแล้วจะได้เห็นวิวของท้องทะเลภูเก็ตที่สวยงาม มองเห็นหาดยะนุ้ย ซึ่งเป็นหาดเล็ก ๆ ที่อยู่ระหว่างแหลมพรมเทพกับจุดชมวิวแห่งนี้ และยามเย็นที่นี่ลมดีจริงๆ ถึงกับว่าจะมีคนนิยมมาเล่นเครื่องบินบังคับกัน

นักท่องเที่ยวจำนวนมากมาชมพระอาทิตย์ตกดินที่แหลมพรหมเทพ
เรายืนชมวิวอยู่ได้ไม่นาน เพราะพระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลงมากแล้ว จึงรีบเดินทางไปยังแหลมพรหมเทพ เป็นแหลมที่อยู่ใต้สุดของเกาะภูเก็ต มีลักษณะเป็นแหลมโค้งไล่ระดับทอดตัวสู่ท้องทะเล โดยรอบข้างแวดล้อมไปด้วยต้นตาลที่ขึ้นแทรกอยู่เรียงราย เมื่อไปถึงก็เห็นว่ามีนักท่องเที่ยวจำนวนมากมาจับจองที่นั่งเพื่อรอชมพระอาทิตย์ตกกันเป็นจำนวนมาก แต่เมื่อพระอาทิตย์ยังไม่ลาลับขอบฟ้า จึงขอออกเดินชมบรรยากาศโดยรอบกันก่อน

เพราะยังมีประภาคารกาญจนาภิเษก ที่สร้างขึ้นในวโรกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปีของในหลวง ซึ่งประภาคารแห่งนี้ยังใช้เป็นเครื่องหมายในการเดินเรือ และภายในประภาคารยังจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวการสร้างประภาคาร การคำนวณเวลา การแสดงเวลาพระอาทิตย์ขึ้นและตก มีเรือหลวงจำลองพร้อมประวัติเรือแต่ละลำ หากขึ้นมาบนดาดฟ้าของประภาคารยังสามารถชมวิวทิวทัศน์บริเวณแหลมพรหมเทพได้โดยรอบอีกด้วยและบริเวณใกล้กับประภาคารยังมีอนุสาวรีย์พระบรมกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ องค์บิดาแห่งกองทัพเรือ ให้ได้สักการะ และถัดไปเป็นศาลพระพรหมซึ่งมีผู้คนมากราบไหว้ขอพรกันเป็นจำนวนมาก

ประภาคารกาญจนาภิเษก แหลมพรหมเทพ
พอได้เดินเที่ยวกันจนทั่วแล้ว เราก็มานั่งรอชมพระอาทิตย์ตกดินกันเสียที พอได้เวลาภาพของพระอาทิตย์สีส้มดวงกลมโต ก็เคลื่อนตัวคล้อยต่ำลงและตกไปในท้องทะเลอันกว้างใหญ่ ทำให้ท้องน้ำทะเลในยามนั้นสาดแสงสีส้มดูอบอุ่นและสวยงามเป็นยิ่งนัก ช่างเป็นภาพแห่งความประทับใจที่จะตราตรึงใจเราไปอีกนานแสนนาน กับการได้มาเยือน "ภูเก็ต" เมืองแห่ง "ไข่มุกอันดามัน"

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *


สำหรับผู้ที่สนใจอยากจะเที่ยวภูเก็ตแบบซิตี้ทัวร์ สามารถติดต่อไปได้ที่ Phuket Venture โทร. 0-7637-6636

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์




Create Date : 02 มิถุนายน 2553
Last Update : 2 มิถุนายน 2553 22:56:17 น.

0 comment
ย่ำสะพานไม้ท่องป่าชายเลน

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ.2545 ณ ตำบลปากน้ำปราณ อำเภอปราณบุรี ประจวบคีรีขันธ์

"...พื้นที่ป่าชายเลนที่ปลูกมาแล้ว ถ้าแน่นเกินไป แสงแดดส่องลงไปไม่ถึง ไม่มีออกซิเจนสัตว์น้ำไม่สามารถอยู่ได้ จำเป็นต้องตัดสาง และไม้ที่ตัดสางออกให้นำไปเผาถ่าน หรือใช้ประโยชน์อย่างอื่น..."

"...พื้นที่ป่าชายเลนควรขุดเป็นหลุมเป็นแอ่งบ้าง เพื่อเป็นที่อาศัยของสัตว์น้ำ..."

@@@

จากพระราชดำรัสข้างต้น ซึ่งปรากฏอยู่บนกระดานข้อความบริเวณทางเดินชมทัศนียภาพภายในศูนย์ศึกษาพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.คลองขุด อ.ท่าใหม่ จันทบุรี ทำให้ผู้ที่ได้อ่านตระหนักถึงความสำคัญของป่าชายเลน และนี่คือเหตุผลสำคัญ ที่ ‘อำเภอใจ’ อยากแนะนำให้ผู้อ่านรู้จักกับสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แห่งนี้

ศูนย์ศึกษาพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ เริ่มก่อตั้งตามพระราชดำริของในหลวง เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ.2524 ให้เป็นหน่วยงานที่ดำเนินการสาธิต และพัฒนาเขตที่ดินชายทะเล ด้วยวิธีบูรณาการจนสามารถจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน

ผู้ที่เข้าชมจะได้รับความรู้หลายด้านทั้งการประมง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง การเกษตร เข้าใจระบบนิเวศป่าชายเลน ซึ่งส่วนหนึ่งสามารถรับรู้ได้จากการเดินเท้าลัดเลาะไปในป่าชายเลนบนสะพานเดินศึกษาธรรมชาติ สร้างขึ้นจากไม้ตะเคียนทอง รวมระยะทาง 1,433 เมตร โดยสะพานเดินดังกล่าวยังได้รับรางวัลยอดเยี่ยม Thailand Tourism Awards 2000 ประเภทโครงการส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

ตลอดทางมีพรรณไม้ป่าชายเลนขึ้นโอบสองฝั่งทางเดินให้ได้ชื่นชม พร้อมแสดงป้ายข้อความบอกชื่อพรรณไม้และประโยชน์ไว้เสร็จสรรพ อาทิ ลำพูทะเล งอกได้ดีในดินปนทราย จัดเป็นพรรณไม้ที่ช่วยสะสมดินเลนทะเลเพื่อเตรียมพื้นที่ให้ไม้อื่นได้งอกงาม ส่วน ไม้แสมขาว นำไปทำเป็นฟืนชั้นดี หากนำแก่นไปต้มกับแก่น แสมสาร หรือขี้เหล็กป่า สามารถขับโลหิตเสียของสตรี ขณะที่ต้นกระพี้ มีฤทธิ์แก้พิษงู ต้นตาตุ่มทะเลเมื่อนำไปเผา ควันที่เกิดขึ้นจะช่วยรักษาโรคเรื้อนได้

หากเดินลึกเข้าไปถึงแนวชายฝั่ง จะได้พบอนุสรณ์หมูดุด หรือพะยูน บ้างเรียกวัวทะเล สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมตัวอ้วนกลม ผิวสีน้ำตาล บางตัวมีสีเทาอมชมพู ที่เคยอาศัยอยู่ในบริเวณอ่าวคุ้งกระเบนเป็นจำนวนมาก อาหารของหมูดุดคือหญ้าทะเล พืชที่มีมากในบริเวณเดียวกัน ปัจจุบันหญ้าทะเลลดจำนวนลงไปเรื่อย ๆ แต่ที่ร้ายไปกว่านั่นคือ มีผู้พบเห็นหมูดุดที่อ่าวคุ้งกระเบนครั้งสุดท้ายในปี พ.ศ.2533 ขณะที่ทุกวันนี้หลายคนเชื่อว่า หากสภาพแวดล้อมกลับมาสมบูรณ์ เมื่อนั้น หมูดุดก็จะกลับมา

การเดินชมธรรมชาติบนสะพานไม้ตะเคียนทองจะใช้เวลาราว 30-45 นาที ในบางช่วงนักท่องเที่ยวอาจต้องเอี้ยวตัวไปด้านหรือขวา ก้าวเท้าข้ามรากไม้ที่งอกเกยเข้ามาถึงสะพาน บางจุดยังพบต้นไม้ขนาดใหญ่จนต้องสร้างสะพานเลี่ยงหลบไม้ใหญ่อายุยาว หากอยากชมทิวทัศน์ป่าชายเลนบริเวณอ่าวคุ้งกระเบนจากมุมสูง ก็สามารถพาตัวขึ้นไปชมบนหอคอยไม้ที่สร้างไว้ใกล้แนวชายฝั่ง

นอกจากการท่องเที่ยวชมป่าชายเลน ในบริเวณเดียวกันยังมีสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำเฉลิมพระเกียรติ มีพรรณปลาน้ำเค็มที่อาศัยอยู่บริเวณอ่าวคุ้งกระเบน อาทิ ปลาผีเสื้อ ปลาสินสมุทร มาอวดโฉมให้ชมกัน

ศูนย์ศึกษาพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ เปิดบริการทุกวัน ระหว่าง 06.30-18.00 น. หากสนใจเข้าชมทั้งเป็นกลุ่มเล็ก-กลุ่มใหญ่ หรือสนใจพักค้างคืน สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 0-3936-9216-8.


deflying@gmail.com

หนังสือพิมพ์เดลินิวส์




Create Date : 01 มิถุนายน 2553
Last Update : 1 มิถุนายน 2553 23:05:34 น.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  
Kengmanny
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]