Group Blog
 
All Blogs
 

ปี 195 AD ต่อ

ปี 195 AD (ต่อ)

เตียวเจี๋ยว(น้องเตียวเมา) อยู่ที่เมืองหยงกิว โจโฉล้อมเมืองเขาไว้ เตียวเจี๋ยวพูดว่า “มีเพียงจงฮ่องเท่านั้นที่จะมาช่วยเราได้”

ลูกน้องของเขาบอกว่า “อ้วนเสี้ยวและโจโฉมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน จงฮ่องเองก็มีตำแหน่งในสังกัดของอ้วนเสี้ยว เขาคงไม่ทำลายความสัมพันธ์ระหว่างอ้วนเสี้ยวกับโจโฉและก่อเหตุสงครามระหว่างทั้งสองคน”

เตียวเจี๋ยวบอกว่า “จงฮ่องเป็นคนหนึ่งในบรรดาคนที่มีคุณธรรมที่สุดของแผ่นดิน เขาไม่เคยละทิ้งข้า สิ่งที่ข้าห่วงคือ อ้วนเสี้ยวจะไม่อนุญาตให้เขามาช่วยข้า”

จงฮ่องในตอนนั้นเป็นเจ้าเมืองตองกุ๋น เขาเดินเท้าเปล่าไปหาอ้วนเสี้ยว ร้องไห้คร่ำครวญวิงวอนขออ้วนเสี้ยวให้ส่งคนไปช่วยเตียวเจี๋ยว แต่อ้วนเสี้ยวปฏิเสธ เขาจึงขออนุญาตจากอ้วนเสี้ยว ขอนำทหารในสังกัดเขาเองไปช่วย อ้วนเสี้ยวก็ไม่อนุญาต เมืองหยงกิวจึงถูกโจโฉยึด เตียวเจี๋ยวฆ่าตัวตาย โจโฉฆ่าทุกคนในตระกูล

การตายของเตียวเจี๋ยวทำให้จงฮ่องเกลียดอ้วนเสี้ยว เขาตัดความสัมพันธ์และไม่เชื่อฟังคำสั่งของอ้วนเสี้ยว อ้วนเสี้ยวจึงนำทัพไปล้อมเมืองเขาไว้ แต่หนึ่งปีผ่านไป เขายังสามารถรักษาเมืองได้อยู่

อ้วนเสี้ยวจึงสั่งให้ ตันหลิมนำจดหมายไปหาเขาบอกให้ยอมแพ้ จงฮ่องพูดว่า “ข้าเองเป็นคนธรรมดา ไร้ความทะเยอะทะยานและความสามารถ ข้าบังเอิญได้เจอท่านอ้วนเสี้ยวนายของเราเมื่อข้าทำหน้าที่เป็นฑูต และตั้งแต่นั้นข้าก็ได้รับความเมตตา ความปรารถนาดีต่าง ๆ จากท่านอ้วนเสี้ยวเรื่อยมา ดังนั้นข้าจึงสามารถมีตำแหน่งสูงในมณฑลที่ยิ่งใหญ่นี้ได้ ท่านคิดว่าข้ายินดีที่จะต่อต้านเขาในตอนนี้หรืออย่างไร”

“เมื่อข้าได้รับการแต่งตั้งครั้งแรก ข้าเชื่อว่าเราสามารถทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในการกอบกู้แผ่นดินด้วยกัน แต่เมื่อข้ารู้ข่าวว่าบ้านเกิดข้าถูกรุกรากและนายเก่าของข้าตกอยู่ในอันตราย ข้าร้องขอกองทัพช่วยเหลือ แต่ถูกปฏิเสธ ข้าขออนุญาตไปด้วยตัวเอง ก็ถูกระงับไว้ เวลานี้นายเก่าของข้าจึงถึงแก่ความตาย”

“ความจริงใจของข้าถูกปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง ข้าจะสามารถกลับไปรับใช้ท่านอ้วนเสี้ยวได้อย่างไร ถ้าข้าทำเช่นนั้น ข้าก็ทำลายชื่อเสียงของตัวเองที่เป็นลูกกตัญญูและขุนนางที่ซื่อสัตย์ นี่คือเหตุผลว่าข้าจำต้องเศร้าโศกเสียใจและหยิบอาวุธต่อสู้ในการจากมา ข้าจำต้องระงับความเสียใจและตัดความสัมพันธ์ของเรา”

“ตันหลิม ท่านจงไปให้พ้นจากเมืองข้า ไปหาประโยชน์ตามที่ท่านต้องการ ข้า จงฮ่อง ได้อุทิศตัวเพื่อความจงรักภักดีส่วนตัว ท่านรับใช้ ผู้นำทัพพันธมิตร (อ้วนเสี้ยว) ข้ารับใช้เตียงอั๋น (ฮ่องเต้)“

“ท่านอาจจะว่าข้าจะตายและชื่อข้าจะไม่มีใครจดจำได้ แต่ข้าจะหัวเราะเยาะท่านที่มีชีวิตอยู่อย่างน่าอับอาย”

เมื่ออ้วนเสี้ยวเห็นจดหมายของจงฮ่อง เขารู้ว่าจงฮ่องไม่คิดยอมแพ้ เขาจึงเพิ่มทหารเข้าโจมตีอย่างหนัก ภายในเมือง ไม่มีเสบียงอาหารเหลือแล้ว และไม่มีความหวังว่าจะมีคนมาช่วยเหลือจากภายนอก เมื่อรู้ว่าเขาไม่มีทางหนีไปได้ จงฮ่องจึงบอกกับทหาร ขุนนางและประชาชนว่า “อ้วนเสี้ยวเป็นคนที่ไร้ศีลธรรม มีความทะเยอทะยานที่ไม่สุจริต ยิ่งไปกว่านั้นเขายังไม่มอบความช่วยเหลือให้กับนายเก่าของข้า เพื่อรักษาเกียรติยศของตัวเอง ข้าจำเป็นต้องสู้ตาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ข้ายินดี แต่ว่าพวกท่านไม่เกี่ยวข้องอันใดกับเรื่องของข้าเลย ไม่มีประโยชน์ที่พวกท่านจะมาจบชีวิตลงที่นี้ ก่อนที่เมืองจะถูกยึด พวกท่านต้องพาครอบครัวหนีจากไป”

ทั้งหมดพากันร้องไห้พูดว่า “นายท่านไม่มีเหตุอันใดเลยที่ต้องสู้รบกับอ้วนเสี้ยว และเวลานี้ท่านตกอยู่ในอันตรายเพื่อกอบกู้เกียรติยศของตำแหน่งท่านที่ถูกแต่งตั้งโดยองค์ฮ่องเต้ พวกเราเป็นคนของท่าน เราจะทิ้งท่านไปในเวลาที่ท่านลำบากได้อย่างไร”

ในตอนแรก พวกเขายังพอหาหนู กระดูกและเอ็นเก่า ๆ แต่เมื่อไม่มีสิ่งใดเหลือพอที่จะทำอาหารกินได้แล้ว ขุนนางผู้หนึ่งรายงานว่า ยังมีข้าวสามเช็งอยู่ในครัว จึงบอกให้จงฮ่องนำข้าวจำนวนนั้นไปทำข้าวต้มกิน แต่จงฮ่องถอนใจแล้วพูดว่า “ข้าจะสามารถกินคนเดียวได้อย่างไร” เขาจึงนำข้าวนั้นไปทำข้าวต้มผสมน้ำจำนวนมากแล้วแจกจ่ายให้กินทั้งกองทัพ เขายังฆ่าเมียน้อยคนโปรดนำร่างนางมาทำอาหารให้ลูกน้องเขา ทั้งหมดพากันก้มหน้าลงแล้วร้องไห้

ทหารและชาวบ้านทั้งชายหญิงเจ็ดแปดพันคนนอนตายพาดทับร่างกัน แต่ไม่มีใครหนีออกจากเมืองหรือคิดต่อต้านจงฮ่อง เมื่อเมืองถูกยึดจงฮ่องถูกจับได้ อ้วนเสี้ยวและขุนนางชั้นสูงของเขาจึงไปพบจงฮ่อง และพูดว่า “จงฮ่อง ทำไมท่านถึงเนรคุณต่อข้า ท่านจะยอมแพ้แก่ข้าตอนนี้หรือไม่”

จงฮ่องนอนอยู่กับพื้น แต่เขามองอ้วนเสี้ยวด้วยสายตาดูหมิ่นบอกว่า “บรรพบุรูษตระกูลอ้วนล้วนแต่รับใช้ราชสำนักฮั่น ในสี่ชั่วคน ตระกูลอ้วนได้ครองตำแหน่งขุนนางระดับสูงถึงห้าคน หรือจะกล่าวได้ว่าพวกเขาได้สร้างคุณงามความดีให้กับแผ่นดิน แต่เวลานี้ ราชสำนักอ่อนแอและตกอยู่ในหายนะ แต่ท่านที่เป็นลูกหลานตระกูลอ้วนกลับไม่สนใจที่จะสนับสนุน หรือช่วยเหลือเลย ท่านสนใจเพียงประโยชน์ส่วนตัว มีความทะเยอทะยานเกินตัว ท่านฆ่าคนบริสุทธิ์และผู้จงรักภักดีเพื่อสร้างรากฐานอำนาจของท่านเอง”

“ข้าเคยได้ยินกับหูว่า ท่านเรียกท่านเตียวเมาเป็นพี่ชาย ถ้าอย่างนั้นนายของข้า ท่าน เตียวเจี๋ยวก็ถือเสมือนเป็นน้องชายของท่าน ท่านควรจะเป้นพันธมิตรกัน ช่วยกันขจัดขุนนางชั่วและกอบกู้แผ่นดิน ท่านกลับไม่ส่งทัพช่วยเหลือตอนที่เพื่อนของท่านกำลังจะตาย ท่านทำได้อย่างไรกัน”

“ข้าเสียใจที่ตัวเองอ่อนแอเกินไป ไม่สามารถแก้ไขความชั่วร้ายต่าง ๆ ของราชสำนัก แล้วใยท่านมาพูดถึงเรื่องให้ข้ายอมแพ้ท่านอีกเล่า”

อ้วนเสี้ยวนั้นชอบพอจงฮ่องเป็นอันมาก เขามีความหวังที่จะบังคับให้จงฮ่องมายอมแพ้เขา แล้วเขาจะยกโทษให้ แต่เมื่อได้เห็นว่าจงฮ่องหมายความตามอย่างที่เขาพูดจริง ๆ อ้วนเสี้ยวรู้ว่าจงฮ่องไม่มีวันจะกลับมารับใช้เขา เขาจึงฆ่าจงฮ่อง

ตันหยงคนบ้านเดียวกับจงฮ่อง เขาชื่นชมในตัวจงฮ่องตั้งแต่เขายังเด็ก ตอนนี้เขามีตำแหน่งในสังกัดอ้วนเสี้ยวเช่นเดียวกัน เขาจึงลุกขึ้นแล้วพูดว่า “ท่านเองริเริ่มงานใหญ่ หวังขจัดภัยพิบัติของแผ่นดิน แต่ท่านกลับเริ่มฆ่าขุนนางที่ภักดีผู้ทรงคุณธรรม นี่ถือเป็นลิขิตสวรรค์หรืออย่างไร จงฮ่องรวบรวมกำลังพลไปช่วยเหลือนายของเขา ท่านฆ่าเขาได้อย่างไร”

อ้วนเสี้ยวไม่พอใจ เขาไล่ตันหยงออกไปบอกว่า “เจ้าเองก็ไม่ใช่ลูกน้องของจงฮ่อง ทำสิ่งไร้ประโยชน์ไปเพื่ออะไร”

ตันหยงหันกลับมาพูดว่า “มีกฏที่ไม่ได้ถูกบันทึกไว้เกี่ยวกับมนุษยธรรมและคุณธรรม ถ้าท่านปฏิบัติตาม ท่านก็ถือเป็นสุภาพชน ถ้าท่านไม่สนใจ ท่านก็เป็นเพียงสามัญชน ข้าขอตายในวันเดียวกับท่านจงฮ่องดีกว่าอยู่ร่วมใต้อาทิตย์เดียวกันกับท่าน” ดังนั้นเขาจึงถูกฆ่าตาย


ทุกคนต่างถอนใจกระซิบบอกต่อกันว่า “เขาฆ่าคนดีมีคุณธรรม ถึงสองคนในวันเดียวกันได้อย่างไร”

เมื่อกองซุนจ้านฆ่าเล่าง้อ เขาจึงครองมณฑลอิวจิ๋วแทน เขาจึงมีความทะเยอทะยานมากกว่าเดิม เขาใช้ประโยชน์จากความสามารถในการรบเขา และไม่มีความสงสารต่อผู้ใด เขาจดจำความผิดลูกน้อง และไม่ใส่ใจความชอบของพวกเขา เขาสังหารผู้คนบางคนที่เพียงแต่มองเขาอย่างโกรธเคือง

เขาใช้กฎหมายทำร้ายบัณฑิตและสุภาพชน ที่คนทั่วไปเคารพมากกว่าตัวเขา ในขณะที่คนดีมีความสามารถเขากลับปฏิบัติอย่างหยาบช้าและส่งไปในที่ห่างไกลและยากจน เมื่อมีคนถามเหตุผล กองซุนจ้านตอบว่า “สุภาพชนเหล่านี้คิดว่าพวกเขาเป็นคนดีมีศีลธรรม ดังนั้นเขาควรได้รับความดีความชอบ พวกเขาไม่รู้สึกขอบคุณในสิ่งที่ข้าทำเลย” กองซุนจ้านนิยมชมชอบบรรดาพ่อค้าและคนทั่วไป เขาปฏิบัติเหมือนเป็นพี่น้องและยอมให้ญาติมิตรแต่งงานกับพวกเขา คนเหล่านี้นั้นนิสัยเหมือนอันธพาล คนทั่วไปจึงเกลียดพวกเขา

Xianyu Fu ลูกน้องของเล่าง้อพร้อมด้วยคนอื่น รวบรวมกองทัพของมณฑลเพื่อแก้แค้น Yan Rou ซึ่งเป็นคนใจกว้างและซื่อตรง เป็นนายทหารของเผ่าอูฮวน ได้เกณฑ์ชนเผ่าและชาวฮั่นหลายหมื่นคนต่อสู้ปกป้องตอนเหนือของ Lu ต่อต้าน Zou Dan เจ้าเมืองอิเอี๋ยงที่กองซุนจ้านแต่งตั้ง เขาตัดหัว Zou Dan และสังหารทหารสี่พันนายของ Zou Dan

อ๋อง Qiao แห่งอูหวน นำชนเผ่าของเขาร่วมกับทหารม้าเจ็ดพันจาก Xianbi ของ Yan Rou และพวก เขาติดตาม Xianyu Fu ลงใต้เพื่อร่วมกับเล่าโหลูกของเล่าง้อและจ๊กยี่ลูกน้องอ้วนเสี้ยว

กองทัพผสมมีจำนวนแสนคนเข้าโจมตีกองซุนจ้านพ่ายแพ้ที่ Baoqiu พวกเขาสังหารทหารกองซุนจ้านมากกว่าสองหมื่นคน ผู้คนในเมือง Dai Guangyang Shanggu และ Youbeiping ล้วนแต่ลุกฮือขึ้นฆ่าขุนนางที่แต่งตั้งโดยกองซุนจ้านและส่งกองทัพไปร่วมกับ Xianyu Fu และเล่าโห กองทัพของกองซุนจ้านพ่ายแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่า

ก่อนหน้าเหตุการณ์นี้ มีเพลงที่เหล่าเด็ก ๆ ร้องกันเล่นตามถนนว่า
"หยานจิ๋วจะขยายลงทางใต้ เจาจิ๋วจะขยายขึ้นทางเหนือ
ดินแดนระหว่างสองมณฑลจะเหลือขนาดเพียงหินโม่แป้ง
ที่นั้นเท่านั้นที่คุณจะสามารถเอาตัวรอดได้"

กองซุนจ้านเชื่อว่า เพลงนี้มีความหมายถึงมณฑลเอี๊ยะจิ๋ว เขาจึงย้ายที่ทำการเขาไปอยู่ที่นั่น เขาขุดคูน้ำถึงสิบแห่งรอบล้อม ภายในคูน้ำเขาสร้างป้อมปราการสูงห้าสิบ หกสิบฟุต มีหอคอยอยู่ข้างบน ป้อมตรงกลางคูน้ำทั้งหมดสูงถึงร้อยฟุต ซึ่งเป็นที่กองซุนจ้านใช้อาศัย ประตูของป้อมนั้นสร้างด้วยเหล็ก

แล้วเขาไล่ขุนนางทั้งหมดและไม่อนุญาตให้ผู้ชายที่อายุเกินเจ็ดขวบเข้าในป้อม กองซุนจ้านอาศัยอยู่ที่นั้นพร้อมบรรดาเมียน้อย เอกสารและบันทึกต่าง ๆ อยู่กับเขาที่นั่น เขายังฝึกหญิงในป้อมให้ออกเสียงอย่างพร้อมเพรียงกันเพื่อให้ได้ยินไกลหลายร้อยก้าว เขาให้ลูกน้องของเขาอยู่ไกลออกไป ไม่มีใครที่เขาไว้ใจ ที่ปรึกษาและขุนนางที่มีความสามารถของเขาล้วนแต่หลบหนีไป และเขาเองก็นาน ๆ ครั้งถึงจะออกทำศึกด้วยตัวเอง

เมื่อถามเหตุผล กองซุนจ้านบอกว่า "ในตอนแรก ข้าขับไล่พวกคนเถื่อนให้พ้นจากชายแดนและทำลายโจรผ้าเหลืองที่ด่านเบงก๋วน ดูเหมือนว่าแผ่นดินสงบสุขแล้ว แต่เวลานี้ทหารต่อสู้กันทุกหนแห่ง สถานการณ์แบบนี้มากเกินกว่าที่ข้าจะรับมือได้แล้ว"

"แผนการที่ดีที่สุดตอนนี้คือละเรื่องสงครามไว้ก่อน หลายปีผ่านไป เหตุการณ์ที่เลวร้ายก็จะผ่านพ้นไปเอง ในบรรดาแม่ทัพทั้งหลาย ไม่มีใครกล้าโจมตีป้อมที่มีหอคอยร้อยกว่าหอคอย และข้ายังมีค่ายพักหลายสิบค่าย หอสังเกตการณ์ และเครื่องกีดขวางต่าง ๆ ซ้ำยังมีเสบียงอาหารกว่าสามล้านฮู เมื่อเสบียงอาหารหมด เหตุการณ์ร้ายคงจะผ่านพ้นไปหมดแล้ว และข้าจะกลับไปใส่ใจการบริหารบ้านเมืองอีกครั้ง"

Yufuluo แห่ง Shanyu ใต้ เสียชีวิต Huchuquan น้องชายเขาครองตำแหน่งแทนและจัดตั้งที่มั่นของเขาที่ซินเสีย




 

Create Date : 17 พฤศจิกายน 2548    
Last Update : 12 กรกฎาคม 2549 18:19:01 น.
Counter : 271 Pageviews.  

ปี 195 AD

ปี Xingping ที่ 2 195 AD
(29 มกราคม 195 – 16 กุมภาพันธ์ 196)

ในฤดูใบไม้ผลิ เดือนแรก วันที่ 7 กุมภาพันธ์ มีการประกาศนิรโทษกรรมจากทางการ

โจโฉโจมตีลิโป้พ่ายแพ้ที่ Dingtao

ราชโองการแต่งตั้งให้อ้วนเสี้ยวเป็นแม่ทัพขวา

เมื่อตั๋งโต๊ะเสียชีวิต ประชาชนในเมืองหลวงมีจำนวนหลายแสนครอบครัว แต่เมื่อลิฉุยและพวกปล้นสะดมชาวบ้าน ชาวบ้านอดอยากถึงขนาดกินเนื้อคน ภายในเวลาสองปี มีชาวบ้านเหลืออยู่น้อยไม่มากจากการอพยพและอดตาย

ลิฉุย กุยกีและหวนเตียว โอ้อวดความสำเร็จของเขาและช่วงชิงอำนาจกัน เป็นที่มาของการทะเลาะกัน กาเซี่ยงแนะนำให้พวกเขาปฏิบัติตัวเองอยู่ในศีลธรรม แม้ว่าพวกเขาจะเกลียดซึ่งกันและกัน ก็ไม่แสดงมันออกมา

ก่อนหน้านั้น เมื่อหวนเตียวโจมตีม้าเท้งและหันซุย Li Li หลานชายลิฉุยนำกองทัพสู้รบได้ไม่ดีนัก หวนเตียวด่าเขา บอกว่า ทหารเหล่านี้ล้วนแต่ต้องการตัดหัวลุงเจ้า เจ้ายังทำตัวไร้ความสามารถแบบนี้ หรือต้องการให้ข้าสังหารเจ้า

เมื่อม้าเท้งและหันซุยพ่ายแพ้และหลบหนีไป หวนเตียวไล่ตามพวกเขาไปถึงตันฉอง หันซุยบอกกับหวนเตียวว่า แม้ว่าเราจะทำสงครามกัน แต่เราไม่มีความเคียดแค้นส่วนตัวต่อกัน ท่านและข้าก็มาจากตำบลเดียวกัน ข้าต้องการที่จะคุยกับท่านเป็นการส่วนตัวเพื่อบอกลา พวกเขาจึงควบม้ามาคุยกันเพียงลำพังครู่หนึ่ง เมื่อหวนเตียวนำทัพกลับ Li Li ได้รายงานลิฉุยว่า ข้าเห็นหันซุยและหวนเตียวพบและคุยกันบนหลังม้า ข้าไม่รู้ว่าพวกเขาคุยอะไรกัน แต่ทั้งสองดูสนิทสนมกันและไม่มีใครล่วงรู้คำพูดของพวกเขา ลิฉุยซึ่งอิจฉาหวนเตียวเนื่องจากความสามารถในการรบของหวนเตียวจึงเกิดการระแวง

เมื่อหวนเตียววางแผนที่จะโจมตีทัพพันธมิตรทางตะวันออก เขาร้องขอทหารเพิ่มจากลิฉุย ในเดือนที่สองลิฉุยเรียกตัวเขาเข้าประชุม และฆ่าเขาทันทีเมื่อเขานั่งลงในที่ประชุม เหล่าแม่ทัพที่เหลือจึงเกิดความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน

ลิฉุยชวนกุยกีมาดื่มด้วยกันเสมอ และบางครั้งกุยกีก็อยู่ที่บ้านลิฉุยทั้งคืน ภรรยากุยกีกลัวว่าสามีของนางจะมีความสัมพันธ์กับหญิงรับใช้ของลิฉุย นางจึงตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง

เมื่อลิฉุยส่งของขวัญมาให้กุยกี เป็นอาหารบางอย่าง ภรรยาของกุยกีนำถั่วที่คั่วเกลือไปแช่ไว้ในยาพิษ และนำมันไปรวมกับของขวัญ นำมันมาให้สามีของนางดู พูดว่า ไก่สองตัวไม่อาจขันได้บนกิ่งไม้เดียวกัน ข้าคิดว่าท่านไม่ควรเชื่อใจท่านลิฉุยมากนัก ต่อมาไม่นาน ลิฉุยเชิญกุยกีไปดื่มสังสรรค์อีก กุยกีดื่มจนเมามาก เขาเกิดความสงสัยว่าเขาจะโดนวางยาพิษหรือเปล่า เขาจึงดื่มฉี่ของตัวเองเพื่อให้อาเจียนออกมา ทั้งสองจึงเริ่มรวบรวมกองทัพโจมตีซึ่งกันและกัน

ฮ่องเต้จึงส่งขุนนางมาทำการไกล่เกลี่ย แต่ทั้งสองก็ไม่ยอมสงบศึก กุยกีพยายามที่จะชิงตัวฮ่องเต้มาที่ค่ายทหารของเขา แต่ทหารคนหนึ่งของเขาลอบไปบอกลิฉุยในยามค่ำคืน

ในเดือนที่สาม วันที่ 22 เมษายน ลิฉุยส่งหลานชายเขา ลิเซียมนำทัพหลายพันนายเข้าล้อมวังหลวง และนำราชรถสามคันไปรับตัวองค์ฮ่องเต้ แม่ทัพใหญ่ เอียวปิวบอกว่า มีธรรมเนียมประเพณีแต่โบราณแล้วว่า องค์ฮ่องเต้หรือแม้แต่ท่านอ๋องจะไม่เสด็จประทับในบ้านของสามัญชน พวกท่านกำลังละเมิดธรรมเนียมปฏิบัติ พวกท่านไม่ควรทำเยี่ยงนี้ ลิเซียมตอบว่า ท่านแม่ทัพได้ตัดสินใจแล้ว

เหล่าขุนนางจึงเดินตามราชรถ ทหารจึงกรูเข้าไปในวังหลวง ปล้นชิงข้าวของทุกอย่าง รวมถึงนางสนมและผู้หญิงทุกคนในวังหลวง

เมื่อฮ่องเต้มาถึง ลิฉุยนำทองคำและผ้าไหมที่ได้จากการปล้นวังหลวงมาไว้ที่ค่ายของเขา หลังจากนั้นเขาจึงจุดไฟเผาวังหลวง บ้านของขุนนางและราษฎร ทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง

ฮ่องเต้จึงส่งขุนนางชั้นสูงไปไกล่เกลี่ยทั้งสองอีกครั้ง แต่กุยกีได้จับตัว เอียวปิว Zhang Xi Wang Long Deng Yuan ซุนซุย ฮันหยง Xuan Fan Rong Ge จูฮี Liang Shao Jiang Xuan กุยกีขังพวกเขาไว้เป็นตัวประกัน จูฮี หวาดกลัวจนล้มป่วยและเสียชีวิต

ในฤดูร้อน เดือนที่สี่ วันที่ 20 พฤษภาคม แม่นางฮกสิ่วจากฮองหลิมได้รับแต่งตั้งเป็นฮองเฮา ฮกอ้วนพ่อของพระนางได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ถือคฑาทอง

กุยกีจัดงานเลี้ยงสำหรับขุนนางผู้ใหญ่ และปรึกษาเรื่องโจมตีลิฉุย เอียวปิวจึงว่าขุนนางราชสำนักที่ต่อสู้กัน คนหนึ่งลักพาตัวฮ่องเต้ อีกคนจับตัวขุนนางผู้ใหญ่ไว้เป็นตัวประกัน จะมีสถานการณ์ไหนเลวร้ายกว่านี้ได้อีก

กุยกีโมโหมาก คว้าดาบออกมาจะไปทำร้ายเอียวปิว เอียวปิวจึงว่า เจ้าเองไม่ได้ทำสิ่งดีเพื่อแผ่นดินนี้เลย ข้าเองจะกลัวตายไปทำไมเล่า ก่อนที่กุยกีจะทำร้ายเอียวปิว เอียวปิดได้คัดค้านอย่างแข็งขัน กุยกีจึงยอมเลิกรา

ลิฉุยเรียกทหารหลายพันนายจากเผ่าเกี๋ยง และชนเผ่าอื่น ๆ ทางเหนือ เขาได้มอบสิ่งของที่ค่าที่ยึดจากวังหลวง ผ้าไหม และสัญญาจะมอบนางสนมในวังหลวงให้เป็นทาสพวกเขา แล้วลิฉุยจึงใช้พวกเขาเข้าโจมตีกุยกี

ในขณะเดียวกัน กุยกีก็วางแผนกับแม่ทัพของลิฉุย แม่ทัพ Zhang Bao ลอบซุ่มโจมตีในยามค่ำคืนวันที่ 22 พฤษภาคม กุยกีนำทหารเข้าโจมตีลิฉุย ลูกธนูปักเข้าไปถึงผ้าม่านในกระโจมของฮ่องเต้ ลิฉุยเองก็โดนธนูยิงเข้าที่หูขวา

Zhang Bao และลูกน้องวางเพลิงเผาบ้านเรือน แต่เพลิงก็มอดลง และ เอียวฮองก็หยุดการโจมตีของทัพหลักกุยกีไว้ได้ กองทัพกุยกีจึงถอยกลับ Zhang Baoและพวก รวมถึงทหารของพวกเขาจึงหนีไปอยู่กับกุยกี

วันที่ 23 พฤษภาคม ลิฉุยย้ายฮ่องเต้อีกครั้งไปอยู่ที่ป้อมทางตอนเหนือและแต่งตั้งขุนพลเฝ้าประตูไว้

ฮ่องเต้ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก บรรดาเหล่าขุนนางที่เข้าเฝ้าก็ล้วนแต่ส่อแววอดอยากหิวโหย แต่เมื่อฮ่องเต้ได้ขอลิฉุยข้าวสารและกระดูกเพื่อทำอาหารเลี้ยงพวกเขา ลิฉุยตอบว่า ทุกเช้าค่ำ ข้าได้ส่งอาหารมาที่นี่ ใยท่านต้องร้องขอข้าวสารอีก แต่ลิฉุยไม่ได้ส่งมาแต่เพียงกระดูกเน่า ๆ เท่านั้น ฮ่องเต้โมโหมากและต้องการที่จะด่าเขา แต่ เอียวกีได้แนะนำว่า ลิฉุยรู้ดีว่าเขาทำตัวเป็นกบฏ เขาต้องการให้ท่านย้ายไปอยู่ที่ Huangbocheng ใน Chiyang (เป็นฐานที่มั่นของลิฉุย) ขอให้ท่านอดทนต่อพฤติกรรมชั่วร้ายของลิฉุยด้วย

Zhao Wen เขียนจดหมายไปหาลิฉุยว่า ท่านได้สังหารหมู่ผู้คนไปมากมาย ปล้นทรัพย์สินในวังหลวง ฆ่าขุนนางผู้ใหญ่ ท่านได้ทะเลาะกับกุยกี ทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นสงครามต่อสู้กันถึงตาย ราชสำนักได้พยายามให้ท่านสงบศึกต่อกัน แต่คำสั่งราชสำนักไม่มีผลอันใดต่อพวกท่าน เวลานี้ท่านยังต้องการจะย้ายองค์ฮ่องเต้ไปยัง Huangbocheng ข้าเองเป็นตาเฒ่าคนหนึ่ง ผ่านโลกมามาก ยังไม่เข้าใจเหตุผลท่านเลย ในหนังสือ Book of changes มีคำกล่าวไว้ว่า คนเราทำผิดครั้งแรกแล้ว ยังทำผิดซ้ำสองอีก เมื่อใดที่ทำความผิดนั้นเป็นครั้งที่สาม หายนะใหญ่หลวงจะบังเกิด เรื่องเร่งด่วนที่สุดในตอนนี้คือการทำให้พวกท่านกลับเป็นพันธมิตรกันอีกครั้ง ลิฉุยโกรธมาก เขาตั้งใจที่จะฆ่า Zhao Wen แต่น้องชายของเขา Li Yang ได้ห้ามไว้ หลังจากนั้นไม่กี่วัน ลิฉุยก็ล้มเลิกความตั้งใจ

ลิฉุยเป็นคนที่เชื่อในไสยศาสตร์ อำนาจมืด พ่อมดหมอผีต่าง ๆ เขามักจะบูชายัญให้แก่ตั๋งโต๊ะนอกวังหลวงอยู่เสมอ เมื่อไหร่ที่เขาพูดกับฮ่องเต้ เขาจะยกย่องฮ่องเต้ว่า ทรงชาญฉลาดและปรีขาสามารถอยู่เสมอ และด่าว่ากุยกีนั้นดื้อรั้น เป็นกบฏ ฮ่องเต้ก็จะรับสั่งตอบเอาใจเขา ลิฉุยก็พึงพอใจ คิดว่าฮ่องเต้ทรงโปรดตัวเขา

ในเดือนที่ห้า วันที่ 4 กรกฎาคม ฮ่องเต้ส่ง ฮองหูเฮียบไปไกล่เกลี่ยระหว่าง ลิฉุยและกุยกี ฮองหูเฮียบไปหากุยกีก่อน กุยกียอมสงบศึกแต่โดยดี แต่ลิฉุยปฏิเสธบอกว่า กุยกีเป็นเพียงขโมยและโจรขโมยม้า เขากล้าดีอย่างไรเอาตัวเองมาเทียบกับข้า ข้าจะต้องลงโทษเขาอย่างแน่นอน ท่านก็ได้เห็นแผนการและกองทัพของข้าแล้ว ทหารองข้าล้วนกล้าแกร่งมากพอที่จะเอาชนะกุยกีได้แน่ นอกจากนี้ กุยกียังจับตัวขุนนางผู้ใหญ่ไว้เป็นตัวประกัน เขากระทำความผิดอุกอาจเช่นนี้แล้วท่านยังจะช่วยเขาอีกหรือ

ฮองหูเฮียบบอกว่า คิดให้ดี ๆ ท่านแม่ทัพ ท่านคงยังจำความแข็งแกร่งของตั๋งโต๊ะได้ในเวลาไม่นานมานี้เอง ลิโป้ก็เป็นคนสนิทของเขา แต่ลิโป้กลับวางแผนโค่นล้มเขา ไม่นานตั๋งโต๊ะก็ถึงจุดจบ สิ่งนี้ย่อมเกิดขึ้นกับคนที่มีความแข็งแกร่งแต่ปราศจากการวางแผนที่ดี

เวลานี้ท่านเป็นแม่ทัพใหญ่ มียศฐาบรรดาศักดิ์มากมาย กุยกีก็เป็นขุนนางผู้ใหญ่ แต่ท่านลักพาตัวฮ่องเต้ ซึ่งทำให้ทุกอย่างแย่ลง เตียวเจก็ไปเข้าร่วมกับกุยกี เอียวฮอง ก็ไม่มีอะไรดีไปกว่าหัวหน้าโจร แต่ถ้าเขาเชื่อว่าท่านทำผิด แม้ว่าท่านจะเลี้ยงดูเขาดีเพียงใด ไม่ช้าเขาต้องเล่นงานท่านแน่ ลิฉุยด่าเขาและเชิญเขากลับไป

ฮองหูเฮียบกลับมาถึงวัง เขาบอกกับฮ่องเต้ว่า ลิฉุยได้ปฏิเสธราชโองการ น้ำเสียงของเขาก็แสดงความไม่เชื่อฟังในพระองค์ ฮ่องเต้กลัวว่าลิฉุยจะรู้เรื่องที่ ฮองหูเฮียบรายงาน เขาจึงสั่งให้ ฮองหูเฮียบจากไปในทันที

ลิฉุยส่งอ่องเฉียงไปเรียกตัว ฮองหูเฮียบกลับมาเพื่อฆ่า แต่ อ่องเฉียงรู้ดีว่า ฮองหูเฮียบนั้นซื่อสัตย์และมีใจสุจริต เขาจึงปล่อยตัวไปและบอกกับลิฉุยว่า พวกข้าไล่ตามตัวเขาไม่ทัน

วันที่ 6 กรกฎาคม ลิฉุยเลื่อนตำแหน่งเป็นแม่ทัพใหญ่ มีตำแหน่งสูงกว่าขุนนางใหญ่ทั้งสาม

ซิหลันและลิฮอง ลูกน้องของลิโป้ได้ตั้งค่ายที่ Juye โจโฉเข้าโจมตีพวกเขา ลิโป้พยายามเข้าช่วยทัพ ซิหลันแต่ไม่สำเร็จและถูกโจมตีจนต้องถอยทัพ โจโฉตัดหัว ซิหลันและลูกน้อง

กองทัพโจโฉมาถึง Shengshi โตเกี๋ยมได้เสียชีวิตแล้ว ลูกน้องโจโฉคนหนึ่งจึงได้แนะนำให้เขายึดมณฑลชีจิ๋ว ก่อนที่จะสู้รบกับลิโป้ต่อ

ซุนฮกบอกว่า ในอดีตฮ่องเต้ฮั่นโกโจได้ยึดดินแดนภาคกลางเป็นที่มั่น ส่วนฮ่องเต้ฮั่นกองบู๊ ก็ใช้เมืองโห้ลายเป็นที่ตั้ง ทั้งสองได้วางรากฐานและใช้เป็นที่ตั้งสำคัญ เมื่อพวกเขารุกโจมตี ศัตรูก็แตกพ่ายไป และเมื่อพวกเขาถูกโจมตีพ่ายแพ้ต้องถอยทัพ พวกเขาก็ยังสามารถรักษาที่มั่นได้ แม้ว่าบางครั้งพวกเขาจะพ่ายแพ้ แต่ในที่สุดเขาก็จะได้ชัยชนะและครอบครองแผ่นดินทั้งหมด

เมื่อท่านเป็นผู้ครองมณฑลกุนจิ๋ว ท่านได้ปราบปรามโจรภูเขาต่าง ๆ ผู้คนจึงอพยพมาอยู่กับท่าน ยอมรับการปกครองของท่าน แม่น้ำแยงซีและเมืองกิจิ๋ว ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของแผ่นดิน แม้ว่าชนบทจะถูกทำลายไป แต่มันเป็นการง่ายสำหรับท่านที่จะคิดการใหญ่โดยเริ่มจากที่นี่ พื้นที่นี้คือ ดินแดนภาคกลางของท่าน เปรียบเสมือนเมืองโห้ลายของท่าน ท่านต้องยึดดินแดนที่นี่ก่อน

เวลานี้ท่านได้ชัยชนะเหนือลิฮองและซิหลัน ถ้าท่านส่งกองทัพบางส่วนไปตะวันออกโจมตีตันก๋ง เขาย่อมไม่กล้าเสี่ยงยกทัพมาตะวันตกแน่ ให้ท่านใช้โอกาสนั้น นำทหารไปทำการเพาะปลูก รวบรวมอาหาร สะสมเสบียง ด้วยวิธีนี้ ลิโป้ต้องพ่ายแพ้ เมื่อท่านได้ชัยชนะเหนือลิโป้แล้ว ท่านก็สามารถเป็นพันธมิตรกับมณฑลยังจิ๋วทางใต้(เล่าอิ้ว) และโจมตีอ้วนสุดยึดครองดินแดน Huan และ Si

สมมุติว่าท่านทิ้งศึกกับลิโป้แล้วมุ่งไปตะวันออก ถ้าท่านทิ้งทหารป้องกันที่นี่น้อยเกินไป ท่านก็จะไม่มีทหารเพียงพอที่จะทำการได้สำเร็จ แต่ถ้าท่านเหลือทหารป้องกันไว้น้อยนิด ผู้คนก็จะละทิ้งบ้านช่องมาหลบอยู่ในเมือง ไม่สามารถทำการเพาะปลูกได้ และลิโป้ก็จะได้โอกาสปล้นพวกเขา ผู้คนต่างจะพากันไม่มั่นใจในตัวท่าน Juancheng Fan และวุยอาจจะรักษาไว้ได้ แต่เมืองอื่นที่เหลือก็จะเสียไปอย่างแน่นอน

ถึงตอนนั้น ท่านก็เสียมณฑลกุนจิ๋ว ไปอย่างถาวร และถ้าท่านล้มเหลวในการยึดครองมณฑลชีจิ๋ว ก็จะไม่มีเมืองเหลือให้ท่านพักพิงอีก ยิ่งไปกว่านั้น แม้ว่าโตเกี๋ยมจะตายไปแล้ว แต่การยึดครองมณฑลชีจิ๋ว กลับไม่ง่ายดายนัก ผู้คนต่างได้ประสบการณ์จากความพ่ายแพ้ครั้งก่อน พวกเขาต่างหวาดกลัวและจะร่วมกับทหารต่อสู้กองทัพท่าน ดินแดนตะวันออกนั้นผ่านฤดูเก็บเกี่ยวไปแล้ว พวกเขาจะรอคอยท่านในกำแพงเมืองที่แข็งแกร่ง เหลือทุ่งนาที่ว่างเปล่าให้แก่ท่าน ท่านจะไม่ได้สิ่งใดเลย จะไม่มีสิ่งใดเหลือให้แย่งชิง ไม่เกินสิบวัน กองทัพนับแสนของท่านจะต้องมีปัญหาก่อนที่จะทำการสู้รบเสียอีก

การโจมตีมณฑลชีจิ๋ว ครั้งก่อนของท่านก็โหดเหี้ยมร้ายกาจ เหล่าคนที่รอดชีวิตต่างพากันเคียดแค้นที่ญาติมิตรของเขาถูกฆ่าตาย พวกเขาจะยอมสู้ตาย ไม่คิดที่จะยอมแพ้ ท่านอาจะสามารถยึดเมืองได้ แต่ไม่สามารถได้ใจผู้คน

ในทุก ๆ สถานการณ์ เราต้องเลือกสิ่งที่สำคัญที่สุดเป็นอันดับแรก ทางเลือกที่ดีคือการเลือกความปลอดภัยมากกว่าการเพิ่มอันตรายให้ตัวเอง สิ่งสำคัญคือต้องไตร่ตรองแต่ละโอกาสอย่างดี และไม่ทำสิ่งใดที่เป็นการเสี่ยงต่อที่มั่นของท่าน แผนการในปัจจุบันของท่านไม่มีผลดีเลยต่อหัวเมืองทั้งสาม โปรดพิจารณาอย่างรอบคอบอีกครั้ง โจโฉจึงเลิกล้มความคิดนั้นไป

ลิโป้ยกทัพมาอีกครั้งจาก Dongmin ร่วมกับตันก๋งนำทัพหมื่นคนมาต่อสู้ ทหารโจโฉเกือบทั้งหมดออกไปเก็บเกี่ยว เหลือทหารเพียงพันนายรักษาการณ์ ค่ายพักมีการป้องกันเพียงน้อยนิด ด้านตะวันตกก็เป็นเขื่อนขนาดใหญ่ ด้านใต้ของเขื่อนนั้นเป็นป่ารก โจโฉซุ่มทหารไว้หลังเขื่อนครึ่งหนึ่ง ส่วนทหารอีกครึ่งตั้งแนวป้องกัน เมื่อกองทัพลิโป้มาถึง โจโฉสั่งกองหน้าเข้าโจมตี ทันทีที่กองทัพทั้งสองปะทะกัน ทหารที่ซุ่มอยู่ปีนเขื่อนขึ้นมา และพุ่งเข้าใส่ทัพลิโป้อย่างพร้อมเพรียงกัน พวกเขาเอาชนะทัพลิโป้ และตามไล่โจมตีไปตลอดทางจนถึงค่ายของลิโป้ จึงถอยทัพกลับ ในคืนนั้นเอง ลิโป้ก็ถอยทัพกลับไป

หลังจากถอยทัพกลับ โจโฉได้ยึดครอง Dingtao และส่งทหารกองย่อย ๆ ไปยึดครองหัวเมืองต่าง ๆ ในมณฑลกุนจิ๋ว ลิโป้หนีไปอยู่กับเล่าปี่ทางตะวันออก เตียวเมาก็ติดตามเขาไป ทิ้ง เตียวเจี๋ยวน้องชายเขาให้ดูแลกองทัพของครอบครัวและเมือง Yongqiu

เมื่อลิโป้มาพบเล่าปี่ครั้งแรกนั้น เขาปฏิบัติตัวอย่างสุภาพที่สุด กล่าวว่า ท่านและข้าต่างก็เป็นคนจากชายแดนทั้งคู่ ข้าเห็นทัพพันธมิตรก่อตั้งกองทัพเพื่อสังหารตั๋งโต๊ะ ตัวข้าเองก็เป็นคนที่สังหารตั๋งโต๊ะ แต่เมื่อข้ามาที่หัวเมืองตะวันออกนี้ เจ้าเมืองทุกคนต้างไม่ต้อนรับข้า หนำซ้ำยังคิดที่จะฆ่าข้าด้วย

เขาจึงเชิญเล่าปี่มาที่กระโจมของเขา ให้นั่งบนเตียงของภรรยาเขา และให้ภรรยาเขาคำนับเล่าปี่ ลิโป้รินสุราให้แก่เล่าปี่ ทั้งคู่กินและดื่นด้วยกัน ลิโป้เรียกเล่าปี่เป็นน้องชายของเขา อย่างไรก็ดี เล่าปี่รู้สึกว่าคำพูดและพฤติกรรมของลิโป้นั้นไม่น่าไว้วางใจ เล่าปี่จึงแกล้งยินดีที่ได้พบลิโป้ แต่ในใจนั้นเขารังเกียจลิโป้

ลิฉุยและกุยกีสู้รบกันหลายเดือน ทหารของทั้งสองล้มตายจำนวนหลายหมื่นคน ในเดือนที่หก เอียวฮองลูกน้องของลิฉุยวางแผนฆ่าลิฉุย แต่ถูกล่วงรู้ก่อน เอียวฮองได้นำทหารก่อกบฏ ทำให้กองทัพของลิฉุยอ่อนแอลง

ในวันที่ 24 สิงหาคม แม่ทัพเตียวเจมาถึง Shan เขาต้องการมาสงบศึกระหว่างลิฉุยและกุยกี และนำตัวฮ่องเต้ไปยังเมือง ฮองหลง ชั่วคราว แต่ฮ่องเต้นั้นคิดเสด็จกลับไปเมืองหลวงเก่าที่ลกเอี๋ยง ฮ่องเต้ได้ส่งพลนำสารเพื่อแสดงความต้องการความสงบสุข หลังจากการแลกเปลี่ยนกันสิบครั้ง กุยกีและลิฉุยได้ตกลงสงบศึกกัน ทั้งสองมอบตัวลูกชายคนโปรดของตัวเองให้แก่อีกคนเพื่อเป็นตัวประกัน ภรรยาของลิฉุยรักลูกชายของเขามาก การเจรจาจึงจบลง

เผ่าเกี๋ยงและชนเผ่าอื่น ๆ พากันล้อมที่พักขององค์ฮ่องเต้ บอกว่า โอรสสรวรรค์อยู่ที่นี่ใช่หรือไม่ แม่ทัพลิสัญญากับเราว่าจะมอบหญิงรับใช้ให้แก่เรา พวกเขาอยู่ที่ไหนกัน ฮ่องเต้วิตกเรื่องนี้มาก จึงส่งเล่าอ้ายไปพูดกับกาเซี่ยงว่า ในฐานะที่ท่านเป็นขุนนางที่จงรักภักดี ท่านเองก็ได้รับบรรดาศักดิ์มากมายจากฮ่องเต้ เวลานี้เผ่า เกี๋ยง และเผ่าป่าเถื่อนอื่น มีอยู่ทุกหนแห่ง ท่านต้องทำอะไรซักอย่าง

กาเซี่ยงจึงเรียกผู้นำเผ่ามา มอบสุราและอาหารให้พวกเขา และสัญญาว่าจะให้ตำแหน่งขุนนางและรางวัลแก่พวกเขา พวกเขาจึงเดินทางกลับ ลิฉุยจึงโดดเดี่ยว กองทัพของเขาก็อ่อนแอลง และเมื่อการเจรจาสงบศึกถูกทบทวนอีกครั้ง ลิฉุยจึงตกลก ทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนลูกสาวกันเป็นตัวประกัน

ในฤดูใบไม้ร่วง เดือนที่เจ็ด วันที่ 17 กันยายน ฮ่องเต้เสด็จไปที่ประตู Xuanping เพื่อต้องการข้ามสะพาน ทหารหลายร้อยคนของกุยกีซึ่งเฝ้าประตูอยู่พูดว่า นั่นคือองค์ฮ่องเต้ ใช่หรือไม่ ทหารหลายร้อยคนของลิฉุยซึ่งนำหน้าขบวนราชรถได้กันไม่ให้ทหารกุยกีเข้าใกล้ ทั้งสองฝ่ายเกิดการสู้รบกันขึ้น เล่าอ้ายจึงตะโกนเสียงดังบอกว่า องค์ฮ่องเต้อยู่ในราชรถนี้ เอียวกีเลิกผ้าม่านของราชรถขึ้น แล้วฮ่องเต้ก็ตรัสว่า เหล่าทหารทั้งหลาย พวกท่านกล้าดียังไงถึงมารุมล้อมรถของเรา ทหารของกุยกีจึงถอยไป และเมื่อขบวนราชรถข้ามสะพาน ทหารกุยกีทุกคนต่างร้องตะโกนว่า ทรงพระเจริญหมื่น ๆ ปี

ในค่ำวันนั้น ขบวนได้เดินทางมาถึง Baling บรรดาขุนนางที่ติดตามเสด็จล้วนแต่หิวโหย เตียวเจจึงปันส่วนอาหารให้ขุนนางแต่ละคน ลิฉุยย้ายค่ายพักไปอยู่ที่ Chiyang

ในวันที่ 19 กันยายน เตียวเจถูกแต่งตั้งเป็นแม่ทัพทหารม้าเร็ว และมีที่ทำการขุนนางคล้ายกับขุนนางชั้นสูงทั้งสาม กุยกีเป็นแม่ทัพราชรถและทหารม้า Yang Ding เป็นแม่ทัพหลัง เอียวฮองเป็นแม่ทัพผู้เชิดชูคุณธรรม ทั้งหมดได้รับตำแหน่ง Marquise ตังสินลูกน้องเก่างิวฮู ถูกแต่งตั้งเป็นแม่ทัพรักษาความสงบและดูแลราชสำนัก

กุยกีต้องการที่จะให้ฮ่องเต้เสด็จไป Gaoling แต่ขุนนางผู้ใหญ่หลายคนและเตียวเจคิดว่า ฮ่องเต้ควรจะเสด็จไปประทับที่ ฮองหลง มีการประชุมใหญ่หารือในเรื่องนี้ แต่ยังไม่ได้ข้อยุติ ฮ่องเต้ส่งสารไปหากุยกี บอกว่า ฮองหลง นั้นใกล้กับที่บวงสรวงและวัดโบราณ ไม่น่าเป็นที่ต้องสงสัย กุยกีก็ยังไม่เห็นด้วย ฮ่องเต้จึงไม่ทรงเสวยอาหารทั้งวัน กุยกีรู้ข่าวเข้า จึงบอกว่า ถ้าอย่างนั้นให้พระองค์ไปประทับที่ตำบลใกล้ ๆ นี้ก่อน

ในเดือนที่แปดวันที่ 27 กันยายน ฮ่องเต้เสด็จไป Xinfeng ในวันที่ 29 กันยายน กุยกีวางแผนลักพาตัวฮ่องเต้ไปประทับที่ Mei ตันอิบรู้แผนการนี้ก่อน จึงลอบบอก Yang Ding ตังสินและ เอียวฮองให้ไปรวมกันที่ Xinfeng เมื่อกุยกีรู้ว่าแผนของตัวเองล้มเหลว จึงทิ้งกองทัพของเขาและหลบไปเนินเขาทางใต้

โจโฉล้อมเมือง Yongqiu เตียวเมาไปหาอ้วนสุดขอความช่วยเหลือ เตียวเจี๋ยวน้องชายเขา แต่เตียวเมาถูกลูกน้องตัวเองฆ่าตายในระหว่างทาง

ในฤดูหนาว เดือนที่สิบ โจโฉถูกแต่งตั้งเป็นผู้ครองมณฑลกุนจิ๋ว

ในวันที่ 20 พฤศจิกายน ลูกน้องของกุยกีประกอบด้วย Xia Yu Gao Shi และคนอื่น ๆ วางแผนบังคับให้ฮ่องเต้เสด็จกลับไปตะวันตก Liu Ai เห็นเพลิงลุกไหม้หลายจุด จึงขอร้องให้ฮ่องเต้เลือกค่ายใดค่ายหนึ่งเป็นที่พักเพื่อหลบภัย

Yang Ding และ ตังสินนำกองทัพมาเพื่ออารักขาฮ่องเต้ไปยังค่ายพักที่ เอียวฮอง Xia Yu และคนอื่น ๆ ก็นำทหารมาขัดขวางขบวนเสด็จ Yang Ding และ เอียวฮองต่อสู้ได้ชัยชนะ ฮ่องเต้จึงสามารถเสด็จไปต่อได้

ในวันที่ 24 พฤศจิกายน ฮ่องเต้เสด็จไปที่ Huayin ตวนอุยมอบเสื้อผ้าของเขาและทรัพย์สมบัติให้แก่ฮ่องเต้ และจัดหาเสบียงให้ขุนนางคนอื่น เขาต้องการให้ฮ่องเต้เสด็จมาที่ค่ายของเขา แต่ ตวนอุยมีเรื่องบาดหมางกับ Yang Ding ตันอิบและ จั่วหลิงลูกน้อง Yang Ding จึงว่า ตวนอุยวางแผนก่อการกบฏ

เอียวปิว Zhao Wen Liu Ai Ling Shao ต่างพากันพูดว่า ตวนอุยไม่มีทางคิดก่อกบฏ พวกเราขอเอาชีวิตเป็นเดิมพัน แต่ ตังสินและ Yang Ding บังคับผู้สังเกตการณ์ของ ฮองหลง คนหนึ่งให้บอกว่า เขาเห็นกุยกีมาที่ค่ายของ ตวนอุยฮ่องเต้ทรงลังเลพระทัย จึงตัดสินใจประทับทางใต้ของถนนโดยไม่มีที่พัก

ในวันที่ 29 พฤศจิกายน เอียวฮองตังสินและ Yang Ding ตั้งใจโจมตี ตวนอุย พวกเขาส่ง ตันอิบและ จั่วหลิงไปขอให้ฮ่องเต้ออกราขโองการให้โจมตี ฮ่องเต้จึงตรัสว่า ไม่เคยมีหลักฐานว่า ตวนอุยกระทำความผิดอันใด แต่ เอียวฮองและคนอื่นต้องการที่จะโจมตีเขา พวกท่านเลยขอให้ข้าออกราชโองการอย่างนั้นหรือ ตันอิบยังยืนกรานที่จะให้ฮ่องเต้ออกพระบรมราชโองการให้ แต่จนถึงเวลาเที่ยงคืน ฮ่องเต้ก็ยังคงปฏิเสธ

เอียวฮองและพวกจึงโจมตีค่ายของ ตวนอุยโดยพละการ แต่สิบวันผ่านไป พวกเขาก็ยังไม่สามารถยึดค่ายได้ ตวนอุยยังคงแบ่งเสบียงอาหารและข้าวของให้กับฮ่องเต้และขุนนางคนอื่น ไม่หวั่นไหวในความจงรักภักดีของเขา

ไม่นานจึงมีราชโองการสั่งให้ขุนนางทุกคน ประกาศให้ Yang Ding และพวกสงบศึกกับ ตวนอุย Yang Ding และพวกรับคำสั่งตามราชโองการและนำทัพกลับไปค่ายพวกเขา

ลิฉุยและกุยกีโกรธมากที่ฮ่องเต้เสด็จไปทางตะวันออก เมื่อพวกเขารู้ข่าวที่ Yang Ding โจมตี ตวนอุยพวกเขาจึงนำทัพมาร่วมด้วย มุ่งมั่นว่าจะบังคับให้ฮ่องเต้กลับไปตะวันตก

เมื่อ Yang Ding รู้ว่า ลิฉุยและกุยกีมาถึง เขาจึงต้องการจะกลับไป Lantian กุยกีตัดขาดกับเขา ทำให้ Yang Ding ต้องหนีไปเกงจิ๋วโดย

เตียวเจ ซึ่งมักจะไม่ลงรอยกับ เอียวฮองและ ตังสินจึงเข้าร่วมกับลิฉุยและกุยกี

ในเดือนที่สิบสอง ฮ่องเต้ได้เสด็จมาถึง ฮองหลง เตียวเจ ลิฉุยและกุยกี ไล่ตามฮ่องเต้มา มีการรบใหญ่เกิดขึ้นที่ Dongjiang ใน ฮองหลง กองทัพของ ตังสินและ เอียวฮองพ่ายแพ้ เหล่าขุนนางและสามัญชนล้มตายจำนวนมากเกินกว่าจะนับได้ เหล่าขุนนางพากันทิ้งข้าวของทุกสิ่งหนี

Ju Jun ได้รับบาดเจ็บและพลัดตกจากหลังม้า ลิฉุยถามลูกน้องของเขาว่า เขาจะรอดตายรึเปล่า Ju Jun ด่าลิฉุยว่า เจ้ากับลูกน้องก่อการกบฏอย่างอุกอาจ เป็นศัตรูกับองค์ฮ่องเต้ ทำอันตรายเหล่าขุนนางผู้ใหญ่ นำนางสนมออกจากวังหลวง บรรดาทรราชย์และโจรกบฏในอดีต ไม่มีใครเลวร้ายไปกว่านี้อีกแล้ว ลิฉุยจึงฆ่าเขาตาย

ในวันที่ 24 ธันวาคม ฮ่องเต้เสด็จออกนอกที่ประทับไปยังตำบลตังกั๋ง ตังสินและ เอียวฮองต้องการที่จะสงบศึกกับลิฉุยและพวก แต่กลับส่งสารลับไป โฮต๋อง ถึงอดีตหัวหน้าโจร ลิงัก หันเซียม และ โฮจ๋ายและอ๋องของเผ่าซงหนูใต้ Qubei พวกเขานำทัพม้าหลายพันคนมาร่วมกับกองทัพ ตังสินและ เอียวฮองเข้าโจมตีลิฉุยและพวก พวกเขาได้ชัยชนะ ฆ่าทหารกองทัพลิฉุยหลายพันคน

ด้วยชัยชนะเหนือพวกลิฉุย ตังสินและพวกจึงพากันเดินทางต่อไป

ในวันที่ 1 มกราคม ฮ่องเต้ได้ออกจากตำบลตังกั๋ง ไปทางตะวันออก ตังสินและ เอียวฮองอารักขาราชรถ Hu Kai เอียวฮอง หันเซียม และ Qubei ต่างเป็นทัพหลัง ลิฉุยและพวกตามมาโจมตีอีกครั้ง ครั้งนี้ เอียวฮองพ่ายแพ้ยับเยิน ขุนนางผู้ใหญ่ Deng Yuan Xuan Fan Tian Fen Zhang Yi ล้วนเสียชีวิตเพราะการรบครั้งนี้

ลิฉุยจับตัว Zhao Wen Wang Jiang Zhou Zhong และ Guan Ge และต้องการที่จะสังหารพวกเขา แต่กาเซี่ยงบอกว่า พวกเขาเป็นขุนนางผู้ใหญ่ ท่านจะฆ่าพวกเขาไม่ได้ ลิฉุยจึงปล่อยตัวพวกเขาไป

ลิงัก พูดกับฮ่องเต้ว่า สถานการณ์คับขันยิ่งนัก ฝ่าบาทควรจะเสด็จประทับบนหลังม้า ฮ่องเต้จึงรับสั่งว่า ข้าจะทิ้งเหล่าขุนนางเอาตัวรอดได้อย่างไร

กองทัพทั้งสองต่อสู้กันเป็นระยะทาง 40 ลี้ เมื่อถึง Shan พวกเขาก็ตั้งค่ายเพื่อป้องกัน หลังจากพ่ายแพ้หลายต่อหลายครั้ง ทหารอารักขาฮ่องเต้จึงเหลือไม่ถึงร้อยนาย ทัพของลิฉุยและกุยกี ยิงธนูจากภายนอกค่ายเข้ามาทุกทิศทาง ขุนนางและเหล่าทหารหน้าซีดเผือดด้วยความกลัว ต่างคนต่างคิดถึงวิธีที่จะหนีออกไปอย่างเดียว

ลิงัก ได้เสนอให้ฮ่องเต้เสด็จประทับทางเรือผ่าน Dizhu ไปทางแยก Meng แต่เอียวปิวคิดว่าแม่น้ำแยงซีอันตรายเกินไปสำหรับการล่องเรือขององค์ฮ่องเต้ เขาจึงให้ ลิงัก ข้ามแม่น้ำตอนกลางคืน นำเรือเทียบฝั่ง และจุดไฟเป็นสัญญาณสำหรับจุดนัดพบ

ทันทีที่ฮ่องเต้และขุนนางผู้ใหญ่หนีออกจากค่าย ฮกเต็ก พี่ชายของฮองเฮาก็ทำหน้าที่คุ้มกันฮองเฮา เขาขนผ้าไหมสิบพับในแขนเสื้อของเขา ตังสินส่ง ซุนเติ้นไป
ขู่เอาผ้าไหมจากเขา (อาจเป็นเรื่องเท็จ เพราะว่าหลักฐานหลายอย่างระบุว่า ตังสินเป็นขุนนางที่ภักดี) พวกเขายังฆ่าขุนนางคนหนึ่งด้วย เลือดเปรอะเปื้อนฉลองพระองค์ของฮองเฮา

ฝั่งแม้น้ำนั้นสูงกว่าร้อยฟุต จึงไม่สามารถเดินเท้าไปได้ พวกเขาจึงสร้างที่นั่งสำหรับฮ่องเต้ด้วยผ้าไหม ผู้ชายที่อยู่แถวหน้าช่วยกันหย่อนตัวฮ่องเต้ไป คนอื่น ๆ พากันหาทางลงน้ำ บางคนก็กระโดดลงน้ำ ต่างเร่งรีบจนหมวกและเครื่องประดับศรีษะพวกเขาเสียหายหมด

เมื่อพวกเขามาถึงริมน้ำ ต่างพากันแย่งจะขึ้นเรือ แต่ ตังสินและ ลิงัก ใช้มีดสั้นและขวานสั้นขู่ให้พวกเขาออกห่างเรือ พวกเขาถึงกับตัดนิ้วบางคนที่พยายามขึ้นมาบนเรือ

เมื่อฮ่องเต้สามารถขึ้นเรือได้ คนที่ข้ามมาพร้อมฮ่องเต้มีเพียงฮองเฮา เอียวปิว และขุนนางอีกสิบกว่าคน นางสนม ขุนนางและคนที่ไม่สามารถข้ามมาได้ ถูกปล้นโดนทหาร เหล่าทหารแย่งชิงเสื้อผ้าของเขา แม้กระทั่งเส้นผมก็ถูกตัดไป ผู้คนหนาวตายจำนวนมากเกินกว่าจะนับได้

ซุนซุยถูกฆ่าโดยลิฉุย

ลิฉุยมองเห็นไฟทางตอนเหนือของแม่น้ำ เขาจึงส่งทหารม้าไปสอดแนม และพบเห็นฮ่องเต้อยู่กลางแม่น้ำ พวกเขาตะโกนว่า พวกมันกำลังพาฮ่องเต้ไป ตังสินกลัวว่าพวกทหารจะยิงธนูใส่ จึงใช้ผ้ามาคลุมตัวฮ่องเต้ไว้

เมื่อพวกเขามาถึงเมืองไทเอียงฮ่องเต้เสด็จไปค่ายของลิงัก เตียวเอี๋ยงเจ้าเมืองโห้ลายส่งคนหลายพันขนเสบียงไปให้พวกเขา

ในวันที่ 27 ธันวาคม ฮ่องเต้เสด็จไปตำบลอันอิบ โดยราชรถที่ใช้วัวเป็นพาหนะ ฮองอิบเจ้าเมืองโฮต๋อง เสนอบรรณาการเป็นผ้าฝ้ายและผ้าไหม ทั้งหมดถูกมองให้แก่เหล่าขุนนาง ฮองอิบได้ถูกแต่งตั้งเป็นพระยา โฮจ๋าย ได้รับตำแหน่งแม่ทัพปราบปรามทิศตะวันออก เตียวเอี๋ยงได้รับตำแหน่งแม่ทัพพิทักษ์ความสงบของแผ่นดิน ทั้งคู่ได้รับสัญลักษณ์แทนพระองค์ และสิทธิ์ในการจัดตั้งที่ว่าการของตัวเอง

แม่ทัพทุกคนในกองทัพต่างแย่งชิงกันเพื่อการแต่งตั้ง มีคนจำนวนมากต้องการตำแหน่ง เกินกว่าจะแกะสลักตราตั้งได้ทัน ตราตั้งบางอันก็ใช้เหล็กขูดขีดอย่างลวก ๆ ฮ่องเต้ประทับอยู่ในบ้านหลังเล็กในพุ่มไม้เตี้ย ประตูไม่สามารถล็อคได้ และเมื่อฮ่องเต้มาพบกับขุนนาง เหล่าทหารเลวก็สามารถมาแอบซุ่มดูได้ และล้อกันเล่นโดยผลักทหารคนอื่นออกมา

ฮ่องเต้ส่งฮันหยงกลับไปฮองหลง เพื่อสงบศึกกับลิฉุย กุยกี ลิฉุยปล่อยตัวขุนนางผู้ใหญ่ที่เขาจับเป็นนักโทษ และส่งนางสนมบางคนกลับ พร้อมด้วยรถม้า ข้าวของมีค่าและตราตั้งต่าง ๆ ที่เขาขโมยจากวังหลวง ข้าวสารหมดจนขุนนางต้องกินผักและผลไม้

ในวันที่ 17 มกราคม เตียวเอี๋ยงมาจาก Yewang เพื่อเข้าประชุม เขาวางแผนนำตัวฮ่องเต้กลับลกเอี๋ยง แต่ขุนนางคนอื่นไม่เห็นด้วย เตียวเอี๋ยงจึงกลับไป Yewang

ในเวลานั้น เตียงอั๋นว่างเปล่าไร้ผู้คนนานกว่า 40 วัน ผู้คนพากันอพยพหนีตาย คนที่อดอยากก็กินเนื้อคนด้วยกัน สองสามปีต่อมาก็ต้นไม้ใบหญ้าก็ขึ้นเต็มถนนหนทาง

ชีสิวแนะนำอ้วนเสี้ยวว่า ตระกูลของท่านได้ถวายการรับใช้ฮ่องเต้มาหลายพระองค์ เวลานี้ฮ่องเต้ทรงร่อนเร่ไม่เป็นหลักแหล่ง วังหลวงถูกทำลาย เมื่อมองดูมณฑลต่าง ๆ เหล่าเจ้าเมืองต่างพากันซ่องสุมผู้คนเพื่อช่วยเหลือฮ่องเต้ แต่ใจจริงนั้น คิดที่จะแย่งชิงดินแดนผู้อื่น โดยไม่คำนึงถึงความอยู่รอดของแผ่นดินหรือสันติสุขของประชาขน

ในมณฑลนี้ เขตชายแดนล้วนแต่สงบสุข ท่านเองก็มีกองทัพที่เกรียงไกร และขุนนางที่มีความสามารถมากมาย ท่านควรที่จะไปเชิญฮ่องเต้จากตะวันตกมาที่นี่ สร้างวังหลวงให้พระองค์ประทับที่เมืองเงียบกุ๋น ถ้าท่านได้ตัวฮ่องเต้ ท่านก็จะมีอำนาจเหนือขุนนางทุกคน ท่านจะสามารถรวบรวมกองทัพเพื่อลงโทษคนที่ไม่เคารพราชสำนัก ใครจะกล้าต่อต้านท่าน

กัวเต๋าและอิเขงแย้งว่า ราชสำนักฮั่นใกล้ถึงจุดจบแล้ว แม้ว่าท่านต้องการจะกอบกู้ไว้ แต่มันยากเกินกว่าที่จะทำได้ เจ้าเมืองต่าง ๆ พากันตั้งตัวเป็นใหญ่ สร้างกองทัพไว้เพื่อเตรียมการ ยกทัพโจมตีกันด้วยจำนวนทหารหลายหมื่นคน นี่เป็นเหมือนช่วงเวลาที่ราชวงศ์ฉินกำลังล่มสลาย ผู้ใดที่สามารถเป็นใหญ่ได้ ผู้นั้นย่อมเป็นเจ้า

ถ้าท่านรับฮ่องเต้มาอยู่ที่นี่ ท่านต้องรายงานทุกอย่างที่ท่านทำต่อเขา ถ้าท่านเชื่อฟังคำสั่งฮ่องเต้ ท่านก็จะเสียอิสระไป แต่ถ้าท่านไม่เชื่อฟังฮ่องเต้ ท่านก็จะกลายเป็นกบฏ นี่ไม่ใช่แผนการที่ดีเลย

ชีสิวบอกว่าถ้าท่านรับฮ่องเต้มาตอนนี้ ท่านจะเป็นเหมือนผู้ทรงคุณธรรมที่บ้านเมืองในเวลานี้กำลังต้องการ ท่านควรจะรีบตัดสินใจก่อนที่คนอื่นจะดำเนินการก่อนท่าน แต่อ้วนเสี้ยวไม่ฟังคำแนะนำเขา

ก่อนหน้านั้น จูตีแห่งตันเอี๋ยงได้เป็นขุนพลรับใช้ซุนเกี๋ยน เขาเห็นว่าอ้วนสุดปกครองอย่างหยาบช้าเพียงใด เขารู้ดีว่าอ้วนสุดจึงปกครองได้ไม่นาน เขาจึงชักจูงให้ซุนเซ็กกลับมาและครอบครองดินแดนแยงซีตะวันออก

ในตอนนั้น งอเก๋งกำลังรบติดพันกับวัวเหล็ง เตียวเอ๋ง และแม่ทัพคนอื่นของเล่าอิ้ว แต่เวลาล่วงเลยไปปีกว่าแล้ว งอเก๋งก็ยังไม่สามารถเอาชนะได้ ซุนเซ็กบอกกับอ้วนสุดว่า ครอบครัวของข้ากำลังรบติดพันอยู่ทางตะวันออก ข้าต้องการไปช่วยน้าของข้าโจมตีอัวกั๋ง เมื่อยึดอัวกั๋งได้แล้ว ข้าจะกลับดินแดนบ้านเกิดเพื่อรวบรวมกองทัพ ข้าคิดว่าสามารถรวบรวมคนสามหมื่นเพื่อช่วยท่านกอบกู้แผ่นดิน

อ้วนสุดรู้ว่าซุนเซ็กนั้นไม่พอใจที่เขาไม่ให้ตำแหน่งตามที่สัญญาไว้ แต่เล่าอิ้วยึดครองขยกโอ๋และอองลองก็ครองเมืองห้อยแข เขาจึงไม่คาดหวังว่าซุนเซ็กจะทำการอะไรได้ เขาจึงอนุญาตให้ไปและแต่งตั้งซุนเซ็กเป็นขุนพลผู้ทำลายแนวป้องกันศัตรู

ซุนเซ็กได้รับทหารน้อยกว่าพันคนและทหารม้าไม่กี่สิบนาย แต่เขาเกณฑ์ทหารเพิ่มเติมจากทุกที่ ที่กองทัพของเขาผ่านไป เมื่อเขามาถึงลิหยง กองทัพของเขามีจำนวนกว่าห้าหรือหกพันคน

Zhou Shang ลุงของจิวยี่เป็นเจ้าเมืองตันเอี๋ยงในตอนนั้น จิวยี่นำทหารออกมาต้อนรับซุนเซ็กและได้นำเสบียงอาหารมาให้เขาด้วย ซุนเซ็กดีใจมาก พูดกับจิวยี่ว่า ข้าได้พบท่านอีกแล้ว วาสนาของเราตรงกันจริง ๆ

พวกเขาจึงมุ่งหน้าไปอัวกั๋งและ Danglikou พวกเขายึดที่ทั้งสองได้ ทำให้วัวเหล็งและเตียวเอ๋งต้องถอยหนีไป

ซุนเซ็กข้ามแม่น้ำแยงซี ต่อสู้ครั้งแล้วครั้งเล่า ศัตรูของเขาต่างพากันพ่ายแพ้และไม่มีใครกล้าที่จะต่อสู้กับเขา เมื่อศัตรูรู้ว่า ป้าอ๋องน้อยซุนมาถึง (ความสำเร็จของซุนเซ็ก ทำให้คนนำไปเปรียบเทียบกับเซี่ยงหวี่ หรือ ฌ้อป้าอ๋อง และเรียกเขาเป็นเสียวป้าอ๋อง หรือป้าอ๋องน้อย) พวกเขาก็หมดกำลังใจที่จะต่อสู้ เหล่าขุนนางพากันทิ้งเมือง หลบหนีขึ้นเขาหรือเข้าป่า เมื่อกองทัพของซุนเซ็กเข้าเมืองได้ เพราะว่ากองทัพของซุนเซ็กมีระเบียบวินัย ทหารพากันเชื่อฟังคำสั่งเขา ทหารจึงไม่กล้าปล้นทรัพย์สินชาวบ้าน ไม่มีไก่ สุนัขหรือพืชผักถูกขโมย ชาวบ้านจึงพากันยินดีและนำสุราและเนื้อออกมาเลี้ยงต้อนรับทหารของซุนเซ็ก

ซุนเซ็กนั้นมีรูปงามและเป็นคนสนุกสนาน เขายังใจกว้างและรับฟังผู้คน มีความสามารถดีเยี่ยมในการใช้คน จึงเป็นเหตุให้ทหารและคนที่ได้พบกับเขาล้วนแต่อุทิศตัวรับใช้เขาและเต็มใจยอมชีวิตให้แก่เขา

ซุนเซ็กยึดครองค่ายเล่าอิ้วที่เอียวจู๋ เสบียงอาหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ล้วนเก็บไว้ที่นั่น เวลานั้น ซีเหลนายอำเภอ Pengcheng ฉกหยงนายอำเภอแห้ฝือ ล้วนยอมรับเล่าอิ้วเป็นผู้นำ ซีเหลรักษาเมืองวัวเหลง ในขณะที่ฉกหยง นำทหารไปตั้งค่ายทางตอนใต้ของเมือง ซุนเซ็กโจมตีทั้งคู่พ่ายแพ้ไป

ซุนเซ็กโจมตีกองทหารหนึ่งของเล่าอิ้วที่ Meiling และยกทัพไป Hushu และ Jiangcheng โจมตีและยึดครองทั้งสองเมือง หลังจากนั้นเขาเดินทัพไปโจมตีเล่าอิ้วที่ขยกโอ๋

ไทสูจู้ซึ่งเป็นคนตำบลเดียวกับเล่าอิ้ว ได้มาหาเขาจาก Donglai เมื่อซุนเซ็กมาถึง ลูกน้องเล่าอิ้วบางคนได้แนะนำให้เขาตั้งไทสูจู้เป็นนายทหาร แต่เล่าอิ้วตอบว่า ถ้าข้าแต่งตั้งไทสูจู้จริง ๆ เขาเฉียว คงหัวเราะเยาะข้าแน่ เขาจึงใช้ไทสูจู้เป็นทหารสอดแนม

เมื่อไทสูจู้ครองสอดแนมพร้อมทหารม้าคนหนึ่ง ไทสูจู้ได้พบกับซุนเซ็กโดยบังเอิญที่เขาสินเต๋ง ซุนเซ็กนำทหารม้าสิบสามนายมากับเขา ซึ่งมีฮันต๋งและอุยกายรวมอยู่ด้วย ไทสูจู้ควบม้าเข้าโจมตีในทันที เข้าไปเผชิญหน้ากับซุนเซ็ก ซุนเซ็กทำร้ายม้าของไทสูจู้และคว้ามีดสั้นที่หลังคอของไทสูจู้ (ทหารในยุคนั้นนิยมพกมีดสั้นไว้ที่หลังคอเพื่อเอาไว้ขว้างใส่ศัตรู) ส่วนไทสูจู้ก็ได้หมวกของซุนเซ็กไป ไม่ช้าทหารม้าจากกองทัพทั้งสองก็มาถึง ทั้งสองจึงเลิกต่อสู้แยกกันกลับค่าย

เล่าอิ้วต่อสู้กับซุนเซ็ก แต่พ่ายแพ้จนต้องหนีไป Dantu ซุนเซ็กเข้าสู่ขยกโอ๋ ปูนบำเหน็จให้กับทหารที่มีความดีความชอบ เขายังออกประกาศไปทุกหัวเมืองว่า ชายทุกคนแม้แต่ลูกน้องเก่าของเล่าอิ้วและฉกหยง ถ้ามาสวามิภักดิ์ต่อเขา สามารถมาเข้าร่วมกองทัพเขาได้ไม่มีข้อยกเว้น คนที่เต็มใจเข้าร่วมในกองทัพ ครอบครัวเขาจะได้รับการยกเว้นภาษีและการใช้แรงงาน และไม่มีการบังคับเกณฑ์ทหาร ในเวลาสองสามสัปดาห์ ผู้คนต่างหลั่งไหลมาสมัครเข้ากองทัพเขา ดั่งหมู่เมฆที่มาจากทุกทิศทาง มีคนมาสมัครเข้ากองทัพเขาเกินกว่าสองหมื่นคนและทหารม้าหนึ่งพันคน ทำให้กองทัพของเขาเป็นที่น่าเกรงขามต่อเจ้าเมืองในดินแดนแยงซีตะวันออก

ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ อ้วนสุดแต่งตั้งซุนเซ็กเป็นแม่ทัพผู้ทำลายอาชญากร

ลิห้อมลูกน้องของซุนเซ็ก ได้พูดกับเขาว่า ภาระหน้าที่ของท่านยิ่งใหญ่ขึ้นทุกเหมือนเหมือนกองทัพท่านที่ใหญ่โตขึ้นเรื่อย จึงมีการจัดการบางอย่างในกองทัพที่ล่าช้า ข้าจึงขออาสาเป็นผู้ควบคุมทัพเพื่อช่วยท่านจัดการสิ่งต่าง ๆ

ซุนเซ็กตอบว่าลิห้อม ในฐานะท่านเป็นผู้นำตระกูลของท่าน ท่านเองก็มีลูกน้องไม่ใช่น้อย และมีชื่อเสียงจากความสามารถของท่าน ทำไมท่านถึงอยากลดตัวเองมารับตำแหน่งต่ำต้อยเพื่อหางานเล็กน้ิอยในกองทัพของข้า

ลิห้อม ตอบว่า ข้าไม่ได้จากบ้านเกิดตัวเองมาเข้าร่วมกับท่านเพื่อฐานะของครอบครัว แต่เพราะข้าต้องการช่วยท่านกอบกู้บ้านเมือง เวลานี้เราเหมือนอยู่ในเรือลำเดียวกัน ถ้าเรือจมพวกเราทุกคนก็ตายด้วยกัน นี่จึงถือเป็นประโยชน์ของข้า หาใช่ของท่านคนเดียวไม่ ซุนเซ็กหัวเราะชอบใจและอนุญาตให้เขา

ลิห้อม กลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าของเขาเป็นชุดศึกสำหรับขี่ม้า ฉวยเอาแส้และเดินลงจากที่ประชุมแม่ทัพไปรายงานตัวเป็นผู้ควบคุมกองทัพ ซุนเซ็กมอบตราตั้งให้เขาและแต่งตั้งให้เขาควบคุมดูแลกิจการทั้งหมดของกองทัพ ทั้งกองทัพจึงเคารพและรู้สึกดีที่ซุนเซ็กแต่งตั้งให้เขาดูแล กฏกองทัพทั้งหมดจึงถูกปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

ซุนเซ็กแต่งตั้งเตียวเหียนเป็นขุนพลแห่งความซื่อตรงและเตียวเจียวเป็นหัวหน้าขุนนาง พวกเขาคนใดคนหนึ่งมักจะอยู่รักษาการณ์ที่ค่าย ขณะที่อีกคนจะไปช่วยเหลือกองทัพ Qin Song Chen Duan และขุนนางคนอื่นจากกองเหลงรับหน้าที่วางแผน

ซุนเซ็กปฏิบัติต่อเตียวเจียวเหมือนอาจารย์และเหมือนเพื่อน และมักจะนำคำแนะนำของเขามาใช้ในการบริหารบ้านเมืองและการจัดการกองทัพ เตียวเจียวนั้นไดรับจดหมายจากบรรดาบัณฑิตและผู้ทรงคุณวุฒิต่าง ๆ ทางตอนเหนืออยู่บ่อย ๆ พวกเขาล้วนแต่ยกย่องสรรเสริญเตียวเจียวแต่ไม่พูดถึงเพื่อนร่วมงานของเตียวเจียวเลย เมื่อซุนเซ็กรู้ข่าว เขาหัวเราะบอกว่าในอดีต ท่านกวนจงเป็นเฉิงเซี่ยงของรัฐฉี ใคร ๆ ก็รู้ว่าความสามารถของเขาเป็นหนึ่งไม่มีสองรองผู้ใด แต่ในที่สุดก็เป็นฉีหวนกงนายของเขาที่ขึ้นครองความยิ่งใหญ่ เวลานี้เตียวเจียวเป็นคนที่มีความสามารถ ถ้าข้าสามารถใช้ความสามารถเขาได้ ความสำเร็จและชื่อเสียงของเขาก็กลายเป็นของข้าเหมือนกัน

อ้วนสุดแต่งตั้งอ้วนอิ๋นลูกพี่ลูกน้องของเขาเป็นเจ้าเมืองตันเอี๋ยง Zhou Shang และจิวยี่จึงเดินทางกลับเมืองฉิวฉุน

เล่าอิ้วหนีจาก Dantu ไปห้อยแข แต่เขาเฉียวบอกว่า ห้อยแขนั้นอุดมสมบูรณ์ ซุนเซ็กต้องหมายตาไว้อยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นเมืองห้อยแขยังติดทะเล ทำให้หลบหนีได้ลำบาก ท่านไม่ควรไปที่นั่น ที่ที่เหมาะที่สุดคืออิเจี๋ยง ซึ่งตอนเหนือติดกับมณฑลอิจิ๋ว ทางตะวันตกติดกับเกงจิ๋ว รวบรวมผู้คนที่นั่น และส่งคนไปถวายเครื่องราชบรรณาการ เป็นพันธมิตรกับโจโฉในมณฑลกุนจิ๋ว แม้ว่าอ้วนสุดจะขวางทางระหว่างทางทั้งสอง แต่อ้วนสุดนั้นเห็นแก่ตัวและโหดเหี้ยมเหมือนสุนัขป่า เขาไม่สามารถครองอำนาจได้นานนัก

เมื่อท่านได้รับอำนาจจากทางการ จากบรรณาการที่ส่งไป โจโฉและเล่าเปียวต้องส่งทัพมาช่วยเหลือท่านแน่ เล่าอิ้วจึงทำตามคำแนะนำเขา

ก่อนหน้านั้น โตเกี๋ยมแต่งตั้งฉกหยงเป็นนายอำเภอแห้ฝือ และส่งเขาไปควบคุมการขนส่งเสบียงที่กองเหลง แห้ฝือ และ Pengcheng แต่ฉกหยงกลับนำเสบียงเหล่านั้นไปใช้เองตามใจ เขาตั้งสถานที่สวดมนต์ของชาวพุทธ และสนับสนุนให้ราษฎรของเขาอ่านพระสูตร ทำให้ดึงดูดชาวบ้านที่นับถือพุทธจากเมืองใกล้เคียงย้ายมาอยู่ในเขตของเขามากกว่าห้าพันครอบครัว ในวันสรงน้ำพระ มีการจัดเลี้ยงอาหารและเครื่องดื่มมากมายเรียงรายตามถนนหลายสิบลี้ มีของเหลือจำนวนหลายแสน

เมื่อโจโฉโจมตีโตเกี๋ยม เขตแดนของชีจิ๋ว จึงอยู่ในภาวะสงคราม ฉกหยง นำราษฎรหมื่นคนไปยังกองเหลง ที่ซึ่ง Zhao Yu เจ้าเมืองกองเหลงต้อนรับเขาอย่างดี และ ซีเหลนายอำเภอ Pengcheng ถูกโตเกี๋ยมขับไล่มาตั้งค่ายอยู่ที่วัวเหลง

ฉกหยงโลภอยากได้ความมั่งคั่งและทรัพย์สินของเมืองกองเหลง เขาจึงสังหาร Zhao Yu ในงานเลี้ยง ปล่อยให้ทหารของเขาปล้นชาวบ้านไปทั่ว แล้วข้ามแม่น้ำแยงซีไปอยู่กับซีเหล ไม่นานเขาก็ฆ่าซีเหลเหมือนกัน

เล่าอิ้วส่ง Zhu Hao เจ้าเมืองอิเจี๋ยง ไปโจมตีจูกัดเสียน เจ้าเมืองที่อ้วนสุดแต่งตั้ง จูกัดเสียนถอยทัพไปป้องกัน Xicheng หลังจากนั้นเล่าอิ้วจึงยกทัพไปตะวันตกไป Pengze เขาส่งฉกหยงไปช่วย Zhu Hao โจมตีจูกัดเสียน

เขาเฉียวบอกกับเล่าอิ้วว่า เมื่อฉกหยงนำทัพต่อสู้ เขามักจะห่วงอยู่เสมอว่าเขาจะได้อะไรจากการสู้รบ แต่ Zhu Hao มักจะปฏิบัติต่อผู้คนด้วยดีเสมอ ท่านควรจะเตือน Zhu Hao ให้ระวังตัว เมื่อฉกหยงมาถึงเขาล่อลวง Zhu Hao แล้วฆ่าเสียแล้วยึดอำนาจของ Zhu Hao เล่าอิ้วจึงยกทัพไปโจมตีเขา ฉกหยงพ่ายแพ้ หลบหนีขึ้นภูเขา และถูกฆ่าโดยคนที่อาศัยอยู่ที่นั่น

มีราชโองการแต่งตั้งให้ฮัวหิม ขุนนางระดับสูงในสังกัดราชครูมาเป็นเจ้าเมือง อิเจี๋ยง

จูตีแม่ทัพใหญ่เมืองตันเอี๋ยงขับไล่เค้าก๋องเจ้าเมืองง่อ และยึดเมืองเป็นของตัวเอง เค้าก๋องหนีไปอยู่กับเงียมแปะฮอหัวหน้าโจรภูเขา




 

Create Date : 15 พฤศจิกายน 2548    
Last Update : 1 มิถุนายน 2549 0:56:15 น.
Counter : 276 Pageviews.  

ปี 194 AD

ปี Xingping ที่ 1 194 AD
(9 กุมภาพันธ์ 194 – 28 มกราคม 195)

ในฤดูใบไม้ผลิ เดือนแรก วันที่ 21 กุมภาพันธ์ มีการประกาศนิรโทษกรรมจากทางการ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ ฮ่องเต้ทรงเข้าพิธีสวมหมวกแสดงความเติบโตเป็นผู้ใหญ่

ในเดือนที่สอง วันที่ 10 มีนาคม ขุนนางผู้ใหญ่เสนอให้มีการจัดสร้างวังสำหรับประทับในฤดูใบไม้ผลิ พระองค์ตรัสตอบว่า ข้าจะสนองความสุขของตัวเองได้อย่างไร ในเมื่อสุสานของมารดาข้ายังไม่ถูกสร้างขึ้นเลย

สามวันต่อมา วันที่ 14 มีนาคม ขุนนางผู้ใหญ่ทั้งสามเสนอให้ย้ายพระศพของมเหสี Wang มารดาฮ่องเต้ไปยังสุสานของฮ่องเต้เลนเต้ และเลื่อนตำแหน่งพระนางเป็นไทเฮาของฮ่องเต้เลนเต้

โตเกี๋ยมบอกเต็งไก๊ถึงเหตุการณ์ที่โจโฉบุกโจมตีเขา เต๊งไก๊จึงยกทัพมาช่วยเขาพร้อมกับเล่าปี่ นายอำเภอเพงง้วนก้วน เล่าปี่มีกองทัพของตัวเองจำนวนสองสามพันคน โตเกี๋ยมจึงมอบทหารจากเมืองตันเอี๋ยงให้เขาอีกสี่พันคน ดังนั้นเล่าปี่จึงตีจากเต๊งไก๊มารับใช้โตเกี๋ยม โตเกี๋ยมเสนอให้ทางการแต่งตั้งเล่าปี่เป็นผู้ตรวจการมณฑลอิจิ๋ว เล่าปี่นำทัพไปตั้งค่ายที่เสียวพ่าย

กองทัพโจโฉขาดแคลนเสบียงอาหาร เขาจึงยกกองทัพกลับ

ม้าเท้งได้เสนอความต้องการบางอย่างของเขาจากลิฉุย แต่ลิฉุยไม่ให้ในสิ่งที่เขาต้องการ ม้าเท้งจึงโกรธ นำทัยเข้าโจมตีเมืองหลวง ฮ่องเต้ส่งคนไปขอร้องให้นำทัพกลับ แต่ม้าเท้งไม่เชื่อฟัง หันซุยยกกองทัพของเขามาเพื่อสงบศึกระหว่างม้าเท้งและลิฉุย แต่หันซุยกลับเข้าร่วมกับม้าเท้ง

ตงเซียว ม้าฮูและเล่าเฉียวางแผนร่วมกับม้าเท้งเพื่อโจมตีเตียงอั๋น พวกเขาจะคอยลอบช่วยเหลือจากภายในเมืองและฆ่าลิฉุยและพวก

ในเดือนที่สาม วันที่ 21 เมษายน ม้าเท้งนำทัพไปตั้งค่ายที่หอสังเกตุการณ์ Changping แผนการของตงเซียว และพวกถูกจับได้ พวกเขาหนีไป Huaili ลิฉุยส่งหวนเตียว กุยกีและหลานชายเขา Li Li เข้าโจมตีม้าเท้งพ่ายแพ้ไป ม้าเท้งนำทัพกลับไปมณฑล เลียงจิ๋ว กองทัพของลิฉุยจึงเข้าตี Huaili สังหาร ตงเซียว และพวก

ในเดือนที่สี่ วันที่ 3 พฤษภาคม มีราชโองการอภัยโทษแก่ม้าเท้งและพวก ในฤดูร้อน เดือนเดียวกัน ม้าเท้งได้เลื่อนตำแหน่งเป็นแม่ทัพพิทักษ์ความสงบชนเผ่าภาคเหนือและหันซุยเป็นแม่ทัพพิทักษ์ความสงบประเทศราช

โจโฉสั่งซุนฮก กุนซือของเขา กับเทียหยกนายอำเภอ Shouzhang ให้รักษาการณ์ Juancheng ในขณะที่เขายกทัพไปโจมตีโตเกี๋ยม ยึดครองพื้นที่ ฮองหลิม และ Donghai โจโฉทำลายทุกสิ่งที่ทัพเขาในทุกที่ที่ทัพเขาผ่านไป แล้วก็นำกองทัพไปโจมตีเล่าปี่พ่ายแพ้ที่ตะวันออกของ Tan

โตเกี๋ยมหวาดกลัวมาก ต้องการหนีจากเมืองตันเอี๋ยง แต่ในเวลานั้น เตียวเมา เจ้าเมืองตันลิว ได้ก่อกบฏต่อโจโฉ และขอความช่วยเหลือจากลิโป้ ทำให้โจโฉต้องรีบยกทัพกลับในทันที

เตียวเมานั้นเมื่อสมัยยังเด็ก เขามักจะชอบเล่นเป็นแม่ทัพเสมอ เตียวเมามีความสัมพันธ์อันดีกับ อ้วนเสี้ยวและโจโฉ เมื่ออ้วนเสี้ยวกลายเป็นผู้นำทัพพันธมิตรต่อต้านโจโฉ อ้วนเสี้ยวจึงหยิ่งยโสในตำแหน่งของเขา เตียวเมา เคยพูดเตือนเขาตรง ๆ อ้วนเสี้ยวโกรธมากสั่งให้โจโฉฆ่าเขาเสีย โจโฉปฏิเสธ บอกว่า เตียวเมาเป็นเพื่อนสนิทของเขา แม้ว่าเขาจะทำความผิด แต่เราควรจะอภัยให้เขา ยิ่งในเวลานี้ราชสำนักมีเหตุวุ่นวาย เราจะทำอันตรายต่อเพื่อนเราได้อย่างไร

เมื่อโจโฉนำทัพไปโจมตีโตเกี๋ยมครั้งแรก เขาเตรียมใจว่าอาจจะตายได้ เขาบอกกับครอบครัวเขาว่า ถ้าตัวข้าไม่รอดกลับมา พวกเจ้าจงอพยพย้ายไปอาศัยอยู่กับเตียวเมา เมื่อเขานำทัพกลับมา พวกเขาเจอหน้ากันถึงกลับร้องไห้ด้วยความยินดี

โกหยิวแห่งตันลิว พูดกับขุนนางของเมืองตันลิวบอกว่า แม้ว่าเวลานี้แม่ทัพโจโฉมีเพียงมณฑล กุนจิ๋ว ในครอบครอง แต่เขามีความทะเยอะทะยานที่จะครองแผ่นดิน เขาไม่เต็มใจที่จะอยู่ที่นี่ตลอดใป ในขณะเดียวกัน ท่านเตียวเมาและขุนนางคนอื่นของตันลิว ได้รอโอกาสที่จะก่อกบฏขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง พวกเราควรจะอพยพจากมณฑลนี้ ขุนนางคนอื่นคิดว่าโจโฉและเตียวเมาเป็นเพื่อนรักกัน พวกเขาคิดว่า โกหยิว ยังเด็กไม่เข้าใจเหตุการณ์ พวกเขาจึงไม่เชื่อ โกกัน ลูกพี่ลูกน้องของ โกหยิว ได้เชิญเขาขึ้นหนือไปมณฑล กิจิ๋ว โกหยิว จึงอพยพครอบครัวไปอยู่กับ โกกัน

เมื่อลิโป้จากอ้วนเสี้ยวมา และกำลังจะไปอยู่กับเตียวเอี๋ยง เขาได้พักอยู่กับเตียวเมา ลิโป้กับเตียวเมาได้สาบานเป็นพวกกัน อ้วนเสี้ยวรู้เรื่องถึงกับโกรธมาก เตียวเมาจึงวิตกมากว่าอ้วนเสี้ยวและโจโฉอาจจะฆ่าเขาได้

เปียนเหยียง อดีตเจ้าเมือง กิวกั๋ง ได้วิจารณ์โจโฉ เมื่อโจโฉรู้เรื่องก็ฆ่าเขาและครอบครัว เปียนเหยียง เป็นคนดีมีความสามารถ ดังนั้นขุนนางทั้งหมดของมณฑล กุนจิ๋ว จึงตกใจกลัว

ตันก๋งนั้นเป็นคนซื่อตรง เด็ดเดี่ยวและใจร้อน เขาคิดว่าตำแหน่งของเขาไม่ปลอดภัย เขาจึงวางแผนร่วมกับ เค้ากี๋ อองก้าย และน้องชายของเตียวเมา เตียวเจี๋ยว เพื่อจะกบฏต่อโจโฉ

ตันก๋งบอกกับเตียวเมาว่า ราชสำนักกำลังล่มสบาย เจ้าเมืองต่างพากันตั้งตัวเป็นอิสระ ด้วยกองทัพที่ท่านมี ท่านเองก็เป็นผู้ที่มีความสามารถเป็นผู้นำคนหนึ่งที่จะเป็นใหญ่ได้ หรือท่านพอใจที่จะฟังคำสั่งผู้อื่นอยู่เรื่อยไป

เวลานี้กองทัพหลักของมณฑลยกทัพไปโจมตีทางตะวันออก ทิ้งเมืองไว้ ลิโป้เป็นแม่ทัพที่เก่งกาจ ขอให้ท่านขอความช่วยเหลือจากเขา ยึดครองมณฑล กุนจิ๋ว เฝ้าดูสถานการณ์ของราชสำนักและความเป็นไปทั้งหลาย เวลานี้เป็นเวลาที่เหมาะสมสำหรับการดำเนินการใหญ่ เตียวเมาเห็นด้วยกับเขา

เวลานั้น โจโฉสั่งให้ตันก๋งนำทัพไปตั้งค่ายที่ ตองกุ๋น ดังนั้นตันก๋งจึงนำกองทัพของเขาและเชิญลิโป้มา ยึดมณฑล กุนจิ๋ว ให้ลิโป้เป็นผู้นำมณฑล

เมื่อลิโป้มาถึง เตียวเมาส่ง Liu Yi ลูกน้องเขาไปหาซุนฮก บอกว่า แม่ทัพลิโป้มาเพื่อช่วยเหลือท่านโจโฉ โจมตีโตเกี๋ยม ขอท่านได้โปรดเตรียมเสบียงอาหารแก่ทัพของเขา ขุนนางทุกคนพากันสงสัยและไม่ไว้ใจ ซุนฮกเชื่อว่าเตียวเมามีแผนคิดก่อการกบฏ เขาสั่งให้ทหารของเขาเตรียมการป้องกัน และส่งม้าเร็วไปเรียกตัว แฮหัวตุ้นเจ้าเมือง ตองกุ๋น จาก ปักเอี๋ยง เมื่อแฮหัวตุ้นออกจากเมือง ลิโป้ก็เข้ายึด ปักเอี๋ยง ทันที

ในเวลานั้น โจโฉนำกองทัพเกือบทั้งหมดมาโจมตีโตเกี๋ยม เหลือทหารเพียงน้อยนิดไว้ป้องกันเมือง เหล่าแม่ทัพและขุนนางจำนวนมากก็ร่วมมือกับเตียวเมาและตันก๋ง เมื่อแฮหัวตุ้นมาถึง เขาสังหารขุนนางหลายสิบคนที่ร่วมวางแผนก่อกบฏ ยึดอำนาจนำกองทัพในเมือง

กุยก๋งผู้ตรวจการมณฑลอิจิ๋ว ได้นำกองทัพหลายหมื่นมาประชิดเมือง Juancheng ขุนนางบางคนว่า เขามีแผนร่วมกับลิโป้ ผู้คนต่างพากันหวาดกลัว กุยก๋งขอเข้าพบซุนฮก ซุนฮกเตรียมที่จะไปพบเขา แต่แฮหัวตุ้นและคนอื่น ๆ ท้วงไว้ว่า ท่านเป็นกำลังหลักในการป้องกันทั้งมณฑล ถ้าท่านไป ท่านต้องตกอยู่ในอันตราย ขอท่านอย่าได้ทำเช่นนั้น

ซุนฮกตอบว่ากุยก๋ง ไม่รู้เรื่องของพวกเตียวเมา พวกเขาไม่มีความสัมพันธ์ใด ๆ กันเลยในอดีต เขาเพียงน่าจะผ่านทางมาพอดี เขาคงยังไม่รู้ว่าจะทำเช่นไร ถ้าเราไปพูดกับเขาตอนที่เขายังลังเลอยู่ แม้ว่าเราไม่อาจชักชวนเขาให้มาอยู่ฝั่งเรา แต่อย่างน้อยเราก็น่าจะที่ขอให้เขาเป็นกลาง อย่าไปร่วมมือกับเตียวเมา แต่ถ้าเราแสดงความไม่ไว้ใจเขา เขาย่อมโกรธและตัดสินใจโจมตีเรา

กุยก๋งพบกับซุนฮก เห็นซุนฮกปราศจากความเกรงกลัวเขา จึงคิดว่า Juancheng มีกำลังทหารเพียงพอเป็นการยากที่จะโจมตี จึงยกทัพกลับ

บรรดาหัวเมืองทั้งหลายในมณฑลกุนจิ๋ว พากันสวามิภักดิ์ลิโป้ ยกเว้นเพียงเมือง Juancheng Fan และ Dong’a ทหารที่หนีทัพจากกองทัพลิโป้พูดกันว่า ตันก๋งกำลังยกทัพไปตีเมือง Dong’a ในขณะเดียวกันเขาก็ส่ง Fan Yi ไปยึดเมือง Fan ประชาชนจึงพากันหวาดกลัว

เทียหยกเป็นชาวเมือง Dong’a ซุนฮกบอกเขาว่า ทั้งมณฑลต่างก่อการกบฏ เหลือเพียงสามเมืองที่ยังภักดี ตันก๋งและพวกนำกองทัพที่แข็งแกร่ง ถ้าเราไม่สร้างความมั่นใจให้แก่พวกเขา เจ้าเมืองทั้งสามย่อมเปลี่ยนใจแน่ ประชาชนล้วนหวังพึ่งท่าน จงไปสร้างความมั่นใจให้พวกเขา

ในระหว่างทางไป Dong’a เทียหยกได้ผ่านเมือง Fan เขาได้ถามนายอำเภอ Jin Yun ว่า ข้าได้ข่าวมาว่าลิโป้จับกุมมารดา น้องชาย รวมถึงภรรยาและบุตรของท่าน ในฐานะที่ท่านเป็นลูกกตัญญู ท่านทนได้อย่างไร แต่ราชสำนักกำลังตกอยู่ในภัยพิบัติ เหล่าเจ้าเมืองต่าง ๆ พากันตั้งตัวเป็นใหญ่โจมตีซึ่งกันและกัน คนฉลาดเท่านั้นที่จะตัดสินใจเลือกผู้นำที่เหมาะสมและยุติหายนะของแผ่นดิน คนที่เลือกเจ้านายที่เหมาะสมจะเจริญรุ่งเรือง คนที่ตัดสินใจผิดย่อมพบกับความตาย

เวลานี้ตันก๋งได้ก่อกบฏขึ้น และนำลิโป้มาช่วย หัวเมืองทั้งหมดต่างพากันรับใช้เขา และเป็นไปได้ว่าพวกเขาจะยึดครองทุกอย่าง อย่างไรก็ดี ท่านลองคิดดูว่าลิโป้นั้นเป็นคนเช่นไร

ลิโป้เป็นวีรบุรุษของคนทั่วไป เขาแข็งแกร่ง แต่ไม่ห่วงใยผู้อื่น โหดร้ายและหยิ่งยโส แค่ช่วงสั้น ๆ เท่านั้นที่ตันก๋งและพวกจะเป็นมิตรกับเขา แต่พวกเขาคงไม่มีทางยอมรับลิโป้เป็นนายแน่นอน แม้ว่าลิโป้จะมีกองทัพใหญ่โต แต่ในที่สุด ลิโป้จะไม่เหลืออะไรเลย ในทางตรงกันข้าม คนฉลาดและรอบคอบในการวางแผนอย่างท่านโจโฉ ไหวพริบของท่านไม่เหมือนคนทั่วไป เหมือนกับว่าท่านได้รับพรจากสวรรค์

ถ้าท่านสามารถป้องกันเมือง Fan ในขณะที่ข้าป้องกันเมือง Dong’a ได้ เราจะประสบความสำเร็จเหมือน Tian Dan ท่านจะละทิ้งความภักดีย่อมตามคนชั่วช้าอย่างลิโป้ และนำมารดาและบุตรชายทั้งสองของท่านมาพบกับความตาย ขอท่านได้โปรดพิจารณาอย่างรอบคอบ

Jin Yun ร้องไห้พูดว่า ข้าไม่กล้าที่จะมีสองนาย และประพฤติมิชอบโดยเด็ดขาด Fan Yi ยกทัพมาในเขตเมืองเขาพอดี Jin Yun จึงต้อนรับเขา แต่ได้ซุ่มทหารไว้ สังหาร Fan Yi และกลับเมืองเตรียมกองทัพป้องกันเมือง

(**Xu Zhong วิจารณ์เรื่องนี้ว่า
Jin Yun ไม่ควรมีภาระที่ต้องป้องกัน ด้วยความรู้สึกภักดีต่อโจโฉ ในขณะที่แม่ของเขาและญาติสนิทถูกจับตัวไว้

เมื่อ อ๋องแห่งวุย Kaifang มารับราชการในรัฐฉี และไม่กลับบ้านเลยหลายปี กวนจงคิดว่า ในเมื่อเขาไม่เคยห่วงใยครอบครัวเขาเลย เขาจะภักดีต่อนายของเขาได้อย่างไร ในฐานะขุนนางที่ซื่อสัตย์ เขาไม่ควรที่จะละเลยการแสดงความกตัญญูต่อบิดามารดา Jin Yun ควรจะช่วยเหลือญาติสนิทเขาก่อน

เมื่อมารดาของชีซีถูกโจโฉควบคุมตัวไว้ เล่าปี่จึงส่งตัวเขาขึ้นเหนือ ขุนนางที่ดีมีความซื่อสัตย์ ไม่ควรละทิ้งหน้าที่ลูกที่ดี โจโฉควรที่จะทำเช่นเดียวกัน เขาควรที่จะส่ง Jin Yun ไป**)

เทียหยกยังได้ส่ง กองทหารม้ากองหนึ่งไปรักษาการณ์ที่ทางแยก Cangting เมื่อตันก๋งมาถึงเขาก็ไม่สามารถเดินทัพต่อได้ เทียหยกมาถึง Dong’a Zao Zhi นายอำเภอที่นั่นได้เตรียมกองทัพและป้องกันเมืองอย่างดี เทียหยกจึงสามารถป้องกันเมืองทั้งสามได้

เมื่อโจโฉมาถึง เขากุมมือเทียหยกกล่าวว่า ถ้าไม่เพราะความสามารถของท่าน ข้าคงไม่มีเมืองให้อยู่ โจโฉแต่งตั้งเทียหยกเป็นนายอำเภอ Dongping คุมกองทัพรักษาการณ์ที่เมือง Fan

ลิโป้โจมตี Juancheng แต่ไม่สามารถยึดเมืองได้ เขาจึงกลับไปตั้งค่ายที่ ปักเอี๋ยง โจโฉจึงว่า ลิโป้ยึดทั้งมณฑลได้ในวันเดียว ลิโป้ควรที่จะยึด Dongping และตั้งค่ายรักษาการณ์เส้นทางระหว่าง Kangfu กับ เขาไท้สัน และวางกำลังในเส้นทางและจุดยุทธศาสตร์ต่าง ๆ เพื่อป้องกันข้า แต่เขากลับตั้งค่ายอยู่ท่ ปักเอี๋ยง ข้ารู้แล้วว่าลิโป้ไร้ความสามารถในการทำสงคราม โจโฉจึงนำทัพเข้าโจมตี

ในเดือนที่ห้า กุยกีได้รับแต่งตั้งเป็นแม่ทัพหลัง หวนเตียวเป็นแม่ทัพขวา ทั้งสองมีที่ทำการของตัวเองคล้ายกับขุนนางชั้นสูงทั้งสาม ทั้งหมดรวมเป็นหกที่ทำการ คือของขุนนางชั้นสูงทั้งสามและลิฉุยด้วย ทั้งหมดจัดให้มีการแต่งตั้งและเสนอชื่อผู้ที่จะมาเป็นขุนนางในที่ทำการ

ลิฉุยและพวกต้องการให้ลูกน้องของเขาได้รับการแต่งตั้ง พวกเขาจึงแสดงความต้องการเช่นนั้นให้ขุนนางคนอื่นได้รับรู้ ถ้ามีขุนนางคนไหนคัดค้าน พวกเขาจะแสดงความไม่พอใจ ขุนนางทุกคนหวาดกลัว จึงทำการแต่งตั้งคนที่ถูกเสนอชื่อ โดยเลือกจากคนที่เสนอชื่อจากลิฉุยก่อน กุยกีและหวนเตียวตามลำดับ ทำให้คนที่ขุนนางทั้งสามเสนอชื่อไม่มีผู้ใดได้ตำแหน่งเลย

สี่หัวเมืองตะวันตกของแม่น้ำแยงซีนั้นห่างไกลจากที่ทำการมณฑล เลียงจิ๋ว และทางสัญจรก็ถูกกีดขวางโดยโจรสลัด ราชสำนักจึงให้สี่หัวเมืองจัดตั้งเป็นมณฑลใหม่ ในเดือนที่หก วันที่ 6 กรกฎาคม ทางการแต่งตั้ง Handan Shang ผู้ตรวจการมณฑลเองจิ๋ว ให้เป็นผู้ดูแลพื้นที่ใหม่นี้

วันที่ 7 กรกฎาคม มีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นในเมืองหลวงและอาฟเตอร์ชอคในวันถัดมา (8 กรกฏาคม) วันที่ 4 สิงหาคม มีปรากฏการณ์สุริยะปราคา

ในฤดูใบไม้ร่วง เดือนที่เจ็ด วันที่ 11 สิงหาคม แม่ทัพใหญ่จูฮีถูกปลด วันที่ 17 สิงหาคม เอียวปิวขึ้นครองตำแหน่งแทน

วันที่ 23 สิงหาคม แม่ทัพ Yang Ding ถูกเลื่อนตำแหน่งเป็นแม่ทัพพิทักษ์ความสงบตะวันตก เขาเปิดที่ทำการของตัวเองคล้ายกับขุนนางผู้ใหญ่ทั้งสาม

ไม่มีฝนตกมาติดต่อกันสี่เดือน ทำให้ราคาพืชผลมีราคาแพง (ข้าวสารหนึ่ง Hu ประมาณยี่สิบลิตร ต้องใช้เงินซื้อประมาณครึ่งล้าน) จนเกิดมีเหตุกินเนื้อคนขึ้นในเมืองเตียงอั๋น

ฮ่องเต้มีคำสั่งให้เปิดคลังเสบียงอาหาร มอบหมายให้ Hou Wen แจกจ่ายข้าวสารและถั่วให้กับราษฏรสำหรับทำข้าวต้ม แต่ประชาชนก็ยังอดหยากและล้มตาย ฮ่องเต้สงสัยว่าคำสั่งพระองค์ไม่ได้ถูกทำตาม จึงสั่งให้นำข้าวสารและถั่วมาทดลองทำข้าวต้มต่อหน้าพระองค์ ข้าวสารและถั่วอย่างละหนึ่งเช็ง (หนึ่งเช็งเท่ากับ หนึ่งส่วนร้อย Hu ประมาณหนึ่งในห้าลิตร) สามารถทำข้าวต้มได้สองชาม Hou Wen จึงถูกโบยห้าสิบที โทษฐานความผิดที่ยักยอกเสบียงอาหาร ประชาชนจึงได้การปันส่วนอย่างถูกต้อง

ในเดือนที่แปด เผ่าเกี๋ยงได้บุกเข้ามาปล้นหลายหัวเมือง กุยกี หวนเตียวและพวกนพกองทัพเข้าโจมตีเผ่าเกี๋ยงพ่ายแพ้ไป

ลิโป้ตั้งทหารหนึ่งกองรักษาการณ์ทางตะวันตกของ ปักเอี๋ยง โจโฉนำทัพเข้าโจมตียามค่ำคืน ทำลายกองทหารของลิโป้ ในระหว่างที่ยกทัพกลับ ลิโป้นำทัพมาพอดี ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันตั้งแต่เช้ามืดจนพลบค่ำ แต่ไม่มีผู้ใดได้ชัยชนะ

โจโฉจึงให้ทหารอาสาสมัครเข้าโจมตีทัพลิโป้ โดยมีเตียนอุยเป็นผู้นำทหารเหล่านั้นบุกฝ่าเข้าหาทัพลิโป้ พลธนูของลิโป้ระดมยิงพวกเขาจากทุกทิศทาง ลูกธนูพุ่งมาดั่งห่าฝน
เตียนอุยบอกกับทหารเขาว่า เมื่อศัตรูอยู่ห่างจากเราสิบก้าว ให้รายงานข้า
เหล่าทหารจึงบอกว่า สิบก้าวแล้ว
เตียนอุยบอกต่อว่า ให้บอกข้าเมื่อพวกมันอยู่ห่างห้าก้าว
พวกทหารต่างหวาดกลัวร้องตระโกนว่า พวกมันอยู่ที่นี่แล้ว
เตียนอุยคว้า ขวานด้ามยาวที่มีปลายเป็นหอก ออกจากกำบังแล้วแผดเสียงร้องให้ศัตรูเข้ามาสู้ด้วย ที่ไหนที่เขาฟาดขวานไป ศัตรูไม่สามารถต้านทานได้ กองทัพลิโป้จึงถอยหนีไป

เมื่อตะวันตกดิน โจโฉจึงสามารถถอยทัพกลับได้ เขาแต่งตั้งให้เตียนอุยเป็นแม่ทัพและให้เขาเป็นองครักษ์ประจำตัวเขาพร้อมด้วยอำนาจควบคุมทหารหลายร้อยคนของตัวเอง

ตระกูลเตียนในเมืองปักเอี๋ยง เกิดเปลี่ยนใจกลับไปเข้าข้างโจโฉ โจโฉจึงสามารถเข้าเมืองได้ เขาจุดไฟขึ้นทางประตูตะวันออกเพื่อแสดงความตั้งใจว่าเขาจะไม่ถอยหนี แต่เมื่อสู้รบได้ระยะหนึ่ง ทัพเขาก็พ่ายแพ้ ทหารม้าของลิโป้จับตัวโจโฉได้ แต่ไม่รู้ว่าเขาคือโจโฉ พวกเขาถามว่า โจโฉอยู่ที่ไหน โจโฉจึงตอบว่า ชายผู้อยู่บนหลังม้าสีน้ำตาลแดงที่กำลังหนีไปคือโจโฉ ทหารม้าลิโป้จึงปล่อยโจโฉแล้วไล่ตามชายที่ขี่ม้าสีน้ำตาลแดงไป

โจโฉวิ่งฝ่ากองไฟหลบหนีออกมา เขากลับมาถึงค่าย รีบเร่งให้กำลังใจกองทัพเขา สั่งให้ทหารเตรียมการให้พร้อมสำหรับการโจมตี และสั่งเดินทัพอีกครั้งเข้าโจมตี

โจโฉและลิโป้ต่อสู้กันนานกว่าสามเดือน จนเกิดมีฝูงตั๊กแตนอาละวาดทำให้เกิดภาวะข้าวยากหมากแพง เสบียงอาหารในทัพลิโป้ขาดแคลน ทั้งสองฝ่ายจึงถอยทัพกลับ

ในเดือนที่เก้า โจโฉกลับเมือง Juancheng ลิโป้เดินทัพไป Shengshi แต่ทัพลิโป้พ่ายแพ้ให้แก่ Li Jin ลิโป้จึงมุ่งไปตะวันออกตั้งค่ายที่ Shangyang

ในฤดูหนาวเดือนที่สิบ โจโฉมาถึงเมือง Dong’a

อ้วนเสี้ยวส่งคนมาแนะนำโจโฉว่า เขาควรส่งครอบครัวเขามาพักที่เมืองเงียบกุ๋น โจโฉเพิ่งเสียมณฑลกุนจิ๋ว กองทัพของเขาก็ขาดแคลนเสบียงอาหาร เขาจึงเตรียมที่จะรับข้อเสนอของอ้วนเสี้ยว

เทียหยกพูดกับเขาว่า จริงอยู่ที่ตอนนี้นายท่านกำลังสับสนเพราะตกอยู่ภายใต้แรงกดดัน แต่ท่านจะตัดสินใจอย่างโง่เขลาได้อย่างไร อ้วนเสี้ยววางแผนที่จะยึดครองแผ่นดิน แต่ตัวเขากลับไม่มีความสามารถพอ ท่านจะยอมรับเขาเป็นนายได้อย่างไร นายท่านนั้นองอาจดั่งเช่นมังกรหรือว่าเสือ ท่านพอใจที่จะเป็นเพียง หันซิ่น หรือ Peng Yue ของอ้วนเสี้ยวหรือ

แม้ว่าท่านจะสูญเสียมณฑล กุนจิ๋ว ไป แต่ท่านยังมีสามหัวเมืองอยู่และทหารชั้นดีอีกหมื่นคน ด้วยความสามารถทางการทหารของท่าน และความฉลาดของซุนฮก ข้าและขุนนางคนอื่นก็พร้อมที่จะรวบรวมผู้คนเพื่อท่าน ท่านอาจดำเนินรอยตาม hegemon ได้ ขอได้โปรดไตร่ตรองอีกครั้ง โจโฉจึงเลิกความคิดที่จะรับใช้อ้วนเสี้ยว

ในเดือนที่สิบสอง Chunyu Jia ออกจากตำแหน่ง Zhao Wen ขึ้นครองตำแหน่งซือถู แทน

เมื่อม้าเท้งโจมตีลิฉุย บุตรสองคนของเล่าเอียน เล่าเฉีย และ เล่าตัด ถูกฆ่าทั้งคู่ บังยี่ซึ่งเป็นเพื่อนของเล่าเอียนจึงส่งคนนำหลานของเล่าเอียนไปส่งที่จ๊ก

ในเวลานั้นไฟจากสวรรค์(??)ได้ทำลายเมืองกิมก๊ก เล่าเอียนจึงย้ายที่ว่าการของเขาไปอยู่เฉิงตู แผลมีหนองบนหลังเขาเกิดอักเสบทำให้เขาถึงแก่ความตาย

Zhao Wei และขุนนางผู้ใหญ่คนอื่นของมณฑลรู้ว่า เล่าเจี้ยงมีใจเมตตาและอ่อนโยน พวกเขาจึงร่วมกันแต่งตั้งเล่าเจี้ยงเป็นผู้ตรวจการมณฑลเอ๊กจิ๋ว ราชสำนักแต่งตั้งให้ Hu Mao เป็นผู้ตรวจการ Shen Mi Lou Fa และ กำเหลงลูกน้องของเล่าเจี้ยงก่อการกบฏและโจมตีเขา แต่ไม่ประสบความสำเร็จ พวกเขาจึงหนีไปเกงจิ๋ว มีราชโองการอีกฉบับแต่งตั้งให้เล่าเจี้ยงเป็นผู้ครองมณฑลเอ๊กจิ๋ว

เล่าเจี้ยงแต่งตั้งให้ Zhao Wei เป็นแม่ทัพรักษาความสงบตะวันออก และเขานำทัพโจมตีมณฑลเกงจิ๋วของเล่าเปียวและตั้งค่ายที่ Quren

โตเกี๋ยมผู้ครองมณฑลชีจิ๋วเกิดป่วยหนัก เขาจึงเรียกบิต๊กมาบอกว่า ไม่มีใครสามารถปกครองมณฑลนี้ให้สงบสุขได้นอกจากเล่าปี่ เมื่อโตเกี๋ยมตาย บิต๊กจึงเป็นผู้นำคนทั้งมณฑลไปเชิญเล่าปี่

เล่าปี่ไม่กล้าที่จะรับตำแหน่ง บอกว่าอ้วนสุดนั้นมาอยู่ที่ฉิวฉุน ควรที่จะมอบมณฑลนี้ให้กับเขา

ตันเต๋งจึงพูดว่า อ้วนสุดนั้นหยิ่งยโส ไม่ใช่คนที่จะปกครองบ้านเมืองให้สงบสุขได้ เวลานี้พวกข้าร้องขอให้ท่านรวมทหารแสนคนของมณฑลนี้เพื่อช่วยสนับสนุนตำแหน่งเจ้าเมืองของท่านและนำความสงบมาผู้ประชาชน ท่านยังสามารถใช้กองทัพเพื่อยึดครองดินแดนตามใจท่านหรือใช้เพื่อป้องกันชายแดน เราไม่สามารถยอมรับคำปฏิเสธของท่านได้

ขงหยงนายอำเภอปักไฮบอกกับเล่าปี่ว่าอ้วนสุด เป็นคนที่ใส่ใจบ้านเมืองหรือ อ้วนสุดสามารถลืมชื่อเสียงตระกูลเขาได้หรือไม่ บรรพบุรุษเขาตายจนเป็นกระดูกเหี่ยวแห้งไปนานแล้ว เขายังรบกวนความสงบโดยการนำชื่อเสียงบรรพบุรูษตัวเองมาโอ้อวดเพื่ออ้างว่าฐานะเขาสูงกว่าผู้อื่น สถานการณ์ปัจจุบันนี้ ผู้คนต่างหวังให้ผู้มีความสามารถมาปกครองบ้านเมือง ถ้าท่านปฏิเสธข้อเสนอจากสวรรค์นี้ ไม่ช้าท่านต้องเสียใจ เล่าปี่จึงรับเป็นผู้ครองมณฑลชีจิ๋ว

ก่อนหน้านั้นราชครูม้าหยิดพร้อมเตียวกีได้เดินทางมาฉิวฉุน เตียวกีเป็นผู้ทางคุณธรรมอย่างเคร่งครัด อ้วนสุดเกรงกลัวเขา แต่เมื่อม้าหยิดขอความช่วยเหลือจากอ้วนสุด อ้วนสุดขู่ตะคอกและดูถูกเขา อ้างว่าเขาอยากดูว่าตราตั้งตำแหน่งของ ม้าหยิดเป็นของจริงหรือไม่ อ้วนสุดจึงขอดูและยึดตรานั้นไว้ไม่ยอมคืนให้ และสั่งคนให้ไล่ม้าหยิดออกไป เพื่อที่ม้าหยิดจะได้มอบตำแหน่งที่สูงขึ้นแก่เขา

ม้าหยิดขออนุญาตออกจากเมือง แต่อ้วนสุดกักตัวเขาไว้ไม่ยอมให้จากไป และพยายามบังคับให้ม้าหยิดเป็นลูกน้องของเขา ม้าหยิดละอายใจที่ตราตำแหน่งของตนโดนอ้วนสุดยึดไว้ จึงอาเจียนออกมาเป็นเลือดและเสียชีวิต

ก่อนที่ซุนเกี๋ยนจะเสียชีวิต เขาได้แต่งงานกับผู้หญิงในสกุลง่อใน Qiantang และมีบุตรชายสี่คนคือ ซุนเซ็ก ซุนกวน ซุนเซียง ซุนของและบุตรสาวหนึ่งคน เวลาที่ซุนเกี๋ยนไปออกรบ เขาจะให้ครอบครัวเขาอาศัยที่เมืองฉิวฉุน ในขณะที่ซุนเซ็กย่างเข้าสู่วัยรุ่น เขาได้เป็นเพื่อนกับบุคคลที่มีชื่อเสียงหลายคน

จิวยี่แห่ง Shu ในเมืองโลกั๋ง นั้นอยู่ในวัยเดียวกับซุนเซ็ก จิวยี่เป็นคนหนึ่งที่ผู้คนรู้จักความสามารถตั้งแต่ยังเด็ก เมื่อจิวยี่ได้รู้เกี่ยวกับชื่อเสียงของซุนเซ็ก เขาจึงไปเยี่ยมซุนเซ็ก ทั้งสองกลายเป็นเพื่อนสนิท จิวยี่ชักชวนให้ซุนเซ็กไปอาศัยอยู่ที่ Shu และเมื่อซุนเซ็กไปหาเขา จิวยี่มอบบ้านหลังใหญ่ติดถนนให้เขาพักอาศัย จิวยี่ยังแสดงความเคารพแก่มารดาของซุนเซ็ก เขาทั้งสองมักจะแบ่งปันของทุกสิ่งร่วมกัน

เมื่อซุนเกี๋ยนตาย ซุนเซ็กอายุได้สิบเจ็ดปี เขาเดินทางกลับไปฝังศพซุนเกี๋ยนที่ขยกโอ๋ และข้ามแม่น้ำไปอยู่ที่ Jiangdu สร้างความสัมพันธ์กับผู้มีฝีมือการต่อสู้และตั้งใจที่จะล้างแค้นให้บิดาโดยการฆ่าหองจอ

จิวซิ่นแห่งห้อยแข เจ้าเมืองตันเอี๋ยงนั้นบาดหมางกับอ้วนสุดมาก่อน อ้วนสุดส่งงอเก๋งน้าของซุนเซ็กมายึดตำแหน่งเจ้าเมืองของจิวซิ่น งอเก๋งโจมตีจิวซินยึดเมืองของเขาและแต่งตั้ง ซุนเบนลูกพี่ลูกน้องของซุนเซ็กเป็นแม่ทัพใหญ่ของตันเอี๋ยง

ซุนเซ็กฝากมารดาและน้องชายของเขาให้เตียวเหียนดูแล ส่วนตัวเขามุ่งหน้าไปฉิวฉุนเพื่อพบอ้วนสุด เขาร่ำไห้พูดว่าเมื่อบิดาของข้าจากเมืองเตียงสาเพื่อโจมตีตั๋งโต๊ะ เขาเข้าร่วมกับท่านที่เมืองลำหยงเป็นพันธมิตรและเพื่อนของท่าน แต่โชคร้ายมาเยือนเขาได้จบชีวิตลง โดยที่งานของเขายังไม่บรรลุผลสำเร็จ เมื่อคิดถึงความสัมพันธ์ที่ท่านมีต่อบิดาของข้า ข้าจึงปรารถนาที่จะมอบตัวข้าเข้ารับใช้ท่าน ขอท่านจงได้โปรดรู้ถึงความจริงใจของข้าด้วย

อ้วนสุดประทับใจมาก แต่เขายังไม่เตรียมการที่จะมอบกองทัพของซุนเกี๋ยนให้แก่ซุนเซ็ก เขาจึงบอกว่า ข้าได้แต่งตั้งน้าของเจ้าเป็นเจ้าเมืองตันเอี๋ยงและลูกพี่ลูกน้องเจ้าให้เป็นแม่ทัพเมืองตันเอี๋ยง ที่นั่นเป็นที่ของทหารที่เก่งกาจ จงไปที่นั่นและรวบรวมทัพของเจ้าขึ้นมา

ซุนเซ็กจึงเดินทางไปพร้อมกับลิห้อมและซุนโห ญาติของเขานำมารดาเขาไปอยู่กับครอบครัวของน้าเขาที่ ขยกโอ๋ แล้วเอาทุกอย่างที่อ้วนสุดมอบให้ ซุนเซ็กรวมคนได้สองสามร้อยคน แต่เขาเองถูก Zu Lang โจมตีจนเกือบถูกฆ่าตาย ซุนเซ็กจึงกลับไปหาอ้วนสุดอีกครั้ง

อ้วนสุดจึงมอบทหารของซุนเกี๋ยนหนึ่งพันนายให้แก่เขา และแต่งตั้งให้เขาเป็นขุนพล

ต่อมาทหารม้าของซุนเซ็กทำความผิด เขาจึงหลบหนีไปยังค่ายของอ้วนสุดและซ่อนตัวในโรงม้า ซุนเซ็กส่งคนไปตัดหัวทหารคนนั้น แล้วจึงค่อยไปหาอ้วนสุดเพื่อขอโทษ อ้วนสุดจึงว่าทหารมักจะไม่เชื่อฟังคำสั่งอยู่เสมอ เราทั้งคู่ต่างโกรธที่พวกเขาทำความผิด ไม่จำเป็นที่เจ้าต้องขอโทษ หลังจากเหตุการณ์นั้น เหล่าทหารจึงกลัวและเคารพซุนเซ็ก

อ้วนสุดเคยสัญญาว่าจะแต่งตั้งซุนเซ็กเป็นเจ้าเมืองกิวกั๋ง แต่กลับเปลี่ยนใจไปแต่งตั้งตันกี๋แทน

ต่อมาอ้วนสุดวางแผนโจมตีมณฑลชีจิ๋ว เขาจึงขอเสบียงอาหารจากลกคัง เจ้าเมืองโลกั๋งเป็นจำนวนสามหมื่น Hu ลกคังปฏิเสธ อ้วนสุดโกรธมาก เขาสั่งซุนเซ็กให้โจมตีลกคังและพูดกับเขาว่า ข้าเคยสับสนมาก่อน จึงได้แต่งตั้งตันกี๋เป็นเจ้าเมืองกิวกั๋งไป ข้าเองก็ไม่สบายใจมาตลอด ถ้าเจ้าสามารถปราบลกคังได้ เมืองโลกั๋งจะเป็นของเจ้า ซุนเซ็กโจมตีและจับตัวลกคังได้ แต่อ้วนสุดกลับมอบตำแหน่งเจ้าเมืองให้แก่เล่าต๋งลูกน้องของเขา ทำให้ซุนเซ็กเพิ่มความไม่พอใจ

เล่าอิ้วน้องชายของเล่าต้าย เป็นคนที่มีชื่อเสียง มีราชโองการมาหาเขา แต่งตั้งให้เขาเป็นผู้ตรวจการมณฑลยังจิ๋ว ที่ทำการใหญ่ของมณฑลอยู่ที่ฉิวฉุน แต่อ้วนเสี้ยวยึดเมืองนั้นอยู่ เล่าอิ้วจึงเดินทางไปทางใต้ข้ามแม่น้ำแยงซี ที่นั่นงอเก๋งและซุนเบน ได้ต้อนรับเขาและให้เขาอาศัยอยู่ท่ ขยกโอ๋

เมื่อซุนเซ็กโจมตีโลกั๋ง เล่าอิ้วรู้ข่าวและเพราะงอเก๋งและซุนเบน ก็เป็นคนที่อ้วนสุดแต่งตั้ง เล่าอิ้วจึงกลัวว่า อ้วนสุดและตระกูลซุนจะวางแผนกำจัดเขา เขาจึงบังคับให้งอเก๋งและซุนเบนออกจากเมือง ทั้งสองออกจึงไปตั้งทัพที่ Liyang

เล่าอิ้วส่ง วัวเหล็งและอิปิ มาตั้งค่ายที่ Hengjiang เตียวเอ๋งตั้งค่ายที่ Danglikou

อ้วนสุดแต่งตั้ง Hui Qu เป็นผู้ตรวจการมณฑล ยังจิ๋ว และตั้งให้งอเก๋งเป็นแม่ทัพผู้ควบคุมกองทัพ นำทัพพร้อม ซุนเบน โจมตี เตียวเอ๋งและพวก




 

Create Date : 12 พฤศจิกายน 2548    
Last Update : 1 มิถุนายน 2549 0:39:00 น.
Counter : 322 Pageviews.  

ปี 193 AD

ปี Chuping ที่ 4 193 AD
(19 กุมภาพันธ์ 193 – 8 กุมภาพันธ์ 194)

ในฤดูใบไม้ผลิ เดือนแรก มีปรากฏการณ์สุริยะปราคาเกิดขึ้น
มีการประกาศนิรโทษกรรมจากราชสำนัก

กองทัพโจโฉตั้งค่ายที่ Juancheng อ้วนสุดภายใต้การกดดันจากเล่าเปียว นำทัพเขาไปตั้งค่ายที่ Fengqiu ที่นั้นเขาได้รวมทัพกับโจรภูเขาดำและ ทัพของ Yufuluo จาก ซงหนู โจโฉนำทัพเข้าโจมตีอ้วนสุดพ่ายแพ้และล้อมเมือง Fengqiu อ้วนสุดหนีไป Xiangyi และ Ningling โจโฉตามไล่ตีได้ชัยชนะเรื่อย ๆ จนอ้วนสุดหนีไป จิวเจี๋ยง

Chen Yu คนที่อ้วนสุดแต่งตั้งเป็นผู้ตรวจการมณฑล ยังจิ๋ว ได้ตั้งตัวเป็นศัตรูกับเขา ไม่ยอมให้อ้วนสุดผ่านเมืองไป อ้วนสุดกลับไป Yinling รวบรวมกองทัพจากทางเหนือของ Huai เดินทัพไปโจมตี ฉิวฉุน

Chen Yu กลัวทัพของอ้วนสุดหนีไป แห้ฝือ อ้วนสุดยึดเมืองของเขาและตั้งตัวเองเป็นผู้ครองมณฑล ชีจิ๋ว

ลิฉุยต้องการจะเป็นพันธมิตรกับอ้วนสุด จึงแต่งตั้งให้เขาเป็นแม่ทัพซ้ายและมอบตำแหน่งพระยาแห่ง Yangdi

อ้วนเสี้ยวและเต็งไก๊ คนที่กองซุนจ้านแต่งตั้งให้เป็นผู้ตรวจการมณฑลเฉงจิ๋วได้ต่อสู้กันนานกว่าสองปี ทั้งสองฝ่ายต่างสูญเสียทหารและเสบียงอาหารจำนวนมาก พวกเขาออกปล้นชาวบ้านของอีกฝั่งจนแผ่นดินไม่เหลือแม้หญ้าซักต้น

อ้วนเสี้ยวแต่งตั้งลูกชายเขา อ้วนถำเป็นผู้ตรวจการมณฑลเฉงจิ๋ว เต็งไก๊สู้กับเขาแต่ไม่อาจเอาชนะได้ เมื่อเตียวกีเดินทางมาสร้างความสงบในหัวเมืองตะวันออก กองซุนจ้านจึงยอมรับสัญญาสงบศึกกับอ้วนเสี้ยว ทั้งสองฝ่ายนำทัพกลับเมือง

ในเดือนที่สาม อ้วนเสี้ยวนำทัพอยู่ที่สะพาน Boluo กองทัพในตำบลวุยได้ก่อกบฏขึ้น เข้าร่วมกับกลุ่มโจรของ Poison Yu และกลุ่มโจรภูเขาดำ รวมเป็นทัพหลายหมื่น พวกเขาโจมตีเมืองเงียบกุ๋น และฆ่าเจ้าเมือง อ้วนเสี้ยวจึงต้องนำทัพกลับไปตั้งค่ายที่ Chiqiu

ในหน้าร้อน โจโฉนำทัพเขากลับไป Dingtao

อองลองและ Zhao Yu ได้เสนอต่อโตเกี๋ยม นายของพวกเขาว่า ถ้าท่านต้องการมีอำนาจเหนือกว่าขุนนางคนอื่น วิธีที่ดีที่สุดคือการแสดงความจงรักภักดีต่อราชสำนัก เวลานี้ฮ่องเต้อยู่ที่เมืองหลวงตะวันตก ท่านควรที่จะส่งคนไปส่งบรรณาการ

โตเกี๋ยมจึงส่ง Zhao Yu นำสารไปเมืองเตียงอั๋นเพื่อส่งบรรณาการ จึงมีราชโองการแต่งตั้งให้โตเกี๋ยมเป็นเจ้ามณฑล ชีจิ๋ว ตำแหน่งแม่ทัพผู้รักษาความสงบทิศตะวันออก พร้อมตำแหน่งพระยา โตเกี๋ยมจึงแต่งตั้งให้ Zhao Yu เป็นเจ้าเมืองกองเหลง และอองลองเป็นเจ้าเมืองห้อยแข

ในเวลานั้นประชาชนในมณฑลชีจิ๋วมีชีวิตอยู่อย่างสบาย พืชผลอุดมสมบูรณ์ ผู้คนมากมายจึงอพยพมาที่นี่ แต่เมื่อโตเกี๋ยมเริ่มไว้ใจในขุนนางชั่วร้าย แต่งตั้งพวกเขาให้อยู่ใกล้ชิด ในขณะที่ตั้งขุนนางที่ดีไว้ไกล้ตัว การบริหารบ้านเมืองก็เริ่มเลวร้าย ทั่วมณฑลต่างวุ่นวาย

เขาเฉียวจากบ้านเกิดตัวเองในยีหลำมาท่ กองเหลง โตเกี๋ยมต้อนรับเขาอย่างดี แต่เขาเฉียวพูดกับลูกน้องของเขาว่า ท่านโตเกี๋ยมนิยมชมชอบในความสามารถของข้า แต่เขาไม่ใช่คนที่จะเป็นใหญ่ได้ แม้ว่าเวลานี้เขาจะเลี้ยงดูข้าเป็นอย่างดี แต่เขาคงไม่ใจดีเช่นนี้ตลอดไป เขาเฉียวจึงจากโตเกี๋ยมมา หลังจากนั้นโตเกี๋ยมจับคนที่อพยพมาอยู่ที่มณฑลของเขา ผู้คนจึงพากันยกย่องการมองเหตุการณ์ล่วงหน้าของเขาเฉียว

ในเดือนหก มีฝนและลูกเห็บตกหนักมาก ใน Fufeng และเกิดแผ่นดินถล่มที่ภูเขา Hua

แม่ทัพใหญ่ Zhou Zhong ถูกปลด จูฮีได้ครองตำแหน่งแทนพร้อมอำนาจควบคุมราชเลขาธิการ

Que Xuan ได้รวบรวมคนหลายพันคน แต่งตั้งตัวเองเป็นฮ่องเต้ โตเกี๋ยมนำทัพโจมตีและฆ่าเขา

มีฝนตกหนักทั้งวันและคืนยี่สิบกว่าวัน ก่อให้เกิดน้ำท่วมทำลายบ้านเมืองราษฎร

อ้วนเสี้ยวนำทัพมาที่เนินเขา Luchang ใน Chaoge เขาโจมตีหัวหน้าโจร Poison Yu ล้อมเขาไว้กว่าห้าวัน จนได้ชัยชนะในที่สุด เขาตัดหัว Poison Yu และได้เชลยศึกหมื่นกว่าคน

หลังจากนั้นอ้วนเสี้ยวนำทัพขึ้นเหนือผ่านเทือกเขา เขาโจมตี โจร Zuo ผู้มีเครายาวกว่าแปดสิบฟุต สังหารเขาและลูกน้องทั้งหมด เขายังโจมตีก๊กโจรอื่น ๆ ก๊ก Liu Shi, Green Ox-Horn, Yellow Dragon, Enclosure on the left, Great Virtue Guo, Big Eyes Li และ Yu Digen สังหารโจรหลายหมื่นและทำลายค่ายโจร

อ้วนเสี้ยวนำทัพไปโจมตี ก๊กโจรภูเขาดำของ เตียวเอี๋ยน ที่รวมกำลังกับเผ่าสี่เผ่าของซงหนู และกำลังของเผ่าวูฮวนแห่ง Yanmen เตียวเอี๋ยน มีทหารสองสามหมื่นคนและทหารม้าหลายพันคน อ้วนเสี้ยวและลิโป้โจมตีเตียวเอี๋ยนพร้อมกัน การสู้รบนานกว่าสิบวัน ทหารของเตียวเอี๋ยนทั้งหมดถ้าไม่ถูกฆ่าตาย ก็ได้รับบาดเจ็บ แต่ทัพของอ้วนเสี้ยวก็เหนื่อยล้าจากการต่อสู้ ทั้งสองฝ่ายจึงถอยทัพ

ทหารของลิโป้ส่วนใหญ่โหดร้าย อ้วนเสี้ยวเองก็วิตกเรื่องนี้ เมื่อลิโป้ขออนุญาตเขากลับไปเมืองลกเอี๋ยง อ้วนเสี้ยงจึงแต่งตั้งเขาเป็นขุนพลและส่งองครักษ์มือดีไปป้องกันเขา แต่ในทางลับ ๆ อ้วนเสี้ยววางแผนให้คนของเขาลอบฆ่าลิโป้

คืนนั้น ลิโป้เรียกคนเข้าไปดีดพิณในกระโจมของเขา แต่เขากลับแอบซุ่มอยู่ภายนอก ในยามค่ำคืน บรรดาองครักษ์ที่อ้วนเสี้ยวส่งมา เข้าไปในกระโจมและทำลายข้าวของทุกอย่างแต่ไม่พบตัวลิโป้ วันต่อมาเมื่ออ้วนเสี้ยวได้รู้ว่าแผนฆ่าลิโป้ล้มเหลว เขาจึงหวาดกลัวว่าลิโป้จะยกทัพมาทำลายจึงนำทัพกลับเมืองเตรียมการป้องกัน

ลิโป้นำทัพของเขากลับไปหาเตียวเอี๋ยงที่โห้ลาย

โจโก๋อดีตแม่ทัพใหญ่ พ่อของโจโฉได้อพยพมาอยู่ที่ฮองหลิม โจโฉจึงสั่งให้เองเตียวเจ้าเมือง Taishan ต้อนรับเขา

ขบวนคาราวานของโจโก๋ใช้เกวียนกว่าร้อยคัน โตเกี๋ยมซึ่งรักษาการณ์อยู่ที่ Ying Ping เมื่อทหารของเขาเห็นขบวนคาราวานต่างก็นึกอยากได้สมบัติ กองทัพโตเกี๋ยมเข้าโจมตีคาราวานของโจโก๋ ระหว่าง Hua และ Fei สังหารโจโก๋ รวมถึงลูกชายของเขา โจเต็ก

ในฤดูใบไม้ร่วง โจโฉนำทหารโจมตีโตเกี๋ยม โจมตีเมืองสิบเมือง และยกทัพมาถึง Pengcheng ได้ปะทะกับทัพของโตเกี๋ยมเป็นสงครามขนาดใหญ่ โตเกี๋ยมพ่านแพ้และต้องอพยพหนีไปอยู่ที่ Tan

ก่อนหน้านั้น เตียงอั๋นและลกเอี๋ยงเดือดร้อนจากการปกครองของตั๋งโต๊ะ ชาวบ้านจึงพากันอพยพไปอยู่ทางตะวันออก ผู้คนมากมายอพยพมาอยู่ที่มณฑล ชีจิ๋ว เมื่อโจโฉมาถึง เขาจับกุมผู้คนและสังหารชาวบ้านไม่ว่าชายหญิงหลายแสนคน ทิ้งศพตามแม่น้ำ Si จำนวนศพมากมายจนน้ำในแม่น้ำไม่อาจไหลได้

โจโฉไม่สามารถตีเมือง Tan ได้ แต่เขาได้โจมตีเมือง Qulu Suiling และ Xiaqiu สังหารผู้คนทั้งหมดในเมือง ปล้นสะดมทุกอย่าง ทำให้เมืองทั้งหมดกลายเป็นเมืองร้าง

ในฤดูหนาวเดือนที่สิบ มีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นในเมืองหลวง และมีปรากฏการณ์ดาวหางปรากฏในเดือนนี้
เอียวปิว ถูกปลดจากตำแหน่งซือคง Zhao Wen ได้ครองตำแหน่งแทนรวมถึงอำนาจควบคุมราชเลขาธิการ

เล่าง้อและกองซุนจ้านเริ่มไม่ลงรอยกัน กองซุนจ้านโจมตีอ้วนเสี้ยวอยู่บ่อยครั้ง แม้ว่าเล่าง้อจะไม่อนุญาตแต่ไม่สามารถควบคุมกองซุนจ้านได้ เล่าง้อจึงลดเสบียงอาหารที่ส่งให้กองซุนจ้าน

กองซุนจ้านโกรธ เขาจึงไม่เชื่อฟังคำสั่งเล่าง้อและออกปล้นชาวบ้าน เล่าง้อไม่สามารถควบคุมกองซุนจ้านได้ เขาจึงส่งคนไปรายงานต่อราชสำนัก รายงานความผิดการปล้นชาวบ้านอย่างโหดร้ายของกองซุนจ้าน กองซุนจ้านก็ได้ส่งคนไปรายงานว่าเล่าง้อส่งเสบียงอาหารให้เขาไม่เพียงพอ พลนำสารทั้งสองยื่นเรื่องกล่าวหาซึ่งกันและกัน ทางการจึงทำเพียงประนีประนอมทั้งสองฝ่าย ตอบสารของทั้งสองและไม่มีการตัดสินโทษอันใด

กองซุนจ้านได้สร้างป้อมขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมือง Ji และย้ายผู้คนของเขาไปอยู่ที่นั่น เล่าง้อได้เรียกให้เขามาพบหลายครั้ง แต่กองซุนจ้านอ้างว่าเขาไม่สบายไม่สามารถมาพบได้ เล่าง้อจึงสงสัยว่าเขาคิดที่จะก่อการกบฏ จึงรวบรวมทหารในมณฑลของเขาจำนวนกว่าแสนคนเข้าโจมตีกองซุนจ้าน ทหารของกองซุนจ้านพากันหลบหนีจากกองทัพอย่างชุลมุนที่ประตูเมือง จำทำให้ทหารบางคนถึงกับพยายามทุบกำแพงเมืองเพื่อเปิดทางหนี

ทหารที่เล่าง้อเกณฑ์มานั้นไม่เคยฝึกการสู้รบและเล่าง้อเองก็บริหารกองทัพไม่ดีนัก เล่าง้อเองยังรักราษฎรดังนั้น เขาจึงสั่งทหารห้ามทำร้ายผู้คน เขาสั่งกับแม่ทัพเขาว่าห้ามทำร้ายชาวบ้าน เราต้องการเพียงฆ่ากองซุนจ้านคนเดียว พวกเขาเข้าล้อมป้อมปราการของกองซุนจ้านแต่ไม่โจมตี

กองซุนจ้านเลือกทหารของเขาหลายร้อยคน อาศัยการอยู่เหนือลม จุดไฟขึ้นและนำทหารเข้าโจมตี กองทัพเล่าง้อถูกโจมตีแตกพ่ายไป เล่าง้อพาครอบครัวและขุนนางหนีขึ้นเหนือไปเมือง Juyong

กองซุนจ้านตามไล่ตีทัพเล่าง้อ ภายในสามวันเขาก็ยึดเมืองได้ เขาจับตัวเล่าง้อและครอบครัวได้ พาพวกเขากลับไปที่เมือง Ji ให้เขาดำรงตำแหน่งควบคุมการบริหารมณฑลแต่เพียงในนาม

ในเวลานั้น ทางการส่ง Duan Xun มาแต่งตั้งให้เล่าง้อมีศักดินาสูงกว่าเดิม มีอำนาจควบคุมหกมณฑล กองซุนจ้านถูกแต่งตั้งเป็นแม่ทัพกองหน้าและพระยาแห่ง Yi แต่กองซุนจ้านใส่ร้ายซุนหงีว่าสมคบคิดกับอ้วนเสี้ยวคิดตั้งตัวเป็นฮ่องเต้ กองซุนจ้านบังคับให้ Duan Xun สั่งให้ประหารเล่าง้อและครอบครัวในตลาดของเมือง Ji

Sun Jin อดีตนายอำเภอ Changshan พร้อม Zhang Yi และ Zhang Zan ได้ไปหาเล่าง้อ ทั้งหมดสาปแช่งด่าทอกองซุนจ้าน จนพวกเขาถูกสังหารพร้อมกับเล่าง้อ

กองซุนจ้านส่งศรีษะของเล่าง้อไปเมืองหลวง แต่ Wei Dun อดีตลูกน้องเล่าง้อชิงศรีษะนั้นระหว่างทางและนำไปฝัง

ด้วยคุณงามความดีของเล่าง้อ ชาวบ้านทุกคนต่างรักและเคารพในตัวเขา ผู้คนในหลายมณฑลทางเหนือต่างพากันเศร้าโศกเสียใจในการตายของเขา

ก่อนหน้านั้น เล่าง้อต้องการส่งพลนำสารไปเตียงอั๋น แต่เขาตัดสินใจเลือกใช้คนไม่ได้ ทุกคนจึงบอกว่าเตียนติ๋วแห่ง Youbeiping อายุเพียง 22 ปี แต่เป็นบุคคลที่มีความสามารถยิ่งนัก เล่าง้อจึงส่งเทียบเชิญขอร้องให้เขามารับใช้

เล่าง้อยังได้เตรียมรถม้าและทหารม้าเพื่ออารักขาเขา แต่ เตียนติ๋ว บอกว่า เส้นทางไปเตียงอั๋นถูกปิดกั้น โจรผู้ร้ายก็มีอยู่ทุกแห่ง ถ้าท่านต่างตั้งข้าอย่างเป็นทางการ ผู้คนก็จะรู้ว่าข้าเป็นคนของท่าน ข้าต้องการไปเพียงลำพัง ถ้าโชคดี ข้าคงสามารถเดินทางไปวังหลวงเพื่อส่งสารให้ท่านได้ เล่าง้อเห็นด้วยและอนุญาต

เตียนติ๋ว นำคนรับใช้ในตระกูล ยี่สิบคนขี่ม้าเดินทางไปทางตะวันตก ข้ามพรมแดนไปทางเทือกเขาทางเหนือและมุ่งตรงไป Shuofang จากที่นั่น พวกเขาเดินทางข้างถนนใหญ่ไปจนถึงเตียงอั๋นและส่งสารได้สำเร็จ

ราชสำนักแต่งตั้งให้ เตียนติ๋ว เป็นแม่ทัพทหารม้า ในตอนนั้นแผ่นดินเต็มไปด้วยชาวบ้านเร่ร่อนและไม่มีความปลอดภัย เตียนติ๋ว รู้สึกว่า นี่ไม่ใช่ช่วงเวลาที่จะรับรางวัลและตำแหน่ง เขาไม่สามารถรับยศที่ทางการแต่งตั้งให้ได้ เขาจึงปฏิเสธและรีบนำสารกลับไปหาเล่าง้อ แต่เล่าง้อถูกฆ่าตายก่อนที่เขาจะกลับ

เตียนติ๋ว เดินทางไปหลุมศพของเล่าง้อ แสดงหนังสือจากทางการว่าเล่าง้อไม่มีความผิด ร้องไห้และจากไป

กองซุนจ้านโกรธมาก เขาเสนอรางวัลนำจับ เตียนติ๋ว เมื่อจับตัวได้ กองซุนจ้านถามเขาว่า ทำไมเจ้าถึงไม่ส่งสารนั้นมาให้ข้า

เตียนติ๋ว ว่า ราชสำนักฮั่นอยู่ในช่วงล่มสลาย ผู้ครองเมืองต่างคิดตั้งตัวเป็นใหญ่ ท่านเล่าง้อเป็นเจ้าเมืองเพียงคนเดียวที่ยังคงจงรักภักดีและรักษาคุณธรรม สารที่ข้านำมาไม่ได้สรรเสริญตัวท่าน และข้ากลัวว่าท่านจะไม่พอใจที่จะฟังมัน ดังนั้น ข้าจึงไม่มอบมันแก่ท่าน ยิ่งกว่านั้น ท่านยังฆ่าผู้บริสุทธิ์อย่างท่านเล่าง้อ ท่านถือเป็นศัตรูของคนอย่างข้า ช้าเสียใจที่จะบอกท่านว่า ชาวบ้านในเขต Yan และ Zhao ต่างพอใจที่จะจมน้ำตายในทะเลตะวันออก ดีกว่ารับใช้ท่าน กองซุนจ้านปล่อยตัว เตียนติ๋ว ไป

เตียนติ๋ว กลับขึ้นเหนือไป Wuzhong เขารวบรวมผู้คนของเขาหลายร้อยคนและคนอื่นที่มาหาเขา พวกเขาสาบานกันว่า จนกว่าศัตรูราชสำนักจะหมดไป พวกเขาจะไม่ยุ่งเกียวกับโลกภายนอก พวกเขาเดินทางไป เขา Xuwu ตั้งค่ายขึ้นบนที่ราบบางช่วงของภูเขาและอาศัยอยู่ที่นั้น เตียนติ๋ว ทำการเพาะปลูกด้วยตนเองเลี้ยงดูบิดามารดา ชาวบ้านต่างพากันมาอยู่กับเขามากขึ้น หลายปีผ่านไป ก็มีชาวบ้านกว่าห้าพันครอบครัวอาศัยอยู่กับเขา

เตียนติ๋ว พูดกับผู้เฒ่าหลายคนว่า เวลานี้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ที่นี่มีจำนวนมากเท่ากับเมือง ๆ หนึ่ง แต่เมืองนี้ไม่มีผู้นำและไม่มีกฏหมายควบคุมบังคับ ข้าเกรงว่านี่ไม่ใช่วิธีที่เราจะอยู่อย่างสันติ มีแต่คนโง่เท่านั้นที่คิดว่ามันเป็นไปได้ ข้ามีแผนสำหรับเรื่องนี้ ขอเพียงความร่วมมือจากพวกท่าน ผู้เฒ่าทุกคนเห็นด้วยให้เขาทำการได้

ดังนั้น เตียนติ๋ว จึงประกาศกฏหมายของเขา คนที่ฆ่าหรือทำร้ายผู้อื่น คนที่ปล้นและคนที่ทะเลาะกัน จะถูกตัดสินตามความรุนแรงของความผิดที่พวกเขาทำ การลงโทษที่รุนแรงที่สุดคือการประหาร และบทลงโทษอีกยี่สิบมาตรา เขายังคิดพิธีการสำหรับการแต่งงานและเปิดสอนชั้นเรียนในโรงเรียน

เตียนติ๋ว ประกาศกฏหมายนี้แก่ชาวบ้านของเขา ทั้งหมดทำตามโดยดี ในที่สุดการปกครองก็เป็นไปด้วยดี แม้แต่สิ่งของที่ตกตามถนนก็ถูกทิ้งไว้ (เพื่อที่เจ้าของที่ทำตกจะได้มาเก็บไป) ผู้คนในตอนเหนือเชื่อมั่นในเขาและมอบหมายให้เขามีอำนาจจัดการ เมือง Wuhuan และ Xianbi ก็ส่งคนนำสารมาเสนอเสบียงอาหาร เตียนติ๋ว ก็ต้อนรับเขาอย่างดี พร้อมสั่งให้เขาอย่ามาบุกรุกชายแดน

ในเดือนสิบสอง มีแผ่นดินไหวเกิดขึ้น Zhao Wen ถูกปลดจากตำแหน่งซือคง Zhang Xi ถูกแต่งตั้งเป็นซือคงแทน (Minister of Works)




 

Create Date : 11 พฤศจิกายน 2548    
Last Update : 1 มิถุนายน 2549 0:23:38 น.
Counter : 232 Pageviews.  

ปี 192 AD

ปี Chuping ที่ 3 : 192 AD
(1 กุมภาพันธ์ 192 – 18 กุมภาพันธ์ 193)

ในฤดูใบไม้ผลิ เดือนแรก มีการประกาศนิรโทษกรรมจากราชสำนัก

ตั๋งโต๊ะส่งงิวฮูนำทัพไปตั้งค่ายที่ซาน งิวฮูแบ่งทัพของเขาให้ ลิฉุย กุยกีและเตียวเจ คุมทัพคนละหลายหมื่นเข้าโจมตีจูฮีที่จงพวน และเอาชนะจูฮีที่นั่น พวกเขาออกปล้นชาวบ้านตามตำบลต่าง ๆ ของเมืองตันหลิวและเองชง ที่ที่พวกเขาเดินทัพผ่านไป ชาวบ้านถูกเข่นฆ่าและจับเป็นนักโทษ โดยไม่เหลือทรัพย์สมบัติมีค่าทิ้งไว้

ก่อนหน้านั้นซุนจู(บัณฑิตที่มีชื่อเสียงของราชวงศ์ฮั่นสมัยก่อน) มีหลานชื่อซุนฮก ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังจากความสามารถของเขาตั้งแต่ยังเด็ก โหหยองได้พบเขาและประทับใจในความสามารถของเขามากถึงกับพูดว่า "นี่คืออัจฉริยะผู้เกิดมาช่วยเหลือท่านอ๋อง"

เมื่อราชสำนักเกิดความวุ่นวาย ซุนฮกได้พูดกับผู้เฒ่าของเมืองว่า "เองชงเป็นเมืองที่อาจถูกโจมตีได้จากทุกทิศทาง เราควรจะหลบหนีไปก่อนที่เมืองจะถูกโจมตี" แต่ผู้คนมากมายมีความรักในถิ่นกำเนิดจึงปฏิเสธที่จะละทิ้งถิ่นฐาน ดังนั้นซุนฮกจึงนำครอบครัวของเขาหนีมาเพียงลำพังและไปรับใช้ฮันฮก

ในเวลานั้นอ้วนเสี้ยวได้ครองตำแหน่งของฮันฮก เขาปฏิบัติต่อซุนฮกดังเช่นแขกผู้มีเกียรติ แต่ซุนฮกรู้สึกว่าอ้วนเสี้ยวไม่มีความสามารถที่จะกอบกู้ราชสำนักได้

เมื่อเขาได้ยินข่าวของโจโฉว่าเป็นคนกล้าหาญและเฉลียวฉลาด ดังนั้นจึงตีจากอ้วนเสี้ยวและไปรับใช้โจโฉ เมื่อโจโฉได้พูดคุยกับซุนฮก เขาถึงกับกล่าวว่า "ท่านคือจือฝาน(ชื่อรองของเตียวเหลียง ไจเสี่ยงของฮ่องเต้ฮั่นโกโจ)ของข้า" เขาแต่งตั้งให้ซุนฮกเป็นแม่ทัพคนหนึ่งของเขา

ชาวบ้านหลายคนในหมู่บ้านเดียวกับซุนฮกที่เลือกที่จะอยู่ในบ้านเกิด ไม่ยอมอพยพต่างถูกฆ่าตายโดยลิฉุยและกุยกี

อ้วนเสี้ยวได้สั่งการให้โจมตีกองซุนจ้าน พวกเขาต่อสู้กันห่างจากสะพานจีเกี้ยว(สะพานศิลา)20 ลี้ กองซุนจ้านนำทหารสามหมื่นคนเข้าโจมตี ทหารของกองซุนจ้านล้วนแต่เป็นทหารที่ผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี อ้วนเสี้ยวส่งจ๊กยี่นำทหารแปดพันคนเข้าต่อสู้ พร้อมด้วยพลธนูอีกพันคนคอยยิงสนับสนุนจากอีกฝั่ง กองซุนจ้านเห็นทหารของจ๊กยี่มีจำนวนน้อย จึงสั่งให้ทหารม้าพุ่งเข้าโจมตี ทหารของจ๊กยี่หลบอยู่หลังโล่พวกเขาไม่เคลื่อนที่ จนทหารกองซุนจ้านเข้าใกล้มาในระยะสิบยี่สิบหลา จ๊กยี่สั่งทหารให้กระโดดขึ้นพร้อมกันและตระโกนพร้อมกัน เสียงดังกึกก้อง ทำให้ทัพม้าของกองซุนจ้านตกใจ และจ๊กยี่สามารถเอาชนะทัพกองซุนจ้านได้ในที่สุด

จ๊กยี่ตัดหัวยำก๋งที่กองซุนจ้านแต่งตั้งเป็นผู้ตรวจการมณฑลอิจิ๋ว และฆ่าทหารกองซุนจ้านกว่าพันคน ทัพอ้วนเสี้ยวบุกคืบหน้าไปยังสะพานจีเกี้ยว กองซุนจ้านรวบรวมทัพที่พ่ายแพ้เข้าสู้อีกครั้ง แต่จ๊กยี่ก็เอาชนะได้อีกครา พวกเขาบุกมาถึงค่ายของกองซุนจ้าน ยึดธงประจำตัวของกองซุนจ้าน จนทัพที่เหลือของกองซุนจ้านต้องหลบหนีไป

ก่อนหน้านั้น เล่าต้ายผู้ตรวจการมณฑลกุนจิ๋ว มีสัมพันธ์อันดีกับอ้วนเสี้ยวและกองซุนจ้าน อ้วนเสี้ยวเคยส่งภรรยาและบุตรชายของตนไปพักอยู่กับเล่าต้าย และกองซุนจ้านเคยส่งแม่ทัพหวนหองนำทหารม้าไปช่วยเหลือเขา หลังจากที่กองซุนจ้านโจมตีและเอาชนะทัพอ้วนเสี้ยว กองซุนจ้านบอกให้เล่าต้ายส่งภรรยาและบุตรชายอ้วนเสี้ยวกลับบ้าน เขาสั่งกับหวนหองว่า "ถ้าเล่าต้ายไม่ส่งครอบครัวของอ้วนเสี้ยวกลับ ให้นำทหารม้ากลับมาทันที ข้าจะเปิดศึกกับอ้วนเสี้ยวและส่งทัพไปโจมตีเล่าต้าย"

เล่าต้ายหารือเรื่องนี้กับขุนนางของเขา หลายวันผ่านไปเขาก็ยังไม่ได้ตัดสินใจ พวกเขารู้มาว่า เทียหยกแห่งตองกุ๋นนั้นเป็นคนเฉลียวฉลาดในการวางแผน พวกเขาจึงเรียกเทียหยกเพื่อขอคำแนะนำ เทียหยกว่า "ถ้าท่านยอมเป็นพันธมิตรกับอ้วนเสี้ยวผู้ซึ่งครองเมืองติดกับท่าน ดีกว่าจะขอความช่วยเหลือจากกองซุนจ้านที่มีฐานกำลังไกลจากเมืองท่าน เหมือนกับการขอความช่วยเหลือจากคนในเมืองเย่ว์ ในขณะที่ลูกชายท่านกำลังจมน้ำ(คนในดินแดนเย่ว์ เป็นคนที่ว่ายน้ำได้คล่องแคล่วเพราะอาศัยทางตอนใต้ของเมืองจีนซึ่งติดกับแม่น้ำ แต่การรอความช่วยเหลือที่ห่ายไกลในขณะเผชิญอันตรายเฉพาะหน้าไร้ประโยชน์) กองซุนจ้านไม่อาจเทียบได้กับอ้วนเสี้ยว แม้ว่าเขาจะสามารถเอาชนะทัพอ้วนเสี้ยวได้ครั้งหนึ่ง แต่ในที่สุดอ้วนเสี้ยวต้องเป็นฝ่ายมีชัย"

เล่าต้ายทำตามคำแนะนำของเขา หวนหองจึงนำทหารกลับ แต่ก่อนที่เขาจะกลับไปหากองซุนจ้าน กองซุนจ้านก็พ่ายแพ้แก่อ้วนเสี้ยว

โจโฉตั้งค่ายอยู่ที่ Dunqui เมื่อ Poison Yu และโจรภูเขาคนอื่นโจมตีตองงอเอี๋ยง โจโฉนำทัพเขามุ่งสู่ตะวันตกเข้าโจมตีค่ายของ Poison แต่ลูกน้องของโจโฉต่างแย้งว่าเขาควรจะไปยึด ตองงอเอี๋ยง คืนก่อน แต่โจโฉว่า "ถ้าข้าศึกรู้ว่าข้ามุ่งหน้าไปตะวันตกไม่ได้กลับไป พวกเขาก็จะออกจากงอเอี๋ยงเอง ถ้าพวกมันไม่กลับ ข้าก็จะทำลายฐานที่มั่นของพวกมัน ทีนี้พวกโจรก็ไม่สามารถที่จะยึดงอเอี๋ยงได้ต่อไป" เขาจึงเดินทัพต่อ เมื่อ Poison Yu ได้รู้ข่าวก็ละทิ้งตองงอเอี๋ยงถอยทัพกลับทันที

หลังจากนั้นโจโฉก็โจมตี Sui Gu และ Yufuluo ที่ Neihuang และเอาชนะทัพพวกเขา

ตั๋งโต๊ะแต่งตั้งน้องชายของเขาตั๋งห้องเป็นแม่ทัพซ้าย และหลานชายเขาตั๋งหวังเป็นขุนพลของกองทัพกลาง ทั้งสองคนควบคุมกิจการทหารทั้งหมด

ทุกคนในตระกูลตั๋งหรือคนที่เป็นญาติได้รับแต่งตั้งเป็นขุนนาง ลูกชายของตั๋งโต๊ะทุกคนได้รับตำแหน่งพระยา ไม่ว่าจะเป็นลูกที่เกิดจากภรรยาน้อยหรือคนใช้ รถม้าของตั๋งโต๊ะนั้นตกแต่งเหมือนดั่งรถของฮ่องเต้

ตั๋งโต๊ะประชุมขุนนางทั้งสามระดับ ขุนนางตั้งแต่ระดับอาลักษณ์ และระดับต่ำลงมา ต้องมารายงานที่ทำการของตั๋งโต๊ะและรับคำสั่ง (ทั้งสามระดับประกอบด้วย ขุนนางระดับอาลักษณ์(ราชเลขาธิการ)
ขุนนางท้องพระโรง(ขุนนางที่มีหน้าที่ดูแลประกาศต่าง ๆ)และ
ขุนนางที่หน้าที่แต่งตั้งตำแหน่งต่าง ๆ
การเรียกประชุมและออกคำสั่งขุนนางสามระดับเป็นอำนาจของฮ่องเต้ หมายถึงตั๋งโต๊ะใช้ละเมิดอำนาจฮ่องเต้เรียกประชุมขุนนางตามใจชอบ

ตั๋งโต๊ะยังสร้างป้อมปราการที่ Mei สูงและกว้างเจ็ดสิบฟุต ภายในเก็บเสบียงอาหารสำหรับอยู่ได้ถึงสามสิบปี ตั๋งโต๊ะพูดว่า ถ้าสิ่งต่าง ๆ เป็นไปด้วยดี ข้าจะกลายเป็นผู้นำราชสำนัก แต่ถ้าข้าล้มเหลว ข้ายังสามารถอยู่อย่างสบายจนแก่เฒ่า

ตั๋งโต๊ะลงโทษผู้คนโดยไม่ปราณี ถ้าขุนนางคนใดทำผิด ตั๋งโต๊ะจะฆ่าคนผู้นั้นในทันที เหล่าขุนนางต่างรู้สึกว่าชีวิตตัวเองไม่ปลอดภัย อ๋องอุ้น อุยอ๋วน ซุนซุย และเอียวซานจึงร่วมกันวางแผนอย่างลับ ๆ เพื่อฆ่าตั๋งโต๊ะ

ลิโป้แม่ทัพที่เก่งกาจในเรื่องธนู การขี่ม้า มีชื่อว่าแข็งแรงกว่าคนทั่วไป ตั๋งโต๊ะนั้นปกครองคนอย่างโหดร้าย เขาจึงรู้ตัวดีว่าผู้คนต่างโกรธแค้นตัวเขา ดังนั้นเขาจึงให้ลิโป้ติดสอยห้อยตามเขาไปทุกที่ ทำหน้าที่เป็นองครักษ์ ตั๋งโต๊ะรักและเชื่อใจในตัวลิโป้มาก พวกเขายังเป็นบิดาและบุตรร่วมสาบาน

แต่ตั๋งโต๊ะนั้นเป็นคนดื้อดึงและเผด็จการ ครั้งหนึ่งลิโป้มีเรื่องไม่เห็นด้วยกับเขาเพียงเล็กน้อย ตั๋งโต๊ะคว้าเอาขวานสั้นขว้างใส่ลิโป้ ลิโป้หลบด้วยความว่องไวแล้วเปลี่ยนน้ำเสียงพร้อมขอโทษตั๋งโต๊ะ ตั๋งโต๊ะจึงหายโกรธ แต่ลิโป้นั้นเกิดความไม่พอใจในตัวตั๋งโต๊ะ

นอกจากตั๋งโต๊ะใช้ให้ลิโป้ไปเฝ้าประตูวังหลวง แต่ลิโป้กลับใช้โอกาสนั้นไปเกี้ยวพาราสีหญิงรับใช้ ทำให้ลิโป้กลัวว่าตัวเองจะมีความผิดถ้าตั๋งโต๊ะรู้เรื่องเข้า

อ๋องอุ้นนั้นมีความสัมพันธ์อันดีกับลิโป้ เมื่อลิโป้เล่าให้ฟังว่าตั๋งโต๊ะเกือบจะฆ่าเขา อ๋องอุ้นจึงบอกแผนการต่อต้านตั๊งโต๊ะ และขอร้องให้เขาร่วมแผนการนี้ด้วย

"แต่ข้ากับตั๋งโต๊ะเป็นเหมือนพ่อลูกกัน" ลิโป้ตอบ

"ท่านเองใช้แซ่ลิ" อ๋องอุ้นว่า "และตั๋งโต๊ะเองก็ไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับท่าน เวลานี้ท่านเองก็อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงว่าจะถูกตั๋งโต๊ะฆ่าตาย ท่านยังจะพูดถึงเรื่องพ่อลูกได้อีก เมื่อตอนที่ตั๋งโต๊ะขว้างขวานใส่ท่าน ความเป็นพ่อลูกกันหายไปอยู่ที่ไหน" ลิโป้เห็นด้วยกับอ๋องอุ้นในที่สุด

ในหน้าร้อนเดือนที่สี่ เมื่อฮ่องเต้ทรงประชวรและเพิ่งหายดีไม่นาน มีการประชุมใหญ่ที่วังเว่ยหยาง ตั๋งโต๊ะสวมเสื้อคลุมยาวคล้ายฉลองพระองค์ เดินทางโดยราชรถ ทหารของเขายืนอยู่สองข้างระหว่างทางไปตั้งแต่ค่ายทหารจนถึงวังหลวง ทหารเดินเท้าอยู่ทางฝั่งซ้าย ทหารม้าอยู่ฝั่งขวาและ เพื่อป้องกันอารักขา ลิโป้และแม่ทัพคนอื่นทำหน้าที่คุ้มครอง

อ๋องอุ้นสั่งให้ซุนซุยเขียนราชโองการปลอมส่งกับลิโป้ ลิโป้สั่งให้ลิซกพร้อมกับฉินหงี ตันอุยและทหารอีกสิบสองคนเฝ้าซุ่มอยู่ที่ประตูทางทิศเหนือรอคอยตั๋งโต๊ะ เมื่อตั๋งโต๊ะมาถึง ลิซกแทงเขาด้วยทวน

ตั๋งโต๊ะนั้นสวมเกราะใต้เสื้อผ้า ดังนั้นจึงไม่ได้รับบาดแผลแต่แขนเขาก็บาดเจ็บและตกลงจากราชรถ ตั๋งโต๊ะมองไปรอบ ๆ ร้องว่า "ลิโป้อยู่ไหน"

ลิโป้พูดว่า "ข้าได้รับคำสั่งให้ฆ่าทรราชย์"

ตั๋งโต๊ะได้ยินจึงด่าเขา "ไอ้สุนัขชั่ว เจ้ากล้ารึ"
แทนคำตอบ ลิโป้แทงเขาด้วยทวนของเขา และสั่งให้ทหารตัดหัวตั๋งโต๊ะ

เตียนอี๋และหัวหน้าดูแลยุ้งฉางของตั๋งโต๊ะมาถึงที่ศพของตั๋งโต๊ะ ลิโป้ก็ฆ่าพวกเขาด้วยเช่นกัน ในเวลาไม่นานสามคนถูกสังหาร

ลิโป้นำราชโองการออกมาจากอกเสื้อ และใช้มันสั่งการกองทัพพูดว่า "ฮ่องเต้มีรับสั่งให้ประหารชีวิตตั๋งโต๊ะ ห้ามผู้ใดถามไถ่สาเหตุ" เหล่าทหารพากันลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ยืนตัวตรงแสดงความเคารพ ร้องตะโกนว่า "ทรงพระเจริญหมื่นปี"

ประชาชนต่างพากันร้องเพลงและเต้นรำตามท้องถนน ร้านค้าเต็มไปด้วยผู้คนพากันขายหยกและไข่มุก แต่งตัวอย่างสวยงาม ซื้อเหล้าและเนื้อสำหรับฉลอง

ตั๋งห้องน้องของตั๋งโต๊ะ ตั๋งหวังหลานชายตั๋งโต๊ะและญาติคนอื่น ๆ ยังอยู่ใน Mei พวกเขาถูกฆ่าตายโดยทหารของเขาเอง

ศพของตั๋งโต๊ะถูกประจานในตลาด เมื่ออากาศร้อนขึ้น ร่างตั๋งโต๊ะนั้นใหญ่โตและอ้วนฉุ ดังนั้นไขมันจากศพจึงนองพื้น ทหารยามใช้ตะเกียงจุดไฟที่สะดือของตั๋งโต๊ะ ไฟนั้นส่องสว่างจ้าจนถึงรุ่งสาง และไฟนั้นติดอยู่เป็นเวลาหลายวัน

คนในตระกูลอ้วนเก็บศพของตั๋งโต๊ะแล้วเผา โปรยอัฐิตามท้องถนน ทรัพย์สมบัติของตั๋งโต๊ะนั้น มีทองคำสองหรือสามหมื่นชั่ง เงินกว่าแปดเก้าหมื่นชั่ง ผ้าไหมและสิ่งมีค่าหายากกองเป็นภูเขา

อ๋องอุ้นถูกมอบหมายให้มีหน้าที่ควบคุมราชเลขาธิการ ส่วนลิโป้นั้นเป็นแม่ทัพผู้ซื่อสัตย์ มีกองทหารของตัวเอง ได้รับเกียรติสูง และยังถูกแต่งตั้งเป็นพระยาแห่งเหวิน มีส่วนร่วมในการปกครองกับอ๋องอุ้น

เมื่อเวลาที่ตั๋งโต๊ะตาย ซัวหยงนั้นนั่งอยู่กับอ๋องอุ้น เมื่อเขาได้ข่าว เขาอ้าปากค้างเศร้าเสียใจ อ๋องอุ้นโมโหและทำร้ายเขาพูดว่า "ตั๋งโต๊ะเป็นกบฏแผ่นดิน ทำลายราชวงศ์ฮั่น แต่ท่านกลับนึกถึงความสัมพันธ์ส่วนตัว ร้องไห้ให้โจรกบฏ ท่านควรจะถูกตัดสินว่าเป็นโจรกบฏด้วยเช่นกัน" ซัวหยงจึงถึงจับและนำตัวขึ้นศาล

ซัวหยงร้องขอการอภัยโทษว่า "ข้าน้อยทำตัวไม่สมควร ข้อควรปฏิบัติตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนั้น ข้าเรียนรู้และพูดถึงอยู่บ่อย ๆ เกินกว่าจะอ้างว่าลืมเลือนมัน ข้าทำงานให้กับตั๋งโต๊ะและละเลยหน้าที่ของแผ่นดินได้อย่างไร ขอให้ท่านทำตำหนิบนหน้าข้าและตัดเท้าของข้าทิ้ง หรือลงโทษอะไรข้าก็ได้ ขอเพียงให้ข้าสามารถทำบันทึกประวัติศาสตร์ราชวงศ์ฮั่นต่อไป"

บัณฑิตหลายคนพากันเห็นใจเขาและร้องขอให้ยกโทษเขา แต่คำร้องขอพวกเขาไม่เป็นผล

แม่ทัพใหญ่ม้าหยิดพูดกับอ๋องอุ้นว่า "ซัวหยงเป็นอัจฉริยะบุคคลที่หาได้ยากยิ่ง เขารู้เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ราชวงศ์ฮั่นอย่างดี เขาควรได้รับโอกาสในการทำบันทึกประวัติศาสตร์ต่อไป บันทึกนี้เป็นงานที่ยอดเยี่ยมชิ้นหนึ่งในยุคของเรา ความผิดของเขานั้นเล็กน้อยยิ่งนัก ถ้าท่านลงโทษเขา ประชาชนย่อมไม่สนับสนุนในตัวท่าน"

อ๋องอุ้นกล่าวว่า "ในอดีตฮ่องเต้ฮั่นหวู่ตี้ล้มเหลวในการฆ่าสุมาเชียน และอนุญาติให้เขาเขียนหนังสือใส่ร้ายป้ายสีตกทอดมาถึงปัจจุบัน"

"ในเวลานี้บารมีขององค์ฮ่องเต้ตกต่ำลง มีสงครามเกิดขึ้นมากมายที่ชายแดน เราไม่สามารถอนุญาตให้ขุนนางชั่วมีอำนาจปะปนอยู่ท่ามกลางขุนนางอื่น ๆ มันไม่มีประโยชน์อันใดแก่ความชอบธรรมขององค์ฮ่องเต้เลย และผู้คนจะสบประมาทหาว่าเราใช้อำนาจในทางที่ผิด"

ม้าหยิดจากมาพร้อมกับรำพึงว่า "ใต้เท้าอ๋องไม่ควรจะมีทายาท บุคคลที่มีความสามารถนั้นเป็นรากฐานของแผ่นดิน ในขณะที่บันทึกเหตุการณ์นั้นเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของบ้านเมือง ถ้าอ๋องอุ้นทำลายรากฐานและสัญลักษณ์ของบ้านเมือง บ้านเมืองจะยืนยาวถึงลูกหลานเขาได้อย่างไร"

ซัวหยงถูกขังจนตายในระหว่างถูกจองจำ

ก่อนหน้านั้นซุนฮิว แตะถ้าย ตันอิบและขุนนางคนอื่นได้ร่วมวางแผน พวกเขาว่า "ตั๋งโต๊ะนั้นหยิ่งยโสอวดดีและโหดร้าย และไม่เคยไว้ใจผู้ใดแม้ว่าเขาจะมีกองทัพที่แข็งแกร่ง แต่ตั๋งโต๊ะก็ยังเป็นคนธรรมดาที่ยังถูกฆ่าได้" แผนของพวกเขาเกือบสำเร็จแต่ถูกล่วงรู้ก่อน ซุนฮิวถูกจองจำ แตะถ้ายหนีไปอยู่กับอ้วนสุด ซุนฮิวยังคงดำเนินชีวิตตามปกติจนตั๋งโต๊ะตาย เขาก็ถูกปล่อยตัวออกมา (ซุนฮิวนั้นเป็นญาติกับซุนฮก โดยที่ทวดของซุนฮิวนั้นเป็นพี่ชายของปู่ซุนฮก)

โจรผ้าเหลืองที่มณฑลเฉงจิ๋วออกปล้นสะดมในกุนจิ๋ว เล่าต้ายจึงจะนำกองทัพออกปราบปรามเหล่าโจร แต่เปาสิ้นนายอำเภอจิเป่ยแย้งว่า "พวกโจรมีจำนวนเป็นล้าน และชาวบ้านก็กำลังหวาดกลัว ทำให้ทหารของเราขาดกำลังใจที่จะต่อสู้"

"มองอีกทางหนึ่งเพราะว่าพวกโจรขาดแคลนเสบียง พวกเขาจึงต้องออกปล้น สิ่งที่ควรทำอย่างแรกคือ รวบรวมกองทัพแล้วสร้างแนวป้องก้นที่แข็งแกร่ง โจรเหล่านี้ต้องการต่อสู้ แต่พวกมันขาดการเตรียมพร้อมที่ดี เมื่อพวกเขาโจมตีทัพเราและไม่ประสบความสำเร็จ กองทัพพวกมันก็จะสลายไปเอง เมื่อนั้นขอให้ท่านส่งทหารเข้ายึดพื้นที่สำคัญ และนำกองทัพเข้าโจมตี ท่านจะได้ชัยชนะในที่สุด"

เล่าต้ายไม่เชื่อคำแนะนำนั้น เขานำกองทัพเข้าสู้กับกองโจรพ่ายแพ้และถูกฆ่าในที่สุด

ตันก๋งลูกน้องของโจโฉ จึงบอกโจโฉว่า "มณฑลนี้ไร้ผู้นำ อำนาจจากราชสำนักก็ถูกตัดขาด ได้โปรดอนุญาตให้ข้าไปพูดคุยกับขุนนางผู้ใหญ่ของมณฑลนี้ แล้วนายท่านจงรีบเข้าปกครองมณฑลนี้โดยทันที ใช้มณฑลนี้เป็นฐานกำลังยึดครองทั้งแผ่นดิน นี้คือวิธีของอ๋อง Hegemon"

ดังนั้นตันก๋งจึงไปหาเหล่าองครักษ์และขุนนางของมณฑลนั้น เกลี้ยกล่อมพวกเขาบอกว่า "ราชสำนักกำลังวุ่นวายในขณะที่มณฑลของเราขาดผู้ปกครอง โจโฉนั้นเป็นบุคคลที่มีความสามารถเป็นผู้นำที่ดีเยี่ยม ถ้าพวกท่านเชิญเขามาปกครองมณฑลนี้จะเป็นการสร้างความสงบสันติสุขแก่ประชาชนของพวกท่าน"

เปาสิ้นและขุนนางคนอื่นเห็นด้วย พวกเขาจึงส่งบั้นเขียน และขุนนางคนอื่นไปเชิญโจโฉมาเป็นผู้ตรวจการมณฑลกุนจิ๋ว

หลังจากนั้นโจโฉนำทหารเข้าสู้กับโจรผ้าเหลืองที่โซวชางตะวันออก แต่ไม่สามารถเอาชนะได้ พวกโจรนั้นแข็งแกร่งและเก่งกาจ ส่วนทหารของโจโฉมีจำนวนน้อยและอ่อนแอ แต่เพราะโจโฉใส่ใจทหารและให้กำลังใจทหาร ให้รางวัลแก่ผู้มีผลงานและทำโทษผู้กระทำผิด คอยสังเกตจุดอ่อนของกองทัพโจรผ้าเหลืองเพื่อโจมตี ทัพทั้งสองสู้กันทั้งวันทั้งคืน ทุกครั้งที่สู้รบกัน ทัพโจโฉจะจับเชลยศึกได้เสมอ ไม่นานโจรกบฏก็ถอยทัพหนีไป

เปาสิ้นตายในการสู้รบ โจโฉประกาศมอบรางวัลให้กับคนที่นำศพเขากลับคืนมาได้ แต่ไม่มีผู้ใดพบศพเขา โจโฉจึงสั่งแกะสลักไม้แทนศพของเปาสิ้นและนำไม้แกะสลักนั้นไปทำพิธีศพให้เขา

ต่อมามีราชโองการแต่งตั้งให้ กิมเซี่ยงแห่งเกงเตียวเป็นผู้ตรวจการมณฑลกุนจิ๋ว แต่ก่อนที่เขาจะเดินทางเข้าสู่มณฑลเพื่อรับตำแหน่ง โจโฉยกทัพไปโจมตีเขา จนเขาต้องหนีไปอยู่กับอ้วนสุด

ในเดือนที่ห้า แม่ทัพฮองฮูสงได้รับการเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น

ก่อนหน้านั้น ลิโป้ได้แนะนำให้อ๋องอุ้นฆ่าเหล่าลูกน้องของตั๋งโต๊ะ แต่อ๋องอุ้นบอกว่า "ข้าไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ เพราะพวกเขาไม่ได้ทำความผิดอันใด"

ลิโป้ต้องการให้นำทรัพย์สมบัติของตั๋งโต๊ะมาแจกจ่ายกันในหมู่เชื้อพระวงศ์ ขุนนางผู้ใหญ่ แม่ทัพนายกองต่าง ๆ แต่อ๋องอุ้นไม่เห็นด้วย

อ๋องอุ้นมองว่าลิโป้นั้นเป็นนักรบ ไม่มีความสามารถในการบริหารบ้านเมือง แต่ลิโป้นั้นคิดว่าตัวเองเฉลียวฉลาด และมักจะคุยโม้เกี่ยวกับความสำเร็จของเขา ดังนั้นเขาจึงรู้สึกผิดหวัง และเริ่มที่จะไม่พอใจ

อ๋องอุ้นเป็นคนหัวดื้อ เข้มงวดและเกลียดสิ่งชั่วร้าย ก่อนหน้านั้นเขาเกรงกลัวตั๋งโต๊ะ จึงทำตัวอ่อนน้อมและคล้อยตามตั๋งโต๊ะ เมื่อตั๋งโต๊ะตายได้เขาจึงรู้สึกว่าไม่มีสิ่งใดที่เขาต้องกลัว จึงเริ่มประพฤติตัวหยิ่งยโส บรรดาลูกน้องของเขาจึงไม่ภักดีต่อเขานัก

อ๋องอุ้นพูดกับซุนซุยเกี่ยวกับการออกพระบรมราชโองการอภัยโทษให้กับลูกน้องของตั๋งโต๊ะ แต่เขาก็ไม่แน่ใจพูดว่า "กองทัพต้องเชื่อฟังคำสั่งผู้นำ คำสั่งแม่ทัพถือเป็นสิทธิขาด ถ้าเราเคยกล่าวหาพวกเขาว่าชั่วร้ายและเป็นกบฏแล้วก็มายกโทษให้ ข้ากลัวว่าพวกเขารู้สึกไม่มั่นใจในคำสั่งแม่ทัพ นั่นไม่ใช่วิธีในการจัดการกองทัพ" เขาจึงปฏิเสธที่จะออกราชโองการนี้

หลังจากนั้นอ๋องอุ้นได้พิจารณาการกระจายกองทัพที่มาอยู่ที่เมืองหลวง แต่ขุนนางบางคนบอกว่า "บัดนี้ กองทัพจากมณฑลเลียงจิ๋ว ต่างพากันเกรงกลัวตระกูลอ้วน ไม่ก็พวกทัพพันธมิตร ถ้าท่านให้กองทัพเลิกทัพกลับไป ประชาชนต้องตกอยู่ในความหวาดระแวง ควรที่ท่านจะแต่งตั้งให้ฮองฮูสงเป็นแม่ทัพประจำที่ซาน วิธีนี้ประชนาชนจะอยู่อย่างสุขสงบ"

อ๋องอุ้นปฏิเสธบอกว่า "ทัพพันธมิตรนั้นเป็นกองทัพธรรมที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือฮ่องเต้ ถือว่าเป็นผู้สนับสนุนของเรา ถ้าเราให้กองทัพไปรักษาการณ์ที่ซาน ขวางทางสัญจรตะวันออก แม้ว่าเราจะรักษาความสงบของกองทัพมณฑลเลียงจิ๋วได้ แต่ทัพพันธมิตรต้องสงสัยในท่าทีของเรา เราไม่อาจทำได้"

ในเวลานี้ มีข่าวลือว่าท่ามกลางทหารของกองทัพมณฑลเลียงจิ๋วว่าทุกคนต้องถูกฆ่าตายหมด บรรดาอดีตแม่ทัพนายกองของตั๋งโต๊ะต่างหวาดกลัว พากันรวบรวมกำลังพลเพื่อป้องกันตัว

แม่ทัพนายกองเหล่านั้นพูดกันว่า "ขนาดซัวหยงที่ไม่มีความผิดเลย เพียงแค่ตั๋งโต๊ะชอบใจในตัวเขา ยังถูกฆ่าตาย ราชสำนักก็ไม่ออกราชโองการอภัยโทษให้แก่พวกเรา แต่กลับต้องการให้ทหารเลิกทัพกลับถิ่นฐาน ถ้าเราทำตาม พวกเขาก็จะฆ่าเราได้อย่างง่ายดาย"

ลิโป้ส่งลิซกพร้อมราชโองการไปฆ่างิวฮู แต่งิวฮูและทัพของเขาก่อกบฏโจมตีลิซก ลิซกพ่ายแพ้และหนีไป ฮองหลง ลิโป้จับตัวลิซกได้และประหารเขา งิวฮูเกิดหวาดกลัวไม่สามารถคุมสติ ทัพของเขาเกิดความวุ่นวาย งิวฮูพยายามหลบหนี แต่ถูกลูกน้องของเขาฆ่าตาย

ในเวลานั้นลิฉุยและแม่ทัพคนอื่นกลับมาจากเองชงและตันหลิว เมื่องิวฮูตายไปพวกเขาจึงไม่มีที่พึ่งพิง พวกเขาส่งสารไปเตียงอั๋นถามถึงการอภัยโทษ อ๋องอุ้นปฏิเสธกล่าวว่า "การนิรโทษกรรมไม่อาจมีสองครั้งในหนึ่งปี"

ลิฉุยและแม่ทัพคนอื่นต่างพากันวิตก ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร พวกเขาพากันแยกย้ายรีบเตรียมตัวจะกลับเมืองพวกเขา แต่กาเซี่ยงพูดว่า "ถ้าท่านทิ้งกองทัพ และเดินทางกลับตัวคนเดียว แม้แต่หมู่บ้านเล็ก ๆ ก็สามารถจับกุมท่านได้ ทางที่ดีที่สุดคือการเดินทัพไปทางตะวันตกพร้อมกันเข้าโจมตีเตียงอั๋น ล้างแค้นให้ท่านตั๋งโต๊ะ ถ้าเราได้ชัยชนะท่านยังสามารถรับใช้ฮ่องเต้และทำสิ่งถูกต้องให้ราชสำนักได้ แต่ถ้าเราพ่ายแพ้ก็ยังมีเวลาที่จะหลบหนี"

ลิฉุยและแม่ทัพคนอื่นเห็นด้วย พวกเขาทำข้อตกลงกันนำกองทัพหลายพันนายมุ่งสู่ตะวันตกทั้งวันและคืน

Hu Wencai และ Yang Zhengxiu ทั้งสองเป็นผู้อาวุโสที่ผู้คนในมณฑลเหลียงให้ความเคารพ อ๋องอุ้นเรียกทั้งสองให้เดินทางไปตะวันออกเพื่ออธิบายสถานการณ์กับพวกลิฉุยโดยไม่อ่อนข้อต่อพวกเขา อ๋องอุ้นว่า "พวกสารเลวนั่น พวกมันต้องการอะไรกัน พวกเจ้าจงไปหารือกับพวกมัน" ทั้งสองคนจากไป แต่พวกเขาไปนำทัพของพวกเขาแยกย้ายกลับเมือง

ลิฉุยเกณฑ์ทหารทุกท้องที่ ที่ทัพเขาผ่านไป เมื่อเขามาถึงเตียงอั๋น ทัพของเขาก็มีจำนวนกว่าแสนคน เขาร่วมมือกับหวนเตียวและลิบ้องลูกน้องเก่าของตั๋งโต๊ะ นำทัพเข้าล้อมเมือง แต่กำแพงเมืองสูงชันเกินกว่าจะยิงธนูถึง การปิดล้อมเป็นไปอย่างนี้อยู่แปดวัน

ในกองทัพของลิโป้ มีคนจากเมืองซกด้วย พวกเขาก่อการกบฏขึ้น ในเดือนหก พวกเขาเปิดประตูเมืองให้แก่ลิฉุย แล้วก็เข้าปล้นในเมือง

ลิโป้ต่อสู้ภายในกำแพงเมืองแต่ไม่สามารถเอาชนะได้ เขาจึงนำทหารม้าสองสามร้อยคนตีฝ่าออกไป โดยเอาหัวของตั๋งโต๊ะมัดกับอานม้าของเขา

ลิโป้หยุดม้าเขาที่ประตูเมืองแล้วเรียกอ๋องอุ้นให้หนีไปพร้อมเขา แต่อ๋องอุ้นตอบว่า "ถ้าข้าได้รับพรจากสวรรค์ ความปรารถนาเพียงอย่างเดียวของข้าคือการเห็นบ้านเมืองสงบสุข ถ้ามันเป็นไปไม่ไปได้ ข้าเองก็ยินดีที่จะตาย"

"ฮ่องเต้นั้นทรงเยาว์วัยและอ่อนแอ ข้าเป็นเหมือนที่พึ่งเพียงหนึ่งเดียวของพระองค์ เมื่ออันตรายมาถึง ข้าไม่อาจทิ้งพระองค์ไปได้ ขอให้ท่านไปขอความช่วยเหลือจากผู้นำทัพพันธมิตร ขอให้พวกเขาเห็นแก่บ้านเมือง"

เจ้ากรมพิธีการจงฝู่พูดว่า "พวกเราล้วนแต่เป็นข้ารับใช้แผ่นดิน แต่เราไม่อาจปกป้องความสงบหรือต่อต้านความชั่วร้าย เพราะว่าความล้มเหลวของเรา โจรชั่วถึงกล้าบุกมาวังหลวง ถ้าเราหลบหนีไป เราจะไปที่ไหนได้อีก จงฝู่สู้จนถูกฆ่าตายในการรบ"

ลิฉุยและกุยกีตั้งค่ายที่ประตูด้านซ้ายวังหลวง พวกเขาฆ่าหลู่คุย โจห้วน ซุ่ยเลี่ย อองกี๋ ขุนนางและชาวบ้านถูกฆ่าตายกว่าหมื่นคน ซากศพกระจัดกระจายตามท้องถนน

อ๋องอุ้นช่วยฮ่องเต้ไต่หอคอยประตูซวนผิงเพื่อหลบหนีศัตรู ลิฉุยและลูกน้องตามมาถึง ทั้งหมดลงจากหลังม้าแล้วทำความเคารพ ฮ่องเต้ตรัสกับพวกเขาว่า "พวกท่านส่งทหารออกปล้นชาวเมือง เพื่อประสงค์สิ่งใด"

ลิฉุยและพวกตอบว่า "ตั๋งโต๊ะเป็นผู้จงรักภักดีต่อท่าน แต่ลิโป้ฆ่าเขาโดยไร้เหตุผล เรามาแก้แค้นให้ตั๋งโต๊ะ พวกข้าไม่กล้าคิดก่อการกบฏ ขอเพียงให้แก้แค้นสำเร็จ พวกข้ายินดีมอบตัวเพื่อรับโทษ"

พวกเขาล้อมประตูหอคอยและเรียกให้อ๋องอุ้นออกมา พวกเขาตะโกนว่า "ท่านตั๋งโต๊ะทำความผิดอะไร" อ๋องอุ้นไม่มีทางเลือกได้แต่ยอมไปพบพวกเขา

ในวันนั้นมีการประกาศนิรโทษกรรม ลิฉุย กุยกี หวนเตียวและพวกได้รับยศตำแหน่งสูงขึ้น

ลิฉุยและพวกจับตัวอุยอ๋วนไปฆ่า

ก่อนหน้านั้น อ๋องอุ้นแต่งตั้งซงหงีและอองหองคนจากตำบลเดียวกัน เป็นผู้สนับสนุนจากตะวันออกและตะวันตก ลิฉุยและพวกต้องการที่จะฆ่าอ๋องอุ้นแต่เกรงว่าทั้งสองจะก่อปัญหา จึงส่งคนไปเชิญทั้งสองมา

อองหองส่งพลนำสารไปหาซงหงีบอกว่า "เป็นเพราะเราทั้งสองเป็นอิสระอยู่ภายนอก กุยกีและลิฉุยถึงยังไม่ฆ่าท่านอ๋องอุ้น แต่ถ้าเราเข้าร่วมประชุมในวันนี้ พวกเขาต้องฆ่าล้างตระกูลพวกเราแน่ ๆ"

ซงหงีจึงว่า "เป็นการยากที่จะรู้ว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการปฏิบัติตามรับสั่ง"

อองหองบอกว่า "ทัพพันธมิตรกำลังเตรียมการโจมตี พวกเขาตั้งกองทัพธรรมเพื่อทำลายตั๋งโต๊ะ ซึ่งเวลานี้ได้ตายไปแล้ว มันเป็นการง่ายแก่การโจมตีลูกน้องที่เหลืออยู่ ถ้าเรานำทัพเข้าโจมตีลิฉุยและพวก และเป็นพันธมิตรกับพวกเขา เราสามารถเปลี่ยนโชคร้ายให้กลายเป็นดีได้"

ซงหงีไม่เห็นด้วย อองหองไม่สามารถทำการคนเดียวได้ ทั้งสองจึงเข้าร่วมประชุม

ลิฉุยจับตัว อ๋องอุ้น ซงหงีและอองหองและฆ่าพวกเขา รวมถึงภรรยาและลูกของอ๋องอุ้น ก่อนตายอองหองได้ด่าซงหงีว่าเป็นคนที่ไร้ความสามารถ เปล่าประโยชน์แก่การคุยถึงแผนการใหญ่

ลิฉุยทิ้งศพของอ๋องอุ้นประจานในตลาด ไม่มีใครกล้านำศพไปทำพิธี จนเตียวเจี๋ยน ลูกน้องเก่าของเขาเดินทางจากผิงหลิงมาเก็บศพอ๋องอุ้นไปฝัง

ก่อนหน้านั้น ในขณะที่อ๋องอุ้นอ้างว่าตัวเองเป็นผู้สังหารตั๋งโต๊ะ ซุนซุยได้ปฏิเสธรางวัลและตำแหน่งพระยา ทำให้เขารอดพ้นจากภัยพิบัตินี้

สุมากวงได้บันทึกว่า "ในตำราอี้จิงกล่าวว่า อัจฉริยะบุรุษย่อมรักษาความสำเร็จจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิตและได้รับโชคดีเสมอ ซุนซุยมีส่วนร่วมในการสังหารตั๋งโต๊ะ แต่ไม่โอ้อวดความสำเร็จ จึงสามารถเอาชีวิตรอด อาจเรียกได้ว่าเขานั้นรอบรู้และคาดเดาสถานการณ์ได้"

ลิฉุยและพวกได้แต่งตั้งให้กาเซี่ยงเป็นผู้สนับสนุนตะวันออก พวกเขาตั้งใจแต่งตั้งให้กาเซี่ยงเป็นพระยา แต่กาเซี่ยงบอกว่า "เขาเองเพียงแค่เสนอแผนการเท่านั้น จะรับรางวัลใหญ่อย่างนั้นได้อย่างไร" เขาจึงปฏิเสธตำแหน่งนั้น พวกลิฉุยจึงคิดแต่งตั้งเขาเป็น หัวหน้าขุนนางอาลักษณ์ แต่กาเซี่ยงบอกว่า "ตำแหน่งนั้นเป็นตำแหน่งขุนนางผู้ใหญ่ เป็นตำแหน่งสำคัญ ตัวเขาเป็นเพียงขุนนางไร้ชื่อ ผู้คนย่อมไม่เคารพในตัวเขา" เขาจึงถูกแต่งตั้งเป็นเพียงขุนนางอาลักษณ์

ลิโป้หนีจากทางผ่านงอก๋วนไปลำหยง อ้วนสุดต้อนรับเขาอย่างดี ลิโป้เลยนึกว่าอ้วนสุดนิยมชมชอบในตัวเขามาก จึงอนุญาตให้ทหารของเขาออกปล้นชาวบ้าน ทำให้อ้วนสุดไม่พอใจ ลิโป้รู้สึกไม่ปลอดภัยจึงหนีไปอยู่กับเตียวเอี๋ยงในโห้ลาย

ลิฉุยและพวกตั้งรางวัลนำจับลิโป้ไว้สูงมาก สำหรับจับเป็นหรือตาย ทำให้ลิโป้ต้องหนีอีกครั้งไปอาศัยอยู่กับอ้วนเสี้ยว

เตียวเขียนได้รับตำแหน่งเป็นซือถ

ในฤดูใบไม้ร่วงปีที่เจ็ด ม้าหยิดถูกแต่งตั้งเป็นราชครูมีอำนาจควบคุมราชเลขาธิการ

ในเดือนที่แปด ฮองฮูสงถูกแต่งตั้งเป็นแม่ทัพใหญ่

ม้าหยิดและเตียวกีได้รับมอบหมายให้ไปทำสัญญาสงบศึกกับฝ่ายทัพพันธมิตร

ในเดือนที่เก้า ลิฉุยถูกแต่งตั้งเป็นแม่ทัพคุมราชรถและทหารม้า กุยกีเป็นแม่ทัพหลัง หวนเตียวเป็นแม่ทัพขวา เตียวเจเป็นแม่ทัพทหารม้าเร็ว ทั้งหมดได้รับตำแหน่งพระยา
ลิฉุย กุยกี และหวนเตียวทำหน้าที่บริหารบ้านเมือง ในขณะที่เตียวเจนั้นไปตั้งค่ายที่ฮองหลง

เตียวเขียนออกจากตำแหน่งซือถู Chunyu Jia ตำแหน่งซือคง (Minister of Work) ขึ้นครองตำแหน่งแทน เอียวปิวขึ้นครองตำแหน่งแทน พวกเขาร่วมกันควบคุมราชเลขาธิการ

ก่อนหน้าที่ตั๋งโต๊ะจะเข้าเมืองเตียงอั๋น เขาชักชวนให้หันซุยและม้าเท้งมาเป็นพวกเพื่อรับมือกับทัพพันธมิตร หันซุยและม้าเท้งนำทัพเขามาที่เตียงอั๋น เมื่อตั๋งโต๊ะตาย ลิฉุยและพวกจึงแต่งตั้งให้หันซุยเป็นแม่ทัพรักษาความสงบทิศตะวันตกและส่งเขากลับไป กิมเสีย ส่วนม้าเท้งนั้นได้รับตำแหน่งแม่ทัพปราบปรามทิศตะวันตกแล้วส่งไปตั้งค่ายที่ Mei

ในฤดูหนาวเดือนที่สิบ เล่าเปียวผู้ตรวจการมณฑลเกงจิ๋ว ได้นำส่งบรรณาการ เขาได้รับตำแหน่งแม่ทัพรักษาความสงบทิศใต้ ผู้ครองมณฑลเกงจิ๋วและตำแหน่งพระยาแห่งเจิ้งอู่

ในเดือนสิบสอง แม่ทัพใหญ่ฮองฮูสงถูกปลดจากตำแหน่ง จิวจงขึ้นครองตำแหน่งแทนและมีอำนาจร่วมควบคุมราชเลขาธิการ

โจโฉไล่โจมตีโจรผ้าเหลืองที่จิเป่ย พวกโจรยอมจำนน โจโฉได้ทหารมากกว่าสามแสนคนและชาวบ้านล้านกว่าคน เขาเลือกคัดนักรบที่เก่งกาจและเรียกพวกเขาว่า กองทัพเฉงจิ๋ว (โจรผ้าเหลืองกลุ่มนี้มีที่มาจากมณฑลเฉงจิ๋ว)

โจโฉแต่งตั้งมอกายเป็นขุนนางเข้าร่วมประชุมในท้องพระโรง มอกายพูดกับโจโฉว่า "ราชสำนักกำลังแตกแยกและล่มสลาย ผู้ครองเมืองล้วนอพยพหนีตาย ชาวบ้านต่าง ๆ ไร้อาชีพเลี้ยงตัว พวกเขาหิวโหยเร่ร่อนและอดตาย คลังหลวงมีเสบียงอาหารเหลือเพียงใช้ได้ไม่ถึงปี ชาวบ้านต่างรู้สึกไม่ปลอดภัยหายนะเหล่านี้ควรจะหมดสิ้นไป"

"เวลานี้คนที่มีความสามารถในการต่อสู้ถือเป็นทหารชั้นเยี่ยม แต่เสบียงอาหารก็จำเป็นสำหรับการเลี้ยงดูพวกเขา ท่านต้องรับใช้โอรสสวรรค์ เพื่อหาอำนาจปกครองคนที่ไม่อ่อนน้อมต่อท่าน ส่งเสริมการเกษตรเพื่อการเตรียมเสบียงอาหารให้พอสำหรับทัพของท่าน ถ้าท่านทำได้ ท่านก็สามารถได้รับตำแหน่งเฉกเช่นอ๋อง hegemon"

โจโฉเห็นด้วย เขาส่งคนนำสารไปหาเตียวเอี๋ยงเจ้าเมืองโห้ลาย ขอร้องให้เขาเปิดทางตะวันตกไปเตียงอั๋น เตียวเอี๋ยงไม่ยอมทำตามที่เขาขอร้อง

ตังเจี๋ยวพูดกับเตียวเอี๋ยงว่า "แม้อ้วนเสี้ยวกับโจโฉจะเป็นพันธมิตรกัน แต่พวกเขาคงแตกแยกกันในที่สุด แม้ว่าโจโฉจะยังไร้ฐานกำลังที่แข็งแกร่งในตอนนี้ แต่เขาเป็นวีรบุรุษที่แท้จริงคนหนึ่งของแผ่นดิน และถ้าท่านหาทางสร้างบุญคุณให้กับเขาได้ นั่นถือเป็นโอกาสอันดี ถ้าทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ท่านและเขาจะมีความสัมพันธ์อันดีสืบไป"

เตียวเอี๋ยงอนุญาตให้คนนำสารของโจโฉผ่านไปได้ ตังเจี๋ยวเขียนสารในนามของโจโฉถึงลิฉุย กุยกีและคนอื่น ๆ แสดงความเคารพต่อพวกเขา

ลิฉุยและกุยกีได้รับสารของโจโฉ แต่พวกเขาเชื่อว่า กบฏทัพพันธมิตรนั้นต้องการที่จะแต่งตั้งฮ่องเต้ของพวกเขาเอง พวกเขาเชื่อว่าโจโฉมีแผนหลอกลวงพวกเขา จึงคิดที่จะกักตัวคนส่งสารของโจโฉไว้

จงฮิวพูดกับลิฉุย กุยกีว่า "เวลานี้เหล่าผู้ครองเมืองต่างซ่องสุมผู้คนช่วงชิงดินแดนซึ่งกันและกัน ไม่เชื่อฟังคำสั่งจากราชสำนัก โจโฉแห่งมณฑล กุนจิ๋ว เป็นคนเดียวที่เชื่อฟังราชสำนัก ถ้าท่านปฏิเสธความภักดีของเขา เท่ากับท่านปฏิเสธความภักดีของคนอื่นในภายภาคหน้าด้วยเช่นกัน ลิฉุยและกุยกีจึงตอบสารโจโฉกลับด้วยดี"

จงฮิวเป็นหลานของจงเฮา (บัณฑิตที่มีชื่อเสียง)

โตเกี๋ยม ผู้ตรวจการมณฑลชีจิ๋วพร้อมด้วยขุนนางของเขาส่งหนังสือทูลเกล้าเสนอให้แต่งตั้งจูฮีเป็น Grand Master พวกเขายังเขียนสารถึงเจ้าเมืองต่าง ๆ ให้เข้าร่วมโจมตีลิฉุยและพวก และเชิญฮ่องเต้กลับเมืองหลวง

ในเวลานั้น ด้วยคำแนะนำของแม่ทัพใหญ่ จิวจงและกาเซี่ยง ลิฉุยได้เชิญตัวจูฮีเข้าร่วมประชุมในวังหลวง จูฮีได้ปฏิเสธสัมพันธ์กับโตเกี๋ยมและถูกแต่งตั้งเป็น Grand Coachman

กองซุนจ้านโจมตีอ้วนเสี้ยว แต่ทันทีที่กองทัพเขาเดินทัพถึง Longcou อ้วนเสี้ยวก็โจมตีเขาพ่ายแพ้ไป กองซุนจ้านถอยกลับไปมณฑลอิวจิ๋ว และไม่กล้ายกทัพออกมาอีกเลย
ตันบุนแห่งยีหลำผู้ตรวจการมณฑลยังจิ๋วเสียชีวิตลง อ้วนเสี้ยวส่งอ้วนอุ๋ยไปครองมณฑลยังจิ๋ว อ้วนสุดโจมตีเขา อ้วนอุ๋ยพ่ายแพ้หนีไปไพก๊กและถูกฆ่าตาย อ้วนสุดแต่งตั้งตันงอ เป็นผู้ตรวจการมณฑลยังจิ๋ว




 

Create Date : 08 พฤศจิกายน 2548    
Last Update : 10 กรกฎาคม 2549 12:43:48 น.
Counter : 297 Pageviews.  

1  2  

kazama
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add kazama's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.