Group Blog
 
All Blogs
 

ปี 200 AD

ปีเจี้ยนอันที่ 5 200 AD
(3 กุมภาพันธ์ 200 – 20 กุมภาพันธ์ 201)

ในฤดูใบไม้ผลิเดือนแรก แผนของตังสินถูกเปิดเผย ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ โจโฉฆ่าตังสิน อองฮู ตันอิบ และครอบครัวพวกเขาทั้งหมด

โจโฉต้องการนำทัพด้วยตัวเองไปโจมตีเล่าปี่ แต่ขุนนางของเขาแนะนำว่า อ้วนเสี้ยวเป็นคนที่จะสู้กับท่านเพื่อครอบครองแผ่นดิน และเขาอาจจะเคลื่อนไหวเมื่อไหร่ก็ได้ ถ้าท่านนำทัพไปตะวันออก และเขายกทัพมาตลบหลังท่าน อะไรจะเกิดขึ้น

โจโฉแย้งว่า เล่าปี่นั้นเป็นคนที่กล้าหาญยิ่งกว่าคนทั่วไป ถ้าข้าปล่อยเขาไป เขาจะต้องสร้างปัญหาให้แก่ข้าแน่

กุยแกพูดว่า อ้วนเสี้ยวนั้นทำการชักช้าและลังเลอยู่เสมอ เขาย่อมไม่ดำเนินการอย่างรวดเร็ว เล่าปี่ก่อการกบฏต่อท่านไม่นานนัก เขาย่อมไม่สามารถควบคุมทหารให้ทำตามคำสั่งได้เท่าไหร่นัก ถ้าท่านดำเนินการทันที ท่านจะต้องเอาชนะเขาได้แน่นอน โจโฉจึงนำทัพไปตะวันออก

เตียนห้องแม่ทัพแห่งมณฑลกิจิ๋วพูดกับอ้วนเสี้ยวว่า โจโฉยกทัพไปจัดการเล่าปี่ เขาไม่สามารถเอาชนะได้ง่ายนัก ถ้าท่านยกทัพเข้าตลบหลังทัพเขา ท่านก็สามารถครอบครองแผ่นดินได้ อ้วนเสี้ยวตอบว่าบุตรชายของเขาป่วยอยู่ เขาจึงไม่อยากจะยกทัพไป เตียนห้องฟาดคฑาเขาลงกับพื้นพูดว่า ในสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้ เขายังทิ้งโอกาสที่ดีไปเพราะว่าเด็กที่เจ็บป่วย ช่างน่าละอายยิ่งนัก โอกาสที่ดีได้สูญเสียไปแล้ว

โจโฉเอาชนะเล่าปี่และจับเมียและลูกเล่าปี่ไว้ เขายกทัพไปโจมตีแห้ฝือ และจับตัวกวนอู โจโฉโจมตี เซียงหู พ่ายแพ้ไป

เล่าปี่หนีไปหาอ้วนถำ ในมณฑลเฉงจิ๋ว และเข้าร่วมกับอ้วนเสี้ยว

เมื่ออ้วนเสี้ยวรู้ว่าเล่าปี่มาถึง เขาออกนอกเมืองเงียบกุ๋นมาสองร้อยลี้เพื่อต้อนรับเล่าปี่ เล่าปี่พักที่เงียบกุ๋นร่วมเดือน และทหารเขาที่พ่ายแพ้กระจัดกระจายไปก็มารวมตัวกับเขา

โจโฉนำกองทัพกลับมา กัวต๋อ อ้วนเสี้ยวจึงพิจารณาที่จะโจมตีเมืองฮูโต๋ เตียนห้องกล่าวว่า เมื่อโจโฉปราบเล่าปี่ได้แล้ว เมืองฮูโต๋ก็ยากที่จะโจมตี ยิ่งกว่านั้น ตัวโจโฉนั้นรู้กันดีว่า เป็นคนที่เชี่ยวชาญในการใช้ทหาร และเราก็ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าเขาวางแผนจะทำอะไรต่อไป แม้ว่ากองทัพของเขาจะเล็กแต่การจะปราบเขาย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย

วิธีดีที่สุดในการปราบโจโฉ คือการเว้นระยะระหว่างสองฝ่ายและปล่อยให้เขาเฝ้าคอย ท่านต้องยึดจุดยุทธศาสตร์สำคัญอย่างเนินเขา แม่น้ำ แล้วก็สั่งการกองทัพสี่มณฑล ติดต่อกับเหล่าเจ้าเมืองนอกด่านและสนับสนุนการเพาะปลูกในดินแดนของเรา

เมื่อทุกอย่างพร้อม ก็คัดเลือกทหารที่ดีที่สุดของท่าน ส่งกองทหารไปโจมตี อาศัยประโยชน์จากจุดด้อยของโจโฉ สร้างปัญหาขึ้นทีละจุดตามเขตแดนตอนใต้ของแม่น้ำเหลือง ถ้าเขาส่งกองทหารไปช่วยทางขวา ท่านก็เข้าโจมตีทางซ้าย ถ้าเขาส่งทัพไปช่วยเหลือทางซ้าย ท่านก็ยกพลโจมตีทางขวา ข้าศึกก็จะต้องยกทัพไปมาอยู่ตลอดและประชาชนในดินแดนโจโฉก็ไม่มีความสงบสุข กองทัพเราก็ไม่เหนื่อยล้า แต่ทหารโจโฉย่อมอิดโรย ไม่เกินสามปี ความสำเร็จจะมาถึงตามที่ท่านรอคอย

ถ้าท่านไม่ต้องการแผนที่ได้ชัยชนะแน่นอน แต่ต้องการที่ตัดสินรู้แพ้ชนะในการศึกครั้งเดียว ท่านอาจจะเจอเหตุการณ์ที่ไม่เป็นใจต่อท่าน ถึงตอนนั้นมันก็สายเกินไปที่ท่านจะเสียใจ

อ้วนเสี้ยวปฏิเสธคำแนะนำนี้ แต่เตียนห้องยืนยันเหตุผลของเขา อ้วนเสี้ยวเชื่อว่าเขาอาจบั่นทอนกำลังใจของกองทัพ จึงสั่งให้มัดตัวเขาไว้

แล้วอ้วนเสี้ยวก็เกณฑ์ทหารจากทุกหัวเมือง แล้วก็บันทึกความผิดและการกระทำมิชอบของโจโฉ ในเดือนที่สอง อ้วนเสี้ยวยกทัพไปยังลิหยง

เมื่อชีสิวกำลังจะออกเดินทัพไป เขาเรียกญาติ ๆ ของเขามา แบ่งทรัพย์สินให้แก่พวกเขาบอกว่า ถ้าเรารอดมาได้ อำนาจของข้าก็จะถูกจดจำไปทั่วแผ่นดิน แต่ถ้าเราแพ้ ข้าคงไม่สามารถรักษาชีวิตได้ ช่างน่าอดสูยิ่งนัก Ju Zong น้องชายของเขาบอกว่า ทหารของโจโฉไม่สามารถเทียบทัพของเราได้ เหตุใดท่านต้องจึงเกรงกลัว

ชีสิวจึงว่า เพราะว่าโจโฉมีแผนการที่ชัดเจน และเขายังควบคุมองค์ฮ่องเต้ แม้ว่าเราจะปราบกองซุนจ้านได้ แต่ทหารของเราก็อ่อนล้า นายท่านของพวกเรานั้นภูมิใจในตัวเองส่วนขุนนางแต่ละคนก็หยิ่งยโส นี่จะนำความพินาศมาสู่กองทัพเรา

Yang Xiong ว่าไว้ว่า หกรัฐนั้นโง่เขลาเบาปัญญา พวกเขาบั่นทอนอำนาจราชวงศ์ Zhou เพื่อ ราชวงศ์ Ying (แคว้นฉิน) นี่ถือว่าเป็นคำพูดที่บรรยายสถานการณ์ตอนนี้

เทียหยกรักษาการณ์ที่ Juancheng พร้อมทหารเจ็ดร้อยนาย โจโฉต้องการส่งกำลังเสริมให้เขาอีกสองพันนาย แต่เทียหยกปฏิเสธ พูดว่า ด้วยกำลังทหารกว่าแสนคนของอ้วนเสี้ยว อ้วนเสี้ยวย่อมมั่นใจว่าไม่มีสิ่งใดมาหยุดเขาได้ ถ้าเขาเห็นว่าข้ามีทหารน้อยนิด เขาย่อมไม่ใส่ใจและจะไม่โจมตี ในทางกลับกัน ถ้าท่านเพิ่มทหารให้ข้า เมื่อเขายกทัพผ่านมา เขาต้องโจมตีอย่างแน่นอน ถ้าเขาโจมตี เขาย่อมได้ชัยชนะแน่นอน ส่วนท่านกับข้าก็ต้องสูญเสียทหารไป ขออย่าได้โปรดสงสัยเลย

ความจริงแล้วเมื่ออ้วนเสี้ยวได้ยินว่าเทียหยกมีทหารจำนวนน้อยนิด เขาก็ไม่ยกทัพมาโจมตีเทียหยก โจโฉพูดกับกาเซี่ยงว่า เทียหยกนั้นฉลาดกว่า Meng Ben หรือ Xia Yu ซะอีก (ขุนนางที่มีชื่อในสมัยโจว)

อ้วนเสี้ยวส่งงันเหลียงไปโจมตีเล่าเอี๋ยนเจ้าเมืองตองกุ๋น ที่แปะแบ๊ ชีสิวพูดว่า งันเหลียงนั้นไม่ใส่ใจและไม่มีความอดทน แม้ว่าเขาจะอาจหาญ แต่เขาไม่สามารถจัดการกองทัพด้วยตัวคนเดียวได้ อ้วนเสี้ยวไม่เห็นด้วยกับชีสิว

ในฤดูร้อน เดือนที่สี่ โจโฉยกทัพขึ้นเหนือไปช่วยเล่าเอี๋ยน ซุนฮิวแนะว่า กองทัพของเรานั้นมีขนาดเล็กเกินกว่าจะไปสู้กับศัตรู เพื่อที่จะเอาชัยชนะ ท่านต้องแบ่งแยกกองทัพศัตรู เมื่อท่านยกทัพไปถึง ที่ลุ่มเอี๋ยนแกล้งทำเป็นส่งทหารข้ามแม่น้ำเข้าโจมตีด้านหลังพวกเขา อ้วนเสี้ยวต้องมุ่งหน้าไปตะวันตกเพื่อรับมือ ถ้าท่านส่งทหารอย่างรวดเร็วไปที่แปะแบ๊และโจมตีอย่างฉับพลัน ท่านจะปราบงันเหลียงได้แน่ โจโฉทำตามแผนการของเขา

ทันทีที่อ้วนเสี้ยวรู้ว่าศัตรูข้ามแม่น้ำเหลืองมา เขาส่งกองทหารย่อยไปตะวันตกเพื่อรับมือ แล้วโจโฉก็ยกทัพไปโจมตีแปะแบ๊ พวกเขายังอยู่ห่างจากทัพงันเหลียงมากกว่าสิบลี้ แต่งันเหลียงตื่นตระหนกยกทัพออกมาต่อสู้ด้วย
โจโฉส่งเตียวเลี้ยวและกวนอูนำทัพไปสู้ กวนอูมองเห็นธงประจำตัวของงันเหลียง เขาลงแส้ม้าของเขา ควบม้าถึงตัวงันเหลียงท่ามกลางทหารกว่าหมื่นคนของงันเหลียง กวนอูตัดหัวงันเหลียงแล้วควบม้ากลับมา ไม่มีทหารงันเหลียงคนไหนกล้าขัดขวางกวนอู การปิดล้อมที่แปะแบ๊จึงถูกทำลาย ผู้คนถูกอพยพไปตะวันตกทางแม่น้ำเหลือง

อ้วนเสี้ยวข้ามแม่น้ำเหลืองมาติดตามพวกเขา แต่ชีสิวแย้ง บอกว่า เมื่อท่านทำศึกสงคราม ท่านต้องใส่ใจในเหตุการณ์ที่เป็นไปได้ทุกอย่าง แผนที่ดีที่สุดตอนนี้คือการรักษาค่ายที่ที่ลุ่มเอี๋ยน และส่งทัพหน้าไปที่กัวต๋อ ถ้าพวกเขาสามารถยึดเมืองได้ ท่านก็ยังมีเวลาพอที่จะยกทัพตามทัพหน้าไปได้ แต่ถ้าท่านนำทัพทั้งหมดไปและเกิดสถานการณ์เลวร้ายขึ้นมา ทหารซักคนก็ไม่สามารถเอาชีวิตรอดกลับมาได้ แต่อ้วนเสี้ยวไม่เห็นด้วยกับเขา

ชีสิวมาถึงที่ทางแยกและถอนใจพูดว่า นายท่านมั่นใจมากเกินไป ขุนนางแต่ละคนก็ทะเยอทะยานสูง แม่น้ำเหลืองช่างกว้างใหญ่นัก ใยข้าต้องข้ามไป ชีสิวจึงอ้างว่าตัวเองป่าวยและขออนุญาตกลับเมือง แต่อ้วนเสี้ยวไม่อนุญาตและโกรธเคืองเขา อ้วนเสี้ยวยึดอำนาจสั่งการกองทัพของเขาและมอบให้กัวเต๋า

เมื่ออ้วนเสี้ยวนำทัพมุ่งใต้จากที่ลุ่มเอี๋ยน โจโฉให้ทหารของเขาตั้งค่ายที่เชิงเขาทางใต้ โจโฉส่งคนไปสอดแนม พวกเขากลับมารายงานว่า มีทหารม้าห้าพันถึงหกพันนาย ไม่นานพวกเขาก็กลับมารายงานอีกว่า ทหารม้าของอ้วนเสี้ยวเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก และพลเดินเท้านั้นมีมากเกินกว่าจะนับได้หมด โจโฉจึงสั่งพวกเขาไม่ต้องสอดแนมอีก

โจโฉให้ทหารม้าของพวกเขาลงจากอานม้าและปล่อยม้าไป สัมภาระต่าง ๆ ที่ขนจากแปะเบ๊ถูกวางไว้ตามหนทาง ขุนนางต่าง ๆ คิดว่าในเมื่อข้าศึกมีทหารม้าจำนวนมาก พวกเขาควรที่จะกลับไปป้องกันค่ายให้แข้มแข็ง แต่ซุนฮิวกลับพูดว่า นี่คือกับดักสำหรับศัตรู แล้วเราจะหนีไปได้อย่างไร โจโฉมองเขาแล้วก็ยิ้ม

บุนทิวและเล่าปี่ แม่ทัพทหารม้าของอ้วนเสี้ยวนำทหารม้าห้าหกพันนายมุ่งหน้ามา เหล่าขุนนางของโจโฉต่างพูดว่า เราควรให้ทหารขึ้นบนหลังม้าเตรียมพร้อม แต่โจโฉพูดว่า ยังก่อน ทหารอ้วนเสี้ยวหยุดนิ่งไปชั่วครู่ แล้วก็เดินทัพต่อและแยกย้ายไปเก็บสัมภาระ โจโฉจึงบอกว่า ตอนนี้แหล่ะ แล้วพวกเขาก็กระโดดขึ้นหลังม้า

ทหารโจโฉมีจำนวนน้อยกว่าหกร้อยนาย แต่พวกเขาพุ่งเข้าโจมตีอย่างรวดเร็ว และได้ชัยชนะเด็ดขาดเหนือศัตรู พวกเขายังสามารถตัดหัวของบุนทิวได้อีกด้วย

บุนทิวและงันเหลียงเป็นแม่ทัพที่มีชื่อเสียงของอ้วนเสี้ยว แต่ในการรบแค่สองครั้ง พวกเขาทั้งสองก็ถูกสังหาร กองทัพของอ้วนเสี้ยวจึงไม่มีกำลังใจจะต่อส็

ก่อนหน้านั้น โจโฉมักจะชื่นชมกวนอูอยู่เสมอ แต่เขาสังเกตสีหน้ากวนอูว่า กวนอูยังอยู่กับเขาไม่นาน เขาจึงให้เตียวเลี้ยวไปไต่ถามสาเหตุกับกวนอู กวนอูถอนใจพูดว่า ข้ารู้เป็นอย่างดีว่าท่านโจโฉปฏิบัติต่อข้าอย่างดียิ่ง แต่ข้าก็ได้รับความเมตตาอย่างมากจากท่านเล่าปี่ และข้าได้สาบานว่าจะตายพร้อมกับเขา ข้าไม่อาจละทิ้งคำสาบานได้ ในที่สุดข้าก็ต้องจากท่านโจโฉไป ข้าจึงต้องการทำงานบางอย่างเพื่อท่านโจโฉเพื่อตอบแทนความดีของท่าน แล้วข้าค่อยจากไป

เตียวเลี้ยวบอกโจโฉถึงถ้อยคำกวนอู โจโฉก็คิดว่าเป็นการยุติธรรมดี และเมื่อกวนอูได้ฆ่างันเหลียง เมื่อโจโฉรู้ว่ากวนอูจะจากไปแน่นอน เขาก็มอบรางวัลมากมายให้กวนอู แต่กวนอูไม่เปิดของขวัญทุกอย่างที่เขาได้รับ เขาเขียนจดหมายขออภัยและหนีไปหาเล่าปี่ที่อยู่กับอ้วนเสี้ยว ลูกน้องโจโฉบางคนพยายามที่จะไล่ตามเขา แต่โจโฉพูดเขา ชายผู้นั้นได้เลือกนายของตัวเองแล้ว ปล่อยเขาไปเถอะ

เมื่อโจโฉนำกองทัพของเขากลับ กัวต๋อ Yan Rou ส่งสารมาหาเขา โจโฉตั้งให้เขาเป็นขุนพลผู้ปกป้อง Wuhuan Xianyu Fu มาเข้าพบโจโฉที่กัวต๋อ โจโฉแต่งตั้งเขาเป็นแม่ทัพผู้ข้ามเลียวฝั่งขวา และส่งเขากลับไปดูแลเขตแดนมณฑลอิวจิ๋ว

ตันเต๋งเจ้าเมืองกองเหลง ที่มีเมืองเอกอยู่ที่ Sheyang เมื่อซุนเซ็กนำทัพไปตะวันตกเพื่อโจมตีหองจอ ตันเต๋งสนับสนุนลูกน้องของเงียมแปะฮอให้ก่อความวุ่นวายตอนที่ซุนเซ็กไม่อยู่ ซุนเซ็กจึงวกกลับมาโจมตีตันเต๋ง กองทัพของเขามาถึงที่ Dantu เขาพักทหารที่นั่นชั่วคราวเพื่อรอคอยเสบียง

ก่อนหน้านั้น ซุนเซ็กได้ฆ่าเค้าก๋อง เจ้าเมืองง่อ ลูกน้องของเค้าก๋องบางคนซ่อนตัวปะปนอยู่ท่ามกลางผู้คนด้วยความหวังที่จะล้างแค้นให้นายตัวเอง ซุนเซ็กเป็นคนที่ชอบล่าสัตว์และมักจะขี่ม้าออกไปนอกค่ายเสมอ ม้าของเขาเป็นม้าชั้นเยี่ยม จึงไม่มีผู้ติดตามคนใดตามเขาทัน

แล้วเขาก็พบกับลูกน้องของเค้าก๋องสามคน พวกเขายิงธนูใส่ขากรรไกรของเขา แล้วผู้ติดตามก็มาถึงตรงเข้าฆ่าลูกน้องของเค้าก๋องแต่ซุนเซ็กได้รับบาดเจ็บสาหัส

ซุนเซ็กเรียกเตียวเจียวและขุนนางคนอื่นมา พูดกับพวกเขาว่า ภาคกลางนั้นยังวุ่นวาย ด้วยกำลังของง่อและ Yue และความมั่นคงของแม่น้ำแยงซีสามสาย เราสามารถสังเกตความสำเร็จและความล้มเหลวของเจ้าเมืองคนอื่นโดยไมต้องเกี่ยวข้อง พวกท่านต้องพยายามสุดความสามารถเพื่อสนับสนุนน้องชายข้า

แล้วเขาก็เรียกซุนกวนมา เขาเอาตราตั้งและพู่ประจำตำแหน่งใส่ไว้ในเข็มขัดเขา และพูดกับเขาว่า การระดมกองทัพในแยงซีตะวันออก การตัดสินใจในการสงครามและการต่อสู้เพื่อช่วงชิงแผ่นดิน เรื่องเหล่านี้เจ้าสู้ข้าไม่ได้ แต่เรื่องการสรรหาผู้คนและมอบหมายหน้าที่ให้คนดีมีความสามารถ เพื่อที่พวกเขาจะได้นำความเจริญมาสู่แยงซีตะวันออก เรื่องเหล่านี้ข้าสู้เจ้าไม่ได้ ในวันที่ 5 พฤษภาคม ซุนเซ็กถึงแก่ความตายเมื่ออายุได้ 26 ปี

ซุนกวนร้องไห้เศร้าโศกเสียใจและไม่อยากร่วมประขุมขุนนาง แต่เตียวเจียวดุเขาเรียกเขาด้วยตำแหน่งขุนนางตำแหน่งแรกของเขา แล้วพูดว่า นี่เป็นเวลาสำหรับร้องไห้หรือไง เขาเปลี่ยนชุดไว้ทุกข์ของซุนกวนแล้วช่วยเขาขึ้นหลังม้าแล้วส่งเขาไปตรวจสอบกองทัพ

เตียวเจียวทำตัวเป็นเหมือนผู้นำการบริหารทั้งหมดของก๊กง่อ เขารายงานต่อทางการเท่านั้น และสั่งการแก่ทุกหัวเมือง แม่ทัพขุนนางต่าง ๆ ถูกสั่งให้รักษาหน้าที่เดิมของตน จิวยี่นำทัพของเขาจาก Baqiu มาร่วมงานศพของซุนเซ็ก แล้วเขาก็อยู๋ที่เมืองง่อ ทำหน้าที่เป็นเหมือนผู้แทนของกองทัพอยู่ที่ส่วนใน และร่วมกับเตียวเจียวบริหารบ้านเมือง

แม้ว่าซุนเซ็กจะยึดครองห้อยแข ง่อ ตันเอี๋ยง อิเจี๋ยง โลกั๋ง และ Luling แต่ก็ยังมีบางตำบลที่ยังไม่อ่อนน้อมต่อเขา และมีผู้อพยพมากมายที่ลี้ภัยมาหาเมืองที่เขาคิดว่าปกครองอย่างมีคุณธรรมและมีสันติ ในนั้นก็มีคนที่ไม่มีความคิดที่จะจงรักภักดีต่อผู้ปกครองเมือง

แต่เตียวเจียว จิวยี่และเหล่าขุนนาง ต่างเชื่อว่าพวกเขาสามารถช่วยซุนกวนในการสร้างความมั่นคงให้พื้นที่นี้ พวกเขามอบความภักดีให้แก่ซุนกวนและยอมรับใช้เขา

ในฤดูหนาวเดือนที่เจ็ด โอรสฮ่องเต้ Liu Ping ได้รับตำแหน่ง อ๋องแห่งลำหยง ในวันที่ 9 สิงหาคม ท่านอ๋องก็สิ้นพระชนม์

Liu Pi หัวหน้าโจรผ้าเหลืองแห่ง ยีหลำ ได้ตีจากโจโฉไปสวามิภักดิ์กับอ้วนเสี้ยว อ้วนเสี้ยวส่งเล่าปี่นำทหารไปช่วยพวกเขาและหลายตำบลก็เข้าร่วมกับเขา

อ้วนเสี้ยวส่งฑูตไปแต่งตั้ง ลิทองแม่ทัพเมือง Yong’an เป็นแม่ทัพผู้ปราบปรามทิศใต้ เล่าเปียวก็ส่งสารลับไปหาเขาเช่นกัน แต่ ลิทองปฏิเสธทั้งคู่ ลูกน้องเขาบางคนแนะว่าเขาควรรับใช้อ้วนเสี้ยว แต่ ลิทองวางมือของเขาลงบนดาบของเขาและด่าใส่ลูกน้องเขาว่า ท่านโจโฉนั้นฉลาดหลักแหลมและเขาต้องทำให้แผ่นดินสงบสุขได้แน่ แม้ว่าอ้วนเสี้ยวจะแข็งแกร่งแค่ไหน โจโฉต้องจัดการกับเขาได้ในที่สุด ข้าจะไม่เปลี่ยนใจ เขาตัดหัวฑูตอ้วนเสี้ยวและส่งให้กับโจโฉพร้อมตราตั้งและพู่ประจำตำแหน่งที่เขาได้รับจากอ้วนเสี้ยวมา

ลิทองยังตรวจการเก็บภาษีผ้าไหมจากทุกครัวเรือน Zhao Yan ผู้นำ Langling เข้าพบเขาบอกว่า ทุกหัวเมืองต่างเป็นกบฏ มีเพียง Yong’an ที่ยังคงเชื่อฟังทางการ ถ้าท่านยังเข้มงวดในการเก็บภาษีผ้าไหม คนที่จิตใจหยาบช้าย่อมยินดีที่จะก่อความวุ่นวาย นี่เป็นวิธีที่ผิดแน่ ๆ

ลิทองตอบว่า ท่านโจโฉและอ้วนเสี้ยวต่างต่อสู้กับอย่างดุเดือด และหลายหัวเมืองต่างก็ก่อกบฏ ถ้าผ้าไหมไม่ถูกเก็บภาษีและส่งไปเมืองหลวง คนที่รู้เรื่องก็จะกล่าวหาได้ว่า ความภักดีของข้านั้นน่าสงสัย และข้าจะต้องรอดูว่าใครจเป็นผู้ชนะ

Zhao Yan เห็นด้วยพูดว่า นี่อาจเป็นเหตุให้คนกล่าวหาท่านจริง ๆ แต่เราควรพิจารณาถึงความเป็นไปได้ ถ้าท่านยืดเวลาส่งภาษีไปอีกสักระยะ ข้าก็สามารถแก้ปัญหาให้ท่านได้

เขาจึงเขียนจดหมายไปหาซุนฮกว่า ประชาชนเมือง Yang’an นั้นยากจนและลำบาก เมืองข้างเคียงล้วนแต่ก่อการกบฏ กฏระเบียบต่าง ๆ ก็ถูกละเลยอย่างง่ายดาย เวลานี้เป็นช่วงวิกฤตของดินแดนนี้ ยิ่งไปกว่านั้นผู้คนที่นี่ต่างก็ยังคงภักดี แม้ในเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้ความซื่อสัตย์พวกเขาก็ไม่สั่นคลอน ข้าเชื่อว่าทางการควรจะแสดงการตัดสินใจบางอย่าง แต่เราก็ยังคงจัดเก็บภาษีผ้าไหม นี่เป็นการสนับสนุนความซื่อสัตย์ประชาชนตรงไหน

ซุนฮกบอกเรื่องนี้กับโจโฉแล้วผ้าไหมทั้งหมดที่ถูกจัดเก็บมาก็ถูกคืนให้แก่ประชาชน ทุกคนต่างยินดีและความวุ่นวายในเมืองก็สงบลง ลิทองโจมตีโจรหลายกลุ่มที่นำโดย Qu Gong และคนอื่น ๆ แตกพ่ายไป เขาจึงนำความสงบมาสู่ดินแดนระหว่าง Huai และ Ru

ในตอนนั้นโจโฉได้สร้างกฏใหม่ในการจัดเก็บภาษี และสั่งให้ทุกมณฑลและหัวเมืองทำตาม เขาเพิ่มบทลงโทษสำหรับเมืองที่เก็บภาษีไม่ได้ตามกฏ และการจัดเก็บภาษีผ้าไหมก็ถูกบังคับอย่างเข้มงวด He Kui เจ้าเมือง Changguang พูดกับโจโฉว่า อดีตอ๋องทั้งหลายต่างใช้กฏการจัดเก็บภาษีที่แตกต่างกันไป โดยใช้ระยะทางของพื้นที่ไกลจากเมืองหลวงมาคิด และพวกเขายังรักษากฏสามอย่างสำหรับการปกครอง การทำให้แผ่นดินสงบ การจัดการที่ดี หรือการก่อกบฎ (กฏสามอย่าง สำหรับเมืองที่สวามิภักดิ์ใหม่ลงโทษสถานเบา สถานกลางสำหรับเมืองที่ยึดมาได้ สถานหนักสำหรับเมืองที่ไม่เชื่อฟังและเป็นกบฏ)

ข้าเชื่อว่าเมืองนี้ควรจะอยู่ภายใต้กฏของดินแดนที่ห่างไกลและเมืองที่สวามิภักดิ์ใหม่ ดังนั้นเรื่องราวเล็กน้อยระหว่างประชาชนควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของขุนนางท้องถิ่นแล้วแต่กรณี วิธีนี้ก็จะเหมาะสมกับสถานการณ์นี้ และสอดคล้องกับความรู้สึกประชาชน รอคอยสามปี จนกระทั่งผู้คนสามารถดำเนินอาชีพตามปกติ แล้วท่านค่อยใช้กฏตามปกติ โจโฉเห็นด้วยกับเขา

เล่าปี่ได้ปล้นสดมภ์ใน Ru และ Ying ผู้คนทางตอนใต้ของเมืองฮูโต๋ต่างเดือดร้อน โจโฉวิตกกังวลเรื่องนี้ โจหยินจึงว่า ตำบลทางใต้นั้นรู้ดีว่ากองทัพของเรากำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ และพวกเขาต่างเชื่อว่าเราไม่สามารถส่งกองหนุนไปช่วยเขา ถ้าเล่าปี่นำทัพใหญ่มา ก็เป็นไปได้ที่พวกเขาจะทรยศต่อเรา แต่เล่าปี่นั้นเพิ่งจะมาบัญชาทหารอ้วนเสี้ยวได้ไม่นาน เขาไม่มีเวลาทำความคุ้นเคยกับทหารอ้วนเสี้ยว ถ้าเราโจมตีเขาตอนนี้เขาสามารถมีชัยเหนือเขาได้

ดังนั้นโจโฉเลยส่งโจหยินพร้อมทหารม้าเข้าโจมตีเล่าปี่ โจหยินเอาชนะเล่าปี่และไล่เล่าปี่ไป และยึดหัวเมืองที่ก่อกบฏต่าง ๆ กลับคืนมา

เล่าปี่กลับไปหากองทัพอ้วนเสี้ยว แต่เขาต้องการจากไปอย่างลับ ๆ ดังนั้นเขาจึงเสนอให้อ้วนเสี้ยวเป็นพันธมิตรกับเล่าเปียวทางตอนใต้ อ้วนเสี้ยวส่งเล่าปี่กลับไป ยีหลำ พร้อมคนของเขา ที่นั่นเล่าปี่ได้กลุ่มโจรของ Gong Du มาเพิ่มได้ทหารหลายพันคน โจโฉส่ง ซัวหยง เข้าโจมตีเล่าปี่ แต่เล่าปี่ฆ่าซัวหยง

กองทัพอ้วนเสี้ยวมาถึง Yangwu ชีสิวพูดกับเขาว่า แม้ว่ากองทัพเหนือของเราจะมีจำนวนมาก แต่ความแข็งแกร่งและจิตใจนั้นไม่เทียบเท่ากับคนทางใต้ เสบียงอาหารของชาวใต้นั้นมีจำนวนน้อยและคลังเสบียงก็ไม่สมบูรณ์เท่าของเราทางภาคเหนือ ดังนั้นชาวใต้ต้องการที่จะสู้รบรู้ผลอย่างรวดเร็ว การรบที่ยืดเยื้อจะเป็นประโยชน์ต่อพวกเรา ท่านควรจะรอคอยและไม่ต้องทำอะไรสองสามสัปดาห์ อ้วนเสี้ยวไม่เห็นด้วยกับเขา

ในเดือนที่แปด อ้วนเสี้ยวนำทัพทั้งหมดไปตั้งค่ายบนเนินทราย ขยายปีกของค่ายไปหลายสิบลี้ทางตะวันตกและตะวันออก โจโฉกระจายค่ายของเขาเพื่อเผชิญหน้ากับอ้วนเสี้ยว

ในเดือนที่เก้า วันที่ 26 พฤศจิกายน วันแรกของเดือน มีปรากฏการณ์สุริยะปราคา

โจโฉนำทัพฝ่าวงล้อมของอ้วนเสี้ยว แต่ไม่สามารถฝ่าไปได้และถูกบังคับให้กลับไปป้องกันค่าย อ้วนเสี้ยวสร้างหอคอยสูงและเพิ่มความสูงของเนินเพื่อที่จะยิงธนูเข้าไปในค่ายโจโฉ ทุกคนในค่ายโจโฉต้องสวมเกราะป้องกันตัวเอง โจโฉจึงสร้างรถสายฟ้าเพื่อยิงหินเข้าใส่หอคอยอ้วนเสี้ยวและสามารถทำลายหอคอยได้ทั้งหมด อ้วนเสี้ยวสั่งให้ขุดอุโมงค์เพื่อมุดไปในค่ายโจโฉ แต่โจโฉได้ขุดท่อลึกในกำแพงเพื่อป้องกัน

กองทัพโจโฉนั้นเล็กกว่า เสบียงอาหารก็หมด กองทัพของเขาเหนื่อยล้าและล้มป่วย ผู้คนของเขาที่ประสบปัญหาจากการจัดเก็บภาษีก็หันไปร่วมกับอ้วนเสี้ยวหลายคน โจโฉกังวลมาก เขาเขียนจดหมายไปหาซุนฮกเรื่องการถอยทัพกลับไปฮูโต๋ เพื่อที่อ้วนเสี้ยวจะถูกบังคับให้ไปสู้กับเขาที่นั่น

ซุนฮกตอบว่า อ้วนเสี้ยวนำกำลังทั้งหมดมาที่ กัวต๋อ ถ้าเขาได้ชัยชนะและทำให้ท่านพ่ายแพ้ที่นั่น ท่านเผชิญหน้ากับความแข็งแกร่งด้วยความอ่อนแอ และถ้าท่านไม่สามารถจัดการเขาได้ ท่านจะถูกกำจัด นี่ถือเป็นหายนะของแผ่นดิน

ยิ่งกว่านั้น อ้วนเสี้ยวเป็นเพียงผู้นำธรรมดาทั่วไป เขาสามารถรวบรวมผู้คนแต่เขาไม่รู้ว่าจะใช้พวกเขาอย่างไร ด้วยพรสวรรค์ด้านการศึกของท่าน การเข้าใจสถานการณ์การรบ และด้วยลิขิตสวรรค์ ท่านจะแพ้ได้อย่างไร

เสบียงอาหารท่านอาจจะน้อย แต่ท่านไม่ได้อยู่ในช่องแคบของ Chu และ Han ระหว่าง Rongyang และ Chenggao ในตอนนั้น หลิวปังและเซี่ยงหวี่ต่างก็ไม่เต็มใจถอยทัพ เพราะพวกเขารู้ดีว่าใครถอยทัพก่อนคนแรกจะสูญสิ้นทุกอย่าง

กองทัพของท่านอาจน้อยกว่าของอ้วนเสี้ยวถึงสิบเท่า แต่ท่านก็สามารถยึดที่มั่นและสามารถรักษาไว้ได้ ท่านรั้งเขาไว้ทำให้เขาไม่สามารถไปไหนได้ ถ้าท่านยังสามารถยึดที่นั้นได้อีกครึ่งปี ความเข้มแข็งของทัพเขาต้องหมดลง นี่เป็นเวลาตัดสินแพ้ชนะ และเป็นโอกาสที่จะทำให้เขาประหลาดใจ แล้วท่านจะทิ้งโอกาสนี้ไปหรือ

เมื่อได้รู้ถึงความจริงพวกนี้ โจโฉเพิ่มความแข็งแกร่งให้แนวป้องกันของเขาและยึดที่นั่นเป็นที่มั่น

โจโฉไปต้อนรับคนที่มาส่งเสบียงแล้วพูดว่า ภายในสองอาทิตย์ ข้าจะปราบอ้วนเสี้ยวเพื่อพวกท่าน แล้วข้าก็จะไม่ทำให้พวกท่านลำบากอีก

ขบวนเสบียงของอ้วนเสี้ยวเดินทางมุ่งหน้ามา กัวต๋อ มีเกวียนขนส่งหลายพัน ซุนฮิวพูดกับโจโฉว่า เสบียงอาหารของอ้วนเสี้ยวอยู่ระหว่างขนส่ง ฮันเบ๋ง คนที่คุมเสบียงมานั้นกล้าหาญ แต่เขาดูจะประเมินคู่ต่อสู้ต่ำไป ถ้าเราโจมตีเขา เขาต้องพ่ายแพ้

โจโฉถามว่าใครที่เราควรจะส่งไป
ซุนฮิวจึงว่า ซิหลงมีความสามารถจะทำได้
ดังนั้นพวกเขาจึงส่งแม่ทัพซิหลงและ สูหวน ไปโจมตีฮันเบ๋ง ฮันเบ๋งพ่ายแพ้หลบหนีไป ซิหลงเผาเสบียงอาหารที่ขนส่งมา

ในฤดูหนาวเดือนที่สิบ อ้วนเสี้ยวนำเสบียงอาหารมาเพิ่ม เขาส่ง อิเขง และแม่ทัพคนอื่นนำทหารมากกว่าหมื่นคนไปคุ้มกันขบวนเสบียง พวกเขาหยุดพักตอนกลางคืนห่างไปจากค่ายอ้วนเสี้ยวสี่สิบลี้ทางเหนือ ชีสิวพูดกับอ้วนเสี้ยวว่า ท่านควรจะส่ง เจียวกี๋ ออกไปสกัดทัพของโจโฉ อ้วนเสี้ยวไม่เห็นด้วย

เขาฮิวจึงว่า โจโฉนั้นมีทหารเพียงน้อยนด และเขานำกำลังทั้งหมดมาสู้กับเราที่นี่ ไม่มีทางที่เขาจะทิ้งทหารจำนวนมากไว้ที่ฮูโต๋ ถ้าเราส่งกองทัพเดินทางไปตอนกลางคืนเพื่อโจมตีกะทันหัน เราจะสามารถยึดฮูโต๋ได้ เมื่อเราได้ฮูโต๋ เราก็ได้ตัวองค์ฮ่องเต้ และสามารถโจมตีโจโฉโดยอาศัยพระนามฮ่องเต้ ขณะที่โจโฉกลายเป็นขบฏ แม้ถ้าโจโฉไม่ถูกทำลาย เราก็สามารถให้เขาเร่งรีบกลับไปช่วยเมืองฮูโต๋และเราสามารถปราบเขาได้แน่ อ้วนเสี้ยวไม่เห็นด้วย พูดว่า สิ่งสำคัญตอนนี้คือการเอาชนะโจโฉ

ในตอนนั้นคนในครอบครัวเขาฮิวทำผิดกฏหมาย เมื่อสิมโพยไปจับตัวเขา เขาฮิวโกรธมากและไปหาโจโฉ

ทันทีที่โจโฉรู้ว่าเขาฮิวมา เขาเดินเท้าเปล่าไปต้อนรับเขา จับมือเขาและหัวเราะพูดว่า เขาฮิว ท่านเดินทางมาไกลมาก เวลานี้ข้ามั่นใจว่าจะได้ชัยชนะ พวกเขาเข้าในที่พักและนั่งลงพูดคุย เขาฮิวพูดกับโจโฉว่า อ้วนเสี้ยวที่กองทัพที่เข้มแข็ง ท่านจะรับมือเขาได้อย่างไร และเสบียงอาหารท่านมีมากน้อยแค่ไหน โจโฉจึงว่า เรามีเสบียงพออยู่ได้เป็นปี

เขาฮิวจึงว่า นั่นไม่ถูกต้อง บอกความจริงข้ามา โจโฉจึงว่า เราสามารถอยู่ได้ครึ่งปี เขาฮิวจึงถามว่า ท่านไม่อยากเอาชนะอ้วนเสี้ยวหรือ เหตุใดท่านไม่พูดความจริง โจโฉจึงว่า ข้าล้อเล่นต่อท่าน ความจริงแล้วเราไม่สามารถรบยืดเยื้อได้เกินกว่าหนึ่งเดือน ข้าควรทำอย่างไร

เขาฮิวว่า ท่านเผชิญหน้ากับเขาเพียงลำพังด้วยกองทัพที่ถูกตัดขาด ไม่มีความช่วยเหลือจากภายนออก และเสบียงของท่านก็ใกล้หมด นี่เป็นวิกฤตสถานการณ์

เวลานี้อ้วนเสี้ยวมีเกวียนขนเสบียงกว่าหมื่นคันที่ Gushi และ อัวเจ่า และกองทหารที่คุ้มครองเสบียงนั้นไม่มีการเตรียมพร้อม ถ้าท่านส่งทหารเคลื่อนที่เร็วโจมตีโดยที่พวกเขาไม่ระวัง ท่านจะสามารถจัดการเสบียงพวกเขาได้ ภายในไม่เกินสามวัน อ้วนเสี้ยวต้องพ่ายแพ้ต่อตัวเอง

โจโฉยินดีมาก เขาทิ้งโจหองและซุนฮิวไว้ป้องกันค่าย เขานำทหารห้าพันนาย ทั้งหมดถือธงรบของกองทัพอ้วนเสี้ยว สั่งให้ทุกคนห้ามส่งเสียงและมัดปากม้าไว้ พวกเขาออกจากค่ายตอนค่ำและเคลื่อนที่ไปโดยไม่ใช้ถนนหลัก ทหารทุกคนต่างขนเชื้อเพลิง ถ้ามีใครถามพวกเขา พวกเขาก็จะตอบว่า ท่านอ้วนกลัวว่าโจโฉอาจจะโจมตีด้านหลัง เขาจึงส่งกำลังเสริมไปป้องกันด้านหลัง ทหารอ้วนเสี้ยวก็เชื่อ พวกเขาจึงสามารถผ่านไปได้

เมื่อทัพโจโฉมาถึง พวกเขาล้อมค่ายศัตรูและจุดเพลิง เหล่าทหารอ้วนเสี้ยวที่คุมเสบียงต่างแตกตื่นและสับสน ทันทีที่ไฟสว่างไปทั่วค่าย อิเขงและคนอื่นก็เห็นว่าโจโฉนำทหารมาน้อยแค่ไหน พวกเขาจึงตั้งแถวรบหน้าประตูค่าย โจโฉเข้าโจมตีทันที อิเขง ถอยไปยังแนวป้องกันของค่าย แต่โจโฉตามไปโจมตีเขาอีกครั้ง

เมื่ออ้วนเสี้ยวรู้ว่าโจโฉไปโจมตี อิเขง เขาพูดกับ อ้วนถำ ว่า ในขณะที่โจโฉโจมตี อิเขง ข้าจะยึดค่ายของเขา โจโฉก็จะไม่มีที่ให้กลับไป อ้วนเสี้ยวส่ง โกลำ และเตียวคับไปโจมตีค่ายโจโฉ

เตียวคับว่า ถ้าโจโฉนำกองทัพที่ดีที่สุดของเขาไป โจโฉต้องชนะ อิเขง เมื่อ อิเขง พ่ายแพ้ การใหญ่ก็จะเสียไป ข้าขอร้องให้นายท่านไปช่วย อิเขง ก่อน แต่กัวเต๋าคัดค้านอย่างแข็งขันว่าพวกเขาควรโจมตีค่ายโจโฉ

เตียวคับแย้งว่า ค่ายท่านโจโฉนั้นแข็งแกร่ง ถ้าเราโจมตี เราจะไม่มีทางได้ชัยชนะ ถ้า อิเขง และคนอื่น ๆ พ่ายแพ้ เราเองที่จะเป็นฝ่ายถูกจัดการ

อ้วนเสี้ยวส่งทหารบางส่วนไปช่วย อิเขง และนำทัพส่วนใหญ่เข้าโจมตีค่ายโจโฉ แต่ไม่สามารถยึดได้

เมื่อทหารม้าอ้วนเสี้ยวมาถึง อัวเจ่า แม่ทัพของโจโฉบางคนบอกว่า ข้าศึกกำลังประชิดเข้ามา เราควรจะส่งทหารไปสกัดไว้ก่อน โจโฉโกรธมากพูดว่า รอให้พวกเขามาอยู่หลังทัพเราก่อนแล้วค่อยบอกข้า ทหารโจโฉต่างต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด ทหารโจโฉเร่งรีบเอาชนะศัครู พวกเขาตัดหัว อิเขงและแม่ทัพคนอื่น เผาเสบียงอาหารและฆ่าทหารได้มากกว่าพันคน พวกเขาตัดจมูกศัครู ริมฝีปากและลิ้นจากสัตว์เลี้ยงและม้า และแสดงมันต่อกองทัพของอ้วนเสี้ยว

ทหารอ้วนเสี้ยวต่างกังวลและหวาดกลัว กัวเต๋าอับอายที่แผนเขาล้มเหลว จึงพูดจาใส่ร้ายเตียวคับให้อ้วนเสี้ยวฟังว่า เตียวคับนั้นยินดีที่กองทัพเราพ่ายแพ้ เตียวคับโกรธและหวาดกลัว เขาและ โกลำ เผารถศึกและหนีไปค่ายโจโฉเพื่อขอสวามิภักดิ์

โจหองนั้นระแวงสงสัยไม่เต็มใจที่จะเปิดค่ายรับพวกเขา แต่ซุนฮิวบอกว่า แผนของเตียวคับถูกปฏิเสธ เขาจึงโกรธและหลบหนีมา ใยท่านจึงสงสัยเขา แล้วพวกเขาก็รับพวกเตียวคับเข้าค่าย

กองทัพอ้วนเสี้ยวตื่นตระหนกและวุ่นวายจนเกิดความสับสนอลหม่านไปทั้งกองทัพ อ้วนเสี้ยวพร้อมด้วยอ้วนถำ พร้อมด้วยขุนนางของเขาขี่ม้าหนีไปตามแม่น้ำเหลืองพร้อมทหารม้า 800 นายคอยอารักขา โจโฉไล่ตามพวกเขาแต่ไม่สามารถตามทัน ทัพโจโฉได้ทรัพย์สมบัติจากกองทัพอ้วนเสี้ยว แผนที่และบันทึกต่าง ๆ ทหารอ้วนเสี้ยวที่ยอมแพ้ถูกโจโฉฝังทั้งเป็น ทหารของอ้วนเสี้ยวเจ็ดหมื่นนายตายในการรบ (รายงานนี้เป็นของโจโฉที่เสนอต่อฮ่องเต้ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงเกินจริง ทหารอ้วนเสี้ยวตอนเริ่มสงครามมีเพียงหนึ่งแสนนาย เป็นไปไม่ได้ที่ทัพโจโฉจะฆ่าทหารส่วนใหญ่ของทัพอ้วนเสี้ยวได้ ตัวเลขคงถูกเพิ่มเข้าไป การฆ่าเชลยศึกทั้งหมด แม้ว่าจะเป็นการโหดร้าย ทำให้โจโฉดูโหดเหี้ยม แต่ในสมัยนั้นยังไม่มีอาวุธร้ายแรงที่จะควบคุมตัวนักโทษได้ ไม่มีใครคาดได้ว่า นักโทษจะลุกฮือขึ้นมาโจมตีเมื่อไหร่ อาวุธในสมัยนั้นก็คือร่างกายและอาวุธที่ฟาดฟันกัน เพื่อเป็นการตัดปัญหา การฆ่านักโทษจึงจำเป็น)

ชีสิวไม่สามารถหนีไปพร้อมกับอ้วนเสี้ยว เขาถูกทหารของโจโฉจับตัวได้ เขาร้องไห้คร่ำครวญเสียงดังว่า ข้าไม่ได้ยอมแพ้ ข้าถูกจับตัวได้ โจโฉรู้จักชื่อเสียงเขามาก่อน จึงต้อนรับเขากล่าวว่า เราทั้งสองมีโชคชะตาลิขิตที่ต่างกัน เหมือนเดินกันคนละเส้นทาง (โจโฉเปรียบเทียบถึงตำราโหราศาสตร์ของราชวงศ์ฮั่น ซึ่งแบ่งกลุ่มดาวออกเป็น 28 กลุ่ม เปรียบเขากับชีสิวอยู่บนกลุ่มดาวคนละกลุ่ม) ช่างน่าประหลาดใจยิ่งนักที่ข้าได้ตัวท่านมาในวันนี้

ชีสิวตอบว่า อ้วนเสี้ยววางแผนแย่ยิ่งนัก และเขาก็นำหายนะมาสู่ตนเอง ข้านั้นไม่ฉลาดและแกร่งเพียงพอ จึงสมควรที่ข้าจะถูกจับตัวได้

โจโฉจึงว่า อ้วนเสี้ยวไม่เคยมีความคิดดี ๆ เขาปฏิเสธคำแนะนำของท่าน ตอนนี้แผ่นดินต่างสับสนวุ่นวาย ข้ายินดียิ่งนักถ้าได้ตัวท่านมาช่วยงาน

ชีสิวพูดต่อว่า ลุงข้า มารดาข้าและน้องชายข้าอยู่ในมือของอ้วนเสี้ยว ข้าจะรู้สึกเป็นบุญคุณยิ่งถ้าท่านรีบฆ่าข้า

โจโฉถอนใจพูดว่า ถ้าข้าได้ตัวท่านมาเร็วกว่านี้ แผ่นดินคงสงบสุข โจโฉปล่อยตัวเขาและปฏิบัติต่อเขาอย่างดี แต่ต่อมาเมื่อชีสิวพยายามหนีไปหาอ้วนเสี้ยว โจโฉจึงฆ่าเขาเสีย

โจโฉรวบรวมบันทึกต่าง ๆ ของอ้วนเสี้ยว รวมทั้งจดหมายสวามิภักดิ์จากคนของคนในเมืองฮูโต๋และในกองทัพ เขาเผาบันทึกทุกอย่างแล้วบอกว่า อ้วนเสี้ยวนั้นแข็งแกร่งยิ่งนัก แม้แต่ข้ายังไม่มั่นใจในตัวเอง แล้วคนของข้าจะมั่นใจได้อย่างไร

หลายหัวเมืองของมณฑลกิจิ๋ว ยอมแพ้ต่อโจโฉ

อ้วนเสี้ยวหนีไปฝั่งเหนือของแม่น้ำเหลืองที่ ลิหยง และเดินทางไปที่ค่ายของ เจียวหงี แม่ทัพของเขา อ้วนเสี้ยวกุมมือเขาพูดว่า ข้าเชื่อมั่นในตัวท่านด้วยชีวิตของข้าเอง เจียวหงี มอบกระโจมของเขาแก่อ้วนเสี้ยว มอบอำนาจคุมกองทัพให้แก่เขา เมื่อทหารอ้วนเสี้ยวรู้ว่าอ้วนเสี้ยวอยู่ที่ไหน พวกเขาก็พากันกลับมา

บางคนพูดกับเตียนห้องว่า “ท่านจะกลายเป็นคนสำคัญต่อไป”
นายท่านแม้ว่าจะดูมีใจเมตตากรุณา” เตียนห้องตอบ “แต่เขาไม่เคยลืมสิ่งใด เขาไม่เคยเห็นค่าความภักดีของข้า และข้าก็ได้ทำให้เขาโกรธหลายต่อหลายครั้งจากคำเตือนและคำแนะนำ ถ้าเขาชนะศึกนี้ เขาอาจจะยินดีและยกโทษให้ข้า แต่เวลานี้ เขาพ่ายแพ้และกำลังโกรธ อาจทำให้ความโกรธแค้นในใจลึก ๆ ของเขาแสดงออกมา ข้าไม่หวังว่าตัวเองจะมีชีวิตอยู่ได้อีก”

ทหารของอ้วนเสี้ยวต่างตีอกชกหัวร้องไห้พูดว่า ถ้าเตียนห้องอยู่ที่นี่ เราคงไม่ต้องทรมานกับการพ่ายแพ้เช่นนี้ อ้วนเสี้ยวกล่าวกับ ฮองกี๋ ว่า คนในมณฑลกิจิ๋ว รู้ว่ากองทัพข้าพ่ายแพ้และพวกเขาควรจะจำได้ว่าพวกเขาชักจูงข้าไปผิดทาง เตียนห้องนายทหารคนสนิทของข้าเป็นคนเดียวที่ไม่เห็นด้วยกับพวกเขา แต่แนะนำว่าอย่าทำการรบ ข้ารู้สึกอายเหลือเกินที่จะไปพบหน้าเขา

เมื่อเตียนห้องรู้ว่าท่านถอยทัพเขา ฮองกี๋ ตอบ เขาตบมือและหัวเราะชอบใจ เขายินดีที่ทุกสิ่งเป็นไปอย่างที่เขาคาดการณ์

อ้วนเสี้ยวพูดกับลูกน้องเขาว่า ข้าไม่ใช้คำแนะนำของเตียนห้อง เขาเลยหัวเราะเยาะข้า แล้วอ้วนเสี้ยวก็ฆ่าเตียนห้อง

ก่อนหน้านั้น เมื่อโจโฉรู้ว่าเตียนห้องไม่ได้ตามมาร่วมศึกครั้งนี้ เขายินดีและพูดว่า “อ้วนเสี้ยวจะต้องพ่ายแพ่แน่นอน” ต่อมาเมื่ออ้วนเสี้ยวหนีไป เขาพูดอีกครั้งว่า “ถ้าอ้วนเสี้ยวยอมรับคำแนะนำของนายทหารคนสนิทของเขา ทุกอย่างก็คงไม่เป็นอย่างนี้

ลูกชายสองคนของสิมโพยถูกโจโฉจับได้ Meng Dai ขุนนางของอ้วนเสี้ยวแย้งว่า สิมโพยมีตำแหน่งที่มีอำนาจสำคัญในกองทัพและเขายังมาจากตระกูลที่มีอำนาจ เวลานี้ลูกชายของเขาอยู่ทางใต้ เขาย่อมวางแผนที่จะก่อกบฏ กัวเต๋าและ ซินเป๋ง เห็นด้วย

อ้วนเสี้ยวตั้งให้ Meng Dai ผู้ดูแลกองทัพได้อำนาจคุมกองทัพรักษาการณ์ที่ Ye แทนที่สิมโพย
ฮองกี๋ ผู้ป้องกันกองทัพเคยเป็นศัตรูของสิมโพยมานาน อ้วนเสี้ยวถามเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ฮองกี๋ ตอบว่า “สิมโพย นั้นมีความภักดีอย่างยิงและเคารพแบบแผนของคนมีชื่อเสียงในอดีต เขาย่อมไม่ทรยศเพียงแค่ลูกชายสองคนถูกจับตัวไป ไม่ควรที่จะสงสัยเขา”

“แต่ท่านไม่เคยชอบสิมโพยเลยนี่” อ้วนเสี้ยวถาม

“การทะเลาะก่อนหน้านั้น” ฮองกี๋ ตอบ “เป็นเพียงเรื่องส่วนตัว แต่เวลานี้เรากำลังพูดถึงเรื่องของบ้านเมือง”

“ดีมาก” อ้วนเสี้ยวพูดแล้วเขาก็ไม่ยึดอำนาจของสิมโพย

หลังจากนั้นสิมโพยก็กลายเป็นเพื่อนของ ฮองกี๋

อ้วนเสี้ยวโจมตีหลายเมืองของมณฑลกิจิ๋ว ที่ก่อกบฏต่อเขาและควบคุมเมืองเหล่านั้นได้อีกครั้ง

อ้วนเสี้ยวนั้นใจดีมีเมตตาเป็นคนดี เขายังมีความสามารถและไม่เคยแสดงสีหน้าชอบพอหรือโกรธ แต่เมื่อเขาภูมิใจในตัวเอง หัวแข็งดันทุรังและทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัว และไม่ยอมทำตามเหตุผลที่ดี เขาจึงต้องพ่ายแพ้

ในฤดูหนาว เดือนที่สิบวันที่ 6 พฤศจิกายน มีดาวหางปรากฏให้เห็น

Li Shu เจ้าเมือง โลกั๋ง ได้โจมตีและฆ่า เอียมเซียง ผู้ตรวจการมณฑลยังจิ๋วและ Mei Qiang Lei Xu และ Chen Lan แห่ง โลกั๋ง ต่างรวบรวมผู้คนหลายพันซ่องสุมระหว่างแยงซีและ Huai

โจโฉแนะนำ เล่าฮก เป็นผู้ตรวจการมณฑลยังจิ๋ว ทั้งมณฑลในตอนนั้นสามารถควมคุมได้แค่เมือง กิวกั๋ง แต่ เล่าฮก ขี่ม้าโดยลำพังไปที่ หับป๋า ที่เป็นเมืองร้างและจัดตั้งที่ทำการมณฑลขึ้นที่นั่น เขาเรียกตัว Mei Qian Lei Xu และคนอื่น ๆ มาสนับสนุนเขา และพวกเขาทั้งหมดก็ส่งบรรณาการและยอมรับการเป็นพันธมิตร

หลายปีที่ เล่าฮก ประพฤติตัวอย่างดีงามและสัตย์ซื่อ จึงมีคนร่อนเร่หลายหมื่นคนมาอยู่ภายใต้การนำของเขา เขายังขยายกองทัพและซ่อมแซมเขื่อนและประตูน้ำต่าง ๆ ชาวบ้านสามารถเก็บเกี่ยวพืชผลและเขายังเปิดให้มีการสองหนังสือและตั้งโรงเรียน เขาซ่อมแซมกำแพงเมืองและเตรียมไม้และหินจำนวนมาก เตรียมพร้อมสำหรับสงคราม

เมื่อโจโฉรู้ว่าซุนเซ็กเสียชีวิต เขาคิดที่จะใช้โอกาสนี้เพื่อโจมตี แต่เตียวเหียนคัดค้านว่า การหาประโยชน์จากภัยพิบัติของคนอื่นนั้นไม่ถูกต้องตามแบบแผนปฏิบัติที่ดี ยิ่งไปกว่านั้นถ้าท่านล้มเหลว ท่านยังสร้างศัตรูและทำลายความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่าย เวลานี้ควรที่จะแสดงความใจกว้าง (เตียวเหียนนั้นเป็นขุนนางที่ซุนเซ็กส่งไปถวายบรรณาการแก่เมืองหลวงเมื่อสองปีก่อน และถูกทางการแต่งตั้งเป็นขุนนางในท้องพระโรง)

ดังนั้นโจโฉจึงแต่งตั้งซุนกวนเป็นแม่ทัพผู้กำจัดคนชั่วร้ายพร้อมอำนาจเป็นเจ้าเมืองห้อยแข

โจโฉต้องการให้เตียวเหียนไปชักจูงให้ซุนกวนเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับตน เขาแต่งตั้งเตียวเหียนเป็นนายทหารผู้ควบคุมดินแดนตะวันออกของห้องแข ดังนั้นเตียวเหียนจึงมาที่ง่อ นางง่อก๊กไถ้เชื่อว่าซุนกวนยังเด็กเกินกว่าที่จะปกครองเมือง ดังนั้นนางจึงขอให้เตียวเจียวเตียวเหียน ทำงานร่วมกันเป็นผู้ช่วยของซุนกวน เตียวเหียนนั้นเป็นคนที่ไม่มีความคิดดี ๆ ซักเท่าไหร่ แต่การช่วยเหลือการบริหารและทำให้ทุกสิ่งเป็นไปด้วยดีเขาทำได้อย่างไม่มีข้อบกพร่อง

นางง่อก๊กไถ้ถาม ตังสิด นายหทารผู้แสดงความภักดีแห่งห้อยแขว่า เราจะสามารถครองดินแดนตะวันออกของแยงซีได้หรือไม่

“ดินแดนตะวันออกของแยงซีนั้นมีแม่น้ำและภูเขาเป็นปราการธรรมชาติ “ในขณะที่การปกครองอย่างดีของแม่ทัพผู้สังหารกบฏ (ซุนเซ็ก) นั้นถูกใจประชาชนยิ่งนัก แม่ทัพผู้กำจัดคนชั่วร้าย (ซุนกวน) สามารถสร้างตัวขึ้นได้จากรากฐานที่ได้วางไว้ ดังนั้นกลุ่มน้อยใหญ่ต่างก็เชื่อฟังคำสั่งเขา เตียวเจียวสามารถดูแลการบริหารบ้านเมือง ในขณะที่คนอื่น ๆ อย่างข้าก็ทำตัวเหมือนอวัยวะต่าง ๆ เข่นกรงเล็บหรือฟัน ด้วยความได้เปรียบทางภูมิประเทศและการสนับสนุนจากประชาชน ไม่มีสิ่งใดต้องวิตก

ซุนกวนส่งเตียวเหียนไปยังดินแดนของเขา เพราะว่าเตียวเหียนได้รับตำแหน่งจากทางการ ทำให้บางคนสงสัยว่าเตียวเหียนอาจจะมีแผนบางอย่าง แต่ซุนกวนปฏิเสธที่จะฟังคำเตือนเกี่ยวกับเตียวเหียน

โลซกตั้งใจที่จะกลับไปทางเหนือ แต่จิวยี่ชักชวนให้เขาอยู่ต่อ และแนะนำเขาให้แก่ซุนกวนพูดว่า “โลซกมีความสามารถที่เป็นประโยชน์ต่อเรา ท่านควรจะที่มองให้กว้าง ๆ เพื่อหาคนอย่างเขามาช่วยงานใหญ่ของท่าน”

ซุนกวนไต่ถามคำแนะนำจากโลซกและชอบใจคำตอบเขามาก เมื่อแขกคนอื่น ๆ กลับไป เขาชวนให้โลซกอยู่ต่อ และเขานั่งดื่มด้วยกันต่อ ซุนกวนพูดว่า “ราชวงศ์ฮั่นอยู่ในอันตราย ข้ามีใจที่จะทำตามแบบนอย่างของฉีหวนกงและจิ้นเหวินกง ท่านจะช่วยเหลือข้าได้อย่างไร”

“ในอดีตกาล” โลซกตอบ “แม้ว่าฮ่องเต้ฮั่นโกโจจะต้องการที่จะซื่อสัตย์และรับใช้ฮ่องเต้เฉพาะกาล แต่เขาไม่สามารถกระทำได้เพราะว่าเขาตกอยู่ภายใต้การคุกคามของเซี่ยงหวี่ เวลานี้โจโฉเป็นเหมือนดั่งเซี่ยงหวี่ และท่านจะทำตัวเหมือนฉีหวนกงหรือจิ้นเหวินกงได้อย่างไร”

“เท่าที่ข้าเห็น ราชสำนักฮั่นจะล่มสลายไปแต่โจโฉจะขึ้นมาแทน แผนกรที่ดีที่สุดของท่านคือการครอบครองแยงซีตะวันออกและเฝ้าดูการต่อสู้ของทั้งแผ่นดิน ฉกฉวยประโยชน์จากคนเหนือที่ไม่เตรียมพร้อม โจมตีหองจอและขับไล่เขาไป มุ่งหน้าไปโจมตีเล่าเปียวต่อ และยึดดินแดนตามแม่น้ำแยงซี นี่ถือเป็นงานของท่านอ๋อง”

ซุนกวนตอบว่า “เวลานี้ข้าได้เอากำลังทั้งหมดของดินแดนเราช่วยเหลือและสนับสนุนราชสำนักฮั่น สิ่งที่ท่านคาดหวังนั้นเกินกำลังของข้า”

เตียวเจียวพูดค้านโลซก บอกว่าเขายังอายุน้อยเกินไปและทำตัวแปลกประหลาด แต่ซุนกวนกลับเคารพโลซกมากยิ่งขึ้น และมอบรางวัลให้แก่เขา โลซกจึงกลับร่ำรวยเหมือนเมื่อก่อน

ซุนกวนทดสอบนายทหารผู้น้อยผู้มีกำลังทหารน้อย และมีความสำคัญต่อกองทัพน้อยไป เพื่อรวบรวมทหารพวกเขาเข้าด้วยกันเพื่อนสร้างกองทัพที่ใหญ่ขึ้น ลิบองและทหารของเขานั้นดูเข้มแข็งและผ่านการฝึกมาเป็นอย่างดี ซุนกวนประทับใจมาก จึงเพิ่มอำนาจทหารให้เขา เลื่อนขั้นและให้รางวัลแก่เขา

ล่อถงแนะนำซุนกวนให้เป็นคนที่มีมีใจสัตย์ซื่อเพื่อต้อนรับเหล่าบัณฑิต และเป็นคนขยันหมั่นเพียรเพื่อหาคำแนะนำ ควรให้มีการจัดงานเลี้ยงขึ้นหลายวันและมอบรางวัลให้แก่คนที่มีความสามารถและสามารถปราศัยได้ คนเหล่านั้นควรได้รับการรับรองอย่างดี และแสดงความสนใจเป็นพิเศษและสนับสนุนให้เขาพูดสิ่งในใจ ซุนกวนทำตามคำแนะนำนี้ ล่อถง เป็นบุตรของ Luo Jun

ซุนฟุ เจ้าเมือง Luling กลัวว่าซุนกวนจะไม่สามารถครองดินแดนแยงซีตะวันออกได้ เขาจึงลอบส่งคนส่งจดหมายให้กับโจโฉ มีบางคนรายงานเรื่องนี้กับซุนกวน ซุนกวนสังหารคนใกล้ชิดของ ซุนฟุ และแยกย้ายลูกน้องของเขา และเนรเทศ ซุนฟุ ไปยังตะวันออก

โจโฉแนะนำฮัวหิมให้มาเป็นที่ปรึกษากองทัพของซือคง

Li Shu เจ้าเมือง โลกั๋ง ปฏิเสธคำสั่งซุนกวนและหลายครั้งคิดแข็งข้อและเป็นกบฏต่อซุนกวน ซุนกวนรายงานสถานการณ์ต่อโจโฉว่า ผู้ตรวจการมณฑล เอียมเซียง ซึ่งท่านเป็นคนแต่งตั้ง และ Li Shu ได้สังหารเขา นี่เป็นอาชญากรรมที่ป่าเถื่อน เขาควรได้รับการลงโทษและถูกสังหารทันที Li Shu ต้องหลอกขอความช่วยเหลือจากท่าน ท่านนั้นครองตำแหน่งอัครเสนาบดี และท่านยังเป็นที่เคารพของคนทั่วแผ่นดิน ข้าขอร้องให้ท่านบอกลูกน้องของท่านอย่าได้ช่วยเหลือเขา

แล้วซุนกวนก็นำทัพโจมตี Li Shu ในเมืองฮวน Li Shu ขอความช่วยเหลือจากโจโฉ แต่โจโฉไม่ส่งกำลังหนุนให้เขา ทัพซุนกวนล้อมเมืองและสามารถตัดหัว Li Shuมาประจาน กองทัพของเขากว่าสองหมื่นคน ถูกยึดและย้ายไปยังที่อื่น

เล่าเปียวโจมตีเตียวเสียนติดต่อกันมาหลายปี แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ แต่ในขณะที่โจโฉรบกับอ้วนเสี้ยว โจโฉจึงไม่มีโอกาสส่งทัพมาช่วย เตียวเสียนล้มป่วยและตาย

ชาวเมืองเตียงสาตั้งเตียวเอ๊ก ลูกชายเขาขึ้นเป็นเจ้าเมืองแทน แต่เล่าเปียวโจมตีเขา พร้อมกับ เลงเหลง และ ฮุยเอี๋ยง และยึดครองได้ทั้งหมด

เขตแดนของเล่าเปียวขายเป็นหลายพันลี้ เขามีทัพมากกว่าแสนคน เขาเลิกส่งบรรณาการ เขายังทำการบูชาและบวงสรวงสวรรค์และแผ่นดินในที่ทำการเขา และใส่เสื้อผ้าเหมือนดั่งฉลองพระองค์

เพราะว่าเล่าเจี้ยงนั้นไร้สติปัญญาและอ่อนแอ เตียวฬ่อจึงปฏิเสธคำสั่งของเขา และโจมตี Zhang Xiu นายทหารของเล่าเจี้ยง ฆ่าเขาและยึดครองกองทัพ เล่าเจี้ยงโกรธมากจึงฆ่ามารดาและน้องชายเตียวฬ่อ

หลังจากนั้น เตียวฬ่อยึดฮันต๋งและประกาศสงครามกับเล่าเจี้ยง เล่าเจี้ยงส่ง บังยี่ แม่ทัพสุภาพชนแห่งราชสำนักเข้าโจมตีเขา แต่ไม่สามารถทำอะไรเตียวฬ่อได้ เล่าเจี้ยงแต่งตั้ง บังยี่ เป็นเจ้าเมือง Ba และให้ตั้งค่ายที่ Langzhong เพื่อต่อต้านเตียวฬ่อ บังยี่ ใช้อำนาจเกณฑ์ชาว Zong แห่ง Hanchang มาเป็นทหาร

บางคนจึงกล่าวหา บังยี่ ต่อเล่าเจี้ยง เล่าเจี้ยงจึงสงสัยในตัวเขา Zhao Wei คัดค้านหลายครั้ง แต่คำแนะนำของเขาไม่ถูกรับฟัง เขาจึงโกรธและไม่พอใจ

ก่อนหน้านั้น หลายหมื่นครอบครัวจาก ลำหยง และสามหัวเมืองอพยพมาสู่มณฑลเอ๊กจิ๋ว เล่าเอี๋ยน เกณฑ์พวกเขาเป็นทหาร และให้ชื่อว่า กองทัพ Dongzhou เล่าเจี้ยงเป็นคนใจกว้างและเมตตา เขาไม่มีคำสั่งใดต่อกองทัพนี้ และเมื่อทัพ Dongzhou ปล้นและทำร้ายคนท้องถิ่น เล่าเจี้ยงก็ไม่สามารถป้องกันอะไรได้

Zhao Wei เป็นขุนนางที่ประชาชนรักใคร อาศัยประโยชน์จากความไม่พอใจของคนในมณฑลเอ๊กจิ๋ว เขาก่อการกบฏ นำทัพหลายหมื่นโจมตีเล่าเจี้ยง เขามอบของกำนัลจำนวนมากเพื่อเป็นพันธมิตรกับเล่าเปียว เมืองจ๊ก Guanghan และ Jiangwei ล้วนแต่เข้าร่วมกับเขา




 

Create Date : 26 ธันวาคม 2548    
Last Update : 2 มิถุนายน 2549 18:17:33 น.
Counter : 308 Pageviews.  

ปี 199 AD

ปี Jian’an ที่ 4 199 AD
(14 กุมภาพันธ์ 199 – 2 กุมภาพันธ์ 200)

ในฤดูใบไม้ผลิ เดือนที่สาม เตียวเอี๋ยน หัวหน้าโจรภูเขา เข้าร่วมกับ Gongsun Xu เขานำทหารแสนคน ยกทัพเป็นสามทางมาช่วยกองซุนจ้าน

ก่อนหน้าที่เขาจะมาถึง กองซุนจ้านส่งสารลับไปหา Gongsun Xu บอกเขาให้นำทหารม้าหุ้มเกราะห้าพันนายไปซุ่มที่หนองน้ำทางเหนือแล้วจุดไฟเป็นสัญญาณ แล้วกองซุนจ้านจะนำทัพฝ่าออกไปจากภายในเมือง

ทหารลาดตระเวนคนหนึ่งของอ้วนเสี้ยวยึดสารลับนั้นได้ เมื่อถึงเวลานัดหมาย กองทัพอ้วนเสี้ยวได้แกล้งจุดไฟขึ้น กองซุนจ้านเชื่อว่ากองทัพหนุนมาถึงแล้ว จึงนำทัพออกมาต่อสู้ แต่โดนทัพอ้วนเสี้ยวที่ซุ่มอยู่โจมตี กองทัพกองซุนจ้านเสียหายอย่างมาก ต้องหนีร่นเข้าไปในเมือง

อ้วนเสี้ยวสั่งให้ขุดอุโมงค์ โดยใช้ไม้ช่วยพยุงอุโมงค์ ขุดไปใต้หอคอยหนึ่งของกองซุนจ้าน พอทหารอ้วนเสี้ยวคิดว่าขุดมาถึงใจกลางป้อม พวกเขาก็ก่อกองไฟเผาจนหอคอยพังทลาย บางป้อมล้มลงโดนป้อมใจกลาง กองซุนจ้านรู้ว่าวาระสุดท้ายของเขามาถึง จึงรัดคอน้องสาว ภรรยาและบุตรของเขา และเตรียมฟืนสำหรับเผาศพตัวเอง อ้วนเสี้ยวสั่งทหารปีนเข้าไปในป้อม พวกเขาตัดศีรษะกองซุนจ้าน เต็งไก๋ก็ตายในศึกนี้ด้วย

Guan Jing ร่ำไห้พูดว่า ถ้าข้าไม่แนะนำให้นายท่านอยู่ที่ป้อมนี่ ท่านก็อาจจะยังไม่ถึงที่ตาย ข้าเคยได้ยินว่า สุภาพชนที่นำความหายนะมาสู่ผู้อื่น เขาควรที่จะร่วมในความยากลำบากนั้นด้วย แล้วข้าจะเป็นคนที่รอดตายเพียงคนเดียวได้อย่างไร เขาจึงควบม้าเข้าสู่ทัพอ้วนเสี้ยวและถูกฆ่าตาย

Gongsun Xu ถูกฆ่าตายโดย Chuge (ชนเผ่า ซงหนู)

Tian Yu พูดกับ Xianyu Fu เจ้าเมืองของเขา โจโฉสนับสนุนฮ่องเต้และออกคำสั่งแก่เหล่าเจ้าเมือง ในที่สุดเขาจะรวบรวมแผ่นดินได้ ท่านควรเป็นขุนนางพวกแรกที่ไปรับใช้เขา ดังนั้น Xianyu Fu และขุนนางของเขาจึงเขียนจดหมายแสดงความภักดีกับโจโฉ หลังจากนั้นจึงมีราชโองการแต่งตั้งให้เขาเป็นแม่ทัพผู้สร้างความจงรักภักดี และผู้ปกครองหกหัวเมืองในมณฑลอิวจิ๋ว

ก่อนหน้านั้น อ๋อง Qiuliju แห่งวูฮวน ได้เสียชีวิต ลูกชายของเขา Louban ยังเยาว์วัย ดังนั้นหลานของเขา ต้าตุนชายหนุ่มที่ชอบสงครามจึงได้สืบทอดอำนาจควบคุม Nanlou จาก Shanggu Supuyan จากเลียวตั๋ง และ Wuyan จาก Youbeiping เมื่ออ้วนเสี้ยวโจมตีกองซุนจ้าน ต้าตุนนำทัพวูฮวน ไปช่วยเขา และเมื่อกองซุนจ้านตายไป อ้วนเสี้ยวจึงใช้โอกาสนี้ทำตราตั้งตำแหน่ง Shanyu มอบให้ต้าตุน Nanlou Supuyan และ Wuyan

อ้วนเสี้ยวรู้ว่า Yan Rou นั้นได้การเคารพจาก Wuhuan เขาจึงมอบรางวัลและปฏิบัติต่อเขาอย่างดี เพื่อที่เขาจะได้รักษาสันติสุขทางตอนเหนือ ต่อมา Nanlou และ Supuyan ได้แต่งตั้งให้ Louban เป็น Shanyu และต้าตุนเป็นอ๋อง แต่ต้าตุนก็ยังครองอำนาจการปกครอง

ซุยโก๋นำทัพไปตั้งค่ายที่ Shequan ในฤดูร้อน เดือนที่สี่ โจโฉนำทัพของเขามุ่งหน้าไปแม่น้ำเหลือ และส่งแม่ทัพ สูหวนและโจหยิน ลูกพี่ลูกน้องเขาข้ามแม่น้ำไปโจมตีซุยโก๋

ซุยโก๋นำทหารบางส่วนขึ้นเหนือไปหาอ้วนเสี้ยวขอความช่วยเหลือ แต่ สูหวน และโจหยินมาพบกับเขาที่ Quancheng ทั้งสองโจมตีกองทัพเขาและตัดหัวเขาเสีย โจโฉจึงข้ามแม่น้ำเหลืองไปปิดล้อม Shequan Shequan ยอมแพ้ โจโฉนำทัพเขากลับไป Ao Granary

ก่อนหน้านั้น เมื่อโจโฉยังอยู่ที่กุนจิ๋ว เขาได้แนะนำให้แต่งตั้ง Wei Chong เป็นบุตรกตัญญู เมื่อมณฑลกุนจิ๋ว ก่อกบฏต่อโจโฉ โจโฉพูดว่า Wei Chong เป็นหนึ่งในคนที่จะไม่ทอดทิ้งข้าแน่นอน เมื่อเขารู้ว่า Wei Chong หลบหนีไป โจโฉโกรธมากพูดว่า Wei Chong ถ้าเจ้าไม่หนีไปไกลถึงเผ่า Yue ทางตอนใต้ หรือชนเผ่า Hu ทางตอนเหนือ ข้าจะตามล่าเจ้าให้จงได้

เมื่อโจโฉยึดเมือง Shequan Wei Chong ถูกจับได้ โจโฉพูดว่า เขามีค่าเกินกว่าที่ข้าจะฆ่าทิ้ง เขาจึงแก้มัดและแต่งตั้ง Wei Chong เป็นเจ้าเมืองโห้ลาย พร้อมอำนาจปกครองแม่น้ำเหลืองตอนเหนือ

แม่ทัพตังสินถูกแต่งตั้งเป็นแม่ทัพราชรถและทหารม้า

หลังจากที่อ้วนสุดตั้งตัวเองเป็นฮ่องเต้ เขาก็ใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายมาก เขามีมเหสีและนางสนมหลายร้อยคน พวกเขาแต่งกายด้วยผ้าไหมและกินอยู่อย่างดี ประชาชนต่างทุกข์ร้อนและหิวโหย แต่อ้วนสุดก็ไม่ใยดีพวกเขา ไม่นานทรัพย์สมบัติของอ้วนสุดก็หมดลง เขาจึงไม่สามารถรักษาตำแหน่งเขาได้ เขาจึงเผาวังหลวงและหนีไปหา Chen Jian และ ลุยป๊ก ลูกน้องเขาที่ภูเขา Qian แต่พวกเขาก็ทอดทิ้งอ้วนสุด

เมื่อทรัพย์สมบัติเขาหมดสิ้น กองทัพก็แตกแยกกระจัดกระจาย อ้วนสุดเสียใจและหดหู่มาก เขาไม่รู้ว่าจะทำสิ่งใด อ้วนสุดส่งฑูตไปเสนอมอบตราหยกฮ่องเต้ให้กับอ้วนเสี้ยว บอกว่า สวรรค์ได้ละทิ้งราชวงศ์ฮั่นแล้ว ตระกูลอ้วนได้ถูกมอบหมายให้ปกครองแทน บัดนี้ถึงเวลา ฤกษ์งามยามดีนั้นแล้ว ตัวท่านปกครองถึงสี่มณฑล มีประชาชนกว่าล้านครัวเรือน ข้าขอมอบตราหยกฮ่องเต้ให้แก่ท่าน ขอให้ท่านจงใช้มันเพื่อทำตามลิขิตสวรรค์

อ้วนถำเดินทางจากมณฑลเฉงจิ๋วมารับตัวอ้วนสุด วางแผนที่จะนำตัวเขาขึ้นเหนือไปทางเมืองแห้ฝือ โจโฉ ส่งเล่าปี่และจูเหลงเข้าขัดขวาง อ้วนสุดไม่สามารถเดินทางไปต่อได้ เขาหนีเดินทางกลับไปยังฉิวฉุน

ในเดือนที่หก อ้วนสุดมาถึงตำบลกังเต๋ง เขานั่งแคร่หามและร้องไห้พูดว่า แล้วข้าอ้วนสุดก็มีวันนี้ เขาแค้นเคือง เศร้าโศกจนล้มป่วย กระอักเลือดและเสียชีวิตในที่สุด

ด้วยความกลัวโจโฉ อ้วนอิ๋นลูกพี่ลูกน้องอ้วนสุดไม่กล้าอยู่ที่ฉิวฉุน เขากับลูกน้องนำศพอ้วนสุดและครอบครัวหนีไปหา เล่าต๋งเจ้าเมืองโลกั๋งในเมืองฮวน

Xu Qiu เจ้าเมืองกองเหลงคนเก่า ค้นพบตราหยกฮ่องเต้ จึงนำขึ้นทูลเกล้ามอบให้แก่ฮ่องเต้

เมื่ออ้วนเสี้ยวปราบกองซุนจ้านได้ เขาจึงยิ่งทวีความหยิ่งยโส เขาส่งบรรณาการให้ทางการไม่สม่ำเสมอและจำนวนน้อยลง Geng Bao ลูกน้องเขาลอบแนะนำให้เขาอาศัยโองการสวรรค์และความต้องการประชาชนสถาปนาตัวเองเป็นฮ่องเต้ อ้วนเสี้ยวนำความคิดของเขามาพูดหารือกับลูกน้องเขา แต่ทุกคนพากันบอกว่า Geng Bao เสียสติไปแล้ว และควรจะถูกลงโทษ อ้วนเสี้ยวจึงถูกบังคับให้ฆ่า Geng Bao เพื่อลบข้อครหาว่าเขาไม่ได้คิดเช่นนั้น

อ้วนเสี้ยวเลือกทหารอย่างดีแสนคน และทหารม้าหมื่นนายเข้าโจมตีเมืองฮูโต๋ แต่ชีสิวค้านว่า นายท่านเพิ่งจะเสร็จการศึกกับกองซุนจ้าน กองทัพไม่กลับบ้านเมืองเป็นเวลาหลายปี ผู้คนต่างอ่อนล้าและเป็นโศกเศร้า ยุ้งฉางเสบียงก็ว่างเปล่า ท่านไม่ควรคิดการใดในตอนนี้ ควรจะสนใจการเพาะปลูกสร้างเสบียงอาหารและให้ประชาชนได้พักบ้าง

ตอนนี้ควรจะส่งฑูตไปยังราชสำนัก ถ้าเขาไม่สามารถเข้าเฝ้าได้ ก็ให้รายงานว่าโจโฉขัดขวางการติดต่อของเรากับองค์ฮ่องเต้ แล้วจึงยกทัพไปตั้งค่ายที่ ลิหยง พัฒนาป้อมปราการทางตอนใต้ของแม่น้ำเหลืองให้แข็งแกร่ง สร้างเรือศึกเพิ่ม ซ่อมแซมอาวุธและเครื่องมือต่าง ๆ ส่งทัพทหารม้าชั้นดีขนาดเล็กเข้าโจมตีเร็วทางชายแดนอยู่เสมอ เท่านี้ดินแดนของศัตรูก็จะไม่สงบสุขในขณะที่คนของเราได้พักผ่อน วิธีนี้เราจะสามารถเอาชนะศึกได้อย่างง่ายดาย

กัวเต๋าและสิมโพยคัดค้านพูดว่า ด้วยความสามารถทางการรบของนายท่าน ถ้าท่านนำกองทัพภาคเหนือที่เกรียงไกรของเราข้ามแม่น้ำเหลืองไปโจมตีโจโฉ การเอาชนะก็หมายเหมือนพลิกฝ่ามือ เหตุใดนายท่านต้องทำตามคำแนะนำชีสิว

ชีสิวจึงพูดต่อว่า กองทัพที่ปราบปรามกบฏและลงโทษเจ้าเมืองที่ชั่วร้าย ก็คือกองทัพธรรม กองทัพที่อาศัยเพียงจำนวนและความแข็งแกร่ง ก็คือคนที่หยิ่งยโส กองทัพธรรมนั้นไร้คู่ต่อสู้ แต่กองทัพที่หยิ่งยโสนั้นไม่ช้าก็จะพ่ายแพ้ เวลานี้โจโฉอาศัยฮ่องเต้ออกคำสั่งแก่ทั่วแผ่นดิน ถ้าท่านยกทัพบุกโจมตี ก็เท่ากับท่านเป็นศัตรูกับทางการ

การวางแผนเพื่อนั้น ต้องการมากกว่าการใช้จำนวนทหารที่เหนือกว่าเอาชัยชนะ โจโฉนั้นควบคุมกองทัพอย่างเคร่งครัด ทหารก็กล้าแกร่งและถูกฝึกมาอย่างดี ไม่ใช่คู่ต่อสู้อย่างกองซุนจ้านที่เอาแต่นั่งรอการโจมตีของเรา ถ้านายท่านเพิกเฉยการวางแผนอย่างรอบคอบและปลอดภัย และนำทัพโจมตีโดยไม่มีเหตุผล ข้าก็เป็นห่วงว่านายท่านจะไม่ได้ชัยชนะ

กัวเต๋าและสิมโพยพูดว่า เมื่อโจวอู่อ๋อง โจมตีซางโจวอ๋อง นั่นก็ไม่ถือว่าเป็นการไม่ภักดีแต่อย่างไร (ซางโจวอ๋องเป็นผู้ปกครองที่ชั่วร้าย ถูกโจวอู่อ๋องฆ่าตายและยึดอำนาจ แต่ในประวัติศาสตร์ของราชวงศ์โจว ก็บันทึกไว้ว่า โจวอู่อ๋องฆ่าสามัญชนคนหนึ่ง ไม่ได้ระบุว่าฆ่าท่านอ๋องแต่อย่างไรในที่สุด ประมาณว่าผู้ชนะเป็นเจ้า) การสู้กับโจโฉก็ถือว่าเป็นเยี่ยงนั้น ใยท่านจึงอ้างว่าไม่มีเหตุผลอันดี

อีกอย่าง นายท่านของเรามีความสามารถในการรบ ทหารเราก็มีขวัญกำลังใจดี ถ้าเราไม่ฉวยโอกาสในตอนนี้ ก็ถือว่าสวรรค์ได้ประทานโอกาสมาให้เรา แต่เราไม่คว้าโอกาสนั้นไว้ นั่นล่ะความหายนะจะมาสู่เรา นี่คือเวลาที่ Yue ขึ้นเป็น Hegemon และ Wu ถูกทำลาย ท่านชีสิวนั้นคิดการไม่รอบคอบ เลยมองไม่เห็นโอกาสอันดี เขาไม่สามารถที่จะตัดสินใจได้ว่าควรจะทำอะไร

อ้วนเสี้ยวยอมรับในคำแนะนำของกัวเต๋า

เพราะว่าเรื่องนี้ ทำให้กัวเต๋าและพวกพูดต่อต้านชีสิว บอกว่า ชีสิวนั้นควบคุมทุกอย่าง มีทั้งอำนาจภายในและภายนอก รวมทั้งอำนาจเหนือกองทัพ ถ้าชีสิวมีอำนาจมากเกินไป นายท่านจะควบคุมเขาได้อย่างไร เมื่อขุนนางมีอำนาจเท่าฮ่องเต้ ความหายนะย่อมบังเกิด นี่คือสิ่งที่หนังสือหินสีเหลือง ได้เตือนไว้ ยิ่งกว่านั้นคนที่ควบคุมกองทัพภายนอกไม่ควรเกี่ยวข้องกับการบริหารบ้านเมืองภายใน

ดังนั้นอ้วนเสี้ยวจึงลดอำนาจของชีสิวลง โดยแต่งตั้งผู้ควบคุมกองทัพสามคน ได้แก่ ชีสิว กัวเต๋าและอิเขง ต่างคนต่างมีอำนาจควบคุมทัพของตัวเอง

ซุนต่ำ ขุนพลทหารม้า ได้คัดค้านว่า โอรสสวรรค์อยู่ที่เมืองฮูโต๋ และประชาชนต่างก็จงรักภักดี ท่านไม่ควรโจมตีเมืองฮูโต๋ แต่อ้วนเสี้ยวไม่เห็นด้วย

เมื่อเหล่าขุนนางในเมืองฮูโต๋รู้ว่าอ้วนเสี้ยวกำลังยกทัพมาโจมตี พวกเขาต่างหวาดกลัว แต่โจโฉกลับพูดว่า ข้ารู้ถึงสันดานคนอย่างอ้วนเสี้ยวดี แม้ว่าอ้วนเสี้ยวจะคิดการใหญ่โต แต่เขากลับมีความฉลาดน้อยนิด แม้ว่าภายนอกอ้วนเสี้ยวจะดูเคร่งครัด แต่กลับมีความกล้าหาญเพียงน้อยนิด อ้วนเสี้ยวนั้นขี้อิจฉาและปองร้ายผู้อื่นและมีอำนาจเพียงน้อยนิด แม้ว่าจะมีทหารมากมาย แต่แผนการรบกลับสับสน เหล่าขุนนางเขาต่างถือดีในความสามารถของตัวเอง แต่การปกครองกลับไม่สมัครสามัคคีกัน แม้ว่าอ้วนเสี้ยวจะครองพื้นที่กว้างใหญ่และมีเสบียงอาหารสมบูรณ์ แต่นั่นทำให้การปราบอ้วนเสี้ยวมีผลตอบที่คุ้มค่า

ขงหยงพูดกับซุนฮกว่า อ้วนเสี้ยวนั้นมีดินแดนกว้างใหญ่และกองทัพก็แข็งแกร่ง เตียนห้องและเขาฮิว ก็เป็นคนฉลาดที่คิดหาแผนการดีเยี่ยมให้เขาได้ สิมโพยและฮองกี๋เป็นขุนนางที่ภักดีและมีความสามารถในหน้าที่ของตัวเอง งันเหลียงและบุนทิวเป็นแม่ทัพที่กล้าหาญในการบัญชากองทัพ นี่ถือเป็นปัญหาใหญ่ของเรา

ซุนฮกตอบว่า อ้วนเสี้ยวมีทหารมากมาย แต่การปกครองกลับหย่อนหยาน เตียนห้องนั้นหัวดื้อและไม่ฟังความเห็นคนอื่น เขาฮิวก็เป็นคนละโมภและชอบละเมิดกฏ สิมโพยยึดความเห็นตัวเองเป็นใหญ่และไม่เคยคิดอะไรได้เอง ฮองกี๋นั้นชอบเสี่ยงและไม่สนใจใคร คนเหล่านี้นั้นยากที่จะร่วมมือกันได้ ความไม่ลงรอยของพวกเขาจะต้องทำลายอ้วนเสี้ยวอย่างแน่นอน งันเหลียงและบุนทิวนั้นแข็งแกร่งไม่มากไปกว่าแม่ทัพธรรมดา การรบเพียงครั้งเดียวก็สามารถจัดการพวกเขาได้

ในฤดูหนาวเดือนที่แปด โจโฉนำกองทัพไปลิหยงส่งจงป้าและคนอื่น นำทหารที่คัดแล้วไปยังมณฑลเฉงจิ๋วเพื่อป้องกันตะวันออก เขาสั้งให้อิกิ๋มตั้งค่ายที่แม่น้ำเหลือง ในเดือนที่เก้า โจโฉทิ้งทหารกองหนึ่งไว้รักษาการณ์ที่กัวต๋อแล้วเขาก็ยกทัพกลับฮูโต๋

อ้วนเสี้ยวส่งฑูตไปหาเตียวสิ้ว และกาเซี่ยงเพื่อเสนอการเป็นพันธมิตร เตียวสิ้วเตรียมที่จะตกลง แต่กาเซี่ยงขวางเตียวสิ้วไว้และพูดกับฑูตของอ้วนเสี้ยวว่า ท่านจงกลับไปเถิดและได้โปรดนำคำขอโทษของพวกเราให้ท่านอ้วนเสี้ยวรับรู้ด้วย ถ้าเขาไม่สามารถญาติดีกับลูกพี่ลูกน้องของตัวเองได้ แล้วเขาจะสู้กับเจ้าเมืองต่าง ๆ ได้อย่างไร

เตียวสิ้วตกใจและหวาดกลัวพูดว่า ท่านไม่ควรพูดรุนแรงขนาดนั้นเลย เขากระซิบกับกาเซี่ยงว่า แล้วเราควรทำอย่างไรในตอนนี้

กาเซี่ยงบอกว่าวิธีดีที่สุดคือการไปรับใช้โจโฉ

เตียวสิ้วพูดว่า อ้วนเสี้ยวนั้นแข็งแกร่ง โจโฉนั้นอ่อนแอและข้าเองก็มีเรื่องบาดหมางกับเขา แล้วเราจะไปรับใช้เขาได้อย่างไร

กาเซี่ยงจึงอธิบายว่า มีเหตุผลที่ท่านควรรับใช้เขา ท่านโจโฉนั้นอารักขาฮ่องเต้และควบคุมทั้งแผ่นดิน นี่คือข้อหนึ่ง อ้วนเสี้ยวนั้นแข็งแกร่ง ถ้าเราเสนอการสนับสนุนจากกองทัพเล็ก ๆ ของเรา เขาย่อมไม่ปฏิบัติต่อเราดีนัก โจโฉนั้นอ่อนแอ ถ้าเขาได้กองทัพของเรา เขาย่อมต้องดีใจ นี่เป็นเหตุผลที่สอง คนที่ทะเยอทะยานอยากเป็นใหญ่ย่อมไม่นำเอาอคติส่วนตัวมาใส่ใจเพื่อแสดงความใจกว้างต่อคนทั้งแผ่นดิน นี่เป็นเหตุผลข้อที่สามสำหรับเราที่จะไปรับใช้เขา ท่านไม่ต้องเป็นห่วง

ในฤดูหนาวเดือนที่สิบเอ็ด เตียวสิ้วนำกองทัพเข้าอ่อนน้อมต่อโจโฉ โจโฉจับมือเตียวสิ้ว จัดงานเลี้ยงต้อนรับ และจัดงานแต่งระหว่าง Cao Jun ลูกชายเขากับบุตรสาวเตียวสิ้ว และตั้งให้เตียวสิ้วเป็นแม่ทัพ โจโฉยังแนะนำให้แต่งตั้งกาเซี่ยงเป็นผู้ถือคฑาทองและมอบตำแหน่ง Marquis แห่งหมู่บ้านให้แก่เขา

เหล่าเจ้าเมืองคนอื่น ๆ ต่างทำตัวเป็นกลางเมื่อโจโฉกับอ้วนเสี้ยวต่อสู้กัน เฝ้าดูว่าอะไรจะเกิดขึ้น Wei Duan ผู้ครองมณฑลเลียงจิ๋วส่งเอียวฮูลูกน้องเขาไปยังเมืองฮูโต๋ เมื่อเขากลับมา เหล่าเจ้าเมืองตะวันตกล้วนถามว่า ระหว่างอ้วนเสี้ยวกลับโจโฉ ใครจะเป็นผู้มีชัย ใครจะพ่ายแพ้

เอียวฮูตอบว่าท่านอ้วนเสี้ยวนั้นโอบอ้อมอารี แต่ไม่มีความสามารถในการตัดสินใจ เขาชมชอบการวางแผนแต่ไม่เคยตัดสินใจ เมื่อไม่มีการตัดสินใจเขาก็ไม่มีอำนาจอันใด และถ้าเขายังชักช้าในการตัดสินใจ เขาก็ไม่สามารถรับมือกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ ท่านอ้วนเสี้ยวนั้นแข็งแกร่งในตอนนี้ แต่เขาไม่มีทางได้ครอบครองแผ่นดิน

ท่านโจโฉนั้นกล้าหาญและคิดการกว้างไกล เขาหยิบฉวยโอกาสโดยไม่มีการลังเล การปกครองก็เข้มแข็ง ทหารล้วนฝึกมาเป็นอย่างดี เหล่าคนดีมีฝีมือก็ไปรับใช้เขาอย่างเต็มกำลัง ท่านโจโฉคือคนที่จะทำการใหญ่ได้สำเร็จ

โจโฉส่ง Wei Ji ไปเป็นฑูตไปทำให้เมืองต่าง ๆ สงบ (โจโฉส่ง Wei Ji ไปหาเล่าเจี้ยง ชักจูงให้เขาโจมตีคุกคามต่อเล่าเปียว เพื่อให้เล่าเปียวไม่มายุ่งตอนที่เขาทำศึกกับอ้วนเสี้ยว) ในเวลานั้นชาวบ้านที่อพยพจากที่อยู่ต้องการกลับภูมิลำเนาเดิม แต่เหล่าเจ้าเมืองต่าง ๆ บังคับให้ชาวบ้านที่ร่อนเร่นั้นอยู่ในสังกัดของตัวเอง

Wei Ji เขียนจดหมายไปหาซุนฮกว่า พื้นที่อันอุดมสมบูรณ์ภายในด่านนั้นเปลี่ยนแปลงเป็นที่รกร้างอย่างรวดเร็ว และชาวบ้านหลายแสนครอบครัวพากันร่อนเร่ไปในมณฑลเกงจิ๋ว เมื่อผู้คนต่างรู้ว่าภูมิลำเนาเดิมของตนนั้นสงบไร้ศึกสงครามแล้วต่างก็อยากที่จะกลับคืนบ้านเกิดเมืองนอน แต่คนที่ต้องการจะกลับไปนั้นก็ถูกห้ามไว้ไม่ให้กลับไป และถูกผู้นำต่าง ๆ บังคับให้พวกเขาเข้าร่วมในสังกัดของตัวเอง อำเภอและตำบลต่าง ๆ ก็อ่อนแอเกินกว่าที่จะอยู่รอดในสถานการณ์เช่นนี้ได้ แต่กลุ่มคนเหล่านี้กลับเข้มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าพวกเขาเป็นศัตรูกับเรา พวกเขาต้องสร้างความยุ่งยากให้แก่เราแน่

เวลานี้เกลือนับเป็นสิ่งมีค่าของแผ่นดิน แต่ตั้งแต่มีการกบฏ การควบคุมเกลือก็ถูกละเลย ท่านควรจะแต่งตั้งคนไปควบคุมดูแลการซื้อขายเกลือเหมือนดั่งอดีต และใช้กำไรจากการนี้ซื้อเครื่องมือทำไร่นาและสัตว์เลี้ยง เพื่อที่เราจะได้เลี้ยงดูผู้คนเหล่านี้ได้ในเวลาที่พวกเขากลับมา ถ้าเราสนับสนุนการเพาะปลูก เมื่อไร่นาออกพืชผลงอกงามดี เมื่อผู้คนได้ยินเรื่องนี้ พวกเขาก็จะเดินทางทั้งวันทั้งคืนเพื่อกลับบ้านเกิดอย่างเร็วที่สุดที่พวกเขาจะทำได้

แล้วจึงส่งขุนพลออกไปจัดตั้งกองทหารเพื่อเกณฑ์ผู้คนเหล่านั้น เพราะเหล่าทหารอ่อนแอลงทุกวัน ในขณะที่ชาวบ้านต่างเข้มแข็งขึ้น นี่เป็นวิธีที่เราจะเสริมความแข็งแกร่งของเราโดยให้ศัตรูเป็นฝ่ายสูญเสีย

ซุนฮกบอกโจโฉเรื่องแผนการนี้ โจโฉทำตามแผนการนี้ โจโฉส่งคนไปควบคุมดูแลการซื้อขายเกลือและส่งขุนพลไปจัดตั้งกองทหารที่ ฮองหลง ทำให้พื้นที่ภายในด่านนั้นยอมสยบและรับใช้โจโฉ

อ้วนเสี้ยวส่งคนไปขอความช่วยเหลือจากเล่าเปียว เล่าเปียวสัญญาแต่ก็ไม่ได้ส่งทหารไป แล้วก็ไม่ได้ช่วยโจโฉ ฮันสงแม่ทัพและเล่าเซียนองครักษ์ของเล่าเปียวพูดกับเขาว่า เวลานี้ผู้นำสองคนต่างต่อสู้กัน จุดเปลี่ยนของแผ่นดินขึ้นอยู่กับเรา ถ้าท่านต้องการสิ่งใดเพื่อตัวท่านเอง ท่านสามารถยกทัพไปแสวงหาประโยชน์ในขณะที่ทั้งสองสู้รบกันอยู่ ถ้าท่านไม่มีความทะเยอทะยานส่วนตัว ท่านควรเลือกที่จะรับใช้พวกเขาคนใดคนหนึ่ง

ท่านจะสามารถบัญชาการกองทัพนับแสนและนั่งดูผลการรบระหว่างทั้งสองได้อย่างไร พวกเขาขอความช่วยเหลือจากท่าน แต่ท่านปฏิเสธที่จะช่วยพวกเขา ท่านรู้ว่าฝ่ายใดถูกแต่ท่านไม่ต้องการรับใช้เขา ผลที่สุด ทั้งสองฝ่ายจะต้องโกรธท่าน และพวกเราเป็นห่วงว่าท่านจะดำรงความเป็นกลางต่อไปไม่ได้

โจโฉมีความสามารถในการใช้ทหารและคนดีมีความสามารถและผู้ห้าวหาญมากมายต่างรับใช้เขา เขาจะต้องปราบอ้วนเสี้ยวได้อย่างแน่นอน หลังจากนั้นถ้าเขานำทหารมาต่อสู้ในแถบแยงซีและ Han พวกเรากลัวว่าท่านจะไม่สามารถสู้กับเขาได้

วิธีดีที่สุดคือนำมณฑลเกงจิ๋วเข้ารับใช้โจโฉ เขาจะต้องปฏิบัติต่อท่านด้วยความเคารพอย่างดี ท่านจะมีความสุขกับลาภยศสรรเสริญไปตลอด และสามารถให้ลูกหลานของท่านสืบทอดต่อไป นี่ถือเป็นแผนการชั้นยอด เกงอวดก็สนับสนุนแผนการนี้

เล่าเปียวนั้นยังลังเลและตัดสินใจไม่ได้ เขาส่ง ฮันสง ไปยังเมืองฮูโต๋บอกว่า เราไม่สามารถคาดการได้ว่าแผ่นดินจะสงบ แต่โจโฉกักตัวฮ่องเต้ไว้ที่เมืองฮูโต๋ เมืองหลวงของเขา ไปสังเกตการณ์จุดอ่อนของเขา แล้วรายงานข้า

ฮันสง ตอบว่า คนฉลาดนั้นสามารถรับมือกับปัญหาได้ทุกสถานการณ์ แต่น้อยคนที่สามารถรักษาภาระหน้าที่ของตนได้ ข้าก็จะรักษาภาระหน้าที่ของข้า เมื่อเป็นเจ้านายลูกน้องกันแล้ว ก็ควรที่จะเป็นลูกน้องจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ตัวข้าเป็นลูกน้องของท่าน ข้าได้สาบานไว้ว่าจะรับใช้ท่าน ท่านเป็นเพียงนายผู้เดียวของข้า ท่านอาจจะส่งข้าไปบุกน้ำลุยไฟ ข้าก็จะยอมเสี่ยงชีวิตไปโดยไม่ปริปากบ่น

ในความเห็นของข้า ท่านโจโฉต้องเป็นผู้รวบรวมแผ่นดิน ถ้าท่านต้องการสนับสนุนฮ่องเต้และโจโฉ ก็ส่งข้าไป แต่ท่านก็ยังไม่ได้ตัดสินใจ ถ้าข้าไปถึงเมืองหลวงแล้วฮ่องเต้ทรงมอบตำแหน่งขุนนางให้แก่ข้า ถ้าข้าถูกบังคับให้รับตำแหน่ง ข้าก็จะกลายเป็นข้ารับใช้ฮ่องเต้ และความสัมพันธ์ของข้ากับท่านก็จะสิ้นสุดลง

เมื่อข้ารับใช้ผู้ใด ข้าก็จะทำงานให้ผู้นั้นอย่างเต็มที่ ดังนั้นถ้าข้าได้รับการแต่งตั้งจากฮ่องเต้ ข้าก็ไม่สามารถเป็นข้ารับใช้ท่านได้อีก ได้โปรดจำไว้ด้วย อย่าได้โกรธเคืองข้า
เล่าเปียวคิดว่าฮันสงไม่เต็มใจไปเท่านั้น เขาจึงยืนยันที่จะส่งฮันสงไป

เมื่อฮันสงมาถึงฮูโต๋ ฮ่องเต้แต่งตั้งเขาเป็นขุนนางและเจ้าเมืองเลงเหลง เมื่อเขากลับ เขาสรรเสริญฮ่องเต้และคุณงามความดีของโจโฉ เขายังหว่านล้อมให้เล่าเปียวส่งบุตรชายเข้าเมืองหลวง (เป็นตัวประกันว่าเล่าเปียวจะไม่ทรยศ) เล่าเปียวโกรธมากเรียกฮันสงเป็นคนทรยศ เขาเรียกประชุมขุนนางให้ทหารตั้งแถว ถือไม้เท้าแทนพระองค์ตั้งใจที่จะสังหารเขา เล่าเปียวกล่าวหาว่า ฮันสงเจ้ากล้าดีอย่างไรถึงทรยศข้า ทุกคนในที่นั้นต่างหวาดกลัวและเร่งฮันสงให้ขออภัย

ฮันสงไม่สะทกสะท้านกล่าวกับเล่าเปียวช้า ๆ และหนักแน่นว่า ข้าไม่เคยทรยศท่าน แต่ท่านต่างหากที่ทรยศข้า แล้วเขาก็ได้อธิบายสิ่งที่เขาเคยพูดไว้

ชัวฮูหยิน ภรรยาเล่าเปียวท้วงว่าฮันสงเป็นความหวังของรัฐ Chu สิ่งที่เขาพูดไว้ถูกต้องแล้ว ท่านไม่มีสิทธิ์ที่จะสังหารเขา

ยังไรก็ดีเล่าเปียวยังโกรธอยู่ เขานำคนในคณะติดตามของฮันสงไปสอบถามด้วยวิธีทรมานจนตาย เขาถึงได้เชื่อว่าฮันสงไม่ได้ความตั้งใจจะทรยศเขา เขาจึงไม่ประหารฮันสงแต่นำเขาไปขังคุกไว้

เตงโป้หัวหน้าโจรในมณฑลยังจิ๋ว วางแผนที่จะบังคับผู้คนที่นั่นให้เดินทางไปยังตอนใต้ของแยงซี เพราะว่าเล่าหัวเป็นคนที่มีชื่อเสียงและยังเป็นคนในตระกูลผู้นำชาวบ้านในแถบนั้น เขาจึงต้องการบังคับเล่าหัวให้ย้ายก่อนเพื่อเป็นตัวอย่างให้คนอื่น เล่าหัวจึงวิตกมาก

ในตอนนั้นโจโฉส่งฑูตมายังมณฑลนี้เพื่อรับฟังข้อคดีความในศาล เล่าหัวไปเชิญฑูตไปยังบ้านของตน เตงโป้ ก็ได้มาแสดงความเคารพฑูตด้วย เล่าหัวจึงจัดงานเลี้ยงสำหรับพวกเขา แล้วเขาก็คว้าเอาดาบมาฆ่า เตงโป้ ตัดหัวเขาและสั่งการไปยังกองทัพว่า ท่านโจโฉมีคำสั่งมาว่า ผู้ใดที่กล้าสร้างปัญหาอีก ผู้นั้นจะได้รับโทษเหมือนดั่ง เตงโป้ ทหารทั้งกองทัพหลายพันคนต่างตกใจกลัวและยอมสยบและยกให้เล่าหัวเป็นหัวหน้าพวกเขา

เล่าหัวนำกองทัพนั้นมอบให้แก่เล่าต๋งเจ้าเมืองโลกั๋ง เล่าต๋งถามเหตุผลเขา เล่าหัวอธิบายว่าเตงโป้ ปกครองกองทัพอย่างไร้กฏระเบียบ กองทัพของเขาจึงปล้นชิงหาประโยชน์จากชาวบ้าน ข้าเองไม่มีอำนาจปกครองกองทัพแต่กลับถือวิสาสะสั่งการพวกเขา พวกเขาย่อมเกลียดข้าและข้าคงไม่สามารถควบคุมพวกเขาให้ทำตามคำสั่งได้ตลอดไป ข้าจึงมอบพวกเขาให้แก่ท่าน

เล่าต๋ง มีผู้ติดตามและทหารจำนวนมากซึ่งเป็นลูกน้องเก่าของอ้วนสุด แต่เขาไม่สามารถเลี้ยงดูคนเหล่านี้ได้ เขาจึงส่ง Liu Xie ลูกพี่ลูกน้องของเขาให้ไปขอเสบียงอาหารจากกลุ่มผู้นำของ Shangliao แต่พวกเขามอบเสบียงอาหารให้ไม่เพียงพอ Liu Xie จึงชักจูงให้เล่าต๋งโจมตีพวกเขา

ซุนเซ็กซึ่งมีอคติกับ เล่าต๋ง ที่เขาได้รับกองทัพที่กล้าแข็งนี้ (เล่าต๋ง เป็นเจ้าเมือง โลกั๋ง ซึ่งเป็นตำแหน่งที่อ้วนสุดสัญญาจะมอบให้แก่ซุนเซ็ก แต่กลับมอบให้ เล่าต๋ง) เขาจึงแกล้งนอบน้อมและเขียนไปหา เล่าต๋ง ว่า กลุ่มผู้นำแห่งฉางเหลียว นั้นมักจะรุกรานดินแดนของข้าอยู่บ่อย ๆ ข้าต้องการที่จะโจมตีพวกเขา แต่การยกทัพไปนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ฉางเหลียวนั้นอุดมสมบูรณ์ยิ่งนัก ข้าขอร้องให้ท่านโจมตีพวกเขา ข้าจะนำกองทัพยกไปสนับสนุนท่าน ซุนเซ็กยังได้มอบไข่มุก อัญมณีและเสื้อผ้าล้ำค่าให้แก่เขา

เล่าต๋งดีใจมากลูกน้องของเขาก็แสดงความยินดีต่อเขายกเว้นเล่าหัว เล่าต๋งถามว่าทำไม เล่าหัวตอบว่า ฉางเหลียวอาจจะเล็กก็จริง แต่กำแพงเมืองนั้นแข็งแกร่ง คูเมืองก็ลึกนัก มันเป็นการยากที่จะโจมตี แต่ง่ายในการป้องกัน คงต้องใช้เวลาอย่างน้อยสิบวันเพื่อยึดเมือง ถ้าท่านนำทหารออกไปโจมตี ออกห่างจากเขตแดนของตัวเอง ทั้งเมืองก็จะปราศจากกองทัพคอยป้องกัน และซุนเซ็กย่อมฉวยโอกาสนี้โจมตีเรา เราก็จะไม่สามารถต่อสู้กับเขาได้ ท่านจะยกทัพไปโจมตีโดยไม่ได้ผลตอบแทน และท่านจะหาทางถอยทัพกลับเมือง แต่ก็ไม่มีเมืองให้ท่านกลับ ถ้าท่านยกทัพออกไป หายนะจะมาเยือนพวกเรา

เล่าต๋งไม่เชื่อเขา เขานำทัพไปฉางเหลียว แต่กลุ่มผู้นำที่นั่นรับรู้ก่อนที่เขาจะนำทัพไป Haihun พวกเขาละทิ้งเมืองหนีไป เล่าต๋งจึงไม่ได้สิ่งใดเลย

ซุนเซ็กในตอนนั้นกำลังนำทหารไปทางตะวันตกโจมตีหองจอ เมื่อเขามาถึง Shicheng เขาได้ยินว่า เล่าต๋ง อยู่ที่ Haihun เขาจึงส่งลูกพี่ลูกน้องของเขา ซุนเบนและซุนฟุ นำทหารแปดพันคนไปตั้งค่ายที่ Pengze เพื่อขวางทางเดินทัพกลับของเล่าต๋ง ในขณะที่เขาและจิวยี่ซึ่งเป็นเจ้าเมืองกังแฮ นำทัพสองหมื่นคนเข้าโจมตีเมืองฮวน เมืองหลวงของโลกั๋งพวกเขายึดเมืองได้ ซุนเซ็กจับครอบครัวของเล่าต๋ง และทหารลูกน้องเก่าของอ้วนสุดเป็นเชลย ซุนเซ็กแต่งตั้ง Li Shu เป็นเจ้าเมืองโลกั๋ง มอบทหารให้เขาสามพันคนเพื่อรักษาเมืองฮวน และนำคนที่เขาจับได้เดินทางไปตะวันออกสู่เมืองง่อ

เมื่อเล่าต๋งยกทัพกลับมาถึงPengze ซุนเบนและซุนฟุยกทัพเข้าโจมตีเขาพ่ายแพ้ไป เล่าต๋งหนีไป Liuyi และขอความช่วยเหลือจากหองจอ หองจอส่งบุตรชายเขา Huang She นำทหารห้าพันคนมาช่วยเล่าต๋ง แต่ซุนเซ็กยกทัพโจมตีอีกครั้งและได้ชัยชนะเด็ดขาด เล่าต๋ง หนีขึ้นเหนือไปหาโจโฉ ส่วน Huang She หลบหนีไป

ซุนเซ็กได้ทหารของ เล่าต๋ง เป็นเชลยกว่าสองพันคนและเรือรบหนึ่งพันลำ แล้วเขาจึงยกทัพอีกครั้งไปโจมตีหองจอ

ในเดือนที่สิบสองวันที่ 11 มกราคม ปี 200 เขานำทัพมาถึง Shaxian เล่าเปียวส่ง เล่าเก๋ง หลานของเขาและ Han Xi นำพลหอกห้าพันนายมาช่วยหองจอ

ในวันที่ 14 มกราคม ซุนเซ็กโจมตีและได้ชัยชนะต่อพวกเขา เขาตัดหัว Han Xi ได้ หองจอหลบหนีไปได้ แต่ครอบครัวของเขาถูกจับ รวมถึงเรือรบกว่าหกพันลำ ทหารของหองจอหลายหมื่นคนถูกฆ่าไม่ก็จมน้ำตาย

ซุนเซ็กนำกำลังเสริมจำนวนมากเข้าโจมตี อิเจี๋ยง โดยตั้งค่ายที่ Jiaoqiu เขาพูดกับ ยีหวน ลูกน้องเขาว่า ฮัวหิมนั้นมีชื่อเสียงมาก แต่เขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้า เว้นแต่เขายอมเปิดประตูเมืองและยอมแพ้ ไม่งั้นผู้คนต้องล้มตายและบาดเจ็บจำนวนมาก ท่านจงไปบอกเขาถึงความรู้สึกของข้าด้วย

ยีหวนไปพบฮัวหิมแล้วพูดว่า ข้ารู้ว่าท่านและอองลองนั้นเป็นคนที่มีชื่อเสียงมากในดินแดนภาคกลาง ผู้คนทั่วแผ่นดินล้วนเคยได้ยินชื่อเสียงของท่าน แม้ว่าท่านยอมสยบให้แก่เรา ผู้คนก็จะปฏิบัติต่อท่านด้วยความเคารพดังเดิม

ฮัวหิมจึงว่า ข้าเองไม่มีความสามารถเทียบเท่าอองลอง

ยีหวนจึงพูดต่อว่า ท่านได้ตรวจสอบเสบียงอาหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ของ อิเจี๋ยง หรือไม่ แล้วความกล้าหาญของผู้คนของท่านเมื่อเทียบกับกองทัพของเรา

ฮัวหิมตอบว่า เปรียบเทียบกับกองทัพของท่าน สถานการณ์ของข้าเลวร้ายยิ่งนัก

ยีหวนพูดต่อว่า ท่านบอกว่าท่านมีความสามารถไม่เท่าท่านอองลองแห่งห้อยแข นั่นเป็นการถ่อมตัวมากเกินไป แต่ท่านพูดถูกอยู่เรื่องหนึ่ง กองทัพที่ดีที่สุดของท่านยังไม่อาจเทียบได้กับกองทัพเมืองห้อยแข

แม่ทัพผู้กำจัดกบฏท่านซุนเซ็ก เป็นนักวางแผนที่เก่งกาจที่สุด และเป็นอัจฉริยะทางการทหาร เขาทำให้ท่านเล่าอิ้วแห่งมณฑลยังจิ๋วต้องหลบหนีไป เรื่องนี้ท่านคงเห็นมาด้วยตาของท่าน ในตอนใต้ท่านซุนเซ็กได้ตั้งกองทัพส่วนตัวของข้า เรื่องนี้ท่านคงเคยได้ยินมาแล้ว เวลานี้ท่านหวังที่จะใช้เมืองเมืองเดียวต่อสู้กับเขา โดยที่รู้ดีว่าทหารและเสบียงอาหารของท่านมีจำกัด ถ้าท่านไม่ตัดสินใจโดยเร็ว อาจสายเกินไปที่จะมาเสียใจ

กองทัพของข้าตั้งค่ายอยู่ที่ Jiaoqiu ข้าจะกลับไป ถ้าเราไม่ได้รับคำตอบจากท่านในตอนเที่ยงของวันรุ่งขึ้น นี่คือถือเป็นการลาจากระหว่างท่านกับข้า

ฮัวหิมตอบว่า ข้าอยู่ดินแดนตอนใต้ของแยงซีมานานมากแล้ว ข้าเองก็ปรารถนาที่จะกลับขึ้นเหนือสู่ภาคกลางเสมอ ถ้าท่านซุนเซ็กมาถึง ข้าก็จะจากไป ในคืนนั้นฮัวหิมได้เขียนหนังสือป่าวประกาศ และในตอนเช้าเขาได้ส่งลูกน้องของเขานำมันไปและต้อนรับซุนเซ็ก

ซุนเซ็กนำทัพของเขามาถึง ฮัวหิมต้อนรับเขาด้วยชุดธรรมดาที่หรูหราไม่ใช่ชุดขุนนาง เพื่อแสดงว่าเขามาต้อนรับซุนเซ็กในฐานะคนธรรมดาไม่ใช่ขุนนาง เหมือนจะบอกว่าเขาได้เกษียณตัวเองแล้วจากชีวิตราชการ ซุนเซ็กพูดกับเขาว่า ชื่อเสียงเรื่องความดีของท่านเป็นที่เคารพมาช้านานและผู้คนทุกแห่งก็ชื่มชมตัวท่าน ข้านั้นยังเยาว์วัยนัก ข้าควรที่จะปฏิบัติตัวเหมือนดั่งบุตรหรือน้องชายของท่าน ซุนเซ็กโค้งคำนับฮัวหิมและปฏิบัติต่อเขาด้วยความเคารพอย่างยิ่ง

ซุนเซ็กแบ่งเมืองอิเจี๋ยง เพื่อสร้างเมือง Luling เขาแต่งตั้งซุนเบนเป็นเจ้าเมืองอิเจี๋ยงและซุนฟุเป็นเจ้าเมือง Luling Tong Shi ป่วยอยู่ในขณะนั้น ซุนฟุ จึงยกทัพไปยึด Luling และทิ้งจิวยี่ให้รักษาการณ์ Baqiu

เมื่อซุนเซ็กยึดเมืองฮวนได้ เขาได้ดูและครอบครัวอ้วนสุดอย่างดี และเมื่อเขายึดอิเจี๋ยงได้ เขาจัดงานศพให้แก่เล่าอิ้วและเลี้ยงดูครอบครัวเขาอย่างดี บรรดาสุภาพชนและบัณฑิตต่างยกย่องเขาในเรื่องนี้

Wei Teng ขุนนางเมืองห้อยแข ได้สบประมาทซุนเซ็ก ซุนเซ็กจึงต้องการที่จะฆ่าเขา ผู้คนต่างกังวลและไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร มารดาของซุนเซ็กจึงขึ้นไปยืนบนบ่อน้ำใหญ่พูดกับเขาว่า เจ้ากำลังจะสร้างรากฐานในตอนใต้ของแยงซี งานก็ยังไม่สำเร็จ นี่ควรเป็นเวลาที่เจ้าจะปฏิบัติกับคนมีความสามารถอย่างดี และสุภาพต่อขุนนางของเจ้า ลืมความผิดพวกเขาและจดจำแต่ความดีความชอบของพวกเขา Wei Teng เพียงทำตามหน้าที่ของเขา ถ้าเจ้าฆ่าเขาในวันนี้ ผู้คนก็จะตีจากเจ้าในรุ่งขึ้น ก่อนที่ข้าจะเห็นหายนะเช่นนั้นข้าจะกระโดดน้ำตายในบ่อนี้ ซุนเซ็กตกใจมาก สั่งให้ปล่อยตัว Wei Teng ในทันที

ก่อนหน้านั้น Sheng Xian เจ้าเมืองง่อ ได้เสนอให้ Gao Dai เป็นบุตรกตัญญู เมื่อเค้าก๋องมาครอบครองดินแดนนี้ Gao Dai ได้นำ Sheng Xian อพยพไปอยู่กับ Xu Zhao ผู้นำกองทัพเล็ก ๆ

Zou Tuo และ Qian Tong แห่ง Wucheng Wang Sheng แห่ง Jiaxing และผู้นำคนอื่นรวบรวมคนจำนวนหลายพันคน บางคนมีจำนวนเป็นหมื่น พวกเขาปฏิเสธการยอมแพ้ต่อซุนเซ็ก ซุนเซ็กจึงนำทหารเข้าโจมตีพวกเขาทั้งหมดพ่ายแพ้ไป

ซุนเซ็กนำกองทัพไปโจมตีเงียมแปะฮอ เงียมแปะฮอพ่ายแพ้ เขานำทหารหนีไป Yuhang ไปหา Xu Zhao เทียเภาขออนุญาตไปโจมตี Xu Zhao แต่ซุนเซ็กพูดว่า Xu Zhao ปฏิบัติอย่างซื่อตรงต่อนายเก่าของเขาและรักษาสัญญาต่อเพื่อนเก่าเขา นี่ถือว่าเป็นน้ำใจลูกผู้ชาย ซุนเซ็กจึงไม่โจมตี Xu Zhao

โจโฉกลับมาค่ายที่กัวต๋อ Xu Tuo และคนอื่น ๆ วางแผนลอบฆ่าเขา ทันทีที่พวกเขาเข้าไปในที่พักของโจโฉ พวกเขาพบกับขุนพลเคาทู สีหน้าพวกเขาเปลี่ยนไปทันที เคาทูจึงรู้ความประสงค์พวกเขา จึงฆ่าพวกเขาทั้งหมด

ก่อนหน้านั้นตังสิน แม่ทัพราชรถและทหารม้าได้รับสารลับจากฮ่องเต้ซ่อนในเสื้อผ้าของเขา เขาจึงวางแผนกับเล่าปี่ที่จะฆ่าโจโฉ โจโฉได้พูดกับเล่าปี่ว่า มีเพียงท่านกับข้าเท่านั้นที่เป็นผู้กล้าของแผ่นดิน คนอย่างอ้วนเสี้ยวนั้นไม่อาจเปรียบเทียบกับเราได้ เล่าปี่กำลังกินเลี้ยงกับโจโฉอยู่ในตอนนั้น เขาทิ้งช้อนและตะเกียบลงด้วยความตื่นตระหนก ในตอนนั้นมีฟ้าร้อง เล่าปี่จึงพูดว่า นักปราชญ์กล่าวไว้ว่า เมื่อฟ้าร้อง หรือลมพายุรุนแรง เขาก็ไม่สามารถรักษาอาการสงบไว้ได้ ช่างคล้ายกับตัวข้าเช่นนัก (เล่าปี่ตกใจกลัวที่โจโฉยกตัวเขาเป็นศัตรูสำคัญ และเขายังกลัวความผิดที่ตัวเขาได้วางแผนกับตังสิน จึงเอาเรื่องฟ้าร้องมากลบเกลื่อนอาการที่เขาทิ้งช้อนและตะเกียบ)

เล่าปี่วางแผนร่วมกับตังสินและขุนพลตันอิบ แม่ทัพจูลันและอองฮู

ภายหลังเมื่อโจโฉส่งเล่าปี่กับจูเหลงยกทัพไปขัดขวางอ้วนสุด เทียเภา กุยแกและตังเจี๋ยวได้คัดค้านว่า ท่านไม่ควรส่งเล่าปี่ไป โจโฉจึงเปลี่ยนใจและส่งคนไปเรียกตัวเล่าปี่กลับ แต่คนนำสารไม่สามารถตามเล่าปี่ได้ทัน

เมื่ออ้วนสุดนำทัพกลับทางใต้ จูเหลงได้กลับมาเมืองหลวง เล่าปี่ฆ่ากีเหมาผู้ตรวจการมณฑลชีจิ๋ว เขาให้กวนอูดูแลแห้ฝือ และทำตัวเป็นเหมือนเจ้าเมือง ในขณะที่เขากลับไปเสียวพ่าย

เซียงหูหัวหน้าโจรจาก Donghai รวบรวมผู้คนจากหลายหัวเมืองก่อกบฏต่อโจโฉและไปเข้าร่วมกับเล่าปี่ กองทัพเล่าปี่เพิ่มขึ้นเป็นหลายพันคน เขาส่งฑูตไปหาอ้วนเสี้ยวเพื่อกระทำการร่วมกัน โจโฉส่ง เล่าต้าย และ อ๋องต๋ง ไปโจมตีเขา แต่พวกเขาไม่อาจเอาชนะเล่าปี่ได้ เล่าปี่พูดต่อ เล่าต้าย และพวกของเขาว่า ข้าสามารถรับมือพวกท่านและคนนับร้อยอย่างพวกท่านได้ แต่ถ้าท่านโจโฉมาด้วยตัวเอง ข้าก็ไม่สามารถรับมือได้




 

Create Date : 08 ธันวาคม 2548    
Last Update : 2 มิถุนายน 2549 18:09:24 น.
Counter : 244 Pageviews.  

ปี 198 AD

ปี Jian’an ที่ 2 198 AD
(26 มกราคม 198 – 13 กุมภาพันธ์ 199)

ในฤดูใบไม้ผลิ เดือนแรก โจโฉกลับไปยังเมืองฮูโต๋

ในเดือนที่สาม โจโฉโจมตีเตียวสิ้วอีกครั้ง เตียวสิ้วและเล่าเปียวเป็นพันธมิตรกัน แต่ซุนฮกแนะนำว่า เตียวสิ้วไม่มีเมืองเป็นฐานที่มั่นสำหรับกองทัพเขา ดังนั้นต้องมีเวลาที่เตียวสิ้วขอเสบียงอาหารจากเล่าเปียว แล้วเล่าเปียวไม่สามารถให้เขาได้ พวกเขาก็จะเริ่มผิดใจกัน

วิธีที่ดีที่สุดคือการนำกองทัพกลับและรอช่วงเวลานี้ และหาวิธีจับตัวเตียวสิ้ว ถ้าท่านเร่งรีบเกินไป ก็จะทำให้พวกเขาช่วยเหลือกันมากขึ้น โจโฉไม่เชื่อคำแนะนำ และปิดล้อมเตียวสิ้วที่ Rang

ในฤดูร้อน เดือนที่สี่ Pei Mou นำราชโองการถึงเจ้าเมืองทุกคน ตวนอุยและขุนนางคนอื่นลงโทษลิฉุย พวกเขาฆ่าลิฉุยและคนในครอบครัว ตวนอุย ถูกแต่งตั้งเป็นแม่ทัพผู้นำความสงบสู่ทิศใต้และได้รับตำแหน่งพระยาแห่งตำบล Min

หลายปีที่ผ่านมา ทุกครั้งที่อ้วนเสี้ยวได้รับราชโองการ เขามักจะกังวลเสมอว่าราชโองการจะสร้างปัญหาให้แก่เขา เขาจึงพยายามที่นำฮ่องเต้มาอยู่กับเขา เขาส่งคนไปหาโจโฉ แนะนำว่าเมืองฮูโต๋นั้นอยู่ในพื้นที่ลุ่มเต็มไปด้วยหนองน้ำ และเมืองลกเอี๋ยงก็เสียหาย ดังนั้นเมืองหลวงควรจะย้ายมาอยู่ที่ Juancheng เพื่อง่ายแก่การส่งเสบียง แต่โจโฉปฏิเสธ

เตียนห้องบอกกับอ้วนเสี้ยวว่า เวลานี้ความคิดที่จะย้ายเมืองหลวงนั้นไม่สำเร็จแล้ว ท่านต้องวางแผนโจมตีเมืองฮูโต๋แล้วนำองค์ฮ่องเต้มาประทับที่นี่ด้วยตัวเอง ท่านสามารถอ้างได้ว่าท่านกระทำไปตามพระประสงค์ของฮ่องเต้ แล้วท่านก็จะควบคุมได้ทั้งแผ่นดิน นี่เป็นแผนการที่ยอดเยี่ยม ถ้าท่านไม่ทำตาม ท่านก็จะถูกคนอื่นจัดการในที่สุด ถึงตอนนั้นก็สายเกินกว่าจะเสียใจ อ้วนเสี้ยวไม่ฟังคำแนะนำของเขา

ในตอนนั้น คนที่ละทิ้งอ้วนเสี้ยวมาอยู่กับโจโฉได้รายงานว่า เตียนห้องเร่งให้อ้วนเสี้ยวโจมตีเมืองฮูโต๋ โจโฉจึงเลิกปิดล้อม Rang และกลับมาที่ฮูโต๋ เตียวสิ้วจึงนำทัพรอดออกมาได้

ในเดือนที่ห้า เล่าเปียวส่งกองทัพไปช่วยเตียวสิ้ว พวกเขาตั้งค่ายที่ Anzhong และรักษาด่านป้องกันการหลบหนีของศัตรู โจโฉเขียนจดหมายถึงซุนฮกว่า เมื่อข้ายกทัพถึง Anzhong ข้าต้องได้ชัยเหนือเตียวสิ้ว

เมื่อกองทัพโจโฉมาถึง Anzhong กองทัพโจโฉถูกล้อมด้านหน้าและหลัง ในคืนนั้นทัพโจโฉขุดหลุมพลางและแกล้งหลบหนี ทัพเล่าเปียวและเตียวสิ้วยกทัพเข้าตีเต็มกำลัง โจโฉนำทหารออกจากที่ซ่อน โจมตีทั้งซ้ายหวาและสามารถเอาชนะพวกเขาได้

ในเวลาต่อมา ซุนฮกถามโจโฉว่า ในเวลานั้นท่านรู้ได้อย่างไรว่าศัตรูจะพ่ายแพ้ ท่านบอกข้าได้หรือไม่

โจโฉพูดว่า พวกเขาตัดทางหนีของข้า ทำให้ข้าเข้าสู่ ที่ตาย (จนตรอก) ข้าจึงรู้ว่าข้าจะต้องชนะ

เมื่อเตียวสิ้วจะไล่โจมตีทัพโจโฉ กาเซี่ยงหยุดเขาไว้พูดว่า ท่านต้องไม่โจมตีเขา ไม่อย่างนั้นท่านต้องพ่ายแพ้แน่นอน เตียวสิ้วไม่ฟังเขา และส่งคนไปโจมตี พวกเขาจึงพ่ายแพ้

เมื่อพวกเขากลับมา กาเซี่ยงอยู่ที่กำแพงเมืองบอกกับเตียวสิ้วว่า กลับไปโจมตีทัพโจโฉอีกครั้ง ครั้งนี้ท่านต้องชนะแน่นอน เตียวสิ้วขอบคุณเขาพูดว่า ครั้งก่อนข้าไม่เชื่อคำแนะนำของท่าน จึงต้องพ่ายแพ้กลับมา แล้วข้าจะโจมตีอีกครั้งได้อย่างไร

กาเซี่ยงจึงตอบว่า สงครามเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ตามเขาไปโดยเร็ว เตียวสิ้วเชื่อฟังกาเซี่ยงมาโดยตลอด เขาจึงรวบรวมทหารที่กระจัดกระจาย และตามโจมตีอีกครั้ง และได้ชัยชนะ

เมื่อเขากลับมา เขาถามกาเซี่ยงว่า ข้าไล่โจมตีกองทัพที่ถอยหนีด้วยทหารชั้นเยี่ยม ท่านกลับบอกว่าข้าจะพ่ายแพ้ แต่เมื่อข้าจะโจมตีกองทัพศัตรูที่กำลังฮึกเหิมจากชัยชนะด้วยทหารที่แตกพ่ายมา ท่านบอกว่าข้าจะชนะ ทั้งสองครั้งท่านล้วนถูกต้อง ท่านคาดการณ์ได้อย่างไร

กาเซี่ยงตอบว่า ง่ายมาก ท่านนั้นเก่งกาจเรื่องจัดการกองทัพ แต่ยังเทียบกับท่านโจโฉไม่ได้ เมื่อท่านโจโฉเหลือทางเลือกเพียงทางเดียวคือถอยทัพ เขาต้องมาสั่งการควบคุมทัพหลังด้วยตัวเองเพื่อป้องกันอย่างดี นี่คือเหตุที่ข้ารู้ว่าท่านต้องพ่ายแพ้

ท่านโจโฉมาโจมตีท่าน และแผนการเขาก็รัดกุมไม่บกพร่อง กองทัพก็ยังแข็งแกร่ง แต่เขาถอยทัพกลับทันที ดังนั้นต้องมีเรื่องเกิดขึ้นที่เมืองของเขา ดังนั้นเมื่อเขาโจมตีท่านได้ เขาต้องเร่งรีบเพื่อกลับเมืองด้วยกองทหารที่เดินทางรวดเร็ว ทิ้งลูกน้องของเขาบัญชาการทัพหลัง แม้ว่าลูกน้องของเขาจะเก่งกาจ แต่พวกเขาไม่เก่งเท่าท่าน นี่คือเหตุที่ท่านสามารถใช้ทหารที่แตกพ่ายเอาชนะศัตรูได้ เตียวสิ้วนั่งฟังด้วยความชื่นชม

ลิโป้เป็นพันธมิตรกับอ้วนสุดอีกครั้ง และส่งโกซุ่น และเตียวเลี้ยวไปโจมตีเล่าปี่ โจโฉส่งแฮหัวตุ้นไปช่วยเล่าปี่ แต่แฮหัวตุ้นแพ้ให้กับทัพของโกซุ่น

ในฤดูหนาว เดือนที่สิบเอ็ด โกซุ่นยึดเมือง Pei และจับครอบครัวเล่าปี่ไว้ เล่าปี่หลบหนีไปได้เพียงลำพัง

โจโฉต้องการนำทัพไปโจมตีลิโป้ด้วยตัวเอง แต่เหล่าลูกน้องทัดทานว่า เล่าเปียวและเตียวสิ้วอยู่เบื้องหลังท่าน ถ้าท่านไปโจมตีลิโป้ พวกเขาต้องไม่ปล่อยโอกาสนี้ไปแน่

ซุนฮิวจึงพูดว่า เล่าเปียวและเตียวสิ้วเพิ่งจะพ่ายแพ้ไปไม่นาน พวกเขาไม่กล้าที่จะลงมืออะไรในช่วงนี้แน่ ลิโป้นั้นกล้าหาญและกล้าแกร่ง และกลับไปเป็นพันธมิตรกับอ้วนสุดอีกครั้ง ถ้าอ้วนสุดอนุญาตให้ลิโป้กระทำการตามใจในเขตระหว่างแม่น้ำ Huai และแม่น้ำ Si เหล่าบรรดาชายฉกรรจ์ในแถบนั้นต้องไปเข้าร่วมกับเขา ก่อนที่ลิโป้จะคิดก่อกบฏ และก่อนที่เขาจะเตรียมกองทัพ นี่เป็นเวลาที่ควรโจมตีลิโป้ ถ้าท่านโจมตีในทันที ท่านจะเอาชนะเขาได้แน่นอน โจโฉพูดว่า แผนท่านวิเศษมาก

เมื่อโจโฉเดินทัพไปโจมตีลิโป้ เหล่าหัวหน้าโจรภูเขาไท้ซาน จงป้า ซุนก้วน งอตุ้น อินเล้ เซียงหู และคนอื่นต่างเข้าร่วมกับลิโป้

โจโฉพบกับเล่าปี่ที่ Liang และเดินทัพด้วยกันไปที่ แพเสีย ตันก๋งแนะนำลิโป้ว่า โจมตีพวกเขาทันทีใตขณะที่ทหารพวกเขาเหนื่อยล้าจากการเดินทาง ทหารที่ยังสมบูรณ์ของท่านไม่มีทางพ่ายแพ้

ลิโป้บอกว่า รอให้พวกเขาเคลื่อนพลมาอีก แล้วเราค่อยโจมตีพวกมันให้ถอยร่นไปแม่น้ำ Si

ในฤดูหนาวเดือนที่สิบ โจโฉโจมตีแพเสีย ตันเต๋งเจ้าเมืองกองเหลง นำทัพจากเมืองตัวเองเป็นเหมือนทัพหน้าให้กับโจโฉ และมุ่งไปเมืองแห้ฝือ ลิโป้นำทัพหลายต่อหลายครั้งต่อสู้กับโจโฉ แต่พ่ายแพ้ย่อยยับหลายต่อหลายครั้ง ลิโป้จึงนำทัพกลับไปรักษาการณ์เมืองแห้ฝือ ไม่กล้ายกทัพมาสู้อีก

โจโฉส่งจดหมายให้ลิโป้ บรรยายสถานการณ์ให้เขาได้รู้ ลิโป้หวาดกลัวมากและต้องการที่จะยอมแพ้ แต่ตันก๋งบอกว่า โจโฉเดินทางเป็นระยะทางไกลจากเมืองตัวเอง เขาไม่สามารถจะตั้งทัพอยู่ได้นาน ถ้าท่านนำทหารไปตั้งค่ายอยู่ภายนอกเมือง ข้าจะรับหน้าที่คุมทหารภายในเมือง ถ้าเขาโจมตีค่ายท่าน ข้าจะยกทัพไปโจมตีทางด้านหลัง ถ้าเขาโจมตีเมือง ท่านก็สามารถช่วยเหลือได้จากภายนอก ภายในไม่มีสัปดาห์ เสบียงทัพโจโฉย่อมหมดไป เมื่อนั้นเราโจมตีทัพโจโฉ ก็จะได้รับชัยชนะ

ลิโป้เห็นด้วย เขาให้ตันก๋งและโกซุ่นรักษาเมือง ส่วนตัวเขานำทหารม้าไปตั้งค่ายตัดเส้นทางเดินเสบียงอาหารของทัพโจโฉ แต่ภรรยาลิโป้บอกกับเขาว่า ตันก๋งและโกซุ่นนั้นมีเรื่องไม่ลงรอยกันในอดีต ทันทีที่ท่านจากไป พวกเขาต้องทะเลาะกันเรื่องรักษาการณ์เมืองแน่ ถ้าเกิดเรื่องร้ายขึ้นท่านจะจัดการได้อย่างไร อีกอย่างโจโฉปฏิบัติต่อตันก๋งเป็นอย่างดี เหมือนดั่งลูกตัวเอง แต่เขาก็ยังจากโจโฉมาและมาหาเรา ท่านเองปฏิบัติต่อตันก๋งไม่ดีไปกว่าโจโฉแน่ ท่านตั้งใจจะทิ้งให้เขาดูแลเมือง ปล่อยบุตรภรรยาของท่านไว้ตามลำพัง ส่วนตัวท่านออกไปสู้รบตัวคนเดียวกับเหล่าทหาร ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นที่นี่ ข้าจะเป็นภรรยาอีกได้ยังไง

ลิโป้จึงล้มเลิกแผนดังกล่าว เขาส่งเค้ากี๋และอองก้าย ไปหาอ้วนสุดขอความช่วยเหลือ อ้วนสุดจึงว่า ลิโป้ปฏิเสธไม่ส่งลูกสาวให้มาแต่งงานกับบุตรชายข้า มันก็เป็นการสมควรแล้วที่เขาจะพินาศไป เหตุใดท่านจึงมาขอความช่วยเหลือจากข้า

เค้ากี๋และอองก้ายตอบว่า ถ้าท่านไม่ช่วยเหลือลิโป้ในตอนนี้ ก็เท่ากับว่าท่านปล่อยให้ตัวเองย่อยยับไปเช่นกัน เมื่อลิโป้พ่ายแพ้ ตัวท่านเองก็ต้องพินาศไปด้วย อ้วนสุดจึงเคลื่อนทัพเพื่อให้ลิโป้มีกำลังใจที่มีคนมาช่วย

แต่ลิโป้กลัวว่าอ้วนสุดจะไม่เคลื่อนทัพช่วยจริง เพราะว่าเขาไม่ยอมส่งตัวบุตรสาวให้ เขาจึงเอาผ้าไหมผูกตัวบุตรสาวตัวเองไว้กับหลังเขา และลอบออกจากเมืองตอนกลางคืน แต่พวกเขาพบกับทหารโจโฉ ซึ่งยิงธนูใส่พวกเขา จนพวกเขาไม่สามารถหลบหนีไปได้ต้องกลับเขาเมืองในที่สุด

เตียวเอี๋ยงเจ้าเมืองโห้ลาย เป็นเพื่อนลิโป้มาเป็นเวลานาน เขาต้องการมาช่วยเหลือลิโป้ แม้ว่าเขาจะไม่สามารถสู้กับทัพโจโฉได้ แต่เขาก็ยกทัพมาที่ Dongshi เพื่อสนับสนุน

ในเดือนที่สิบเอ็ด เอียวสิวลูกน้องของเตียวเอี๋ยงฆ่าเตียวเอี๋ยงและเตรียมนำทัพไปสวามิภักดิ์กับโจโฉ ซุยโก๋นายทหารรองฆ่าเอียวสิวและนำทัพขึ้นเหนือไปอยู่กับอ้วนเสี้ยว

เตียวเอี๋ยงเป็นคนที่สุภาพและรักสันติสุข เขาไม่เคยลงโทษใครเลย เมื่อไหร่ที่ลูกน้องเขาคิดทรยศเขา ทุกครั้งที่เขาจับได้ เขาจะร้องไห้ให้คนเหล่านั้น ยกโทษให้อย่างรวดเร็ว และไม่ซักถามสิ่งใดอีก ด้วยเหตุนี้เขาจึงพบกับจุดจบ

โจโฉคุดคูรอบล้อมเมืองแห้ฝือ แต่ต่อมาไม่นานทหารของเขาก็อ่อนล้า เขาจึงคิดถึงการถอยทัพ

แต่ซุนฮิวกับกุยแกบอกว่า ลิโป้นั้นแข็งแกร่ง แต่ไร้ความสามารถในการวางแผน เขาต่อสู้กับท่านหลายต่อหลายครั้งแต่พ่ายแพ้ ย่อมไม่เหลือกำลังใจต่อสู้ กองทัพต่างยึดผู้นำเป็นแบบอย่าง เมื่อผู้นำหมดกำลังใจ กองทัพย่อมสูญเสียกำลังใจด้วย ตันก๋งนั้นชาญฉลาด แต่เขาคิดการต่าง ๆ ช้าไป ถ้าท่านโจมตีอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ลิโป้จะได้กำลังใจกลับคืน ก่อนที่ตันก๋งจะวางแผน ท่านต้องปราบลิโป้ได้แน่

ทัพโจโฉจึงทดน้ำในแม่น้ำ Yi และ Si เข้าท่วมเมืองแห้ฝือ

หลังจากนั้นสองสามสับดาห์ ทัพลิโป้ได้รับความลำบากจากน้ำท่วม ลิโป้ตะโกนจากกำแพงเมืองบอกทหารคนหนึ่งของโจโฉ ถ้าเจ้าไม่ทำให้ข้าลำบากเช่นนี้ ข้าจะยอมแพ้ต่อนายท่านของพวกเจ้า

ตันก๋งจึงว่าโจรกบฏโจโฉ ท่านไปเรียกมันว่าเป็นนายท่านได้อย่างไร ถ้าท่านยอมแพ้แก่เขา ชีวิตท่านก็เหมือนกับไข่ที่กระทบก้อนหิน ท่านคิดว่าสามารถเอาชีวิตรอดได้อย่างนั้นหรือ

โฮเสงลูกน้องของลิโป้เสียม้าฝีเท้าดีของเขาไป แต่ได้กลับมาในภายหลัง ลูกน้องของเขาจึงจัดงานเลี้ยงเพื่อแสดงความดีใจต่อเขา พวกเขาดิ่มสุราและกินอาหารกัน โฮเสงนำสุราอาหารไปให้แก่ลิโป้ แต่ลิโป้พูดอย่างโกรธเคืองว่า ข้าสั่งห้ามกินเหล้า แต่เจ้ากลับทำสุราแจกจ่าย หรือเจ้าคิดใช้สิ่งนี้ชักจูงผู้คนให้ทรยศข้า โฮเสงเสียใจและรู้สึกหวาดกลัว

ในเดือนที่สิบสอง วันที่ 7 พฤศจิกายน โฮเสง ซงเหียน งุยซกและคนอื่น ๆ ลักพาตัวตันก๋งและโกซุ่นและนำทัพพวกเขาไปยอมจำนน ลิโป้และลูกน้องที่เหลือหนีขึ้นไปยังหอคอยประตูขาว แต่เนื่องจากทัพโจโฉล้อมรอบเต็มไปหมด ลิโป้จึงสั่งลูกน้องให้ตัดหัวเขาส่งให้โจโฉ แต่ไม่มีใครกล้าทำเช่นนั้น ลิโป้จึงลงไปยอมแพ้

ลิโป้พบกับโจโฉพูดว่า นี่เป็นวันที่แผ่นดินจะสงบสุข

โจโฉถามว่า ใยเจ้าจึงพูดเช่นนี้

ลิโป้อธิบายว่า ข้าเป็นเพียงคนเดียวที่เป็นอันตรายต่อนายท่าน เวลานี้ข้าได้มารับใช้ท่าน ขอท่านสั่งการให้ข้าควบคุมทหารม้าและท่านคุมพลทหาร การรวบรวมแผ่นดินก็ไม่ใช่เรื่องยาก แล้วลิโป้ก็หันไปทางเล่าปี่ พูดว่าเล่าปี่ท่านเป็นแขกมีเกียรติในที่แห่งนี้ ข้าเป็นเชลยศึก เชือกเหล่านี้มัดแน่นหนาเหลือเกิน ท่านจะไม่พูดเพื่อข้าซักคำบ้างหรือไร

โจโฉหัวเราะพูดว่า จะจับเสือ ข้าก็ต้องมัดให้มันแน่นหนาเข้าไว้ แล้วโจโฉก็สั่งให้คลายเชือกที่มัดลิโป้

เล่าปี่บอกว่า ท่านไม่ควรทำเช่นนั้น ท่านจำไม่ได้หรือว่าลิโป้ทำอย่างไรกับเต็งหงวนและตั๋งโต๊ะ โจโฉพยักหน้าเห็นด้วย ลิโป้จ้องมองเล่าปี่พูดว่า ไอ้หูใหญ่ แกมันคดในข้อ งอในกระดูก

โจโฉพูดกับตันก๋งว่า ตันก๋งท่านมักจะอ้างเสมอว่าตัวท่านรอบรู้กว่าคนทั่วไป เหตุใดท่านจึงพบจุดจบเช่นนี้ ตังก๋งชี้ไปที่ลิโป้พูดว่า เจ้าคนนี้ปฏิเสธคำแนะนำของข้า จึงพบจุดจบเช่นนี้ ถ้าเชื่อตามคำแนะนำของข้า เราคงไม่ถูกจับตัวได้

โจโฉว่าต่อ แล้วมารดาที่แก่เฒ่าของท่านล่ะ ตันก๋งจึงว่าข้าเคยได้ยินว่า คนที่ปกครองแผ่นดิน และเป็นคนที่กตัญญูต่อบิดามารดาตัวเอง ย่อมไม่ทำร้ายครอบครัวผู้อื่น ไม่ว่ามารดาข้าจะอยู่หรือตาย ล้วนขึ้นอยู่กับท่านไม่ใช่ข้า

โจโฉถามต่อ แล้วภรรยาและบุตรของท่าน ตันก๋งตอบว่า ข้าเคยได้ยินอีกว่า คนที่ปกครองแผ่นดินด้วยความเมตตาย่อมไม่สังหารทายาทของผู้อื่น ครอบครัวข้าจะเป็นหรือตายขึ้นอยู่กับท่านไม่ใช่ข้า

โจโฉจึงไม่ซักถามอะไรอีก ตันก๋งจึงขอให้นำตัวเข้าไปประหาร เขาจากไปโดยไม่ชำเลืองกลับมามอง โจโฉร้องไห้ให้กับเขา

ตันก๋ง ลิโป้และโกซุ่น ทั้งหมดถูกฆ่าโดยการรัดให้หายใจไม่ออก ศรีษะพวกเขาถูกนำไปประจานในตลาดเมืองฮูโต๋ โจโฉนำมารดาตันก๋งไปเลี้ยงดูจนวาระสุดท้ายของชีวิตนาง โจโฉยังจัดการแต่งงานให้กับลูกสาวตันก๋งและดูแลครอบครัวตันก๋งอย่างดีมากกว่าที่เคยทำมา

ตันกี๋และตันกุ๋น บุตรชายของเขาอยู่กับทัพของลิโป้ โจโฉปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างดีและแต่งตั้งเขาเป็นขุนนางของตัวเอง

เตียวเลี้ยวนำกองทัพมายอมแพ้ และได้รับแต่งตั้งเป็นแม่ทัพ

จงป้าหลบซ่อนตัว โจโฉจึงรวบรวมคนออกตามหาจนพบ และใช้เขาไปหางอตุ้น อินเล้ ซุนก้วนและคนอื่น พวกเขาจึงมาหาโจโฉเพื่อยอมแพ้ โจโฉแบ่งเมือง ฮองหลิมและDonghaiเป็น Chengyang Licheng และ Changlu และแต่งตั้ง จงป้า และพวกให้เป็นเจ้าเมือง

ก่อนหน้านั้น เมื่อโจโฉอยู่ที่มณฑลกุนจิ๋ว เขาได้แต่งตั้ง Xu Xi และ Mao Hui เป็นขุนนางบริหารมณฑล แต่เมื่อทั้งมณฑลก่อการกบฏ ทั้งสองก็ร่วมด้วย เมื่อโจโฉยึดมณฑลกุนจิ๋ว คืนได้ Xu Xi และ Mao Hui จึงหนีไปหาจงป้า

โจโฉส่งเล่าปี่ไปหาจงป้า พร้อมคำสั่งให้ตัดหัวทั้งสองคน แต่จงป้าตอบว่า เหตุผลที่ข้าได้รับการยกย่องเพราะว่าข้าไม่ประพฤติเช่นนั้น แต่เพราะว่านายท่านมีบุญคุณต่อข้า ข้าไม่อาจขัดคำสั่งได้ แต่ผู้ครองอำนาจราชสำนักควรจะยึดมั่นในความยุติธรรม ข้าขอร้องท่านเล่าปี่ให้ช่วยพูดแทนพวกเขาด้วย

เล่าปี่บอกกับโจโฉในสิ่งที่จงป้าพูด โจโฉชื่นชมในตัวจงป้าและตอบเขาว่า นี่เป็นสิ่งที่ควรประพฤติในอดีต สิ่งที่ท่านปฏิบัติ ข้าเองพอใจยิ่งนัก โจโฉจึงแต่งตั้ง Xu Xi และ Mao Hui ให้มีตำแหน่งในการบริหารดังเดิม

ด้วยความดีความชอบของเขา ตันเต๋งได้รับแต่งตั้งเป็นแม่ทัพผู้ควบคุมความสงบฝูงชน

เล่าเปียวและอ้วนเสี้ยวเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิด ตังสิดเองประท้วงเล่าเปียวในเรื่องนี้ แต่เล่าเปียวตอบว่า กิจภายใน ข้าไม่เคยละเว้นการส่งบรรณาการให้ราชสำนัก กิจภายนอกข้าไม่เคยหักหลังฮ่องเต้ คนทั่วไปต่างก็รู้ว่าข้าไม่เคยทำสิ่งใดผิด เหตุใดท่านจึงถามข้าเรื่องนี้ ตังสิดจึงอ้างว่าป่วยและหลบหนีไป

เตียวเสียนเจ้าเมืองเตียงสาเป็นคนดื้อดึง เล่าเปียวปฏิบัติต่อเขาไม่ดีนัก หองไก่เลยแนะนำให้เขานำกองทัพของเตียงสา เลงเหลงและ ฮุยเอี๋ยง ต่อต้านเล่าเปียวและส่งคนไปหาโจโฉ เตียวเสียนก็ทำตาม

ซุนเซ็กส่งตัว เตียวเหียนนำบรรณาการไปมอบแก่ราชสำนัก โจโฉต้องการซุนเซ็กเป็นพันธมิตร เขาจึงตั้งให้ซุนเซ็กเป็นแม่ทัพผู้ปราบกบฏและตำแหน่งพระยาแห่งง่อ เขายังส่งลูกสาวน้องชายของเขาให้แต่งงานกับซุนของน้องชายซุนเซ็ก และขอบุตรสาวซุนเบน มาแต่งงานกับโจเจียงลูกชายเขา และส่งเทียบเชิญต่างหากให้กับซุนกวนและซุนเซียงน้องชายซุนเซ็กให้มาเป็นขุนนางในราชสำนัก และแต่งตั้งเตียวเหียนเป็นขุนนางในท้องพระโรง

อ้วนสุดแต่งตั้งจิวยี่ควบคุม Juchao และโลซกให้ควบคุม Dongcheng แต่ทั้งสองรู้สึกว่าอ้วนสุดไม่สามารถทำการใหญ่สำเร็จได้ เขาจึงละทิ้งตำแหน่งข้ามแม่น้ำแยงซีมารับใช้ซุนเซ็ก ซุนเซ็กแต่งตั้งจิวยี่เป็นแม่ทัพ และโลซกจึงถือโอกาสนี้นำครอบครัวของเขามาพักที่ขยกโอ๋

โจโฉเรียกตัวอองลองมารับใช้ราชสำนัก ซุนเซ็กอนุญาตให้เขาไป โจโฉแต่งตั้งเขาเป็นขุนนางที่ปรึกษาของซือคง

อ้วนสุดส่งคนนำตราตั้งไปมอบให้กับเหล่าผู้นำในตันเอี๋ยง Zu Lang และคนอื่น ๆ จึงระดมคนจากเผ่าชานเย่ว์ร่วมกันโจมตีซุนเซ็ก

เมื่อเล่าอิ้วหนีไปอิเจี๋ยง ไทสูจู้หลบซ่อนตัวอยู่ในเทือกเขา Wuhu และตั้งตัวเองเป็นเจ้าเมืองตันเอี๋ยง ซุนเซ็กปราบปราบหัวเมืองตะวันออกของ Xuancheng เหลือเพียงหกหัวเมืองของเกงจิ๋วที่ยังไม่ขึ้นกับเขา ไทสูจู้นำทหารของเขามุ่งไปเกงจิ๋ว ที่นั่นคนจากเผ่าชานเย่ว์จำนวนมากเข้าร่วมกับเขา

ซุนเซ็กนำกำลังโจมตี Zu Lang ที่ Lingyang จับตัว Zu Lang ได้ ซุนเซ็กพูดกับเขาว่า ท่านเคยโจมตีข้ามาก่อน เคยฟันอานม้าของข้า แต่เวลานี้ข้ากำลังรวบรวมผู้คนเพื่อกอบกู้แผ่นดิน ข้าไม่สนใจว่าคนผู้นั้นจะเคยเป็นศัตรูของข้ามาก่อน ตราบใดที่เขามีความสามารถรับใช้บ้านเมืองได้ ศัตรูของข้าที่ต้องการรับใช้ข้า ไม่ใช่เพียงท่าน ล้วนไม่จำเป็นต้องกลัวข้า Zu Lang จึงคำนับซุนเซ็ก ซุนเซ็กตัดเชือกที่พันธนาการเขาออกและแต่งตั้งเขาเป็นหัวหน้ายามรักษาการณ์กองทัพของเขา

ซุนเซ็กโจมตีไทสูจู้ในเวลาต่อมาที่ Yongli และจับตัวเขาได้ ซุนเซ็กคลายเชือกออกและจับมือไทสูจู้พูดว่า ท่านยังจำเหตุการณ์ที่เขาสินเต๋ง ได้หรือไม่ ถ้าท่านจับตัวข้าได้ อะไรจะเกิดขึ้น

ไทสูจู้ตอบว่า ข้าไม่อาจคาดได้

ซุนเซ็กหัวเราะชอบใจพูดว่า ข้าจะบอกแผนการณ์ทุกอย่างของข้าให้ท่านล่วงรู้ ข้าได้ยินมาว่า ท่านทั้งกล้าหาญและซื่อสัตย์ และเป็นคนหนึ่งในบรรดาคนที่ฉลาดที่สุดของแผ่นดิน แต่ท่านยังไม่ได้พบเจ้านายที่ท่านคู่ควร

ข้าขอเป็นเพื่อนสนิทของท่าน ท่านจงมั่นใจได้ว่า บัดนี้ท่านได้พบคนที่ท่านตามหา ซุนเซ็กแต่งตั้งไทสูจู้เป็นนายทหารในสังกัดของเขาทันที

เมื่อพวกเขายกทัพกลับ Zu Lang และไทสูจู้ต่างอยู่ในทัพหน้าของกองทัพ ทุกคนจึงสังเกตว่าพวกเขาได้รับความชอบเช่นไร

ในเวลานั้น เล่าอิ้วในอิเจี๋ยงได้เสียชีวิตลง คนติดตามของเขาหมื่นกว่าคน ล้วนแต่ต้องการให้ฮัวหิมเป็นผู้นำพวกเขา แต่ฮัวหิมพูดว่า การหาประโยชน์จากโอกาสเช่นนี้เข้ายึดอำนาจ หาใช่สิ่งที่ข้ารับใช้ที่สัตย์ซื่อควรทำไม่ ผู้คนพยายามยกเขาเป็นผู้นำอยู่หลายเดือน แต่ในที่สุดพวกเขาก็ปล่อยฮัวหิมไป และทำให้ไม่มีใครเป็นผู้นำพวกเขาอย่างแท้จริง

ซุนเซ็กสั่งการให้ไทสูจู้ไปเชิญชวนพวกเขา พูดกับไทสูจู้ว่า ท่านเล่าอิ้วนั้นมีอคติกับข้าที่ไปโจมตีเมืองโลกั๋ง ตามคำสั่งของอ้วนสุด บิดาที่ล่วงลับไปของข้ามีทหารหลายพันนายซึ่งล้วนอยู่ในอาณัติของอ้วนสุด ข้าเองก็มีความทะเยอทะยานที่จะสร้างตัวเป็นใหญ่ แต่ถ้าข้าขอทหารของบิดาข้าจากอ้วนสุด ข้าต้องมีเรื่องบาดหมางกับเขาแน่ ต่อมาเมื่ออ้วนสุดประพฤติตัวเป็นกบฏต่อราชสำนัก ข้าได้พยายามท้วงติง แต่เขากลับไม่รับฟัง ด้วยเหตุผลนี้ข้าจึงต้องเลิกรับใช้อ้วนสุด นี่คือเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่ข้ารับใช้และแตกแยกกับอ้วนสุด

ข้าเสียใจอย่างมากที่ข้าเองไม่มีโอกาสได้อธิบายเรื่องนี้กับท่านเล่าอิ้วเวลาที่เขายังมีชีวิตอยู่ เวลานี้บุตรหลานของท่านเล่าอิ้วอยู่ที่ อิเจี๋ยง ท่านจงไปพบกับพวกเขา ช่วยอธิบายความรู้สึกของข้าให้พวกเขาได้ฟัง ใครที่สมัครใจมาอยู่กับข้า ก็ให้พวกเขามา ใครที่ไม่ต้องการอยู่กับข้า ทำให้พวกเขารู้สึกว่าข้าไม่ต้องการคุกคามพวกเขา ในขณะเดียวกัน ขอให้ท่านช่วยสังเกตว่าฮัวหิมบริหารบ้านเมืองอย่างไร ท่านต้องการทหารติดตามเท่าไหร่ เอาไปได้ตามที่ท่านต้องการ

ไทสูจู้ว่า การเป็นปรปักษ์ต่อท่านของข้านั้นเป็นสิ่งที่ไม่สมควร ความกรุณาของท่านเปรียบเหมือนฉีหวนกง และจิ้นเหวินกง ข้าขอยอมมอบชีวิตข้าตอบแทนน้ำใจของท่าน เวลานี้ทั้งสองฝ่ายต่างยุติการต่อสู้ จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องนำทหารไปมากมาย ขอทหารติดตามให้ข้าเพียงสามสี่สิบคนก็เพียงพอ

ทุกคนต่างพูดว่า ไทสูจู้ต้องขึ้นเหนือไปและไม่กลับมาอีกอย่างแน่นอน

ซุนเซ็กจึงว่า ถ้าไทสูจู้ตีจากข้าไป เขาจะไปรับใช้ใครได้ ซุนเซ็กจัดงานเลี้ยงอำลาให้ที่ประตู Chang พวกเขาร่ำลากัน ซุนเซ็กจับแขนไทสูจู้ไว้ถามว่า ท่านไปครั้งนี้ เมื่อไหร่ถึงจะกลับมา

ไทสูจู้ตอบว่า ไม่เกินหกสิบวัน

เมื่อไทสูจู้จากไป ลูกน้องของซุนเซ็กต่างพากันพูดว่าเป็นความคิดที่แย่มากที่ให้ไทสูจู้จากไป ซุนเซ็กตอบว่า ทุกท่านโปรดสงบ ข้าได้คิดอย่างถี่ถ้วนแล้ว ไทสูจู้นั้นกล้าหาญและมีขวัญกำลังใจแรงกล้า เขาไม่ใช่คนที่คิดทรยศ จิตใจของเขาภักดีและซื่อสัตย์ เขาให้ความสำคัญต่อคำพูดเขาเสมอ ทันทีที่เขามอบความเชื่อมั่นของเขาให้แก่ใคร เขาย่อมไม่กลับคำพูดแน่นอน จึงไม่มีเหตุผลที่พวกท่านต้องกังวล

ไทสูจู้กลับมาภายในเวลาที่เขาได้พูดไว้ เขารายงานต่อซุนเซ็กว่า ฮัวหิมนั้นเป็นคนที่ทรงคุณธรรม แต่เขาไม่มีแผนที่จะครอบครองดินแดนที่เหลือของเล่าอิ้ว เขาสนใจเพียงเมืองที่เขาปกครอง เขาได้แต่ปล่อยสิ่งต่าง ๆ เป็นไปโดยไม่จัดการอะไร

Tong Zhi แห่งตันเอี๋ยงยึดเมือง Luling ไว้ในครอบครอง เหล่าขุนนางเมือง กวนหยง ก็จัดตั้งกลุ่มบริหารเมืองเอง โดยบอกว่า พวกเขาจัดตั้งการบริหารที่ Haihun และ Shangliao และพวกเขาไม่ฟังคำสั่งจากผู้ใด ฮัวหิมก็ได้แต่เฝ้าดูพวกเขาและไม่ทำอะไร

ซุนเซ็กตบมือชอบใจ หัวเราะดังลั่น เขาตัดสินใจที่จะครอบครอง อิเจี๋ยง ในตอนนั้นเอง

อ้วนเสี้ยวโจมตีกองซุนจ้านเป็นเวลาหลายปี แต่ไม่สามารถได้ชัยชนะเด็ดขาด เขาเขียนจดหมายหากองซุนจ้านบอกว่าพวกเขาควรจะยุติความบาดหมาง หันมาสร้างสันติต่อกัน กองซุนจ้านไม่ตอบจดหมายเขา แต่กลับเพิ่มกำลังทหารป้องกัน กองซุนจ้านพูดกับ Guan Jing ว่า ผู้นำทั่วแผ่นดินต่างต่อสู้กันเหมือนเสือต่อสู้กัน ไม่มีใครที่สามารถล้อมข้าเป็นเวลาทั้งปีได้ แล้วอ้วนเสี้ยวจะทำอะไรได้

อ้วนเสี้ยวนำกองทัพใหญ่เข้าโจมตีกองซุนจ้าน ก่อนหน้านั้น นายทหารของกองซุนจ้านที่ควบคุมป้อมภายนอกเมืองถูกกองทัพศัตรูล้อมไว้ แต่กองซุนจ้านไม่ส่งทัพไปช่วย เขาพูดว่า ถ้าข้าส่งกองทัพไปช่วยแม่ทัพคนหนึ่ง แม่ทัพที่เหลือก็จะคิดเสมอว่าตัวเองจะได้กองทัพสนับสนุนด้วย และก็จะไม่ทุ่มเทในการต่อสู้ เมื่ออ้วนเสี้ยวยกทัพมาโจมตี ค่ายหลายค่ายทางตอนใต้ของเมืองกองซุนจ้านเชื่อว่าค่ายตนนั้นมีทหารน้อยเกินกว่าที่จะป้องกันตัวเองได้ และพวกเขารู้ดีว่ากองซุนจ้านไม่ส่งทหารกองหนุนมาแน่ พวกเขาจึงยอมแพ้ บางคนก็หลบหนีไป กองทัพอ้วนเสี้ยวจึงเดินทัพตรงมาที่ประตูของป้อม Yi

กองซุนจ้านส่ง Gongsun Xu ลูกชายเขาไปขอความช่วยเหลือจากผู้นำกลุ่มโจรภูเขาดำ เขาวางแผนที่จะนำกองทหารม้าเร็วมุ่งไปทางตะวันตกไปตามแนวเขา แล้วร่วมกับกองโจรภูเขาดำในการโจมตีมณฑลกิจิ๋ว ทางด้านหลังกองทัพอ้วนเสี้ยว

Guan Jing ท้วงแผนนี้ว่า กองทัพของท่านกำลังพินาศ เหตุผลเดียวที่พวกเขายังอยู่ที่นี่คือพวกเขาเป็นห่วงครอบครัวพวกเขาและพวกเขาหวังพึ่งท่านเป็นผู้นำ ถ้าท่านสามารถอยู่รอดได้ท่ามกลางการปิดล้อมได้เป็นเวลานาน กองทัพอ้วนสุดก็ต้องถอยไปเอง ถ้าท่านละทิ้งป้อมท่านไป ก็จะไม่มีทหารคอยป้องกัน และป้อม Yi ก็จะล่มสลายในทันที กองซุนจ้านจึงล้มเลิกความคิด ทันทีที่อ้วนเสี้ยวโจมตีปิดล้อมหนักขึ้น ทัพกองซุนจ้านก็ถูกจำกัดพื้นที่น้อยลงทุกวัน




 

Create Date : 02 ธันวาคม 2548    
Last Update : 2 มิถุนายน 2549 17:46:36 น.
Counter : 241 Pageviews.  

ปี 197 AD

ปี Jian’an ที่ 2 197 AD
(17 กุมภาพันธ์ 197 – 25 มกราคม 198)

ในฤดูใบไม้ผลิ เดือนแรก โจโฉโจมตีเตียวสิ้ว ทันทีที่กองทัพเขามาถึงแม่น้ำ Yu เตียวสิ้วก็นำกองทัพเขามายอมแพ้

โจโฉนำตัวเมียของเตียวเจไปเป็นเมียน้อยของเขา เตียวสิ้วจึงโกรธมาก และโจโฉยังมอบทองคำให้แก่ Hu Cheer แม่ทัพที่เก่งกาจของเตียวสิ้ว เมื่อเตียวสิ้วรู้เรื่องจึงสงสัยและเกิดระแวง เขาโจมตีกองทัพโจโฉอย่างฉับพลัน โจงั่งลูกคนโตโจโฉถูกฆ่าตาย โจโฉยังถูกธนูบาดเจ็บ พ่ายแพ้และหนีไป

เตียนอุยต่อสู้ต้านทัพเตียวสิ้ว คนของเขาล้มตายเกือบหมด ตัวเขาเองก็ได้รับบาดแผลหลายสิบแห่งทั่วร่าง ทหารของเตียวสิ้วพยายามจับตัวเขา แต่เตียนอุยจับตัวทั้งสองและฆ่าเขาทั้งคู่ แต่ในที่สุดเตียนอุยก็ตายด้วยสายตาที่เคียดแค้นและด่าทอศัตรูจนตาย

โจโฉรวบรวมทัพที่แตกพ่ายและกลับไป Wuyin เตียวสิ้วนำทัพม้าไล่โจมตี แต่โจโฉเข้าโจมตีเขาพ่ายแพ้ไป เตียวสิ้วกลับไปเมือง Rang รับใช้เล่าเปียว

กองทัพโจโฉในเวลาน้นสับสนวุ่นวาย อิกิ๋ม เป็นแม่ทัพคนเดียวที่รวบรวมทหารและออกคำสั่งถอย ในระหว่างทางกลับ ทหารบางคนในกองทัพเฉงจิ๋ว (ทหารที่มาจากแคว้นเฉงจิ๋วของโจโฉ) เข้าปล้นชาวบ้าน อิกิ๋ม ด่าการกระทำพวกเขาและเข้าโจมตี ทหาร เฉงจิ๋ว จึงวิ่งไปหาโจโฉ

เมื่อ อิกิ๋ม มาถึงค่าย เขาเตรียมค่ายสำหรับการป้องกันก่อนที่จะเข้าหาโจโฉ บางคนบอกเขาว่า กองทัพ เฉงจิ๋ว ได้กล่าวหาท่าน ท่านควรจะไปพบท่านโจโฉทันทีเพื่อแก้ข้อกล่าวหา

อิกิ๋ม บอกว่า ข้าศึกประชิดอยู่ด้านหลังของเรา พวกเขาอาจโจมตีเราเมื่อไหร่ก็ได้ เราจะรับมือพวกเขาได้อย่างไรถ้าไม่เตรียมตัวให้ดี นายท่านนั้นฉลาดเกินกว่าที่จะเชื่อการใส่ร้ายป้ายสี

เขาคุมการขุดคูค่ายและเมื่อการเตรียมพร้อมป้องกันค่ายเสร็จแล้ว เขาจึงไปหาโจโฉเพื่อรายงาน โจโฉยินดีมากและพูดกับเขาว่า ด้วยโชคร้ายที่แม่น้ำ Yu แม้แต่ข้าเองก็ยังสิ้นหวังและสับสน แต่ท่านกลับควบคุมทัพได้ในความสับสน และยังลงโทษทหารที่ทำการปล้นอย่างโหดร้าย ท่านยังเตรียมการป้องกันของเราให้แข็งแรง ท่านประพฤติดีและคงคุณธรรม จะมีแม่ทัพมีชื่อเสียงในอดีตคนไหนทำได้ดีกว่าท่านอีก ด้วยสำนึกในความดีของ อิกิ๋ม โจโฉแต่งตั้ง อิกิ๋ม เป็น Marquis แห่งหมู่บ้าน Yishou

หลังจากนั้นโจโฉนำทหารเขากลับไปเมือง ฮูโต๋

อ้วนเสี้ยวเขียนจดหมายไปหาโจโฉ คำพูดของเขาเย่อหยิ่งอวดดีและดูถูกเขา โจโฉพูดกับซุนฮกและกุยแกว่า เวลานี้ข้าตั้งใจที่จะโจมตีขุนนางชั่ว แต่ข้าเองยังไม่แข็งแกร่งเพียงพอ ข้าจะทำอย่างไร ทั้งสองตอบว่า ท่านรู้ดีว่า พระเจ้าฮั่นโกโจนั้นไม่สามารถเทียบกับเซี่ยงหวี่ได้ แต่พระเจ้าฮั่นโกโจฉลาดกว่าเซี่ยงหวี่ ดังนั้นแม้ว่าเซี่ยงหวี่จะแข็งแกร่งกว่า เขาก็สามารถเอาชนะเซี่ยงหวี่ได้ในที่สุด

มีอยู่สิบประการที่อ้วนเสี้ยวด้อยและท่านเหนือกว่า ดังนั้นแม้ว่าอ้วนเสี้ยวจะมีอำนาจเหนือกว่าท่านแต่เขาไม่มีทางได้รับความสำเร็จ
1. อ้วนเสี้ยวชื่นชมพิธีการใหญ่โตและธรรมเนียมที่ดี ท่านกลับตัดสินใจและปฏิบัติอย่างเป็นธรรมชาติ นี่คือข้อเหนือกว่าของท่านในเรื่องศีลธรรมการปฏิบัติที่ดี

2. อ้วนเสี้ยวประพฤติตัวเหมือนกบฏ ท่านรับใช้และเชื่อฟังคำสั่งฮ่องเต้และคำสั่งของแผ่นดิน ท่านเหนือกว่าเขาในความจงรักภักดี

3. ตั้งแต่สมัยฮ่องเต้ Huan และ Ling ราชสำนักได้ตกต่ำลง จากการกระทำตามใจมากเกินไป อ้วนเสี้ยวไม่มีความตั้งใจและไม่ใส่ใจที่จะรักษากฏหมายบ้านเมือง แต่ท่านเอาใจใส่ผู้คนของท่าน ดังนั้นทุกคนไม่ว่าฐานะใด จึงปฏิบัติตามกฏอย่างดี นี่เป็นข้อได้เปรียบในการปกครอง

4. อ้วนเสี้ยวนั้นภายนอกดูเหมือนเป็นคนใจกว้าง แต่ที่จริงแล้วอิจฉาริษยาผู้อื่น เขามีลูกน้องดีมีฝีมือมากมายแต่กลับไม่ไว้ใจใคร แต่งตั้งตำแหน่งสำคัญให้แก่ลูกเขาและเครือญาติ นิสัยท่านภายนอกนั้นธรรมดาและเรียบง่าย แต่จริง ๆ แล้วท่านฉลาดหลักแหลม ท่านรู้จักใช้ผู้คนและไว้ใจในลูกน้อง ท่านให้ความสนใจในความสามารถของคนมากกว่าการเกี่ยวข้องทางสายเลือด นี่เป็นข้อได้เปรียบเรื่องความใจกว้างต่อผู้อื่น

5. อ้วนเสี้ยวมีแผนการมากมายแต่แทบไม่เคยลงมือปฏิบัติ เขาปล่อยโอกาสให้ผ่านไปและกระทำการช้าเกินไป เมื่อท่านวางแผนการ ท่านลงมือทำในทันที และท่านสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปได้ดี นี่เป็นข้อได้เปรียบเรื่องกลยุทธ์

6. อ้วนเสี้ยวใช้การสนทนาที่ดีและพิธีรีตองดึงดูดคนที่มีชื่อเสียง บัณฑิตมากมายที่ชื่นชอบในการพูดเล่นคำและพิธีการที่หรูหราพากันรับใช้เขา ท่านปฏิบัติต่อผู้คนอย่างตรงไปตรงมา ท่านไม่แต่งกายอย่างหรูหราฟุ่มเฟือย ดังนั้นบัณฑิตที่มีใจสัตย์ซื่อ ผู้มองเห็นสิ่งต่าง ๆ อย่างชัดเจน เห็นความจริงใจของท่านและอยากรับใช้ท่าน นี่คือข้อได้เปรียบด้านความดีของท่าน

7. ถ้าอ้วนเสี้ยวพบผู้คนที่หิวโหยและเหน็บหนาว เขาจะรู้สึกสงสารผู้นั้น แต่อ้วนเสี้ยวรับรู้ปัญหาได้จากสิ่งที่เขามองเห็นเท่านั้น ท่านเอง บางเวลาก็มองข้ามสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นกัน แต่เมื่อไรที่เป็นเรื่องของบ้านเมืองและประชาชนทั้งแผ่นดิน ความเมตตากรุณาของท่านนั้นเหนือกว่าที่คนทั่วไปคาดคิดนัก ท่านอาจจะมองไม่เห็นทุกสิ่ง แต่การตัดสินใจของท่านนั้นคำนึงถึงปัญหาของทุกคน นี่คือข้อได้เปรียบเรื่องความรู้สึกด้านจิตใจ

8. เหล่าขุนนางของอ้วนเสี้ยวต่างต่อสู้แข่งขันกัน กล่าวหา ใส่ร้ายโจมตีซึ่งกันและกัน แต่ท่านปฏิบัติต่อลูกน้องอย่างดี และไม่สนใจคำนินทาหรือใส่ร้าย นี่คือข้อได้เปรียบเรื่องความเข้าใจ

9. ไม่มีใครรู้ว่าอ้วนเสี้ยวต้องการอะไร แต่ตัวท่านใช้ธรรมเนียมปฏิบัติกับสุภาพชน และใช้กฏหมายบ้านเมืองกำหราบคนพาล นี่คือข้อได้เปรียบเรื่องการบริหารจัดการ

10. อ้วนเสี้ยว ไม่ใส่ใจเรื่องกองทัพ แต่ท่านสามารถใช้คนน้อยพิชิตคนมาก ทหารของท่านล้วนเชื่อในตัวท่าน ในขณะที่ศัตรูต่างก็เกรงกลัวท่าน นี่คือข้อได้เปรียบเรื่องการบริหารกองทัพ

โจโฉหัวเราะตอบว่า ข้ามีความสามารถขนาดนั้นเชียวหรือ

กุยแกพูดว่า อ้วนเสี้ยวเดินทางขึ้นเหนือเพื่อโจมตีกองซุนจ้าน ท่านควรใช้ประโยชน์ตอนที่กองทัพของอ้วนเสี้ยวไม่อยู่เดินทัพไปตะวันออกจัดการลิโป้ เพราะถ้าอ้วนเสี้ยวหันมาเป็นศัตรูกับเรา และลิโป้ให้ความช่วยเหลือเขา เราต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากแน่

ซุนฮกจึงว่า เว้นแต่ท่านจะจัดการกับลิโป้ก่อน ไม่งั้นแผนการพิชิตภาคเหนือคงไม่ง่าย

โจโฉว่า ถูกต้อง แต่ถ้าอ้วนเสี้ยวยกทัพมาภาคกลางและใช้ให้เผ่า เกี๋ยง และพวกชนเผ่าบุกจากตะวันตกจ๊ก และ Han จากภาคใต้ กลายเป็นว่าข้าต้องรับศึกจากกองทัพห้าในหกส่วนของแผ่นดิน โดยมีแค่มณฑลกุนจิ๋วและ อิจิ๋ว เป็นที่มั่น ข้าจะทำอย่างไร

ซุนฮกจึงว่า เหล่าผู้นำภายในด่าน ล้วนแต่ต่างจิตใจ ไม่มีใครสามารถเป็นผู้นำพวกเขาได้เด็ดขาด ในจำนวนผู้นำเหล่านี้ หันซุยและม้าเท้งถือเป็นผู้นำที่แข็งแกร่งที่สุด ถ้าพวกเขาเห็นว่าฝั่งตะวันออกมมีการสู้รบเกิดขึ้น พวกเขาต้องเกณฑ์ทหารเตรียมพร้อมรับสงคราม ให้ท่านจงปฏิบัติต่อเขาอย่างดี สร้างความสัมพันธ์ และส่งคนไปเสนอเป็นพันธมิตร แม้ว่าจะเป็นการหวังผลระยะสั้น แต่ก็น่าจะเพียงพอให้ทั้งสองคนสงบอยู่ได้ในขณะที่ท่านโจมตีตะวันออก

จงฮิวเป็นคนที่ฉลาดและนักวางกลยุทธชั้นเยี่ยม จงใช้เขาไปจัดการกับทางตะวันตก แล้วท่านจะไม่มีสิ่งใดต้องกังวล

ดังนั้นโจโฉจึงเสนอให้แต่งตั้งจงฮิวเป็นขุนพลถือสัญลักษณ์แทนพระองค์ มีอำนาจควบคุมกองทัพภายในด่าน เขายังได้รับคำสั่งให้สามารถจัดการบริหารทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง เมื่อจงฮิวมาถึงเตียงอั๋น เขาส่งจดหมายไปถึงม้าเท้ง หันซุยและคนอื่น อธิบายเหตุการณ์ให้เขาเข้าใจ ม้าเท้งและหันซุยส่งบุตรชายของเขาเข้าเฝ้าองค์ฮ่องเต้

อ้วนสุดสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นฮ่องเต้ที่ฉิวฉุน เรียกราชวงศ์ของเขาว่า ราชวงศ์ Zhong เขา แต่งตั้งเมืองจิวเจียง เป็นเมืองหลวง แต่งตั้งตัวเองเป็นฮ่องเต้และตั้งขุนนางชั้นสูง และยังได้ทำพิธีบวงสรวงบูชา

ตันกุ๋ย หลานของ Chen Qiu เป็นเพื่อนของอ้วนสุดตั้งแต่ยังเด็ก อ้วนสุดส่งจดหมายไปเชิญตัวเขามาร่วมงาน และจับตัวบุตรชายเขาไว้เป็นตัวประกัน เพื่อความมั่นใจ แต่ ตันกุ๋ย ตอบว่า แม่ทัพโจนั้นรักษากฏหมายบ้านเมือง และจะขับไล่และทำลายพวกชั่วช้าทั้งหลาย ในความคิดของข้า ท่านควรจะช่วยเหลือเขา และคิดกอบกู้ราชสำนักฮั่นจะดีกว่า การคิดก่อกบฏจะนำความหายนะมาสู่ตัวท่านเอง ท่านต้องการให้ข้าไปประจบสอพลอท่าน แต่ข้ายอมตามเสียดีกว่าที่จะทำแบบนั้น

อ้วนสุดต้องการให้ กิมเซี่ยง ผู้ตรวจการคนก่อนของมณฑล กุนจิ๋ว มาเป็นแม่ทัพใหญ่ของเขา แต่ กิมเซี่ยง ไม่ยอมรับและพยายามหลบหนี อ้วนสุดจึงฆ่าเขา

ในเดือนที่สาม ขงหยงถูกส่งไปแต่งตั้งให้อ้วนเสี้ยวเป็นแม่ทัพมีอำนาจควบคุมสี่มณฑล กิจิ๋ว เฉงจิ๋ว อิวจิ๋ว และเป๊งจิ๋ว

ในฤดูร้อน เดือนที่ห้าเกิดฝูงตั๊กแตนอาละวาดทำลายพืชผล

อ้วนสุดส่ง หันอิ้น ไปเป็นฑูตเจรจากับลิโป้ อธิบายการสถาปนาเป็นฮ่องเต้ของเขาและเสนอให้มีการแต่งงานเชื่อมความสัมพันธ์ ลิโป้เห็นด้วยและส่งลูกสาวกลับมากับเขา

ตันกุ๋ย กลัวว่า อ้วนสุดและลิโป้จะร่วมมือกัน สร้างปัญหาให้แผ่นดิน เขาจึงไปหาลิโป้พูดว่า ท่านโจโฉสนับสนุนฮ่องเต้และช่วยเหลือราชสำนัก ท่านควรที่จะร่วมมือกับเขาเพื่อกอบกู้แผ่นดิน การที่ท่านตกลงแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับอ้วนสุด ท่านจะเสียชื่อเสียง และฐานะของท่านก็จะไม่มั่นคง

ดังนั้นลิโป้จึงจำได้ว่าอ้วนสุดเคยปฏิบัติต่อเขาอย่างไร แม้ว่าลูกสาวเขาจะเดินทางไปแล้ว แต่เขาก็ส่งเขาไปตามกลับมาและยกเลิกการหมั้น สั่งจับตัว หันอิ้น ส่งไปศาลที่เมืองชีจิ๋ว หันอิ้น ถูกประหารและศรีษะของเขาถูกนำไปประจานในตลาด

ตันกุ๋ยต้องการส่งตันเต๋งลูกชายเขาไปหาโจโฉ แต่ลิโป้ไม่อนุญาต หลังจากนั้นมีราชโองการแต่งตั้งให้ลิโป้เป็นแม่ทัพซ้าย และโจโฉก็ส่งจดหมายมายินดีกับเขา สรรเสริญเยินยอเขาเป็นอันมาก ลิโป้ปลื้มปิติ และส่งตันเต๋งไปส่งจดหมายและขอบคุณโจโฉทันที

ตันเต๋งได้เข้าพบโจโฉ เขาได้สาธยายความเก่งกล้าของลิโป้และความไร้สามารถในการมองสถานการณ์ในอนาคตของลิโป้ และยังบอกว่าลิโป้เป็นคนที่ไม่น่าไว้ใจในการเป็นพันธมิตรด้วย โจโฉจึงบอกว่า ลิโป้นั้นเหมือนหมาป่า เป็นการยากที่จะควบคุมเขาอยู่ในอำนาจนาน ๆ คงมีเพียงแต่ท่านที่สามารถใช้ประโยชน์จากลิโป้ได้

โจโฉเพิ่มเบี้ยหวัดของตันกุ๋ยเป็นสองพัน shi และแต่งตั้งตันเต๋งเป็นเจ้าเมืองกองเหลง ตอนที่ตันเต๋งลาจาก โจโฉจับมือเขาไว้พูดว่า ข้าขอฝากภารกิจทางตะวันออกไว้กับท่านแล้ว โจโฉสั่งให้ตันเต๋งซ่องสุมทหารตัวเองเป็นไส้ศึกจากภายใน

ก่อนหน้าที่ตันเต๋งจะไปพบโจโฉ ลิโป้ได้ใช้ให้ตันเต๋งขอให้ทางการแต่งตั้งตัวเองเป็นผู้ครองมณฑลชีจิ๋ว แต่คำขอร้องของลิโป้ถูกปฏิเสธ เมื่อตันเต๋งกลับมา ลิโป้โกรธมาก เขาคว้าทวนขึ้นฟันโต๊ะ พูดว่า พ่อของเจ้าชักชวนให้ข้าเป็นพันธมิตรกับโจโฉ ล้มเลิกการแต่งงานระหว่างลูกสาวข้ากับลูกชายอ้วนสุด เวลานี้ คำขอของข้าถูกปฏิเสธ แต่เจ้ากับพ่อของเจ้ากลับได้รับตำแหน่งสูงขึ้น นี่เจ้าทรยศข้าหรือไร

ตันเต๋งตอบอย่างไม่สะทกสะท้านว่า เมื่อข้าได้พบกับท่านโจโฉ ข้าบอกกับเขาว่า ตัวท่านนั้นเป็นเหมือนเสือ ดังนั้นควรจะเลี้ยงดูเป็นอย่างดี ไม่อย่างนั้นเสือก็จะแว้งกัดเจ้านายตัวเอง แต่ท่านโจโฉตอบว่า ข้าดูแล้วว่า ลิโป้เหมือนดั่งอินทรีมากกว่าเสือ อินทรีนั้นเมื่อหิวโหย ก็สามารถใช้งานได้ แต่ถ้าเลี้ยงดูดีเกินไป อินทรีก็จะบินหนีไป นี่คือคำพูดที่ท่านโจโฉว่าไว้ ลิโป้ได้ฟังจึงสงบลง

อ้วนสุดส่ง เตียวหุน และ เตียวเสง นำทัพไปร่วมกับ หันเซียม และ เอียวฮอง ทั้งหมดยกทหารหลายหมื่นสู่เมือง แห้ฝือ อย่างรวดเร็วและแบ่งทัพออกเป็นเจ็ดสายเข้าโจมตีลิโป้ ในตอนนั้นลิโป้มีทหารเพียงสามพันคนและทหารม้าสี่ร้อยนาย ลิโป้กลัวว่าเขาจะไม่สามารถสู้กับทัพอ้วนสุดได้ จึงพูดกับตันกุ๋ยว่า นี่หรือผลงานของท่าน ตอนนี้อ้วนสุดยกทัพมาโจมตี แล้วข้าจะทำอย่างไร

ตันกุ๋ยตอบว่า หันเซียม และ เอียวฮอง นั้นเพิ่งจะมาอยู่กับอ้วนสุดได้ไม่นาน พวกเขาไม่มีเวลาวางแผนเตรียมการด้วยกันนัก ทัพของพวกเขาคงไม่สามัคคีกันเท่าไหร่ ลูกชายข้า ตันเต๋งสังเกตทัพพวกเขาแล้ว เขาบอกว่า ทัพอ้วนสุดเหมือนกับไก่หลายตัวที่ไม่สามารถอยู่ร่วมคอนเดียวกันได้ เราสามารถแยกพวกเขาออกจากกันได้

ลิโป้ทำตายคำแนะนำของตันกุ๋ย เขาเขียนจดหมายไปหา หันเซียม และ เอียวฮองว่า ท่านทั้งสองเป็นผู้กล้าผู้ช่วยเหลือฮ่องเต้ ข้าเองก็เป็นคนฆ่าทรราชย์ตั๋งโต๊ะด้วยมือตัวเอง ต่างคนต่างก็มีชื่อเสียงจากความสำเร็จของตัวเอง เหตุใดพวกท่านถึงไปรับใช้กบฏอย่างอ้วนสุด เราควรจะมาร่วมมือกัน โจมตีอ้วนสุด ขจัดภัยพิบัติให้แผ่นดิน ลิโป้ยังสัญญาให้ทรัพย์สมบัติที่จะได้จากกองทัพของอ้วนสุด

หันเซียม และ เอียวฮอง พอใจมาก พวกเขาวางแผนเข้าร่วมกับลิโป้

ลิโป้นำทหารไปตั้งขบวนห่างจากกองทัพ เตียวหุน ร้อยก้าว แล้วกองทัพ หันเซียม และ เอียวฮอง ก็โห่ร้องขึ้นพร้อมกันและเข้าโจมตีทัพ เตียวหุน จนกองทัพ เตียวหุน พ่ายแพ้หลบหนีไป ทหารลิโป้ไล่ตามโจมตีจนสามารถฆ่านายทหารของ เตียวหุน ได้สิบคน ทหารของ เตียวหุน เกือบทั้งหมดถูกฆ่า บาดเจ็บ ไม่ก็จมน้ำตาย

แล้วลิโป้ก็รวมทัพกับ หันเซียม และ เอียวฮอง พวกเขามุ่งหน้าไปฉิวฉุน ยกทัพทั้งทางบกและทางน้ำไปทาง Zhongli พวกเขาปล้นสะดมทุกพื้นที่ที่เดินทัพผ่านไป พวกเขายกทัพกลับที่ตอนเหนือของ Huai ทิ้งจดหมายดูถูกเหยียดหยามอ้วนสุดไว้ อ้วนสุดนำทหารม้าห้าพันนายมาที่ Huai ด้วยตัวเอง แต่ทัพของลิโป้อยู่ทางตอนเหนือของแม่น้ำ ทัพลิโป้หัวเราะเยาะเย้ยทัพอ้วนสุด แล้วก็ยกทัพกลับ

จงป้า หัวหน้าโจรภูเขาไท้ซาน โจมตี Xiao Jian นายอำเภอ ฮองหลิม ที่ Ju ได้ทรัพย์สินมีค่ามากมาย และสัญญาว่าจะส่งสิ่งของเหล่านั้นให้ลิโป้ แต่ก็ไม่ได้ส่งให้ จนลิโป้ต้องไปทวงสิ่งของจากเขาด้วยตัวเอง

โกซุ่น แย้งว่า นายท่านนั้นมีอำนาจและชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่ว ผู้คนต่างพากันเคารพท่าน ท่านจะขอสิ่งของจากผู้อื่นแล้วล้มเหลวได้อย่างไร ท่านจะเดินทางไปขอสิ่งของด้วยตัวเอง ถ้าเกิดเหตุที่ทำให้ท่านล้มเหลว ท่านจะต้องเสียหน้าแน่นอน แต่ลิโป้ไม่เห็นด้วยกับเขา

ลิโป้เดินทางมาถึง Ju แต่ จงป้า และโจรผู้เขาคนอื่นไม่เข้าใจว่าทำไมลิโป้ถึงยกทัพมาหาพวกเขา พวกเขาจึงป้องกันค่ายพวกเขาและขับไล่ลิโป้ไป ลิโป้จึงต้องกลับมามือเปล่า

โกซุ่น เป็นแม่ทัพที่มีเกียรติ เป็นคนที่สงวนถ้อยคำ เขามีทหารในอำนาจเพียงเจ็ดร้อยนาย แต่เพราะว่าคำสั่งของเขาเด็ดขาด ดังนั้นเมื่อเขานำทหารต่อสู้ครั้งใดก็ได้ชัยชนะทุกครั้ง ทหารของเขาจึงได้ชื่อว่า กองทัพ Xianchen หรือ Xianzhen ying (เป็นทัพที่บุกเข้าโจมตีขบวนทัพของศัตรู เป็นทหารที่เข้าทำลายการจัดทัพของฝ่ายตรงข้าม การเข้าโจมตีรูปแบบนี้ทำให้ทหารต้องต่อสู้กับทัพศัตรูรอบด้าน)

หลังจากนั้นเมื่อลิโป้ชอบพอเขาน้อยลง และเพราะ งุยซก ใกล้ชิดกับลิโป้มากกว่า ลิโป้จึงนำทหารในสังกัดของ โกซุ่น มอบให้แก่ งุยซก เมื่อยามมีสงคราม และมอบทหารคืนให้แก่ โกซุ่น เมื่อสิ้นการศึก แต่ โกซุ่น ก็ไม่เคยแสดงความไม่พอใจ

ลิโป้เป็นคนที่ตัดสินใจรวดเร็ว และยังกระทำการอย่างรีบเร่ง โกซุ่น มักจะทัดทานเขาอยู่เสมอ บอกว่า เมื่อใดที่ท่านตัดสินใจทำอะไร ท่านไม่เคยคิดให้รอบคอบ เมื่อใดที่มีทางเลือกระหว่างทางเลือกระหว่างทางที่ถูกกับผิด ทานมักจะเลือกสิ่งที่ผิดเสมอ ลิโป้ชื่นชมความภักดีของเขา แต่ไม่เคยทำตามคำแนะนำของเขา

โจโฉส่ง Wang Pu นำราชโองการไปแต่งตั้งซุนเซ็กเป็นขุนพลทหารม้าและตำแหน่ง Marquise แห่ง Wucheng และตำแหน่งเจ้าเมืองห้อยแข โจโฉยังสั่งให้ซุนเซ็กนำทัพร่วมกับลิโป้และ Chen Yu เจ้าเมืองต๋องง่อ เข้าโจมตีอ้วนสุด ซุนเซ็กต้องการตำแหน่งแม่ทัพเพื่อฐานะที่สูงขึ้น ดังนั้น Wang Pu จึงใช้อำนาจแต่งตั้งเขาเป็นแม่ทัพผู้เชิดชูราชวงศ์ฮั่น

ซุนเซ็กจัดเตรียมกองทัพแล้วยกทัพไป Qiantang แต่ Chen Yu นั้นวางแผนที่จะโจมตีซุนเซ็กอย่างลับ ๆ เขาลอบติดต่อกับ Zu Lang เงียมแปะฮอและเจ้าเมืองคนอื่นให้เป็นพันธมิตรร่วมโจมตี แต่ซุนเซ็กล่วงรู้แผนการก่อน เขาจึงส่ง ลิห้อม และ Xu Yi ไปโจมตี Chen Yu ที่ Xaixi Chen Yu พ่ายแพ้หลบหนีไปหาอ้วนเสี้ยวเพียงลำพัง

ก่อนหน้านั้น Liu Chong อ๋องแห่ง Chen เป็นคนที่กล้าหาญและเชี่ยวชาญในธนูมาก เมื่อมีการก่อกบฏของโจรผ้าเหลืองในปี 184 Liu Chong นำกองทัพเข้าปราบปราม ทำให้ผู้คนต่างเกรงกลัวเขาและไม่มีผู้ใดกล้าที่จะก่อกบฏ Luo Jun แห่งห้อยแขก็เป็นขุนนางผู้หนึ่งที่มีความดีความชอบมากในอดีต

แต่ในเวลานั้น ไม่มีการมอบเบี้ยหวัดประจำปีให้แก่ท่านอ๋องหรือขุนนางต่าง พวกเขาจึงออกปล้นประชาชน ผู้คนต่างพากันเดือดร้อนล้มตายจำนวนมาก มีเพียงรัฐ Chen ที่ยังคงมั่งคั่งและแข็งแกร่ง ชาวบ้านหลายแสนจากหัวเมืองใกล้เคียงต่างอพยพมาที่นี่ เมื่อบรรดาเจ้าเมืองต่าง ๆ ตั้งตัวเป็นใหญ่ Liu Chong นำทัพไปตั้งค่ายที่ Yangxia และตั้งตัวเองเป็นแม่ทัพผู้สนับสนุนราชวงศ์ฮั่น

อ้วนสุดส่งคนไปขอเสบียงอาหารจาก Chen แต่ Luo Jun ปฏิเสธ อ้วนสุดโกรธมาก เขาส่งลูกน้องไปสวามิภักดิ์ต่อทั้งสอง แล้วให้ลูกน้องของเขาฆ่า Liu Chong และ Luo Jun ดังนั้นรัฐ Chen จึงล่มสลาย

ในฤดูใบไม้ร่วง เดือนที่เก้า โจโฉนำทัพไปตะวันออกโจมตีอ้วนสุด เมื่ออ้วนสุดรู้ข่าว เขาละทิ้งทัพของเขาหลบหนี ปล่อยให้ เตียวเสง และแม่ทัพคนอื่นต่อสู้กับโจโฉ ที่ Qiyang โจโฉโจมตีทัพ เตียวเสง สังหารทั้งกองทัพ อ้วนสุดหลบหนีไปจาก Huai

ต่อมาเกิดฝนแล้งในช่วงนั้น พืชผลได้รับความเสียหาย ผู้คนต่างได้รับความลำบาก หิวโหยและเหน็บหนาว อำนาจของอ้วนสุดจึงเริ่มที่จะเสื่อมถอยลง

โจโฉแต่งตั้ง He Kui แห่งรัฐ Chen เป็นขุนนางในสังกัดของเขา และถามเขาเกี่ยวกับอ้วนสุด

He Kui ตอบว่า ถ้าคนเราต้องการให้สวรรค์สนับสนุน เขาต้องทำตามลิขิตสวรรค์ ถ้าเขาต้องการให้คนช่วยเหลือ เขาต้องคู่ควรแก่ความไว้ใจของผู้อื่น อ้วนสุดไม่เชื่อลิขิตสวรรค์ และไม่ไว้ใจในลูกน้องตัวเอง เมื่อเขามองหาความช่วยเหลือ ผู้ใดจะมาช่วยเขา

โจโฉจึงว่า เมื่อบ้านเมืองสูญเสียคนดีมีฝีมือ แล้วเมืองนั้นจะอยู่ได้อย่างไร อ้วนสุดไม่เคยมอบตำแหน่งขุนนางให้แก่ท่าน มันจึงเหมาะสมแล้วที่เขาจะต้องพินาศ

โจโฉเป็นคนที่เคร่งครัดในกฏระเบียบ หลายต่อหลายครั้งที่เขาเฆี่ยนตีลูกน้องตัวเอง He Kuiจึงพกยาพิษติดตัวเสมอ สาบานว่าเขายอมตายดีกว่าที่จะได้รับความอับยศอย่างนี้ แต่โจโฉก็ไม่เคยลงโทษเขา

เคาทูแห่ง Pei เป็นคนที่กล้าหาญและแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไป เขาได้รวบรวมคนหนุ่มหลายพันและคนในตระกูลเขาก่อตั้งกองทัพ พวกเขาสร้างค่ายและกำแพงที่สูงใหญ่ป้องกันพวกโจร ผู้คนในแถบ Huai Ru Chen และ Liang ต่างเคารพและเกรงกลัวเขา

เมื่อโจโฉมาถึงยังดินแดนนี้ เคาทูได้นำกองทัพเขามาร่วมกับโจโฉ โจโฉบอกว่าท่านคือ Fan Kuai ของข้า (Fan Kuai แม่ทัพที่มีชื่อเสียงของพระเจ้าฮั่นโกโจ) เขาแต่งตั้งเคาทูเป็นขุนพลและทำหน้าที่เป็นองครักษ์เขาในยามค่ำคืน และลูกน้องของเคาทูทุกคนได้รับแต่งตั้งเป็นทหารเสือ (ทหารในกององครักษ์ของโจโฉ)

เอียวปิว แม่ทัพใหญ่คนก่อนเป็นญาติกับอ้วนสุดโดยการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ โจโฉไม่พอใจมาก เขาแต่งข้อกล่าวหาว่า เอียวปิว วางแผนที่จะโค่นล้มฮ่องเต้ เขาแนะนำให้จับตัว เอียวปิว และส่งเข้าคุกข้อหากบฏ

เมื่อขงหยงรู้เรื่องจึงไปหาโจโฉพูดว่า ตระกูลเอียว นั้นแสดงความจงรักภักดีมากว่าสี่ชั่วคน และเป็นที่เคารพของคนทั้งแผ่นดิน ใน Book of Zhou ก็มีว่าไว้ว่า พ่อส่วนพ่อ ลูกส่วนลูก พี่และน้องต่างก็แยกจากกัน ความผิดของพวกเขาไม่เกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน เหตุใดท่านจึงกล่าวหาท่าน เอียวปิว จากความผิดของอ้วนสุด

โจโฉว่า นี่เป็นความคิดของฮ่องเต้

ขงหยงตอบว่า อ๋อง Cheng ฆ่า Duke Shao แล้ว Duke Zhou จะบอกว่าตัวเองไม่รู้เห็นได้อย่างไร (Duke Zhou เป็นน้องของ อ๋อง Wu แห่งราชวงศ์ Zhou และเป็นผู้สำเร็จราชการแทนโอรสของอ๋อง Wu Duke Shao พี่น้องคนละแม่กับ อ๋อง Wu และ Duke Zhou เป็นผู้บริหารบ้านเมืองร่วมกัน)

โจโฉสั่งให้ หมันทอง เป็นผู้สอบสวน เอียวปิว ขงหยงและซุนฮกต่างพูดกับ หมันทอง ว่า แค่สอบถามท่าน เอียวปิว ตามปกติก็พอ ขออย่าได้เฆี่ยนตีในการสอบสวนเลย

หมันทอง ไม่ตอบ เขาดำเนินการสอบสวนทุกอย่างตามกฏ หลายวันผ่านไปเขาไปหาโจโฉพูดว่า เอียวปิว ได้ยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเองไม่เปลี่ยนแปลง ชายผู้นี้เป็นที่เคารพทั้งแผ่นดิน ถ้าท่านลงโทษเขาโดยไม่มีหลักฐานเกี่ยวกับความผิดเขา ท่านเองจะสูญเสียความไว้ใจจากคนทั่วไป ในความเห็นอันต่ำต้อยของข้า ท่านควรพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้ง ในวันเดียวกัน โจโฉก็ยกโทษให้ เอียวปิว และปล่อยตัวเขา

เมื่อซุนฮกและขงหยงได้รู้ว่า หมันทอง เฆี่ยนตี เอียวปิว ในการสอบสวน พวกเขาโกรธมาก แต่เมื่อรู้ว่า หมันทอง ขอร้องโจโฉให้ปล่อยตัว เอียวปิว พวกเขาก็แสดงความเป็นมิตรต่อ หมันทอง

เอียวปิว รู้ว่าราชสำนักฮั่นอ่อนแอและกำลังเสื่อมถอย การบริหารบ้านเมืองล้วนอยู่ในคำสั่งโจโฉ เขาจึงแกล้งเป็นอัมพาต ทำว่าเดินไม่ได้อยู่มากกว่าสิบปี เขาจึงพ้นปัญหามาได้

เมื่อศพของ ม้าหยิด ถูกนำกลับเมืองหลวง ทางการต้องการแต่งตั้งประกาศความดีความชอบให้เขา แต่ขงหยงท้วงว่า ม้าหยิด เป็นถึงราชครูมีอำนาจเทียบเท่าขุนนางระดับสูงทั้งสาม แต่เขาปล่อยให้ทรราชย์มาชักจูงเขาตามใจ ทั้งที่เขาเป็นขุนนางผู้ใหญ่ เราจะยอมรับข้อแก้ตัวว่าเขาโดนบังคับให้ทำตามได้อย่างไร

ฮ่องเต้อาจจะทรงเศร้าเสียใจในความตายของเขาและรู้สึกสงสาร จึงไม่อยากที่จะลงโทษคนที่ตายไปแล้ว ดังนั้นก็ไม่ควรมอบความชอบให้แก่เขาเช่นกัน ราชสำนักเห็นด้วยกับคำแย้งของเขา

ศพของ กิมเซี่ยง ถูกนำกลับเมืองหลวง มีราชโองการประกาศให้ขุนนางทุกคนไปร่วมในงานศพ Jin Wei ลูกชายของเขาได้รับแต่งตั้งเป็นขุนนางในวังหลวง

ในฤดูหนาว เดือนที่สิบเอ็ด โจโฉโจมตีเตียวสิ้วอีกครั้ง เขาบุก Huyang และจับตัว Deng Ji ลูกน้องเล่าเปียว และเข้าโจมตียึด Wuyin

หันเซียม และ เอียวฮอง อยู่ที่ แห้ฝือ พวกเขาออกปล้นทั่วมณฑลชีจิ๋ว และยังจิ๋วแต่กองทัพของเขาก็ยังขาดแคลนเสบียง พวกเขาจึงขออนุญาติไปเกงจิ๋ว แต่ลิโป้ปฏิเสธ

เอียวฮอง รู้ว่าเล่าปี่เป็นศัตรูของลิโป้ เขาจึงส่งสารลับให้เล่าปี่ส่งทัพมาช่วยโจมตีลิโป้ เล่าปี่แกล้งตกลง

เอียวฮอง จึงนำทัพไปที่ Pei เล่าปี่เชิญเขาเข้าเมือง ระหว่างทางไปงานเลี้ยงต้อนรับ เอียวฮอง ถูกจับและถูกสังหาร

หันเซียม เมื่อไร้ เอียวฮอง ก็ถูกตัดขาด เหลือทหารม้าไม่กี่สิบนาย เขาพยายามกลับไปมณฑล Bing แต่ถูก Zhang Xuan นายอำเภอ Shuqiu ฆ่าตาย

โฮจ๋าย และ ลิงัก ที่อยู่ใน โฮต๋อง นั้น โฮจ๋าย ถูกฆ่าตายจากการทะเลาะวิวาท ในขณะที่ ลิงัก เสียชีวิตจากโรคภัย กุยกีถูก งอสิบลูกน้องของเขาฆ่าตาย

โตสิบ เอียวหงัน และ Po Qin จาก Yingchuan ต่างหลบหนีภัยมาอยู่ที่เกงจิ๋ว เล่าเปียวต้อนรับพวกเขาอย่างดี

Po Qin ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี แต่ โตสิบพูดกับเขาว่า เมื่อข้าตกลงมาอยู่กับท่าน เราพยายามที่จะอยู่รอดในภาวะเช่นนี้และรอคอยโอกาสที่ดี ตัวท่านเองเชื่อว่าท่านเล่าเปียวไม่ใช่บุคคลที่จะขจัดปัญหาบ้านเมืองนี้ได้ ทำไมท่านจึงให้ผู้เฒ่าของท่านยอมรับคำสั่งเล่าเปียว ถ้าท่านยังแสดงความสามารถของท่านให้เขาประทับใจ ท่านก็ไม่ใช่เพื่อนข้าอีกต่อไป ข้าขอตัดขาดจากท่าน

Po Qin เห็นด้วยกับเขาบอกว่า ข้าจะขอเชื่อฟังคำแนะนำของท่าน

ไม่นานเมื่อโจโฉนำฮ่องเต้มาที่เมืองฮูโต๋ เอียวหงันบอกกับ Po Qin ว่า แม่ทัพรักษาความสงบตะวันออก ท่านโจโฉ สามารถปราบภัยพิบัติของแผ่นดินได้ ข้ารู้แล้วว่าข้าจะไปที่ไหน เขาจึงไปหาโจโฉ โจโฉจึงตั้งเขาเป็นเจ้ามือง Langling

ลิถอง ขุนพลแห่ง Yang’an เมื่อลุงของภรรยาเขาทำความผิด เอียวหงันจับตัวและสั่งประหาร ในเวลานั้นอำนาจในการตัดสินประหารชีวิตเป็นของเจ้าเมือง ภรรยา ลิถอง และลูก ร้องไห้วิงวอนขอให้ไว้ชีวิต แต่ ลิถอง ตอบว่า เราควรจะถวายความสามารถรับใช้ท่านโจโฉอย่างดี มันคงเป็นการผิดที่ข้าจะคิดถึงความรู้สึกส่วนตัวก่อนภาระหน้าที่บ้านเมือง เขายกย่อง เอียวหงันที่รักษากฏหมายบ้านเมืองและกลายเป็นเพื่อนกับเขา




 

Create Date : 23 พฤศจิกายน 2548    
Last Update : 1 มีนาคม 2549 21:58:28 น.
Counter : 268 Pageviews.  

ปี 196 AD

ปีเจี้ยนอัน ที่ 1 196 AD
(17 กุมภาพันธ์ 196 – 4 กุมภาพันธ์ 197)

ในฤดูใบไม้ผลิ เดือนแรก วันที่ 23 กุมภาพันธ์ มีการประกาศนิรโทษกรรม ปีรัชกาลถูกเปลี่ยนชื่อเป็นเจี้ยนอัน

ตังสินและเตียวเอี๋ยงต้องการนำตัวฮ่องเต้กลับลกเอี๋ยง แต่เอียวฮองและลิงักไม่เห็นด้วย เหล่าแม่ทัพพากันสงสัยซึ่งกันและกัน

ในเดือนที่สอง หันเซียมโจมตีตังสินจนต้องถอยกลับไป Yewang หันเซียมตั้งค่ายที่Wenxi ขณะที่โฮจ๋ายและเอียวฮองไปที่ Wuxiang โฮจ๋ายต้องการโจมตีหันเซียม แต่ฮ่องเต้สั่งห้ามไว้

โฮงีและพวกนำโจรผ้าเหลืองจำนวนมากจากเองชงและยีหลำ เพื่อมารับใช้อ้วนสุด โจโฉเข้าโจมตีพวกเขาพ่ายแพ้ไป

เตียวเอี๋ยงส่งตังสินไปบูรณะวังหลวงที่เมืองลกเอี๋ยงและเตียวกี ชักจูงให้เล่าเปียวส่งคนมาช่วยก่อสร้าง ขบวนคาราวานเพื่อซ่อมแซมมากันเป็นจำนวนมา

ในหน้าร้อนเดือนที่ห้า วันที่ 15 มิถุนายน ฮ่องเต้ส่งสารถึงเอียวฮอง ลิงักและหันเซียม เพื่อขอให้พวกเขาอารักขาพระองค์ไปลกเอี๋ยง เอียวฮองและพวกทำตามราชโองการ

ในเดือนที่หก วันที่ 14 กรกฎาคม ฮ่องเต้เสด็จถึงWen Xi

อ้วนสุดโจมตีเล่าปี่หวังยึดมณฑลชีจิ๋ว เล่าปี่ส่งเตียวหุยไปรักษาการณ์แห้ฝือ ตัวเขานำกำลังเข้าสู้กับอ้วนสุดที่ Xuyi และ Huaiyin พวกเขาสู้รบกันทั้งเดือนแต่ไม่มีฝ่ายใดได้ชัยชนะ

โจป้านายอำเภอแห้ฝือ ลูกน้องเก่าของโตเกี๋ยม ทะเลาะกับเตียวหุย เตียวหุยเลยฆ่าเขา จึงเกิดการจราจลขึ้นในเมือง อ้วนสุดจึงเขียนจดหมายถึงลิโป้ แนะให้ลิโป้โจมตีแห้ฝือ และสัญญาว่าจะส่งเสบียงอาหารให้ ลิโป้ดีใจมาก เขานำทัพไปทางตะวันออก Xu Dan ลูกน้องคนหนึ่งของลิโป้เปิดประตูรับเขาเข้าเมือง เตียวหุยพ่ายแพ้และหนีไป ลิโป้จับตัวภรรยาและบุตรเล่าปี่และครอบครัวแม่ทัพและขุนนางของเขา

เมื่อเล่าปี่กลับมาและรู้ข่าวเข้า ในเวลานั้นกองทัพของเขาเหลือจำนวนเพียงน้อยนิด เขาจึงรวบรวมกองทัพที่เหลืออยู่ เดินทางไปตะวันออกโจมตีเมืองกองเหลง ต่อสู้กับอ้วนสุด แต่ก็พ่ายแพ้ จึงต้องถอยไปตั้งค่ายที่ Haixi กองทัพของเล่าปี่นั้นหิวโหยและสิ้นหวัง จนทหารของเล่าปี่เริ่มจะกินเนื้อคน บิต๊กลูกน้องของเขาจึงช่วยเหลือให้อาหารแก่กองทัพโดยใช้ทรัพย์สินส่วนตัว

เล่าปี่ร้องขอยอมจำนนต่อลิโป้ ลิโป้ทะเลาะกับอ้วนสุดเพราะว่าอ้วนสุดไม่ส่งเสบียงอาหารให้ตามสัญญา เขาจึงยอมรับเล่าปี่เป็นลูกน้องและแต่งตั้งให้เป็นผู้ตรวจการมณฑลอิจิ๋ว พวกเขารวมกองทัพกันต่อสู้อ้วนสุด ลิโป้ส่งเล่าปี่ไปตั้งค่ายที่เสียวพ่าย ลิโป้แต่งตั้งตัวเองเป็นผู้ครองมณฑลชีจิ๋ว

หลันเป้งลูกน้องของลิโป้ก่อกบฏต่อลิโป้ ลอบโจมตีเขาในยามค่ำ ลิโป้หนีทั้งที่ยังไม่ได้ใส่เครื่องป้องกันหรือเสื้อผ้าอันใด หลบไปที่ค่ายของโกซุ่นลูกน้องเขา โกซุ่นนำกำลังไปที่ค่ายของลิโป้แล้วโจมตีหลันเป้ง จนเขาพ่ายแพ้หนีไป และเมื่อถึงตอนเช้า หลันเป้งก็ถูกโจเส็งลูกน้องของเขาฆ่าตาย

ในวันที่ 19 กรกฎาคม เอียวฮองและหันเซียมอารักขาฮ่องเต้กลับไปตะวันออก เตียวเอี๋ยงส่งเสบียงอาหารสำหรับเดินทางมาให้

ในฤดูใบไม้ร่วง เดือนที่เจ็ด วันที่ 12 สิงหาคม ฮ่องเต้มาถึงลกเอี๋ยง เขาพักอยู่ในจวนของเตียวต๋ง (10 ขันที) วันที่ 25 สิงหาคม มีการประกาศนิรโทษกรรม

ในเดือนแปด วันที่ 18 กันยายน ฮ่องเต้เสด็จไปจวนหยางอันตอนใต้ของวังหลวง เพราะเตียวเอี๋ยงรู้สึกว่าการพาฮ่องเต้กลับลกเอี๋ยงเป็นความชอบของเขา เขาจึงตั้งชื่อจวนเหล่านี้ว่าหยางอัน

เตียวเอี๋ยงพูดกับเหล่าขุนนางอื่น ๆ ว่า "หน้าที่รับใช้องค์ฮ่องเต้นั้นควรที่จะเป็นของทุกคนในแผ่นดิน ในเมื่อภายในราชสำนักมีขุนนางน้อยใหญ่มากมาย ข้าจะออกไปจัดการปัญหาภายนอก" เขาจึงกลับไป Yewang ขณะที่เอียวฮองตั้งค่ายที่เลียงจิ๋ว หันเซียมและตังสินอยู่กับเขาด้วยทำหน้าที่รักษาเมืองหลวง (Yewang อยู่ทางตอนเหนือของลกเอี๋ยง เลียงจิ๋ว เป็นเมืองทางใต้ ทั้งสองเมืองเป็นเหมือนเมืองหน้าด่านของลกเอี๋ยง)

ในวันที่ 20 กันยายน แม่ทัพพิทักษ์ความสงบของแผ่นดินเตียวเอี๋ยงถูกแต่งตั้งเป็นแม่ทัพใหญ่ไท่เว่ย เอียวฮองเป็นแม่ทัพดูแลราชรถและทหารม้า หันเซียมได้รับแต่งตั้งเป็นแม่ทัพดูแลกองทหารภายใน ทั้งหมดได้สัญลักษณ์และขวานแทนพระองค์ สามารถตัดสินคดีความและสังหารคนตามกฏกองทัพโดยไม่ต้องแจ้งให้ฮ่องเต้ทราบ

ในเวลานั้นวังหลวงและบ้านเรือนราษฎรถูกเผาทำลายทั้งหมด ขุนนางใหญ่น้อยต่าง ๆ จึงต้องจัดการเก็บกวาดเศษซากต่าง ๆ และอาศัยในซากปรักหักพังพวกนั้น ทั้งมณฑลถูกควบคุมโดยทหารที่โหดร้าย ไม่มีการส่งเสบียงอาหารมาให้ ขุนนางพากันหิวโหย จนขุนนางระดับอาลักษณ์และระดับต่ำกว่าต้องออกไปหาเมล็ดข้าวป่ามาทำเป็นอาหารกินด้วยตนเอง ขุนนางบางคนก็อดตายท่ามกลางเศษซากของบ้านเมืองที่พังพินาศนั้น และหลายคนก็ถูกฆ่าโดยทหาร

ในช่วงนั้นมีคำทำนายว่า คนที่มาจะแทนราชวงศ์ฮั่นนั้นจะเป็น “ถนนสูง” อ้วนสุดอ้างว่าชื่อรองของตัวเองนั้นเข้ากับคำทำนายได้เป็นอย่างดี (ชื่อรองของอ้วนสุดแปลว่า ถนนสาธารณะ) ยิ่งไปกว่านั้นตระกูลอ้วนอ้างว่าตระกูลตนสืบเชื้อสายมาจากรัฐเฉิน ซึ่งเป็นลูกหลานของฮ่องเต้ Shun และสีเหลืองก็จะแทนที่สีแดงตามลำดับขั้นของวังวนแห่งพลัง (ตระกูลอ้วนนั้นอ้างว่าตัวเองเป็นลูกหลาน Yuan Taotu ซึ่งเป็นชนชั้นผู้ปกครองแคว้นเฉิน ซึ่งมีเป็นลูกหลานของฮ่องเต้ Shun ได้ปกครองแคว้นนี้ตอนต้นของราชวงศ์โจว ซึ่งใช้สีเหลืองแทนพระองค์ ส่วนราชวงศ์ฮั่นนั้นใช้สีแดงแทนสัญลักษณ์ราชวงศ์ ในความเชื่อเรื่องวังวนแห่งพลังทั้งห้า ไฟให้กำเนิดดิน ซึ่งหมายถึงสีแดงของไฟเป็นผู้บุกเบิกให้กับสีเหลืองของดิน โจรผ้าเหลืองเองก็ใช้สีเหลืองเป็นสัญลักษณ์เช่นกัน ก๊กวุยและก๊กง่อก็ใช้สีเหลืองเป็นสัญลักษณ์) ดังนั้นอ้วนสุดจึงวางแผนสถาปนาตัวเองเป็นฮ่องเต้ก่อกบฏต่อราชวงศ์ฮั่น

เมื่อเขารู้ว่าซุนเกี๋ยนเจอตราหยกแผ่นดิน อ้วนสุดจึงจับตัวภรรยาซุนเกี๋ยนไว้เป็นตัวประกันและเอาตราหยกมาจากซุนเกี๋ยน หลังจากนั้นเมื่อเขาได้ข่าวการพ่ายแพ้ของฮ่องเต้ที่ตำบลตังกั๋ง เขาจึงเรียกประชุมขุนนางหารือเรื่องสถาปนาเป็นฮ่องเต้

ในตอนแรกไม่มีใครกล้าออกมาคัดค้าน แต่เอียมเซียงออกมาคัดค้านบอกว่า "ในอดีตนั้นราชวงศ์โจว ก่อนจะปราบดาภิเษก ได้สะสมคุณงามความดีต่าง ๆ มากมายตั้งแต่สมัยHou Jiถึงสมัยโจวเหวินอ๋อง พวกเขาครองดินแดนกว่าสองในสามของแผ่นดิน แต่ยังยอมรับใช้ราชวงศ์Yin"

ครอบครัวของท่านประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงมาหลายชั่วรุ่น แต่ยังไม่สามารถเปรียบเทียบกับความสำเร็จของราชวงศ์โจวได้เลย แม้ว่าราชสำนักฮั่นจะอ่อนแอ แต่ก็ไม่สามารถเปรียบได้กับความโหดร้ายของราชวงศ์ Yin อ้วนสุดจึงนิ่งเงียบไป

อ้วนสุดส่งเทียบเชิญให้แก่ Zhang Fan บัณฑิตผู้มีชื่อและไม่เคยรับใช้ใครมาก่อน Zhang Fan ปฏิเสธ แต่ส่ง Zhang Cheng น้องชายเขามาแสดงความขอบคุณ อ้วนสุดกล่าวกับ Zhang Cheng ว่า "ข้าครอบครองดินแดนกว้างใหญ่ มีประชาราษฎร์และทหารมากมายในปกครอง ข้าต้องการประสบความสำเร็จเฉกเช่นฉีหวนกง หรือฮ่องเต้ฮั่นโกโจ ท่านคิดว่าข้าสามารถทำได้หรือไม่"

"ประสบความสำเร็จแน่นอน" Zhang Cheng ตอบ "ไม่เกี่ยวกับเรื่องอำนาจแต่เกี่ยวกับเรื่องศีลธรรม ถ้าท่านประพฤติตัวเป้นคนดีและตามพระประสงค์ของฮ่องเต้ แม้ว่าท่านจะเป็นเพียงคนทั่วไปไม่มีความสามารถอันใด ก็จะสามารถประสบความสำเร็จเช่นอ๋อง hegemon ได้ แต่ถ้าท่านต้องการยึดครองราชบัลลังค์เป็นของตัวเอง ท่านก็ต้องต่อสู้กับผู้อื่นที่ยังคงภักดีในราชวงศ์ฮั่น และผู้คนของท่านจะก็ละทิ้งท่านไป ในกรณีนั้นท่านไม่มีความหวังจะสำเร็จได้แน่" อ้วนสุดได้ฟังก็คำตอบของ Zhang Cheng ก็รู้สึกไม่พอใจ

เมื่อซุนเซ็กรู้ข่าว เขาจึงเขียนจดหมายไปหาอ้วนสุดว่า "เมื่อ Cheng Tang โจมตี Jie เขาสามารถอ้างได้ว่า ผู้ครองเมือง Xia ทำความชั่วไว้มากมาย เมื่ออ๋อง Wu ตั้งกองทัพขึ้นต่อต้านราชวงศ์โจว เขาก็สามารถอ้างได้ว่า ราชวงศ์ Yin ทำความผิดไว้มากมาย ทั้งสองคนล้วนประกอบคุณงามความดีไว้มาก และในช่วงเวลานั้นฮ่องเต้ได้ละเลยการประพฤติปฏิบัติที่ดี ทั้งสองเลยสามารถอ้างความชอบธรรมล้มล้างพวกเขา"

"แต่สำหรับองค์ฮ่องเต้ พระองค์ไม่ได้ประพฤติสิ่งใดผิดต่อแผ่นดิน เป็นเพราะพระองค์ยังทรงพระเยาว์และอ่อนแอ และตกอยู่ในเงื้อมมือขุนนางที่ชั่วช้า นี่จึงต่างจากสมัย Tang และ Wu"

"ยิ่งกว่านั้น แม้ว่าตั๋งโต๊ะจะชั่วร้าย หยิ่งยโส เผด็จการ และไม่รู้จักยับยั้งความทะเยอทะยานของตัวเอง แต่ตั๋งโต๊ะเองก็ยังไม่กล้าที่จะยึดราชบัลลังค์เป็นของตัวเอง อย่างไรก็ดีคนทั้งแผ่นดินก็พากันเกลียดชังตั๋งโต๊ะ นี่ควรจะเป็นตัวอย่างให้แก่คนที่คิดจะเอาอย่างหรือคิดที่จะประพฤติเลวร้ายยิ่งกว่า"

"ข้าได้ยินมาว่าองค์ฮ่องเต้นั้นชาญฉลาดและปรีชาสามารถ และทรงมีคุณธรรมยิ่งนัก แม้ว่าในตอนนี้ราชสำนักยังไม่ถูกปกครองโดยพระองค์ แต่พสกนิกรต่างซื่อสัตย์ต่อพระองค์ ตระกูลอ้วนนั้นต่างก็ประกอบคุณงามความดีมาห้าชั่วคน และหนึ่งในนั้นเคยเป็นถึงไจเสี่ยง ได้รับความดีความชอบเกินกว่าผู้ใดจะสามารถเปรียบเทียบได้ ท่านควรจะแสดงความจงรักภักดี โดยการแสดงความซื่อสัตย์ต่อราชสำนัก แล้วท่านจะมีชื่อเสียงเหมือนโจวตันกง และจ้าวชิกง แล้วทั้งแผ่นดินจะพากันยกย่องสรรเสริญท่าน"

"ผู้คนมากมายในเวลานี้พากันคล้อยตามคำทำนายและพยายามที่จะทำการโดยไม่คำนึงถึงศีลธรรม คิดแต่เพียงให้เจ้านายของตัวเองพอใจ พวกเขาไม่ใส่ใจในความเป็นไปของบ้านเมือง นี่เป็นสิ่งที่ผู้ปกครองทั้งหลายในอดีตและปัจจุบันควรจะหลีกเลี่ยง ท่านจะควรจะคิดให้รอบคอบอีกครั้ง"

"คำพูดที่จริงใจอาจไม่ถูกใจผู้ฟัง ความคิดที่ตรงกันข้ามอาจนำพาความเป็นศัตรู แต่ถ้าสิ่งใดที่เป็นประโยชน์แก่ความดีและชื่อเสียงของท่าน ข้าไม่กล้าที่จะเก็บคำพูดเอาไว้"

ก่อนหน้านั้น อ้วนสุดเชื่อว่าเขาควบคุมดินแดนตอนใต้ของฮวยไว้ ขณะที่ซุนเซ็กควบคุมดินแดนตอนใต้ของแยงซีและพร้อมที่จะสนับสนุนเขา เมื่อเขาได้รับจดหมายฉบับนี้ เขาเสียใจและหดหู่จนล้มป่วยในที่สุด เขาไม่สามารถรับการโต้แย้งนี้ได้ และซุนเซ็กก็ตัดขาดจากเขา

โจโฉอยู่ที่เมืองฮูโต๋เขาวางแผนที่จะรับตัวฮ่องเต้มา แต่หลายคนแย้งว่า "ดินแดนทางตะวันออกนั้นยังไม่สงบ หันเซียมและเอียวฮอง นั้นประสบความสำเร็จมาหลายครั้งจึงมองความสามารถของศัตรูต่ำไป เราไม่ควรที่จะจัดการกับพวกเขาเร็วนัก"

ซุนฮกตอบว่า "ในอดีตเมื่อจิ้นเหวินกงได้รับตัวโจวเซียงอ๋อง เหล่าผู้ครองเมืองทั้งหลายต่างชื่นชมและรับใช้เขา ฮั่นโกโจแห่งฮั่นไว้อาลัยให้ฮ่องเต้เฉพาะกาล ผู้คนทั้งแผ่นดินก็ภักดีต่อเขา (ฮ่องเต้เฉพาะกาลเป็นตำแหน่งของ Xin ซึ่งเป็นเชื้อสายราชวงศ์ ถูกตั้งเป็นหัวหน้าเหล่ากบฏต่อต้านราชวงศ์ฉิน ปี 206 ก่อนคริสต์ศักราช เซี่ยงหวี่หรือฌ้อป้าอ๋องมอบตำแหน่งนี้ให้แก่เขา แต่เซี่ยงหวี่ก็ฆ่าเขาในเวลาต่อมาไม่นาน เมื่อหลิวปังหรือพระเจ้าฮั่นโกโจรู้เรื่อง จึงประกาศไว้อาลัยสามวันและประกาศเป็นศัตรูกับเซี่ยงหวี่) เมื่อก่อนฮ่องเต้ทรงหลบหนีจากเมืองหลวง ท่านก็เป็นคนกลุ่มแรกที่คิดตั้งกองทัพธรรมช่วยเหลือพระองค์ แต่ทัพพันธมิตรต่างขัดขวางซึ่งกันและกันและไม่เชื่อฟังคำสั่งผู้นำ ท่านจึงไม่สามารถช่วยเหลือพระองค์ได้"

"แต่เวลานี้ฮ่องเต้เสด็จกลับเมืองลกเอี๋ยงแล้ว แต่เมืองลกเอี๋ยงร้างผู้คนมานาน เหล่าคนที่ต้องการกอบกู้ราชสำนัก และคนที่ทุกข์ใจกับอดีตที่ผ่านมา ถ้าท่านอาศัยโอกาสนี้สนับสนุนฮ่องเต้และทำตามความคาดหวังของผู้คน ถือว่าท่านได้ทำตามลิขิตสวรรค์"

"กระทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยความยุติธรรมและกอบกู้ราชสำนัก เป็นแผนการที่ยิ่งใหญ่ สนับสนุนกิจการของราชสำนัก เรียกคนดีมีฝีมือเข้ารับราชการ ถือเป็นความชอบที่ยิ่งใหญ่ แม้ว่าจะมีกบฏและทรราชย์อยู่ทุกแห่ง แต่พวกเขาจะทำอะไรได้ ใยจึงให้คนอย่างหันเซียมและเอียวฮอง มารบกวนแผนการใหญ่ของท่าน"

"ท่านควรรีบดำเนินการโดยทันที เพราะเจ้าเมืองทั้งหลายอาจทะเยอทะยานคิดการใหญ่และเหตุการณ์อาจเปลี่ยนไป แม้ว่าท่านจะทำการแผนนี้อีกภายหลัง แต่โอกาสอาจไม่มีซ้ำสอง"

ดังนั้นโจโฉจึงส่งโจหองนำทัพไปตะวันตกเพื่อรับตัวฮ่องเต้ แต่ตังสินและพวกได้ป้องกันจนโจหองไม่สามารถทำได้

ตังเจี๋ยวสังเกตว่า แม้เอียวฮองจะมีทหารมากมาย แต่เขามีคนสนับสนุนในราชสำนักน้อยนิด เขาเขียนถึงเอียวฮอง ในนามของโจโฉว่า "ตัวข้ารับรู้ชื่อเสียงและชื่นชมความสามารถของท่านมานาน ข้าขอเสนอความจริงใจอย่างที่สุดของข้าแก่ท่าน ท่านปกป้องฮ่องเต้จากความยากลำบากมากมายและนำตัวพระองค์กลับสู่เมืองลกเอี๋ยง ความสำเร็จของท่านช่างวิเศษยิ่งนัก ไม่มีผู้ใดเทียบได้"

"ในเวลานี้มีคนโฉดชั่วมากมายก่อความวุ่นวาย ทั้งแผ่นดินไร้ความสงบ ราชสำนักถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด งานของเราคือการถวายการอารักขาและสนับสนุน"

"เวลานี้คนดีมีความสามารถควรที่จะช่วยสนับสนุนราชสำนัก แต่งานนี้ยากลำบากเกินกว่าที่ใครจะทำได้เพียงลำพัง เหมือนดังอวัยวะของคนเรา ล้วนแต่พึ่งพากันและกัน หากขาดสิ่งใดไป ที่เหลือย่อมทำงานได้ไม่เต็มที่ ท่านเองเป็นคนอยู่ในเมืองหลวง ข้าจะเป็นพันธมิตรของท่านอยู่ภายนอก ข้ามีเสบียงอาหาร ท่านมีกองทัพ เราทั้งสองจะเติมเต็มซึ่งกัน ไม่ว่าเป็นหรือตาย ขอให้ข้าและท่านอยู่ด้วยกัน"

เอียวฮองได้รับจดหมายและรู้สึกยินดี เขากล่าวกับลูกน้องว่า "กองทัพมณฑลกุนจิ๋วใกล้กับเมืองฮูโต๋ มีทั้งทหารและเสบียงอาหาร นี่เป็นสิ่งที่ฮ่องเต้ทรงต้องการ" พวกเขาจึงร่วมกันแนะนำให้แต่งตั้งโจโฉเป็นแม่ทัพผู้รักษาความสงบตะวันออก และได้รับตำแหน่งพระยาหมู่บ้าน Bi ซึ่งเป็นตำแหน่งเก่าของพ่อเขา

หันเซียมชอบโอ้อวดความสำเร็จของตัวเองและทำตัวหยิ่งยโส ตังสินไม่ชอบใจตัวเขา จึงส่งสารลับไปหาโจโฉ โจโฉจึงนำทหารมาลกเอี๋ยง เมื่อเขามาถึงก็ยื่นบันทึกความผิดของหันเซียมและเตียวเอี๋ยง ด้วยความกลัวว่าตัวเองจะถูกลงโทษ หันเซียมหลบหนีเพียงลำพังไปหาเอียวฮอง แต่เพราะหันเซียมและเตียวเอี๋ยงทำความดีความชอบในการอารักขาฮ่องเต้หลบนี้ ฮ่องเต้จึงสั่งห้ามพูดถึงเรื่องนี้อีก

ในวันที่ 28 กันยายน โจโแถูกแต่งตั้งเป็นขุนพลประจำเมืองหลวงและอำนาจในการควบคุมขุนนาง เขาสั่งสังหาร Feng Shi และขุนนางอีกสองคนที่กระทำความผิดทันที โจโฉแต่งตั้งตังสินและพวกอีกสิบสองคนเป็นพระยา ตอบแทนความดีของเขา และแต่งตั้ง Ju Jun เป็นเจ้าเมืองฮองหลงและขุนพลกองทัพธนู เพื่อการเสียสละชีวิตที่มีเกียรติของเขา

โจโฉเชิญตังเจี๋ยวมาปรึกษาและว่า "เวลานี้ข้ามาถึงเมืองหลวงแล้ว มีแผนใดที่ข้าควรทำต่อไป"

ตังเจี๋ยวตอบว่า "ท่านควรจัดตั้งกองทัพที่จงรักภักดีราชสำนักเพื่อลงโทษเจ้าเมืองที่เหี้ยมโหดและไม่เชื่อฟังราชสำนัก และท่านต้องซื่อสัตย์ต่อฮ่องเต้และช่วยเหลือราชสำนัก นี่เป็นงานของ hegemon ทั้งห้า แต่เหล่าแม่ทัพนายกองที่นี่ล้วนแต่มีความคิดของตนเอง พวกเขาต้องไม่ยอมรับใช้ท่านโดยง่าย ถ้าท่านยังอยู่ที่เมืองลกเอี๋ยง สิ่งที่ควรทำคือการย้ายองค์ฮ่องเต้ไปประทับที่เมืองฮูโต๋"

"แต่อีกนัยหนึ่ง ฮ่องเต้ทรงไร้ที่อาศัยและร่อนเร่อยู่นาน เพิ่งจะเสด็จกลับลกเอี๋ยงได้ไม่นาน ผู้คนทั่วแผ่นดินต่างรอคอยเวลานี้ ความหวังที่จะอยู่อย่างสงบสุข ถ้าเราย้ายองค์ฮ่องเต้อีกครั้ง ย่อมเป็นการยากที่จะเอาชนะใจราษฎร"

"แต่ในที่สุด ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับท่าน ว่าจะปฏิบัติตัวอย่างไรเพื่อให้ได้ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ท่านต้องตัดสินใจให้ดีที่สุด"

"การพาฮ่องเต้เสด็จไปเมืองฮูโต๋ เป็นความตั้งใจของข้าแต่แรก แต่เอียวฮองนั้นอยู่ใกล้เมืองเลียงจิ๋ว และข้าได้ยินมาว่า เขามีกองทัพที่แข็งแกร่งนัก ท่านไม่คิดว่าเขาจะสร้างปัญหาให้แก่ข้าหรือ"

ตังเจี๋ยวตอบว่า "เอียวฮองไม่มีเพื่อนในราชสำนัก และเขาเป็นพันธมิตรของท่าน เขาจัดการให้ท่านได้รับตำแหน่งแม่ทัพพิทักษ์ความสงบตะวันออกและตำแหน่งพระยา ส่งพลนำสารพร้อมสมบัติล้ำค่าไปขอบคุณเขา จะทำให้เขาพอใจในท่าน แล้วพูดกับเขาว่า เมืองหลวงไม่มีเสบียงอาหาร ท่านจึงคิดนำฮ่องเต้ไปประทับที่เมือง Luyang ชั่วคราว เพราะว่าเมือง Luyang ใกล้กับเมืองฮูโต๋ การขนส่งเสบียงก็จะทำได้สะดวก แล้วจะไม่มีการล่าช้าในการขนส่งหรือขาดเสบียง แม้ว่าเอียวฮองจะกล้าหาญแต่เขาไม่ฉลาดนัก เขาจะไม่สงสัยสิ่งใดและยอมรับแผนการนี้ เขาจะไม่สร้างปัญหาให้ท่านแน่นอน"

"วิเศษมาก" โจโฉพูดชมขึ้น แล้วโจโฉจึงส่งพลนำสารไปหาเอียวฮอง

วันที่ 7 ตุลาคม ฮ่องเต้เสด็จไปตะวันออกผ่านด่าน Huanyuan และเมืองหลวงถูกย้ายไปที่เมืองฮูโต๋

ในเดือนที่เก้า วันที่ 16 ตุลาคม ฮ่องเต้เสด็จถึงค่ายของโจโแ แต่งตั้งให้โจโฉเป็นแม่ทัพใหญ่ และตั้งเขาเป็นพระยาแห่งบู่เพ่ง วังหลวงและแท่นบูชาถุกสร้างขึ้นเป็นครั้งแรกของเมืองฮูโต๋

ซุนเซ็กวางแผนยึดเมืองห้อยแข เงียมแปะฮอและผู้นำคนอื่นของง่อตั้งค่ายอยู่ในหลายพื้นที่ แต่ละคนมีทหารมากกว่าหมื่น ลูกน้องของซุนเซ็กเรียกร้องให้เขาโจมตีเงียมแปะฮอและพวกก่อน แต่ซุนเซ็กพูดว่า "เงียมแปะฮอและพวกไม่ต่างอะไรกับกลุ่มโจร พวกเขาไม่มีความคิดอะไร และสามารถเอาชนะได้อย่างง่ายได้ เขาจึงนำทหารข้ามแม่น้ำ Zhe"

ยีหวนขุนนางเมืองห้อยแข พูดกับอองลองว่า "ซุนเซ็กเป็นแม่ทัพที่ฉลาดหลักแหลมในการบัญชาการศึก ควรที่จะหลบหนีไป อย่าพยายามสู้ดีกว่า" แต่อองลองไม่เห็นด้วย เขานำทัพไปสู้กับซุนเซ็กที่ Guling

ซุนเซ็กพยายามที่จะข้ามแม่น้ำหลายครั้ง แต่ไม่สำเร็จ ซุนเจ้งจึงบอกกับเขาว่า "อองลองอาศัยกำแพงเมืองป้องกันการโจมตี เป็นการยากที่จะเอาชนะได้ แต่ห่างไปสิบกว่าลี้ทางใต้ มีทางเรียกว่า Zhadu นำทหารอ้อมไปทางนั้นแล้ววกเข้าตีจากด้านหลัง เจ้าจะสามารถโจมตีเขาตอนที่เขาไม่ระวังตัวว่าจะถูกโจมตีจากทางนี้"

ซุนเซ็กทำตามคำแนะนำซุนเจ้ง เขาจุดคบไฟมากมายตอนกลางคืนแกล้งเสมือนว่ามีทหารอยู่ที่นี่ครบ และส่งทหารไปถนน Zhadu ต่อสู้กับค่ายอองลองที่ Gaoqian อองลองตกใจ เขาส่งจิวซิ่นเจ้าเมืองตันเอี๋ยงคนเก่านำทัพไปต้านทาง ซุนเซ็กเอาชนะพวกเขาและสังหารจิวซิ่น ส่วนอองลองหลบหนีไป

ยีหวนอารักขาอองลองกลับไปถึงค่ายแล้วข้ามทะเลไป Dongye

ซุนเซ็กตามโจมตีจนเอาชนะพวกเขา อองลองยอมแพ้ในที่สุด

ซุนเซ็กแต่งตั้งตัวเองเป็นเจ้าเมืองห้อยแข เขาตั้งตำแหน่ง ยีหวน เป็นขุนนางตามเดิมและปฏิบัติต่อเขาเหมือนเพื่อน

ซุนเซ็กชอบเข้าป่าล่าสัตว์ แต่ยีหวนห้ามเขาบอกว่า "ท่านมักจะชอบออกไปโดยไม่มีองครักษ์ และผู้ติดตามของท่านก็ไม่มีเวลาพอที่จะเตรียมการให้พร้อม คนของท่านกังวลเรื่องนี้มา ผู้ปกครองที่ไม่ใส่ใจจะสูญเสียอำนาจ ดังเรื่องมังกรขาวที่ปลอมตัวเป็นปลาและถูก Yu Ju ทำร้าย (เรื่องเล่าที่ว่า มังกรขาว ปลอมตัวมาเป็นปลา และถูก Yu Ju ที่เป็นชาวประมงยิงธนูเข้าที่ตา มังกรขาวร้องขอการแก้แค้นจากสวรรค์ แต่สวรรค์ไม่อนุญาต บอกว่า เป็นเรื่องปกติที่ชาวประมงจะทำร้ายปลา ถ้าเขาไม่ปลอมตัวเป็นปลา เขาก็จะไม่ได้รับอันตราย) และงูขาวที่ประมาทจนถูก Liu Ji ฆ่าตาย (Liu Ji ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นหลิวปังหรือพระเจ้าฮั่นโกโจ เรื่องเกิดขึ้นเมื่อ Liu Ji เมามากและต้องการข้ามหนองน้ำ แต่ได้มีงูวิเศษตัวหนึ่งมาขวางทางไว้ Liu Ji จึงฆ่างูนั้น งูตัวนั้นเป็นลูกชายของเซียนขาว Liu Ji เลยใช้สีแดงเป็นสัญลักษณ์ของเขา กล่าวว่า เพราะงูที่เขาฆ่าเป็นลูกชายเซียนขาว คนที่ฆ่าก็คือลูกชายของเซียนแดง) ได้โปรดพิจารณาด้วย"

"ท่านพูดมาถูกต้องยิ่งนัก ซุนเซ็กเห็นด้วย แต่เขาก็ไม่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเขา"

ในเดือนที่เก้า สามขุนนางชั้นสูง Chunyu Jia เอียวปิวและ Zhang Xi พ้นจากตำแหน่ง

ทันทีที่ฮ่องเต้เสด็จไปตะวันออก เอียวฮองพยายามชิงตัวฮ่องเต้จากมณฑลเลียงจิ๋ว แต่ไม่สำเร็จ ในฤดูหนาว เดือนที่สิบ โจโฉเป็นศัตรูกับเขา เอียวฮองหนีลงใต้ไปหาอ้วนสุด และโจโฉยึดค่ายเขาที่เลียงจิ๋ว

มีราชโองการไปหาอ้วนเสี้ยว ตำหนิเขาว่า "แม้ว่าท่านจะครอบครองที่ดินกว้างใหญ่และมีทหารมากมาย แต่ท่านทำทุกสิ่งเพื่อตัวท่านเอง เราไม่เคยได้ยินว่าท่านเป็นผู้นำเพื่อช่วยเหลือฮ่องเต้เลย เราได้ยินแต่ว่าท่านแก่งแย่งอำนาจและโจมตีผู้อื่น"

อ้วนเสี้ยวจึงส่งสาร แก้ข้อกล่าวหาเขาทุกข้อหา

ในเดือนที่สิบเอ็ด วันที่ 14 ธันวาคม อ้วนเสี้ยวถูกแต่งตั้งเป็นแม่ทัพใหญ่ (ไท่เว่ย) และได้รับตำแหน่งพระยาแห่งเงียบกุ๋น

อ้วนเสี้ยวรู้สึกลำบากใจและไม่พอใจที่เขาได้รับตำแหน่งต่ำกว่าโจโฉ เขาพูดอย่างโกรธเคืองว่า "มีหลายครั้งที่โจโฉตกอยู่ในอันตรายเกือบตาย ข้าก็เร่งรีบไปช่วยเหลือเขา เวลานี้เขาใช้ฮ่องเต้มาออกคำสั่งกับช้า เขาจึงส่งสารไปปฏิเสธไม่รับตำแหน่ง โจโฉกังวลใจมาก จึงขอตำแหน่งแม่ทัพสูงสุด (ต้าเจียงกุน) ให้อ้วนเสี้ยว"

ในวันที่ 2 มกราคม โจโฉได้รับแต่งตั้งเป็นซือคงและมีอำนาจเหมือนแม่ทัพราชรถและทหารม้า

โจโฉแต่งตั้งซุนฮกเป็นขุนนางเข้าร่วมในท้องพระโรงพร้อมหน้าที่หัวหน้าอาลักษณ์ โจโฉสอบถามซุนฮกถึงบัณฑิตที่มีความสามารถวางแผน ซุนฮกจึงแนะนำลูกของลูกพี่ลูกน้องของเขา ซุนฮิวเจ้าเมืองจ๊ก และกุยแกแห่งเองชง

โจโฉเรียกตัวซุนฮิวมาเป็นขุนนางอาลักษณ์ หารือกับเขาและประทับใจในตัวเขาพูดว่า "ความสามารถของซุนฮิวนั้นพิเศษจริง เวลานี้ข้าสามารถวางแผนการกับเขาได้ จะมีงานราชสำนักใดยากอีก" เขาแต่งตั้งซุนฮิวเป็นที่ปรึกษากองทัพ

ก่อนหน้านั้น กุยแกไปพบอ้วนเสี้ยว ผู้ซึ่งปฏิบัติต่อเขาอย่างดี หลังจากสองสามอาทิตย์เขาพูดกับซินเป๋งและกัวเต๋า ลูกน้องอ้วนเสี้ยวว่า "คนฉลาดล้วนเสาะหานายดี เพื่อที่จะไม่เป็นอันตรายและสามารถสร้างชื่อเสียงที่ดีได้ ท่านอ้วนเสี้ยวนั้นพยายามเลียนแบบโจวกง โดนการทำตัวสุภาพอ่อนน้อมต่อผู้มีความสามารถ แต่เขากลับไม่เข้าใจการนำจุดเด่นของลูกน้องเอามาใช้ เขามีความคิดต่าง ๆ มากมาย แต่น้อยนักที่มีประโยชน์ เขาชอบที่จะวางแผนแต่ไม่เคยตัดสินใจใด ๆ เลย"

"พวกท่านปรารถนาที่จะทำงานกับท่านอ้วนเสี้ยว เพื่อช่วยกอบกู้ราชสำนักในเวลาที่เกิดภัยพิบัติ และช่วยเขาสร้างความมั่นคงในราชวงศ์ฮั่น อย่างไรก็ดี เรื่องนี้ไม่ง่ายเลย ข้าตั้งใจที่จะเริ่มต้นใหม่โดยการหานายคนใหม่ พวกท่านจะมาร่วมกับข้าหรือไม่"

ทั้งสองตอบว่า "อ้วนเสี้ยวแสดงคุณงามความดีและความใจกว้างต่อทุกคน ผู้คนมากมายล้วนแต่เข้ามารับใช้อ้วนเสี้ยว ยิ่งไปกว่านั้น อ้วนเสี้ยวยังมีอำนาจที่ยิ่งใหญ่ในเวลานี้ ถ้าเราจากเขาไป เราจะไปรับใช้ใคร" กุยแกรู้ดีว่าพวกเขาไม่มีทางเข้าใจ เขาจึงจากไปโดยไม่พูดอะไรอีก

โจโฉเชิญกุยแกมาพบและปรึกษาหารือกับเขา เขายินดีมากและพูดว่า "นี่คือคนที่จะช่วยข้ารวบรวมแผ่นดิน กุยแกเมื่อออกมาก็ดีใจและพูดว่า นี่คือคนที่ข้าคู่ควรจะรับใช้" โจโฉแต่งตั้งเขาเป็นผู้ช่วยซือคง

โจโฉแต่งตั้งหมันทองแห่ง Shanyang เป็นนายอำเภอเมือง Xu ลูกน้องของโจหองหลายคนได้ทำผิดกฏหมาย หมันทองจับกุมพวกเขาและลงโทษ โจหองเขียนจดหมายไปขู่เขา แต่หมันทองไม่สนใจ โจหองจึงบอกโจโฉ โจโฉจึงเรียกประชุมขุนนางของ Xu หมันทอง รู้ว่าโจโฉต้องการยกโทษให้ขุนนางเหล่านั้น เขาจึงสังหารพวกเขาในทันที โจโฉชอบใจและพูดว่า "ท่านช่างมุ่งมั่นในหน้าที่จริง ๆ"

ขงหยงเจ้าเมืองปักไฮ เป็นคนที่เย่อหยิ่งและทะเยอทะยานที่จะปราบความวุ่นวาย เขามักจะมีความคิดที่ไม่แน่นอนและใช้การอะไรไม่ได้ ในที่ทำการของเขามักเต็มไปด้วยคำพูดที่โอ้อวดเกินจริงเกี่ยวกับการสอบที่แท้จริง พวกเขาสนใจในการตัวอักษรและการเขียนพู่กันอย่างสละสลวย และชอบที่อ่านสิ่งเหล่านั้นดัง ๆ ด้วยความพอใจ แต่การปรึกษาหารือเรื่องบ้านเมืองกลับละเลยเสีย

แม้ว่าตัวเขาจะมีอิทธิพลในวงกว้าง แต่กลับไม่สามารถดึงดูดผู้คนไว้ได้ ในตอนแรกมีผู้คนมากมายเข้ารับใช้เขา แต่พวกเขาก็อยู่ไม่นาน ในการแต่งตั้งขุนนาง ขงหยงชอบคนที่แปลกและไม่เหมือนใคร ขุนนางมากมายของเขาจึงเต็มไปด้วยคนที่ฉาบฉวยไร้ประโยชน์ มีความสามารถน้อยนิด

ขงหยงเคารพในตัว เต้เหี้ยนบัณฑิตที่มีชื่อเสียงมาก ปฏิบัติต่อเขาเหมือนตัวเขาเองเป็นบุตรหรือหลาน และเปลี่ยนชื่อหมู่บ้านของ เต้เหี้ยนเป็น หมู่บ้านของท่านเต้ แต่พอบัณฑิตที่มีชื่อเสียงอย่าง Zuo Chengzu และ Liu Yixun ไปเยี่ยมเขา เขากลับไม่ปรึกษาปัญหาบ้านเมืองใด ๆ เลย ขงหยงบอกว่า นี่เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและผู้คนจับตาพวกเขาอยู่ ข้าต้องไม่ทำลายชื่อเสียงของเขา

เมื่อโจรผ้าเหลืองออกปล้นชาวบ้าน ขงหยงนำทัพออกสู้และพ่ายแพ้ เขาจึงอพยพหนีไป Duchang

ในตอนนั้น อ้วนเสี้ยว โจโฉและกองซุนจ้านได้ตั้งแนวป้องกันร่วมกัน กองทัพของขงหยงนั้นอ่อนแอและมีเสบียงอาหารเพียงเล็กน้อย ตั้งทัพอยู่โดดเดี่ยวไม่ติดต่อกับพวกเขา Zuo Chengzu แนะให้ขงหยงไปพึ่งคนที่มีอำนาจมากกว่า แต่ขงหยงไม่ฟังและได้ฆ่าเขาเสีย Liu Yixun จึงไปจากเขา

อ้วนถำผู้ตรวจการมณฑลเฉงจิ๋วโจมตีขงหยง พวกเขาสู้กันตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิจนถึงฤดูร้อนจนทหารของขงหยงเหลือเพียงไม่กี่ร้อยคน ลูกธนูพุ่งใส่ค่ายเขาเต็มทั่วท้องฟ้า แต่ขงหยงยังนั่งเอนกายศึกษาตำรา พูดและหัวเราะกับคนอื่นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมืองถูกยึดจากการโจมตีในยามกลางคืน ขงหยงหนีไปทางเนินเขาตะวันออก แต่ภรรยาและบุตรของเขาถูกจับตัวได้

โจโฉซึ่งรู้จักกับขงหยงมาก่อน เชิญเขามาอาศัยอยู่ด้วยและแต่งตั้งเป็น Court Architect

เมื่ออ้วนถำมาถึงมณฑลเฉงจิ๋วครั้งแรก เขตแดนตะวันตกทางแม่น้ำแยงซีของเขาติดกับเพงง้วนก้วน เขาจึงขยายเขตไปทางเหนือสู้กับเต๊งไก๋ และทางตะวันออกเขาได้ชัยชนะเหนือขงหยง เขาจึงมีชื่อเสียงมากและผู้คนพากันเคารพเขา

หลังจากนั้น เขาได้หลงเชื่อคนชั่วและแต่งตั้งให้เป็นขุนนาง เขามีความทะเยอทะยานมากไปและทำความผิดรุนแรงหลายครั้ง ชื่อเสียงของเขาจึงตกต่ำลง

ตั้งแต่สมัย Zhongping ราชสำนักได้แตกแยกและเกิดความวุ่นวาย ชาวบ้านละทิ้งการทำไร่นา เจ้าเมืองต่าง ๆ ตั้งกองทัพต่อสู้กับ และทั้งหมดขาดแคลนเสบียงอาหาร ไม่มีใครที่มีเสบียงอาหารเกินหนึ่งปี เมื่อผู้คนหิวโหยพวกเขาจึงออกปล้นและทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง ชาวบ้านจึงอดอยากหิวโหยร่อนเร่พเนจรและตายด้วยภัยธรรมชาติเป็นจำนวนมาก

อ้วนเสี้ยวอยู่ทางตอนเหนือของแม่น้ำแยงซี ทหารของเขากินผลของต้นหม่อน อ้วนสุดอยู่ทางแยงซีและ Huai ทหารของเขากินหอยจำพวกหอยกาบเป็นอาหาร ชาวบ้านหลายคนกลายเป็นพวกกินเนื้อคน ทุกตำบลต่างโดดเดี่ยวและตัดขาดจากกัน

เมื่อ Zao Zhi ร้องขอให้มีการจัดตั้งไร่นาเพื่อการเกษตรกรรม โจโฉจึงจัดตั้งขึ้น เขาแต่งตั้งให้ Zao Zhi เป็นคนควบคุมดูแลไร่นา และตั้งให้ ยิมจุ๋น เป็นคนควบคุมการทำเกษตรกรรม เขานำคนจำนวนมากมาทำไร่นา ในเมืองฮูโต๋ สามารถผลิตข้าวได้หลายล้านถ้วยตวง มณฑลและหัวเมืองอื่นจึงเริ่มจัดตั้งฟาร์มเพาะปลูกตาม ๆ กัน จนยุ้งฉางเต็มไปด้วยเมล็ดข้าว โจโฉจึงสามารถยกทัพไปทุกทางโดยปราศจากความกังวลเรื่องเสบียงอาหาร เขาจึงสามารถเอาชนะศัตรูเขาได้ทุกคน

เรียกได้ว่าความรุ่งเรืองของกองทัพโจโฉและแผ่นดินเริ่มโดย Zao Zhi และถูกทำให้สำเร็จโดย ยิมจุ๋น

อ้วนสุดนั้นเกรงกลัวว่า ลิโป้จะหันมาโจมตีเขา ดังนั้นเขาพยายามเชื่อมความสัมพันธ์โดยให้ลูกชายของเขาแต่งงานกับลูกสาวลิโป้ ลิโป้ตกลงโดยดี

อ้วนสุดส่ง กิเหลงนำทัพสามหมื่นเข้าโจมตีเล่าปี่ เล่าปี่ขอความช่วยเหลือจากลิโป้ ลูกน้องของลิโป้พูดกับลิโป้ว่า "ท่านต้องการสังหารเล่าปี่มาตลอด เวลานี้ท่านปล่อยให้เป็นหน้าที่ของอ้วนสุดได้"

ลิโป้ตอบปฏิเสธ เขาบอกว่า "ถ้าอ้วนสุดเอาชนะเล่าปี่ได้ เขาจะเข้าร่วมกับผู้นำกองโจรของภูเขาไท้ซาน ทางตอนเหนือ และข้าเองก็จะถูกล้อม ดังนั้นข้าต้องช่วยเล่าป"ี่ เขาจึงนำทหารพันกว่าคนเดินทัพไปห้ามทัพทั้งสองฝ่าย

เมื่อกิเหลงรู้ว่าลิโป้ยกทัพมา เขาจึงจัดการกองทัพเตรียมการป้องกัน ลิโป้ตั้งค่ายที่ตะวันตกเฉียงใต้ของเมือง ไพก๊ก และส่งลูกน้องเขาไปเชิญกิเหลงและแม่ทัพคนอื่นมา กิเหลงและลูกน้องส่งเทียบเชิญกลับ ลิโป้ไปหาพวกเขา ทั้งหมดดื่มกินร่วมกับเล่าปี่

ลิโป้พูดกับกิเหลงและพวกว่า "เล่าปี่นั้นเป็นเสมือนน้องชายของข้า ตอนนี้เขามีเรื่องบาดหมางกับท่าน ข้าจึงต้องมาช่วยเขา ข้าไม่ใช่คนประเภทที่ชอบหาเรื่องบาดหมางกับใคร จริง ๆ แล้ว ข้าชอบที่จะสร้างความสงบสุขมากกว่า"

ลิโป้จึงสั่งนายทหารของเขานำ ขวานปลายหอกไปตั้งไว้ที่ประตูค่าย เขาโก่งคันธนูมองไปรอบ ๆ แล้วพูดว่า "พวกท่านจงมองดูข้ายิงหนามเล็ก ๆ ของหอกนี้ ถ้าข้ายิงโดน พวกท่านจงถอยทัพกลับทั้งสองฝ่าย ถ้าข้ายิงพลาด พวกท่านสามารถตั้งทัพต่อสู้กันต่อได" ลิโป้ยิงธนูออกไปและยิงโดนกึ่งกลางของหนามนั้น

กิเหลง และคนอื่นทึ่งในความสามารถลิโป้มาก พวกเขาพูดว่า "ท่านแม่ทัพ ตัวท่านได้พรจากสวรรค์เป็นแน่แท้" วันต่อมาพวกเขาก็มาพบเพื่อดื่มกินกันอีกครั้ง หลังจากนั้นต่างฝ่ายก็ถอยทัพกลับ

เล่าปี่รวบรวมคนสร้างกองทัพ จนมีทหารมากกว่าหมื่นคน ลิโป้กังวลมาก จึงนำทหารโจมตีเล่าปี่ เล่าปี่พ่ายแพ้และหนีไปหาโจโฉ

โจโฉต้อนรับเล่าปี่อย่างดี และแต่งตั้งเขาให้เป็นผู้ครองมณฑล อิจิ๋ว แต่โจโฉพูดกับลูกน้องว่า "เล่าปี่นั้นมักใหญ่ใฝ่สูง ถ้าไม่วางแผนจัดการเขา เขาต้องกลับมาสร้างปัญหาภายหลังแน่"

โจโฉถามความเห็นกุยแกเรื่องนี้ "กุยแกตอบว่า ท่านควรกำจัดเล่าปี่ แต่อีกนัยหนึ่ง ท่านรวบรวมกองทัพผู้จงรักภักดีเพื่อกำจัดขุนนางชั่ว ท่านประพฤติตนซื่อสัตย์และอยู่ในศีลธรรมอันดีเพื่อดึงดูดคนดีมีฝีมือให้มาเข้าร่วมกับท่าน ข้ากลัวว่าเวลานี้ท่านยังไม่สำเร็จในเรื่องนี้"

"เวลานี้ เล่าปี่มีชื่อเป็นวีรบุรุษ ถ้าเขามาขอความช่วยเหลือเราแล้วเราฆ่าเขาเสีย ชื่อเสียงของเราจะด่างพร้อยไปด้วยเพราะการฆ่าคนดี เราควรจะทำเช่นนั้นหรือ บัณฑิตที่ชาญฉลาดและขุนนางทั้งหลายจะรู้สึกไม่มั่นใจและตัวท่านและรู้สึกว่าพวกท่านเลือกนายผิด แล้วใครจะอยู่ช่วยท่านกอบกู้แผ่นดิน แม้ว่าท่านสามารถกำจัดศัตรูที่คุกคามท่านได้หนึ่งคน แต่ท่านทำให้คนทั้งหลายผิดหวังในตัวท่าน นี่เป็นการตัดสินใจที่สำคัญ ขอท่านได้โปรดไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน"

โจโฉหัวเราะชอบใจพูดว่า "ท่านพูดถูกต้องแล้ว" โจโฉจึงมอบทหารให้เล่าปี่และให้เสบียงอาหาร ส่งเขาไปตะวันออกที่เมืองไพก๊ก เพื่อรวบรวมกองทัพที่แตกพ่ายของเขาและวางแผนโจมตีลิโป้

เมื่อเล่าปี่อยู่ที่มณฑลอิจิ๋วก่อนหน้านั้น เขาได้แนะนำ Yuan Huan ให้เป็น Abundant Talent ตอนนี้ Yuan Huan เป็นลูกน้องของลิโป้ ลิโป้ต้องการให้เขาเขียนจดหมายด่าเล่าปี่ Yuan Huan ปฏิเสธ ถึงสามครั้ง ลิโป้ขู่เขา แต่ Yuan Huan ก็ยังยืนกรานไม่ยอมทำตาม

ลิโป้โกรธมาก เขาแกว่งดาบไปมาต่อหน้า Yuan Huan พูดว่า "ถ้าท่านยอมทำตามข้าท่านก็รอดชีวิต ถ้าท่านปฏิเสธท่านก็ต้องตาย"

Yuan Huan หัวเราะและตอบว่า "ข้าเคยได้ยินมาว่า มีเพียงคนดีเท่านั้นที่สามารถทำให้ผู้อื่นละอายได้ ข้าไม่เคยได้ยินว่าคนสามัญทำให้คนอื่นละอายได้ ถ้าเล่าปี่เป็นสุภาพชน เขาย่อมไม่ละอายในสิ่งที่ท่านพูด ถ้าเขาเป็นคนทั่วไป เขาก็ส่งจดหมายนั้นกลับให้ท่าน ถ้อยคำด่าทอในจดหมายก็มาอยู่กับท่าน ไม่ใช่เขา นอกจากนี้ ข้าเคยรับใช้ท่านเล่าปี่มาก่อน ตอนนี้มารับใช้ท่าน ถ้าข้าจากที่นี่ไปและด่าสาบแช่งตัวท่าน สิ่งนั้นจะถูกต้องหรือ" ลิโป้ละอายแก่ใจ ล้มเลิกความคิดเขา

เตียวเจนำกองทัพเขาโจมตีเมือง Rang ชายแดนของมณฑลเกงจิ๋ว เขาโดนลูกธนูถึงแก่ความตาย ชาวเมืองเกงจิ๋วเสนอให้มีการฉลอง แต่เล่าเปียวบอกว่า "เตียวเจมาที่นี่เพราะว่าเขาต้องการเสบียง และเราในฐานะเจ้าบ้านกลับละเลยธรรมเนียมอันดี เตียวเจย่อมไม่ต้องการให้ลูกน้องเขาไม่พอใจที่ขาดเสบียง เขาสมควรได้รับการแสดงความเสียใจไว้อาลัย ไม่ใช่การเฉลิมฉลอง"

เล่าเปียวส่งคนของเขาไปเชิญกองทัพเตียวเจเข้าเมือง เมื่อทหารกองทัพเตียวเจรู้ข่าว ทั้งหมดต่างยินดีและมอบหัวใจให้แก่เล่าเปียว เตียวสิ้ว ญาติของเตียวเจรับอำนาจควบคุมกองทัพเตียวเจ เขานำทัพไปตั้งค่ายที่อ้วนเซีย

ก่อนหน้านั้น หลังจากที่ฮ่องเต้ออกจากเมืองเตียงอั๋น กาเซี่ยงมอบตราตั้งตำแหน่งของเขาคืนและไปอยู่กับตวนอุยที่ Huayin

กาเซี่ยงนั้นมีชื่อเสียงมาจากความสำเร็จของเขาในอดีต และเป็นที่ชื่นชมของกองทัพตวนอุย ดังนั้นตวนอุย จึงปฏิบัติต่อเขาอย่างดียิ่ง แต่กาเซี่ยงลอบวางแผนไปอยู่กับเตียวสิ้วอย่างลับ ๆ มีคนพูดกับเขาว่า "ตวนอุยเลี้ยงดูท่านอย่างดี ทำไมท่านจึงคิดจากไป"

กาเซี่ยงจึงบอกว่า "ตวนอุยเป็นคนขี้สงสัย และมักสงสัยว่าข้าต้องการทำอะไร แม้ว่าตอนนี้เขาจะปฏิบัติต่อข้าอย่างดี แต่ไม่ช้าเขาต้องทำร้ายข้าแน่ ถ้าข้าจากไปในตอนนี้ เขาย่อมยินดี และเขาหวังว่าข้าจะสามารถหาพันธมิตรที่ดีให้แก่เขาได้ เขาจะต้องเลี้ยงดูภรรยาและบุตรข้าอย่างดี"

"เตียวสิ้วนั้น ไม่มีผู้ใดวางแผนให้แก่เขา เขาต้องยินดีที่ได้ตัวข้า ดังนั้นทั้งครอบครัวและตัวข้าก็จะปลอดภัย เมื่อกาเซี่ยงไปหาเตียวสิ้ว เตียวสิ้วจึงเลี้ยงดูเขาเป็นอย่างดีและตวนอุย ก็ดูแลครอบครัวเขาอย่างดี"

กาเซี่ยงสนับสนุนให้เตียวสิ้วเข้าร่วมกับเล่าเปียว เตียวสิ้วก็ตกลงทำเช่นนั้น กาเซี่ยงเดินทางไปหาเล่าเปียวเพื่อบอกเรื่องนี้ เล่าเปียวปฏิบัติต่อเขาอย่างดี แต่กาเซี่ยงได้พูดว่า "ในเวลาที่บ้านเมืองสงบสุข เล่าเปียวมีความสามารถเพียงพอที่จะเป็นสามขุนนางชั้นสูงได้ แต่เขากลับไม่รู้ว่าบ้านเมืองอยู่ในภัยพิบัติ ไม่สนใจที่จะตัดสินใจทำการใด เขาย่อมไม่ประสบความสำเร็จในยุคบ้านเมืองเป็นเช่นนี้"

เล่าเปียวรักประชาชนและเอาใจใส่ในบัณฑิต เขายังปกครองบ้านเมืองอย่างดี ไม่มีเหตุวุ่นวายเกินขึ้นในเขตปกครองของเขา บัณฑิตมากมายจากตะวันตก จากมณฑลกุนจิ๋วและอิจิ๋ว พากันมาหาเขานับเป็นจำนวนหลายพันคน

เล่าเปียวจัดตั้งโรงเรียนสอนประวัติศาสตร์ เขายังสั่งให้ Du Kai แต่งเพลงสำหรับพิธีการ เมื่อวงดนตรีฝึกซ้อมพร้อมแล้ว เล่าเปียวก็ปรารถนาให้ที่จะได้ฟัง แต่ Du Kai บอกว่า ตัวท่านไม่ใช่ฮ่องเต้ การบรรเลงเพลงนี้นั้นทำในวังหลวง นี่เป็นการไม่สมควรที่จะเล่นให้ท่านฟังที่นี่ เล่าเปียวจึงเลิกล้มความคิดไป

ยีเอ๋งแห่งเพงง้วนก้วน เป็นนักพูดฝีปากเองตั้งแต่ยังเด็ก แต่เขาหยิ่งยโสโอหัง ขงหยงแนะนำเขาให้แก่โจโฉ แต่ยีเอ๋งได้ด่าทอโจโฉ โจโฉโกรธมากและพูดกับขงหยงว่า "ยีเอ๋งช่างโง่เง่านัก ข้าสามารถปลิดชีวิตเขาง่ายเหมือนฆ่านก ฆ่าหนูตัวเล็ก ๆ แต่ว่า ยีเอ๋งพอมีชื่อเสียงอยู่บ้าง มันจึงไม่สมควรที่จะฆ่าคนดีมีความรู้ ถ้าข้าฆ่าเขาตาย ผู้คนทั่วแผ่นดินจะพูดว่าข้าใจแคบยิ่ง"

โจโฉจึงส่งยีเอ๋งไปหาเล่าเปียว เล่าเปียวต้อนรับเขาอย่างดี ยีเอ๋งสรรเสริญเล่าเปียวเป็นอันมาก แต่เขาล้อเลียนและดูถูกขุนนางของเล่าเปียว ลูกน้องของเล่าเปียวจึงใส่ร้ายเขากับเล่าเปียว

เพราะว่าลูกน้องของเล่าเปียวรู้ความประพฤติของยีเอ๋งในอดีต เขาจึงบอกกับเล่าเปียวว่า "ยีเอ๋งสรรเสริญความเมตตากรุณาของท่าน พูดว่าเจ้าเมืองตะวันออกไม่มีใครเทียบท่านในเรื่องนี้ได้ แต่เขาเชื่อว่าท่านเป็นคนไม่กล้าตัดสินใจ ในที่สุดท่านต้องพบกับหายนะ" แม้ว่ายีเอ๋งจะไม่เคยพูดสิ่งนี้ แต่มันก็เป็นการวิจารณ์ตัวเล่าเปียวอย่างถูกต้อง

เล่าเปียวโกรธมาก และรู้ว่าลูกน้องของเขา หองจอเจ้าเมืองกังแฮ เป็นคนอารมณ์ร้อน เขาจึงส่งยีเอ๋งไปหาเขา หองจอปฏิบัติต่อยีเอ๋งอย่างดี แต่เมื่อยีเอ๋งด่าทอเขาในที่สาธารณะ หองจอจึงฆ่าเขา




 

Create Date : 18 พฤศจิกายน 2548    
Last Update : 12 กรกฎาคม 2549 18:49:18 น.
Counter : 240 Pageviews.  


kazama
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add kazama's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.