ปลูกกุหลาบหนู วันนี้ตลาดยังดี


ปลูกกุหลาบหนู วันนี้ตลาดยังดี
กุหลาบ ในประเทศไทยเรามีหลากหลายชนิด ตั้งแต่ดอกเล็ก ดอกกลาง ดอกใหญ่ ราคาก็แตกต่างกันไป ความต้องการใช้ก็แตกต่างกันด้วยเช่นกัน เป็นดอกไม้ที่ตลาดไม่เคยตาย ยิ่งปัจจุบันที่มีความตื่นตัวเกี่ยวกับสปา ความต้องการใช้กุหลาบก็มีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว


สำหรับกุหลาบหนูที่จะกล่าวถึงในที่นี้ เป็นกุหลาบที่มีขนาดดอกเล็ก ความต้องการองท้องตลาดในแต่ละวันก็มีไม่น้อย ขายกันเป็นร้อยละ 50 บาท แล้วแต่ช่วง แล้วแต่เวลาระยะที่ดอกไม้ เช่น หนาวมาก ฝนมาก ร้อนมาก ราคาก็ขยับตัว พอผลผลิตมาก เพราะสภาพอากาศดี เช่น ช่วงต้นหนาว ปลายหนาว ต้นฝน ราคาก็ตกต่ำลงไปบ้างเป็นธรรมดา แต่เกษตรกรที่ปลูกกุหลาบหนู ได้ให้ราคาอัตราเฉลี่ยทั้งปีที่ร้อยละ 25 บาท ซึ่งก็ต้องถือว่าเป็นราคาที่ดีทีเดียว

สำหรับกิ่งพันธุ์ กุหลาบหนูอาจจะมีหลากหลายสายพันธุ์ แต่ที่นิยมปลูกกันปัจจุบัน จะเป็น สุพีเรีย เป็นส่วนมาก พันธุ์ที่ให้ดอกดก ดอกปานกลางเป็นขนาดที่ตลาดต้องการ กิ่งพันธุ์ปัจจุบันมีการผลิตขายกัน ต้นละ 3-5 บาท ขึ้นอยู่กับท้องที่และปริมาณมากน้อย กิ่งพันธุ์กุหลาบหนูไม่ค่อยมีปัญหาในการให้ผลผลิต เป็นไม้ดอกชนิดหนึ่งซึ่งมีความแข็งแรง ต้านทานโรคสูง และปลูกได้ทุกพื้นที่

แหล่งปลูกกุหลาบหนูในปัจจุบัน กุหลาบหนูมีการปลูกกันมากในเขตภาคกลาง เช่น นนทบุรี นครปฐม สมุทรสาคร ราชบุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง ชัยนาท ผลผลิตเกือบทั้งหมดส่งเข้าสู่ตลาดดอกปากคลองตลาดแล้วค่อยกระจายต่อไปทั่วประเทศ เกษตรกรผู้ปลูกกุหลาบหนูมักจะเก็บผลผลิตไม่เกิน 2 ปี จากนั้นก็จะเปลี่ยนพืชปลูกเนื่องจากเกิดการระบาดของโรคแมลงเมื่อปลูกพืชอื่นสลับเป็นระยะเวลานานพอสมควรแล้วก็สามารถจะกลับมาปลูกกุกลาบหนูได้อีกครั้งหนึ่ง

การเตรียมแปลงปลูกกุหลาบหนู การปลูกกุหลาบหนูสามารถปลูกได้ทั้งในสภาพไร่และแปลงในสภาพร่องน้ำ ถ้าเป็นแปลงในสภาพไร่ เกษตรกรส่วนใหญ่จะปลูกเป็นแถวเดี่ยว ระหว่างแถวกว้างพอที่จะเก็บดอกได้อย่างสบาย สำหรับแปลงในสภาพร่องน้ำ เช่น ในเขตนนทบุรี นครปฐม สมุทรสาคร เกษตรกรมักยกแปลงเป็นการถาวรซึ่งปลูกพืชได้หลากหลายชนิด บนแปลงเดียวกันนั้นก็จะมีความกว้างของแปลงประมาณ 6 เมตร เกษตรกรก็จะปลูกกุหลาบเป็นแถว 4-5 แถว ระหว่างต้น 80 เซ็นต์ ระหว่างแถว 1.5 เมตร เพื่อความสะดวกในการเดินเก็บดอก

การปรับปรุงดิน ในที่นี้จะขอนำเอาแนวทางเกษตรชีวภาพ มากล่าวไว้เพื่อเป็นการลดต้นทุนรักษาคุณภาพดินให้เหมาะสมต่อการปลูกพืชอย่างยั่งยืนมีความปลอดภัยในการทำงานผลผลิตก็ปลอดภัยต่อการนำไปใช้ กุหลาบหนู มักจะนำไปเป็นส่วนประกอบในการร้อยพวงมาลัย จัดพานพุ่มลอยในอ่างสปาหรือลอยในขันน้ำดื่มมีการดมสูดกลิ่นบางครั้งก็ดื่มน้ำเข้าสู่ร่างกายเพราะฉะนั้น การทำให้ดอกกุหลาบปราศจากสารเคมีก็เป็นสิ่งที่ควรกระทำ แม้ว่าจะไม่ใช่ผลผลิตที่ใช้บริโภคโดยตรงก็ตาม การปรับปรุงดินให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ปรับปรุงหน้าดินให้เพียงพอ เพื่อให้โครงสร้างดินมีความร่วนซุย เสร็จแล้วฉีดพ่นปุ๋ยน้ำชีวภาพ เพื่อเสริมธาตุอาหารประมาณ 5 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ โดยผสมน้ำในอัตราส่วน 1: 100 แล้วฉีดพ่นให้ทั่วหน้าแปลงปลูก


การปลูกกุหลาบหนู ควรปลูกในระยะฤดูฝน โดยระยะกลางฝนก็อาจจะเหมาะสมที่สุดเพราะเมื่อสิ้นฤดูฝนต้นก็จะสมบูรณ์ดีแล้วพอเข้าสู่หน้าหนาวก็จะเริ่มให้ดอกซึ่งจะเป็นระยะที่ดอกแพงและต้นไม้ที่ปลูกใหม่ จะให้ดอกดีแม้ว่าจะอยู่ในระยะหนาวก็ตาม ระยะปลูกที่เหมาะสม 80 เซ็นต์ ระยะระหว่างแถว 1-1.5 เมตรบนพื้นที่ 1ไร่ จะใช้ต้นพันธุ์ 600 -700 ต้น แต่ถ้าเป็นสภาพไร่ไม่ต้องมีร่องน้ำก็อาจจะใช้ต้นเกือบ 2,000 ต้น จึงควรคำนวณปริมาณพื้นที่ปลูกให้ดี ก่อนสั่งซื้อต้นพันธุ์

การวางระบบน้ำ การปลูกในสภาพร่องน้ำอุปกรณ์การให้น้ำมักจะเป็นเรือที่ติดเครื่อง แล้วลากจูงหรือนั่งขับไปตามร่องน้ำสามารถฉีดน้ำเข้าสู่แปลงได้ชุ่มดี ในสภาพไร่ เกษตรกรจะวางระบบน้ำได้ดีกว่า และประหยัดแรงงานได้มากกว่าเป็นระบบหัวสปริงเกอร์ที่ฉีดพ่นน้ำได้ชุ่มทั่วทั้งแปลง ซึ่งเกิดความสะดวกหลายทาง ทั้งการให้น้ำให้ปุ๋ยทางน้ำและให้ยาฮอร์โมนต่างๆ สำหรับค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับระบบน้ำนี้ ตกไร่ละ 8,000-10,000 บาทแต่สามารถใช้ได้หลายปีหรือกรณีรื้อแปลงก็สามารถถอดเก็บอุปกรณ์ไว้ใช้ในคราวต่อไปได้อีก


การให้น้ำกุหลาบหนู กุหลาบเป็นพืชที่ต้องการน้ำมากถ้าเราวางระบบน้ำไว้ดีแล้ว ก็ควรให้น้ำทั้งตอนเช้าและตอนเย็นให้ชุ่มพอประมาณโดยตอนเช้านั้นนอกจากจะเป็นการให้น้ำแล้วยังเป็นการไล่น้ำค้างออกจากต้นและดอกเพื่อป้องกันการเกิดเชื้อราด้วย กรณีที่เราเริ่มเก็บดอกแล้วก็อาจจะเก็บดอกให้เสร็จเสียก่อน โดยส่วนมากจะเริ่มเก็บดอกกันตอนเช้ามืด ประมาณ 9 โมงเช้าก็เสร็จเมื่อดอกเสร็จแล้วก็สามารถให้น้ำได้เลยทันทีแล้วในตอนเย็นถ้าสภาพอากาศร้อนมากก็อาจจะให้น้ำอีกครั้งหนึ่งทั้งนี้ต้องดูสภาพดิน สภาพอากาศโดยรวมร่วมด้วย

การตัดแต่งกุหลาบหนูเพื่อได้ดอกดี เมื่อต้นเริ่มแตกทรงพุ่ม ให้เกษตรกรทำการเด็ดยอดสัก 2-3 ครั้งเพื่อกระตุ้นให้เกิดการแตกกิ่งจะได้ทรงพุ่มที่กว้างมีกิ่งมากเพราะกิ่งที่เยอะก็จะมีส่วนทำให้เกิดตาดอกเยอะทำให้ได้ดอกเยอะด้วยและควรทำการตัดแต่งกิ่งล่าง กิ่งเสีย กิ่งที่ไม่ต้องการออกรวมทั้งกิ่งที่เป็นโรคด้วยการดูแลอย่างใกล้ชิด จะทำให้ต้นกุหลาบเติบโตมาโดยมีโครงสร้างลำต้นที่ดี ทรงพุ่มงาม ซึ่งมีผลต่อการต้านทานโรค การให้ผลผลิต และไม่เป็นที่สะสมของโรคแมลงด้วย

การให้ปุ๋ยกุหลาบหนู ถ้าเราได้ปรับปรุงดิ้นด้วยปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพเอาไว้ดี ก่อนปลูกแล้วก็เว้นระยะเวลาการให้ปุ๋ยทางดินได้นานไม่น้อยกว่า 6 เดือนแต่จะมามุ่งเน้นให้ปุ๋ยชีวภาพน้ำไปตามระบบน้ำกรณีไม่ได้วางระบบน้ำ ก็อาจจะผสมแล้วใช้เครื่องพ่นยาฉีดเหมือนกับการพ่นยาทั่วไป ควรผสมน้ำในอัตราปุ๋ยน้ำ 1 ลิตร ต่อน้ำ 2,000 ลิตร แล้วแบ่งน้ำมาฉีดพ่นเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดแปลงแต่ถ้าผสมเข้มข้นกว่านี้ เช่น ปุ๋ยน้ำชีวภาพ 1 ลิตร น้ำ 100 ลิตร ก็ฉีดพ่นในตอนเย็น เมื่อฉีดพ่นเสร็จแล้วก็ขึ้นน้ำเพื่อทำการรดระลายให้ปุ๋ยที่ฉีดพ่นไว้เจือจางอีกครั้งหนึ่ง แต่ถ้าสามารถละลายปุ๋ยแล้วฉีดพ่นโดยอุปกรณ์ขับเคลื่อนที่มีอยู่ก็สามารถทำได้การให้ปุ๋ยน้ำนี้ 7-15 วันต่อครั้ง แล้วแต่ความสะดวกและความเข้มข้นในการให้ปุ๋ยแต่ละครั้ง



ต้นกุหลาบหนู จะเริ่มเก็บดอกได้ตั้งแต่อายุประมาณ 2 เดือน ภายหลังปลูก โดยยิ่งเก็บดอกก็จะยิ่งมีการแตกกิ่งก้าน ทรงพุ่ม และยิ่งให้ดอกมากขึ้นเรื่อยๆ บนต้นกุหลาบหนูอายุประมาณ 6 เดือน 1 ต้น จะสามารถเก็บดอกในแต่ละวันได้ไม่น้อยกว่า 20 ดอก บางทีต้นเดียวเก็บได้ถึง 50 ดอกก็มี แล้วแต่ช่วงจังหวะเวลาบนพื้นที่ 1 ไร่ ในระยะที่กำลังให้ดอกดีมีสภาพอากาศอันเหมาะสม บำรุงต้นมาดี จะสามารถเก็บดอกได้ 5,000- 10,000 ดอกต่อครั้งโดยบนแปลงเดียวกันนั้นเราจะสามารถเก็บดอกได้ 3 วันต่อครั้ง นั่นคือ เก็บ 1 วัน แล้วเว้น 2 วันนั่นเอง

การตัดแต่งบำรุงต้น แม้ว่ากุหลาบหนูจะให้ดอกตลอดเวลาแต่ก็จะให้ดอกตามการดูแลเป็นระยะ เช่น เราดูแลมาดีแล้วก็จะให้ดอกดีอยู่ประมาณ 1 เดือนแล้วเริ่มซาลง ระยะที่ดอกซาลงนี้เราควรจะทำการตัดแต่ง เอากิ่งแก่ กิ่งเสีย ออกจากต้นไปบ้างแล้วทำการบำรุงดีๆอีกครั้งหนึ่ง ให้ปุ๋ยทางดินเป็นการกระตุ้นเช่นนี้จะต้องทำอย่างสม่ำเสมอ ประมาณ 2 เดือนต่อครั้งหรือถ้าสามารถทำได้ทุกเดือนก็จะเป็นการดี

กุหลาบหนูบนพื้นที่ประมาณ 3-4 ไร่ในระยะที่ดอกดี ราคาดี จะสามารถทำเงินได้วันละ 2-3 พันบาท ซึ่งนับว่าเป็นรายได้ที่ไม่น้อยเลย เมื่อหักค่าใช้จ่ายต่างๆออกแล้วก็ยังมีเหลือจนน่าพอใจ แต่บางระยะเวลา ก็มีการปลูกกันมากจนผลผลิตล้นตลาดส่งผลให้ราคาตกมาก จึงต้องพร้อมเสี่ยงต่อเหตุการณ์เช่นนี้ด้วย

cr.chiangmainews




Create Date : 07 มกราคม 2558
Last Update : 7 มกราคม 2558 11:57:02 น. 0 comments
Counter : 2899 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

สมาชิกหมายเลข 1556306
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]










เครื่องปั่นไฟ เครื่องพ่นยา
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add สมาชิกหมายเลข 1556306's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.