Group Blog
 
All Blogs
 

สามก๊ก ศึกห้วนเสีย



ศึกห้วนเสีย (The Battle of Fancheng ปี ค.ศ. 219) เป็นศึกที่มีชื่อเสียงมากอีกศึกหนึ่งในสามก๊ก เป็นสงครามระหว่างจ๊กและวุย ตามด้วยสงครามระหว่างจ๊กและง่อ

ศึกนี้เริ่มต้นขึ้นจาก กวนอูที่อยู่ที่เกงจิ๋วได้เกณฑ์ทหารซ่องสุมผู้คนมากขึ้น ในขณะเดียวกันในเมืองหลวง ขุนนางชื่อกิมหันเชื่อว่าฮ่องเต้นั่นอาจถูกบังคับให้สละราชสมบัติได้ทุกเมื่อ จึงวางแผนกับ เกงจี อุยหลง หมอเกียดเป๋งและบุตรชายเกียดเมา เกียดบก พวกเขาวางแผนฆ่าอองปิดขุนนางที่โจโฉแต่งตั้งให้บริหารเมืองฮูโต่ หลังจากนั้นก็จะใช้ฮ่องเต้เป็นสัญลักษณ์ในการต่อต้านโจโฉ แล้วส่งสารไปให้กวนอูนำทัพโจมตีขึ้นมาจากทางใต้

พวกกิมหันก่อการไม่สำเร็จ ถูกอองปิดตอบโต้จนพ่ายแพ้ อองปิดสังหารพวกเขา แต่กวนอูก็ได้เตรียมการที่โจมตีเมืองหลวง

ซุนกวนนำทัพโจมตีหับป๋า ทำให้ทหารหลายมณฑลของวุยล้วนต้องมารักษาการณ์ตามชายแดนในฮวยหนาน

บุนฮุยผู้ตรวจการมณฑลยังจิ๋วพูดกับเป่ยเขียนผู้ตรวจการมณฑลกุนจิ๋ว ว่า แม้ว่าข้าศึกจะมาโจมตีเรา แต่เราไม่มีสิ่งใดต้องกังวล แต่อีกทางหนึ่งเมื่อเกิดน้ำหลากจากแม่น้ำท่วมเข้ามา โจหยินซึ่งปล่อยทหารไม่เตรียมการอะไร และไม่มีแผนการล่วงหน้าระยะยาวสำหรับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ กวนอูนั้นกล้าหาญและเฉลียวฉลาด ถ้าเขายกทัพมาโจมตี ข้ากลัวว่าแม่ทัพปราบทิศใต้ (โจหยิน)จะพบกับความยากลำบาก

หลังจากที่เล่าปี่ยึดฮันต๋งได้ และแต่งตั้งตัวเองเป็นฮันต๋งอ๋อง เขาได้เลื่อนตำแหน่งให้กับขุนนางของเขาทุกคน โดยเล่าปี่แต่งตั้งให้กวนอูเป็นแม่ทัพหน้า หลังจากนั้นนั้นกวนอูได้ตั้งบิฮองเจ้าเมืองลำกุ๋น ให้ป้องกันกังเหลงและแม่ทัพเปาสูหยิน ให้ป้องกันกองอั๋น ในขณะที่เขานำทัพโจมตีโจหยินที่อ้วนเซีย โจหยินรักษาการณ์อยู่ ในขณะที่แม่ทัพซ้ายอิกิ๋มและแม่ทัพผู้สนับสนุนความชอบธรรมบังเต็ก และคนอื่นตั้งค่ายอยู่ทางเหนือของ อ้วนเซีย

ในเดือนที่แปดเกิดฝนตกหนัก ระดับน้ำขึ้นสูงจนพังตลิ่งของแม่น้ำฮันซุย แผ่นดินแถบนั้นถูกน้ำท่วมสูงหลายเมตร กองทัพทั้งเจ็ดของอิกิ๋มและพวกถูกน้ำท่วมเล่นงาน อิกิ๋มและทหารของเขาไต่ขึ้นที่สูงเพื่อหลบน้ำ ทหารของกวนอูล่องเรือใหญ่ไปโจมตีพวกเขา ด้วยความเหนื่อยล้าแสนสาหัส อิกิ๋มและพวกต่างยอมจำนน

บังเต็กอยู่ที่เขื่อนดิน เขาสวมสุดเกราะและถือคันธนู เขายิงธนูเข้าทหารกวนอูอย่างไม่พลาดเป้า ต่อสู้ต้านทานตั้งแต่เช้าจนเลยเที่ยงวัน กวนอูโหมโจมตีอย่างรุนแรง และลูกธนูของบังเต็กก็หมดลง แต่เขายังพยายามสู้ต่อโดยใช้มือเปล่า

แม้ว่าน้ำหลากจะท่วมสูงขึ้น แต่บังเต็กก็ยังสู้โดยปราศจากความกลัว แต่ทหารของเขาทั้งหมดยอมจำนน แล้วบังเต็กก็ลงเรือเล็กเพื่อกลับไปยังค่ายของโจหยิน แต่น้ำก็ยังท่วมสูงขึ้น แล้วเรือของเขาก็พลิกล่มลง ทำให้อาวุธเขาสูญหายหมด เขาเกาะเรือที่พลิกคว่ำท่ามกลางคลื่นที่ขึ้นสูงไปมา แล้วก็ถูกกวนอูจับตัวได้ในที่สุด

บังเต็กเดินมาที่หน้ากวนอูไม่ยอมโค้งคำนับ กวนอูพูดกับเขาว่า ท่านมีลูกพี่ลูกน้องอยู่ที่ฮันต๋ง และข้าเองก็ยินที่จะได้ท่านมาเป็นลูกน้อง เหตุใดท่านจึงไม่ยอมจำนนเร็วกว่านี้

บังเต็กสบถออกว่ามาเจ้าไพร่สถุล เหตุใดจึงพูดถึงเรื่องการยอมจำนน ท่านวุยอ๋องมีกำลังทหารกว่าหนึ่งล้าน และอำนาจของเขาสั่นสะเทือนทั่วแผ่นดิน เล่าปี่ของเจ้านั้นไม่มีสิ่งใดพิเศษเลย เขาจะเทียบกับนายท่านของข้าได้อย่างไร ข้าขอยอมตายดีกว่าที่จะเป็นผู้นำของโจรกบฏ กวนอูจึงฆ่าเขาเสีย

เมื่อโจโฉรู้ข่าวเขาพูดว่าข้ารู้จักอิกิ๋มมาสามสิบปี ข้าไม่เชื่อเลยว่าเมื่ออันตรายมาถึง เขาจะแสดงความต่ำต้อยกว่าบังเต๊ก โจโฉแต่งตั้งบุตรชายสองคนของบังเต็กเป็นพระยา เป็นรางวัลสำหรับความภักดีของบังเต็ก

กวนอูโจมตีเมืองอ้วนเซียอย่างหนัก ป้อมปราการล้วนแต่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม ป้อมซึ่งทำจากดินเริ่มอ่อนตัวและละลายไปกับน้ำ กองทัพจึงวิตกและหวาดกลัว บางคนพูดกับโจหยินว่า สถานการณ์ยากเกินจะรับมือได้แล้ว ในขณะที่กวนอูยังไม่ได้ปิดล้อมเมือง ให้ท่านฉวยโอกาสนี้ ลงเรือเล็กแล้วหนีไปในยามค่ำเถิด

หมันทอง เจ้าเมืองยีหลำ พูดว่า น้ำหลากจากภูเขานั้นมาอย่างรวดเร็ว และเราสามารถหวังได้ว่าระดับน้ำจะลดลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน ข้าได้ยินมาว่า กวนอูได้ส่งทหารหน่วยย่อยไปที่เจีย พื้นที่ด้านใต้ของเมืองฮูโต๋ล้วนแต่ถูกรุกราน เหตุผลที่กวนอูยังไม่เดินทัพต่อไป เพราะว่าเขากลัวว่ากองทัพของเราจะตลบตีเขาจากด้านหลัง ทันทีที่เราหนีไป เราจะเสียทุกสิ่งทางใต้ของแม่น้ำใหญ่ ท่านต้องอยู่ที่นี่

ดีมาก โจหยินเห็นด้วย เขานำม้าขาวมาถ่วงน้ำบูชาแล้วทำสัญญาพร้อมทหารทั้งกองทัพว่าพวกเขาจะร่วมใจกันต่อสู้อย่างมั่นคง มีทหารและม้าในเมืองนั้นหลายพัน แต่ป้อมปราการต่าง ๆ สูงกว่าเมืองเพียงไม่กี่ฟุต กวนอูล่องเรือของเราไปที่กำแพงเมือง สร้างวงล้อมขึ้นหลายชั้น แล้วเมืองก็ถูกตัดขาดจากภายนอก

กวนอูยังส่งทหารอีกกองหนึ่งไปล้อมแม่ทัพลิเสียงที่ซงหยง ฮูซิ่วผู้ตรวจการมณฑลเกงจิ๋วและฝุฟางเจ้าเมืองหนานเซียงต่างยอมจำนนทั้งคู่

ซุนลอง ชาวเมืองหลูฮุนได้ก่อกบฏฆ่าขุนนางอาลักษณ์ของตำบลและลงใต้เข้าร่วมกับกวนอู กวนอูมอบตราตำแหน่งให้แก่เขารวมทั้งทหาร แล้วให้เขากลับไปเป็นโจรภูเขา ในดินแดนทางใต้มีผู้คนอื่นอีกที่เป็นพันธมิตรกับกวนอูหลังชายแดน

อำนาจของกวนอูนั้นแข็งแกร่งขึ้นจนทำให้แผ่นดินจีนภาคกลางเริ่มหวั่นไหวกับอำนาจของเขา โจโฉเองยังเคยคิดว่าจะย้ายเมืองหลวงออกจากฮูโต๋เพื่อป้องกันการโจมตีของกวนอู

สุมาอี้นายพันของกองทัพเฉิงเซี่ยงและขุนนางผู้น้อยในสังกัดตะวันตกและ เจียวเจ้ได้แนะนำโจโฉว่า อิกิ๋มและพวกนั้นพ่ายแพ้เพราะว่าน้ำท่วม ไม่ใช่การพ่ายแพ้ในการสู้รบ และนี่ก็ไม่ใช่อันตรายร้ายแรงต่อแผนใหญ่ของรัฐเรา เล่าปี่และซุนกวนนั้น แม้ว่าจะดูเหมือนเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิด แต่พวกเขาก็มีเรื่องบาดหมางส่วนตัว กวนอูนั้นเป็นคนทะเยอทะยาน แต่ซุนกวนย่อมไม่ปล่อยให้กวนอูทำการสำเร็จแน่

ให้ท่านส่งคนไปหาซุนกวน สนับสนุนให้เขาโจมตีกวนอูทางด้านหลัง โดยสัญญาจะมอบศักดินาดินแดนทางตอนใต้ของแยงซีทั้งหมดให้แก่แล้ว แล้วทัพกวนอูที่ล้อมเมือง อ้วนเซีย ก็จะสลายไปเอง โจโฉยอมรับแผนการนี้

ก่อนหน้านั้น โลซกได้แนะนำซุนกวนว่า ตราบใดที่โจโฉยังมีชีวิตอยู่ ให้รักษาสัมพันธ์กับกวนอูไว้ พวกเขาจึงไม่เคยตัดสัมพันธ์กับกวนอู แต่เมื่อลิบองขึ้นแทนตำแหน่งของโลซกและตั้งค่ายอยู่ที่ลกเค้า ลิบองรู้ว่ากวนอูนั้นเป็นแม่ทัพที่มักใหญ่ใฝ่สูงหวังจะครอบครองดินแดนทั้งหมดของเกงจิ๋ว กวนอูได้ครอบครองดินแดนเกงจิ๋วตอนบนทั้งหมดแล้ว จึงเป็นการยากที่จะป้องกันกวนอูได้

ดังนั้นเขาจึงพูดอย่างลับ ๆ กับซุนกวนว่า สั่งให้แม่ทัพผู้ปราบโจรคนชั่วซุนเกียวไปรักษาเมืองลำกุ๋น ให้พัวเจี้ยงยกทัพไปโปตี้ และส่งเจียวขิมนำทหารหมื่นคนคอยจู่โจมดินแยงซีตอนบนเพื่อรบกวนข้าศึก แล้วข้าจะนำทัพไปยึดซงหยงให้กับรัฐของเรา หลังจากนั้นเราจะต้องเกรงกลัวอะไรกับโจโฉ แล้วทำไมเราต้องพึ่งกวนอูด้วย

ยิ่งกว่านั้น แม้ว่ากวนอูกับเล่าปี่จะคุยโวโอ้อวดความมีคุณธรรมของตนเอง แต่พวกเขานั้นเป็นคนที่เปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ เราไม่สามารถไว้ใจพวกเขาได้ ที่กวนอูยังไม่หันมาเป็นศัตรูกับเราตอนนี้ก็เพราะว่าความดีและความเฉลียวฉลาดของท่าน และเพราะข้าและแม่ทัพคนอื่น ๆ ยังเฝ้าระวังเขาอยู่ ถ้าท่านไม่ลงมือในขณะที่เรามีโอกาส แล้ววันหนึ่งเมื่อเราอ่อนแอลง ถ้าท่านต้องการรวบรวมกำลังโจมตี ท่านก็ไม่มีทางทำได้แล้ว

ซุนกวนถามขึ้นว่า ข้าตั้งใจที่จะยึดมณฑลชีจิ๋วก่อนแล้วค่อยจัดการกับกวนอู ท่านมีความเห็นอย่างไร

ลิบองตอบว่า ในเวลาโจโฉนั้นอยู่ไกลไปทางเหนือของแม่น้ำเหลือง เขารวบรวมกำลังของมณฑลกุนจิ๋วและกิจิ๋ว และยังไม่มีเวลามาดูแลดินแดนตะวันออก ข้ารู้ข่าวมาว่ากองทัพที่ป้องกันมณฑลชีจิ๋วนั้นน้อยเกินกว่าที่จะต่อกรกับเราได้ ถ้าท่านยกทัพไปที่นั่น ท่านต้องสามารถยึดดินแดนนั้นได้แน่ แต่มณฑลชีจิ๋วนั้นเป็นที่ราบ ม้าศึกชั้นดีสามารถบุกมาได้

ถ้าท่านยึดมณฑลชีจิ๋วในตอนนี้ มั่นใจได้เลยว่าไม่กี่วันโจโฉต้องยกทัพมาสู้กับเราแน่ แม้ว่าท่านจะทิ้งทหารไว้คอยรักษาเจ็ดแปดหมื่นคนก็ยังน่าวิตกอยู่ดี

ทางที่ดีที่สุดคือการจัดการกวนอูและยึดดินแดนแม่น้ำแยงซี ท่านจะสามารถขยายดินแดนได้ดีกว่าการยึดมณฑลชีจิ๋วแน่ และดินแดนแถบแม่น้ำแยงซีนั้นสามารถป้องกันได้ง่ายกว่า ซุนกวนคิดว่าแผนของลิบองนั้นยอดเยี่ยมมาก

ซุนกวนเคยเสนอการแต่งงานระหว่างบุตรชายเขากับลูกสาวของกวนอู แต่กวนอูดูถูกฑูตของเขาและปฏิเสธการแต่งงานนี้ ซุนกวนจึงโกรธมาก

เมื่อกวนอูโจมตีอ้วนเซีย ลิบองได้ส่งสารมาหาซุนกวนว่ากวนอูยกทัพขึ้นเหนือไป แต่เขายังทิ้งทหารรักษาการณ์อย่างแน่นหนาไว้เบื้องหลัง เขาเป็นกังวลว่าข้าจะโจมตีเขาจากด้านหลัง

ข้ามักจะล้มป่วยอยู่เสมอ ข้าจะขออนุญาตนำทหารบางส่วนกลับไปรักษาตัวที่เกี๋ยนเงียบ แล้วเราค่อยปล่อยข่าวไปว่าสุขภาพข้าไม่ดี เมื่อกวนอูรู้ข่าวเขาจะต้องถอนกำลังไปยังซงหยง ถ้าเรานำทัพใหญ่แล่นเรือทั้งกลางวันและกลางคืน และโจมตีในจุดที่เขาคาดไม่ถึง เราต้องยึดเมือง ลำกุ๋น และจับตัวกวนอูได้แน่

แล้วลิบองจึงปล่อยข่าวว่าเขาล้มป่วยหนัก ซุนกวนส่งคำสั่งให้เขากลับมารักษาตัวที่เกี๋ยนเงียบ แต่จริง ๆ แล้วทั้งสองได้ลอบวางแผนกันอย่างลับ ๆ

ทันทีที่ลิบองมาถึงงอฮู ขุนพลผู้ส่งเสริมความภักดี ลกซุนได้พูดกับเขาว่า ท่านนั้นรักษาชายแดนต่อการคุกคามของกวนอู เหตุใดท่านจึงมายังที่นี่ แล้วนี่จะไม่เป็นเกิดก่อปัญหาในเราในเร็ววันนี้หรอกหรือ

ท่านพูดได้ถูกต้องแล้ว ลิบองตอบแต่ว่าข้านั้นเจ็บป่วยหนักจริง ๆ

กวนอูนั้นโอ้อวดในความกล้าหาญของเขา ลกซุนพูด และเขาก็ยังดูถูกผู้อื่น ความสำเร็จใหญ่ที่เขาพึ่งได้รับ ทำให้เขาภูมิใจในความฉลาดของตนและทำให้ยิ่งทะเยอทะยาน เขานำทัพใหญ่ขึ้นโจมตีทางเหนือ แต่ยังระแวงสงสัยในรัฐเราอยู่บ้าง เมื่อเขารู้ว่าท่านล้มป่วย เขาย่อมต้องเหลือทหารป้องกันเพียงน้อยนิด ถ้าเราโจมตีเขาในตอนนี้ เขาย่อมคาดไม่ถึง แล้วเราก็สามารถจัดการเขา เมื่อท่านลงใต้ไปหานายท่าน ท่านควรจะวางแผนการให้ดี

กวนอูนั้นกล้าหาญและแข็งแกร่ง ลิบองตอบ ดังนั้นเป็นการยากที่จะจัดการเขา เขาได้ยึดครองมณฑลเกงจิ๋วและปกครองมณฑลอย่างดี เวลานี้ความพยายามของเขาเริ่มสัมฤทธิ์ผลแล้ว ขวัญกำลังใจและความแข็งแกร่งก็ทวีมากขึ้น มันไม่ง่ายที่จะจัดการกับเขา

เมื่อลิบองมาถึงเมืองเกี๋ยนเงียบ ซุนกวนถามเขาว่า ใครที่ท่านคิดว่าเหมาะสมควรไปทำหน้าที่แทนท่าน

ลิบองตอบว่า ลกซุนนั้นคิดการณ์ไกลและลึกซึ้ง เขาสามารถรับผิดชอบงานที่ใหญ่โตได้ ข้าเคยเห็นเขาวางแผนการต่าง ๆ เขามีความสามารถที่จะได้รับตำแหน่งใหญ่ได้ และเขายังไม่เป็นที่รู้จักนัก ดังนั้นกวนอูย่อมไม่สงสัยในตัวเขามากนัก เขาเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม ถ้าท่านเลือกใช้เขา บอกเขาอย่าทำการใดให้น่าสงสัย แต่ให้แอบลาดตระเวนอย่างลับ ๆ แล้วเราจะชนะในที่สุด แล้วซุนกวนก็เรียกตัวลกซุนมาและแต่งตั้งเขาเป็นแม่ทัพรองและผู้ควบคุมกองทัพฝ่ายขวา แทนที่ลิบอง

ลกซุนมาถึงยังลกเค้า เขาเขียนจดหมายไปหากวนอู ยกย่องสรรเสริญในความสำเร็จของกวนอู โดยลกซุนถ่อมตัวว่าไร้ความสามารถและทำให้ตัวเขาดูน่าเชื่อถือและซื่อสัตย์ต่อกวนอู กวนอูจึงรู้สึกสบายใจกับการมาของลกซุน และไม่ระแวงสงสัยอีกต่อไป เขานำทหารจำนวนมากขึ้น ๆ ไปยังเมือง อ้วนเซีย ลกซุนติดตามสถานการณ์ในทุกรายละเอียด และเขาเตรียมวางแผนที่จะจัดการกวนอู

เมื่อกวนอูจับตัวอิกิ๋มและแม่ทัพคนอื่นได้ กวนอูได้เชลยศึกหลายหมื่นและม้าศึกจำนวนมาก เสบียงอาหารจึงร่อยหรออย่างรวดเร็ว กวนอูจึงยึดคลังเสบียงของซุนกวนที่เซียงกวน โดยไม่ขออนุญาตจากซุนกวน เมื่อซุนกวนรู้ข่าว เขาจึงนำทหารไปโจมตีกวนอู

ซุนกวนตั้งใจจะแต่งตั้งแม่ทัพปราบคนชั่วซุนเกียวและลิบองเป็นแม่ทัพซ้ายขวาบัญชาการกองทัพ แต่ลิบองพูดว่า ถ้าท่านมั่นใจในตัวแม่ทัพปราบคนชั่ว โปรดให้อำนาจสิทธิ์ขาดในการคุมกองทัพแก่เขา แต่ถ้าท่านคิดว่าข้าเหมาะสมก็ขอให้แต่งตั้งข้า

ครั้งหนึ่งก่อนหน้านี้ เมื่อจิวยี่และเทียเภาเป็นผู้บัญชาการกองทัพซ้ายขวา พวกเขานำทหารเขาโจมตี กังเหลง จิวยี่นั้นมีอำนาจตัดสินใจเด็ดขาด แต่เทียเภานั้นได้ร่วมตัดสินใจเช่นกัน เพราะยศที่สูงกว่า พวกเขามักจะไม่ลงรอยกัน และพวกเขาก็ได้ทำให้การใหญ่ของรัฐเราต้องเสียไปหลายครั้ง นี่เป็นเหมือนการเตือนใจเราได้ดี

ซุนกวนเข้าใจได้ในทันที เขาขอบคุณลิบองแล้วพูดว่า ข้ามอบอำนาจสิทธิ์ขาดให้แก่ท่าน และข้าจะให้ซุนเกียวนั้นคอยสนับสนุนท่านอยู่ด้านหลัง

เมื่อโจโฉกลับมาจากฮันต๋ง เขาได้ส่งแม่ทัพปราบอาชญากรซิหลงไปตั้งค่ายอยู่ที่เมืองอ้วนเซีย เพื่อสนับสนุนโจหยิน เมื่ออิกิ๋มและคนอื่นพ่ายแพ้ ซิหลงได้นำทัพมุ่งหน้ามาที่เนินหยางหลิง

กวนอูส่งทหารไปตั้งค่ายอยู่ที่หยานเจิ้ง แต่ทันทีที่ซิหลงมาถึง เขาได้สร้างเนินดินและขุดคูค่ายเพื่อแสดงว่าเขาวางแผนที่จะตลบหลังทัพกวนอู ทหารกวนอูจึงเผาค่ายของเขาและหลบหนีไป แล้วซิหลงก็ได้ยึดหยานเจิ้ง และตั้งค่ายเป็นหน้ากระดานพร้อมเคลื่อนทัพไปอย่างช้า ๆ

โจโฉส่ง เอียวงันไปช่วยซิหลงโดยทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษากองทัพของโจหยิน แม้ว่าทัพอื่น ๆ ของวุยจะยังไม่มาถึงและทหารของซิหลงก็จำนวนน้อยเกินกว่าที่จะทำลายวงล้อมของทัพกวนอู แต่ลูกน้องของเขาต่างแนะนำให้เขาเร่งไปช่วยโจหยิน

เอียวงัน พูดกับพวกเขาว่า ข้าศึกนั้นได้ยึดจุดยุทธศาสตร์สำคัญและน้ำท่วมก็สูงขึ้นเรื่อย ๆ เราไม่มีทหารมากนัก ในขณะที่โจหยินเองก็ถูกตัดขาดและไม่สามารถร่วมกับทัพเราได้ การโจมตีในตอนนี้เป็นเรื่องลำบากทั้งทัพเราและทัพโจหยิน

ก่อนที่จะเริ่มการต่อสู้ แผนที่ดีที่สุดคือการนำทัพเคลื่อนไปใกล้เพื่อกดดันวงล้อม และส่งสายลับลอบเข้าไปหาโจหยินเพื่อที่เขาจะวางใจได้ว่ากำลังช่วยเหลือมาถึงแล้วให้เขามีกำลังใจกระตุ้นทหารของเขา ข้าคำนวณแล้วว่าอีกไม่เกินสิบวัน ทัพใหญ่ที่จะมาช่วยเหลือจากทางเหนือจะมาถึง และโจหยินสามารถยืนหยัดสู้ถึงตอนนั้นได้แน่ แล้วเราค่อยโจมตีพร้อมกัน ข้าศึกจะต้องพ่ายแพ้แน่นอน ถ้ามีใครต้องถูกลงโทษเพราะช่วยเหลือช้าเกินไป ข้าขอรับโทษนั้นไว้เพียงคนเดียว

เหล่านายทหารจึงรู้สึกยินดี และซิหลงก็ได้ตั้งค่ายของเขาห่างจากการปิดล้อมของกวนอูสามสิบฟุต เขาสั่งให้ขุดอุโมงเข้าเมืองและยิงธนูส่งจดหมายเข้าไป ดังนั้นซิหลงและโจหยินจึงมีการติดต่อกันหลายครั้ง

ซุนกวนเขียนจดหมายถึงโจโฉ ขออนุญาตให้เขานำทัพเข้าโจมตีกวนอู แต่ขอร้องให้เก็บเรื่องนี้เป็นความลับเพื่อกวนอูจะได้ไม่มีโอกาสเตรียมตัวป้องกันการโจมตีจากเขา

โจโฉปรึกษาเรื่องนี้กับเสนาบดีของเขา และทุกคนเห็นด้วยว่าเขาควรเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ แต่ตังเจี๋ยวพูดว่า เรื่องการศึกเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม และเราต้องเลือกแผนที่ดีสุดตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ให้ท่านตกลงสัญญากับซุนกวนว่าจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ แต่ให้ทำเป็นแผนการรั่วไหล เมื่อกวนอูรู้ข่าวว่าซุนกวนยกทัพมา เขาจะต้องกลับไปป้องกันตัวเอง แล้วการปิดล้อมก็จะทลายลงอย่างรวดเร็ว แล้วเราก็จะเป็นฝ่ายได้ประโยชน์ ชักใยศัตรูสองคนให้โจมตีกันเอง ปล่อยให้เรานั่งดูและรอคอยจนกว่าพวกเขาจะอ่อนแรง

ถ้าเราเก็บแผนการซุนกวนเป็นความลับ ซุนกวนก็จะได้สิ่งที่เขาต้องการ นี่ไม่ใช่แผนที่ดีเลย

ยิ่งกว่านั้น ทหารในวงล้อมนั้นยังไม่รู้ว่าทัพช่วยเหลือกำลังเดินทางไป และข้าคาดการณ์ว่าเสบียงอาหารของพวกเขาย่อมเหลือน้อยและพวกเขาย่อมเป็นกังวล จะเป็นหายนะสำหรับเราถ้าพวกเขาตัดสินใจยอมจำนน

แผนดีที่สุดคือการปล่อยข่าวให้รั่วไหลออกไป กวนอูนั้นเป็นคนหัวดื้อ เขาย่อมคิดว่าตัวเองสามารถรับมือศึกจากสองทางในเวลาเดียวกันได้ เขาจะไม่ถอยทัพอย่างรวดเร็วแน่

เยี่ยมมาก โจโฉพูดขึ้น แล้วเขาจึงสั่งให้ซิหลงนำจดหมายของกวนอูไปให้ทัพของโจหยินและค่ายของกวนอู เมื่อทหารในวงล้อมรู้ข่าว พวกเขาจึงมีกำลังใจเพิ่มขึ้นเป็นร้อย ๆ เท่าทีเดียว ในขณะที่กวนอูนั้นสงสัยว่านี่จะเป็นแผนลวงของโจโฉ ดังนั้นเขาจึงไม่ถอยทัพ

โจโฉวางแผนที่จะนำทัพลงใต้จากลกเอี๋ยงเพื่อช่วยโจหยิน ขุนนางของเขาทั้งหมดแนะนำว่า ขอให้ท่านวุยอ๋องไปช่วยเหลือโดยเร็ว มิฉะนั้นพวกเขาต้องพ่ายแพ้แน่ มีเพียงขุนนางท้องพระโรง หองไก่ ที่ถามว่า ท่านอ๋องเชื่อว่าโจหยินและแม่ทัพคนอื่นสามารถรับมือสถานการณ์นี้ได้หรือไม่

โจโฉตอบว่า พวกเขาสามารถรับมือได้

แล้วท่านอ๋องกลัวว่าแม่ทัพทั้งสอง (โจหยินและซิหลง) จะไม่ใช้ความสามารถของพวกเขาอย่างเต็มที่อย่างนั้นหรือ

โจโฉตอบอีกว่า ข้าไม่คิดเช่นนั้น

หองไก่จึงถามว่าถ้าเช่นนั้น เหตุใดท่านอ๋องจึงต้องยกทัพไปช่วยเหลือด้วยตนเอง

ข้ากลัวว่าข้าศึกจะมีจำนวนมากเกินไปโจโฉพูด และกองทัพซิหลงจะอยู่ในอันตราย

หองไก่จึงพูดต่อว่าเวลานี้โจหยินและพวกตกอยู่ในการปิดล้อมอย่างแน่นหนา แต่พวกเขาก็ยังมีชีวิตรอดและไม่ยอมทรยศ นี่ก็เพราะว่าท่านอ๋องได้แสดงความแข็งแกร่งจากที่นี่โดยเชื่อใจไม่ไปช่วยเหลือ พวกเขายืนหยัดสู้ด้วยโอกาสเพียงหนึ่งในพัน และมีขวัญกำลังใจยอมสู้ตาย

ถ้าทหารที่โดนปิดล้อมยอมที่จะสู้จนตาย และภายนอกก็มีทัพใหญ่มาช่วยเหลือ แล้วท่านอ๋องก็ยังอยู่ณที่เมืองหลวงเพื่อแสดงให้รู้ว่าท่านยังมีกองทัพเหลืออยู่เป็นจำนวนมากที่พร้อมจะส่งไปช่วย ทำไมท่านต้องไปด้วยตัวเอง และแสดงให้คนอื่นรู้ว่าท่านกลัวว่ามีโอกาสที่จะพ่ายแพ้ด้วย

โจโฉพิจารณาว่าข้อเสนอนี้ยอดเยี่ยม ดังนั้นเขาจึงหยุดทัพของเขาไว้ที่เนินมอ และส่งหยินชูและจูไก่พร้อมทหารสิบหน่วยไปช่วยเหลือซิหลง

กวนอูตั้งศูนย์บัญชาการของเขาที่จุดสำคัญในการปิดล้อม และค่ายอื่น ๆ บนเนินเขาสี่แห่ง ซิหลงปล่อยข่าวลือว่า เขาพยายามที่จะโจมตีค่ายหลักของกวนอู แต่กลับไปโจมตีค่ายบนเนินเขาสี่แห่ง เมื่อกวนอูเห็นค่ายพวกนั้นอยู่ในอันตราย เขาจึงนำทหารห้าพันคนไปช่วยเหลือ ซิหลงโจมตีพวกเขาจนกวนอูต้องหลบหนีไป

คูค่ายของค่ายหลักกวนอูนั้นมีขวากกั้นถึงสิบชั้น แต่ซิหลงได้ตามไล่โจมตีกวนอูไปจนถึงแนวป้องกันของเขา และโจมตีทัพกวนอูพ่ายแพ้ไป ฝุฟางและหูซิ่วตายในการรบทั้งคู่

แล้วกวนอูก็ฝ่าวงล้อมหลบหนีไป แต่ทหารของเขาก็ยังอยู่ที่แม่น้ำเมี่ยนซุยและซงหยง ซึ่งถูกตัดขาดจากภายนอก

เมื่อลิบองมาถึงซุนหยางเขาซ่อนทหารของเขาในท้องเรือและให้คนอื่นแต่งกายคล้ายกับพ่อค้า ล่องเรือทั้งกลางวันและกลางคืน พวกเขายึดหอสังเกตการณ์ของกวนอูที่คอยรักษาการตามแม่น้ำ ทีละหอ ๆ ดังนั้นกวนอูจึงไม่รู้ข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้

บิฮองและเปาสูหยินนั้นไม่พอใจในการปฏิบัติที่กวนอูทำต่อพวกเขา เมื่อกวนอูยกทัพไป เขาทิ้งให้สองคนนี้คอยคุมการขนส่งเสบียง แต่การขนส่งเสบียงก็ล่าช้ากว่ากำหนด กวนอูจึงพูดว่า เมื่อข้ากลับไป ข้าจะไปลงโทษพวกเขา บิฮองและเปาสูหยินจึงหวาดกลัวมาก

ลิบองสั่งให้ยีหวนอดีตผู้บัญชาการทหารม้าเขียนจดหมายไปหา เปาสูหยินที่กองอั๋น อธิบายสถานการณ์ เปาสูหยินยอมจำนนทันที ยีหวนพูดกับลิบองว่า การศึกครั้งนี้ต้องอาศัยการลงมืออย่างรอบคอบ เราควรจะทิ้งทหารไว้รักษาเมืองและนำตัวเปาสูหยินไปกับเราดังนั้น พวกเขาจึงนำตัวเปาสูหยินไปเมืองลำกุ๋นด้วย

บิฮองรักษาเมืองกังเหลงเมืองหลวงของลำกุ๋น แต่เมื่อลิบองนำตัวเปาสูหยินให้เขาเห็น บิฮองก็เปิดประตูยอมแพ้ทันที

ดังนั้นลิบองจึงยกทัพเข้าเมืองกังเหลง ปล่อยตัวอิกิ๋มและจับตัวคนในครอบครัวและผู้อาศัยของกวนอูและลูกน้องของเขา ลิบองปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างดี และสั่งการทหารห้ามปล้นสะดมและทำร้ายชาวเมืองอย่างเด็ดขาด

ทหารคนหนึ่งของลิบองซึ่งเป็นคนจากเมืองเดียวกับเขา ได้ยึดเอาหมวกฟางกันฝนมาป้องกันชุดเกราะของกองทัพ แม้ว่าชุดเกราะนั้นจะเป็นสมบัติของกองทัพ ลิบองก็ยังตัดสินว่าทหารคนนั้นไม่เชื่อฟังคำสั่ง เขาไม่ยอมยกโทษให้แม้ว่าทหารคนนั้นจะเป็นคนเมืองเดียวกับเขา ลิบองร่ำไห้และสังหารเขา ในกองทัพจึงเกิดความกลัวและหวั่นวิตก ไม่มีทหารคนใดกล้าหยิบแม้แต่สิ่งของที่ตกอยู่ตามท้องถนน

ลิบองส่งคนไปถามสิ่งของต่าง ๆ ที่ชาวเมืองขาดแคลนจากผู้เฒ่าของเมือง เขามอบยาให้กับคนเจ็บป่วย เสื้อผ้าและอาหารให้กับคนที่หิวโหยและหนาวเหน็บ ทรัพย์สมบัติของครอบครัวกวนอูนั้นถูกปิดตายไว้รอการมาถึงของซุนกวน

ทันทีที่กวนอูรู้ข่าวว่าเมืองลำกุ๋นเสียให้กับลิบอง เขาเร่งนำทัพกลับลงใต้ โจหยินรวบรวมลูกน้องของเขาเพื่อประชุม และทุกคนพูดว่า กวนอูนั้นหวาดหวั่นและเสียขวัญ เราสามารถไล่ตามโจมตีและจัดการเขาได้

แต่เอียวงันแย้งว่า ซุนกวนนั้นฉวยโอกาสที่ทหารที่ป้องกันเมืองของกวนอูเบาบาง ใช้โอกาสนั้นโจมตีกวนอูทางด้านหลังโดยที่กวนอูยังไม่ทันตั้งตัว

เมื่อเขาเห็นว่ากวนอูยกทัพกลับมาช่วยเหลือเมือง เขาย่อมต้องกลัวว่าเราจะฉวยโอกาสนี้โจมตีทั้งเขาและกวนอู เขาจะต้องปฏิบัติต่อเราอย่างดีและร้องขอการสนับสนุนจากเรา แล้วเขาก็จะปล่อยให้เราโจมตีกวนอูแทน โดยที่ตัวเขานั่งดูสถานการณ์

เวลานี้กวนอูถูกทิ้งให้โดดเดี่ยวและกำลังหลบหนีไป เราควรจะใช้เขาให้กดดันซุนกวน ถ้าเรากดดันกวนอูมากไป ซุนกวนจะเปลี่ยนแผนหันมาเล่นงานเราทันที ท่านอ๋องนั้นต้องกังวลถึงจุดนี้แน่ ดังนั้นโจหยินจึงยกเลิกคำสั่งไล่ตามกวนอู

เมื่อโจโฉรู้ข่าวว่ากวนอูหลบหนีไป เขากลัวว่าลูกน้องของเขาจะไล่โจมตีกวนอู เขาจึงส่งคำสั่งด่วนไปหาโจหยิน ซึ่งก็เป็นอย่างที่เอียวงันคาดการไว้

กวนอูส่งคนนำสารหลายครั้งไปหาลิบองเพื่อสอบถามสถานการณ์ และลิบองได้รับรองคนเหล่านั้นอย่างนี้ ลิบองนำพวกเขาไปรอบเมืองและชาวเมืองต่างก็ฝากจดหมายคนนำสารให้ช่วยนำไปยังญาติพวกเขาที่อยู่ในทัพของกวนอู บางคนเขียนด้วยลายมือตัวเองเพื่อแสดงความน่าเชื่อถือ เมื่อคนของกวนอูกลับมา พวกเขาบอกเพื่อนของเขาถึงสิ่งที่เขาได้เห็น ดังนั้นทุกคนจึงรู้ว่าครอบครัวของเขานั้นไม่ตกอยู่ในอันตรายและพวกเขาได้รับการปฏิบัติดียิ่งกว่าในเวลาสงบสุขเสียอีก ทหารของกวนอูจึงไม่มีใจอยากที่จะต่อสู้

ซุนกวนแต่งตั้งลิบองเป็นเจ้าเมืองลำกุ๋น แต่งตั้งให้เขาเป็นพระยาแห่งฉานหลิงและตบรางวัลเขาด้วยเงินล้านแท่งและทองคำห้าร้อยชั่ง

ลกซุนได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองอิตู้

ในเดือนที่สิบเอ็ดฟานยื่อเจ้าเมืองอิตู้ ที่เล่าปี่แต่งตั้ง ได้หลบหนีออกจากเมือง ขุนนางของเมืองและผู้นำเผ่าต่าง ๆ ได้ยอมแพ้ต่อลกซุน

ลกซุนร้องขอตราตำแหน่งทองคำ เงินและทองแดง เพื่อมอบตำแหน่งชั่วคราวให้กับคนที่มาหาเขา แล้วลกซุนก็โจมตีฉานหยานและขุนนางคนอื่นของจ๊ก รวมทั้งก๊กของจีกุ๋ย ทั้งหมดพ่ายแพ้และยอมจำนน ตั้งแต่เริ่มจนจบ มีคนถูกฆ่า ถูกจับเป็นเชลยศึกและยอมจำนนหลายหมื่นคน

ซุนกวนแต่งตั้งลกซุนเป็นผู้บัญชาการกองทัพฝ่ายขวาและแม่ทัพผู้รักษาความสงบตะวันตก และแต่งตั้งศักดินา พระยาแห่งลกเสีย ลกซุนตั้งค่ายที่อิเหลงเพื่อป้องกันบริเวณปากแม่น้ำ

กวนอูรู้แล้วว่าเขาถูกตัดขาด เขาจึงมุ่งหน้าไปตะวันตกรักษาเมือง เป๊กเสีย ซุนกวนส่งฑูตไปหาเขาให้ยอมจำนน กวนอูแสร้งทำเป็นว่าเขายอมตกลง แต่เขากลับตั้งธงศึกบนกำแพงเมืองให้ดูเหมือนมีทหารมากมายแล้วหลบหนีไป ทหารของเขาต่างกระจัดกระจายกันไปจนเขามีทหารม้าติดตามไม่ถึงสิบสองคน

ซุนกวนส่งจูเหียนและพัวเจี้ยงให้ไล่ติดตามถนนทุกสาย ในเดือนที่สิบสอง ม้าตง นายทหารของพัวเจี้ยงได้จับตัวกวนอูและกวนเป๋งบุตรชายเขาได้ที่เขาเจาสัน และสังหารพวกเขา ดังนั้นซุนกวนจึงยึดมณฑลเกงจิ๋วได้

ก่อนหน้าที่ลิบองจะได้รับแต่งตั้งเป็นพระยา อาการเจ็บป่วยของเขาได้รุนแรงขึ้น ซุนกวนได้นำตัวเขามาพักอยู่ใกล้กับที่พักของเขาและพยายามหาทางรักษาตัวเขาทุกวิธี เมื่อหมอได้ทำการรักษาโดยการฝังเข็ม ซุนกวนก็พลอยรู้สึกเจ็บปวดและเศร้าเสียใจไปกับเขาด้วย

ซุนกวนต้องการไปเยี่ยมลิบองบ่อย ๆ แต่เขากลัวว่าจะเป็นการรบกวนการรักษา ดังนั้นซุนกวนจึงแอบมองลิบองผ่านรูในกำแพง ถ้าเขาเห็นลิบองสามารถกินอะไรได้ เขาก็จะยิ้มให้กับคนรอบตัว หัวเราะและชวนคนอื่นคุยด้วย เมื่อลิบองไม่ยอมกินอาหาร ซุนกวนก็จะถอนใจกังวลจนไม่สามารถนอนได้ในตอนกลางคืน

แล้วลิบองก็อาการดีขึ้น จึงมีการนิรโทษกรรมให้กับนักโทษเพื่อฉลองอาการดีขึ้นของลิบอง เสนาบดีทั้งหมดของซุนกวนต่างร่วมแสดงความยินดี แต่ในที่สุดลิบองก็ตายด้วยวัยสี่สิบสองปี ซุนกวนเศร้าโศกเสียใจและเจ็บปวดมาก เขาสั่งให้มีคนสามร้อยครัวเรือนคอยรักษาหลุมศพของลิบอง

ซุนกวนขี่ม้าไปกับอิกิ๋ม ยีหวนตวาดใส่อิกิ๋มว่า เจ้าเป็นนักโทษที่ยอมจำนน เจ้ากล้าดียังไงถึงปล่อยให้หัวม้าของเจ้าอยู่ในระดับเดียวกับนายท่านของเรา แล้วเขาก็ยกแส้ของเขามาหวดอิกิ๋ม แต่ซุนกวนตะโกนห้ามเขาไว้

ทันทีที่ซุนกวนกลับมาแสดงความภักดี โจโฉก็เรียกตัวเตียวเลี้ยวและคนอื่นกลับจากหับป๋ามาช่วยเหลืออ้วนเซีย แต่ก่อนที่พวกเขาจะมาถึง การปิดล้อมก็ถูกทำลาย

ซิหลงนำทัพของเขากลับไปที่เนินมอและโจโฉได้เดินทางออกมาล่วงหน้าเจ็ดลี้เพื่อต้อนรับเขา โจโฉจัดงานเลี้ยงใหญ่ ในระหว่างงานเลี้ยง โจโฉได้ยกจอกเหล้าหันไปแสดงความยินดีกับซิหลงพูดว่า นี่เป็นเพราะความสำเร็จของท่าน เราจึงสามารถป้องกันเมืองอ้วนเซียและซงหยงได้




 

Create Date : 10 กรกฎาคม 2549    
Last Update : 10 กรกฎาคม 2549 13:21:47 น.
Counter : 403 Pageviews.  

สามก๊ก ศึกหับป๋า



ศึกหับป๋า (The battle of Hefei ปี ค.ศ. 215) เป็นสงครามที่มีชื่อและมีความสำคัญมากอีกสงครามหนึ่งในสมัยสามก๊ก เป็นการรบกันระหว่างฝ่ายง่อที่มีจำนวนทหารมากกว่าฝ่ายวุยที่รักษาการณ์ที่หับป๋าหลายเท่า แต่กลับเป็นฝ่ายง่อที่พ่ายแพ้และถูกกดดันให้ถอยทัพกลับ ซึ่งถือว่าเป็นศึกที่สำคัญมากต่อฝ่ายวุย เพราะถ้าวุยพลาดเสียหับป๋าให้กับฝ่ายง่อ ก็เท่ากับว่าซุนกวนและกองทัพง่อสามารถเดินทัพอย่างสะดวกเข้าสู่ใจกลางของก๊กวุยและเมืองหลวงได้

ก่อนหน้านั้นในปี ค.ศ. 214 โจโฉได้แต่งตั้งจูกวงให้เป็นเจ้าเมืองโลกั๋ง ตั้งค่ายอยู่ที่ฮวน และเริ่มสำรวจพื้นที่เพาะปลูก ลิบองพูดกับซุนกวนว่า แผ่นดินของฮวน นั้นอุดมสมบูรณ์ ทันทีที่พวกเขาเริ่มการเพาะปลูก ศัตรูของเราจะยิ่งทวีความแข็งแกร่งขึ้น พวกเราต้องโจมตีพวกเขาโดยเร็ว

ซุนกวนนำทัพเข้าโจมตีเมืองฮวน ขุนนางของเขาต้องการสร้างเนินดินให้สูง และเครื่องยิงเพื่อโจมตีเมือง แต่ลิบองพูดว่า ถ้าเราสร้างเครื่องยิงและเนินดิน ต้องใช้เวลาหลายวันกว่าที่จะเสร็จ ตอนนั้นในเมืองก็เตรียมการป้องกันแล้ว กองทัพช่วยเหลือก็จะมาถึง เราก็จะไม่ประสบผลสำเร็จ ยิ่งกว่านั้น ฝนและน้ำหลากนั้นช่วยให้เรานำทัพมาได้ แต่ถ้าเราทำศึกยืดเยื้อเกินไป น้ำก็จะลดลง แล้วการเดินทางกลับก็จะยากลำบากยิ่งนัก ในความเห็นอันต่ำต้อยของผู้น้อยคิดว่าสถานการณ์เราก็จะอันตรายยิ่งนัก

ขอให้นายท่านจงพิจารณาเมืองให้ดี เมืองนี้ไม่มั่นคงแข็งแรงเท่าไหร่นัก ถ้าเราโจมตีอย่างหนักทุกด้าน เราจะยึดเมืองได้โดยง่าย แล้วเราก็สามารถยกทัพกลับในขณะที่น้ำยังท่วมสูงอยู่ได้ นี่คือแผนที่จะได้ชัยชนะ

ซุนกวนอนุญาตตามแผนของเขา ลิบองเสนอกำเหลงให้นำทหารเข้าโจมตี กำเหลงใช้ตะขอเหล็กดึงตัวเองไต่ขึ้นกำแพงเมืองและเป็นคนแรกที่สามารถเข้าเมืองได้สำเร็จ ลิบองตีกลองศึกด้วยตัวเองและตามโจมตีด้วยทหารที่ฝึกมาเป็นอย่างดี ทหารทั้งหมดกระโจนเข้าสู่การสู้รบ พวกเขาเริ่มโจมตีตั้งแต่รุ่งสาง ก่อนจะถึงมื้อเข้าพวกเขาก็ยึดเมืองได้ พวกเขาจับตัวจูกวงและเชลยศึกชายหญิงหลายพันคน เมื่อเตียวเลี้ยวมาถึงเจียชิ เขารู้ว่าเมืองถูกยึดไป เขาจึงยกทัพกลับ ในขณะที่ซุนกวนแต่งตั้งลิบองให้เป็นเจ้าเมืองโลกั๋งคอยรักษาการณ์

จุดเริ่มของศึกหับป๋านั้น เกิดขึ้นหลังจากที่เล่าปี่สามารถยึดจ๊กได้ในปีค.ศ. 214 โจโฉเองก็ได้เคลื่อนทัพเข้าโจมตีฮันต๋ง หวังที่จะยึดฮันต๋งจากเตียวฬ่อ ฮันต๋งนั้นเป็นเมืองทางทิศเหนือของจ๊ก เปรียบเสมือนเมืองหน้าด่านของเอ๊กจิ๋ว เล่าปี่กลัวว่าเขาจะเสียมณฑลเอ๊กจิ๋วไปถ้าโจโฉสามารถยึดเมืองฮันต๋งได้ ดังนั้นด้วยคำแนะนำของขงเบ้ง เล่าปี่จึงส่งอีเจี้ยนำสารไปขอสงบศึกกับซุนกวน โดยฝ่ายเล่าปี่เสนอการคืนเมืองกังแฮ เตียงสาและฮุยเอี๋ยง ที่เล่าปี่เคยขอยืมเป็นฐานที่มั่นส่งคืนกลับให้ฝ่ายง่อ เพื่อจูงใจให้ฝ่ายง่อบุกโจมตีหับป๋า โดยเล่าปี่หวังว่าจากการโจมตีของฝ่ายง่อ โจโฉจะถอยทัพกลับจากฮันต๋งไปป้องกันดินแดนของตัวเอง ซุนกวนตกลงและส่งจูกัดกิ๋นเป็นคนนำสารตอบ ทั้งสองสร้างความสัมพันธ์ขึ้นใหม่ มณฑลเกงจิ๋วถูกแบ่งออกโดยใช้แม่น้ำเซียงเป็นเขตแดน เมืองเตียงสา กังแฮ และฮุยเอี๋ยงที่อยู่ทางตะวันออกเป็นของซุนกวน ในขณะที่ เมืองลำกุ๋น เลงเหลงและบุเหลงที่อยู่ทางตะวันตกเป็นของเล่าปี่

ในเดือนที่แปด ปี ค.ศ. 215 ซุนกวนนำทัพจำนวนมากเคลื่อนที่ไปทางเหนือมุ่งหน้าไปหับป๋า จำนวนทัพของฝ่ายง่อนั้นน่าจะประมาณ 80,000 ถึง 100,000 คน ล้อมหับป๋า เตียวเลี้ยว ลิเตียวและงักจิ้นมีกำลังทหารเพียงเจ็ดพันนายรักษาการณ์อยู่ในเมือง

เมื่อโจโฉไปโจมตีเตียวฬ่อ เขาได้ส่งจดหมายแนะนำให้ซือตี้ผู้บัญชาการกองทัพของหับป๋าไว้ และเขียนไว้ด้านนอกว่า ถ้าศัตรูมาถึงให้เปิดออก ทันทีที่ซุนกวนยกทัพมาใกล้ พวกเขาเปิดจดหมายออกอ่าน ในจดหมายเขียนว่า ถ้าซุนกวนมา ให้แม่ทัพเตียวเลี้ยวและลิเตียนออกมาสู้ภายนอก แม่ทัพงักจิ้นให้รักษาเมือง ส่วนผู้บัญชาการกองทัพไม่ต้องสั่งการสู้รบ

เหล่าแม่ทัพต่างพากันคิดว่าทหารของพวกเขาน้อยเกินกว่าจะไปต่อสู้กับศัตรู และพวกเขาก็ยังสงสัยในแผนนี้ เตียวเลี้ยวพูดว่า นายท่านนั้นยกทัพไปต่อสู้ยังแดนไกล กว่าที่กองทัพช่วยเหลือจะมาถึง พวกเราก็คงพ่ายแพ้ไปแล้ว จดหมายฉบับนี้เตือนเราว่า ถ้าเราโจมตีศัตรูก่อนที่พวกเขาจะล้อมเมืองเราได้ เราก็จะทำลายความเข้มแข็งของศัตรูแต่เนิ่น ๆ และปลุกขวัญกำลังใจของกองทัพเรา แล้วเราก็อยู่ป้องกันแต่ในเมือง งักจิ้นและคนอื่นนิ่งเงียบไม่พูดอะไร

เตียวเลี้ยวโกรธมากพูดว่า แพ้หรือชนะขึ้นอยู่กับการศึกครั้งนี้ ถ้าพวกท่านยังรีรอ ข้าก็จะยกทัพไปสู้เพียงคนเดียว

ลิเตียนซึ่งเคยบาดหมางกับเตียวเลี้ยวมาก่อน ได้สนับสนุนเขาว่า นี่เป็นเรื่องใหญ่ของแผ่นดิน เมื่อข้าเห็นท่านวางแผนการเช่นนี้ แล้วข้าจะยังมีอคติส่วนตัวกับท่านแล้วเพิกเฉยเรื่องส่วนรวมได้อย่างไร ข้าขอเข้าร่วมกับท่านในการโจมตีนี้

เตียวเลี้ยวขออาสาสมัครจากทหาร มีทหารสมัครใจเข้าร่วมแปดร้อยคน เตียวเลี้ยวสั่งให้ฆ่าวัวมาเพื่อจัดงานเลี้ยงให้กับทหารกล้าทั้งแปดร้อยนายในคืนนั้น

วันต่อมา เตียวเลี้ยวใส่ชุดเกราะและถือทวนปลายแหลมสองข้างและนำหน้าเหล่าทหาร เป็นคนแรกที่เข้าโจมตีกองทัพง่อ เขาฆ่าทหารง่อไปหลายสิบคน ตัดหัวนายทหารของง่อได้สองคน เตียวเลี้ยวทำการสู้รบพร้อมร้องตะโกนบอกชื่อของเขาให้กองทัพง่อก๊กได้รับรู้ เขาทำทัพข้ามรั้วป้องกันค่ายกองทัพง่อก๊กและตรงเข้าไปหาซุนกวน ซุนกวนตกใจมาก ทำอะไรไม่ถูกได้แต่หนีขึ้นไปยังเนินดินและป้องกันตัวเองจากทวนยาวนั้น

เตียวเลี้ยวเรียกซุนกวนให้ลงมาต่อสู้ แต่ซุนกวนไม่กล้าลงมา แล้วเมื่อซุนกวนสังเกต เขาเห็นว่าเตียวเลี้ยวมีทหารจำนวนน้อยนิด เขาสั่งทหารล้อมวงหลายชั้นล้อมเตียวเลี้ยว เตียวเลี้ยวโจมตีวงล้อมอย่างรุนแรง ทำลายวงล้อมนั้นและหนีออกมาได้พร้อมทหารไม่กี่สิบคน ส่วนทหารที่เหลือของเขาที่ยังอยู่ในวงล้อมร้องไห้คร่ำครวญว่า ท่านแม่ทัพทิ้งพวกเราไปแล้วหรือ เตียวเลี้ยวจึงวกกลับไปต่อสู้อีกครั้ง โจมตีวงล้อมและนำทหารที่เหลือออกมา

ทหารของซุนกวนทั้งหมดไม่มีใครกล้าสู้กับเตียวเลี้ยวได้แต่หนีไป พวกเขาสู้ตั้งแต่ตอนเช้าจนถึงเที่ยงวัน ทหารจากง่อล้วนแต่สูญเสียกำลังใจสู้รบไป พวกเขาถอยทัพและเตรียมการป้องกันใหม่ ในขณะที่ฝ่ายวุยมีกำลังใจมากขึ้น

ซุนกวนอยู่ที่หับป๋าอีกมากกว่าสิบวัน แต่ฝั่งวุยก็ป้องกันการโจมตีจนไม่สามารถยึดได้ ในที่สุดซุนกวนก็เตรียมการถอยทัพ (มีบันทึกว่าเกิดโรคระบาดในทัพซุนกวน ทำให้ทหารซุนกวนไม่สามารถต่อสู้ได้ไม่เต็มที่และต้องถอยทัพ)

ทันทีที่กองทัพกำลังถอยทัพ ซุนกวนและแม่ทัพของเขาได้หยุดอยู่ที่ทางเหนือของสะพานเซียวเหยา เตียวเลี้ยวเฝ้าซุ่มสังเกตการณ์อยู่ และเมื่อเขาเห็นทหารง่อ เตียวเลี้ยวก็นำทัพเข้าโจมตีอย่างรวดเร็ว กำเหลง ลิบองและคนอื่น ๆ ต่างต่อสู้ตรึงข้าศึกไว้ ซุนกวนส่งคนไปตามทัพหน้ากลับมาช่วย แต่ทัพหน้าไปไกลเกินมาที่จะกลับมาช่วยได้ทันเวลา เล่งทองนำทหารของเขาสามร้อยคนเข้าช่วยซุนกวนจากวงล้อมและต่อสู้ยันทัพเตียวเลี้ยวไว้ เปิดโอกาสให้ซุนกวนหลบหนีจากวงล้อม เล่งทองเมื่อนำซุนกวนมาถึงฝั่งสะพานก็กลับไปต่อสู้จนทหารสามร้อยนายของเขาถูกฆ่าตายหมด ตัวเขาเองก็โดนอาวุธได้รับบาดแผลไปทั้งตัว

ซุนกวนขี่ม้าอย่างรวดเร็วมาถึงสะพาน แต่สะพานฝั่งใต้ได้ถูกทำลายไป เหลือเพียงไม้กระดานไม่กี่แผ่นสองฝั่งแม่น้ำ และมีช่องว่างห่างกันถึงสิบฟุต ผู้ตรวจการทหารองครักษ์ กู่ลี่ ซึ่งตามซุนกวนมา ได้บอกซุนกวนให้ยึดอานม้ากับบังเหียนให้แน่น แล้วเขาก็เอาแส้หวดที่หลังม้า แล้วพวกเขาก็ข้ามสะพานมาได้ โฮกี๋นำทหารสามพันคนจากฝั่งตอนใต้มารับซุนกวน

เขาเห็นว่าซุนกวนข้ามฝั่งได้ปลอดภัยแล้ว แต่สะพานพังไปแล้ว และถนนก็ถูกทัพวุยขวางทางอยู่ เล่งทองจึงถอดเกราะออกแล้วก็ว่ายน้ำหนีข้ามฝั่งมา ซุนกวนซึ่งตอนนั้นขึ้นเรือของฝั่งง่อแล้ว ดีใจมากที่เห็นเล่งทองว่ายน้ำมาขึ้นเรือได้

แต่เล่งทองนั้นเสียใจมากที่ทหารสามร้อยนายของเขาเสียชีวิตไป ทหารทุกคนล้วนเป็นทหารส่วนตัวของเขาที่ติดตามเขามานาน ทุกคนตายหมดในการช่วยซุนกวนฝ่าวงล้อม เล่งทองร้องไห้คร่ำครวญเสียใจอย่างยิ่ง ซุนกวนเห็นเข้าก็ตบหน้าเขา บอกว่า ปล่อยให้คนที่ตายไปแล้วไปสู่สุขคติ ตราบใดที่เจ้ายังมีชีวิตอยู่ เจ้าไม่ต้องกลัวเรื่องการไม่มีทหารในบังคับบัญชา แล้วซุนกวนก็ให้ตำแหน่งแม่ทัพที่ใหญ่ขึ้นแก่เขา มีทหารในสังกัดเพิ่มขึ้นจากเดิมสองเท่า

ซุนกวนจัดงานเลี้ยงปลอบขวัญให้กับเหล่าแม่ทัพของเขา โฮกี๋ลุกจากที่นั่งของเขาร้องไห้แล้วพูดว่า เกียรติของนายท่านคือการเป็นผู้ปกครองผู้คน ท่านควรจะได้รับการป้องกันอย่างแข็งขันอยู่เสมอ การศึกในวันนี้ เมื่อท่านประสบโชคร้าย เหล่าข้ารับใช้ของท่านล้วนแต่หวาดกลัวว่าฟ้าดินจะถล่มทลาย พวกเราวิงวอนนายท่านให้เอาเหตุการณ์วันนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจไปตลอดชีวิต ซุนกวนลุกมาหาเขา เช็ดน้ำตาให้แล้วพูดว่า ข้ารู้สึกขอบคุณและละอายใจ ต่อไปนี้ การทำศึกอย่างระมัดระวังจะหาใช่สิ่งที่เขียนโชว์บนเข็ดขัดข้า หากแต่ว่าสลักอยู่ในก้นบึ้งหัวใจข้าแล้ว (ซุนกวนพูดเปรียบเทียบถึงซิจางที่เขียนคำสอนของขงจื้อลงบนเข็ดขัดของเขา)

ผลจากสงครามครั้งนี้นั้นทำให้ ฝ่ายวุยมั่นคงปลอดภัยที่สามารถรักษาหับป๋าซึ่งเป็นเสมือนประตูสู่ดินแดนวุยได้ ถ้าฝ่ายง่อได้ชัยชนะในครั้งนี้ การที่ซุนกวนจะยกทัพเข้าบุกถึงเมืองหลวงก็มีความเป็นไปได้ เพราะว่าโจโฉได้นำทัพส่วนใหญ่ไปบุกยึดฮันต๋ง เหลือทหารไว้เฝ้าเมืองหลวงไม่มาก อย่างไรก็ดี เรื่องความสามารถของซุนกวนนั้น ในประวัติของเตียวเลี้ยวบอกไว้ว่าซุนกวนเกรงกลัวไม่กล้ามาสู้กับเขา แต่หลาย ๆ บันทึกว่าไว้ว่าซุนกวนนั้นมีความสามารถเรื่องขี่ม้า ยิงธนู กล้าหาญและมีความเป็นนักรบ เสียแต่ว่าซุนกวนไม่มีประวัติความสำเร็จในการนำทัพโจมตีเลย มีเพียงความสามารถในการป้องกันทัพโจโฉจำนวนมากที่บุกมาโจมตีทางปากแม่น้ำยี่สูก่อนหน้าศึกนี้ ซุนกวนนำทัพป้องกันได้เป็นอย่างดี จนโจโฉยังชมเชยว่า ถ้ามีบุตรต้องมีให้ได้อย่างซุนกวน




 

Create Date : 06 กรกฎาคม 2549    
Last Update : 7 กรกฎาคม 2549 7:43:47 น.
Counter : 452 Pageviews.  

สามก๊ก ศึกผาแดง (ศึกเซ็กเพ็ก)




ศึกผาแดง Battle of Red Cliffs (赤壁之戰)หรือศึกเซ็กเพ็ก Battle of Chìbì เป็นสงครามที่มีความสำคัญที่สุดสงครามหนึ่งในสมัยสามก๊ก ศึกผาแดงนี้เกิดขึ้นในปี 208 โดยฝั่งหนึ่งเป็นกองทัพพันธมิตรของเล่าปี่และซุนกวนทางตอนใต้ และอีกฝั่งคือทัพของโจโฉทางตอนเหนือ ซุนกวนและเล่าปี่นั้นได้ชัยชนะเหนือโจโฉ ทำให้ความพยายามในการยึดดินแดนทางใต้ของโจโฉต้องล้มเหลวลง นอกจากนั้นศึกผาแดงนี้ยังเป็นศึกที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในประวัติศาสตร์จีน

ปี 208 โจโฉได้ครองดินแดนภาคเหนือของจีนทั้งหมด หลังจากได้รับชัยชนะเด็ดขาดกับการต่อสู้กับเผ่า Wuhuan ในปี 207 ทำให้ดินแดนภาคเหนือ มั่นคงปลอดภัยจากการรุกราน หลังจากได้รับชัยชนะ ทัพของโจโฉก็มุ่งหน้าลงใต้แทบจะทันทีในปี 208 จุดมุ่งหมายเพื่อกำจัดศัตรูหลักทางภาคใต้ ในระหว่างนั้น เล่าเปียวผู้ครองมณฑลเกงจิ๋วได้เสียชีวิตในปีนั้น

เล่าเปียวมีบุตรสองคนคือ เล่ากี๋และเล่าจ๋อง เล่าเปียวให้เล่าจ๋องแต่งงานกับหลานสาวของชัวฮูหยิน ภรรยาคนล่าสุดของเขา ทำให้ชัวฮูหยินชอบเล่าจ๋องและไม่ชอบเล่ากี๋ ชัวมอน้องชายของชัวฮูหยิน และเตียวอุ๋นบุตรของพี่สาวชัวมอกีอคน ทั้งคู่เป็นที่โปรดปรานของเล่าเปียว และทุกวันพวกเขาจะใส่ร้ายเล่ากี๋และสรรเสริญเล่าจ๋อง

เล่ากี๋เป็นกังวลมาก เขาถามขงเบ้งว่าเขาจะป้องกันตัวเองได้อย่างไร แต่ขงเบ้งปฏิเสธที่จะตอบเขา ต่อมาไม่นานพวกเขาได้ไต่หอคอยด้วยกัน เล่ากี๋สั่งให้เอาบันไดพาดออกไป แล้วพูดกับขงเบ้งว่า เวลานี้เราอยู่ต่ำกว่าที่สวรรค์จะได้ยิน และสูงกว่าคนเบื้องล่างจะฟังเราได้ คำที่ท่านพูดมา จะมีเพียงข้าคนเดียวที่ได้ฟัง ท่านจะสามารถพูดได้หรือไม่

ขงเบ้งตอบว่า ท่านไม่เคยได้ยินเรื่อง ShenSheng อยู่ภายในต่อมาจึงได้รับอันตราย ในขณะที่ Chong’er หนีจากไปและรักษาชีวิตได้ เล่ากี๋เข้าใจทันที และวางแผนลับที่จะลอบออกไปนอกเมือง

ในเวลานั้นหองจอเสียชีวิต เล่ากี๋จึงขอให้เล่าเปียวแต่งตั้งเขาแทนที่หองจอ เล่าเปียวจึงตั้งให้เขาเป็นเจ้าเมือง กังแฮ

ต่อมาเล่าเปียวล้มป่วยหนัก เล่ากี๋จึงกลับมาเพื่อจะไปเฝ้าไข้ที่เตียง แต่ชัวมอและเตียวอุ๋นกลัวว่าถ้าเขาได้พบเล่าเปียวแล้วพ่อลูกจะกลับมาดีกันอีกครั้ง แล้วเล่าเปียวจะเปลี่ยนใจเปลี่ยนผู้สืบทอด พวกเขาจึงบอกกับเล่ากี๋ว่า ท่านแม่ทัพสั่งให้ท่านไปดูแลเมือง กังแฮ และนั้นเป็นตำแหน่งที่สำคัญมาก เวลานี้ท่านกลับละทิ้งชาวเมืองของท่านและมาเกงจิ๋วโดยไม่มีคำอนุญาต ท่านจะทำให้ท่านเล่าเปียวผิดหวังและทำให้อาการป่วยทรุดหนักขึ้น นี่ไม่ใช่วิธีของลูกจะแสดงความกตัญญูต่อบิดา พวกเขาหยุดเล่ากี๋ไว้นอกประตูและปฏิเสธที่จะให้เขาเข้าพบเล่าเปียว เล่ากี๋ได้แต่ร้องไห้เศร้าโศกกลับไป

ต่อมาเมื่อเล่าเปียวตาย ชัวมอ เตียวอุ๋นและพรรคพวกได้ยกเล่าจ๋องให้เป็นผู้สืบทอด เล่าจ๋องส่งตราตำแหน่ง Marquis ไปให้เล่ากี๋ แต่เล่ากี๋โกรธมากและเขวี้ยงตราตำแหน่งลงกับพื้น เขาตั้งใจที่จะกลับไปร่วมงานศพและใช้โอกาสนี้ยึดอำนาจ แต่ในช่วงนั้นกองทัพโจโฉได้ยกทัพมาพอดี เล่ากี๋จึงหนีไปยังตอนใต้ของแยงซี

ขุนนางของเล่าจ๋องหลายคนรวมทั้งเกงอวดเจ้าเมือง Zhangling และ ฮูสวน ขุนนางผู้ใหญ่ในสังกัดตะวันออก ได้แนะนำให้เขายอมจำนนต่อโจโฉ พวกเขาแนะให้เล่าจ๋องยอมจำนนต่อโจโฉ โดยให้เหตุผลว่า มีหลักสำคัญสำหรับการต่อต้านหรือยอมอ่อนน้อมและจัดการกับสถานการณ์ของผู้เข้มแข็งและผู้อ่อนแอ

เมื่อข้ารับใช้ปฏิเสธที่จะเชื่อฟังคำสั่งนายตัวเอง เขาได้หันหลังให้กับหน้าที่ที่ควรปฏิบัติ การตั้งรัฐ Chu (ชื่อเรียกดินแดนตอนใต้ในอดีต) ขึ้นมาต่อต้านกับแผ่นดินจีนย่อมนำอันตรายมาสู่เรา การเป็นพันธมิตรกับเล่าปี่เพื่อต่อสู้โจโฉ เราก็ไม่อาจสู้โจโฉได้

เมื่อมองตามสามข้อนี้ ท่านตกอยู่ในฐานะเสียเปรียบมาก ท่านจะต่อสู้โจโฉได้อย่างไร ท่านมีความสามารถเทียบเท่าเล่าปี่หรือไม่ ถ้าเล่าปี่ยังไม่สามารถเทียบได้กับท่านโจโฉ ต่อให้ท่านครอบครอง Chu ทั้งหมดก็ไม่สามารถรักษาไว้ได้ แล้วถ้าเล่าปี่เป็นคู่ต่อสู้กับโจโฉได้จริง เขาย่อมไม่ยอมรับใช้ท่านตลอดไป เล่าจ๋องเห็นด้วยกับคำแนะนำของพวกเขา

ในเดือนที่เก้า โจโฉมาที่เมือง ซินเอี๋ย เล่าจ๋องถือจดหมายแนะนำตัวมาต้อนรับโจโฉและยอมจำนนทั้งมณฑล

ขุนนางของโจโฉบางคนสงสัยว่านี่เป็นกับดัก แต่ Lou Gui พูดว่า ทั้งแผ่นดินต่างตกอยู่ในความสับสนวุ่นวาย ผู้นำแต่ละคนต่างช่วงชิงอำนาจที่มากขึ้นจากฮ่องเต้ เวลานี้เล่าจ๋องได้นำหนังสือแนะนำตัวมามอบให้ นี่แสดงว่าเขานั้นเชื่อถือได้ ดังนั้นโจโฉจึงนำกองทัพมุ่งหน้าต่อไป

ในเวลานั้นเล่าปี่ตั้งค่ายอยู่ที่ Fan แต่เล่าจ๋องไม่กล้าบอกเล่าปี่เกี่ยวกับการยอมจำนน แต่ในที่สุดเล่าปี่ก็รู้เรื่อง เขาส่งคนสนิทไปถามเหตุการณ์กับเล่าจ๋อง และเล่าจ๋องได้ส่ง ซงต๋งมาบอกข่าวกับเล่าปี่ ในเวลานั้นโจโฉได้เดินทัพมาถึง Wan เล่าปี่ประหลาดใจและตกใจมาก

ท่านทำเช่นนี้ เล่าปี่พูดกับซงต๋ง ท่านไม่เตือนข้าเลยแม้แต่คำเดียว เวลานี้หายนะกำลังมาถึงตัวข้า ท่านค่อยมาบอกให้ข้ารู้ นี่เท่ากับจำกัดหนทางของข้า เล่าปี่ชักดาบแล้วหันไปทาง ซงต๋งถ้าข้าตัดหัวท่านในตอนนี้ ก็ไม่ได้ทำให้ข้ารู้สึกดีขึ้น และต่อไปเราคงจะไม่ได้เห็นหน้ากันอีก คนที่มีเกียรติย่อมละอายใจที่จะฆ่าคนอย่างท่าน เล่าปี่จึงปล่อยตัว ซงต๋งไป

แล้วเล่าปี่ก็เรียกขุนนางเขามาประชุม บางคนแนะนำให้โจมตีเล่าจ๋องเพื่อยึดมณฑลเกงจิ๋ว เล่าปี่พูดว่า เมื่อท่านเล่าเปียวตายไป เขาวางใจฝากลูกของเขากับข้า ข้าไม่สามารถละทิ้งหน้าที่นี้เพื่อประโยชน์ของตัวเองได้ ไม่เช่นนั้นเมื่อข้าตายไป ข้าจะไปพบหน้าท่านเล่าเปียวได้อย่างไร

เล่าปี่นำทัพของเขาออกจากค่าย เมื่อเขามาถึงเมือง ซงหยง เขาขี่ม้าอย่างเร็วไปเรียกเล่าจ๋องให้ออกมาพบ แต่เล่าจ๋องกลัวและไม่กล้าแสดงตัว ขุนนางและประชาชนหลายคนของมณฑลเกงจิ๋วต่างมาร่วมกับเล่าปี่ เมื่อเล่าปี่ผ่านหลุมฝังศพของเล่าเปียว เขาหยุดไว้อาลัยครู่หนึ่ง ร้องไห้แล้วจากไป

ในเวลานั้นเขามาถึงเมืองซงหยง คนติดตามเล่าปี่มีจำนวนมากกว่าแสนคน สัมภาระจำนวนหลายพันเกวียน ทำให้เล่าปี่เดินทางได้วันละเพียงสิบลี้ เขาส่งกวนอูนำทัพแยกไปต่างหากทางเรือหลายร้อยลำให้ไปคอยเขาอยู่ที่ กังเหลง

บางคนบอกกับเล่าปี่ว่า ท่านควรจะเดินทางอย่างรวดเร็วไปป้องกัน กังเหลง แม้ว่าท่านจะมีผู้คนจำนวนมากอยู่กับท่าน แต่มีทหารเพียงน้อยนิด ถ้าทหารของท่านโจโฉตามมาทัน ท่านจะรับมือเขาได้อย่างไร

เมื่อคิดทำการใหญ่ เล่าปี่ตอบ ผู้คนถือเป็นสิ่งสำคัญ เวลานี้พวกเขาต่างพากันมาพึ่งข้า จะให้ข้าทอดทิ้งพวกเขาได้อย่างไร

อองอุ้ย ได้พูดกับเล่าจ๋องว่า โจโฉรู้ข่าวว่าท่านยอมแพ้และเล่าปี่ได้หนีไป เขาย่อมไม่ระมัดระวังตัว และจะมาหาท่านด้วยทหารเพียงน้อยนิด ถ้าท่านมอบทหารให้ข้าไม่กี่พันคน ข้าจะโจมตีเขาที่ด่าน แล้วทัพโจโฉก็จะแตกพ่ายไป เมื่อท่านสามารถจับตัวโจโฉได้ อำนาจของท่านจะครอบคลุมไปทั่วแผ่นดิน แล้วท่านก็จะปลอดภัย และสามารถมองหาโอกาสสำหรับการใหญ่ต่อไป แต่เล่าจ๋องไม่เห็นด้วยกับเขา

เพราะว่าคลังอาวุธที่นั่น โจโฉกลัวว่าเล่าปี่จะยึดเมือง กังเหลง เขาจึงทิ้งสัมภาระและนำทัพไปเมือง ซงหยง ด้วยทหารเคลื่อนที่เร็ว ที่นั่นเขารู้ว่าเล่าปี่ได้หนีไป เขาจึงนำทหารม้าห้าพันนายเข้าตามโจมตี ในวันเดียวโจโฉเดินทางมากกว่าสามร้อยลี้มาถึงเนิน เกงสัน ใน เมืองตงหยง เล่าปี่ละทิ้งลูกเมียของตัวเอง หนีไปพร้อมกับขงเบ้ง เตียวหุย จูล่งและทหารม้าไม่กี่สิบคน โจโฉจับกองทัพของเขาและสัมภาระได้ทั้งหมด

มารดาของชีซีถูกโจโฉจับตัวได้ และชีซีได้ขออภัยต่อเล่าปี่ โดยเอามือชี้ที่หน้าอกตัวเองพูดว่า ในตอนแรก เหตุผลที่ข้าพยายามวางแผนให้ท่านได้บรรลุการใหญ่นั้นเพราะว่าพื้นที่เล็ก ๆ ตรงนี้ (หัวใจ) เวลานี้ข้าสูญเสียมารดาข้า จิตใจของข้าสับสน และไม่สามารถช่วยงานท่านได้ ข้าขอร้องให้อนุญาตให้ข้าจากไป แล้วชีซีก็ไปหาโจโฉ

เตียวหุยนำทหารม้ายี่สิบคนป้องกันจากด้านหลัง เขายึดแม่น้ำและทำลายสะพาน หน้าตาเตียวหุยดุดัน เขาแกว่งทวนของเขา ตะโกนว่า ข้าคือเตียวหุย พวกเจ้าจงมาสู้และตายกับข้า ไม่มีทหารของโจโฉคนไหนกล้าเข้าไปใกล้เขา

ลูกน้องบางคนพูดกับเล่าปี่ว่า จูล่งหนีขึ้นเหนือไปแล้ว เล่าปี่ขว้างขวานสั้นใส่เขาพูดว่า จูล่งไม่มีทางละทิ้งข้าไป ไม่ช้าจูล่งก็กลับมา พร้อมกับนำตัวเล่าเสี้ยนมาด้วย

พวกเขามาพบกองทหารที่นำโดยกวนอู แล้วจึงข้ามไป Mian เล่ากี๋มาสบทบกับทัพของเล่าปี่พร้อมทหารหมื่นคน แล้วเล่ากี๋ก็พาทั้งหมดไปที่ แฮเค้า

ก่อนหน้านั้น เมื่อโลซกได้ข่าวว่าเล่าเปียวเสียชีวิต เขาพูดกับซุนกวนว่า มณฑลเกงจิ๋วนั้นติดกับชายแดนของเรา แม่น้ำแยงซีและภูเขานั้นเป็นอุปสรรคยากแก่การโจมตีและช่วยในการป้องกัน มีพื้นที่อุดมสมบูรณ์เป็นหมื่นลี้ ผู้คนก็มั่งคั่ง ถ้าเราสามารถยึดครองได้ เราจะใช้มันเป็นที่มั่นของอาณาจักรได้

เวลานี้เล่าเปียวเพิ่งเสียชีวิต บุตรชายทั้งสองของเขาก็ไม่ลงรอยกัน บรรดาขุนนางก็แยกกันเข้าข้างแต่ละคน เล่าปี่เป็นวีรบุรุษของแผ่นดิน เขาต่อสู้กับโจโฉและมาอยู่กับเล่าเปียว แต่เล่าเปียวอิจฉาในความสามารถของเขาจึงไม่ได้มอบหมายตำแหน่งที่สำคัญให้แก่เขา ถ้าเล่าปี่เข้าร่วมกับบุตรเล่าเปียว และถ้าพวกเขาจัดการสิ่งต่าง ๆ ได้ เราควรจะสงบศึกกับเขาและทำสัญญาเป็นพันธมิตรกัน ถ้าพวกเขาทะเลาะกัน เราควรจะวางแผนยึดครองเกงจิ๋ว

ข้าขออนุญาตเป็นฑูตส่งสารแสดงความเสียใจแก่บุตรของเล่าเปียว ในขณะที่ข้าอยู่ที่นั่น ข้าจะแสดงความเสียใจของเราและเป็นมิตรกับคนที่มีอำนาจในกองทัพพวกเขา และข้าจะแนะนำเล่าปี่ให้รวบรวมทัพของเล่าเปียวมาร่วมมือกับเราต่อสู้โจโฉ เล่าปี่จะยินดีและรับข้อเสนอของท่าน ถ้าเขาตกลง แผ่นดินก็จะสงบ ขอให้ท่านรีบส่งข้าไปก่อนที่โจโฉจะยกทัพมายึดเกงจิ๋ว ซุนกวนจึงส่งโลซกไป

โลซกมาถึง แฮเค้า เขารู้ว่าโจโฉได้เคลื่อนพลมาสู่มณฑลเกงจิ๋ว โลซกจึงเร่งเดินทางทั้งวันและคืน จนมาถึงเมือง Nan แต่ในเวลานั้น เล่าจ๋องได้ยอมจำนนและเล่าปี่ได้หนีลงใต้

โลซกจึงตรงไปหาเล่าปี่ และเจอกับเขาที่เนิน เกงสัน ใน เมืองตงหยง เขาบอกถึงความคิดซุนกวนต่อเล่าปี่และถกปัญหาสถานการณ์แผ่นดินเพื่ออธิบายว่าทำไมพวกเขาจึงควรเป็นมิตรกัน แล้วเขาจึงถามเล่าปี่ว่า ท่านเล่าปี่ คิดวางแผนจะไปที่ไหน

เล่าปี่ตอบว่า ข้ามีเพื่อนเก่าแก่คนหนึ่ง อาวสิ้วเจ้าเมืองซังงาวข้าจะไปหาเขาเพื่อรับใช้

โลซกจึงเอ่ยขึ้น แม่ทัพผู้สังหารคนชั่วช้า ซุนกวน นั้นเฉลียวฉลาดและจิตใจกว้างขวาง เขาเคารพคนมีฝีมือและปฏิบัติต่อบัณฑิตด้วยความเคารพ ผู้นำทั้งหมดของดินแดนใต้แม่น้ำแยงซีได้ยอมรับใช้เขา เวลานี้เขาครองหัวเมืองใหญ่ถึงหกหัวเมือง ทหารของเขาก็ล้วนแต่เชี่ยวชาญการสงคราม และมีเสบียงอาหารจำนวนมาก เขาเข้มแข็งพอที่จะดำรงความเป็นอิสระไม่ขึ้นกับใครได้

เวลานี้ข้าแนะนำว่าแผนดีที่สุดของท่านคือการส่งเพื่อนที่ไว้ใจได้ไปทำสัญญาพันธมิตรกับตระกูลซุนในตะวันออก แล้วท่านจะทำการพร้อมกันในทุกสิ่ง

แต่ถ้าท่านต้องการรับใช้ อาวสิ้วเขาเป็นเพียงคนธรรมดา อยู่ในเมืองที่ห่างไกล ไม่ช้าก็เร็ว ต้องมีสักคนที่จัดการเขา แล้วท่านจะสามารถไว้ใจตัวท่านกับเขางั้นหรือ

เล่าปี่ยินดีมากกับคำแนะนำนี้ โลซกยังพูดกับขงเบ้งว่า ข้าเป็นเพื่อนของจูกัดกิ๋น พวกเขาจึงกลายเป็นเพื่อนกันในทันที จูกัดกิ๋นคือพี่ชายของขงเบ้งผู้หลบหนีปัญหามุ่งหน้าไปทางแยงซีตะวันออก ตอนนี้เขาเป็นหัวหน้าเสมียนของซุนกวน

เล่าปี่ทำตามคำแนะนำของโลซก เขามุ่งหน้าไปอยู่ที่ Fankou ในตำบล E

โจโฉนำทัพของเขามุ่งหน้าไปตะวันออกไปทางแยงซีจาก กังเหลง ขงเบ้งพูดกับเล่าปี่ว่า ภารกิจนั้นเร่งด่วนนัก โปรดให้ข้าเป็นฑูตไปขอความช่วยเหลือจากแม่ทัพซุนกวน แล้วขงเบ้งจึงเดินทางพร้อมโลซกกลับไปหาซุนกวน

ขงเบ้งพบกับซุนกวนที่ ชีสอง แล้วพูดกับเขาว่า แผ่นดินล้วนสับสนวุ่นวาย ท่านควรจะนำทหารจากแยงซีตะวันออก ท่านเล่าปี่จะนำทหารจาก Han ตอนใต้ แล้วเราจะต่อสู้กับโจโฉร่วมกันรักษาแผ่นดิน โจโฉสังหารศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของเขาไปแล้ว และปราบผู้ที่เป็นปรปักษ์กับเขาเกือบทั้งหมด เวลานี้เขาได้ยึดมณฑลเกงจิ๋ว อำนาจของเขาแผ่ไปทั่วแผ่นดิน วีรบุรุษกลับไร้ดินแดนที่จะต่อสู้ ท่านเล่าปี่จึงต้องหนีจากที่นั่น

ข้าขอถามท่านประเมินความแข็งแกร่งของท่าน และให้ดินแดนแก่ท่านเล่าปี่เพื่อปกป้องตัวเอง ถ้าท่านจะใช้คนใน Wu และ Yue ต่อสู้กับอำนาจของแผ่นดินจีนส่วนกลาง ในไม่ช้าท่านย่อมต้องทำได้ดี แต่ถ้าท่านไม่สามารถทำได้ ท่านก็ควรจะเลิกกองทัพเสีย แล้วขึ้นเหนือไปรับใช้โจโฉ ท่านแสร้งทำเหมือนว่าท่านจะยอมจำนนและเชื่อฟัง แต่ท่านยังไม่ได้ตัดสินใจ เวลาผ่านไปเร็วนัก จนกว่าท่านจะตัดสินใจได้ ไม่อย่างนั้นหายนะจะมาถึงเร็วนัก

ถ้าเหตุการณ์เป็นอย่างที่ท่านอธิบาย ซุนกวนถาม แล้วทำไมเล่าปี่ถึงไม่ยอมจำนนต่อโจโฉ

Tian Heng ชายคนเดียวจากเมือง Qi ขงเบ้งตอบ แต่เขาได้ปกป้องเกียรติยศของตัวเองและปฏิเสธที่จะทำให้ชื่อเสียงตัวเองต้องมัวหมอง ท่านเล่าปี่เป็นเชื้อพระวงศ์ฮั่น ความกล้าหาญและความสามารถเป็นที่รู้จักไปทั่วแผ่นดิน เขาเป็นที่เคารพและชื่มชอบของประชาชนและสุภาพเป็นนิจเหมือนดั่งน้ำที่ไหลไปสู่ทะเล ถ้าบุคคลเช่นนี้ไม่ได้รับความสำเร็จ ย่อมเป็นลิขิตจากสวรรค์ แต่จะให้เขายอมจำนนต่อผู้อื่นได้อย่างไร

ซุนกวนโกรธมากพูดว่า ข้าไม่ได้รวบรวมดินแดนง่อและกองทัพนับแสนคนเพื่อมอบให้แก่คนอื่น ข้าได้คำนวณแล้ว จากความคิดที่ว่าเล่าปี่เป็นชายคนเดียวที่กล้าสู้กับโจโฉ แต่เล่าปี่เพิ่งจะแพ้ศึกมา แล้วเขาจะต่อต้านโจโฉได้อย่างไร

แม้ว่ากองทัพของเขาจะพ่ายแพ้ที่เนิน เกงสัน ขงเบ้งตอบ กองทัพที่แตกพ่ายไปก็ได้กลับมาหาเขา พร้อมด้วยทหารที่กวนอูเพิ่งนำมาจำนวนหมื่นคน ซึ่งมีอาวุธครบมือและฝึกมาเป็นอย่างดี และเล่ากี๋ยังมาร่วมกับเขาพร้อมทหารจาก กังแฮ ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยกว่าหมื่นคน

กองทัพโจโฉเดินทางมาเป็นระยะทางไกล พวกเขาเหนื่อยล้าและยากลำบาก ข้าได้ข่าวว่าพวกเขาไล่ตามท่านเล่าปี่ด้วยทหารม้าเคลื่อนที่เร็วเดินทางกว่าสามร้อยลี้ภายในหนึ่งวันหนึ่งคืน นี่ตรงกับคำว่า ลูกธนูที่พุ่งมาจนสุดแรงไม่สามารถทะลุผ้าไหมจาก Lu ได้ การเดินทัพของพวกเขาไม่ถูกต้องตามพิชัยยุทธ แม้แต่แม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ถ้าละเลยข้อนี้ก็จะพบจุดจบ (ในพิชัยยุทธห้ามการเดินทัพในวันเดียวหนึ่งร้อยลี้ การเดินทัพเช่นนี้แม่ทัพทั้งสามทัพ ทัพหน้า ทัพกลาง ทัพหลังจะถูกศัตรูจับตัวได้ทั้งหมด การเดินทัพห้าสิบลี้ แม่ทัพหน้าจะถูกจับตัวได้)

ยิ่งกว่านั้นคนในภาคเหนือล้วนไม่เคยผ่านการฝึกการต่อสู้ทางน้ำ ในขณะที่คนในมณฑลเกงจิ๋วที่เข้าร่วมกับกับโจโฉก็เพราะว่าพวกเขาถูกบังคับโดยกำลังทหาร ไม่ใช่เพราะยินยอมพร้อมใจ

เวลานี้ ถ้าท่านสั่งการให้เหล่าแม่ทัพผู้กล้าหาญของท่านนำกองทัพสองหรือสามหมื่นคนมาร่วมกับท่านเล่าปี่และเป็นพันธมิตรกัน แล้วกองทัพโจโฉก็จะย่อยยับ เมื่อกองทัพของเขาพ่ายแพ้ เขาจะต้องกลับขึ้นเหนือ ด้วยเหตุนี้อำนาจของเกงจิ๋วและง่อก็จะใหญ่โตขึ้น เราก็จะสามารถรักษาสมดุลกับโจโฉเหมือนดั่งหม้อสามขา โอกาสที่จะชนะและพ่ายแพ้ขึ้นอยู่กับวันนี้

ในเวลานั้น โจโฉได้ส่งจดหมายมาหาซุนกวนว่า ข้าได้รับราชโองการให้มาปราบเหล่าคนชั่วต่าง ๆ จุดมุ่งหมายของข้าคือหัวเมืองทางใต้ และเล่าจ๋องได้ให้ความช่วยเหลือแก่ข้า ข้านำกองทัพแปดแสนคนมา และวางแผนที่จะร่วมล่าสัตว์กับท่านในเมืองง่อ

เมื่อซุนกวนส่งจดหมายโจโฉให้เหล่าขุนนางดู พวกเขาพากันหวาดกลัวสีหน้าซีดเผือด

เตียวเจียวและขุนนางคนอื่นพูดว่า ท่านโจโฉเหมือนดั่งสุนัขป่าหรือเสือร้าย เขาคุมตัวฮ่องเต้ ใช้พระองค์เพื่อให้การกระทำของตัวเองชอบธรรม การกระทำทุกอย่างเขาสามารถอ้างได้ว่าทำเพื่อราชสำนัก ถ้าท่านต่อต้านเขาในตอนนี้ เหมือนกับเป็นการไม่เชื่อฟังต่อราชสำนัก

ยิ่งไปกว่านั้น แม่น้ำแยงซีซึ่งเป็นแนวป้องกันที่สำคัญต่อโจโฉ แต่โจโฉในเวลานี้ได้ครองทั้งมณฑลเกงจิ๋ว เล่าเปียวมีทหารที่ฝึกมาเป็นอย่างดี และมีเรือหุ้มเกราะเป็นพันลำและเรือรบอื่น ๆ อีก ถ้าโจโฉล่องเรือตามแม่น้ำแยงซีและสนับสนุนด้วยทหารบนบก เขาจะสามารถโจมตีเราทั้งทางบกและทางน้ำ

อีกนัยหนึ่ง โจโฉมีแม่น้ำเป็นปราการเหมือนดั่งเช่นฝั่งเรา ด้วยความเข้มแข็งของกองทัพโจโฉ เราไม่สามารถเทียบได้ ในความเห็นอันต่ำต้อยของข้า แผนการดีที่สุดคือการอ่อนน้อมต่อโจโฉ

ในที่นั้นมีเพียงโลซกคนเดียวที่ไม่พูดสิ่งใด

แล้วซุนกวนก็เดินไปที่ห้องน้ำ โลซกเดินตามเขามาด้วย ซุนกวนเชื่อว่าโลซกมีความในใจ จึงคว้ามือเขาแล้วพูดว่า ท่านมีสิ่งใดจะบอกข้า

ข้าได้ฟังความเห็นของพวกเขา โลซกตอบ คนเหล่านั้นล้วนแนะนำสิ่งที่ผิดให้แก่ท่าน ท่านไม่สามารถวางแผนใหญ่กับพวกเขา ข้าสามารถยอมจำนนต่อโจโฉได้ แต่ตัวท่านไม่

ให้ข้าอธิบาย ถ้าข้ายอมอ่อนน้อมต่อโจโฉ เขาจะส่งข้ากลับไปยังบ้านเกิด เพื่อจัดตำแหน่งขุนนางให้กับข้าใหม่ อย่างน้อยที่สุดข้าก็กลายเป็นขุนนางผู้น้อย ข้ายังสามารถนั่งเกวียนเทียมด้วยวัวได้ และมีทหารองครักษ์ และสามารถอยู่ร่วมกับชนชั้นสูงได้ แล้วข้าคงได้รับการเลื่อนตำแหน่งในที่สุด ข้าคิดว่าคงได้ครองมณฑลหรือหัวเมือง

แต่ถ้าท่านยอมแพ้ ท่านจะมีฐานะเช่นไร ข้าแนะนำให้ท่านตัดสินใจวางแผนการที่ยิ่งใหญ่ก่อนจะสายเกินไป ขออย่าได้เชื่อตามคำแนะนำของคนเหล่านั้น

ซุนกวนถอนใจด้วยความโล่งอกและชื่นชมพูดว่า คนเหล่านั้นล้วนแต่ทำให้ข้าผิดหวัง แต่ท่านกลับว่าแผนการที่ยิ่งใหญ่ นี่คือสิ่งที่ข้ามองหา

ในเวลานั้น จิวยี่ติดภารกิจอยู่ที่กวนหยง (ปากน้ำเมืองเองฮอ) โลซกแนะนำให้ซุนกวนเรียกตัวเขากลับ

เมื่อจิวยี่มาถึง เขาพูดกับซุนกวนว่า แม้ว่าโจโฉแสร้งทำเป็นเสนาบดีที่ภักดีของราชวงศ์ฮั่น แต่ที่จริงแล้วเขาเป็นศัตรูแ่ผ่นดิน ด้วยความสามารถทางการศึกสงครามและความสามารถที่กล้าหาญของท่าน สร้างรากฐานจากผลสำเร็จอันใหญ่หลวงของบิดาและพี่ชายท่าน ท่านได้ครอบครองแยงซีตะวันออก มีดินแดนยาวหลายพันลี้ ทหารที่เชี่ยวชาญสงคราม เสบียงอาหารพร้อมพรัก ผู้คนต่างก็ยินดีรับใช้ท่าน ท่านควรจะยกทัพไปทั่วแผ่นดิน และประพฤติตนเพื่อราชสำนักฮั่น ปล่อยวางความหนักใจและขับไล่ความละอายใจ

โจโฉพาตัวเองมาพบกับหายนะ ทำไมท่านต้องยอมแพ้เขา

ให้ข้าพูดถึงสถานการณ์ในตอนนี้ให้ท่านฟัง ภาคเหนือยังไม่สงบเรียบร้อย ม้าเฉียวและหันซุยที่อยู่ทางด่านตะวันตก พวกเขาเป็นอันตรายต่อโจโฉจากด้านหลัง ในเวลาเดียวกัน โจโฉได้ละจากอานม้า มาใช้เรือและไม้พายเพื่อต่อสู้กับง่อและ Yue ยิ่งกว่านั้น เวลานี้เข้าสู่ฤดูหนาว ม้าศึกของเขาก็จะขาดหญ้าเป็นอาหาร เขาบังคับกองทัพจากจีนภาคกลางยกพลเป็นระยะทางไกลมายังดินแดนแยงซีและทะเลสาบ ทหารของเขาไม่เคยชินกับที่หนองน้ำแบบนี้ พวกเขาจะต้องเจ็บป่วยอย่างแน่นอน ทั้งหมดนี้เป็นสัญญาณอันตรายของการศึก แต่โจโฉก็ยังเร่งรีบเคลื่อนทัพอย่างคนตาบอด

นี่คือเวลาที่จะจัดการโจโฉ ขอทหารให้ข้าสองหรือสามหมื่นคนที่ผ่านการฝึกอย่างดี และให้ข้ายกทัพไป แฮเค้า ข้ามั่นใจว่าจะเอาชนะเขาให้ท่านได้

ไอ้โจรเฒ่าคนนี้ ซุนกวนพูดขึ้น ได้พยายามมาตลอดที่จะล้มล้างราชวงศ์ฮั่นและสร้างอาณาจักรของตัวเองขึ้นมาแทน เขามีอ้วนสุด อ้วนเสี้ยว ลิโป้ เล่าเปียวและตัวข้าที่ต้องกังวล เวลานี้คนอื่น ๆ ตายไปหมดแล้ว ข้าเป็นศัตรูของเขาคนเดียวที่ยังเหลืออยู่ ระหว่างไอ้โจรเฒ่ากับข้า คนหนึ่งต้องพ่ายแพ้ ท่านบอกว่าข้าต้องโจมตีเขา นั่นคือสิ่งที่ข้าคิดเช่นกัน สวรรค์ได้ส่งท่านมาเพื่อข้า

ซุนกวนชักดาบออก เขาฟันโต๊ะเบื้องหน้าเขาพูดว่า ขุนนางคนใดกล้าแนะนำให้ยอมแพ้อีก จะเป็นเหมือนดั่งโต๊ะตัวนี้ แล้วซุนกวนก็เลิกการประชุม

ในคืนนั้น จิวยี่พูดกับซุนกวนอีกครั้ง เขาบอกว่า เมื่อคนพวกนี้เห็นจดหมายของโจโฉที่บรรยายถึงทหารแปดแสนคนพร้อมฝีพาย พวกเขาทั้งหมดต่างตกใจ และคำแนะนำที่พวกเขามีก็คือการยอมแพ้โดยไม่มีความคิดว่าสิ่งที่โจโฉบอกนั้นถูกต้องหรือแค่คุยโว นี่ไม่มีเหตุผลเลย

เวลานี้ ตรวจดูสถานการณ์ที่แท้จริง กองทัพที่โจโฉนำมาจากภาคกลางนั้นไม่น่าจะมากไปกว่าหนึ่งแสนห้าหมื่นหรือหนึ่งแสนหกหมื่น ทหารเหล่านี้ถูกเกณฑ์มาอยู่ในกองทัพเป็นเวลานานมาก แล้วโจโฉก็ได้ทหารจากเล่าเปียว เจ็ดหมื่นหรือแปดหมื่นคนอย่างมาก และความจงรักภักดีต่อโจโฉก็ยังเคลือบแคลง

โจโฉใช้คนที่เบื่อหน่ายและอ่อนล้ามาคุมกองทัพและคนเหล่านั้นก็เป็นไปได้ที่จะแปรพักตร์ แม้ว่ากองทัพเขาจะมีจำนวนมาก แต่ไม่มีอะไรที่ต้องกังวล ข้าว่า ทหารอย่างดีห้าหมื่นคนก็เพียงพอที่จะจัดการกับพวกเขา ท่านไม่ต้องกังวลอะไร

ซุนกวนตบหลังเขาแล้วพูดว่า กงจิ้น ท่านจัดการสิ่งต่าง ๆ อย่างที่ข้าหวัง เตียวเจียว Qin Song และคนอื่น ๆ ต่างกังวลเกี่ยวกับภรรยาและลูก ๆ ของพวกเขา พวกเขาสนใจแต่เรื่องตัวเอง ข้าผิดหวังในตัวพวกเขา มีเพียงท่านและโลซกที่เห็นด้วยกับข้า สวรรค์ส่งท่านมาช่วยเหลือข้า

เป็นการยากที่จะรวบรวมทหารห้าหมื่นคนกระทันหัน แต่ข้าได้เตรียมทหารสามหมื่นคนที่คัดเลือกไว้แล้ว เรือรบ เสบียงอาหารและอาวุธต่าง ๆ ถูกเตรียมไว้พร้อมแล้ว ท่านและโลซกและท่านเทียเภา จงไปเป็นกองหน้า ข้าจะส่งทหารและเสบียงศึกไปเพิ่มภายหลัง

ถ้าท่านสามารถจัดการเขาได้ ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะถูกตัดสินตามใจของฝ่ายเรา แต่ถ้าสถานการณ์เลวร้าย จงกลับมาหาข้า ข้าจะนำทัพด้วยตัวเองและต่อสู้กับโจโฉ

แล้วซุนกวนก็ตั้งจิวยี่และเทียเภาเป็นผู้ควบคุมกองทัพซ้ายและขวาร่วมกับเล่าปี่ต่อสู้โจโฉ โลซกถูกแต่งตั้งเป็นขุนพลช่วยเหลือกองทัพ เพื่อช่วยในการวางแผน

เล่าปี่อยู่ที่ Fankou ทุกวันเขาจะส่งทหารสอดแนมไปตามแนวแม่น้ำเพื่อดูกองทัพซุนกวน หน่วยสอดแนมเห็นเรือของจิวยี่ พวกเขาจึงรีบไปรายงานเล่าปี่

เล่าปี่ส่งคนไปรับเขา แต่จิวยี่พูดว่า ข้าบัญชากองทัพจึงไม่อาจละทิ้งหน้าที่ไปได้ ถ้านายของพวกท่านจะมีความกรุณาพอจะมาพบข้าที่นี่ นั่นก็เป็นสิ่งที่ข้าหวังไว้

ดังนั้นเล่าปี่จึงนั่งเรือไปหาจิวยี่ เขาพูดกับจิวยี่ว่า ท่านตัดสินใจที่จะต่อสู้โจโฉ นี่ถือว่าเยี่ยมมาก ท่านนำทหารมาจำนวนเท่าไหร่

สามหมื่นนาย จิวยี่ตอบ

ข้าเกรงว่าจะไม่เพียงพอ เล่าปี่พูดขึ้น

พวกเขาเพียงพอแล้ว จิวยี่ตอบ ขอให้ท่านคอยดูวิธีที่ข้ารับมือกับโจโฉ

เล่าปี่ต้องการเรียกโลซกและคนอื่นไปร่วมประชุมการศึก แต่จิวยี่พูดว่า ข้าได้รับคำสั่งมา ข้าไม่สามารถละทิ้งหน้าที่ได้ ถ้าท่านต้องการพบโลซก โปรดจงได้พบเขาด้วยตัวเอง เล่าปี่รู้สึกไม่พอใจแต่เขาก็ประทับใจอย่างมาก

ในระหว่างนั้น โจโฉได้ยึดจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่กังเหลงและตั้งค่ายสำหรับทหารจำนวนมากของเขาที่นั่น ทัพผสมระหว่างซุนและเล่าได้แล่นเรือทวนน้ำไปประจัญหน้ากับโจโฉที่ผาแดง

กองทัพโจโฉล้วนแต่อ่อนเพลีย มีโรคระบาดเกิดขึ้น ในการโจมตีครั้งแรก ทหารของโจโฉไม่ได้รับชัยชนะ พวกเขายกพลกลับไปทางเหนือของแยงซี จิวยี่และกองทัพเขาอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำทางใต้ ทหารโจโฉมีจำนวนกว่าหนึ่งแสนห้าหมื่นนาย ใขณะที่ทัพผสมซุนเล่านั้น จิวยี่นำทหารสามหมื่นนาย ส่วนเล่าปี่นั้นมีทหารราว ๆ สองหมื่นนาย

อัตราส่วนของทหารเรือของทั้งสองฝ่ายน่าเป็น ฝั่งโจโฉแสนสองหมื่นนาย และฝั่งซุนเล่าห้าหมื่นนาย ทหารโจโฉนั้นมีแต่ทหารเดินเท้าและทหารม้า

เขาให้ทหารเดินเท้าและทหารม้าของเขาเปลี่ยนเป็นทหารเรือ เพราะหลังจากที่เขาเอาชนะเผ่า Wuhuan ได้ ทำให้มีความมั่นใจมาก เขาคิดว่าจะสามารถใช้กำลังพลที่เหนือกว่านั้นเอาชนะพันธมิตรซุนเล่า สองสามวันก่อนที่ศึกนี้จะเริ่มขึ้น ทหารของโจโฉจำนวนมากก็เกิดอาหารเมาเรือจำนวนมากจากการไร้ประสบการณ์ทางน้ำ

เพื่อแก้ปัญหาอาการเจ็บป่วยจากโรคระบาดและอาการเมาเรือ โจโฉจึงตัดสินใจที่จะใช้โซ่ล่ามเรือศึกต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ภายในไม่กี่วัน จำนวนทหารที่เมาเรือในทัพโจโฉก็ลดลงอย่างรวดเร็ว

ทัพโจโฉนั้นตั้งทัพอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของทัพซุนเล่า แต่โจโฉนั้นไม่คุ้นเคยกับสภาวะภูมิอากาศทางภาคใต้และไม่ระวังการโจมตีด้วยไฟเพราะในช่วงนั้นมีแต่ลมที่พัดจากทิศเหนือไปทางทิศใต้

อุยกาย นายทหารในสังกัดจิวยี่พูดว่า ข้าศึกมีจำนวนมาก เรามีจำนวนน้อย เป็นการยากที่จะตรึงพวกเขาเป็นเวลานาน ในเวลานี้ขบวนเรือของทัพโจโฉอยู่เกาะกลุ่มรวมกัน เราสามารถเผาเรือพวกเขาและทำให้พวกเขาต้องหนีไปได้

อุยกายนำเรือรบสิบลำ บรรจุด้วยเชื้อไฟและไม้แห้ง เทน้ำมันไว้ในเรือและหุ้มเรือด้วยผ้ากันน้ำและประดับธงศึก เขาเตรียมเรือเร็วและผูกเรือไว้ด้านหลังของเรือรบ และก่อนที่เขาจะทำการ เขาได้ส่งจดหมายไปหาโจโฉ แกล้งทำเป็นเหมือนว่าเขาจะยอมแพ้

ก่อนหน้าที่จะเริ่มศึกไม่นาน โจโฉเห็นลงจากทิศใต้นั้นขัดขวางการนำทัพลงใต้ของเขา ทัพของเขาไม่สามารถล่องเรือลงใต้ฝ่าสายลมที่พัดแรงได้ จึงมีคำสั่งให้ถอยทัพ แต่เนื่องด้วยเรือศึกของเขาทั้งหมดได้ถูกเชื่อมเข้าด้วยกัน ทำให้การถอยทัพทำให้อย่างเชื่องช้า ทัพเรือสองพันลำของโจโฉจึงเหมือนติดกับดักอยู่กลางแม่น้ำแยงซีเคลื่อนไหวไปไหนไม่ได้

ในเวลานั้นลมแรงได้พัดมาจากทิศตะวันออกเฉียงใต้ อุยกายได้นำเรือสิบลำเป็นกองหน้า พายเรือมาครึ่งทางแม่น้ำแยงซี เรือลำอื่น ๆ ก็แล่นตามเขามา

กองทัพโจโฉออกมาจากค่ายเพื่อเฝ้าดู พวกเขาชี้และพูดว่าอุยกายกำลังจะมายอมแพ้ เมื่อเขาห่างจากกองทัพโจโฉสองลี้ เขาได้จุดไฟเรือรบขึ้น

ไฟลุกขึ้นอย่างน่ากลัวและลมก็กรรโชกแรง เรือทั้งหมดพุ่งเข้าใส่ทัพโจโฉเหมือนดั่งลูกธนู ทัพทั้งหมดของฝ่ายเหนือถูกเผา ไฟได้ลามไปถึงค่ายทหารบนฝั่ง ในเวลานานค่ายก็ตกอยู่ในควันและเปลวไฟจำนวนมาก ทหารและม้าศึกจำนวนมากถูกไฟคลอกตาย ไม่ก็จมน้ำตาย

จิวยี่และพวกนำทหารเคลื่อนที่เร็วติดตามโจมตี พวกเขาตีกลองศึกด้วยความดุดัน แล้วกองทัพทางเหนือก็เสียหายอย่างใหญ่หลวง

ในระหว่างทัพที่สับสนอลหม่าน โจโฉได้เรียกทัพมาต่อต้านการโจมตีของฝ่ายซุนเล่า อย่างไรก็ตาม ลูกธนูของฝ่ายโจโฉแทบไม่สามารถทำอะไรทัพซุนเล่าได้เนื่องจากลมทิศใต้ที่กรรโชกแรง กรโจมตีด้วยลูกธนูไฟและเรือที่ติดไฟภายใต้การนำของอุยกายได้ทำลายเรือรบจำนวนมากของฝ่ายโจโฉ ทัพหลังของซุนกวนซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของแม่น้ำได้ข้ามแม่น้ำมาโจมตี ในขณะที่ทัพเล่าปี่ได้ไล่โจมตีไปทาง Wulin ทัพทั้งสองไล่โจมตีทัพโจโฉ

เมื่อเห็นว่าสถานการณ์สายเกินแก้ โจโฉจึงเผาเรือรบที่เหลือทิ้งนำกองทัพของเขาเดินเท้าหนีไปทางถนน Huarong พวกเขาเผชิญกับโคลนตมและหนองเลน ถนนแทบผ่านไปไม่ได้ สวรรค์ได้ส่งลมแรงมาช่วย ทหารที่บอบช้ำต่างขนหญ้าบนหลังมาถมถนนเพื่อให้ทหารม้าสามารถข้ามไปได้ พวกเขาถูกทหารคนอื่นและม้าศึกเหยียบจมหายไปในโคลนเลน ทหารโจโฉจำนวนมากตายพร้อมกัน

เล่าปี่และจิวยี่นำทัพทางบกและน้ำ พวกเขาตามโจมตีโจโฉมาถึงเมือง Nan ทหารทั้งหมดของโจโฉหิวโหยและเหนื่อยล้า ทหารส่วนใหญ่ได้ล้มตายลง แต่เตียวเลี้ยวและเคาทูได้มาช่วยเหลือและอารักขาโจโฉกลับกังเหลง

แล้วโจโฉก็ทิ้งแม่ทัพผู้ปราบทิศใต้ โจหยินไว้ พร้อมด้วยแม่ทัพข้ามและเปิดชนบท ซิหลงไว้รักษาเมือง กังเหลง หมันทองให้รักษาเมืองตันเอี๋ยง และแม่ทัพผู้ทำลายแนวป้องกันศัตรูงักจิ้น ไว้รักษาเมือง ซงหยง แล้วโจโฉนำทหารที่เหลือกลับขึ้นทิศเหนือ

จิวยี่และเทียเภามีทหารสองหมื่น สามหมื่นคน แต่แม่น้ำขวางพวกเขาจากโจหยิน พวกเขาจึงไม่สามารถโจมตีได้ กำเหลงขออนุญาตนำทัพอ้อมไปยึดอิเหลง เขาล้อมเมืองและยึดเมืองได้ในที่สุด

โจหยินส่งกองทัพไปล้อมกำเหลง กำเหลงถูกกดดันอย่างมาก เขาขอความช่วยเหลือจากจิวยี่ แม่ทัพทุกคนต่างรู้สึกว่าทหารมีจำนวนน้อยเกินไปที่จะแบ่งแยกทหาร แต่ลิบองพูดกับจิวยี่และเทียเภาว่า ปล่อยให้เล่งทองอยู่ที่ กังเหลง ถ้าท่านกับข้ายกทัพไป เราต้องสามารถทำลายวงล้อมและช่วยกำเหลงได้ มันคงไม่กินเวลานานเกินไป ข้ารับรองว่าเล่งทองสามารถรับศึกได้ถึงสิบวัน

จิวยี่ทำตามแผนนี้ พวกเขาโจมตีทัพโจหยินที่อิเหลงพ่ายแพ้ไป และนำทหารม้าสามร้อยนายกลับมา ความเชื่อมั่นทหารฝั่งง่อเพื่อเป็นทวีคูณ และจิวยี่ได้ยกทัพข้ามแม่น้ำแยงซีมาตั้งค่ายอยู่ฝั่งเหนือของแม่น้ำเพื่อประจัญหน้ากับทัพโจหยินโดยตรง

ในเดือนที่สิบสอง ซุนกวนนำทัพด้วยตัวเองมาล้อม หับป๋า เขาได้ส่งเตียวเจียวไปโจมตี Dangtu ใน จิวเจี๋ยง แต่เตียวเจียวไม่สามารถยึดเมืองได้

เล่าปี่ได้แนะนำให้แต่งตั้งเล่ากี๋เป็นผู้ตรวจการมณฑลเกงจิ๋ว นำทหารของเขาลงใต้ยึดสี่หัวเมือง กิมสวนเจ้าเมืองบุเหลง ฮันเหียนเจ้าเมืองเตียงสา เตียวหอมเจ้าเมืองฮุยเอี๋ยง เล่าเตาเจ้าเมืองเลงเหลง ล้วนแต่ยอมแพ้ ในขณะที่ ลุยฉีผู้นำกองกำลังในโลกั๋งได้นำทหารสองสามหมื่นมารับใช้เล่าปี่

หลังจากเสร็จสิ้นศึกนี้ ทัพซุนเล่านั้นได้ยึดดินแดนเกงจิ๋วเกือบทั้งหมด โดยทัพจิวยี่สามารถเอาชนะโจหยินยึดเมืองกังเหลงได้ ส่วนเล่าปี่นั้นได้ยึดครองดินแดนเกงจิ๋วใต้ทั้งหมด




 

Create Date : 19 พฤษภาคม 2549    
Last Update : 19 พฤษภาคม 2549 18:43:36 น.
Counter : 4043 Pageviews.  

สามก๊ก ศึกกัวต๋อ



ศึกกัวต๋อ(官渡之戰)Battle of Guandu เกิดขึ้นที่ริมฝั่งแม่น้ำเหลืองในปี 200 AD เป็นศึกที่โจโฉได้ชัยชนะต่ออ้วนเสี้ยว เขาโจมตีคลังเสบียงและกองทัพของอ้วนเสี้ยว ภายหลังศึกนี้ อ้วนเสี้ยวเสียชีวิตในเวลาต่อมาใม่นาน ผลของการศึกครั้งนี้ทำให้โจโฉกลายเป็นผู้นำดินแดนภาคเหนือของเมืองจีน

ตั้งแต่ปี 196 AD โจโฉและอ้วนเสี้ยวนั้นเกิดบาดหมาง ไม่ลงรอยกัน สงครามระหว่างสองฝ่ายนั้นเพียงรอเวลาเท่านั้นว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ พื้นที่ของกัวต๋อนั้นกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เพราะว่าใกล้กับที่ลุ่มเอี๋ยนและแม่น้ำเหลือง และยังเป็นทางที่มุ่งไปสู่เมืองฮูโต๋ โจโฉเป็นคนแรกที่คำนึงถึงความสำคัญของพื้นที่นี้ ในปี 199 เขาเคลื่อนทัพไปสร้างป้อมปราการที่นั่น ปี 200 โจโฉโจมตีเล่าปี่ จนเล่าปี่พ่ายแพ้ต้องหนีไปหาอ้วนเสี้ยว ในปีนั้นเอง อ้วนเสี้ยวได้ประกาศสงครามกับโจโฉ นำทัพมุ่งลงใต้ ทัพหน้าของอ้วนเสี้ยวโจมตีป้อมรักษาการณ์ที่ลิหยงทางเหนือของแม่น้ำเหลือง อิกิ๋มแม่ทัพที่รักษาการที่ลิหยงได้ส่งสารแจ้งการโจมตีของอ้วนเสี้ยว โจโฉจึงระดมทัพสองหมื่นคนเข้ารักษาการณ์ที่กัวต๋อในทันที เตรียมพร้อมป้องกันการโจมตีของอ้วนเสี้ยว

ในไม่ช้ากองทัพใหญ่ของอ้วนเสี้ยวก็มาถึง ทหารของอ้วนเสี้ยวมีพลเดินเท้าหนึ่งแสนคนและทหารม้าอีกหนึ่งหมื่นคน อ้วนเสี้ยวส่งงันเหลียงไปโจมตีเล่าเอี๋ยนเจ้าเมืองตองกุ๋น ที่แปะแบ๊ ชีสิวพูดว่า งันเหลียงนั้นไม่ใส่ใจและไม่มีความอดทน แม้ว่าเขาจะอาจหาญ แต่เขาไม่สามารถจัดการกองทัพด้วยตัวคนเดียวได้ อ้วนเสี้ยวไม่เห็นด้วยกับชีสิว

ในฤดูร้อน เดือนที่สี่ โจโฉยกทัพขึ้นเหนือไปช่วยเล่าเอี๋ยน ซุนฮิวแนะว่า กองทัพของเรานั้นมีขนาดเล็กเกินกว่าจะไปสู้กับศัตรู เพื่อที่จะเอาชัยชนะ ท่านต้องแบ่งแยกกองทัพศัตรู เมื่อท่านยกทัพไปถึง ที่ลุ่มเอี๋ยน แกล้งทำเป็นส่งทหารข้ามแม่น้ำเข้าโจมตีด้านหลังพวกเขา อ้วนเสี้ยวต้องมุ่งหน้าไปตะวันตกเพื่อรับมือ ถ้าท่านส่งทหารอย่างรวดเร็วไปที่แปะแบ๊และโจมตีอย่างฉับพลัน ท่านจะปราบงันเหลียงได้แน่ โจโฉทำตามแผนการของเขา ทันทีที่อ้วนเสี้ยวรู้ว่าศัตรูข้ามแม่น้ำเหลืองมา เขาส่งกองทหารย่อยไปตะวันตกเพื่อรับมือ โจโฉก็ถอยทัพมุ่งหน้าไปตะวันออกเพื่อช่วยเหลือเมืองแปะเบ๊ พวกเขายังอยู่ห่างจากทัพงันเหลียงมากกว่าสิบลี้ แต่งันเหลียงตื่นตระหนกยกทัพออกมาต่อสู้ด้วย

โจโฉส่งเตียวเลี้ยวและกวนอูนำทัพไปสู้ กวนอูมองเห็นธงประจำตัวของงันเหลียง เขาลงแส้ม้าของเขา ควบม้าถึงตัวงันเหลียงท่ามกลางทหารกว่าหมื่นคนของงันเหลียง กวนอูตัดหัวงันเหลียงแล้วควบม้ากลับมา ไม่มีทหารงันเหลียงคนไหนกล้าขัดขวางกวนอู การปิดล้อมที่แปะแบ๊จึงถูกทำลาย ผลจากการสู้รบที่แปะเบ๊นั้น หลังจากนั้นโจโฉก็เตรียมการที่จะทิ้งเมืองและอพยพชาวบ้านไปตะวันตกทางแม่น้ำเหลือง

อ้วนเสี้ยวข้ามแม่น้ำเหลืองมาติดตามพวกเขา แต่ชีสิวแย้ง บอกว่า เมื่อท่านทำศึกสงคราม ท่านต้องใส่ใจในเหตุการณ์ที่เป็นไปได้ทุกอย่าง แผนที่ดีที่สุดตอนนี้คือการรักษาค่ายที่ที่ลุ่มเอี๋ยน และส่งทัพหน้าไปที่ กัวต๋อ ถ้าพวกเขาสามารถยึดเมืองได้ ท่านก็ยังมีเวลาพอที่จะยกทัพตามทัพหน้าไปได้ แต่ถ้าท่านนำทัพทั้งหมดไปและเกิดสถานการณ์เลวร้ายขึ้นมา ทหารซักคนก็ไม่สามารถเอาชีวิตรอดกลับมาได้ แต่อ้วนเสี้ยวไม่เห็นด้วยกับเขา

ชีสิวมาถึงที่ทางแยกและถอนใจพูดว่า นายท่านมั่นใจมากเกินไป ขุนนางแต่ละคนก็ทะเยอทะยานสูง แม่น้ำเหลืองช่างกว้างใหญ่นัก ใยข้าต้องข้ามไป ชีสิวจึงอ้างว่าตัวเองป่าวยและขออนุญาตกลับเมือง แต่อ้วนเสี้ยวไม่อนุญาตและโกรธเคืองเขา อ้วนเสี้ยวยึดอำนาจสั่งการกองทัพของเขาและมอบให้กัวเต๋า

เมื่ออ้วนเสี้ยวนำทัพมุ่งใต้จากที่ลุ่มเอี๋ยน โจโฉให้ทหารของเขาตั้งค่ายที่เชิงเขาทางใต้ โจโฉส่งคนไปสอดแนม พวกเขากลับมารายงานว่า มีทหารม้าห้าพันถึงหกพันนาย ไม่นานพวกเขาก็กลับมารายงานอีกว่า ทหารม้าของอ้วนเสี้ยวเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก และพลเดินเท้านั้นมีมากเกินกว่าจะนับได้หมด โจโฉจึงสั่งพวกเขาไม่ต้องสอดแนมอีก

โจโฉให้ทหารม้าของพวกเขาลงจากอานม้าและปล่อยม้าไป สัมภาระต่าง ๆ ที่ขนจากแปะเบ๊ถูกวางไว้ตามหนทาง ขุนนางต่าง ๆ คิดว่าในเมื่อข้าศึกมีทหารม้าจำนวนมาก พวกเขาควรที่จะกลับไปป้องกันค่ายให้แข้มแข็ง แต่ซุนฮิวกลับพูดว่า นี่คือกับดักสำหรับศัตรู แล้วเราจะหนีไปได้อย่างไร โจโฉมองเขาแล้วก็ยิ้ม

บุนทิวและเล่าปี่ แม่ทัพทหารม้าของอ้วนเสี้ยวนำทหารม้าห้าหกพันนายมุ่งหน้ามา เหล่าขุนนางของโจโฉต่างพูดว่า เราควรให้ทหารขึ้นบนหลังม้าเตรียมพร้อม แต่โจโฉพูดว่า ยังก่อน ทหารอ้วนเสี้ยวหยุดนิ่งไปชั่วครู่ แล้วก็เดินทัพต่อและแยกย้ายไปเก็บสัมภาระ โจโฉจึงบอกว่า ตอนนี้แหล่ะ แล้วพวกเขาก็กระโดดขึ้นหลังม้า

ทหารโจโฉมีจำนวนน้อยกว่าหกร้อยนาย แต่พวกเขาพุ่งเข้าโจมตีอย่างรวดเร็ว และได้ชัยชนะเด็ดขาดเหนือศัตรู พวกเขายังสามารถตัดหัวของบุนทิวได้อีกด้วย

บุนทิวและงันเหลียงเป็นแม่ทัพที่มีชื่อเสียงของอ้วนเสี้ยว แต่ในการรบแค่สองครั้ง พวกเขาทั้งสองก็ถูกสังหาร กองทัพของอ้วนเสี้ยวจึงสูญเสียขวัญกำลังใจในการต่อสู้อย่างมาก

หลังจากการต่อสู้ครั้งนั้น อ้วนเสี้ยวได้จัดกองทัพใหม่และส่งเล่าปี่ให้ไปโจมตีโจโฉอีกทาง โจโฉนั้นเป็นนักยุทธศาสตร์ที่เก่งกาจ เขารู้ถึงการต่อสู้โดยอยู่ในฐานะที่ด้อยกว่า เขาสั่งให้แม่ทัพต่าง ๆ ถอยกลับไปที่กัวต๋อ

ในเวลาเดียวกันเล่าปี่ได้ปล้นสดมภ์ใน Ru และ Ying ผู้คนทางตอนใต้ของเมืองฮูโต๋ต่างเดือดร้อน โจโฉวิตกกังวลเรื่องนี้ โจหยินจึงว่า ตำบลทางใต้นั้นรู้ดีว่ากองทัพของเรากำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ และพวกเขาต่างเชื่อว่าเราไม่สามารถส่งกองหนุนไปช่วยเขา ถ้าเล่าปี่นำทัพใหญ่มา ก็เป็นไปได้ที่พวกเขาจะทรยศต่อเรา แต่เล่าปี่นั้นเพิ่งจะมาบัญชาทหารอ้วนเสี้ยวได้ไม่นาน เขาไม่มีเวลาทำความคุ้นเคยกับทหารอ้วนเสี้ยว ถ้าเราโจมตีเขาตอนนี้เขาสามารถมีชัยเหนือเขาได้

ดังนั้นโจโฉเลยส่งโจหยินและอิกิ๋มพร้อมทหารม้าเข้าโจมตีเล่าปี่ โจหยินเอาชนะเล่าปี่และไล่เล่าปี่ไป และยึดหัวเมืองที่ก่อกบฏต่าง ๆ กลับคืนมา โจโฉก็ออกคำสั่งให้ปกครองเมืองพวกนั้นอย่างปราณี

เล่าปี่กลับไปหากองทัพอ้วนเสี้ยว แต่เขาต้องการจากไปอย่างลับ ๆ ดังนั้นเขาจึงเสนอให้อ้วนเสี้ยวเป็นพันธมิตรกับเล่าเปียวทางตอนใต้ อ้วนเสี้ยวส่งเล่าปี่กลับไป ยีหลำ พร้อมคนของเขา ที่นั่นเล่าปี่ได้กลุ่มโจรของ Gong Du มาเพิ่มได้ทหารหลายพันคน โจโฉส่ง ซัวหยง เข้าโจมตีเล่าปี่ แต่เล่าปี่เอาชนะและฆ่าซัวหยงได้

กองทัพอ้วนเสี้ยวมาถึง Yangwu ซึ่งอยู่ทางเหนือของกัวต๋อ ชีสิวพูดกับเขาว่า แม้ว่ากองทัพเหนือของเราจะมีจำนวนมาก แต่ความแข็งแกร่งและจิตใจนั้นไม่เทียบเท่ากับคนทางใต้ เสบียงอาหารของชาวใต้นั้นมีจำนวนน้อยและคลังเสบียงก็ไม่สมบูรณ์เท่าของเราทางภาคเหนือ ดังนั้นชาวใต้ต้องการที่จะสู้รบรู้ผลอย่างรวดเร็ว การรบที่ยืดเยื้อจะเป็นประโยชน์ต่อพวกเรา ท่านควรจะรอคอยและไม่ต้องทำอะไรสองสามสัปดาห์ อ้วนเสี้ยวไม่เห็นด้วยกับเขา

ในเดือนที่แปด อ้วนเสี้ยวนำทัพทั้งหมดไปตั้งค่ายบนเนินทราย ขยายปีกของค่ายไปหลายสิบลี้ทางตะวันตกและตะวันออก โจโฉกระจายค่ายของเขาเพื่อเผชิญหน้ากับอ้วนเสี้ยว

โจโฉนำทัพฝ่าวงล้อมของอ้วนเสี้ยว แต่ไม่สามารถฝ่าไปได้และถูกบังคับให้กลับไปป้องกันค่าย อ้วนเสี้ยวสร้างหอคอยสูงและเพิ่มความสูงของเนินเพื่อที่จะยิงธนูเข้าไปในค่ายโจโฉ ทุกคนในค่ายโจโฉต้องสวมเกราะป้องกันตัวเอง โจโฉจึงสร้างรถสายฟ้าเพื่อยิงหินเข้าใส่หอคอยอ้วนเสี้ยวและสามารถทำลายหอคอยได้ทั้งหมด (**รถสายฟ้าเป็นชื่อที่ทางฝั่งอ้วนเสี้ยวใช้เรียกเครื่องมือนี้ของโจโฉ รถสายฟ้าเป็นเครื่องยิงหินชนิดหนึ่งที่สามารถเคลื่อนที่ได้ คำว่าสายฟ้าอาจจะหมายถึงเสียงดังตอนที่ยิงหินออกไปหรือเสียงดังเวลาที่ก้อนหินกระทบจุดหมาย**) อ้วนเสี้ยวสั่งให้ขุดอุโมงค์เพื่อมุดไปในค่ายโจโฉ แต่โจโฉได้ขุดคูลึกในกำแพงค่ายเพื่อป้องกัน

กองทัพโจโฉนั้นเล็กกว่า เสบียงอาหารก็หมด กองทัพของเขาเหนื่อยล้าและล้มป่วย ผู้คนของเขาที่ประสบปัญหาจากการจัดเก็บภาษีก็หันไปร่วมกับอ้วนเสี้ยวหลายคน โจโฉกังวลมาก เขาเขียนจดหมายไปหาซุนฮกเรื่องการถอยทัพกลับไปฮูโต๋ เพื่อที่อ้วนเสี้ยวจะถูกบังคับให้ไปสู้กับเขาที่นั่น

ซุนฮกตอบว่า อ้วนเสี้ยวนำกำลังทั้งหมดมาที่ กัวต๋อ ถ้าเขาได้ชัยชนะและทำให้ท่านพ่ายแพ้ที่นั่น ท่านเผชิญหน้ากับความแข็งแกร่งด้วยความอ่อนแอ และถ้าท่านไม่สามารถจัดการเขาได้ ท่านจะถูกกำจัด นี่ถือเป็นหายนะของแผ่นดิน

ยิ่งกว่านั้น อ้วนเสี้ยวเป็นเพียงผู้นำธรรมดาทั่วไป เขาสามารถรวบรวมผู้คนแต่เขาไม่รู้ว่าจะใช้พวกเขาอย่างไร ด้วยพรสวรรค์ด้านการศึกของท่าน การเข้าใจสถานการณ์การรบ และด้วยลิขิตสวรรค์ ท่านจะแพ้ได้อย่างไร

เสบียงอาหารท่านอาจจะน้อย แต่ท่านไม่ได้อยู่ในช่องแคบของ Chu และ Han ระหว่าง Rongyang และ Chenggao ในตอนนั้น หลิวปังและเซี่ยงหวี่ต่างก็ไม่เต็มใจถอยทัพ เพราะพวกเขารู้ดีว่าใครถอยทัพก่อนคนแรกจะสูญสิ้นทุกอย่าง

กองทัพของท่านอาจน้อยกว่าของอ้วนเสี้ยวถึงสิบเท่า แต่ท่านก็สามารถยึดที่มั่นและสามารถรักษาไว้ได้ ท่านรั้งเขาไว้ทำให้เขาไม่สามารถไปไหนได้ ถ้าท่านยังสามารถยึดที่นั้นได้อีกครึ่งปี ความเข้มแข็งของทัพเขาต้องหมดลง นี่เป็นเวลาตัดสินแพ้ชนะ และเป็นโอกาสที่จะทำให้เขาประหลาดใจ แล้วท่านจะทิ้งโอกาสนี้ไปหรือ

เมื่อได้รู้ถึงความจริงพวกนี้ โจโฉเพิ่มความแข็งแกร่งให้แนวป้องกันของเขาและยึดที่นั่นเป็นที่มั่น

โจโฉไปต้อนรับคนที่มาส่งเสบียงแล้วพูดว่า ภายในสองอาทิตย์ ข้าจะปราบอ้วนเสี้ยวเพื่อพวกท่าน แล้วข้าก็จะไม่ทำให้พวกท่านลำบากอีก

ขบวนเสบียงของอ้วนเสี้ยวเดินทางมุ่งหน้ามา กัวต๋อ มีเกวียนขนส่งหลายพัน ซุนฮิวพูดกับโจโฉว่า เสบียงอาหารของอ้วนเสี้ยวอยู่ระหว่างขนส่ง ฮันเบ๋ง คนที่คุมเสบียงมานั้นกล้าหาญ แต่เขาดูจะประเมินคู่ต่อสู้ต่ำไป ถ้าเราโจมตีเขา เขาต้องพ่ายแพ้

โจโฉถามว่าใครที่เราควรจะส่งไป ซุนฮิวจึงว่า ซิหลงมีความสามารถจะทำได้ ดังนั้นพวกเขาจึงส่งแม่ทัพซิหลงและ สูหวน ไปโจมตีฮันเบ๋ง ฮันเบ๋งพ่ายแพ้หลบหนีไป ซิหลงเผาเสบียงอาหารที่ขนส่งมา

การที่โจโฉทำลายเสบียงที่ขนมา ทำให้อ้วนเสี้ยวต้องส่งคนออกไปนำเสบียงมาเพิ่ม ในฤดูหนาวเดือนที่สิบ อ้วนเสี้ยวนำเสบียงอาหารมาเพิ่ม เขาส่ง อิเขง และแม่ทัพคนอื่นนำทหารมากกว่าหมื่นคนไปคุ้มกันขบวนเสบียง พวกเขาหยุดพักตอนกลางคืนห่างไปจากค่ายอ้วนเสี้ยวสี่สิบลี้ทางเหนือ ชีสิวพูดกับอ้วนเสี้ยวว่ากำลังทหารที่คุ้มกันเสบียงอาหารนั้นน้อยเกินไป ท่านควรจะส่ง เจียวกี๋ ออกไปสกัดทัพของโจโฉ อ้วนเสี้ยวไม่เห็นด้วย

เขาฮิวจึงว่า โจโฉนั้นมีทหารเพียงน้อยนิด และเขานำกำลังทั้งหมดมาสู้กับเราที่นี่ ไม่มีทางที่เขาจะทิ้งทหารจำนวนมากไว้ที่ฮูโต๋ ถ้าเราส่งกองทัพเดินทางไปตอนกลางคืนเพื่อโจมตีกะทันหัน เราจะสามารถยึดฮูโต๋ได้ เมื่อเราได้ฮูโต๋ เราก็ได้ตัวองค์ฮ่องเต้ และสามารถโจมตีโจโฉโดยอาศัยพระนามฮ่องเต้ ขณะที่โจโฉกลายเป็นขบฏ แม้ถ้าโจโฉไม่ถูกทำลาย เราก็สามารถให้เขาเร่งรีบกลับไปช่วยเมืองฮูโต๋และเราสามารถปราบเขาได้แน่ อ้วนเสี้ยวไม่เห็นด้วย พูดว่า สิ่งสำคัญตอนนี้คือการเอาชนะโจโฉ

ในตอนนั้นคนในครอบครัวเขาฮิวทำผิดกฏหมาย เมื่อสิมโพยไปจับตัวเขา เขาฮิวโกรธมากและไปหาโจโฉ

ทันทีที่โจโฉรู้ว่าเขาฮิวมา เขาเดินเท้าเปล่าไปต้อนรับเขา จับมือเขาและหัวเราะพูดว่า เขาฮิว ท่านเดินทางมาไกลมาก เวลานี้ข้ามั่นใจว่าจะได้ชัยชนะ พวกเขาเข้าในที่พักและนั่งลงพูดคุย เขาฮิวพูดกับโจโฉว่า อ้วนเสี้ยวที่กองทัพที่เข้มแข็ง ท่านจะรับมือเขาได้อย่างไร และเสบียงอาหารท่านมีมากน้อยแค่ไหน โจโฉจึงว่า เรามีเสบียงพออยู่ได้เป็นปี

เขาฮิวจึงว่า นั่นไม่ถูกต้อง บอกความจริงข้ามา โจโฉจึงว่า เราสามารถอยู่ได้ครึ่งปี เขาฮิวจึงถามว่า ท่านไม่อยากเอาชนะอ้วนเสี้ยวหรือ เหตุใดท่านไม่พูดความจริง โจโฉจึงว่า ข้าล้อเล่นต่อท่าน ความจริงแล้วเราไม่สามารถรบยืดเยื้อได้เกินกว่าหนึ่งเดือน ข้าควรทำอย่างไร

เขาฮิวว่า ท่านเผชิญหน้ากับเขาเพียงลำพังด้วยกองทัพที่ถูกตัดขาด ไม่มีความช่วยเหลือจากภายนออก และเสบียงของท่านก็ใกล้หมด นี่เป็นวิกฤตสถานการณ์

เวลานี้อ้วนเสี้ยวมีเกวียนขนเสบียงกว่าหมื่นคันที่ Gushi และ อัวเจ่า และกองทหารที่คุ้มครองเสบียงนั้นไม่มีการเตรียมพร้อม ถ้าท่านส่งทหารเคลื่อนที่เร็วโจมตีโดยที่พวกเขาไม่ระวัง ท่านจะสามารถจัดการเสบียงพวกเขาได้ ภายในไม่เกินสามวัน อ้วนเสี้ยวต้องพ่ายแพ้ต่อตัวเอง

โจโฉยินดีมาก เขาทิ้งโจหองและซุนฮิวไว้ป้องกันค่าย เขานำทหารห้าพันนาย ทั้งหมดถือธงรบของกองทัพอ้วนเสี้ยว สั่งให้ทุกคนห้ามส่งเสียงและมัดปากม้าไว้ พวกเขาออกจากค่ายตอนค่ำและเคลื่อนที่ไปโดยไม่ใช้ถนนหลัก ทหารทุกคนต่างขนเชื้อเพลิง ถ้ามีใครถามพวกเขา พวกเขาก็จะตอบว่า ท่านอ้วนกลัวว่าโจโฉอาจจะโจมตีด้านหลัง เขาจึงส่งกำลังเสริมไปป้องกันด้านหลัง ทหารอ้วนเสี้ยวก็เชื่อ พวกเขาจึงสามารถผ่านไปได้

เมื่อทัพโจโฉมาถึง พวกเขาล้อมค่ายเสบียงของอิเขงและจุดเพลิง เหล่าทหารอ้วนเสี้ยวที่คุมเสบียงต่างแตกตื่นและสับสน ทันทีที่ไฟสว่างไปทั่วค่าย อิเขงและคนอื่นก็เห็นว่าโจโฉนำทหารมาน้อยแค่ไหน พวกเขาจึงตั้งแถวรบหน้าประตูค่าย โจโฉเข้าโจมตีทันที อิเขง ถอยไปยังแนวป้องกันของค่าย แต่โจโฉตามไปโจมตีเขาอีกครั้ง

เมื่ออ้วนเสี้ยวรู้ว่าโจโฉไปโจมตี อิเขง เขาพูดกับ อ้วนถำ ว่า ในขณะที่โจโฉโจมตี อิเขง ข้าจะยึดค่ายของเขา โจโฉก็จะไม่มีที่ให้กลับไป อ้วนเสี้ยวส่ง โกลำ และเตียวคับไปโจมตีค่ายโจโฉ

เตียวคับว่า ถ้าโจโฉนำกองทัพที่ดีที่สุดของเขาไป โจโฉต้องชนะ อิเขง เมื่อ อิเขง พ่ายแพ้ การใหญ่ก็จะเสียไป ข้าขอร้องให้นายท่านไปช่วย อิเขง ก่อน แต่กัวเต๋าคัดค้านอย่างแข็งขันว่าพวกเขาควรโจมตีค่ายโจโฉ

เตียวคับแย้งว่า ค่ายท่านโจโฉนั้นแข็งแกร่ง ถ้าเราโจมตี เราจะไม่มีทางได้ชัยชนะ ถ้า อิเขง และคนอื่น ๆ พ่ายแพ้ เราเองที่จะเป็นฝ่ายถูกจัดการ

อ้วนเสี้ยวส่งทหารบางส่วนไปช่วย อิเขง และนำทัพส่วนใหญ่เข้าโจมตีค่ายโจโฉ แต่ไม่สามารถยึดได้

เมื่อทหารม้าอ้วนเสี้ยวมาถึง อัวเจ่า แม่ทัพของโจโฉบางคนบอกว่า ข้าศึกกำลังประชิดเข้ามา เราควรจะส่งทหารไปสกัดไว้ก่อน โจโฉโกรธมากพูดว่า รอให้พวกเขามาอยู่หลังทัพเราก่อนแล้วค่อยบอกข้า ทหารโจโฉต่างต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด ทหารโจโฉเร่งรีบเอาชนะศัครู พวกเขาตัดหัว อิเขงและแม่ทัพคนอื่น เผาเสบียงอาหารและฆ่าทหารได้มากกว่าพันคน พวกเขาตัดจมูกศัครู ริมฝีปากและลิ้นจากสัตว์เลี้ยงและม้า และแสดงมันต่อกองทัพของอ้วนเสี้ยว

ทหารอ้วนเสี้ยวต่างกังวลและหวาดกลัว กัวเต๋าอับอายที่แผนเขาล้มเหลว จึงพูดจาใส่ร้ายเตียวคับให้อ้วนเสี้ยวฟังว่า เตียวคับนั้นยินดีที่กองทัพเราพ่ายแพ้ เตียวคับโกรธและหวาดกลัว เขาและ โกลำ เผารถศึกและหนีไปค่ายโจโฉเพื่อขอสวามิภักดิ์

โจหองนั้นระแวงสงสัยไม่เต็มใจที่จะเปิดค่ายรับพวกเขา แต่ซุนฮิวบอกว่า แผนของเตียวคับถูกปฏิเสธ เขาจึงโกรธและหลบหนีมา ใยท่านจึงสงสัยเขา แล้วพวกเขาก็รับพวกเตียวคับเข้าค่าย

ที่กัวต๋อ กองทัพอ้วนเสี้ยวไม่สามารถตีค่ายโจโฉให้แตกได้และเกิดการตื่นตระหนก และวุ่นวายจนเกิดความสับสนอลหม่านไปทั้งกองทัพหลังจากรู้ว่าเสบียงอาหารถูกทำลาย โจโฉฉวยโอกาสเข้าโจมตีในขณะที่ทัพอ้วนเสี้ยวอ่อนแอถึงที่สุด ทัพของอ้วนเสี้ยวพ่ายแพ้ยับเยิน อ้วนเสี้ยวพร้อมด้วยอ้วนถำ พร้อมด้วยขุนนางของเขาขี่ม้าหนีไปตามแม่น้ำเหลืองพร้อมทหารม้า 800 นายคอยอารักขา โจโฉไล่ตามพวกเขาแต่ไม่สามารถตามทัน ทัพโจโฉได้ทรัพย์สมบัติจากกองทัพอ้วนเสี้ยว แผนที่และบันทึกต่าง ๆ ทหารอ้วนเสี้ยวที่ยอมแพ้ถูกโจโฉฝังทั้งเป็น ตั้งแต่เริ่มจนกระทั่งสิ้นสุดสงคราม ทหารของอ้วนเสี้ยวเจ็ดหมื่นนายตายในการรบ (รายงานนี้เป็นของโจโฉที่เสนอต่อฮ่องเต้ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงเกินจริง ทหารอ้วนเสี้ยวตอนเริ่มสงครามมีเพียงหนึ่งแสนนาย เป็นไปไม่ได้ที่ทัพโจโฉจะฆ่าทหารส่วนใหญ่ของทัพอ้วนเสี้ยวได้ ตัวเลขคงถูกเพิ่มเข้าไป การฆ่าเชลยศึกทั้งหมด แม้ว่าจะเป็นการโหดร้าย ทำให้โจโฉดูโหดเหี้ยม แต่ในสมัยนั้นยังไม่มีอาวุธร้ายแรงที่จะควบคุมตัวนักโทษได้ ไม่มีใครคาดได้ว่า นักโทษจะลุกฮือขึ้นมาโจมตีเมื่อไหร่ อาวุธในสมัยนั้นก็คือร่างกายและอาวุธที่ฟาดฟันกัน เพื่อเป็นการตัดปัญหา การฆ่านักโทษจึงจำเป็น)




 

Create Date : 05 พฤษภาคม 2549    
Last Update : 5 พฤษภาคม 2549 17:31:25 น.
Counter : 830 Pageviews.  

สามก๊ก ศึกสะพานศิลา



ศึก จีเกี้ยว (Battle of Jieqiao) หรือ ศึกแห่งสะพานจี (Battle of Jie Bridge) หรือสะพานศิลา เป็นการศึกระหว่างอ้วนเสี้ยวและกองซุนจ้านในปี 192 AD ในตอนต้นของสมัยที่เกิดสงครามระหว่างเจ้าเมืองด้วยกันหรือก่อนช่วงสามก๊ก ซึ่งสงครามระหว่างเจ้าเมืองด้วยกันนี้นำไปสู่จุดจบของราชสำนักฮั่น

ศึกครั้งนี้เป็นศึกครั้งใหญ่ครั้งแรกที่เจ้าเมืองที่มีอำนาจสองคนต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงดินแดนภาคเหนือในแถบมณฑลกิจิ๋วและเฉงจิ๋ว สมรภูมิของการรบครั้งนี้อยู่ที่ทางตะวันออกของตำบล Guangzong เมือง Julu (ปัจจุบันคือ Weixian เมือง Hebei)

ปี 191 โจรผ้าเหลืองแห่งมณฑล เฉงจิ๋ว ออกปล้นเมือง Bohai ด้วยจำนวนกว่า สามแสนคน พวกเขาวางแผนเข้าร่วมกับโจรภูเขาดำ กองซุนจ้านนำทัพกว่าสองหมื่นเข้าต่อสู้เหล่าโจร ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันที่ตอนใต้ของ Dongguang กองซุนจ้านเอาชนะกองโจร สามารถตัดหัวพวกโจรได้กว่าสามหมื่นคน เหล่ากบฏพากันหลบหนีไปทางแม่น้ำแยงซี กองซุนจ้านนำทัพตามพวกเขาไปทันที่ระหว่างทาง พวกกบฏพ่ายแพ้ มีคนตายหลายหมื่นคน เลือดจากการรบเปลี่ยนแม่น้ำเป็นสีแดง กองซุนจ้านจับเชลยศึกได้กว่าเจ็ดหมื่นคน ชุดเกราะ เกวียนและสมบัตินับไม่ถ้วน ชื่อเสียงของกองซุนจ้านเป็นที่รู้จักไปทั่ว อาศัยความได้เปรียบจากชัยชนะนี้ กองซุนจ้านอ้างการตายของกองซุนอวด ลูกพี่ลูกน้องของเขาประกาศสงครามกับอ้วนเสี้ยว

เขานำทัพมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้มาระหว่างมณฑลเฉงจิ๋วและแม่น้ำเหลือง เคลื่อนพลเข้าสู่มณฑลกิจิ๋ว แล้วไปตั้งค่ายที่ริมแม่น้ำพวนโห้ เขาส่งบันทึกความผิดและความประพฤติมิชอบของอ้วนเสี้ยวไปที่ศาล และนำกองทัพเข้าโจมตีอ้วนเสี้ยว

หลายหัวเมืองของมณฑล กิจิ๋ว ก่อกบฏต่อต้านอ้วนเสี้ยวเพื่อสนับสนุนกองซุนจ้าน อ้วนเสี้ยวกลัวมาก เขามีตราตั้งเจ้าเมือง Bohai เขาจึงส่งตราประจำตำแหน่งนั้นให้แก่ Gongsun Fan ลูกพี่ลูกน้องอีกคนของกองซุนจ้าน ส่งเขาไปประจำการที่นั้น แต่ Gongsun Fan ได้ต่อต้านอ้วนเสี้ยว นำทหารเมือง Bohai เข้าช่วยเหลือกองซุนจ้าน

ในที่สุด อ้วนเสี้ยวก็นำทัพด้วยตัวเองมาเผชิญหน้ากับทัพกองซุนจ้านทางตอนใต้ของสะพานจีห่างไปยี่สิบลี้ ทัพของกองซุนจ้านนั้นน่าจะมีกำลังพลสี่หมื่นคน แบ่งเป็นพลเดินเท้า สามหมื่นคนและทหารม้าหนึ่งหมื่นคน กองซุนจ้านจัดทัพพลเดินเท้าของเขาเป็นรูปสี่เหลี่ยม แล้วแบ่งทหารม้าออกเป็นสองกองเป็นปีกซ้ายและขวาของกองทัพ ส่วนตรงกึ่งกลางทัพนั้น เขาจัดกองกำลังม้าขาว (白馬義從) ซึ่งเป็นกองกำลังส่วนตัวของเขา ซึ่งเป็นทหารม้าที่คัดสรรมาเป็นอย่างดี และมีชุดเกราะและธงศึกที่น่าเกรงขาม แม้ว่ากองทัพของอ้วนเสี้ยวจะมีขนาดพอ ๆ กัน แต่ทัพของอ้วนเสี้ยวเกือบทั้งหมดเป็นพลเดินเท้า อ้วนเสี้ยวให้ แม่ทัพจ๊กยี่นำทหารแปดพันคนและพลธนูหนึ่งพันคนเป็นทัพหน้า และหลังทัพหน้านั้นเป็นกองทหารจำนวนหลายหมื่นซึ่งอ้วนเสี้ยวบัญชาการด้วยตัวเอง

เมื่อกองซุนจ้านสังเกตว่า ทัพหน้าของอ้วนเสี้ยวนั้นกระจายกำลังออกไป มีจำนวนไม่มาก เขาจึงสั่งทหารม้าให้พุ่งเข้าโจมตี มีจุดประสงค์เพื่อทำลายแนวทัพของข้าศึก เพื่อให้ทัพจ๊กยี่แตกพ่ายไป จ๊กยี่จัดทหารให้ตั้งแนวป้องกัน เตรียมพร้อมรอคอยการโจมตี ทหารของจ๊กยี่หลบอยู่หลังโล่พวกเขาไม่เคลื่อนที่ จนทหารกองซุนจ้านเข้าใกล้มาในระยะราวสิบก้าว จ๊กยี่สั่งพลธนูให้ระดมยิง ทหารให้กระโดดขึ้นแล้วตระโกนเสียงดังกึกก้องแล้วหยิบหอกขึ้นมาต่อสู้ ทำให้ทัพม้าของกองซุนจ้านตกใจ และจ๊กยี่สามารถเอาชนะทัพกองซุนจ้านได้ในที่สุด

จ๊กยี่ตัดหัว ยำก๋ง ที่กองซุนจ้านแต่งตั้งเป็นผู้ตรวจการมณฑลกิจิ๋ว และฆ่าทหารกองซุนจ้านกว่าพันคน กองซุนจ้านรวบรวมทัพที่พ่ายแพ้แตกกระจายไปเข้าสู้อีกครั้ง นำหน้าโดยทหารม้าและตามด้วยพลเดินเท้า เขาพยายามที่จะรวบรวมพลและตรึงกำลังที่แนวของแม่น้ำเฉง แต่ทัพหลังของเขาถูกทหารของจ๊กยี่โจมตีที่สะพานศิลา และพ่ายแพ้จนต้องหนีไป ทัพจ๊กยี่บุกมาถึงค่ายของกองซุนจ้าน ยึดธงประจำตัวของกองซุนจ้าน จนทัพที่เหลือของกองซุนจ้านต้องหลบหนีไป

เมื่อเห็นทัพกองซุนจ้านพ่ายแพ้หลบหนีไป อ้วนเสี้ยวจึงมุ่งหน้าไปดูสถานการณ์พร้อมกับพลธนูองครักษ์เพียงสิบคนและทหารอีกหนึ่งร้อยคน เขาไปพบกับทหารม้าสองพันคนของกองซุนจ้านโดยบังเอิญ เตียนห้องนายทหารคนสนิทของอ้วนเสี้ยว ได้แนะนำให้อ้วนเสี้ยวอาศัยกำแพงเล็ก ๆ เพื่อหลบภัย แต่อ้วนเสี้ยวกลับโยนหมวกศึกของเขาทิ้งลงกับพื้นแล้วพูดว่า ลูกผู้ชายที่แท้จริงนั้นควรที่จะยอมตายในสนามรบ การหลบไปอยู่หลังกำแพงหาใช่วิธีของลูกผู้ชายไม่ แต่ทหารม้าของกองซุนจ้านนั้นจำอ้วนเสี้ยวไม่ได้ และพวกเขาก็ถอยทัพในทันทีที่จ๊กยี่นำทัพมาถึงที่นั่น




 

Create Date : 28 เมษายน 2549    
Last Update : 10 พฤษภาคม 2549 18:53:59 น.
Counter : 349 Pageviews.  

1  2  

kazama
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add kazama's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.