Group Blog
 
All blogs
 

"น้ำเน่าผสมวิตามิน" บทวิพากษ์ละครน้ำเน่า (อีกแล้ว) จาก คฑาหัสต์ บุษปะเกศ

น้ำเน่าผสมวิตามิน

สองสามฉบับก่อนผมคุยกับคุณผู้อ่าน เรื่องการมองเห็น “เงาจันทร์” หรือ ความดีในละครน้ำเน่ากันบ้าง คุณผู้อ่านลองดูแล้วเห็นเหมือนกับผมบ้างมั้ยครับ...

ถ้ายังไม่แจ่ม... ฉบับนี้ผมจะคุยให้แจ่มมากกว่าเดิม จะลองยกตัวอย่างละครน้ำเน่า (ของแท้) สักเรื่องสองเรื่อง เอาเป็นประเภทที่ใครต่อใครในสังคมประณามหนามเหยียดว่าเป็นละครน้ำเน่า ไร้สาระ ไม่มีคุณค่าอะไรในสังคม เอามาวิเคราะห์ให้คุณผู้อ่านเห็น “เงาจันทร์” ความดีของละครพวกนี้กันเป็นฉาก ๆ ดีกว่า

เรื่องแรก...เป็นละครโทรทัศน์ที่เพิ่งจบไปเมื่อสักสามสี่เดือนก่อน ทางช่อง 7 สี
“สะใภ้ซ่าส์...แม่ย่าเฮี้ยน”
ยังจำได้มั้ยครับ ตอนที่กำลังฉายออกอากาศอยู่ หนังสือพิมพ์ต่าง ๆ รุมก่นด่าว่า
เป็นละครผีไร้สาระ มุ่งเน้นแต่ความตลกพร่ำเพรื่อ ไม่ให้อะไรกับสังคม เยาวชนดูแล้วเสียเวลา

มาอ่านบทละครบางฉาก บางตอนกันดีกว่า ที่ว่าตลกไร้สาระ
จริง ! หรือ มั่วนิ่ม !!

ในเรื่อง...คุณนายพรทรัพย์ (แสดงโดยคุณดวงดาว จารุจินดา) ต่อรองกับยมทูตที่จะมาเอาวิญญาณ เธอไม่ยอมตาย ต้องการมีชีวิตอยู่บนโลกต่อไป เพราะรักลูกชายที่ชื่อดลวีร์
(ดนุพร ปุณณกันต์) โดยมีข้อแม้ว่าจะยอมมอบวิญญาณก็ต่อเมื่อมีเงินครบร้อยล้าน

“ไม่…ฉันไม่ไปไหนทั้งนั้น….ฉันยังไปไม่ได้….”
ยมทูตจ้องหน้าคุณนายพรทรัพย์เขม็ง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงกร้าว
“มันเป็นลิขิตจากยมโลก เมื่อถึงคราวไปก็ต้องไป ไม่ใช่เรื่องของความเมตตา
แต่มันคือชะตากรรม ไม่ว่าใครก็ฝืนไม่ได้”
“ไม่…ตัวเราเป็นของเรา ฉันนี่ล่ะจะกำหนดชะตากรรมให้กับตัวเอง”
“เมื่อมีเกิดย่อมมีดับ ความตายเป็นของคู่กับมนุษย์ เมื่อละสังขาร เราก็ต้องละ
จากทุกสิ่งที่เคยมีเคยเป็น เคยไขว่คว้า ความเป็นตัวตนของพวกเจ้าได้จบลงไปตั้งแต่วันที่เจ้าหมดลมหายใจ เวลาของพวกเจ้าหมดลงแล้ว เชื่อข้าเถอะ การจากไปของเจ้าไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด”
“ไม่มีทาง...ยังไงฉันก็ไม่ยอมไปไหนเด็ดขาด ถ้ายังไม่หมดห่วงเรื่องลูก”
“งั้นต้องทำยังไง เจ้าถึงจะหมดห่วงเรื่องลูก”
“เมื่อฉันแน่ใจว่าลูกจะสบาย”
“อะไรคือสบาย”
“สบายก็คือ…การมีเงินใช้มากพอ”
“เท่าไหร่ถึงพอ”
“ก็ซัก…100 ล้าน”

ดูเหมือนยมทูตในเรื่องนี้ ท่านต้องการจะสอนวิญญาณอย่างคุณนายพรทรัพย์ให้
รู้จักสัจธรรมของโลก ยมทูตก็เลยยอมคุณนาย โดยมีข้อแลกเปลี่ยนว่า

“งั้นก็ได้ คนอย่างเจ้าต้องได้รับบทเรียน อย่าลืมนะ...ถ้าเจ้าได้เงินร้อยล้าน
เมื่อไหร่ เจ้าต้องไปกับข้าทันที…”

แล้วละครก็ดำเนินต่อไป ในที่สุดดลวีร์ (ดนุพร ปุณณกันต์) โดนผู้ร้ายยิง อาการปางตายอยู่ในโรงพยาบาล ในเวลาเดียวกับที่คุณนายพรทรัพย์ขายที่ดินได้เงินถึง 100 ล้านบาท

เอาละสิ คราวนี้จะทำไงดีล่ะ ยมทูตจะมาเอาวิญญาณอีกแล้วตามสัญญาเพราะมีเงินครบร้อยล้านแล้วนี่ มาดูกันว่าเมื่อเผชิญหน้ากับยมทูตอีกครั้ง คุณนายพรทรัพย์ว่าไง...

“ไม่ยุติธรรม….ที่ฉันขอต่อรองเรื่องเวลากับท่าน ก็เพราะต้องการสร้างความ
มั่นคงให้ลูกก่อนตาย ไอ้เงินร้อยล้านที่ได้มา ถ้าต้องแลกกับชีวิตลูก มันคุ้มกันที่ไหน ต่อให้มีมากกว่านี้ เป็นพันล้าน หมื่นล้านมันก็ไม่มีค่าอะไร…”
ยมทูตมองหน้าคุณนายพรทรัพย์ แล้วยิ้มมีเลศนัย เอ่ยปากพูดเหมือนกำลังสอนมนุษย์คนนี้
“เห็นแล้วใช่มั้ย...ต่อให้มีเงินมากแค่ไหน มันก็ไม่ได้ทำให้เจ้าหรือคนที่เจ้ารักพ้น
ทุกข์ไปได้เลย เจ้าจะกังวลทำไมว่าจากไปแล้วลูกจะลำบากเพราะขาดเงินทอง ในเมื่อสุดท้ายแล้ว...เงินไม่ใช้ทางออกของชีวิตเลยซักนิด”
“ใครบอก….ไม่ใช่เงินเหรอที่ทำให้ฉันกับลูกลืมตาอ้าปาก พ้นจากความยากลำบากได้มาจนทุกวันนี้”
“นั่นมันเป็นผลจากความเพียร ความอุตสาหะของเจ้าต่างหาก...”

เป็นไง นี่แค่ตัวอย่างนะครับ...ท่ามกลางความน้ำเน่ากับตลกไร้สาระเนี่ย ละครเรื่องนี้ยังมีแก่นที่มีประโยชน์กับคนดูอยู่ไม่น้อย แถมในตอนจบคุณนายพรทรัพย์ที่รู้สัจธรรมของชีวิตยังพูดปิดท้ายให้คนดูได้รู้ซึ้งเกี่ยวกับชีวิตอีกว่า

“ขอบคุณนะคะท่านยมทูตที่ให้โอกาสฉันได้เรียนรู้ ในที่สุดฉันก็รู้ว่า...การไม่ยึดมั่นถือมั่น...คือการหลุดพ้นอย่างแท้จริง”
“ชีวิตนี้สวยงามเสมอ ถ้าเราเข้าใจมัน”

คุณผู้อ่านเริ่มคล้อยตามผมรึยังว่าละครน้ำเน่าไร้สาระในปัจจุบัน มีคุณค่าในตัวของมันเองเสมอ ขึ้นอยู่กับว่าคนดูจะสังเกตหรือไม่เท่านั้น นี่จากตัวอย่างละครตลกที่โดนประณามว่าตลกไร้สาระที่สุดนะครับ...

มาดูกันอีกสักตัวอย่างดีกว่า เอาแบบที่เรียกละครน้ำเน่าเห็น ๆ เลยดีมั้ย
“แก้วตาหวานใจ”
ละครทางช่อง 7 ที่อู ภาณุ สุวรรณโน เล่นคู่กับชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต โดยมีเด็กหญิงตากลมผมดำหน้าตาสุดน่ารักที่ชื่อว่า “มดตะนอย” จำได้มั้ยครับ

บทละครเรื่องนี้ให้แง่คิดในการเลี้ยงลูกอยู่หลายเรื่อง อย่างตอนที่แม่ตัวจริงของมดตะนอยปรากฏตัวออกมา แล้วพูดกับพระเอกของเรา

“กวางจะพยายามเป็นแม่ที่ดีของมดตะนอยให้ได้ค่ะ”
ลุงช้าง (อู ภาณุ) มองหน้าน้องสาวตัวเอง ซึ่งเป็นแม่ของมดตะนอยนิ่ง ๆ สีหน้า
และแววตาเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม
“พี่ช้างไม่เชื่อว่ากวางจะทำได้หรือคะ”
“ไม่ใช่ไม่เชื่อ แต่พี่คิดว่าการเป็นพ่อแม่ที่ดีไม่ควรใช้ความพยายาม น่าจะใช้
ความรู้สึก ที่เค้าเรียกว่าสัญชาติญาณของความเป็นแม่...”

เป็นไง...คมบาดจิตใจมั้ยล่ะครับ
เรื่องราวของละครน้ำเน่าของใครหลายคนที่ผมอยากจะตีแผ่ให้เห็นความดีของละครประเภทนี้ยังไม่จบครับ

อาทิตย์หน้าผมจะมาคุยให้ฟังต่อ เป็นคิวของละครที่จบไปไม่นานนี้
“อุ่นไอรัก”
มีประโยคเด็ด ข้อคิดคม อยู่แทบทุกบท ทุกตอนเลยล่ะ
อีกเจ็ดวันมาไขว่ห้างคุยกันใหม่ครับ....




 

Create Date : 04 พฤศจิกายน 2549    
Last Update : 4 พฤศจิกายน 2549 22:58:02 น.
Counter : 318 Pageviews.  

บทความ "น้ำเน่ามีเงาจันทร์" วิพากษ์ละครโทรทัศน์น้ำเน่า โดย คฑาหัสต์ บุษปะเกศ

ท่านผู้อ่านเป็นคนไทย นิยมดูละครโทรทัศน์ คงจะคุ้นเคยกับประโยคเหล่านี้ที่หลาย ๆ คนชอบพูดกันนะครับว่า

“ทำไมละครไทยถึงมีแต่น้ำเน่า...”
“ละครไทยนี่มันน้ำเน่าสิ้นดี เนื้อเรื่องซ้ำ ๆ ซาก ๆ”
“ละครไทยไม่เห็นมีอะไรมาก นอกจากเรื่องแย่งผัวแย่งเมีย”
“ดูละครโทรทัศน์แล้วปัญญาถดถอย วัน ๆ ไม่ทำอะไรกัน เอาแต่อิจฉาริษยา ตบกัน ตีกัน รักกัน แล้วลงท้ายก็แต่งงานกันทั้งปี ทั้งชาติ”

สังคมไทยโดยเฉพาะในอินเตอร์เนตโลกไซเบอร์ ดูเหมือนว่าถ้าใครด่าละครไทยว่าน้ำเน่าได้เนี่ย จะเป็นผู้มีปัญญาขึ้นมาทันที...

ช่วงสองสามปีหลังเนี่ย ยิ่งแล้วใหญ่ คอลัมภ์นิสต์วิจารณ์บันเทิงของหนังสือพิมพ์หลายฉบับลงโทษ พิพากษาละครไทยเลยด้วยซ้ำว่า
“....เพราะความน้ำเน่านี่แหละ ก่อให้เกิดปัญหาสังคม ทำให้ประเทศด้อยพัฒนา เยาวชนของชาติเดินทางผิดเพราะเอาแต่ดูละครพวกนี้”

โอ้โฮ !! ว่าเข้านั่น ทำเหมือนพวกผมคนทำโทรทัศน์เนี่ย แบกภาระเพื่อชาติไว้เต็มสองแขน สามารถดลบันดาลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในสังคมได้ยังงั้นแหละ
อันนี้มันก็เกินไปนี๊ดหนึ่ง !! ในฐานะที่เป็นคนเขียนละครน้ำเน่าอยู่หลายเรื่อง ขอแก้ข่าวการถูกประณามกัน
อย่างรุนแรงแบบนี้ คนวิจารณ์คงจะลืมไปว่าละครโทรทัศน์ส่วนใหญ่ถูกสร้างเพื่อให้เกิดความบันเทิงภายในบ้าน เพื่อให้คนดูมีความสนุกสนานและคล้อยตามไปกับเรื่อง ผ่อนคลายไปกับเนื้อหา เพราะชีวิตในโลกความจริงมันก็โหดร้ายพอแรงอยู่แล้ว

แล้วอะไรล่ะ...ที่จะสร้างความสนุกสนานให้กับคนดูได้มากไปกว่า เรื่องชีวิตใกล้ตัว เรื่องครอบครัว เรื่องความรัก และความขัดแย้งกันในเรื่องความรัก...

เราต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าสังคมไทยยังมีความเหลื่อมล้ำกันมากระหว่างสังคมเมืองกับสังคมชนบท สื่อบันเทิงที่เข้าถึงคนมากที่สุดอย่างโทรทัศน์จำเป็นต้องตอบสนองต่อความต้องการของคนส่วนใหญ่ของประเทศ...
ซึ่งคนเหล่านี้สนุกกับการชมพระเอกนางเอกรักกัน นางเอกรันทด ต้องไปผจญกรรมกับเหล่าร้าย แต่สุดท้ายแล้วด้วยความดีงามที่มีในจิตใจจึงทำให้เธอประสบความสำเร็จในชีวิต มีความสุขสมหวังตอนท้ายเรื่อง

ที่เขียนแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าจะให้ดูแต่ละครน้ำเน่า (อย่างที่ผู้ทรงคุณวุฒิชอบเรียก) แต่ผมอยากชี้ให้เห็นถึงความดีของละครน้ำเน่าแบบไทย ๆ ดูบ้าง

เรียกว่าชิ้ให้เห็น “เงาจันทร์” ในน้ำเน่าไงครับ...

เงาจันทร์สำคัญและปฏิเสธไม่ได้ ที่ผมอยากชี้ให้เห็นก็คือ ละครน้ำเน่าทุกเรื่องสะท้อนให้คนทำความดีแน่นอน !!

ยังไงเหรอครับ...ก็คุณผู้อ่านเคยเห็นละครน้ำเน่าเรื่องไหนที่ตัวร้ายได้ดีบ้างมั้ย จบท้ายละครน้ำเน่าทุกเรื่องก็จะบอกให้คนดูรู้เสมอว่า....

”ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว”

วิบากกรรมของคนชั่ว ตัวอิจฉา จะต้องรับผลกรรมที่ตัวเองสร้างไว้เสมอ ชั่วมากก็สนองมาก ชั่วน้อยก็สนองน้อย แต่สุดท้ายไม่มีใครเลยที่จะเสวยสุขได้ในความทุกข์ของคนอื่น ส่วนกรรมดีของนางเอกหรือพระเอกที่ปฏิบัติมาตลอดทั้งเรื่อง จะสะท้อนผลทำให้ทั้งคู่พบรัก ได้รับความสุขของชีวิตในที่สุด

ในความคิดของผม คำพูดของตัวละครในละครน้ำเน่าหลาย ๆ เรื่องในปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นสัจจะธรรมในการดำรงชีวิตและการความดีอยู่เสมอ

ขอยกตัวอย่างจากเรื่องใกล้ตัวที่กำลังออกอากาศอยู่ก็ได้

ละครเรื่อง “อุ่นไอรัก” ทางช่อง 7 ด้วง...พระเอกของเรื่อง พูดเรื่องการทำความดี การกลับตัวและให้โอกาส เมื่อถูกจับและได้รับการปล่อยตัวเพราะไม่ผิด

“คนที่เคยทำผิดพลาดครั้งหนึ่ง ต้องเป็นคนเลวไปตลอดชีวิตงั้นเหรอ…”

นายด้วงของเราตอกย้ำเข้าไปอีกว่า...
“ไม่มีใครอยากผิดพลาดไปตลอดชีวิตหรอกนะสารวัตร ขยะอย่างพวกผม ขอแค่โอกาสและความเข้าใจเท่านั้นก็พอ...”

ในละครเรื่อง “เจ้าสาวกลัวฝน” ทางช่อง 3 มีมุมมองเกี่ยวกับความรักและการใช้ชีวิตคู่ระหว่าง รัตนิน (พระเอก) และ ปารวี (นางเอก) แบบถ้าคิดตามจะได้อะไรเยอะเลย...
“แต่งงานกับผมอีกครั้งนะปารวี...”
“ไม่...ฉันยังไม่พร้อม ยังไม่พร้อมที่จะแต่งงานจริง ๆ จัง ๆ ชีวิตฉันไม่เคยเห็นชีวิตแต่งงานที่ประสบความสำเร็จเลย”
“แล้วทำไมคุณไม่ทำให้มันสำเร็จด้วยตัวคุณเองล่ะ...”
“วันนี้คุณบอกรักฉัน แล้วพรุ่งนี้ล่ะ พรุ่งนี้คุณยังจะรักฉันอยู่หรือเปล่า ฉันจะมั่นใจในอนาคตได้ยังไงคะ”
“ผมไม่มีหลักประกันอะไรจะให้คุณ นอกจากสองแขนนี้ที่จะปกป้องดูแลคุณ...ตลอดเวลาที่ผมยังมีลมหายใจ”
“คุณสัญญากับฉันได้ไหม”
“ผมสัญญาว่าวันนี้ของทุก ๆ วัน ผมจะทำอย่างดีที่สุด เพื่อวันพรุ่งนี้ของเรา”

ถ้าเรามองกันเฉพาะประเด็น “ความดี” ละครที่ประกาศว่าสร้างสรรค์สังคมบางเรื่องทำร้ายจิตใจของคนชมมากกว่าละครน้ำเน่าซะอีก เพราะพระเอกหรือนางเอกที่ทำความดีมาทั้งชีวิต พอจะมีความสุขสมหวัง...

อ้าว แต่ต้องตายตอนท้ายเรื่องซะแล้ว !!
ถ้าคิดแบบไม่ต้องใช้สมองมาก เราอาจตีประเด็นได้ว่า...แบบนี้คนดูจะมุ่งมั่นในการทำความดีไปทำไม ในเมื่อทำดีแล้วต้องตาย !!

เหรียญยังมีสองด้าน ละครน้ำเน่าก็มีมุมมองสองด้านเหมือนกัน ขึ้นอยู่กับใครจะมองด้านไหนมากกว่ากัน
สำหรับผมและพรรคพวกที่เขียนบทโทรทัศน์อยู่ด้วยกัน (ในกลุ่ม”ช่างปั้นเรื่อง”) มั่นใจว่าละครโทรทัศน์ไทยที่ใครหลายคนประณามว่า “น้ำเน่า” นี่แหละ สามารถสร้างสรรค์ จรรโลงสังคมไทยให้พัฒนาดีขึ้นได้ หากมีการนำเสนอและเพื่อการตีความอย่างแยบยล

เหมือนหมอไงครับ หมอที่ต้องการให้คนไข้มีสุขภาพดี แข็งแรง ไม่จำเป็นต้องจ่ายยาที่ขมปี๋ คนไข้หน้าเบ้ส่ายหัวไม่เต็มใจกินยา เพราะกินแล้วระคายคอตลอดเวลา

เราขอเป็นหมอที่จ่ายยาดี เคลือบน้ำตาล สีสันสวยงามชวนกิน ล่อหลอกให้คนกินยาเหล่านี้ด้วยความเต็มใจดีกว่า เพราะมันได้ผลในทางรักษากว่ากันเยอะ !

ขอย้ำอีกครั้ง...
“สังคมไทยพัฒนาได้ด้วยละครน้ำเน่า...แน่นอน !!”

คฑาหัสต์ บุษปะเกศ
20 มิถุนายน 2547
เวลา 12.59 น.




 

Create Date : 21 ตุลาคม 2549    
Last Update : 21 ตุลาคม 2549 14:25:28 น.
Counter : 399 Pageviews.  

รักกันไว้เถิด...บทความพิเศษจากคนเขียนบทโทรทัศน์ ช่างปั้นเรื่อง-สับปะรดหรรษา

มีบทความครั้งเคยเขียนในบางกอกรายสัปดาห์มาให้อ่านกันเล่น
ถือเป็นการเปิดศักราชการทำบล็อคครั้งใหม่ของผมเอง... .

รักกันไว้เถิด

รักกันไว้...ดีกว่าเกลียดกัน
วันนี้เรามาคุยกันเรื่องสบาย ๆ หัวใจและโลกเป็นสีชมพูกันดีกว่า ได้อ่านเจอบทความหนึ่งเกี่ยวกับความรักแล้วรู้สึกดี ตระหนักได้ว่าชีวิตของคนเราที่เกิดขึ้นมาชาติหนึ่งนั้น กว่าเราจะรักใคร หรือทำให้ให้สักคนรักเรานั้นมันยากนัก เพราะฉะนั้นเราควรจะถนอมความรักที่เกิดขึ้นมาชีวิตไว้ดีกว่า

เหล่านี้คือข้อคิดเกี่ยวกับความรักที่น่าอ่าน ผมรวบรวมมาได้จากเวปไซค์ที่ชื่อ http://www.nightslife.com ครับ

1. การรักและไม่ได้รับรักตอบ เป็นทุกข์
แต่สิ่งที่ทุกข์ยิ่งกว่า คือ การรักใครสักคน แต่ไม่มีความกล้าพอที่จะบอกให้คนคนนั้นรู้
และต้องมาเสียใจภายหลัง

2.พระเจ้าอาจจะต้องการให้เราพบคนที่ไม่ใช่...ก่อนที่จะมาพบคนที่ใช่...
เพื่อเวลาเราพบคน ๆ นั้นแล้ว เราจะได้รู้สึกซาบซึ้งถึงพรที่ท่านประทานมา

3. ความรักคือความรู้สึกที่คุณยังห่วงใยใครสักคนอยู่
แม้จะแยกความรู้สึกลุ่มหลง และความสัมพันธ์แบบรักใคร่ออกไปแล้ว

4. สิ่งที่น่าเศร้าในชีวิต คือ การพบคนที่มีความหมายอย่างมากสำหรับเรา
แต่มาค้นพบภายหลังว่าเราไม่ได้ถูกกำหนดมาเพื่อสิ่งนั้น และจะต้องปล่อยให้ผ่าน
พ้นไป

5. เมื่อประตูแห่งความสุขปิดลง ประตูแห่งความสุขบานอื่นก็จะเปิดขึ้น
แต่เรามักจะมัวแต่มองประตูที่ปิดลงไปแล้ว เนิ่นนานจนกระทั่งเรามองไม่เห็นประตูที่
เปิดไว้รอ

6.เพื่อนที่ดีที่สุด คือ คนที่คุณสามารถนั่งอยู่ริมระเบียงด้วยกัน โดยไม่พูด
อะไรกันสักคำ
แต่สามารถเดินจากไปด้วยความรู้สึกเหมือนได้คุยกัน อย่างประทับใจที่สุด

7. เป็นความจริงที่เราไม่สามารถรู้เลยว่าเรามีอะไรอยู่ จนกว่าเราจะสูญเสียมันไป แต่มันก็เป็นความจริงอีกเช่นกัน ที่เราไม่รู้ว่าเราพลาดอะไรไปบ้าง จนกระทั่งสิ่งนั้นเข้ามาหาเรา

8. การมอบความรักทั้งหมดให้ใครสักคน ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าเขาจะรัก
เราตอบ อย่าหวังที่จะได้รักตอบ แต่จงรอให้มันงอกงามขึ้นในหัวใจเขา
แต่ถ้ามันไม่ได้เป็นเช่นนั้น ให้พอใจว่าอย่างน้อยมันก็ได้งอกงามขึ้นในใจของเราเอง

9. มีสิ่งที่คุณต้องการจะได้ยิน แต่คุณจะไม่ได้ยินมัน จากปากของคนที่คุณอยากได้ยิน
แต่อย่าทำตัวเป็นคนหูหนวก โดยไม่รับฟังสิ่งนั้นจากคนที่เขาบอกกับคุณจากหัวใจ

10. อย่าบอกลา...ถ้าคุณยังต้องการจะพยายามทำต่อไป อย่าท้อใจ...ถ้าคุณ
ยังรู้สึกว่าคุณไปไหว
อย่าพูดว่าคุณไม่รักคนคนนั้นอีกแล้ว...ถ้าคุณไม่สามารถทำใจ

11. ความรักมักมาเยือน ผู้ที่ยังคงหวัง...ถึงแม้ว่าจะผิดหวัง
และมาเยือน ผู้ที่ยังคงเชื่อ...ถึงแม้ว่าจะถูกทรยศหักหลัง
และจะมาเยือน ผู้ที่ยังคงรัก...ถึงแม้จะเคยเจ็บปวดมาก่อน

12. การที่เราจะประทับใจใครนั้นใช้เวลาแค่เพียงนาที การที่เราจะชอบใคร
ใช้เวลาเพียงแค่ชั่วโมง การที่เราจะรักใครใช้เวลาเพียงชั่ววัน
แต่การที่จะลืมใครนั้น บางครั้งต้องใช้เวลาชั่วชีวิต

13. อย่ามองใครจากหน้าตา เพราะมันอาจหลอกเราได้ อย่ามองใครจาก
ความร่ำรวย เพราะมันไม่จีรังยั่งยืน
ให้มองหาคนที่ทำให้คุณยิ้มได้ เพราะเพียงยิ้มเดียว สามารถทำให้วันที่หม่นหมอง
กลับสดใส ขอให้คุณพบคนที่ทำให้คุณยิ้มได้

14. ฝันถึงสิ่งที่คุณต้องการฝัน ไปในที่ที่คุณต้องการไป เป็นในสิ่งที่คุณต้องการเป็น
เพราะคุณมีเพียงชีวิตเดียว และมีโอกาสเดียวที่จะทำทุกสิ่งที่คุณต้องการ

15. ขอให้คุณมีความสุขมากพอที่จะทำให้คุณเป็นคนอ่อนหวาน ผ่านการ
ทดสอบมากพอที่จะทำให้คุณเข้มแข็ง มีความเศร้าโศกพอที่จะทำให้คุณยังคงความเป็นมนุษย์
และมีความหวังมากพอที่จะทำให้คุณเป็นสุข

16. เอาใจเขามาใส่ใจเรา แต่ถ้าคุณรู้สึกว่าสิ่งนั้นจะทำให้คุณเจ็บปวด
รู้ไว้เถอะว่าคนอื่นก็เจ็บปวดจากสิ่งเดียวกันเช่นกัน

17. คำพูดที่ไม่ได้ยั้งคิดอาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง คำพูดที่โหดร้ายอาจ
ทำลายชีวิต คำพูดที่เหมาะกาละเทศะ อาจลดความเครียด
คำรักอาจเยียวยาและทำให้มีสุข

18. จุดเริ่มของความรัก คือการปล่อยให้คนที่เรารักเป็นตัวของตัวเอง อย่าดึง
เขาจากภาพความเป็นเขา
มิฉะนั้นจะหมายความว่า มันเป็นเพียงภาพสะท้อนของตัวเรา ที่ปรากฎในพวกเขา

19. คนที่มีความสุขที่สุด...ไม่ได้หมายความว่าเขามีสิ่งที่ดีที่สุด
เพียงแต่เขาสามารถทำสิ่งที่เขามี...ให้ดีที่สุดได้ต่างหาก

20. ความสุขรออยู่เบื้องหน้าผู้ที่มีน้ำตา ผู้ที่เจ็บปวด ผู้ที่ค้นหา และผู้ที่พยายามแล้ว
เพราะมีเพียงพวกเขาเท่านั้น ี่รู้จักคุณค่าของผู้คนที่ได้สัมผัสชีวิต

21. อนาคตที่สดใสมีรากฐานอยู่บนอดีตที่แสนเจ็บปวด
คุณจะไม่สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ดี ถ้าหากไม่รู้จักปล่อยวางความผิดพลาด
ในอดีต

22. คุณร้องไห้ตอนคุณเกิด ในขณะที่คนรอบข้างกำลังยิ้ม
จงมีชีวิตอยู่ให้ดี...เพื่อเมื่อตอนคุณตาย คุณจะเป็นคนที่ยิ้ม ในขณะที่คนรอบข้างร้องไห้ให้คุณ

23. ความรักก็เหมือนกับการเสี่ยง คุณอาจจะต้องพบกับความล้มเหลว
แต่ถ้าคุณไม่เสี่ยง คุุณอาจต้องพบกับความล้มเหลวตลอดไป

24. ความรัก มักเหมือนแก้วบาง
ถ้าหากคุณมือหนัก แก้วที่คุณถืออาจแตกร้าวทุกครั้งที่คุณใช้

25. ความรัก...ง่ายที่เราจะหา
แต่ยาก ที่จะรักษาเอาไว้ให้คงอยู่ตลอดไป

วันนี้ขอปิดคอลัมน์ด้วยนิทานขำ ๆ เกี่ยวกับความรัก แบบอ่านไปยิ้มไป...

ในวันครบรอบแต่งงาน 20 ปี ฝ่ายชายนั่งน้ำตาซึมบนโต๊ะอาหาร ภรรยาหันมาถาม
ผู้เป็นสามีว่า
"เป็นอะไรไปคะ"
สามีมองหน้าภรรยาแล้วตอบเสียงเครือ
"เธอจำได้ไหม เมื่อ 20 ปีก่อน ตอนที่พ่อเธอ จับได้ว่าฉันทำเธอท้อง พ่อเธอให้
ทางเลือกฉันสองทาง ทางแรก...แต่งงานกับเธอ ทางที่สอง...จะเอาฉันเข้าคุก20ปี"
ภรรยายิ้มด้วยความตื้นตัน
"แต่คุณก็เลือกจะอยู่กับฉัน"
สามีตอบเสียงเครือว่า
"นั่นสิ... ถ้าผมเลือกติดคุก ตอนนี้ผมคงพ้นโทษแล้วล่ะ"

x x x x x x

ภรรยาเห็นสามีกลับบ้านก่อนเวลาเลิกงาน จึงถามว่า
"มีเรื่องอะไรที่ทำงานเหรอ ทำไมกลับมาเร็วล่ะวันนี้"
สามีตอบด้วยสีหน้าไม่ดี
"วันนี้ ผมทำงานผิดเยอะ หัวหน้าเขาหัวเสียมาก ตำหนิอยู่นาน…แล้วสั่งผมว่าจะไป
ลงนรกที่ไหนก็ไป"
ภรรยาตอบว่า
"โถ...คุณก็เลยหัวเสียกลับบ้านเหรอคะ อย่าโกรธหัวหน้าคุณเลย เขาก็ทำตาม
หน้าที่เขาล่ะค่ะ"
สามีตอบด้วยเสียงเนือย ๆ
"เปล่า ผมไม่ได้หัวเสีย...ผมแค่ทำตามคำสั่งเขาเท่านั้น คุณคิดว่าที่ไหนเป็นนรก
ได้ล่ะ ถ้าไม่ใช่ที่นี่ !!"

------------------------------------------------------------

เป็นบทความทีรวบรวมมาจากกระทู้ และ บทความในอินเตอร์เน็ต ไม่มีการลงชื่อเลยทำได้แค่ให้เครดิตเวปไซค์ที่เอามานะครับ




 

Create Date : 12 ตุลาคม 2549    
Last Update : 13 ตุลาคม 2549 9:33:39 น.
Counter : 476 Pageviews.  


คราม
Location :
นนทบุรี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





คฑาหัสต์ บุษปะเกศ (1)

นักเขียนบทละครโทรทัศน์
พี่ใหญ่ "ช่างปั้นเรื่อง / สับปะรดหรรษา"

ผลงานเขียนบท...>>>
จิตสังหาร เดือนเดือด ดั่งสวรรค์สาป
หัวใจและไกปืน คุณชาย ทิพยดุริยางค์
ใยเสน่หา เจ้าสาวกลัวฝน แก้วลืมคอน

ผลงานกับช่างปั้นเรื่อง...>>>
อุ่นไอรัก พลิกดินสู่ดาว ด้วยแรงแห่งรัก
ใจเดียว ฟ้ากระจ่างดาว ไฟในวายุ
เบญจาคีตาความรัก แม่คุณเอ๊ย ผีขี้เหงา
แก้วตาหวานใจ หมอลำซัมเมอร์ ฯลฯ

ผลงานกับ สับปะรดหรรษา...>>>
ลูกไม้หลากสี หนี้ชีวิต หมอผีไซเบอร์
ดวงใจและสายน้ำ กระดานสีรุ้ง ฯลฯ

Friends' blogs
[Add คราม's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.