Group Blog
 
All Blogs
 

ปี 215 AD

ปีเจี้ยนอันที่ 20 215 AD
(17 กุมภาพันธ์ 215- 5 กุมภาพันธ์ 216)

ในฤดูใบไม้ผลิ เดือนแรก วันที่ 6 มีนาคม มเหสีโจ ลูกสาวโจโฉถูกแต่งตั้งเป็นฮองเฮา

ในเดือนที่สาม โจโฉนำทัพไปโจมตีเตียวฬ่อ เขาวางแผนที่จะเดินทัพผ่าน Wudu เข้าสู่ดินแดนชนเผ่า Di แต่ชาว Di นั้นปิดกั้นถนนไว้ เตียวคับ จูเหลง และคนอื่น ๆ ถูกส่งไปโจมตีและปราบพวกเขา

ในฤดูร้อน เดือนที่สี่ โจโฉมาจาก Chencang ผ่านทางด่านซานก๋วน มาถึง Hechi Doumao อ๋องแห่ง Di พร้อมคนติดตามกว่าหมื่นคน เชื่อว่าภูมิประเทศจะช่วยป้องกันพวกเขา จึงปฏิเสธการยอมจำนน ในเดือนที่ห้า กองทัพโจโฉโจมตีคนเถื่อนและสังหารพวกเขา

เหล่าผู้นำใน Xiping และ Jincheng Qu Yan Jiang Shi และพวกตัดหัวหันซุยและส่งมาให้โจโฉ

ก่อนหน้านั้น เมื่อเล่าปี่ยังอยู่ในมณฑลเกงจิ๋ว จิวยี่ กำเหลงและคนอื่น มักจะเสนอให้ซุนกวนเข้ายึดจ๊ก ซุนกวนจึงส่งจดหมายไปหาเล่าปี่ว่า เล่าเจี้ยงไม่ใช่นักรบ และเขาคงไม่สามารถรักษาตำแหน่งเขาเอาไว้ได้นาน ถ้าโจโฉยึดจ๊กไป แล้วมณฑลเกงจิ๋วก็จะตกอยู่ในอันตราย ข้าต้องการไปโจมตีเล่าเจี้ยงก่อน เมื่อจัดการกับเขาได้แล้ว ข้าจะโจมตีเตียวฬ่อต่อ ทันทีที่ภายใต้ถูกผนึกเข้าด้วยกันแล้ว ต่อให้มีสิบโจโฉ เราก็ไม่ต้องหวาดกลัว

เล่าปี่ตอบว่า ชาวบ้านในมณฑลเอ๊กจิ๋วต่างมั่งคั่ง และดินแดนพวกเขาก็ยากแก่การเดินทัพเข้าไป เล่าเจี้ยงนั้นอ่อนแอ แต่เขาก็สามารถรักษาดินแดนเอาไว้ได้ การนำทัพเข้าสู่หัวเมืองจ๊กและฮันต๋ง ที่ห่างออกไปหมื่นลี้ เพื่อปราบทั้งมณฑลโดยไม่มีการยกทัพกลับเลย นี่เป็นสิ่งที่ซุนอู่และงอกี๋บรรยายว่ายากลำบากยิ่ง

เมื่อโจโฉพ่ายแพ้ในศึกผาแดง ที่ปรึกษาของท่านก็แนะว่าอำนาจของเขากำลังเสื่อมถอย เขาไม่สามารถมีความทะเยอทะยานอันใดสำหรับดินแดนที่ห่างไกล แต่โจโฉก็ยังครองดินแดนสองในสามของแผ่นดินไว้ได้ และเขาวางแผนที่จะนำม้าของเขาไปถึงชายทะเลและนำทัพไปยังง่อและห้อยแข แล้วทำไมเขาถึงเต็มใจที่จะเก็บสิ่งที่เขามีและรอจนแก่เฒ่า

ยิ่งกว่านั้น ถ้าพันธมิตรโจมตีซึ่งกันและกันโดยไม่มีเหตุอันควร พวกเราจะเปิดโอกาสให้กับโจโฉฉวยประโยชน์จากการสู้รับกันเองของเราได้ นี่เป็นแผนที่ไม่มองการณ์ไกลเลย

นอกจากนั้น เล่าเจี้ยงและข้ายังเป็นคนแซ่เดียวกัน พวกเราหวังจะใช้อำนาจและแรงบันดาลใจของบรรพบุรุษเรามาฟื้นฟูราชสำนักฮั่น ถ้าเล่าเจี้ยงรุกรานท่าน ข้าก็รู้สึกเสียใจอย่างมาก ข้าจะไม่ยุ่งเกี่ยวเรื่องระหว่างพวกท่าน แต่ข้าขอร้องให้ท่านมีเมตตาด้วย

ซุนกวนไม่เห็นด้วย เขาส่ง Sun Yu นำทัพไปแฮเค้า เล่าปี่ปฏิเสธที่จะให้ทัพผ่านไป พูดกับ Sun Yu ว่า ถ้าท่านต้องการไปยึดจ๊ก ข้าก็จะไปปลีกสันโดษไปอยู่ในหุบเขา ข้าไม่สามารถละทิ้งคุณธรรมความดีไปได้

เล่าปี่ให้กวนอูประจำอยู่ที่กังเหลง เตียวหุยอยู่ที่จีกุ๋ย ขงเบ้งอยู่ที่เมือง Nan ในขณะที่เขาอยู่ที่ Chanling ซุนกวนจึงไม่มีทางเลือกได้แต่เรียกตัว Sun Yu กลับ

ต่อมาเล่าปี่นำทัพไปตะวันตกโจมตีเล่าเจี้ยง ซุนกวนรู้ถึงกับพูดว่า ไอ้คนเจ้าเล่ห์ต่ำช้า มันกล้าดียังไงถึงมาใช้อุบายต่ำช้าแบบนี้มาหลอกเรา

เล่าปี่ทิ้งให้กวนอูรักษา กังเหลง โลซกซึ่งครองดินแดนติดกับเขตของกวนอูในเวลานั้น กวนอูสั่งกองทัพเฝ้าระวังการโจมตีทันที แต่โลซกก็ประพฤติตัวเป็นมิตรกับเขาเหมือนเดิม

เมื่อเล่าปี่ได้มณฑลเอ๊กจิ๋วแล้ว ซุนกวนส่งจูกัดกิ๋นไปขอหัวเมืองเกงจิ๋วกลับคืน เล่าปี่ไม่เห็นด้วยอธิบายว่า ข้ากำลังวางแผนที่จะยึดมณฑลเลียงจิ๋ว เมื่อข้าได้ดินแดนนั้นแล้ว ข้าก็จะคืนมณฑลเกงจิ๋วทั้งหมดให้แก่ท่าน

ซุนกวนจึงพูดว่า นี่เป็นการยืมไม่ใช่การคืน เล่าปี่ต้องการยืดเวลาไปด้วยการขอโทษที่ไร้สาระ ซุนกวนแต่งตั้งขุนนางสำหรับสามหัวเมืองคือ เตียงสา เลงเหลงและฮุยเอี๋ยง แต่กวนอูขับไล่พวกเขาไป ซุนกวนโกรธมาก เขาส่งลิบองนำทัพสองหมื่นนายเข้ายึดสามหัวเมืองนั้น

ลิบองส่งจดหมายไปยังสามหัวเมืองนั้น ขุนนางที่รู้ว่าเหตุการณ์ผันเปลี่ยนไปเช่นไรล้วนแต่ยอมจำนนแต่โดยดี มีเพียงเจ้าเมืองเลงเหลงโฮเภาที่ยังรักษาเมืองโดยไม่ยอมจำนน

เล่าปี่รู้สถานการณ์จึงนำทัพด้วยตัวเองจากจ๊กมากังอั๋น เขาส่งกวนอูนำทัพมาชิงสามหัวเมืองกลับคืน ซุนกวนมาที่ลกเค้าเพื่อบัญชาการทัพเอง โลซกถูกสั่งให้นำทัพหมื่นนายไปตั้งค่ายที่ Yiyang เพื่อเผชิญหน้ากับกวนอู ในขณะเดียวกันซุนกวนก็ส่งจดหมายด่วนไปหาลิบองบอกให้เขาทิ้งเมืองเลงเหลงกลับมาช่วยโลซกโดยเร็ว

เมื่อลิบองได้รับจดหมาย เขาไม่แพร่งพรายคำสั่งนั้น ในคืนนั้นเขาเรียกขุนนางของเขามาบอกแผนการ ตอนรุ่งเช้าเขาโจมตีเมืองเลงเหลงอีก แล้วก็ไปหาเตงซวนจี๋ ลูกน้องเก่าของโฮเภา พูดว่าโฮเภานั้นได้ยินเรื่องของความซื่อสัตย์และมีเกียรติ เขาหวังว่าตัวเองจะสามารถทำตามอย่างได้ แต่เขาไม่รู้ตัวว่าต้องรับมืออยู่กับอะไร

เวลานี้ เล่าปี่แม่ทัพซ้ายได้ถูกปิดล้อมที่ฮันต๋งโดยแฮหัวเอี๋ยน กวนอูอยู่ที่เมือง Nan และนายของเราก็คุมทัพสู้กับเขาอยู่ ทั้งสองที่นั้นยังไม่ตัดสินผลแพ้ชนะ กำลังทั้งสองฝ่ายยังสูสีกันอยู่ ทั้งเล่าปี่และกวนอูต่างก็พยายามหากำลังพลมากเท่าที่จะมากได้เพื่อทำการรบ แล้วพวกเขาจะหาทหารส่งมาช่วยที่นี่ได้อย่างไร

ข้าได้คำนวณจากกำลังทหารของฝ่ายเราและได้วางแผนการที่รัดกุมเพื่อโจมตี รับรองได้ว่าเมืองนี้ต้องถูกยึดภายในเวลาไม่ถึงวัน เมื่อเมืองถูกยึดและโฮเภาถูกสังหาร แล้วจะมีประโยชน์แก่ผู้ใด แต่มันต้องเป็นเรื่องเศร้าของมารดาเขาซึ่งมีอายุใกล้ร้อยปีแล้ว ซึ่งอาจจะสิ้นใจทันทีที่รู้ข่าวว่าบุตรของนางเสียชีวิต

ข้าไม่เชื่อว่าคนของเขาจะรู้เรื่องจากภายนอก พวกเขาคิดว่าจะมีทัพมาช่วยเหลือ แต่เวลานี้เขาได้มาเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่มีทางออก ท่านจงไปหาเขาแล้วอธิบายให้เขาเข้าใจ

เตงซวนจี๋เข้าพบโฮเภา แล้วอธิบายสิ่งที่ลิบองบอกมา โฮเภากลัวมาก เขาจึงออกจากเมืองมายอมจำนน ลิบองต้อนรับเขา กุมมือของเขาแล้วพาลงเรือไปด้วยกัน เมื่อพวกเขาประชุมกันเสร็จสิ้น ลิบองจึงนำจดหมายจากซุนกวนให้เขาดู ตบมือและหัวเราะชอบใจ เมื่อโฮเภาได้เห็นจดหมายและรู้ว่าเล่าปี่อยู่ที่กังอั๋น และกวนอูอยู่ที่ Yiyang เขาโกรธมากและละอายใจ ปรารถนาให้พื้นธรณีสูบตัวเขาไป

ลิบองใหซุนโหคุมเมืองเลงเหลง ในวันเดียวกันเขานำทัพกลับไป Yiyang

โลซกต้องการคุยกับกวนอู แต่ลูกน้องของเขาเตือนว่ากวนอูอาจจะวางอุบายได้ และแนะนำให้เขาอย่าไป แต่โลซกพูดว่า ในเวลาเช่นนี้ คนเราควรจะเตรียมพร้อมเผชิญหน้ากัน เล่าปี่ติดหนี้บุญคุณใหญ่หลวงต่อรัฐเรา ใครถูกหรือผิดยังไม่มีใครรู้ แล้วทำไมกวนอูต้องปฏิเสธความปรารถนาดีของเราด้วย

ดังนั้นเขาจึงเชิญกวนอูมาประชุม ทั้งสองนำกองทัพมาแล้วก็สั่งให้กองทัพหยุดอยู่กับที่ แล้วทั้งสองก็เดินออกจากทัพตัวเองร้อยก้าวมาพบกันสองต่อสอง ไม่ใส่ชุดเกราะเพียงแค่สะพายดาบเท่านั้น

โลซกตำหนิการปฏิเสธคืนสามหัวเมือง กวนอูตอบว่า ในการโจมตีงอหลิน แม่ทัพซ้ายเป็นผู้นำทัพต่อสู้ด้วยตัวเอง ทำลายขับไล่ศัตรู แล้วทำไมเขาถึงต้องไม่ได้รับผลประโยชน์อันใด แม้เพียงเศษเสี้ยวของแผ่นดิน เวลานี้ท่านมาแล้วต้องการที่จะยึดดินแดนของเขาไป

โลซกตอบว่า ไม่เป็นความจริง เมื่อครั้งแรกที่ข้าพบเล่าปี่ที่้เนินฉาง กองทัพของเขามีจำนวนคนพอ ๆ กับหน่วยย่อยของขุนพลเท่านั้น เสบียงอาหารก็แทบหมดสิ้น และกังวลใจอย่างมาก ความหวังหดหายไป อำนาจก็อ่อนแอ เขาวางแผนที่จะหลบหนีไปให้ไกล สูญเสียกำลังใจที่จะทำสิ่งใด

นายท่านของข้ามีความสงสารเล่าปี่ว่าไม่มีที่จะไป เขาใจกว้างกับเล่าปี่มาก มอบดินแดนและทุกอย่างที่ตามที่เขาต้องการเพื่อให้เขาป้องกันตัวเองและช่วยเขาจากอันตราย

แต่เวลานี้เล่าปี่ทำตัวเห็นแก่ตัว เขาปิดบังความจริง ละเมิดคุณงามความดี ไม่สนใจหลักที่ควรปฏิบัติ เขาได้ยึดมณฑลตะวันตก แล้วเวลานี้ยังต้องการยึดดินแดนเกงจิ๋วอีก แม้แต่คนสามัญส่วนใหญ่ก็ยังละอายใจ แล้วคนที่เป็นผู้ปกครองและสั่งการผู้คน ควรที่จะละอายใจยิ่งกว่า กวนอูเงียบไม่ตอบคำโลซก

ในเวลานั้น โจโฉได้เคลื่อนทัพโจมตีฮันต๋ง เล่าปี่กลัวว่าเขาจะเสียมณฑลเอ๊กจิ๋วไป ดังนั้นเขาจึงส่งสารไปขอสงบศึกกับซุนกวน ซุนกวนส่งจูกัดกิ๋นเป็นคนนำสารตอบ ทั้งสองสร้างความสัมพันธ์ขึ้นใหม่ มณฑลเกงจิ๋วถูกแบ่งออกโดยใช้แม่น้ำเซียงเป็นเขตแดน เมืองเตียงสา กังแฮ และฮุยเอี๋ยงที่อยู่ทางตะวันออกเป็นของซุนกวน ในขณะที่ เมือง Nan เลงเหลงและบุเหลงที่อยู่ทางตะวันตกเป็นของเล่าปี่

แม้ว่าจูกัดกิ๋นจะถูกส่งไปเป็นฑูตที่จ๊กอยู่เสมอ แต่เขาพูดกับขงเบ้งน้องของเขาในที่ประชุมเท่านั้น เขาไม่เคยพบกับขงเบ้งเป็นการส่วนตัวเลย

ในฤดูใบไม้ร่วง เดือนที่เจ็ด โจโฉมาถึงเองเปงก๋วน เตียวฬ่อเตรียมที่จะยกฮันต๋งให้โจโฉ แต่น้องชายของเขา เตียวอุยไม่เห็นด้วย เขานำทหารหลายหมื่นคนไปรักษาด่าน และสร้างป้อมปราการตามภูเขาระยะทางกว่าสิบลี้

โจโฉเชื่อในรายงานจากขุนนางของมณฑลเลียงจิ๋ว และจากคนที่มายอมแพ้จาก Wudu พวกนั้นเล่าให้เขาฟังว่า เป็นการง่ายยิ่งนักที่จะโจมตีเตียวฬ่อ เทือกเขาทางเหนือและทางใต้ของเองเปงก๋วน นั้นยาวยิ่งนัก ทำให้ด่านนั้นยากแก่การป้องกัน โจโฉเชื่อพวกเขา แต่เมื่อเขามาถึงยังด่านซึ่งไม่เหมือนกับที่คนพวกนั้นพูด โจโฉถอนใจแล้วพูดว่า เมื่อคนปรึกษาแผนการร่วมกัน พวกเขาไม่ค่อยจะเห็นสิ่งที่คนคนนึงจะทำได้

โจโฉโจมตีค่ายที่เนินเขาเองเปงก๋วน แต่เนินเขานั้นชันและยากที่จะปีนขึ้น โจโฉล้มเหลวในการเข้าโจมตีครั้งแรก ทหารจำนวนมากถูกฆ่าตายและได้รับบาดเจ็บ เสบียงอาหารก็ร่อยหรอลง แผนการทั้งหมดที่วางไว้ล้มเหลวเหลือเพียงการถอยทัพและตั้งแนวป้องกันทิ้งไว้เท่านั้น เขาสั่งแฮหัวตุ้นและเคาทูให้เรียกทหารออกจากเนินเขา

แต่กองหน้าเกิดหลงทางในความมืด พวกเขาหลงทางมาถึงป้อมตรวจการแห่งหนึ่งของเตียวอุย ด้วยความกลัวและสับสน ทหารยามของเตียวอุยแตกกระจายหลบหนีไป ซินผีและเล่าหัวซึ่งอยู่ที่ตอนท้าายของทัพนั้นได้รายงานมายังแฮหัวตุ้นและเคาทูว่า กองทัพของเราได้ยึดค่ายหลักของศัตรู พวกกบฏได้หลบหนีไปแล้ว แต่แม่ทัพทั้งสองไม่เชื่อสิ่งที่เขาได้ยิน

แฮหัวตุ้นจึงไปดูเหตุการณ์ด้วยตาตัวเอง แล้วเขาก็กลับไปบอกโจโฉ ดังนั้นพวกเขาจึงส่งทหารไปโจมตีเตียวอุย เตียวอุยและลูกน้องเขาหนีไปในคืนนั้นเอง

เมื่อเตียวฬ่อรู้ว่าด่านเองเปงก๋วนถูกยึดแล้ว เขาต้องการยอมจำนน แต่เงียมเภาแนะนำเขาว่า ถ้าท่านยอมจำนนตอนนี้เพราะว่าท่านถูกกดดัน ท่านก็ดูเหมือนว่าอยู่ในฐานะจำยอมต้องทำตาม ทางที่ดีที่สุดคือการร่วมกับเผ่า Duhu และ Fuhu ต่อต้านโจโฉด้วยกัน แล้วค่อยส่งบรรณาการ โจโฉต้องยินดีมากเวลาที่ท่านยอมจำนน พวกเขาหนีไปด้วยกันทางเนินเขาตอนใต้เข้าสู่ดินแดนปากุ๋น

ขุนนางของเตียวฬ่อต้องการที่จะเผาทรัพย์สมบัติและเสบียงอาหาร แต่เตียวฬ่อบอกว่า ความตั้งใจจริง ๆ ของข้าคือการคืนอำนาจปกครองให้กับส่วนกลาง แต่ข้ายังไม่ได้เตรียมการไว้ ข้าตั้งใจจะหลบหนีไปเพื่อหลบอันตรายในตอนนี้ แต่ข้าไม่มีความปรารถนาที่จะสร้างปัญหาให้ทางการ ทรัพย์สมบัติพวกนี้ถือเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน แล้วเขาจึงใส่กุญแจคลังเสบียง คลังสมบัติไว้แล้วหลบหนีไป เมื่อโจโฉมาถึง Nanzheng เขายินดีอย่างมาก รับรู้ถึงสิ่งที่เตียวฬ่อต้องการ เขาจึงส่งสารไปหาเตียวฬ่อให้เขาสบายใจได้

สุมาอี้ขุนนางอาลักษณ์ของเฉิงเซี่ยงพูดกับโจโฉว่า เล่าปี่ได้ยึดอำนาจจากเล่าเจี้ยงโดยใช้อุบายและกำลังทหาร ชาวจ๊กยังไม่ประทับใจในตัวเขานัก เวลานี้เขาไปต่อสู้ไกลใน กังเหลง นี่คือโอกาสอันดีที่จะพลาดไม่ได้ ท่านได้ยึดฮันต๋งแล้ว มณฑลเอ๊กจิ๋วก็ติดกับฮันต๋ง ส่งทหารของท่านไปโจมตีพวกเขา พวกเขาย่อมพ่ายแพ้แน่ นักปราชญ์ย่อมไม่ต่อต้านกาลเวลา และเขาย่อมไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดมือไป โจโฉพูดว่า คนที่ไม่สามารถพอใจ จะต้องไปยึดเทือกเขาลองสันและมองไปถึงจ๊ก

เล่าหัวแย้งว่า เล่าปี่เป็นวีรบุรุษในหมู่คนทั่วไป และมีความเมตตาที่ดีของผู้นำ แต่เขามาช้าเกินไป เขาได้ครองจ๊กเพียงแค่ไม่กี่วัน และชาวเมืองก็ยังไม่ไว้ใจเขา เวลานี้ท่านได้ยึดฮันต๋ง ทุกคนในจ๊กล้วนแต่สั่นเทาด้วยความหวาดกลัวและความเข้มแข็งของพวกเขาก็ลดน้อยถอยลงตามไปด้วย ด้วยความเฉลียวฉลาดของท่าน ฉวยโอกาสจากความอ่อนแอของพวกเขา ทำลายพวกเขา นี่เป็นสิ่งที่ท่านควรจะกระทำได้

แต่ถ้าท่านรีรอเพียงชั่วขณะ แล้วปล่อยให้ขงเบ้ง เฉิงเซี่ยงของเขารู้ว่าจะทำอย่างไรให้ดินแดนปกติสุข ในขณะที่แม่ทัพของเขา กวนอูและเตียวหุยได้สร้างขวัญกำลังใจให้กับคนแล้ว แล้วผู้คนของจ๊กก็จะสงบลง พวกเขาจะรักษาด่านและป้องกันจุดยุทธศาสตร์สำคัญ พวกเขาก็จะไม่สามารถโจมตีพวกเขาได้ ถ้าท่านไม่ปราบพวกเขาในตอนนี้ พวกเขาจะก่อปัญหาให้เราภายหลังแน่ โจโฉไม่เห็นด้วยกับเขา

พวกเขาอยู่ต่ออีกเจ็ดวัน มีคนจากจ๊กมายอมจำนนและบอกข่าวให้ฟังว่า ภายในวันเดียว ดินแดนจ๊กมีการเตือนภัยหลายครั้ง และแม้ว่าเหล่าทหารจะสังหารคนที่ก่อปัญหาหลายคน แต่พวกเขาก็ไม่อาจทำให้ประชาชนสงบได้ โจโฉถามเล่าหัวว่า เรายังสามารถโจมตีพวกเขาได้หรือไม่ แต่เล่าหัวตอบว่า พวกเขาได้ทำให้ประชาชนสงบลงแล้ว ท่านไม่สามารถโจมตีพวกเขาได้ แล้วโจโฉก็ถอยทัพกลับ

แฮหัวเอี๋ยนถูกแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพผู้ป้องกันพร้อมด้วยอำนาจออกคำสั่งต่อเตียวคับ ซิหลงและคนอื่นรักษาการณ์ฮันต๋ง ในขณะที่โตสิบ กลายเป็นผู้บัญชาการทหารม้ารับผิดชอบการบริหารเมือง โตสิบทำให้ชาวเมืองฮันต๋งสงบและให้กำลังใจพวกเขา แล้วชาวเมืองมากกว่าแปดหมื่นคนยินดีที่จะอพยพไปอยู่ลกเอี๋ยงและเงียบกุ๋น

ในเดือนที่แปด ซุนกวนนำทัพหนึ่งแสนคนล้อมหับป๋า เตียวเลี้ยว ลิเตียวและงักจิ้นมีกำลังทหารเพียงเจ็ดพันนายรักษาการณ์อยู่ในเมือง

เมื่อโจโฉไปโจมตีเตียวฬ่อ เขาได้ส่งจดหมายแนะนำให้ Xue Ti ผู้ควบคุมกองทัพของหับป๋าไว้ และเขียนไว้ด้านนอกว่า ถ้าศัตรูมาถึงให้เปิดออก ทันทีที่ซุนกวนยกทัพมาใกล้ พวกเขาเปิดจดหมายออกอ่าน ในจดหมายเขียนว่า ถ้าซุนกวนมา ให้แม่ทัพเตียวเลี้ยวและลิเตียนออกมาสู้ภายนอก แม่ทัพงักจิ้นให้รักษาเมือง ส่วนผู้บัญชาการกองทัพไม่ต้องสั่งการสู้รบ

เหล่าแม่ทัพต่างพากันคิดว่าทหารของพวกเขาน้อยเกินกว่าจะไปต่อสู้กับศัตรู และพวกเขาก็ยังสงสัยในแผนนี้ เตียวเลี้ยวพูดว่า นายท่านนั้นยกทัพไปต่อสู้ยังแดนไกล กว่าที่กองทัพช่วยเหลือจะมาถึง พวกเราก็คงพ่ายแพ้ไปแล้ว จดหมายฉบับนี้เตือนเราว่า ถ้าเราโจมตีศัตรูก่อนที่พวกเขาจะล้อมเมืองเราได้ เราก็จะทำลายความเข้มแข็งของศัตรูแต่เนิ่น ๆ และปลุกขวัญกำลังใจของกองทัพเรา แล้วเราก็อยู่ป้องกันแต่ในเมือง งักจิ้นและคนอื่นนิ่งเงียบไม่พูดอะไร

เตียวเลี้ยวโกรธมากพูดว่า แพ้หรือชนะขึ้นอยู่กับการศึกครั้งนี้ ถ้าพวกท่านยังรีรอ ข้าก็จะยกทัพไปสู้เพียงคนเดียว

ลิเตียนซึ่งเคยบาดหมางกับเตียวเลี้ยวมาก่อน ได้สนับสนุนเขาว่า นี่เป็นเรื่องใหญ่ของแผ่นดิน เมื่อข้าเห็นท่านวางแผนการเช่นนี้ แล้วข้าจะยังมีอคติส่วนตัวกับท่านแล้วเพิกเฉยเรื่องส่วนรวมได้อย่างไร ข้าขอเข้าร่วมกับท่านในการโจมตีนี้

เตียวเลี้ยวขออาสาสมัครจากทหาร มีทหารเข้าร่วมแปดร้อยคน เขาฆ่าวัวและจัดงานเลี้ยงในคืนนั้น

วันต่อมา เตียวเลี้ยวใส่ชุดเกราะและถือทวนปลายแหลมสองข้างและเป็นคนแรกที่เข้าโจมตีศัตรู เขาฆ่าคนไปหลายสิบคน ตัดหัวนายทหารได้สองคน แล้วตะโกนร้องบอกชื่อของเขาให้ศัตรูได้รับรู้ เตียวเลี้ยวข้ามรั้วป้องกันและตรงเข้าไปหาซุนกวน ซุนกวนตกใจมาก ทำอะไรไม่ถูกได้แต่หนีขึ้นไปยังเนินดินและป้องกันตัวเองจากทวนยาวนั้น

เตียวเลี้ยวเรียกซุนกวนให้ลงมาต่อสู้ แต่ซุนกวนไม่กล้าลงมา แล้วเมื่อซุนกวนสังเกต เขาเห็นว่าเตียวเลี้ยวมีทหารจำนวนน้อยนิด เขาสั่งทหารล้อมวงหลายชั้นล้อมเตียวเลี้ยว เตียวเลี้ยวโจมตีวงล้อมอย่างรุนแรง ทำลายวงล้อมนั้นและหนีออกมาได้พร้อมทหารไม่กี่สิบคน ส่วนทหารที่เหลือของเขาที่ยังอยู่ในวงล้อมร้องไห้คร่ำครวญว่า ท่านแม่ทัพทิ้งพวกเราไปแล้วหรือ เตียวเลี้ยวจึงวกกลับไปต่อสู้อีกครั้ง โจมตีวงล้อมและนำทหารที่เหลือออกมา

ทหารของซุนกวนทั้งหมดไม่มีใครกล้าสู้กับเตียวเลี้ยวได้แต่หนีไป พวกเขาสู้ตั้งแต่ตอนเช้าจนถึงเที่ยงวัน ทหารจากง่อล้วนแต่สูญเสียกำลังใจสู้รบไป พวกเขาถอยทัพและเตรียมการป้องกันใหม่ ในขณะที่ฝ่ายวุยมีกำลังใจมากขึ้น

ซุนกวนอยู่ที่หับป๋าอีกมากกว่าสิบวัน แต่ฝั่งวุยก็ป้องกันการโจมตีจนไม่สามารถยึดได้ ในที่สุดซุนกวนก็เตรียมการถอยทัพ (มีบันทึกว่าเกิดโรคระบาดในทัพซุนกวน ทำให้ทหารซุนกวนไม่สามารถต่อสู้ได้ไม่เต็มที่และต้องถอยทัพ)

ทันทีที่กองทัพกำลังถอยทัพ ซุนกวนและแม่ทัพของเขาได้หยุดอยู่ที่ทางเหนือของสะพานเซียวเหยา เตียวเลี้ยวเฝ้าซุ่มสังเกตการณ์อยู่ และเมื่อเขาเห็นทหารง่อ เตียวเลี้ยวก็นำทัพเข้าโจมตีอย่างรวดเร็ว กำเหลง ลิบองและคนอื่น ๆ ต่างต่อสู้ตรึงข้าศึกไว้ เล่งทองนำทหารองครักษ์ของตัวเองช่วยซุนกวนฝ่าวงล้อม แล้ววกมาสู้กับทัพเตียวเลี้ยว ทหารของเล่งทองถูกฆ่าตายหมด ตัวเล่งทองเองได้รับแผลมากมาย เมื่อเล่งทองคิดว่าซุนกวนน่าจะหนีไปได้แล้ว เขาจึงผละออกจากการต่อสู้เพื่อตามไป

ซุนกวนขี่ม้าอย่างรวดเร็วมาถึงสะพาน แต่สะพานฝั่งใต้ได้ถูกทำลาย และมีช่องว่างห่างกันถึงสิบฟุต ผู้ตรวจการทหารองครักษ์ กู่ลี่ ซึ่งตามซุนกวนมา ได้บอกซุนกวนให้ยึดอานม้ากับบังเหียนให้แน่น แล้วเขาก็เอาแส้หวดที่หลังม้า แล้วพวกเขาก็ข้ามสะพานมาได้ โฮกี๋นำทหารสามพันคนจากฝั่งตอนใต้มารับซุนกวน

ซุนกวนจัดงานเลี้ยงให้กับเหล่าแม่ทัพของเขา โฮกี๋ลุกจากที่นั่งของเขาร้องไห้แล้วพูดว่า เกียรติของนายท่านคือการเป็นผู้ปกครองผู้คน ท่านควรจะได้รับการป้องกันอย่างแข็งขันอยู่เสมอ การศึกวันนี้ เมื่อท่านประสบโชคร้าย เหล่าข้ารับใช้ของท่านล้วนแต่หวาดกลัวว่าฟ้าดินจะถล่มทลาย พวกเราวิงวอนนายท่านให้เอาเหตุการณ์วันนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจไปตลอดชีวิต ซุนกวนลุกมาหาเขา เช็ดน้ำตาให้แล้วพูดว่า ข้ารู้สึกขอบคุณและละอายใจ การทำศึกอย่างระมัดระวังหาใช่สิ่งที่เขียนโชว์บนเข็ดขัดข้า หากแต่ว่าอยู่ในก้นบึ้งหัวใจข้าแล้ว (ซุนกวนพูดเปรียบเทียบถึง ซิจาง ที่เขียนคำสอนของขงจื้อลงบนเข็ดขัดของเขา)

ในเดือนที่เก้า เหล่าผู้นำของชาว Zong แห่งปากุ๋น Fuhu Duhu และ Ren Yue ได้นำกำลังของพวกเขามาร่วมกับโจโฉ แล้วโจโฉจึงแบ่งหัวเมืองปากุ๋น แต่งตั้งให้ Fuhu เป็นเจ้าเมืองปาต๋ง Duhu เป็นเจ้าเมือง ปาเส และ Ren Yue เป็นเจ้าเมืองปากุ๋น ทั้งหมดได้รับยศพระยา

ในฤดูหนาวเดือนที่สิบ มีการแต่งตั้งยศพระยาใหม่ซึ่งโจโฉเพิ่มเข้าไปอีกสามลำดับ เป็นรางวัลแก่นายทหารทั้งหลาย

ในเดือนที่สิบเอ็ด เตียวฬ่อพาครอบครัวและผู้ติดตามของเขามายอมจำนน โจโฉต้อนรับเขาอย่างดีและแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพผู้รักษาความสงบทิศใต้ ปฏิบัติต่อเขาเยี่ยงแขกผู้มีเกียรติ โจโฉมอบตำแหน่งเจ้าพระยาแห่ง ลองจิ๋ว ให้เขาพร้อมด้วยศักดินาหมื่นครัวเรือน และมอบยศพระยาให้กับลูกของเตียวฬ่อห้าคน และเงียมเภากับขุนนางคนอื่น ๆ

เทงหงิน เฮาชวนและบังเต็กล้วนมาสวามิภักดิ์พร้อมเตียวฬ่อ โจโฉแต่งตั้งเทงหงินและเฮาชวนเป็นขุนนางตามเดิม ส่วนบังเต็ก โจโฉแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพผู้สนับสนุนความชอบธรรม

เมื่อเตียวฬ่อหนีไปดินแดนปากุ๋น อุยก๋วนพูดกับเล่าปี่ว่า ทันทีที่เราเสียฮันต๋งไป เมืองปาทั้งสามก็ตกอยู่ในอันตราย นี่จะเป็นสิ่งที่ทำลายความมั่นคงของจ๊ก ดังนั้นเล่าปี่จึงตั้ง อุยก๋วน เป็นผู้บัญชากองทัพนำกองทัพทั้งหมดไปจับตัวเตียวฬ่อ

เตียวฬ่อยอมจำนนแต่โดยดี แต่อุยก๋วนโจมตี Fuhu Duhu และ Ren Yue พ่ายแพ้ไป

โจโฉส่งเตียวคับให้นำทัพมายังดินแดนปาทั้งสาม เขาตั้งใจที่จะย้ายผู้คนที่นั่นไปยังฮันต๋ง

เตียวคับนำกองทัพมุ่งหน้าไป Dangqu เล่าปี่ส่งเตียวหุยเจ้าเมือง ปาเส ไปสู้กับเขา หลังจากสู้รบกันนานกว่าสองเดือน ในการรบครั้งหนึ่งเตียวหุยโจมตีเตียวคับและสร้างความเสียหายให้ทัพเตียวคับอย่างมากจนเตียวคับต้องหนีไป Nanzheng แล้วเล่าปี่จึงกลับไปเฉิงตู

โจโฉรวบรวมทหารเก่าห้าพันคนของหันซุย ม้าเฉียวและแม่ทัพของตะวันตกเฉียงเหนือคนอื่น และให้พวกเขาอยู่ในการควบคุมของ Yin Shu แม่ทัพผู้สยบความวุ่นวาย เอียวงัน เจ้าเมือง Youfufeng ถุกแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการกองทัพภายในด่าน และสั่งให้มีทหารพันสองร้อยคนไปช่วยป้องกันฮันต๋ง

Yin Shu ได้รับคำสั่งในการเคลื่อนพลครั้งนี้ แต่เหล่าทหารล้วนไม่ยินดีในคำสั่งย้ายครั้งนี้ เอียวงัน เดินทางไปกับพวกเขาถึงด่าน Yegu แต่ทันที่ที่เขากลับก่อนที่จะถึงค่ายเสียอีก ทัพของ Yin Shu ก็ก่อกบฏขึ้น

เอียวงัน ในตอนนั้นมีทหารเพียงร้อยห้าสิบคน ซึ่งทั้งหมดล้วนแต่เป็นญาติหรือคนรู้จักของทหารที่ก่อกบฏนั้น เมื่อพวกเขาได้ยินข่าว พวกเขาก็สับสนวุ่นวายต่างพากันสวยเสื้อเกราะและหยิบอาวุธ มีทีท่าจะก่อความวุ่นวาย เอียวงัน อธิบายเหตุการณ์ให้พวกเขาฟัง ปลอบขวัญและปลุกกำลังใจพวกเขา ทหารทั้งหมดล้วนรับฟังเขาและร้องไห้พูดว่า ไม่ว่าเป็นหรือตายพวกเขาจะติดตามผู้บัญชาการกองทัพ พวกเราไม่กล้าที่จะทรยศ แล้วพวกเขาก็เดินหน้าไปยังค่ายทหารกบฏ

เมื่อพวกเขาสังเกตการณ์ดูมีทหารกบฏแปดร้อยคนกระจายไปยังท้องที่ต่าง ๆ แต่เอียวงันสั่งการว่า ให้จับตัวหัวหน้ากลุ่มมาลงโทษ อย่าได้ทำอันตรายผู้อื่น ทหารที่ถุกหัวเมืองต่าง ๆ จับตัวล้วนถูกส่งกลับมา ที่เหลือล้วนแต่ยอมแพ้

เอียวงันส่งรายงานลับไปแนะนำว่า ให้ส่งคนไปหายังส่วนกลางของท่านโจโฉ ร้องขอทหารที่มีประสบการณ์และเชื่อใจได้ให้มารักษาการณ์ดินแดนภายในด่าน โจโฉจึงส่งแม่ทัพ Liu Zhu พร้อมทหารสองพันนาย แล้วเขาจึงสั่งการห้ามให้เคลื่อนย้ายทหารก่อนที่กองทัพนี้จะไปถึง

เมื่อข่าวนี้เป็นที่รู้ทั่วกัน ทั้งค่ายล้วนแต่สับสน ไม่มีสิ่งใดที่จะพูดเพื่อให้ทหารสงบลงได้ ดังนั้นเอียวงันจึงประกาศว่า เราจะเลือกทหารชั้นดีหนึ่งพันคนจากทหารใหม่ทั้งหมดเพื่อยังรักษาการณ์ดินแดนในด่านอยู่ ทหารที่เหลือจะถูกส่งไปตะวันออก

เหล่านายทหารส่งรายชื่อของทหารในค่ายทั้งหมด เอียวงันมองรายชื่อพวกเขาและทำการคัดเลือกทันที คนที่ถูกเลือกล้วนแต่พอใจ ส่วนคนที่ถูกคัดให้ไปที่อื่นล้วนไม่กล้าคัดค้าน เอียวงันส่งพวกเขาออกเดินทางในวันเดียวกัน ทหารหนึ่งพันคนถูกสั่งให้คุ้มครองคนที่จะเดินทางและคอยคุมพวกเขาให้อยู่ในความสงบ

กองทัพเสริมของ Liu Zhu เดินทางจากตะวันออกมาถึง แล้วเอียวงันก็ได้อำนาจสั่งการของเขากลับมาอีกครั้ง ดังนั้นเขาจึงย้ายทหารที่เหลืออีกหนึ่งพันคนเช่นกัน พวกเขาตามทหารที่ล่วงหน้าไปแล้วเดินทางด้วยกัน ทำให้เอียวงันสามารถเคลื่อนย้ายคนได้มากกว่าสองหมื่นคน




 

Create Date : 15 มีนาคม 2549    
Last Update : 2 กรกฎาคม 2549 21:49:41 น.
Counter : 220 Pageviews.  

ปี 214 AD

ปีเจี้ยนอันที่ 19 214 AD
(28 มกราคม 214 - 16 กุมภาพันธ์ 215)

ในฤดูใบไม้ผลิ ม้าเฉียวขอทหารจากเตียวฬ่อเพื่อที่เขาจะได้นำทัพขึ้นเหนือไปยึดมณฑลเลียงจิ๋ว เตียวฬ่อจึงส่งเขาไปล้อมเขากิสาน

เกียงขิมแจ้งข่าวบอกกับแฮหัวเอี๋ยน แต่ลูกน้องของแฮหัวเอี๋ยนบอกว่าเขาควรรอคำสั่งจากโจโฉ ท่านวุยก๋งอยู่ที่เมืองเงียบกุ๋น แฮหัวเอี๋ยนตอบ ซึ่งห่างจากที่นี่เป็นระยะทางไปกลับสี่พันลี้ เกียงขิมและพวกจะถูกโจมตีย่อยยับไปก่อนที่รายงานจะไปถึงท่านโจโฉ การรายงานก่อนเท่ากับว่าไม่สามารถให้ความช่วยเหลือขณะที่พวกเขาต้องการได้

ดังนั้นแฮหัวเอี๋ยนจึงยกทัพไปช่วย ส่งเตียวคับเป็นทัพหน้าพร้อมทหารห้าพันนาย ม้าเฉียวพ่ายแพ้หลบหนีไป

หันซุยอยู่ที่ Xianqin แฮหัวเอี๋ยนวางแผนจู่โจมเขาอย่างฉับพลันเพื่อจับตัวเขา แต่หันซุยหนีไปได้ แฮหัวเอี๋ยนไล่ตามเขาไปถึงเมือง Lueyang เขาอยู่ห่างสามสิบลี้จากตัวหันซุย ขุนนางของเขาต่างต้องการให้เขาไล่จับหันซุย แต่บางส่วนก็แนะนำว่าพวกเขาควรโจมตีชนเผ่า Di แห่ง Xingguo

กองทัพหันซุยนั้นฝึกฝนมาเป็นอย่างดี และ Xingguo ก็มีกำแพงเมืองที่แข็งแกร่ง แฮหัวเอี๋ยนตอบ ถ้าเราโจมตีฝ่ายไหน เราก็อาจจะไม่ได้ชัยชนะก็เป็นได้ ทางที่ดีเราควรโจมตีเผ่าเกี๋ยงที่ Changli คนจำนวนมากของเผ่านี้เข้าร่วมกับกองทัพหันซุย แต่พวกเขาต้องกลับมาช่วยเหลือครอบครัวแน่นอน ถ้าหันซุยปล่อยให้พวกเขากลับมาช่วยครอบครัว หันซุยก็จะเหลือกำลังเพียงน้อยนิด แต่ถ้าหันซุยรวมกำลังกับพวกเขาช่วยเหลือ Changli กองกำลังของเราก็จะสู้กับเขาในสนามรบ เราต้องจัดการเขาได้แน่

แฮหัวเอี๋ยนทิ้งทหารบางส่วนไว้ป้องกันสัมภาระ ส่วนตัวเขานำกำลังเคลื่อนที่เร็วเข้าโจมตี Changli พวกเขาโจมตีค่ายที่ Shaodang เผ่าเกี๋ยงและหันซุยส่งทหารมาช่วยเหลือ

เมื่อเหล่าขุนนางเห็นขนาดของกองทัพหันซุย พวกเขาต้องการสร้างกำแพงไม้และคูเพื่อป้องกัน แต่แฮหัวเอี๋ยนพูดว่า เราเดินทางมาเป็นระยะทางกว่าพันลี้ ถ้าเรายังสร้างกำแพงไม้และขุดคูอีก ทหารของเราต้องเหนื่อยล้าและไม่อาจสู้รบได้ แม้ว่าโจรกบฏจะมีจำนวนมาก แต่พวกเขาจัดการได้ง่ายดายนัก เขาจึงตีกลองศึก แล้วกองทัพหันซุยก็พ่ายแพ้ยับเยิน

แฮหัวเอี๋ยนนำทัพไปล้อม Xingguo อ๋อง Qianwan หนีไปหาม้าเฉียว ทหารที่เหลืออยู่ในเมืองของเขาล้วนยอมจำนน แฮหัวเอี๋ยนจึงนำทัพไปโจมตีเกาผิงและฉูจี (กลุ่มหนึ่งของชนเผ่าซงหนู) เขาโจมตีทั้งสองกลุ่มพ่ายแพ้ไป

ในเดือนที่สาม มีราชโองการแต่งตั้งวุยก๋งโจโฉให้อยู่เหนืออ๋องทั้งปวง ตราตำแหน่งถูกเปลี่ยนเป็นตราที่ทำจากทองคำประดับด้วยริบบิ้นสีแดงและหมวกสำหรับเดินทางไกล (หมวกสำหรับเดินทางไกลเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของท่านอ๋องในราชสำนักฮั่น ตงเทียนก๋วนเป็นหมวกสูงประมาณ 20 เซนติเมตรมีสายรัดใต้คางและด้านหน้าของหมวกยื่นออกไป)

ในฤดูร้อน เดือนที่สี่ เกิดฝนแล้งขึ้น

ในเดือนที่ห้าเกิดฝนตกหนัก

ก่อนหน้านั้น โจโฉได้แต่งตั้งจูกวงให้เป็นเจ้าเมืองโลกั๋ง ตั้งค่ายอยู่ที่ฮวน และเริ่มสำรวจพื้นที่เพาะปลูก ลิบองพูดกับซุนกวนว่า แผ่นดินของฮวน นั้นอุดมสมบูรณ์ ทันทีที่พวกเขาเริ่มการเพาะปลูก ศัตรูของเราจะยิ่งทวีความแข็งแกร่งขึ้น พวกเราต้องโจมตีพวกเขาโดยเร็ว

ซุนกวนนำทัพเข้าโจมตีเมืองฮวน ขุนนางของเขาต้องการสร้างเนินดินให้สูง และเครื่องยิงเพื่อโจมตีเมือง แต่ลิบองพูดว่า ถ้าเราสร้างเครื่องยิงและเนินดิน ต้องใช้เวลาหลายวันกว่าที่จะเสร็จ ตอนนั้นในเมืองก็เตรียมการป้องกันแล้ว กองทัพช่วยเหลือก็จะมาถึง เราก็จะไม่ประสบผลสำเร็จ ยิ่งกว่านั้น ฝนและน้ำหลากนั้นช่วยให้เรานำทัพมาได้ แต่ถ้าเราทำศึกยืดเยื้อเกินไป น้ำก็จะลดลง แล้วการเดินทางกลับก็จะยากลำบากยิ่งนัก ในความเห็นอันต่ำต้อยของผู้น้อยคิดว่าสถานการณ์เราก็จะอันตรายยิ่งนัก

ขอให้นายท่านจงพิจารณาเมืองให้ดี เมืองนี้ไม่มั่นคงแข็งแรงเท่าไหร่นัก ถ้าเราโจมตีอย่างหนักทุกด้าน เราจะยึดเมืองได้โดยง่าย แล้วเราก็สามารถยกทัพกลับในขณะที่น้ำยังท่วมสูงอยู่ได้ นี่คือแผนที่จะได้ชัยชนะ

ซุนกวนอนุญาตตามแผนของเขา ลิบองเสนอกำเหลงให้นำทหารเข้าโจมตี กำเหลงใช้ตะขอเหล็กดึงตัวเองไต่ขึ้นกำแพงเมืองและเป็นคนแรกที่สามารถเข้าเมืองได้สำเร็จ ลิบองตีกลองศึกด้วยตัวเองและตามโจมตีด้วยทหารที่ฝึกมาเป็นอย่างดี ทหารทั้งหมดกระโจนเข้าสู่การสู้รบ พวกเขาเริ่มโจมตีตั้งแต่รุ่งสาง ก่อนจะถึงมื้อเข้าพวกเขาก็ยึดเมืองได้ พวกเขาจับตัวจูกวงและเชลยศึกชายหญิงหลายพันคน เมื่อเตียวเลี้ยวมาถึง Jiashi เขารู้ว่าเมืองถูกยึดไป เขาจึงยกทัพกลับ

ซุนกวนแต่งตั้งลิบองให้เป็นเจ้าเมืองโลกั๋ง แล้วลิบองก็กลับไปตั้งค่ายที่ Xunyang

ขงเบ้งปล่อยให้กวนอูรักษาการณ์มณฑลเกงจิ๋ว ส่วนตัวเขานำเตียวหุยและจูล่งนำทัพเข้ายึดปาต๋ง เมื่อพวกเขามาถึงมณฑลเจียงโจว พวกเขาโจมตีและจับตัวเงียมหงัน เจ้าเมืองปากุ๋น

เตียวหุยตะโกนใส่เงียมหงันว่า เมื่อกองทัพใหญ่มาถึง ทำไมเจ้าถึงไม่ยอมจำนนแต่โดยดี เหตุใดจึงกล้าต่อสู้กับพวกเรา

เจ้าคนชั่ว เงียมหงันตอบ เจ้ามาบุกรุกมณฑลของเรา แต่มณฑลของเรานั้นมีแต่แม่ทัพที่ยอมตาย ไม่มีแม่ทัพคนใดที่ยอมจำนน

เตียวหุยโกรธมากสั่งให้ลูกน้องของเขานำตัวเงียมหงันไปตัดหัว เงียมหงันมีสีหน้าเป็นปกติพูดว่า ตัดหัวก็คือตัดหัว เหตุใดจึงต้องเอะอะโวยวาย เตียวหุยได้เห็นความกล้าหาญของเงียมหงันจึงปล่อยตัวเขาและรับรองเขาเหมือนเป็นแขก

จูล่งถูกส่งไปที่แม่น้ำสายนอกเพื่อยึด Jiangyang และ เจียนเว่ย ในขณะที่ เตียวหุยยึดปาเส และ Deyang

เล่าปี่ล้อมเมืองลกเสีย นานกว่าหนึ่งปี บังทองถูกลูกธนูได้รับบาดเจ็บจนตาย (ตามประวัติส่วนตัว บังทองตายในการนำทหารเข้าโจมตีเมือง)

หวดเจ้งเขียนจดหมายไปหาเล่าเจี้ยง อธิบายสถานการณ์แล้วพูดว่า ตั้งแต่ท่านแม่ทัพซ้าย(เล่าปี่)ได้รวบรวมผู้คนตั้งกองทัพ เขามักจะคิดถึงท่านในด้านดีอยู่เสมอ เขามีความจริงใจหาใช่คนชั่วร้ายไม่ ข้าเชื่อว่าเราสามารถจัดการการโอนอำนาจซึ่งจะยังคงรักษาสถานะของท่านไว้ได้ แต่เล่าเจี้ยงไม่ตอบจดหมายของเขา

เมืองลกเสียถูกยึดได้ในที่สุด เล่าปี่นำทัพไปปิดล้อมเฉิงตู ขงเบ้ง เตียวหุยและจูล่งนำทัพไปร่วมกับเขา

ม้าเฉียวเชื่อว่าเตียวฬ่อไม่สนับสนุนในแผนการยึดมณฑลเลียงจิ๋วของเขา เอียวหง และขุนนางคนอื่นของเตียวฬ่อก็อิจฉาเขา เขาจึงเสียกำลังใจมาก

เล่าปี่ส่ง ลิอิ๋นผู้สอบสวนของ Jianning ไปเจรจากับม้าเฉียว ดังนั้นม้าเฉียวจึงหลบหนีจาก Wudu มายังดินแดนของชนเผ่า Di แล้วเขียนจดหมายหาเล่าปี่ ขอสวามิภักดิ์กับเขา เล่าปี่ส่งคนไปเรียกตัวเขาเข้าพบ และลอบส่งกำลังทหารให้เขา เมื่อม้าเฉียวมาถึง เขาสั่งการกองทัพของเขาให้ตั้งค่ายทางเหนือของเฉิงตู คนในเมืองจึงตกใจและหวาดกลัว

เล่าปี่ล้อมเมืองต่ออีกหลายสัปดาห์ แล้วเขาก็ส่งกันหยงให้ไปเจรจากับเล่าเจี้ยง ในเวลานั้นในเมืองยังมีทหารสามหมื่นคนที่ฝีกมาเป็นอย่างดี เสบียงอาหารและเสื้อผ้าอยู่ได้เป็นปี ขุนนางของเล่าเจี้ยงทุกคนต่างเตรียมตัวต่อสู้จนตาย แต่เล่าเจี้ยงพูดว่า พ่อและลูก ครอบครัวของข้าอยู่ที่มณฑลนี้มากว่ายี่สิบปี แม้ว่าเราจะไม่ได้แสดงความเมตตาและความดีงามให้แก่ชาวบ้านได้รับรู้เท่าไหร่นัก แต่เวลานี้พวกเขาเดือดร้อนจากสงครามเป็นเวลากว่าสามปีแล้ว ชาวบ้านล้มตายในสนามรบจำนวนมาก สิ่งเหล่านี้ล้วนเพราะข้าเป็นต้นเหตุ แล้วข้าจะทำใจให้สงบได้อย่างไร ดังนั้นเล่าเจี้ยงจึงเปิดประตูเมืองและขึ้นรถม้าพร้อมกันหยง เพื่อไปยอมจำนน เหล่าขุนนางของเขาล้วนแต่ร่ำไห้เสียใจ

เล่าปี่ย้ายเล่าเจี้ยงไปที่เมือง กังอั๋น คืนทรัพย์สินทั้งหมดของเขา และอนุญาตให้เขาใช้ตราและพู่ประจำตำแหน่งของแม่ทัพผู้น่าเกรงขาม (ยศก่อนหน้าของเล่าเจี้ยงที่ได้รับจากโจโฉ)

เมื่อเล่าปี่เข้าเมืองเฉิงตู เขาจัดงานเลี้ยงฉลองสำหรัรบกองทัพของเขา เขานำเงินทองของเมืองจ๊กมาแจกจ่ายให้กับลูกน้องของเขาเป็นรางวัล ส่วนเสบียงอาหารและเสื้อผ้าเขาคืนให้กับเจ้าของเดิม

แล้วเล่าปี่ก็ยึดตำแหน่งผู้ปกครองมณฑลเอ๊กจิ๋ว เขาแต่งตั้งขงเบ้งเป็นแม่ทัพใหญ่ควบคุมกองทัพ ตั๋งโหเจ้าเมืองเอ๊กจิ๋วเป็นแม่ทัพสุภาพชนผู้จัดการกองทัพ และเป็นขุนนางในสังกัดของแม่ทัพซ้าย

แม่ทัพรองม้าเฉียวกลายเป็นแม่ทัพผู้ปราบปรามตะวันตก ขุนพลที่ปรึกษากองทัพหวดเจ้งกลายเป็นเจ้าเมืองจ๊กและแม่ทัพผู้แสดงความมั่นคง แม่ทัพรองฮองตงกลายเป็นแม่ทัพผู้ปราบคนชั่ว และขุนนางบริหารกิจทั่วไปบิต๊กกลายเป็นแม่ทัพผู้นำความสงบสู่ราชสำนักฮั่น

กันหยงกลายเป็นแม่ทัพผู้เปล่งประกายความดี ซุนเขียนเป็นแม่ทัพผู้สนับสนุนความซื่อสัตย์ อุยก๋วนนายอำเภอเกงฮัน กลายเป็นแม่ทัพรอง เคาเจ้งเป็นหัวหน้าขุนนางของแม่ทัพซ้าย บังยี่เป็นนายพัน ลิเงียมเป็นเจ้าเมืองเจียนเว่ย อุยหวนเป็นเจ้าเมืองปากุ๋น อีเจี้ยเป็นขุนนางบริหารกิจทั่วไป เล่าป๋าเป็นขุนนางผู้ใหญ่ในสังกัดตะวันตก แพเอี้ยวเป็นขุนนางประจำจวนที่ว่าการมณฑลเอ๊กจิ๋ว

ก่อนหน้านั้นเมื่อ ตั๋งโหรักษาหัวเมืองอยู่ เขาเป็นคนซื่อสัตย์ ผ่อนปรน มีเกียรติและซื่อตรง เขาเป็นที่รักและไว้ใจของชาวจีนและชนเผ่าต่าง ๆ เขาได้รับการเคารพจากคนทั้งดินแดนจ๊กว่าเป็นขุนนางที่ซื่อสัตย์ ดังนั้นเล่าปี่จึงเลื่อนตำแหน่งให้เขา

เมื่อเล่าปี่จากเมืองซินเอี๋ยหนีลงไปทางใต้ของแยงซี ขุนนางส่วนใหญ่จากมณฑลเกงจิ๋วได้ติดตามเขาเหมือนดั่งฝูงเมฆ มีเพียงเล่าป๋าที่ขึ้นเหนือไปหาโจโฉ โจโฉแต่งตั้งเขาเป็นขุนนางผู้ใหญ่ และส่งให้เขาไปยึดเมืองเตียงสา เลงเหลงและฮุยเอี๋ยง ต่อมาเล่าปี่ยึดสามหัวเมืองนั้นได้ ภาระกิจของเล่าป๋าจึงไม่สำเร็จ เขาจึงวางแผนกลับไปเมืองหลวงผ่านทางมณฑลเกียวจิ๋ว ขงเบ้งซึ่งอยู่ที่ Linzheng ในตอนนั้น ได้เขียนจดหมายไปหาเขาให้มารับใช้ แต่เขาปฏิเสธ เล่าปี่จึงไม่พอใจมาก เล่าป๋าเดินทางจากJiaozhi ไปยังจ๊กเพื่อรับใช้เล่าเจี้ยง

เมื่อเล่าเจี้ยงเชิญเล่าปี่มา เล่าป๋า คัดค้านว่า เล่าปี่เป็นคนทะเยอทะยาน ถ้าท่านเชิญเขามา เขาต้องสร้างปัญหาให้ท่านแน่ เมื่อเล่าปี่มาถึง เล่าป๋า ก็คัดค้านอีกว่า ถ้าท่านส่งเล่าปี่ไปโจมตีเตียวฬ่อ ก็เหมือนกับท่านปล่อยเสือให้เข้าป่า เล่าเจี้ยงไม่สนใจคำแนะนำของเขา เล่าป๋า จึงบอกว่าเขาป่วยหนักต้องพักรักษาตัวอยู่แต่ในบ้าน

เมื่อเล่าปี่โจมตีเฉิงตู เขาสั่งการไปทั้งกองทัพว่า ผู้ใดทำอันตราย เล่าป๋า จะถูกลงโทษประหารชีวิตทั้งครอบครัว แล้วเมื่อเขาจับตัว เล่าป๋า ได้ เล่าปี่จึงยินดีมาก

บรรดาหัวเมืองต่าง ๆ ของจ๊กเมื่อเห็นความเปลี่ยนแปลงจึงพากันยอมอ่อนน้อมต่อเล่าปี่ มีเพียง อุยก๋วน ที่รักษาเมืองอย่างแน่นหนา เขาไม่ยอมจำนนจนกระทั่งเล่าเจี้ยงยอมแพ้

ตั๋งโห อุยก๋วน ลิเงียมและคนอื่นนั้นเป็นคนที่ได้รับแต่งตั้งจากเล่าเจี้ยง งออี้ อุยหวน และคนอื่น ๆ ก็เป็นคนที่เกี่ยวพันกับเล่าเจี้ยงจากการแต่งงาน แพเอี้ยวผู้มีหน้าที่ตัดสินคดีความก็ได้รับแต่งตั้งจากเล่าเจี้ยง เล่าป๋าผู้เคยเป็นศัตรูเก่าของเล่าปี่ ทั้งหมดล้วนแต่ได้รับตำแหน่งที่มีเกียรติจากเล่าปี่ต่างก็เต็มใจรับใช้เขา คนที่ทะเยอทะยานต่างก็พากันแข่งขันสมัครเป็นขุนนางของเล่าปี่ ประชาชนของมณฑลเอ๊กจิ๋วก็อยู่อย่างสงบสุข

ก่อนหน้านั้น เล่าเจี้ยงแต่งตั้งเคาเจ้งเป็นเจ้าเมืองจ๊ก ก่อนหน้าที่เมืองเฉิงตูจะยอมแพ้ เคาเจ้งวางแผนที่จะข้ามกำแพงแล้วร่วมกับทัพที่ปิดล้อมของเล่าปี่ ด้วยเหตุผลนี้ เล่าปี่จึงไม่สู้เต็มใจที่มอบตำแหน่งให้แก่เขา

หวดเจ้งพูดว่า คนมากมายต่างมีชื่อเสียงโดยปราศจากความเหมาะสม เคาเจ้งก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่เวลานี้นายท่านเพิ่งจะเริ่มการบริหารบ้านเมือง ท่านไม่สามารถไปหาประชาชนทีละบ้านเพื่ออธิบายตัวท่านได้ ท่านต้องแสดงความเคารพแก่คนเหล่านี้ไม่เช่นนั้น ประชาชนก็จะพากันแปลกใจและผิดหวังในตัวท่าน ดังนั้นเล่าปี่จึงปฏิบัติต่อเคาเจ้งอย่างดีและมอบตำแหน่งให้เขา

เมื่อเฉิงตูถูกปิดล้อม เล่าปี่สัญญากับกองทัพของเขาว่า ถ้าเราได้รับชัยชนะ ข้าไม่คิดที่จะยึดทรัพย์สมบัติเป็นของตัวเอง เมื่อพวกเขายึดเมืองได้ ทหารของพวกเขาจึงละทิ้งอาวุธกรูกันเข้าไปในคลังสมบัติเมือง พวกเขาสู้กันเองเพื่อแย่งชิงสมบัติ ทำให้เงินสำหรับใช้จ่ายในกองทัพขาดแคลน เล่าปี่โมโหเรื่องนี้มาก

เล่าป๋าพูดว่าเรื่องนี้ง่ายมาก ทั้งหมดที่ท่านต้องท่านคือการทำเงินเหรียญ ซิโบ รักษาราคาสินค้าให้คงเดิมและสั่งให้ขุนนางของท่านแต่ละคนตั้งราคาสินค้ากลางเอาไว้ เล่าปี่ทำตาม เพียงไม่กี่เดือนคลังสมบัติก็เต็มไปด้วยเงินทอง (คือการทำเงินใหม่ขึ้นมาใช้เองโดยตั้งให้เงินนั้นมีค่าสูงเกินจริง ซิโบเท่ากับร้อยเท่า ทำให้เล่าปี่จ่ายเงินกองทัพด้วยเงินนี้แทน แผนของ เล่าป๋า นั้นยังควบคุมสินค้าหลักต่าง ๆ ไม่ให้เกิดเงินเฟ้ออีกด้วย การผลิตเงินใช้เองนี้ได้ผลดีในระยะสั้น ๆ เหมาะสมกับสถานการณ์นี้ที่เล่าปี่ใจดีกับลูกน้องมากเกินไป)

ในเวลานั้น เหล่าที่ปรึกษาต้องการที่จะแบ่งที่ดินราคาแพงในเฉิงตูให้กับขุนนางของเล่าปี่ แต่จูล่งแย้งว่า เพราะว่าเผ่าซงหนูยังไม่ถูกทำลาย Huo Qubing จึงไม่สนใจต่อที่ดินศักดินา (แม่ทัพของจีนในสมัยฮ่องเต้บู๊เต้ นำทัพชนะเผ่าซงหนู แต่ปฏิเสธการได้ศักดินา โดยบอกว่าเผ่าซงหนูยังไม่ได้ถูกทำลายลง) ศัตรูของแผ่นดินนั้นกล้าแข็งยิ่งกว่าเผ่าซงหนู และยังไม่มีวี่แววของความสงบสุข ในไม่ช้า เมื่อแผ่นดินสงบลง ชาวบ้านทุกคนต่างจะพากันกลับถิ่นฐานและพรวนดินไถนาเพาะปลูกต่าง ๆ นี่คือสิ่งที่ควรจะเป็น

ชาวมณฑลเอ๊กจิ๋วเพิ่งได้รับความเดือดร้อนจากภัยสงคราม ท่านต้องคืนที่ดินบ้านช่องให้แก่พวกเขา และสั่งให้พวกเขาอยู่อย่างสงบและกลับไปประกอบสัมมาอาชีพตามเดิม แล้วต่อมาท่านก็สามารถเก็บภาษีและเรียกใช้แรงงานจากพวกเขาได้ แล้วท่านก็จะได้ความรักใคร่จากพวกเขา แต่ท่านไม่ควรปล้นพวกเขาเพียงเพื่อจะนำมาเป็นรางวัลให้คนที่ท่านพอใจ เล่าปี่เห็นด้วยกับความคิดเขา

ทันทีที่เล่าปี่โจมตีเล่าเจี้ยง เขาปล่อยแม่ทัพงักจุ้นให้รักษาด่านแฮบังก๋วน เตียวฬ่อส่งเอียวหงมาแกล้งทำเป็นเหมือนว่าเขาจะมาช่วยป้องกันเมือง แต่งักจุ้นตอบไปว่า ท่านอาจได้ศรีษะของข้าไป แต่ท่านอย่าหวังได้ครอบครองเมืองนี้ ดังนั้นเอียวหงจึงนำทัพกลับ

ต่อมา ลูกน้องของเล่าเจี้ยง Fu Jin และ Xiang Cun และคนอื่น ๆ ได้นำทหารหมื่นคนจากแม่น้ำหลางมาโจมตีงักจุ้น พวกเขาล้อมเมืองอยู่เกือบปี

งักจุ้นมีกำลังทหารไม่กี่ร้อยคนในเมือง เขาเฝ้ารอโอกาสที่ทัพที่ปิดล้อมคลายความระมัดระวัง คัดเลือกทหารที่ดีที่สุดของเขาเข้าโจมตี พวกเขาปราบศัตรูลงได้และตัดหัว Xiang Cun

เมื่อเล่าปี่ยึดจ๊กได้ เขาแบ่งเกงฮันออกเพื่อตั้งเมือง Zitong และตั้งให้งักจุ้นเป็นเจ้าเมือง

หวดเจ้งมีหน้าที่รับผิดชอบในเมืองหลวงของจ๊ก และยังเป็นที่ปรึกษาศาลอีกด้วย รางวัลที่เขาได้รับนั้นเป็นเหมือนเพียงแค่อาหารมื้อหนึ่งในความรู้สึกของเขา ความอาฆาตของเขาก็เป็นที่น่าสงสัย เขาชำระคดีความโดยฆ่าคนหลายคนโดยไม่ขออนุญาตก่อน บางคนพูดกับขงเบ้งว่า หวดเจ้งทำเกินกว่าเหตุไปแล้ว ท่านควรจะบอกนายท่านให้ยับยั้งเขาไว้บ้าง

ขงเบ้งตอบว่า เมื่อนายท่านยังอยู่ที่กังอั๋น เขาต้องต่อสู้กับโจโฉทางเหนือ และต้องรับมือจากการกดดันของซุนกวนทางตะวันออก ในขณะที่บ้านเขาก็กลัวว่าซุนฮูหยินจะก่อเรื่องในบ้านตัวเอง แต่ด้วยความช่วยเหลือของหวดเจ้ง เขาจึงสามารถทะยานบินขึ้นที่สูง แล้วตัวเขาจะสามารถจำกัดหรือยับยั้งหวดเจ้งและปฏิเสธสิ่งเล็กน้อยที่หวดเจ้งขอได้อย่างไร

ขงเบ้งเป็นผู้ช่วยเล่าปี่บริหารจ๊ก การปกครองของเขาเข้มงวดยิ่งนัก ทำให้ชาวบ้านหลายคนไม่พอใจ หวดเจ้งพูดกับขงเบ้งว่า ในอดีต เมื่อหลิวปังเข้าสู่ดินแดนในด่าน เขาลดกฎหมายลงเหลือเพียงสามหมวดเท่านั้น ชาวเมืองฉินต่างพากันจดจำความดีของเขา เวลานี้ท่านใช้ประโยชน์จากอำนาจของท่าน แล้วท่านได้ครอบครองทั้งมณฑล ท่านเพิ่งจะได้ปกครองดินแดนแห่งนี้ ท่านควรจะแสดงความกรุณาหรือทำสิ่งดี ๆ ให้กับชาวบ้าน

การจัดการที่ดีกับเจ้าบ้านและแขก ยิ่งกว่านั้นต้องการให้ผู้มาเยือนเป็นคนกำหนดธรรมเนียมปฏิบัติ ข้าขอร้องให้ท่านลดการลงโทษและผ่อนปรนกฏที่เข้มงวด วิธีนี้ท่านจะสามารถปลอบใจประชาชนได้ (หวดเจ้งเสนอให้ขงเบ้งและเล่าปี่ ซึ่งเป็นคนดินแดนอื่นเคารพธรรมเนียมปฏิบัติเดิมของจ๊ก อย่าได้นำกฏและธรรมเนียมปฏิบัตินอกดินแดนมาใช้กับคนในจ๊ก)

ขงเบ้งตอบว่า ท่านเข้าใจเหตุการณ์เพียงครึ่งเดียว แต่ไม่ใช่เรื่องราวทั้งหมด

รัฐฉินตั้งธรรมเนียมต่างจากวิธีปฏิบัติที่ดี การปกครองโหดร้ายและชาวบ้านต่างพากันโกรธแค้น ดังนั้นเมื่อมีคนเพียงหนึ่งคนลุกขึ้นร่ำร้อง รัฐฉินก็ถึงกาลล่มสลาย หลิวปังเมื่อมาถึงรัฐฉิน เขาก็สามารถแสดงความเมตตาได้

เล่าเจี้ยงนั้นโง่เง่าและอ่อนแต่ ตั้งแต่สมัยเล่าเอียน ทั้งสองรุ่นได้แสดงความเมตตาต่อประชาชน เพื่อให้คนของเขาประทับใจ พวกเขาจำกัดตัวบทกฎหมาย ผลลัพท์ทำให้ความดีของการปกครองไม่เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาผู้คน การลงโทษที่น่าเกรงขามต่าง ๆ ล้วนแต่ถูกจำกัด ชาวดินแดนจ๊กจึงสามารถทำอะไรได้ตามที่ตัวเองต้องการ ธรรมเนียมปฏิบัติที่ดีก็ค่อย ๆ เสื่อมลง

เวลานี้ ถ้าเรามอบตำแหน่งให้กับพวกเขา แม้แต่ตำแหน่งขุนนางสูงสุดก็ยังเสื่อมเสียชื่อเสียง ถ้าเราแสดงความกรุณาต่อพวกเขา ความใจดีที่ยิ่งใหญ่ของเราก็เหมือนเป็นการดูถูก แล้วการปกครองก็ดูเหมือนจะล่มเหลวในที่สุด

สิ่งที่ข้าทำอยู่เวลานี้คือการแสดงอำนาจของเราโดยการใช้กฎหมาย เมื่อผู้คนต่างเห็นกฎหมายที่เข้มงวด พวกเขาจะได้ประทับใจกับความเมตตากรุณาของเรา แล้วเมื่อข้าตั้งให้พวกเขาเป็นผู้มีเกียรติ พวกเขาจะจดจำคุณค่าของเกียรติยศนั้น ๆ เมื่อเกียรติและความเมตตาของเราอยู่ในใจประชาชน ชนทุกระดับก็จะน้อมรับตามคำสั่ง นี่คือแก่นแท้ของการปกครองที่ดี

เล่าปี่แต่งตั้งให้เจียวอ้วนแห่งเลงเหลงเป็นนายอำเภอกองตู้ เมื่อเขาเดินทางไปตรวจสอบ เขาพบว่าการบริหารนั้นวุ่นวายที่สุดและตัวเจียวอ้วนเองนั้นก็เมามายไม่ได้สติ

เล่าปี่โกรธมากต้องการที่จะสังหารเขา แต่ขงเบ้งแก้ตัวให้เขาว่า แม้ว่าเจียวอ้วนจะเป็นผู้ปกครองเมืองเล็กได้แย่ แต่เขาเป็นขุนนางที่ภักดีของรัฐ เขาไม่ใส่ใจในเหตุการณ์ทั่ว ๆ ไป แต่การปกครองของเขาก็ทำให้ชาวบ้านสงบสุข ข้าขอร้องให้นายท่านพิจารณาใหม่อีกครั้ง

เล่าปี่เคารพขงเบ้งเสมอ เขาจึงไม่ลงโทษอันใด แต่เขาก็ปลดเจียวอ้วนออกจากตำแหน่งทันที

ในฤดูใบไม้ร่วง เดือนที่เจ็ด โจโฉโจมตีซุนกวน เขาให้โจสิด พระยาแห่งหลินซี บุตรของเขารักษาเมืองเงียบกุ๋น

โจโฉคัดเลือกคนดีมีฝีมือให้คอยช่วยเหลือลูกเขาทั้งหมด เขาแต่งตั้ง Xing Yong เป็นผู้ช่วยของโจสิด Xing Yong เป็นคนเจ้าระเบียบมีพิธีรีตองในทุกเรื่อง เขาไม่ละเลยแม้ในเรื่องเล็ก ๆ และไม่อนุญาตให้โจสิดทำตามใจนัก ดังนั้นทั้งสองคนจึงไม่ค่อยถูกกัน

เล่าเซินได้เขียนบทกวีที่ไพเราะขึ้น แล้วโจสิดก็ชื่นชมบทกวีเขาอย่างมาก แต่ เล่าเซินกลับเขียนจดหมายไปตักเตือนเขาว่า ในการเลือกขุนนางที่มีความสามารถ ตัวท่านได้ปฏิเสธคนดีมีความสามารถของท่านไปเสีย ข้ากลัวว่างานเขียนที่ต่ำต้อยของข้าจะทำให้ชื่อเสียงของท่านเสื่อมเสียและทำให้ท่านถูกลงโทษอย่างหนัก ข้าเป็นกังวลเรื่องนี้อย่างจริงใจ

ซุนฮิวเจ้ากรมอาลักษณ์ของวุยเสียชีวิตลง ซุนฮิวเป็นคนที่เงียบขรึม แต่เขาฉลาดและรอบคอบ เขามักจะติดตามโจโฉในการศึกต่าง ๆ และวางแผนร่วมกับโจโฉในที่พักของเขา แต่ไม่มีใครแม้แต่ลูกหลานของเขาล่วงรู้ว่า เขาได้เสนอความคิดใดบ้างให้โจโฉ

ครั้งหนึ่งโจโฉพูดว่า เมื่อซุนฮกแนะแผนที่ล้ำค่า เขาก็จะติดตามผลจนแผนนั้นถูกนำไปใช้จนสำเร็จ เมื่อซุนฮิวไม่อนุมัติแผนการที่เลวร้าย เขาก็จะไม่ยอมหยุดจนกว่าแผนนั้นจะถูกเลิกใช้ไป โจโฉยังพูดอีกว่า คนทั้งสองยังเป็นที่เชื่อถือได้อย่างมากในการพิจารณาผู้คน ตราบใดที่ข้ายังมีชีวิตอยู่ ข้าจะไม่มีวันลืมพวกเขา

ก่อนหน้านั้น ซงเจียนได้ฉวยโอกาสที่มณฑลเลียงจิ๋ววุ่นวาย ตั้งตัวเองเป็นอ๋องแห่งต้นน้ำต่าง ๆ ผู้นำความสงบสู่ฮั่น ตั้งรัชกาลขึ้นใหม่และแต่งตั้งขุนนางเป็นร้อยคน การตั้งตัวเป็นกบฏของเขายาวนานกว่าสามสิบปี

ในฤดูหนาวเดือนที่สิบ โจโฉส่งแฮหัวเอี๋ยนจาก Xingguo ไปโจมตีซงเจียน พวกเขาปิดล้อมและยึดเมือง Fuhan และสังหารซงเจียน

แฮหัวเอี๋ยนส่งเตียวคับคุมทหารกองหนึ่งข้ามแม่น้ำเหลืองไปที่ Xiaohuangzhong เผ่าเกี๋ยงทางตะวันตกของแม่น้ำต่างยอมจำนน ดินแดนตะวันตกของภูเขาลองสัน จึงสงบเรียบร้อย

ตั้งแต่วันที่ฮ่องเต้ได้ประกาศย้ายเมืองหลวงมาที่ฮูโต๋ (ในปี 196) เขาก็มีเพียงแต่ตำแหน่งเท่านั้น ขุนนางและคนรอบตัวเขาล้วนแต่เป็นคนของตระกูลโจ ครั้งหนึ่ง เอียวงัน ได้แนะนำแผนการและนโยบายต่าง ๆ แต่โจโฉไม่เห็นด้วยกับเขาและฆ่าเขาในที่สุด

ครั้งหนึ่ง โจโฉได้เชิญฮ่องเต้มาที่วังของเขา ฮ่องเต้ไม่สามารถเก็บความกังวลใจไว้ได้จึงพูดกับเขาว่า ถ้าท่านสามารถช่วยข้าได้ ก็เป็นความกรุณาอย่างยิ่ง แต่ถ้าท่านไม่สามารถ ขอให้ท่านมีเมตตาและอย่าได้กดดันข้า สีหน้าโจโฉซีดลง รู้สึกอึดอัดขึ้นมาทันทีแล้วก็ขออนุญาตลาไปทันที สอดคล้องกับธรรมเนียมในอดีต ถ้าหนึ่งในซานก๋งมีอำนาจบัญชากองทัพ เมื่อพวกเขามาที่ท้องพระโรง ทหารเสือองครักษ์จะถูกสั่งให้ถือดาบอยู่ข้างตัวเขาเพื่อคอยระวังถ้าเพื่อพวกเขาจะคิดกบฏ ทันทีที่โจโฉออกมารวมกับคนของเขาได้ เขาก็คลายความวิตกลง ตั้งแต่ตอนนั้นโจโฉก็ไม่ออกมาที่ท้องพระโรงอีก

ลูกสาวของตังสินเคยได้รับแต่งตั้งเป็นมเหสี เมื่อโจโฉสังหารตังสินในปี 200 เขาได้สังหารนางด้วยเช่นกัน เพราะว่านางกำลังตั้งครรภ์อยู่ ฮ่องเต้จึงพยายามขอร้องต่อโจโฉหลายครั้ง แต่โจโฉก็ยังยืนกรานที่จะสังหารนาง ด้วยเหตุนี้ ฮกฮองเฮาจึงเกิดหวาดกลัวว่าเหตุการณ์จะซ้ำรอยเดิม นางเขียนจดหมายถึงฮกอ้วนบิดาของนาง กล่าวหาว่าโจโฉบีบคั้นและโหดร้าย สั่งให้เขาวางแผนต่อต้านโจโฉ ฮกอ้วนไม่กล้าทำตาม แต่แผนการนี้ล่วงรู้ไปถึงโจโฉจนได้ โจโฉโกรธแค้นพวกเขามาก

ในเดือนที่สิบเอ็ด โจโฉให้อำนาจ Imperial Counsellor คองสีไปยึดตราและพู่ประจำตำแหน่งฮองเฮา เจ้ากรมอาลักษณ์ฮัวหิมก็ไปกับเขาด้วย พวกเขานำทหารเข้าวังหลวงจับตัวนาง ฮองเฮาปิดประตูห้องแล้วซ่อนอยู่ในฉากกั้น แต่ฮัวหิมพังประตูแล้วทำลายฉากกั้นไปนำตัวนางออกมา

ฮ่องเต้อยู่ในวังด้านนอกเพื่อรับฟังคองสี เมื่อฮองเฮาเดินผ่านมา ผมเผ้าของนางยุ่งเหยิง เดินด้วยเท้าเปล่าและร้องไห้คร่ำครวญตลอดเวลา นางกล่าวลากับฮ่องเต้ว่า ท่านจะสามารถช่วยข้าสักครั้งได้หรือไม่

ฮ่องเต้ตอบว่า แม้แต่ตัวข้าเอง ยังไม่รู้เลยว่าเมื่อไหร่จะโดนแบบนี้บ้าง แล้วฮ่องเต้ก็หันไปหาคองสีพูดว่า ภายใต้สวรรค์นี้ ใต้เท้าคอง ทำไมถึงเกิดเหตุการณ์แบบนี้

พวกเขานำตัวฮองเฮาไปไว้ในคุกหลวงและบังคับให้ฆ่าตัวตาย บุตรของนางสองคนถูกวางยาพิษ และญาติพี่น้องของนางร้อยกว่าคนถูกสังหาร

ในเดือนที่สิบสอง โจโฉเดินทางไปที่ Mengjin

โจโฉแต่งตั้งโกหยิวให้เป็นเสมียนผู้ใหญ่ในกระทรวงยุติธรรม สอดคล้องกับกฎในอดีต ถ้ากองทัพกำลังทำศึกอยู่แล้วทหารละทิ้งหน้าที่หลบหนีไป ลูกเมียของทหารคนนั้นจะถูกสอบสวนโดยการทรมาน โจโฉต้องการให้มีการทำโทษหนักขึ้น ซึ่งให้โทษนั้นรวมไปถึงบิดา มารดาและพี่น้องของทหารคนนั้นด้วย

โกหยิวแย้งว่า ผู้ละทิ้งหน้าที่ต้องถูกลงโทษแน่นอน แต่ข้าได้ยินว่าพวกเขานั้นเสียใจต่อการกระทำของเขา ข้าแนะนำว่าให้เราปล่อยลูกเมียของเขาให้เป็นอิสระ เพื่อกระตุ้นให้ทหารที่หลบหนีกลับมาที่หน่วยของเขา

ถ้าเรายังรักษากฎเช่นเดิม มันจะทำลายการคาดหวังที่ว่าพวกเขาจะได้รับการอภัยโทษ แต่ถ้าท่านเพิ่มโทษให้หนักขึ้น ข้ากลัวว่าเมื่อทหารเห็นเพื่อนของเขาละทิ้งหน้าที่ พวกเขาต้องกลัวว่าการประหารจะมาเกี่ยวพันกับพวกเขาด้วย พวกเขาก็ต้องหลบหนีไปด้วย แม้ว่าท่านปรารถนาที่จะฆ่าพวกเขา แต่พวกเขาก็ไม่อยู่ให้ท่านเห็นอีกแล้ว การลงโทษที่รุนแรงจะไม่ช่วยให้การหนีทหารน้อยลง มันกลับทำให้ปัญหาแย่ขึ้น

โจโฉเห็นด้วย เขาจึงเลิกการใช้กฎหมายนี้




 

Create Date : 13 มีนาคม 2549    
Last Update : 2 กรกฎาคม 2549 20:56:27 น.
Counter : 222 Pageviews.  

ปี 213 AD

ปีเจี้ยนอันที่ 18 213 AD
(8 กุมภาพันธ์ 213 – 28 มกราคม 214)

ในฤดูใบไม้ผลิ เดือนแรก โจโฉนำทัพเข้าสู่ปากแม่น้ำยี่สู ด้วยทหารกว่าสี่แสนนาย โจโฉโจมตีค่ายซุนกวนทางตะวันตกของแยงซี จับตัวกองซุนเอี๋ยง แม่ทัพฝ่ายง่อที่ป้องกันที่นั่น ซุนกวนนำทัพเจ็ดหมื่นเข้าต่อสู้กับโจโฉ พวกเขาสู้รบกันนานกว่าหนึ่งเดือน

เมื่อโจโฉมองขบวนเรือรบที่เป็นระเบียบของซุนกวน อาวุธยุทโธปกรณ์ และกองทัพฝ่ายง่อ โจโฉถอนใจพูดว่า ถ้ามีลูกควรจะมีให้ได้อย่างซุนกวน คนที่มีลูกเหมือนเล่าจ๋องหรือเล่ากี๋นั้นไม่แตกต่างอะไรจากลูกหมูลูกสุนัข

ซุนกวนส่งจดหมายไปหาโจโฉบอกว่า น้ำท่วมฤดูใบไม้ผลิกำลังมาถึง ท่านควรจะยกทัพกลับไปดีกว่า ในจดหมายมีอีกหนึ่งแผ่นเขียนไว้ว่า ข้าจะไม่มีอยู่อย่างสงบ เพื่อนเอ๋ย จนกว่าท่านจะตายก่อน โจโฉพูดกับขุนนางของเขาว่า ซุนกวนจะไม่ได้อะไรเลยจากการถอยทัพของเรา แล้วโจโฉก็ถอยทัพกลับ

ในเดือนที่สามวันที่ 11 เมษายน มีราชโองการรวมมณฑลทั้งสิบสี่เพื่อแบ่งเป็นเก้ามณฑล

ในฤดูร้อนเดือนที่สี่ โจโฉมาที่เมืองเงียบกุ๋น

ก่อนหน้านั้น เมื่อโจโฉอยู่ที่ Qiao เขากลัวว่าชาวบ้านตามหัวเมืองที่ติดกับแม่น้ำแยงซีจะเดินร้อนจากการรุกรานของซุนกวน เขาจึงวางแผนจะนำชาวบ้านมาอยู่ใกล้เมืองหลวงขึ้น เขาปรึกษาเรื่องนี้กับ เจียวเจ้ นายทหารคนสนิทของมณฑลยังจิ๋ว

ครั้งหนึ่งเมื่ออ้วนเสี้ยวกับข้าได้นำทัพมาพบกันที่กัวต๋อ ข้าได้ย้ายชาวเมืองกุนจิ๋วและแป๊ะเบ๊ วิธีนี้พวกเขาจะได้ไม่เดือดร้อนจากภัยสงคราม และข้าศึกก็ไม่กล้ามาโจมตีพวกเขา ข้าตั้งใจว่าจะทำเช่นเดียวกัน โดยจะย้ายผู้คนจากตอนใต้ของฮวย ท่านคิดว่าอย่างไร

เจียวเจ้ ตอบว่า ในเวลานั้น ทหารของท่านอ่อนแอกว่าศัตรู ท่านจึงต้องย้ายผู้คนจากดินแดนที่ท่านมีสิทธิ์ที่จะแพ้สงคราม เมื่อท่านได้ชัยชนะเหนืออ้วนเสี้ยว อำนาจของท่านจึงแผ่ไปทั่วแผ่นดิน และไม่มีผู้ใดกล้าเป็นศัตรูกับท่าน ธรรมชาติของคนเรานั้นรักถิ่นฐาน พวกเขาย่อมไม่ยินดีที่ท่านจะย้ายพวกเขาจากบ้านเกิด ถ้าท่านย้ายพวกเขาจริง พวกเขาต้องเดือนร้อนแน่ โจโฉไม่เชื่อคำแนะนำของเขา

แล้วชาวบ้านก็พากันหวาดกลัว มากกว่าหนึ่งแสนครัวเรือนจากโลกั๋ง กิวกั๋ง Qichun กองเหลง ล้วนข้ามแยงซีไปทางตะวันออก ดังนั้นดินแดนตะวันตกของแม่น้ำก็ถูกทิ้งให้รกร้าง มีเพียงเมืองฮวน ที่อยู่ตอนใต้ของหับป๋าเมืองเดียวที่เหลืออยู่

ต่อมา เจียวเจถูกย้ายไปเมืองเงียบกุ๋น เมื่อโจโฉต้อนรับเขา โจโฉหัวเราะร่าเสียงดังพูดว่า ข้าต้องการเพียงให้ชาวบ้านอยู่อย่างสงบสุข แต่กลับเป็นตัวข้าเองที่ไล่พวกเขาไป แล้วโจโฉก็แต่งตั้ง เจียวเจ้ ให้เป็นเจ้าเมืองตันเอี๋ยง

ในเดือนที่ห้า วันที่ 16 มิถุนายน โจโฉถูกแต่งตั้งเป็นวุยก๋ง โดยที่ยังดำรงตำแหน่งเฉิงเซี่ยงและผุ้ปกครองมณฑลกิจิ๋ว โจโฉได้รับเครื่องยศเก้าอย่างประกอบด้วย
1. รถม้าและรถม้าศึกตกแต่งอย่างดี รถม้านั้นเทียมด้วยม้าสีดำชั้นดีสองตัว
2. เสื้อผ้าอาภรณ์หรูหราและหมวกเกียรติยศ พร้อมด้วยรองเท้าสีแดงเข้าขุดกัน
3. มีวงมโหรีบรรเลงพร้อมด้วยขบวนนักเต้นรำหกแถว
4. จวนที่พักให้ทาประตูสีแดง ที่นั่งว่าการในจวนให้มีบันไดยกระดับขึ้นไปหา
5. มีทหารเสือสามร้อยนายคอยคุ้มกัน
6. มีขวานประจำตัวใช้ในพิธีการหรือขวานศึก อย่างใดอย่างหนึ่ง
7. มีคันธนูสีแดงสดพร้อมด้วยลูกธนูสีแดงหนึ่งร้อยดอก
8. มีคันธนูสีดำสิบคัน พร้อมด้วยลูกธนูสีดำหนึ่งพันดอก
9. มีจอกสุราสำหรับสุราที่กลั่นจากลูกเดือยสีดำและจอกหยกสำหรับการบวงสรวงเทพเจ้า

เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมใหญ่
เมื่อขุนนางของมณฑลเอ๊กจิ๋ว เจิ้งตู้ ได้ข่าวว่าเล่าปี่กำลังยกทัพมา เขาพูดกับเล่าเจี้ยงว่า แม่ทัพซ้าย(เล่าปี่)กำลังจะโจมตีเราด้วยกองทัพที่ถูกตัดขาดจากที่มั่นตัวเอง เขามีทหารไม่มากไปกว่าหนึ่งหมื่นคน ทหารของเขานั้นไม่มีเกวียนสัมภาระสำหรับขนส่งเสบียง กองทัพของเขาจึงต้องพึ่งพาเสบียงจากหมู่บ้านต่าง ๆ

แผนที่ดีที่สุด คือการบังคับชาวบ้านในปาเส และ Zitong ให้มาที่ Fu ตะวันตกและแม่น้ำสายใน โดยให้เผาเสบียงอาหารและทำลายพืชผลในไร่ เราสามารถตั้งรับอยู่หลังกำแพงเมืองที่สูงและคูเมืองที่ลึก ถ้าใครจะมาขอออกไปสู้รบ ให้ท่านปฏิเสธเสีย

ถ้าเล่าปี่ต้องเฝ้ารอโดยปราศจากเสบียง เขาจะถูกบีบบังคับให้ถอยทัพภายในสามเดือน เมื่อเขาถอยทัพ เราจะโจมตีเขา วิธีนี้เราต้องจัดการเล่าปี่ได้แน่

เมื่อเล่าปี่รู้แผนการนี้ เขากังวลมากถามความเห็นหวดเจ้งในเรื่องนี้ แต่หวดเจ้งตอบว่า ไม่มีอะไรต้องกังวล เล่าเจี้ยงไม่เคยใช้แผนการแบบนี้อยู่แล้ว

แล้วเล่าเจี้ยงก็พูดกับขุนนางของเขาว่า ข้าเคยได้ยินแต่คนที่ต่อสู้กับศัตรูเพื่อนำความสงบมาสู่ประชาชน แต่ไม่เคยได้ยินเรื่องการย้ายชาวบ้านเพื่อเลี่ยงศัตรูเลย เขาจึงไม่ทำตามคำแนะนำของ เจิ้งตู้

เล่าเจี้ยงส่งลูกน้องของเขา เล่ากุ๋ย เหลงเปา เตียวหยิม เตงเหียน งออี้ และคนอื่น ๆ นำทัพไปสู้กับเล่าปี่ พวกเขาทั้งหมดพ่ายแพ้หนีมารักษาการณ์ที่ด่านกิมก๊ก ในขณะที่งออี้ไปที่ค่ายเล่าปี่เพื่อขอยอมจำนน

แล้วเล่าเจี้ยงก็ส่งลิเงียมและ อุยหวน มาเป็นผู้ควบคุมกองทัพทั้งหมดที่ด่านกิมก๊ก แต่พวกเขาต่างนำกองทัพเข้ายอมจำนนต่อเล่าปี่เช่นเดียวกัน กองทัพเล่าปี่จึงเข้มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ แล้วเล่าปี่ก็ส่งลูกน้องของเขาไปยึดหัวเมืองต่าง ๆ

เล่ากุ๋ย เตียวหยิม และ เล่าชุน ลูกของเล่าเจี้ยง หนีไปยึดเมืองลั่วะ แต่เล่าปี่นำทัพไปล้อมพวกเขา เตียวหยิมยืนหยัดต่อสู้ที่สะพานเอี๋ยน แต่กองทัพเขาพ่ายแพ้และตัวเขาเองก็ถูกฆ่าตาย

ในฤดูใบไม้ร่วง เดือนที่เจ็ด โจโฉตั้งแท่นบวงสรวงเทพเจ้าแห่งไร่นาและพืชผลและเหล่าอ๋องในอดีต

โจโฉส่งบุตรสาวสามคน (Cao Xian, Cao Jie และ Cao Hua)เข้าไปเป็นนางสนมของฮ่องเต้ (บุตรสาวทั้งสามถูกแต่งตั้งเป็นมเหสีในปีถัดมา Cao Hua มีอายุน้อยเกินกว่าที่จะแต่งงาน จึงยังอยู่ที่บ้านก่อน สองปีหลังจากนี้ ฮกฮองเฮาถูกประหาร บุตรสาวคนกลาง Cao Jie จึงได้ขึ้นเป็นฮองเฮาแทน)

ก่อนหน้านั้นโจโฉไล่โจมตีม้าเฉียวไปที่อันติ้ง แต่เมื่อโจโฉได้ยินว่า เทียนหยินและซูโบก่อกบฏ เขาถึงถอยทัพกลับ

เอียวฮูที่ปรึกษากองทัพมณฑลเลียงจิ๋วพูดกับโจโฉว่า ม้าเฉียวนั้นกล้าหาญเหมือน หันซิ่นและ Ying Bu แถมเขายังเป็นที่นิยมชมชอบของเผ่าเกี๋ยงและชนเผ่าอื่น ๆ ถ้ากองทัพทางการถอยทัพไปก่อนจัดการเขาได้สำเร็จ แล้วหัวเมืองตะวันตกต่าง ๆ ก็จะไม่อยู่ในการควบคุมของเรา

เมื่อโจโฉถอยทัพไป ม้าเฉียวนำชนเผ่าเกี๋ยงและชนเผ่าอื่น ๆ เข้าโจมตีหัวเมืองทางตะวันตกต่าง ๆ หัวเมืองทั้งหมดล้วนเข้าร่วมกับเขายกเว้นเมืองกิจิ๋วที่ยังมั่นคงต่อทางการ

ม้าเฉียวควบคุมกองทัพทั้งหมดของภูเขาลองสัน ทางตะวันตก แล้วเตียวฬ่อส่งขุนนางผู้ใหญ่ของเขา เอียวหง มาเข้าร่วมกับม้าเฉียว พวกเขารวมทัพร่วมหนึ่งหมื่นคนเข้าโจมตีเมือง Ji ตั้งแต่เดือนแรกถึงเดือนที่แปดโดยไม่มีการหยุดพักรบ

ผู้ตรวจการ อุยของ ส่งนายทหารคนสนิทของเขา Yan Wen มาบอกแฮหัวเอี๋ยนถึงอันตรายของพวกเขา วงล้อมเมืองนั้นแน่นหนาหลายชั้น และ Yan Wen เดินทางล่องแม่น้ำในยามค่ำอาศัยความมืดป้องกันตัว เช้าวันต่อมา ทหารของม้าเฉียวเห็นร่องรอยของเขา จึงไล่ตามไปจับเขา

ม้าเฉียวนำตัว Yan Wen มาที่หน้ากำแพงเมืองบังคับให้เขาบอกชาวเมืองข้างในว่าจะไม่มีการช่วยเหลือมาจากตะวันออก แต่ Yan Wen ตะโกนบอกชาวเมืองว่า กองทัพใหญ่จะมาช่วยเหลือพวกท่านไม่เกินสามวัน ขอให้พวกท่านต่อสู้อย่างสุดความสามารถจนกว่ากองทัพช่วยเหลือจะมาถึง คนในเมืองต่างพากันร่ำไห้ร้องตระโกนว่า ทรงพระเจริญหมื่น ๆ ปี

ม้าเฉียวโกรธมาก แต่เขาได้แต่ล้อมเมืองต่อโดยไม่สามารถยึดเมืองได้ ดังนั้นเขาจึงควบคุมตัว Yan Wen และพยายามชักจูงให้ Yan Wen มารับใช้เขา แต่ Yan Wen ตอบว่า เมื่อคนเรารับใช้เจ้านาย เขาสามารถตายเพื่อนายได้เพียงครั้งเดียว เวลานี้ข้าแก่ชราแล้ว ท่านยังต้องการให้ข้าพูดสิ่งที่ไม่ซื่อสัตย์อีกหรือ ม้าเฉียวจึงฆ่าเขา

เมื่อไม่มีความช่วยเหลือจากภายนอก อุยของและเจ้าเมือง จึงคิดที่จะยอมแพ้ เอียวฮู ร้องไห้คัดค้านว่า เรานำบิดาพวกเขาพี่ชาย น้องชายและลูกหลานพวกเรามา สนับสนุนให้พวกเขาต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีเกียรติยศ พวกเรายอมตายเพื่อเหตุนั้น พวกเรามีหน้าที่ปกป้องเมืองนี้ แล้วเราจะละทิ้งหน้าที่ เวลานี้ก็ใกล้จะสำเร็จแล้ว ท่านจะให้พวกเรายอมทิ้งเกียรติของพวกเขาไปอย่างนั้นหรือ

ผู้ตรวจการและเจ้าเมืองไม่สนใจ พวกเขาเปิดประตูเมืองต้อนรับม้าเฉียว ทันทีที่ม้าเฉียวเข้าเมือง เขาฆ่าผู้ตรวจการและเจ้าเมืองทันที ม้าเฉียวแต่งตั้งตัวเองเป็นแม่ทัพปราบปรามตะวันตก ผู้ปกครองมณฑลเป๊งจิ๋วและผู้ควบคุมกองทัพมณฑลเลียงจิ๋ว

โจโฉส่งแฮหัวเอี๋ยนมาช่วยเหลือเมืองกิจิ๋ว แต่เมืองโดนม้าเฉียวยึดไปแล้วเมื่อพวกเขามาถึง ม้าเฉียวนำทัพมาสู้กับแฮหัวเอี๋ยนตั้งแต่ทัพของเขายังอยู่ห่างเมืองถึงสองร้อยลี้ ทัพทั้งสองต่อสู้กันโดยไม่รู้แพ้ชนะ

Qianwan อ๋องแห่ง Di ก่อกบฏเข้าร่วมกับม้าเฉียวมาตั้งค่ายอยู่ที่ Xingguo แฮหัวเอี๋ยนจึงนำทัพกลับ

ในเวลานั้นภรรยาของ เอียวฮู เสียชีวิต เขาจึงขออนุญาตม้าเฉียวเพื่อไปทำพิธีฝังศพ เกียงขิมน้องภรรยา เอียวฮู เป็นแม่ทัพผู้ปราบชนเผ่าต่าง ๆ ได้ควบคุมทัพตั้งค่ายอยู่ที่เมืองลกเส

เมื่อเอียวฮูพบกับเกียงขิมและมารดา เขาร้องไห้เสียใจอย่างมาก เกียงขิมจึงถามว่าทำไม

เอียวฮูตอบว่า ข้าได้รับมอบหมายให้ป้องกันเมืองแต่ข้ากลับไม่อาจรักษามันไว้ได้ นายของข้าได้ตายไปแล้วแต่ข้ายังมีชีวิตอยู่ แล้วข้าจะเอาหน้าที่ไหนไปพบกับคนอื่น ม้าเฉียวได้ละทิ้งพ่อของตัวเองและก่อกบฏต่อนายท่าน เขาฆ่าบรรดาผู้นำต่าง ๆ ของมณฑล ข้าเป็นเพียงผู้เดียวที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือ บรรดาผู้นำต่าง ๆ ของทั้งมณฑลล้วนแต่ละอายใจ

ตัวท่านได้รับอาญาสิทธิ์ควบคุมกองทัพตามใจ แต่ท่านกลับไม่สนใจที่จะโจมตีโจรชั่วเหล่านี้ ในสถานการณ์เช่นนี้ จ้าวตุ้นถูกบันทึกว่าเป็นผู้ฆ่านายของตัวเอง (จ้าวตุ้นเสนาบดีรัฐจิ้น จิ้นหลิงกงพยายามฆ่าเขาถึงสามครั้ง แต่เขาหนีรอดไปได้ ต่อมาผู้ครองแคว้นถูกลูกพี่ลูกน้องของเขาฆ่าตาย เขาจึงสามารถกลับมารัฐได้ในที่สุด แต่ทางการได้กล่าวหาเขาว่าเป็นผู้ฆ่านายของตัวเอง เขาคัดค้านยืนยันความบริสุทธิ์ตัวเอง แต่เสมียนศาลเบิกความว่า ตัวท่านเป็นเสนาบดีสูงสุด ท่านหลบหนีแต่ก็ยังอยู่ในแคว้นเรา ตอนนี้ท่านกลับมา แต่ก็ไม่ลงโทษผู้กระทำผิด ถ้าท่านไม่เป็นฆาตกรแล้วใครจะเป็นคนทำ)

ม้าเฉียวนั้นแข็งแกร่ง แต่เป็นคนที่ชื่อเสียงเสื่อมเสีย มีคนมากมายที่ไม่พอใจเขามันเป็นเรื่องง่ายที่จะวางแผนต่อต้านเขา

มารดาของเกียงขิม ประทับใจมากบอกว่า พูดได้ถูกต้องแล้ว นางอธิบายต่อว่า เมื่อท่านผู้ตรวจการอุยของอยู่ในอันตราย มันเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของเจ้าด้วย หาใช่ความรับผิดชอบของ เอียวฮูคนเดียวไม่

มีใครบ้างที่อยู่ค้ำฟ้า การตายเพื่อเกียรติยศและศักดิ์ศรีถือเป็นการตายที่คุ้มค่า เจ้าจงแกล้งยอมจำนน ไม่ต้องห่วงใยข้า ข้าสามารถตัดสินใจแทนเจ้าตอนนี้ได้ ชีวิตข้าที่เหลืออยู่นี้ก็จะไม่ขอเป็นภาระแก่เจ้า

ดังนั้นเกียงขิมจึงวางแผนกับเตียวกั๋งและอีฟ่ง และLi Jun เพื่อร่วมกันโจมตีม้าเฉียว เขายังส่งคนไปเมืองกิจิ๋ว เพื่อตกลงกับ เลงควันและเตียวเหงให้เป็นไส้ศึกอยู่ภายใน

ม้าเฉียวจับตัวเตียวเอี๊ยบุตรเตียวกั๋งไว้เป็นตัวประกัน เตียวกั๋งพูดกับภรรยาของเขา Zhao Yi ว่า ข้ามีแผนการของข้า และแผนนั้นต้องได้ผลแน่นอน แต่เราจะทำอะไรดีกับลูกของเรา

นางตอบว่า ถ้าแผนการนั้นจะช่วยลบล้างความละอายใจของนายและพ่อของเขาได้ การเสียชีวิตคนหนึ่งคนเป็นเรื่องเล็กยิ่งนัก การทำเช่นนี้คือการที่บุตรกตัญญูพึงกระทำ

ในเดือนที่เก้า เอียวฮูและเกียงขิมนำทัพของเขาโจมตี Lucheng ในขณะที่ เตียวกั๋งและอีฟ่งยึดภูเขากิสาน และโจมตีม้าเฉียว

เมื่อม้าเฉียวรู้ข่าวเขาโกรธมาก เตียวเหงหลอกเขาให้นำทัพเขาต่อสู้ด้วย ทันทีที่ม้าเฉียวยกทัพออกไป เตียวเหงและเลงควัน ก็ปิดประตูเมืองแล้วฆ่าครอบครัวม้าเฉียวทั้งหมด

ม้าเฉียวสูญเสียฐานที่มั่นและไม่มีที่ไป แต่เขาฉวยโอกาสโจมตีเมืองลกเสและจับตัวมารดาเกียงขิม นางด่าม้าเฉียวว่า เจ้าเป็นโจรกบฏที่ทอดทิ้งแม้กระทั่งบิดาตัวเอง เป็นคนชั่วที่โหดร้ายที่ฆ่าได้กระทั่งเจ้านายตัวเอง สวรรค์และแผ่นดินจะไม่เกื้อหนุนเจ้าตลอดไปแน่ ถ้าเจ้าไม่ตายในเร็ววันนี้ แล้วเจ้าจะพบหน้าผู้คนได้อย่างไร ม้าเฉียวสังหารนางรวมทั้งเตียวเอี๊ยบุตรของเตียวกั๋ง

เอียวฮูต่อสู้กับม้าเฉียว เขาได้รับบาดแผลถึงห้าที่ แต่ม้าเฉียวก็พ่ายแพ้หนีไปหาเตียวฬ่อ

เตียวฬ่อแต่งตั้งให้ม้าเฉียวเป็นขุนนางพิธีการมีหน้าที่ประกาศและเป็นล่าม เตียวฬ่อยังตั้งใจมอบบุตรสาวของตนให้แต่งงานกับม้าเฉียว แต่บางคนคัดค้านว่า คนเช่นนี้ แม้กระทั่งพ่อแม่ตัวเองยังไม่สนใจ แล้วเขาจะสนใจผู้อื่นได้อย่างไร เตียวฬ่อจึงล้มเลิกความคิดนี้

โจโฉมอบรางวัลให้กับคนที่ต่อสู้กับม้าเฉียว มีการแต่งตั้งตำแหน่งพระยาให้กับคนสิบเอ็ดคน เอียวฮูได้รับตำแหน่งพระยาภายในราชอาณาจักร

ในฤดูหนาว เดือนที่สิบเอ็ด วุยก๊กแต่งตั้งขุนนางอาลักษณ์และขุนนางท้องพระโรงรวมทั้งเสนาบดีหกคน

ซุนฮิวได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้ากรมอาลักษณ์ เหลียงเมาเป็นขุนนางใหญ่ มอกาย ซุนต่ำ Chang Lin เขาหงี และ He Kui เป็นขุนนางอาลักษณ์ อองซัน โตสิบ Wei Ji และ He Xia เป็นขุนนางท้องพระโรง จงฮิวเป็นตุลาการสูงสุด อองสิ้วเป็นเสนาบดีการเกษตร Yuan Huan เป้นหัวหน้าขุนนางท้องพระโรงมีหน้าที่เป็นเหมือน Imperial Counsellor ตันกุ๋นเป็นขุนนางช่วยเหลือกิจการวังหลวง

แม้ว่า Yuan Huan จะได้รับเบี้ยหวัดและรางวัลมากมาย เขาจับจ่ายใช้สอยทุกอย่างที่ได้รับมาและไม่มีสิ่งใดเหลือเก็บในบ้านของเขา เมื่อใดที่เขาขาดแคลนเงินทอง เขาก็จะขอจากผู้อื่น แต่เขาไม่แสดงความฉลาดของเขาให้ผู้ใดรู้ และผู้คนในตอนนั้นก็เคารพในความซื่อสัตย์ของเขา

ครั้งหนึ่งเมื่อมีข่าวว่าเล่าปี่เสียชีวิต เสนาบดีคนอื่นเสนอให้จัดงานเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่ แต่ Yuan Huan เป็นคนเดียวที่คัดค้า

โจโฉคิดนำบทลงโทษให้พิการมาบังคับใช้ตามกฎหมาย จึงมีคำสั่งออกมาว่า หลายปีก่อน Grand Herald ตันกี๋ได้ให้ความเห็นว่า การประหารชีวิตนั้นกรุณาเกินไป ท่านขุนนางช่วยเหลือกิจการวังหลวงจะให้เหตุผลของบิดาท่านได้หรือไม่

ตันกุ๋นตอบว่า บิดาข้าตันกี๋ได้ชี้ถึงจุดที่ราชสำนักฮั่น ได้ละเลยการลงโทษให้พิการ และเพิ่มโทษการโบยตีแทน ความคิดนี้เกิดจากความรักและสงสารประชาชน แต่แท้จริงแล้วบทลงโทษนี้กลับฆ่าประชาชนมากขึ้น เหตุการณ์นี้คล้ายกับกรณีที่ว่า ชื่อบทลงโทษนั้นเบาแต่ความจริงหนักหนายิ่งนัก บทลงโทษฟังดูเหมือนเบาเลยทำให้ผู้ทำต่างกระทำผิดมากขึ้น แต่การลงโทษที่หนักทำร้ายประชาชนยิ่งนัก

ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าผู้ใดฆ่าคนอื่นตายควรถูกทำโทษให้ตายตกไปตามกัน นี่คือสิ่งที่สมควรและสอดคล้องกับหลักการในอดีต เขาควรได้รับการลงโทษที่รุนแรง การทำร้ายร่างกายผู้อื่น คนที่ทำร้ายเสนอให้ตัดผมและโกนเคราของเขาทิ้ง สิ่งนี้ไม่ใช่การลงโทษที่ถูกต้องเลย

ถ้าเรานำการลงโทษสมัยก่อนมาใช้ ส่งคนที่นอกใจภรรยาไปรับโทษในโรงไหมหลวงเพื่อตอน ตัดขาของโจร แล้วก็จะไม่มีการประพฤติผิดศีลธรรมหรือการขโมยเป็นเวลานาน แม้ว่าเราจะไม่สามารถนำบทลงโทษทั้งสามพันข้อกลับมาใช้ได้อีก แต่บทลงโทษสองสามข้อนี้เหมาะสมกับปัญหาในปัจจุบันยิ่งนัก และควรนำมาปฏิบัติก่อน

สอดคล้องกับกฎหมายราชสำนักฮั่น เมื่อการลงโทษประหารชีวิตสถานเดียวถูกนำมาใช้ ก็จะไม่มีทางเลือกให้ผู้คน ดังนั้นการกระทำความผิดอย่างอื่นที่มีโทษถึงตาย อาจจะเปลี่ยนเป็นการลงโทษให้พิการ วิธีนี้ก็จะทำให้สามารถตัดสินได้ว่าใครสมควรตาย ใครสมควรรับโทษอื่น เวลานี้การตายจากการเฆี่ยนตีจากการลงโทษสถานเบานั้น เป็นการเคารพต่อร่างกายของมนุษย์แต่ไม่ได้เคารพต่อชีวิตของเขา

ในบรรดาขุนนางที่ถกเถียงเรื่องนี้ มีเพียงจงฮิวที่เห็นด้วยกับตันกุ๋น คนอื่นต่างไม่พิจารณาคำเสนอให้นำกฎหมายนี้มาใช้ เพราะว่าเหตุการณ์บ้านเมืองยังไม่สงบนี้ โจโฉยังรับฟังเสียงส่วนใหญ่และไม่เปลี่ยนแปลงกฎหมาย




 

Create Date : 09 มีนาคม 2549    
Last Update : 2 กรกฎาคม 2549 20:41:16 น.
Counter : 227 Pageviews.  

ปี 212 AD

ปีเจี้ยนอันที่ 17 212 AD
(20 กุมภาพันธ์ 212 – 7 กุมภาพันธ์ 213)

ในฤดูใบไม้ผลิเดือนแรก โจโฉกลับสู่เมืองเงียบกุ๋น

มีราชโองการประกาศให้โจโฉได้สิทธิ์ในการคำนับฮ่องเต้โดยไม่ต้องประกาศนามตัวเอง สามารถเดินในวังหลวงโดยไม่ต้องก้าวเท้าอย่างรวดเร็ว สามารถพกดาบและใส่รองเท้าเข้าท้องพระโรงได้ ซึ่งสิทธิ์เหล่านี้เหมือนกับที่เซียวเหอ ได้รับในอดีต (ที่ปรึกษาและเฉิงเซี่ยงของฮ่องเต้ฮั่นโกโจ ซึ่งสิทธิ์นี้แม่ทัพใหญ่ เหลียงจี๋และตั๋งโต๊ะก็เคยได้รับเช่นเดียวกัน)

ในขณะที่โจโฉโจมตีหัวเมืองตะวันตก มีกบฏนำโดยเ่ทียนหยินและซูโบ ในมณฑลกุนจิ๋วและกิจิ๋ว

โจผีต้องการนำทัพด้วยตัวเองไปปราบกบฏ แต่ Chang Lin ขุนนางรักษาพิธีการพูดว่า ขุนนางและชาวบ้านทางภาคเหนือรักความสงบสุขและกลัวความวุ่นวาย พวกเขายอมรับการปกครองของเราเป็นเวลานาน และส่วนใหญ่ก็ภักดีต่อเรา เทียนหยินและซูโบ เหมือนดั่งสุนัขหรือแกะเชี่อง ๆ ที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม พวกเขาไม่ใช่ศัตรูที่กล้าแข็ง ในเวลานี้ กองทัพส่วนใหญ่ยกทัพไปตะวันตก และมีศัตรูที่แข็งแกร่งเฝ้าดูอยู่ ท่านเป็นความมั่นคงของแผ่นดิน ถ้าท่านยกทัพโดยไม่ไตร่ตรอง แม้ว่าท่านจะได้ชัยชนะแต่ก็เป็นการดำเนินกลยุทธที่แย่มาก

ดังนั้นแม่ทัพ Jia Xin จึงถูกส่งไปปราบกบฏ โจรกบฏพ่ายแพ้และถูกทำลาย

โจรกบฏหลายพันคนต้องการยอมจำนน แต่เหล่าขุนนางพูดว่า ท่านโจโฉได้ตั้งธรรมเนียมไว้ว่า จะไม่อภัยโทษต่อศัตรูที่ต้องการยอมจำนนหลังจากโดนปิดล้อมไร้ทางสู้

เทียหยกตอบว่า นโยบายนี้ถูกนำมาใช้ในช่วงที่แผ่นดินวุ่นวาย มันเป็นแค่กฎสำหรับช่วงเวลาสั้น ๆ เวลานี้แผ่นดินสงบสุขดีแล้ว ท่านไม่ควรสังหารพวกเขา ถ้าท่านต้องการจะฆ่าพวกเขา ท่านต้องรายงานก่อนแล้วค่อยขออนุญาตดำเนินการ

เหล่าที่ปรึกษาพูดว่า กองทัพควบคุมโดยคนเพียงคนเดียว ไม่มีเหตุผลที่จะต้องขออนุญาต

เมื่ออาญาสิทธิ์กองทัพถูกมอบหมาย เทียหยกตอบ สิทธิ์นั้นถูกใช้ในกรณีเฉพาะเท่านั้น เวลานี้เหล่ากบฏล้วนอยู่ในเงื้อมมือของ Jia Xin และข้า ผู้รับใช้ที่แก่เฒ่าของท่าน ขอร้องให้ท่านอย่าได้สังหารพวกกบฏ

โจผีเห็นด้วยชมว่า เยี่ยมมาก แล้วโจผีก็รายงานสถานการณ์ให้โจโฉทราบ แล้วโจโฉก็ไม่ได้สั่งให้สังหารโจรกบฏ เมื่อโจโฉรู้เรื่องคำแนะนำของเทียหยก เขาก็ชื่นชมเทียหยกมากบอกว่า ท่านไม่เพียงแตกฉานด้านการทหาร แต่ยังเป็นผู้เชี่ยวชาญในการต่อรองระหว่างพ่อกับลูกชายด้วย

ยังมีเรื่องเกี่ยวกับกบฏอีกเรื่องหนึ่ง ในการรายงานความพ่ายแพ้ของโจรกบฏ โจรหนึ่งคนจะถูกนับเป็นสิบคน แต่เมื่อ Guo Yuan ได้จดบันทึกเล่าโจรกบฏที่ถูกสังหารและรายงานราชสำนัก เขาจดจำนวนตามความเป็นจริง โจโฉถามว่าทำไมเขาถึงทำเช่นั้น Guo Yuan อธิบายว่า เมื่อข้าโจมตีศัตรูภายนอกดินแดนของเรา ข้าได้เพิ่มจำนวนของศัตรูที่ถูกฆ่าและจับเป็นเชลยเพราะว่าข้าต้องการเน้นความสำเร็จและเพิ่มกำลังใจให้คนของเรา แต่ Hejian เป็นดินแดนของเราเอง แม้ว่าการประกาศความพ่ายแพ้ของโจรกบฏเทียนหยินและพวกจะเป็นเรื่องดี แต่ข้าละอายใจที่การกบฏนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น โจโฉชื่นชมคำอธิบายของเขา

ในฤดูร้อน เดือนที่ห้า ผู้บัญชาการทหารองครักษ์ม้าเท้ง ถูกสังหารพร้อมคนในครอบครัว

ในเดือนที่หก วันที่ 14 สิงหาคม วันสุดท้ายของเดือนมีปรากฏการณ์สุริยปราคา

ในฤดูใบไม้ร่วง เดือนที่เจ็ด เกิดโรคระบาดขึ้น

ม้าเฉียวและกองทัพของเขาตั้งค่ายอยู่ที่ Lantian แฮหัวเอี๋ยนโจมตีม้าเฉียวพ่ายแพ้ไป

เหลียงเหง โจรภูเขาได้ออกปล้นสะดมที่ Pingyi ขุนนางท้องถิ่นต่างหวาดกลัวเขา พวกเขาย้ายที่ทำการไปอยู่ที่หัวเมืองใหญ่ และหลายคนย้ายไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัยกว่า

Zheng Hun เจ้าเมือง (Zuo)Pingyi พูดว่า ถ้า เหลียงเหงและพวกพ่ายแพ้กระจัดกระจายไป พวกเขาต้องไปอาศัยภูเขาต่าง ๆ เป็นที่หลบซ่อน แม้ว่าเขาจะมีคนติดตามมาก แต่ส่วนใหญ่ทำตามเพราะโดนกำลังบังคับ เราควรจะเปิดทางให้พวกเขายอมแพ้โดยดี แสดงอำนาจและจัดการอย่างดี การหลบหนีพวกเขาเป็นการแสดงความอ่อนแอของเรา

ดังนั้นเขาจึงรวบรวมผู้คนสร้างกำแพงและเตรียมทหารป้องกัน เขาให้รางวัลแก่คนที่สามารถจับโจร ทรัพย์สมบัติหรือภรรยาของพวกโจรได้ โดยให้รางวัลเพิ่มขึ้นเจ็ดถึงสิบเท่าของสิ่งที่คนเอามาจากโจรได้ ชาวบ้านต่างพากันยินดี และทุกคนต้องการที่จะจับโจร

เหล่าโจรที่สูญเสียครอบครัวต่างกลับมาขอยอมจำนน แต่ Zheng Hun บอกพวกเขาให้นำภรรยาของพวกโจรคนอื่นมาแลกเปลี่ยน เขาถึงจะยอมคืนภรรยาคนที่มายอมจำนนให้ หลังจากนั้นเหล่าโจรก็ต่อสู้กันเอง แล้วกลุ่มโจรก็แตกแยกกระจัดกระจายไป

Zheng Hun ส่งขุนนางที่เป็นคนดีและซื่อสัตย์ไปป่าวประกาศตามภูเขา ถึงสถานการณ์ต่าง ๆ ทำให้คนที่หลบหนีไปกลับคืนถิ่นฐาน แล้วเขาก็ส่งขุนนางท้องถิ่นกลับภูมิลำเนาเพื่อบริหารหัวเมืองเหล่านั้นตามเดิม

เหลียงเหง และพวกต่างหวาดวิตก พวกเขานำทัพที่เหลืออยู่ไปยึดเมือง Fu โจโฉส่งแฮหัวเอี๋ยนมาช่วย Zheng Hun โจมตี พวกเขาสังหาร เหลียงเหง และพวกได้ในที่สุด

Zheng Hun เป็นน้องชายของแตะถ้าย

ในเดือนที่เก้า วันที่ 2 พฤศจิกายน โอรสฮ่องเต้ถูกแต่งตั้งให้มีบรรดาศักดิ์ Liu Xi เป็นอ๋องแห่ง Jiyin Liu Yi เป็นอ๋องแห่ง Shanyang Liu Miao เป็นอ๋องแห่ง Jibei Liu Dun เป็นอ๋องแห่ง Donghai

ก่อนหน้านั้นเตียวเหียนแนะนำซุนกวนให้สร้างที่ทำการที่เมืองวัวเหลง เพราะว่าเป็นที่ที่ดีรอบล้อมด้วยภูเขาและแม่น้ำ เมื่อเล่าปี่มาตะวันออกเขาได้ผ่านเมืองวัวเหลง เล่าปี่ก็ได้แนะนำให้ซุนกวนอาศัยที่นั้นเช่นกัน

ดังนั้นซุนกวนจึงสร้างวังShitou แล้วย้ายเมืองหลวงไปวัวเหลง เขาเปลี่ยนชื่อเมืองจากวัวเหลงเป็นเกี๋ยนเงียบ

ลิบองรู้ข่าวว่าโจโฉตั้งใจจะยกทัพมาตะวันออก เขาแนะนำซุนกวนให้สร้างป้อมไว้ใกล้ ๆ ปากแม่น้ำยี่สู เหล่าขุนนางพูดว่า เราไต่ฝั่งแม่น้ำเพื่อโจมตีศัตรู เราใช้เรือเพื่อป้องกันทางน้ำ การป้องกันทางบกจะมีประโยชน์อะไร

ลิบองแย้งว่า สงครามมีแพ้มีชนะ ไม่มีใครสามารถได้ชัยชนะทุกครั้งในสงคราม ถ้ามีอะไรที่ไม่คาดหมายเกิดขึ้น แล้วข้าศึกกดดันเราอย่างใกล้ชิด คนของเราไม่มีเวลาพอไปถึงริมแม่น้ำ แล้วพวกเขาจะขึ้นเรือได้อย่างไร

เยี่ยมมาก ซุนกวนเห็นด้วย แล้วเขาจึงสั่งให้สร้างป้อมที่ยี่สู

ในฤดูหนาว เดือนที่สิบ โจโฉนำทัพไปตะวันออกโจมตีซุนกวน

ตังเจี๋ยวพูดกับโจโฉว่า ในอดีต ขุนนางที่ยิ่งใหญ่ที่ปกป้องราชสำนักนั้นยังไม่เคยมีผู้ใดมีความสำเร็จเหมือนดั่งตัวท่าน ไม่มีคนในอดีตคนไหนที่จะทำการใหญ่เช่นนี้เป็นเวลานานเพียงเพื่อรับใช้ผู้อื่น

นายท่านนั้นถ่อมตน ท่านกลัวว่าจะทำความผิดที่ต้องเสียใจภายหลัง และท่านยินดีที่จะรักษาเกียรติและความซื่อสัตย์ อย่างไรก็ดี คนที่เป็นขุนนางที่ยิ่งใหญ่เป็นเวลานานนั้น ประชาชนจะสงสัยได้ว่าคนผู้นั้นมีความคิดจะยึดราชบัลลังค์ ท่านควรพิจารณาข้อนี้ให้ดี

โจโฉนำเรื่องนี้ไปปรึกษาบรรดาพระยาและแม่ทัพทั้งหลาย พวกเขาล้วนเห็นด้วยว่า ท่านเฉิงเซี่ยงนั้นควรไดัรับเกียรติยกให้เป็นวุยก๋ง ดำรงเครื่องยศเก้าอย่างเหมือนคนในราชวงศ์เพื่อแสดงคุณงามความดีเป็นพิเศษ

ซุนฮกคัดค้านว่า ตั้งแต่เริ่ม เมื่อท่านโจโฉก่อตั้งกองทัพธรรมเพื่อช่วยฮ่องเต้และนำสันติสุขคืนสู่แผ่นดิน เขาได้รักษาความดีด้วยความซื่อสัตย์และความมีเกียรติ และดำรงเกียรตินั้นเสมอมา สุภาพชนนั้นแสดงความรักต่อผู้อื่นด้วยคำแนะนำที่ดี ดังนั้นข้าต้องพูดออกมา ท่านไม่ควรรับตำแหน่งนี้ โจโฉได้ยินคำคัดค้านของซุนฮกก็ไม่พอใจ

ในเวลานั้นโจโฉยกทัพโจมตีซุนกวน เขาได้ส่งสารไปบอกแก่ราชสำนักว่าซุนฮกควรจะมาสร้างขวัญกำลังใจกองทัพที่ Qiao แล้วโจโฉก็ยกเลิกคำสั่งนี้เปลี่ยนตำแหน่งให้ซุนฮกอยู่ที่เมืองหลวงเป็นขุนนางชั้นสูงถือไม้เท้าแทนพระองค์และเป็นที่ปรึกษาให้กับกองทัพเฉิงเซี่ยง

ทันทีที่กองทัพโจโฉมุ่งหน้าไปยี่สู ซุนฮกถูกทิ้งไว้ที่ฉิวฉุนเพราะอาการเจ็บป่วย ต่อมาซุนฮกดื่มยาพิษฆ่าตัวตาย (มีบันทึกไว้ว่า โจโฉส่งมอบอาหารให้กับซุนฮก แต่เมื่อเปิดฝาปิดออก ในชามกลับว่างเปล่า ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเรื่องบันทึกอีกว่า โจโฉไม่เพียงไม่พอใจที่ซุนฮกคัดค้านข้อแนะนำของตังเจี๋ยวแต่ยังไม่พอใจที่ซุนฮกไม่ได้เตือนเขาเกี่ยวกับแผนการต่อตานเขาของฮกอ้วน พ่อของฮกฮองเฮา ซึ่งเรื่องนี้ขัดแย้งกับความเป็นจริงที่แผนของฮกอ้วนนั้นดำเนินการในอีกสองปีต่อจากนี้ จึงกล่าวได้ว่าโจโฉไม่พอใจซุนฮกที่ไม่ภักดีต่อเขา และอาจถึงขั้นพยายามฆ่า แต่ซุนฮกฆ่าตัวตายก่อน)

(จากข้อสังเกตของ Sima Guang ซุนฮกช่วยโจโฉบูรณะบ้านเมือง เขาแนะนำคนดีมีฝีมือให้มีตำแหน่งที่เหมาะสม เขาฝึกฝนกองทัพ เขาแนะนำโอกาสต่าง ๆ และวางแผนให้ เขาต่อสู้และได้รับความสำเร็จทุกครั้ง เขาสามารถเปลี่ยนคนที่อ่อนแอให้แข็งแกร่งและเปลี่ยนบ้านเมืองที่วุ่นวายให้กลับมาสงบสุข หากแบ่งแผ่นดินเป็นสิบส่วนฝ่ายวุยก็ครอบครองได้ถึงแปดส่วน ถ้าโจโฉได้ขึ้นเป็นฮ่องเต้ ตัวเขาก็จะได้รับตำแหน่งไม่น้อยกว่าเซียวเหอ ขุนนางของฮ่องเต้ฮั่นโกโจ แต่ซุนฮกกลับภักดีต่อราชสำนักฮั่นจนตัวตาย

กวนจงได้รับการยกย่อง
จากความมีมนุษยธรรม ที่เป็นผู้ช่วยฉีหวนกง ทำให้ชาวบ้านคลายความเดือดร้อน

แต่ว่าพฤติกรรมของฉีหวนกงนั้นเลวทรามเหมือนอย่างกับหมูอย่างหมา แต่กวนจงก็ไม่ได้ละอายใจซักนิดที่เป็นเฉิงเซี่ยงของเขา เพราะเขาเห็นว่าฉีหวนกงคือหนทางเดียวที่ชาวบ้านจะได้รับความสงบสุข

แต่ในสมัยสามก๊ก บ้านเมืองวุ่นวายถึงที่สุด ชาวบ้านเดือดร้อนมาก มีเพียงคนที่มีความสามารถพิเศษเท่านั้นที่จะช่วยบ้านเมืองได้ ถ้าซุนฮิวไม่รับใช้โจโฉ เขาจะไปรับใช้ใครที่มีความสามารถพิเศษอย่างโจโฉได้

ในสมัยของฉีหวนกง แม้ว่าราชสำนักโจวอ่อนแอแต่ก็ไม่ได้วุ่นวายเท่าสมัยสามก๊กที่ไม่มีขุนนางซักคนเดียวที่เชื่อฟังราชสำนัก

ซุนฮกช่วยเหลือโจโฉบูรณะบ้านเมือง แต่งตั้งคนดีมีฝีมือให้มารับใช้ทางการ วางแผนโจมตีให้โจโฉและได้รับความสำเร็จในการโจมตีทุกทิศทาง ซุนฮกมีความสามารถทำให้คนที่อ่อนแอกลับเข้มแข็งและทำให้ความวุ่นวายเปลี่ยนเป็นสงบเรียบร้อย

ด้วยความสำเร็จของซุนฮกเมื่อเทียบกับกวนจง กวนจงนั้นไม่ได้ยอมตายเพื่อ zi jiu แต่ซุนฮกยอมตายเพื่อราชสำนักฮั่น ดังนั้นความมีคุณธรรมของซุนฮกเทียบแล้วยังเหนือกว่ากวนจง)

ในเดือนที่สิบสองมีดาวหางปรากฏในกลุ่มดาวเจ้าชายทั้งห้า

เล่าปี่อยู่ที่ Jiameng บังทองพูดกับเขาว่า เวลานี้ ให้รวบรวมทหารที่ดีที่สุดของท่านอย่างลับ ๆ แล้วเดินทัพทั้งวันและคืนไปโจมตีเฉิงตู เล่าเจี้ยงไม่ใช่คนที่ชอบการต่อสู้ เขาต้องไม่ได้ระมัดระวังตัว ถ้าใช้กองทัพใหญ่เข้าจัดการ ทุกสิ่งจะสำเร็จได้เพียบการศึกครั้งเดียว นี่เป็นแผนที่ดีที่สุด

เอียวหวย และ โกภาย เป็นขุนนางที่มีความสามารถของเล่าเจี้ยง ทั้งสองควบคุมกำลังสำคัญของด่าน Boshui ข้ารู้มาว่าพวกเขาได้ส่งจดหมายคัดค้านไปหาเล่าเจี้ยงหลายครั้ง แนะนำให้ส่งตัวท่านกลับมณฑลเกงจิ๋ว เวลานี้ให้ส่งจดหมายไปหาพวกเขาถึงสิ่งที่เขาต้องการ บอกว่ามณฑลเกงจิ๋วอยู่ในอันตราย ท่านต้องการจะกลับไปช่วยเหลือด่วน ให้เริ่มเก็บสัมภาระและแสร้งทำเหมือนท่านจะจากไป ทั้งสองคนเคารพในชื่อเสียงที่ยิ่งใหญ่ของท่าน พวกเขาจะต้องยินดีที่ท่านจะจากไป แล้วพวกเขาต้องมาคำนับเพื่ออำลาท่านพร้อมด้วยองครักษ์เพียงน้อยนิด ให้ฉวยโอกาสนี้จับกุมพวกเขา แล้วนำทัพไปยึดกองทัพพวกเขา แล้วหันไปโจมตีเฉิงตู นี่เป็นแผนดีรองลงมา

กลับไป Bodi และรวมทัพกับมณฑลเกงจิ๋ว แล้วค่อยวางแผนกลับมา นี่เป็นแผนที่แย่ที่สุด แต่ถ้าท่านชักช้า ไม่คิดดำเนินการใด ๆ ท่านก็จะลำบากใหญ่หลวง ท่านไม่สามารถรอคอยเวลาได้อีกแล้ว

เล่าปี่ทำตามแผนที่สอง

เมื่อโจโฉโจมตี ซุนกวนได้เรียกเล่าปี่ให้มาช่วยเขา เล่าปี่ส่งจดหมายไปหาเล่าเจี้ยงว่า ซุนกวนและข้าเหมือนดั่งลิ้นกับฟัน แต่ทัพของกวนอูนั้นอ่อนแอยิ่งนัก ถ้าข้าไม่ไปช่วยเขาตอนนี้ โจโฉต้องยึดมณฑลเกงจิ๋วได้และหันมาโจมตีเรา อันตรายนี้ใหญ่หลวงกว่าการคุมคามของเตียวฬ่อ ข้าศึกที่กำลังตั้งรับนั้นไม่มีสิ่งใดให้ต้องกังวล แล้วเล่าปี่ก็ขอทหารเพิ่มอีกหมื่นนายพร้อมด้วยเงินทองและเสบียงอาหาร

เล่าเจี้ยงอนุมัติทหารสี่พันนายและสิ่งของต่าง ๆ เพียงครึ่งเดียวที่เล่าปี่ขอมา

เล่าปี่พูดต่อหน้าทหารของเขาแสดงความโกรธแค้นว่า ข้าได้โจมตีศัตรูที่แข็งแกร่งของเอ๊กจิ๋ว และคนของข้าก็ได้ทำการจนเหนื่อยล้า แต่เล่าเจี้ยงเอาแต่สะสมเงินทองและตระหนี่ถี่เหนียวในการให้รางวัล นี่คือขวัญกำลังใจให้สู้และตายเพื่อเขาหรือ

เตียวส่งเขียนจดหมายไปหาเล่าปี่และหวดเจ้งว่า แผนการใหญ่ของเราสุกงอมแล้ว ท่านจะละทิ้งพวกเราในเวลานี้อย่างไร เตียวซก เจ้าเมืองเกงฮัน พี่ชายของเตียวสง กลัวว่าตัวเองจะพลอยรับโทษเพราะน้องชาย จึงนำแผนการของเตียวสงไปบอกเล่าเจี้ยง เล่าเจี้ยงจับตัวเตียวสงมาประหารและสั่งการกองทัพให้รักษาด่านอย่างเข้มแข็งห้ามมิให้มีจดหมายใด ๆ ส่งไปหาเล่าปี่

เล่าปี่โกรธมาก เขาเรียกตัว เอียวหวย และ โกภาย มา โจมตีสังหารพวกเขา แล้วนำทหารไปยึดด่าน Boshui ผนวกทหารในด่านนั้นเข้ากับกองทัพของเขา แล้วเดินทัพไปยึดเมือง Fu




 

Create Date : 08 มีนาคม 2549    
Last Update : 2 กรกฎาคม 2549 20:31:05 น.
Counter : 216 Pageviews.  

ปี 211 AD

ปีเจี้ยนอันที่ 16 211 AD
(1 กุมภาพันธ์ 211 – 19 กุมภาพันธ์ 212)

ในฤดูใบไม้ผลิ เดือนแรก โจผีบุตรคนโตของโจโฉถูกแต่งตั้งเป็นแม่ทัพสุภาพชนของราชสำนักในทุก ๆ กิจการพร้อมด้วยทีทำการของตัวเอง มีหน้าที่ช่วยเหลือเฉิงเซี่ยง

ในเดือนที่สาม โจโฉส่งจงฮิวขุนพลประจำเมืองหลวงไปโจมตีเตียวฬ่อ และแฮหัวเอี๋ยนและแม่ทัพคนอื่นถูกสั่งให้นำทัพจากโฮต๋องไปช่วยจงฮิว

โกหยิว ขุนนางผู้น้อยในฝ่ายคลังเสบียงแย้งว่า ถ้ากองทัพส่วนใหญ่ยกทัพไปตะวันตก ฮันซุยและม้าเท้งจะต้องสงสัยว่าเราจะโจมตีพวกเขา พวกเขาจะร่วมมือกันป้องกันตัวเอง ท่านควรจะยึดดินแดนทั้งสามนั้นก่อน เมื่อท่านยึดเมืองพวกนั้น ท่านก็สามารถระดมทัพโจมตีฮันต๋ง แต่โจโฉไม่เห็นด้วยกับเขา

เหล่าผู้นำในด่านล้วนแต่สงสัยในพฤติกรรมโจโฉ ม้าเฉียว หันซุย เฮาชวน เทงหงิน เอียวฉิว ลิขำ เตียวหัว เหลียงเหง เซงหงี ม้าอ้วน และลูกน้องของพวกเขา ทั้งสิบหัวเมืองต่างลุกฮือขึ้นก่อกบฏ กองทัพพวกเขามีคนกว่าหนึ่งแสนคน พวกเขาตั้งมั่นรักษาการณ์ที่ด่านตงก๋วน

โจโฉส่งแม่ทัพผู้นำความสงบสู่ตะวันตก โจหยินมานำทัพเพื่อต่อต้านกบฏกลุ่มนี้ มีราชโองการสั่งให้ทหารทุกคนตั้งมั่นอยู่ในตำแหน่ง ห้ามมาร่วมก่อสงครามนี้เด็ดขาด

โจผีแม่ทัพสุภาพชนแห่งราชสำนักในทุกกรณี ถูกทิ้งให้ครองเมืองเงียบกุ๋น พร้อมด้วยแม่ทัพผู้แสดงความมั่นคงเทียหยก มาเป็นที่ปรึกษากองทัพ Xu Xuan แห่งกองเหลงมาเป็นแม่ทัพซ้ายจัดการกิจกองทัพ Guo Yuan จัดการเรื่องบริหารบ้านเมืองต่าง ๆ

ในฤดูใบไม้ร่วง เดือนที่เจ็ด โจโฉนำทัพโจมตีม้าเฉียวและพวก บรรดาที่ปรึกษาต่างพูดว่า ทหารฝ่ายด่านตะวันตกนั้นเชี่ยวชาญการใช้หอกยาว แม้ว่าเราจะฝึกทหารของเราอย่างหนักและทำการคัดเลือกทหารอย่างดี เราก็ไม่สามารถที่จะเอาชนะพวกเขาได้

"ข้าเป็นคนเดียวที่วางแผนการโจมตีนี้" โจโฉกล่าว "ไม่ใช่ศัตรู พวกโจรกบฏอาจจะเชี่ยวชาญการใช้หอกยาว แต่ข้าสามารถทำให้พวกมันไม่อาจใช้อาวุธที่ตัวเองถนัดได้ พวกท่านจงคอยดูเถิด"

ในเดือนที่แปด โจโฉมาถึงด่านตงก๋วน และตั้งขบวนทัพต่อสู้กับม้าเฉียวและพวกเพื่อดึงความสนใจ แล้วโจโฉก็ลอบส่งซิหลงและ จูเหลง นำทัพสี่พันคนข้ามทางแยก Puban ไปยึดหัวสะพานตะวันตกของแม่น้ำเหลือง

เดือนต่อมา โจโฉนำทัพจากด่านตงก๋วน ไปทางเหนือเพื่อข้ามแม่น้ำเหลือง ทัพใหญ่ข้ามแม่น้ำก่อน และโจโฉรั้งอยู่อีกฝั่งกับทหารเสือสองสามร้อยคนทางฝั่งตอนใต้เพื่อระวังหลัง ม้าเฉียวนำทัพหนึ่งหมื่นคนเข้าโจมตี ลูกธนูพุ่งใส่ดั่งสายฝน แต่โจโฉก็ยังนั่งอยู่ในเกี้ยวไม่เคลื่อนไหว

เคาทูมาช่วยโจโฉทางเรือ บรรดาฝีพายล้วนแต่ถูกลูกธนูสังหาร แต่เคาทูใช้มือซ้ายถืออานม้าคอยคุ้มครองโจโฉ ส่วนมือขวาก็พายเรือไป ขุนพล เต๋งฮุย ปล่อยม้าและสัตว์เลี้ยงเพื่อรบกวนการไล่โจมตี เหล่าศัตรูเสียเวลากับการไล่ต้อนฝูงสัตว์ โจโฉจึงสามารถข้ามแม่น้ำไปได้

จาก Puban โจโฉข้ามแม่น้ำเหลืองไปทางตะวันตก แล้วจัดเตรียมทางเพื่อลงใต้ไปตามสายน้ำ ทำให้ม้าเฉียวและคนอื่น ๆ ถอยทัพเพื่อไปป้องกันปากแม่น้ำวุย

โจโฉส่งทหารจำนวนหนึ่งไปแกล้งลวงว่าจะโจมตี ในขณะที่ลอบส่งทหารเดินเรือไปที่ Wei เพื่อสร้างสะพานจากแพ ในคืนนั้นโจโฉส่งทหารหน่วยหนึ่งไปสร้างขวากหนามป้องกันทางตอนใต้ของแม่น้ำ ม้าเฉียวและพวกเข้าโจมตีค่ายในตอนกลางคืน แต่ทหารที่ซุ่มอยู่ก็เข้าโจมตีพวกม้าเฉียวพ่ายแพ้ไป

ม้าเฉียวจึงนำทัพมาตั้งค่ายทางแม่น้ำวุยตอนใต้และส่งคนนำสารไปเสนอว่าจะยกดินแดนตะวันออกของแม่น้ำเหลืองให้เพื่อแลกกับการสงบศึก แต่โจโฉไม่ยินยอม

ในเดือนที่เก้า โจโฉนำกองทัพทั้งหมดข้ามแม่น้ำวุย ม้าเฉียวและพวกท้าสู้กับเขาหลายครั้ง แต่โจโฉไม่ยอมสู้ด้วย พวกเขายังเสนอที่ยกดินแดนให้และพร้อมที่จะส่งตัวประกันไปเมืองหลวงหลายครั้ง กาเซี่ยงจึงพูดว่า เราน่าจะแกล้งที่จะยอมรับข้อเสนอพวกเขา โจโฉถามเขาว่าทำไม

เพื่อแยกพวกเขาออกจากกัน กาเซี่ยงตอบ

ข้าเข้าใจแล้ว โจโฉพูดขึ้น

หันซุยขอเข้าพบโจโฉ ทั้งสองเคยรู้จักกันมาก่อนในอดีต และตอนนี้พวกเขาขี่ม้ามาคุยกันครู่หนึ่ง ทั้งสองไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องการศึกแต่อย่างไร เพียงพูดรำลึกถึงเรื่องราวอดีตในเมืองหลวง จับมือและหัวเราะยินดี เหล่าทหารจากตะวันตกและพวกชนเผ่าต่าง ๆ มาสังเกตพวกเขา โจโฉหัวเราะแล้วพูดกับพวกเขาว่า พวกเจ้าอยากเห็นท่านโจโฉหรือ เขาก็เหมือนคนอื่น ๆ นั่นแหล่ะ เขาไม่ได้มีสี่ตาสองปากซะเมื่อไหร่ ก็แค่ฉลาดกว่าคนทั่วไปเล็กน้อย

เมื่อพวกเขาแยกจากกัน ม้าเฉียวและพวกถามหันซุยว่า พวกท่านคุยเรื่องอะไรกัน

แค่รำลึกความหลังกันเท่านั้น หันซุยตอบ ทำให้ม้าเฉียวและคนอื่น ๆ สงสัยในตัวเขา

สองสามวันต่อมา โจโฉส่งจดหมายให้หันซุย ในจดหมายมีข้อความขีดฆ่าเปลี่ยนแปลงมากมายเหมือนกับว่าหันซุยเป็นคนแก้จดหมายนั้นเอง ทำให้ม้าเฉียวและพวกพากันสงสัยในตัวหันซุยมากขึ้น

แล้วโจโฉก็ยอมต่อสู้กับพวกเขา โจโฉส่งทหารเคลื่อนที่เร็วเข้าต่อสู้อย่างประปราย เมื่อพวกเขาสู้กันไประยะหนึ่ง โจโฉก็ให้ทหารม้าเสือของเขาเข้าโจมตีด้านซ้ายขวาของทัพศัตรูและทำให้พวกม้าเฉียวพ่ายแพ้ไป ทัพโจโฉสังหาร เซงหงีลิขำ และคนอื่น ๆ หันซุยและม้าเฉียวหนีไปมณฑลเลียงจิ๋ว เอียวฉิว หนี ไป อันติ้ง

ขุนนางของโจโฉถามเขาว่า เมื่อพวกเรามาถึงนั้น ศัตรูรักษาการณ์ด่าน Tong แต่พวกเขาไม่ระวังเส้นทางตอนเหนือของวุย ท่านไม่ได้เดินทัพผ่านโฮต๋องเข้าโจมตี Pingyi แต่ท่านกลับหยุดอยู่ที่ด่านพักหนึ่งแล้วค่อยข้ามขึ้นเหนือ ทำไมถึงทำเช่นนั้น

ศัตรูเฝ้าระวังด่านตงก๋วน โจโฉกล่าว ถ้าข้าผ่านไปโฮต๋องทันที พวกเขาจะต้องส่งทหารไประวังหลังเพื่อป้องกันการข้ามแม่น้ำของทัพเรา แล้วข้าจะไม่สามารถข้ามมาฝั่งตะวันตกได้

ข้าจึงเสริมทัพเผชิญหน้ากับศัตรูในด่าน ศัตรูทั้งหมดจึงต้องมาสนใจทางใต้ แล้วการป้องกันทางตะวันตกของแม่น้ำก็จะเบาบางลง แล้วใช้แม่ทัพแค่สองคน (ซิหลงและจูเหลง) ก็สามารถที่จะยึดที่นั่นได้

เมื่อพวกเขายึดที่นั่นได้แล้ว ข้าจึงนำทัพของข้าข้ามไปทางเหนือ มีเพียงทัพของสองหัวเมืองที่ป้องกันข้าศึกจากการขัดขวางการเคลื่อนทัพของข้าไปยังฝั่งแม่น้ำตะวันตก

แล้วข้าก็ใช้เกวียนบรรทุกสัมภาระมาเป็นรั้วเพื่อป้องกัน สร้างทางเดินทัพลงใต้ กลยุทธเพื่อให้มั่นใจว่าข้าจะไม่ถูกโจมตีและทำให้ทัพเราดูอ่อนแอในสายตาศัตรู

ข้าข้ามแม่น้ำวุย และสร้างป้อมที่แข็งแรง และเมื่อศัตรูมาถึง ข้าก็ไม่ออกมาสู้รบ ทำให้พวกเขารู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่า ทำให้พวกเขาไม่สร้างค่ายหรือป้อมเพื่อป้องกัน ทำเพียงเสนอยกดินแดนให้ ข้าใช้คำพูดสัญญาให้พวกเขาพอใจ นี่คือเหตุผลที่ข้าแกล้งทำเหมือนยอมรับข้อตกลงของเขาเพื่อให้พวกเขารู้สึกสบายใจและไม่ทันระวัง แล้วเราก็รวมทัพเราเข้าโจมตี มันเหมือนสายฟ้าฟาดอย่างเร็วจนไม่มีเวลาเอามือมาป้องหู

แผนการสงครามนั้นมีมากมายไม่หมดสิ้น

ก่อนหน้านั้น เมื่อกลุ่มผู้นำในด่านแต่ละกลุ่มมาต่อสู้กับทัพโจโฉ สีหน้าโจโฉยินดียิ่งนัก เหล่าขูนนางจึงถามเขา โจโฉอธิบายว่า ดินแดนภายในด่านนั้นกว้างใหญ่นัก ถ้ากลุ่มโจรกบฏแต่ละคนก่อกบฏขึ้นตามหัวเมืองและทำให้เราต้องโจมตีพวกเขา คงต้องใช้เวลามากกว่าสองปีถึงจะปราบพวกเขาได้ทั้งหมด เวลานี้พวกเขาจับกลุ่มอยู่ด้วยกัน แม้ว่าทัพของพวกเขาจะอยู่ร่วมกัน แต่ก็ไม่มีใครฟังคำสั่งจากใคร ดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีที่ผู้นำและสามารถจัดการได้ในคราวเดียว นี่ทำให้การศึกครั้งนี้ง่ายขึ้น ข้าเลยรู้สึกยินดี

ในฤดูหนาว เดือนที่สิบ โจโฉขึ้นเหนือจากฉางอันไปโจมตี เอียวฉิว เขาล้อมเมือง อันติ้ง แล้ว เอียวฉิว ก็ยอมแพ้ โจโฉมอบตำแหน่งให้เขาตามเดิมและให้เขาอยู่คอยดูแลคนของเขา

ในเดือนที่สิบสอง โจโฉกลับจาก อันติ้ง เขาทิ้งแฮหัวเอี๋ยนรักษาค่ายที่ ฉางอันและตั้งที่ปรึกษา เตียวเจ ให้ดูแล เกงเตียว เตียวเจ รับคนที่อพยพมาและเลี้ยงดูอย่างดี บุรณะเมือง ประชาชนจึงรักเขา

เมื่อหันซุยและม้าเฉียวก่อกบฏนั้น บรรดาหัวเมืองต่าง ๆ ของฮองหลงและ Pingyi ได้เข้าร่วมกับพวกเขา มีเพียงชาวเมืองโฮต๋องที่ยังภักดี เมื่อโจโฉต่อสู้กับม้าเฉียวและพวกที่ริมฝั่งแม่น้ำวุย เสบียงอาหารถูกลำเลียงจากโฮต๋อง และหลังจากม้าเฉียวและพวกพ่ายแพ้ ยังมีเสบียงอาหารเหลือมากกว่าสองแสนกระสอบ โจโฉจึงเพิ่มเบี้ยหวัดให้ Du Ji เจ้าเมืองโฮต๋องเป็นสองพัน Shi (ซึ่งเทียบเท่ากับเสนาบดีทั้งเก้า)

หวดเจ้งเป็นขุนพลที่ปรึกษากองทัพของเล่าเจี้ยง แต่เล่าเจี้ยงกลับไม่เคยสนใจสิ่งที่เขาแนะนำเลย แล้วเขาเองยังถูกคนของหวดเจ้งที่อพยพมาสู่จ๊ก ด้วยกันเกลียดชัง หวดเจี้ยงเสียกำลังใจว่าเขาไม่สามารถเชื่อมั่นในความทะเยอทะยานของเล่าเจี้ยง

เตียวสง นายทหารคนสนิทของมณฑล เอ๊กจิ๋ว เป็นเพื่อนสนิทกับหวดเจ้ง และเชื่อมั่นในความสามารถของเขา และเขายังเชื่อว่าเล่าเจี้ยงเองก็ไม่ชื่นชมตัวเขา เขาจึงไม่พอใจเล่าเจี้ยงอยู่เงียบ ๆ

เตียวสงแนะนำเล่าเจี้ยงเป็นพันธมิตรกับเล่าปี่ เล่าเจี้ยงถามว่า ข้าควรส่งใครไปเป็นฑูตดี แล้วเตียวสงก็แนะนำหวดเจ้ง เล่าเจี้ยงจึงมอบหมายหน้าที่นี้ให้หวดเจ้ง แต่หวดเจ้งขออนุญาตปฏิเสธหน้าที่นี้ ดังนั้นเล่าเจี้ยงจึงเชื่อว่าเขาเหมาะสมที่จะไปเพราะว่าเขาไม่เต็มใจไปแต่เพราะต้องทำตามคำสั่ง

เมื่อหวดเจ้งกลับมา เขาบอกกับเตียวสงว่า เล่าปี่เป็นคนที่มีความคิดใหญ่โตมากมาย ทั้งสองจึงวางแผนอย่างลับ ๆ เพื่อเชิญเล่าปี่มาครองมณฑลนี้

แล้วโจโฉก็ส่งจงฮิวมาโจมตีฮันต๋ง เล่าเจี้ยงได้ข่าวจึงกังวลมาก เตียวสงจึงพูดกับเขาว่า ทหารของท่านโจโฉนั้นไร้คู่ปรับในแผ่นดิน ถ้าเขาสามารถยึดฐานที่มั่นของเตียวฬ่อมาเป็นประโยชน์เพื่อยึดดินแดนจ๊ก ใครจะสามารถต่อต้านเขาได้

ท่านเล่าปี่เป็นเชื้อพระวงศ์ฮั่นเช่นเดียวกับท่านและเป็นศัตรูกับท่านโจโฉ เขาเชี่ยวชาญการสงคราม ถ้าท่านส่งเขาไปโจมตีเตียวฬ่อ เตียวฬ่อต้องพ่ายแพ้ เมื่อเตียวฬ่อพ่ายแพ้ไปแล้วมณฑล เอ๊กจิ๋ว ก็จะปลอดภัย แม้ว่าท่านโจโฉจะยกทัพมา เขาก็ทำอะไรไม่ได้

เวลานี้ เหล่าขุนนางของมณฑลนี้ บังยี่ ลิอี้ และพวก ต่างภูมิใจความสำเร็จของพวกเขาในอดีต จึงประพฤติตัวยิ่งยโสอวดดี ท่านไม่สามารถพึ่งพวกเขาได้ หากท่านไม่ได้ท่านเล่าปี่มาเป็นพวก แล้วท่านจะมีศัตรูโจมตีท่านจากภายนอกและชาวบ้านก็ต่อต้านท่านจากภายใน แล้วท่านจะพบหายนะแน่นอน

เล่าเจี้ยงเห็นด้วย เขาจึงส่งหวดเจ้งพร้อมทหารสี่พันนายไปเชิญเล่าปี่

อุยก๋วน ขุนนางอาลักษณ์แย้งว่า แม่ทัพซ้ายเล่าปี่มีชื่อเสียงในความกล้าหาญ แล้วท่านเชิญเขามาที่นี่ ท่านไม่มีทางตอบสนองความทะเยอทะยานเขาได้ถ้าท่านปฏิบัติต่อเขาเหมือนเขาเป็นผู้มาอาศัย แต่ถ้าท่านปฏิบัติต่อเขาเหมือนแขก ให้เกียรติเขาเท่าเทียมกับท่าน มันเป็นการยากที่หนึ่งดินแดนจะมีผู้นำสองคน ถ้าแขกนั้นมีฐานะมั่นคงเหมือนเขาไท้ซาน ตำแหน่งของผู้นำจะกลับไม่มั่นคงเหมือนไข่นกในรัง ไม่ช้าดินแดนของท่านก็จะตกเป็นของคนอื่น รอเพียงให้ทุกอย่างจัดการเสร็จสิ้นเท่านั้น

เล่าเจี้ยงไม่เห็นด้วย เขาส่ง อุยก๋วน ไปเป็นนายอำเภอ Guanghan อองลุย ขุนนางของเล่าเจี้ยงคนหนึ่งแขวนตัวเองกับประตูเมืองเพื่อประท้วง แต่เล่าเจี้ยงก็นิ่งเฉย

หวดเจ้งมาถึงมณฑลเกงจิ๋วและอธิบายแผนการให้เล่าปี่ฟัง หวดเจ้งว่า ด้วยความกล้าหาญและความสามารถของท่าน ท่านสามารถใช้ประโยชน์จากความไร้สามารถของเล่าเจี้ยง เตียวสงเป็นมือและเท้าของมณฑล เขาจะเป็นเหมือนปากเสียงให้ท่านในที่ทำการ ท่านสามารถยึดมณฑล เอ๊กจิ๋ว ได้ง่ายดายเหมือนพลิกฝ่ามือ

เล่าปี่ยังลังเลและไม่รู้จะตัดสินใจทำอย่างไร บังทองจึงพูดกับเขาว่า มณฑลเกงจิ๋วนั้นวุ่นวายและบอบช้ำ ผู้คนยากจนทรัพย์สมบัติก็แทบไม่เหลือ ในทางตะวันออก ก็มีแม่ทัพราชรถและทหารม้า ซุนกวน ทางตอนเหลือมีโจโฉ ท่านคงรู้ว่าเป็นการยากที่ท่านจะทำการใหญ่โดยใช้ที่นี่เป็นที่มั่น

มณฑล เอ๊กจิ๋ว มีชาวบ้านกว่าล้านคน แผ่นดินอุดมสมบูรณ์ ผู้คนก็มั่งคั่ง ถ้าท่านสามารถใช้ประโยชน์จากความมั่งคั่งนั้นเพื่อตัวท่านแล้วการใหญ่ที่ท่านมุ่งหวังก็จะสำเร็จ

เล่าปี่จึงพูดว่า โจโฉนั้นแตกต่างจากข้าเหมือนน้ำกับไฟ โจโฉนั้นเห็นแก่ตัวแต่ข้าใจกว้าง โจโฉชั่วร้ายแต่ข้าดีงาม โจโฉหลอกลวงในขณะที่ข้าซื่อสัตย์ ถ้าข้าทำตัวแตกต่างจากโจโฉในทุกเรื่อง งานใหญ่ข้าต้องสำเร็จ แต่ถ้าข้าฉวยโอกาสเล็กน้อยเฉพาะหน้า แล้วต้องเสียชื่อเสียงและเกียรติยศไป แล้วจะมีความหมายอะไร

ในช่วงเวลาที่แผ่นดินวุ่นวาย บังทองตอบ คนเราต้องยืดหยุ่นได้ ยิ่งไปกว่านั้น ท่านจะยึดดินแดนจากคนที่อ่อนแอและโจมตีคนที่โง่เขลา สิ่งที่ท่านยึดมาได้ท่านควรปฏิบัติด้วยความเชื่อฟังต่อราชสำนัก ผู้คนในอดีตต่างก็เคารพการกระทำเช่นนี้

เมื่อท่านจัดการสิ่งต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว ท่านสามารถมอบตำแหน่งพระยาให้แก่เล่าเจี้ยง เพื่อป้องกันข้อครหาว่าท่านไม่ซื่อสัตย์ ถ้าท่านไม่จัดการเล่าเจี้ยงตอนนี้ ไม่ช้าเขาก็จะถูกคนอื่นจัดการ

เล่าปี่จึงเห็นคล้อยตาม เขาจึงให้ขงเบ้ง กวนอูและคนอื่นรักษามณฑลเกงจิ๋ว พร้อมด้วยจูล่งเป็นนายทหารคุมฐานที่มั่น ในขณะที่ตัวเขานำทัพหลายหมื่นเข้าสู่มณฑล เอ๊กจิ๋ว

เมื่อซุนกวนรู้ว่าเล่าปี่เดินทางไปตะวันตก เขาส่งเรือไปรับน้องสาวของเขา ซุนฮูหยินวางแผนที่จะนำตัวเล่าเสี้ยนกลับง่อ เตียวหุยและจูล่งนำทหารไปขัดขวางแล้วนำตัวเล่าเสี้ยนกลับมาพร้อมพวกเขา

เล่าเจี้ยงสั่งการให้ทั้งมณฑลเตรียมตัวต้อนรับเล่าปี่ เมื่อเล่าปี่เข้าเขตแดนเขารู้สึกเหมือนกลับบ้านตัวเอง ทุกเมืองที่เขาผ่านไป เขาจะได้รับของขวัญล้ำค่ามากมายและเงินทองจำนวนหลายร้อยล้าน

ทันที่ที่เล่าปี่มาถึงเมือง Ba เงียมหงัน เจ้าเมืองนั้นได้จับมือเขาไปวางบนหน้าอกตัวเอกพูดว่า นี่คือคนที่นั่งอยู่เดียวดายบนเขาแล้วปล่อยเสือให้ออกมาป้องกันตัวเขา

เล่าปี่เดินทางขึ้นเหนือจากมณฑลเจียงโจว ไปทางแม่น้ำ Dianjiang มายัง Fu เล่าเจี้ยงนำทหารสามหมื่นคนและรถม้าไปรับเล่าปี่ ชุดเกราะและอาวุธของทัพเล่าเจี้ยงนั้นเงางามเป็นประกายเมื่อต้องแสงอาทิตย์

เตียวสงบอกกับหวดเจ้งว่า เขาควรจะแนะนำให้เล่าปี่จับตัวเล่าเจี้ยงทันทีที่พวกเขาพบกัน เล่าปี่ตอบว่า เราไม่ควรลงมือเร็วเกินไปนัก

บังทองแย้งว่า ถ้าท่านฉวยโอกาสจับตัวเล่าเจี้ยงในการพบกัน ท่านก็ไม่ต้องสู้รบกับเขา และสามารถยีดทั้งมณฑลได้อย่างง่ายดาย

เล่าปี่ตอบว่า ข้าเพิ่งมาถึงดินแดนที่ห่างไกล ชื่อเสียงเกียรติยศของข้ายังไม่เป็นที่รู้จักในที่นี้เลย ข้าไม่สามารถทำการเช่นนั้นได้

เล่าเจี้ยงแต่งตั้งเล่าปี่เป็นแม่ทัพใหญ่พร้อมที่ทำการเหมือนขุนพลประจำเมืองหลวง เล่าปี่เสนอให้เล่าเจี้ยงทำตัวเป็นแม่ทัพผู้นำความสงบสุขสู่ตะวันตกพร้อมด้วยตำแหน่งผู้ปกครองมณฑล เอ๊กจิ๋ว ทหารจากสองกองทัพต่างจัดงานเลี้ยงดื่มกินกันเป็นเวลากว่าร้อยวัน

เล่าเจี้ยงเพิ่มกำลังทหารให้เล่าปี่และมอบเสบียงอาหารและอาวุธกองทัพให้แก่เขา แล้วเล่าเจี้ยงก็ส่งเล่าปี่ไปโจมตีเตียวฬ่อและให้คำสั่งคุมกองทัพที่ Boshui เล่าปี่รวมกองทัพได้มากกว่าสามหมื่นคน เขามีชุดเกราะอาวุธและเสบียงครบครัน

เล่าเจี้ยงกลับสู่เฉิงตูส่วนเล่าปี่นำทัพขึ้นเหนือไป Jiameng ก่อนหน้าที่เล่าปี่จะนำทัพไปโจมตีเตียวฬ่อ เขาได้ประพฤติตัวอย่างเมตตาและดีงามเพื่อเอาชนะใจผู้คน




 

Create Date : 03 มีนาคม 2549    
Last Update : 2 กรกฎาคม 2549 19:39:58 น.
Counter : 255 Pageviews.  


kazama
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add kazama's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.