Group Blog
 
All blogs
 

หากจะรัก...ก็ช่างมันเถอะ(บท 4/2)




เพลิงหยุดพักม้าเพื่อชี้ชวนให้เด็กสาวดูอาณาจักรดิสกร จากเนินเขาเห็นผืนไร่กว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตา ผู้จัดการไร่อธิบายพร้อมชี้นิ้วประกอบว่าไร่ไหนปลูกอะไรบ้าง ผ่านไปพักใหญ่เขาหันมามองหลานสาวของกอบกาญจน์ ใบหน้าขาวอมชมพูเป็นสีแดงระเรื่อจากไอแดด เป็นภาพแปลกตาสำหรัหนุ่มบ้านไร่อย่างเขา

“คุณมาสวนเกษตรดิสกรทำไม”

เด็กสาวชะงัก ด้วยว่าคาดไม่ถึงกับคำถามไม่มีปี่มีขลุ่ยนั้น “ทำไมล่ะ ฉันจะมาเยี่ยมย่า มันแปลกนักเหรอ”

“ไม่แปลกหรอก ถ้าร้อยวันพันปีคุณเคยมา แต่นี่ตลอดชีวิตคุณไม่เคยเหยียบย่างมาที่นี่ แล้วจู่ๆ พ่อคุณก็ส่งมา”

“เปล่านะ ไม่มีใครส่งมาทั้งนั้น ฉันมาของฉันเองเพราะความคิดถึงย่า คุณอย่ามาจับผิดหน่อยเลย คุณนั่นแหละ...เป็นอะไรกับย่า ถึงได้รับความไว้วางใจให้ขึ้นไปอยู่บนเรือน ทั้งที่ลูกหลานก็ไม่ใช่” เธอย้อนอย่างไม่ยอม

เพลิงเลิกคิ้ว “ไม่ลองถามย่าเธอล่ะ ว่าฉันเป็นอะไรกับท่าน ถึงได้บังอาจไปนอนบนเรือนกับท่าน”

“นี่...อย่ามาเหน็บฉันนะ”

เพลิงเมินจากใบหน้าเยาว์วัย แววตาเย็นชา ไม่ตอบคำของเด็กสาว

“ความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับย่าเป็นความลับนักหรือไง หรือว่าคุณเป็นลูกของปู่อีกคนที่แอบไปไข่ทิ้งไว้ที่ไหน แล้วย่าเกิดรู้เข้า เลยตามไปเก็บมาเลี้ยง”

“นี่...” เพลิงแทบอยากถลาเข้าไปหักคอเด็กสาว แต่พยายามสะกดกลั้นไว้ เขาบดกรามแน่น พูดว่า “อย่าบังอาจพูดถึงท่านทั้งสองในทางเสียหายแบบนั้น”

วูบหนึ่งที่เธอนึกกลัวใบหน้ายามนั้นของเพลิง เพราะเขาดูดุน่ากลัว เธอทำใจดีสู้เสือแหย่ต่อว่า “โอเคคุณไม่ใช่ลูกของอีหนูสักคนของปู่ งั้นคุณก็เป็นเด็กที่ย่าเก็บมาเลี้ยง ใช่ม้า?”

“อยากคิดอะไรก็เชิญ ฉันไม่สนหรอก มาเดาเรื่องของเธอเห็นจะสนุกและใกล้เคียงความจริงกว่า ว่าไหม? ว่าไง... ทำไมถึงเพิ่งมาคิดถึงแม่นายตอนนี้ หรือว่าพ่อเธอส่งเธอมาทวงมรดก ถูกต้องมั้ย?”

สายน้ำสะดุ้งโหยงราวกับถูกมดกัด แก้เกี้ยวด้วยการด่าเป็นภาษาฝรั่งเศสเป็นน้ำไหลไฟแลบ จากนั้นก็ตอบว่า “ฉันเพิ่งว่าง เพิ่งปิดเทอม ก็เลยเพิ่งมาเยี่ยม คุณอย่ามาหาเรื่องหน่อยเลยน่า”

“ทำยังกับเพิ่งปิดเทอมเป็นครั้งแรกในชีวิตนักเรียน”

สายน้ำเม้มริมฝีปาก “ก็ฉันอยู่ฝรั่งเศสมาตั้งแต่ไฮสกูล ไม่ได้กลับบ้านบ่อยๆ นี่ ถึงจะได้มีโอกาสมาเยี่ยมท่าน พ่อแม่ ฉันยังกลับมาเยี่ยมนานทีปีหน”

“เธอนี่ช่างเป็นลูกกตัญญูจริงๆ นะ” น้ำเสียงแดกดัน

“ไม่ต้องมาแดกหรอก ก็ฉันมีกิจกรรมต้องทำตลอดช่วงปิดเทอมนี่นา”

“ถึงเธอไม่บอกเหตุผลแท้จริงตอนนี้ สักวันฉันก็ต้องรู้จนได้” เพลิงพูดไปอีกทางแล้วเดินไปเหวี่ยงตัวขึ้นหลังม้า “ไม่ไปหรือไง...” ย้อนถามเมื่อเห็นอีกฝ่ายยังยืนเฉย ทำหน้าบึ้ง

“ฉันไม่ไปกับนายแล้ว”

“ทำไม?”

คนถูกถามกัดริมฝีปาก

“ไม่หิวหรือไง อย่าบอกนะว่าเธอจะเดินกลับ ระยะทางหลายสิบกิโลฯ อยู่นะ”

“ฉันจะไหว้วานคนงานแถวนี้”

“ชั่วโมงถึงจะเดินมาสักคน” เพลิงตอบหน้าตาเฉย

“ไม่ต้องขู่ฉันหรอก”

“ไม่ได้ขู่ เรื่องจริง ไปเถอะ...ฉันหิวแล้ว” น้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อย

“ก็ได้...นี่เห็นแก่นายว่าหิวนะ”

เจ้าของฉายา หมีป่า หนวดกระตุก จะยิ้มก็ไม่ใช่ จะบึ้งก็ไม่เชิง แต่เมื่อไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด จึงเงียบเสียงนับแต่นั้น ผู้จัดการสวนดิสกรพาเด็กสาวเลียบไปตามริมลำธาร พาไปดูคอกม้าและสัตว์ที่เลี้ยงไว้ใช้ทำการเกษตรและเพื่อการค้า น้ำในลำธารใสกระจ่าง ไหลเอื่อยๆ ตลอดเวลา

“มีปลิงหรือเปล่า” เธอถามขึ้น

“ไม่มีหรอก ลำธาร...น้ำไหลตลอด ไม่ใช่น้ำขัง เพราะฉะนั้นไม่มีปลิง”

“แล้วทำไมเมื่อกี้มีปลิง”

“นั่นเป็นคลองขุด ใช้สำหรับการเกษตร ไม่ใช่ลำธาร น้ำเลยนิ่ง ควายลงไปแช่ ปลิงเลยติดไปกับควาย”

สายน้ำพยักหน้า ม้าควบมาถึงคอกซึ่งม้าหลายตัวกำลังเล็มหญ้าอยู่ในลานที่มีรั้วกั้นรอบ “ว้าว...ม้าตัวใหญ่มาก”

“ฮื่อ” เพลิงเพียงแต่ตอบรับในลำคอ

“มันออกลูกบ้างไหม”

“ออก”

สายน้ำขมวดคิ้ว เมื่อคนทางด้านหลังถามคำตอบคำ แถมตอบแบบมะนาวไม่มีน้ำ เธอจึงปิดปากเงียบแค่นั้น ถัดจากคอกม้า เพลิงพากลับไปบ้านซึ่งต้องผ่านโรงครัว ที่นั่นเธอเห็นคนงานวัยหนุ่มสาวมากมาย บางคนอยู่ในวัยเดียวกับเธอ เมื่อม้าของเพลิงวิ่งเลียบโรงครัว บรรดาคนงานต่างตะโกนเรียกเพลิงหันไปผงกศีรษะทักทายสั้นๆ แล้วควบพยับหมอกผ่านเลยไป จวบจนมาถึงบ้าน เนื้อตัวของเธอชุ่มไปด้วยเหงื่อเมื่อลงมาจากหลังม้าโดยมีเพลิงช่วย

“หิวจัง ย่าไปไหนทำไมบ้านเงียบ” สายน้ำตั้งข้อสังเกตกับบ้านที่เงียบเชียบ

“ไปตลาดกับน้าพริ้ง”

สายน้ำชะงักอย่างนึกขึ้นได้ “งั้นเราต้องกินข้าวด้วยกันเหรอ...”

“เสียใจด้วย คงเป็นแบบนั้น ฉันจะไปล้างมือล้างหน้าที่หลังบ้าน เธออยากใช้ห้องน้ำก็เชิญ” เพลิงพูดพลางจูงม้าไปผูกกับชายคา

สายน้ำนิ่วหน้า แต่ก็ยอมเดินขึ้นบ้านไปจัดการอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ผู้จัดการสวนดิสกรเดินไปทางหลังน้ำ พลันที่สายตาปะทะเข้ากับชุดชั้นในของเด็กสาว เขาก็ชะงักเท้าไปครู่ใหญ่ๆ ด้วยว่าเตือนให้เขานึกถึงเหตุการณ์เมื่อเช้า หนุ่มใหญ่รีบปัดความรู้สึกปั่นป่วน จัดการล้างมือล้างหน้าพร้อมกับฟอกสบู่ ก่อนจะกลับเข้าไปในบ้าน พริ้งเตรียมกับข้าวไว้ในครัวเรียบร้อยแล้ว เพลิงอุ่นกับข้าวในหม้อ ก่อนจะหยิบจานไปตักข้าวจากหม้อหุงข้าวที่ควันขึ้นหอมฉุยเพราะเสียบปลั๊กอุ่นไว้ตลอดเวลา

“นาย... สำลีกับยาล้างแผลอยู่ที่ไหนน่ะ”

เพลิงเหลียวไปมอง สายน้ำเดินเข้ามาในครัวด้วยเสื้อผ้าชุดใหม่ ผมเผ้าเปียกชื้นจากการสระผม ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ แม้ยืนห่าง เขามองต่ำบริเวณที่ปลิงดูดเลือด แต่เห็นเพียงขากางเกงที่ยาวเลยตาตุ่มจนปิดทับแผล “คุณไม่มีชุดที่เข้าท่ากว่านี้เหรอ ไม่รู้หรือว่านี่ประเทศร้อน ไม่ใช่หนาว”

“ก็ฉันไม่มีเสื้อผ้าเข้ากับหน้าร้อนนี่”

“งั้นคุณควรเข้าไปซื้อในเมือง”

“ฉันก็ตั้งใจทำแบบนั้นอยู่แล้ว แต่ย่าไม่ยอมให้ฉันไปตลาดด้วยวันนี้”

เพลิงถอนหายใจแล้วว่า “เลือดหยุดไหลหรือยัง”

“หยุดแล้ว แต่ฉันอยากหาผ้าก๊อซมาปิดทับ กลัวบาดทะยัก”

“งั้นเดี๋ยวฉันไปเอาล่วมยามาให้” เพลิงตอบด้วยสีหน้าราบเรียบ

สีหน้าเย็นชาของเพลิงทำให้สายน้ำเดาความรู้สึกไม่ออก เธอหันกลับมามองหม้อบนเตาซึ่งขณะนี้เดือดปุดๆ “นาย...แกงเดือดแล้ว” เธอตะโกน

“ปิดแก๊สเลย”

เพลิงตะโกนกลับมา เธอเลยตะโกนกลับไป “แต่ฉันปิดไม่เป็น ต้องหมุนซ้ายหรือขวาน่ะ”

“ฉันทำเอง”

คราวนี้เสียงดังขึ้นทางด้านหลัง สายน้ำสะดุ้ง หันขวับไปมอง ในจังหวะเดียวกับที่เขายื่นแขนอ้อมตัวเธอไปปิดแก๊ส เธอสะดุ้งโหยง รีบผละหนี

“จะกินก่อนหรือจะทำแผลก่อน” เพลิงถามขึ้น ไม่สนใจท่าทีผงะของอีกฝ่าย

“คุณไปอาบน้ำก่อนดีมั้ย” เธอกลับเสนอไปอีกทาง

เพลิงเลิกคิ้ว “ฉันล้างมือแล้ว เดี๋ยวกินเสร็จก็ต้องไปทำงานต่อ”

“แปลว่าจะไม่อาบงั้นสิ งี้เหม็น”

เพลิงหนวดกระตุก “จะทำแผลหรือไม่ทำ? พูดมากเดี๋ยวก็ให้ทำเองซะหรอก” พูดเสียงกระด้าง

“ทำสิ นายไม่ใจร้ายหรอก”

“เธอยังไม่รู้จักฉัน”

“ฉันก็ว่างั้น”

“บ่นอะไร... เดินตามฉันไปที่หน้าบ้าน ในครัวมืดฉันมองไม่เห็น”

สายน้ำย่นจมูกใส่คนตัวสูงใหญ่ยังกับยักษ์ปักหลั่นที่เดินนำหน้า เธอเดินขัดๆ ไปทรุดนั่งบนพื้นไม้ขัดมันตรงข้ามเขา แล้วค่อยๆ ถลกขากางเกงเลคกิง

เพลิงทำหน้าเรียบเฉยกับเท้าเล็กบอบบาง ขาวผ่องที่โผล่พ้นขากางเกง เขาหยิบสำลีจากกระปุก ชุบแอลกอฮอล์แล้วเช็ดฆ่าเชื้อ ก่อนจะตามด้วยเบตาดีนและผ้าก๊อซ สายน้ำมองอากัปกิริยาของเพลิงที่ทำทุกอย่างด้วยกิริยาอ่อนโยนขัดกับใบหน้า

“ขอบคุณค่ะ”

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวเธอไปยกกับข้าวมาที่นี่ ฉันเอาล่วมยาไปเก็บแล้วจะกลับมา”

สายน้ำเดินกลับเข้าไปในครัว หยิบชามไปตักแกงบนเตา แต่เธอก็กะปริมาณไม่ถูก สุดท้ายจึงตักเกือบเต็มชามแล้วยกไปวางหน้าบ้าน โดยมีเพลิงตามเข้ามาในครัวอุ่นหม้อแกงที่เหลือ

“กับข้าวในตู้ทำไงคะ”

เพลิงมองเข้าไปในตู้กับข้าวซึ่งมีจานปลาทอดและหมูทอด “อยากกินร้อนๆ เปล่าล่ะ ฉันอุ่นให้”

สายน้ำเปิดตู้ ยกจานกับข้าวไปส่งให้เขา ปากถามว่า “คุณชอบกินอาหารฝรั่งเศสไหม”

“ไม่ ถามทำไม”

“ก็ว่าจะทำให้ชิม ฉันไม่ถนัดอาหารไทยเท่ากับอาหารฝรั่งเศส”

“ไม่ ขอบใจ”

สายน้ำมองร่างสูงใหญ่ซึ่งกำลังตั้งกระทะ “นายชอบทำกับข้าวเหรอ”

“เปล่า”

“อ้าว...แต่ดูท่าทางทะมัดทะแมงมากเลย” ตั้งข้อสังเกตแล้วถอยห่างออกจากเตาแก๊สเมื่อกระทะร้อน เขาเทน้ำมันลงไป มืออีกข้างถือจานปลาทู เตรียมหย่อนลงกระทะ

เพลิงไม่ตอบ จัดการอุ่นกับข้าวเงียบๆ

“นายไม่คิดจะโกนหนวดเคราบ้างเหรอ”

เจ้าของหนวดดกตอบโดยไม่มองหน้า “ไม่ ว่าแต่เธอเถอะ ไปเรียนอะไรที่ฝรั่งเศส”

“เรียนการทำอาหาร”

เพลิงไม่ทันตอบเมื่อขณะนี้เสียงฟ้าร้องครืนๆ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงจั๊กๆ เมื่อฝนตกกระทบหลังคา “เธอตากอะไรอยู่ที่หลังบ้านหรือเปล่า”

“อุ๊ย” สายน้ำอุทานอย่างนึกขึ้นได้ เธอรีบวิ่งออกไปเก็บชุดชั้นในที่หลังบ้าน รู้สึกไม่ชอบฟ้าฝนเมืองไทยที่อยู่ดีๆ นึกจะตกก็ตก เพลิงมองผ่านหน้าต่างๆ ไปยังภาพที่เด็กสาวยืดแขนไปเก็บชุดชั้นในจากลวดที่ขึงไว้หลังบ้าน

“น้ำ เธอทำผ้าหล่น”

สายน้ำก้มมองตามสายตาของเพลิง แล้วพลันแก้มเป็นสีแดงก่ำเมื่อเห็นกางเกงตัวจิ๋วหล่นบนหญ้า เธอรีบก้มเก็บแล้ววิ่งฝ่าสายฝนกลับเข้ามาในบ้าน ตรงดิ่งขึ้นไปเก็บบนห้องนอน ก่อนหยิบผ้าขนหนูผืนเล็กมาเช็ดผมที่เปือกชื้นไปด้วยเม็ดฝน

“ทำไมไม่อาบน้ำ ฝนแรกตก...แล้วเธอก็กระหม่อมบางแบบนั้น เดี๋ยวก็ไม่สบายหรอก” เพลิงทักขึ้นในทันทีที่เด็กสาวกลับลงมาในชุดใหม่

“เดี๋ยวนายจะรอนาน”

“ไม่เป็นไร กับข้าวยังอุ่นไม่เสร็จ เธอไปอาบน้ำสระผมเถอะ”

“ขอบคุณค่ะ งั้นเดี๋ยวฉันมานะคะ”

เพลิงมองตามหลังบอบบางที่เดินออกจากห้องครัว แววตาหนุ่มใหญ่หมายมาดอะไรบางอย่างเมื่อละกลับมาให้ความสนใจกับงานครัวตรงหน้า






 

Create Date : 06 เมษายน 2556    
Last Update : 6 เมษายน 2556 10:22:31 น.
Counter : 964 Pageviews.  

หากจะรัก...ก็ช่างมันเถอะ(บท 4/1)

loaocat
loaocat


สายน้ำไม่แน่ใจว่าคิดถูกหรือคิดผิดที่เลือกจะเจ้ายศเจ้าอย่าง ผิดเวลา...

ตอนแรกเพลิงให้เธอซ้อนหลังเขาบนหลังม้า แต่เพราะอยากเอาชนะเขา เธอจึงตั้งแง่ว่า ขอซ้อนด้านหน้าเท่านั้นเธอถึงจะยอมขี่ม้าตัวเดียวกับเขา เพลิงยอม… และนั่นทำให้เธอรู้สึกหงุดหงิดอยู่ในขณะนี้ เพราะนอกจากแผ่นหลังของเธอต้องแนบไปกับแผงอกกว้างชนิดที่รู้สึกได้ถึงกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ ของเขาตามแรงเขยกของม้าแล้ว มือทั้งสองข้างก็ยังสอดมาอยู่ใต้ซอกแขน ซึ่งแน่นอนว่าต่อให้เธอขยับหนีหรือเกร็งตัวออกห่างอย่างไร ต้นแขนแกร่งก็ยังตามมาเบียดและเสียดสีกับสีข้างของเธออยู่ดี แถมบางคราว...ไม่สิ ทุกคราวที่ม้าเขยกเลยต่างหาก มือที่จับบังเหียนอยู่ เป็นต้องเสียดสีหน้าอกเธอ ไม่ต่างจากต้นขาแกร่ง ที่ตลอดเวลาเสียดสีไปมากับต้นขาของเธอ สายน้ำทำอะไรไม่ถูก หรือพูดให้ถูกกว่านั้นคือ เธอทำอะไรไม่ได้เพราะพื้นที่บนหลังม้าจำกัด นอกจากต้องเกาะต้นแขนเขาแน่นเพื่อยึดเป็นหลัก เพราะแรงกระแทกจากหลังม้า ทำให้เธอแทบทรงตัวไม่อยู่ เกือบจะคะมำตกจากหลังม้าหลายครั้ง

สาวน้อยวัย ๑๗ หน้าแดงก่ำตลอดเวลาที่อยู่บนหลังสีหมอก... เธอไม่รู้ว่าเขาแกล้งหรืออย่างไรถึงได้ขยับวงแขนให้แน่นอีก ยิ่งเธอเกร็งพลางขยับตัวถอยหนี เขาก็ยิ่งตามมาบดเบียดแผ่นหลังราวกับจะแกล้ง หรือว่าเขาต้องการเอาคืนจากเหตุการณ์เมื่อคืนที่เธอแกล้งปล่อยให้เขายืนตากน้ำค้างราวีกับยุงอยู่หน้าบ้าน? สายน้ำนึกพลางขมวดคิ้วมุ่น แล้วภาพเหตุการณ์เมื่อคืนก็ฉายชัดในความทรงจำอีกคราซึ่งทำให้เธอรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั่วสรรพางค์ แล้วทำให้นึกแช่งชักหักกระดูกเขาอีกครั้ง ที่ทำให้เธอเสียรู้

“คุณถอยห่างจากฉันกว่านี้หน่อยได้มั้ย?” น้ำเสียงแข็งกระด้างไม่ต่างจากมะนาวไม่มีน้ำ

“เธอว่าอะไรนะ?” เพลิงแกล้งก้มศีรษะจนปลายจมูกเฉียดแก้มนวลหอมกรุ่น

สายน้ำเกร็งตัวมากขึ้นจนเหลือตัวนิดเดียว...อย่างน้อยก็ในความรู้สึกของตัวเอง เด็กสาวเลือกที่จะปิดปากเงียบ ไม่ตอบคำเขา

“นั่งแข็งทื่ออย่างนั้น ระวังเมื่อยนะ”

“คุณก็ขยับออกไปอีกหน่อยสิ”

“เธอว่าอะไรนะ ฉันไม่ได้ยิน”

เธอนิ่วหน้าเมื่อเขาลดศีรษะลงมาถามข้างหู พลางตะโกนแข่งกับแรงลม สายน้ำขมวดคิ้วมุ่นหนักขึ้น พูดเสียงเข้มว่า “เรื่องของฉันน่า”

“เธอว่าอะไร ฉันไม่ได้ยิน”

สายน้ำใจกระตุกวูบเมื่อคราวนี้เขาไม่ได้แค่ก้มลงมากระซิบข้างหู หากแต่แกล้งเฉียดข้างแก้มเธอด้วยแก้มของเขา เด็กสาวขนลุกซู่ ร้ายยิ่งกว่านั้นเธอสัมผัสได้ถึงลมหายใจหอมกรุ่นของคนที่กำลังก้มศีรษะลงมา แล้วเนื้อตัวของเธอก็พานร้อนวูบวาบอย่างที่ไม่อาจสะกดห้ามได้...

เพลิงมองตรงไปยังทางเบื้องหน้า ระดับความสูงของศีรษะเด็กสาวอยู่แค่ปลายคางเขา จึงไม่เป็นอุปสรรคต่อการมองเส้นทาง และร้ายยิ่งกว่านั้น เขาสามารถจับรายละเอียดได้หมดว่าบัดนี้เด็กสาวกำลังเนื้อตัวขนลุกชัน เขาสามารถรู้สึกได้จากต้นแขนที่กำลังเบียดเสียดสีกัน ด้วยว่าเธอพับแขนเสื้อครึ่งแขน เนื่องจากอากาศร้อน

เสียงตะโกนของสายน้ำดังขึ้น ทำลายภวังค์ของคนที่อยู่ด้านหลัง “ฉันบอกว่าช่วยถอยออกไปไง”

“ถอยห่าง เดี๋ยวเธอก็ตกลงไปนอนเอ้งเม้งหรอก ความจริงเธอควรจะขยับมาเบียดฉันให้มากขึ้นด้วยซ้ำ” เพลิงโต้

สายน้ำหน้าแดงก่ำ “ไม่ล่ะ เดี๋ยวก็ถึงบ้านแล้ว”

“ใครบอก ฉันจะพาเธอไปเที่ยวไร่ต่างหาก แม่นายให้ฉันมารับเธอพาเที่ยวไปชมไร่ ไม่สังเกตเหรอนี่ไม่ใช่ทางกลับบ้าน”

“อะไรนะ? ก็ไหนนายว่าจะไปส่งฉันที่บ้านเพื่อทำแผล” สายน้ำหันขวับมาทวงสัญญาโดยพลัน เสี้ยววินาทีเธอก็นึกรู้ทันทีว่าตัวเองคิดผิดที่เหลียวขวับมาด้วยทำให้ใบหน้าเธอปะทะเข้ากับแผงอกกว้างอย่างจัง จนรู้สึกได้ถึงแน่นเนื้อเป็นมัด เด็กสาวหน้าแดงก่ำ รีบหันกลับไปมองทางโดยเร็ว มือกำต้นแขนแมนแน่นขึ้น ความรู้สึกบอกเธอว่าเพลิงเพิ่มจังหวะควบม้าเร็วขึ้น

นั่นสิ...เธอก็นึกเอะใจแล้วว่าทำไมขากลับ ทางถึงได้ไกลกว่าตอนเดินมามากนัก ตอนแรกเธอก็หลงนึกว่าเขาจะหาทางอ้อมกลับบ้าน ด้วยเส้นทางม้าวิ่งกับเส้นทางที่เธอเดินลัดเลาะมาอาจจะเป็นคนละเส้นทางกัน

เพลิงตอบหน้าตาเฉยว่า “ฉันเปลี่ยนใจแล้ว จะพาไปทำแผลที่ปาง” เขาแกล้งโกหกเด็กสาว ความจริงตั้งใจแค่พาอ้อมไปดูไร่แล้วพาย้อนกลับไปทานข้าวและทำแผลที่บ้าน เพลิงไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมทำแบบนั้น

“ฉันควรจะรีบล้างแผลไม่ใช่หรือ”

“จุ๊ๆ แผลแค่นี้ไกลหัวใจน่า อีกอย่างปางก็อยู่ไม่ไกลจากนี้นัก ควบม้าแป๊บเดียวก็ถึงแล้ว มองวิวข้างทางบ้างเถอะ เธอกำลังพลาดธรรมชาติป่าเขาที่สดชื่น แถมด้วยอากาศบริสุทธิ์นะ”

คนถูกกล่อมนิ่วหน้ามากขึ้น “แต่ฉันอยากกลับบ้านมากกว่า ฉันยังไม่ได้กินข้าว”

“เธอนี่งอแงจะกินข้าวยังกะเด็ก ๗ ขวบ เดี๋ยวค่อยกลับมากิน หรือถ้าทนหิวไม่ไหว ในไร่ก็มีโรงครัว เดี๋ยวเราแวะกินก่อนก็ได้”

“ไม่นะ ฉันอยากทำแผลก่อน อีกอย่างฉันไม่ใช่เด็กๆ ๖-๗ ขวบที่ต้องร้องโยเยจะกินข้าว”

“ถ้าอยากทำแผลก่อน งั้นเลยไปทำแผลที่ปาง จากนั้นค่อยกลับมากินข้าวที่โรงครัว แล้วค่อยไปดูไร่”

“อะไรคือโรงครัว”

“ที่ที่คนงานกินข้าวร่วมกัน”

เด็กสาวชาวกรุงโวยวายทันที “ไม่นะ...ฉันไม่กินข้าวที่นั่นเด็ดขาด ฉันไม่ถนัดกินร่วมกับคนอื่น”

“งั้นเธอจะเอาไง” ก้มหน้าถาม น้ำเสียงชวนหาเรื่อง

“กลับไปกินข้าวที่บ้านย่า”

“ฉันไม่ขี่สีหมอกย้อนกลับไปเด็ดขาด ทางไม่ใช่ใกล้ๆ” เขาแกล้งพูด ความจริงหากหันหัวสีหมอกกลับในตอนนี้ ยังทัน

“ฉันก็จะไม่กินข้าวกับคนงานเด็ดขาด”

“ตกลง งั้นไปหาอะไรกินกันที่ปางฉัน”

สายน้ำย่นหัวคิ้วหนักขึ้น “งั้นดูไร่แล้วค่อยกลับไปกินข้าวที่บ้านก็ได้”




ธรรมชาติสองข้างทางที่ม้าวิ่งเหยาะๆ ผ่านไปนั้น เป็นทุ่งหญ้าก่อนจะเข้าสู่สวนไม้ยืนต้น เพลิงบอกเด็กสาวว่าเป็นสวนยางที่มีการทำเส้นทางไว้ให้คนงานขี่ม้าใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ไกลออกไปเธอเห็นต้นไม้ที่มีผลไม้ออกลูกดกจนตกเรี่ยราดอยู่โคนต้น เพลิงบอกว่าเป็นเงาะสลับกับส้ม ซึ่งเป็นผลไม้เศรษฐกิจที่สามารถสร้างรายได้เสริมจากการกรีดยางได้

“ปัจจุบัน เกษตรกรไม่ได้ปลูกพืชเชิงเดี่ยว แต่พยายามคิดหาวิธีทำสวนเกษตรผสมผสานแบบอย่างยั่งยืน หรือที่เรียกว่าเกษตรผสมผสานตามแนวทฤษฎีใหม่ ‘เศรษฐกิจพอเพียง’ ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ ความพยายามทำการเกษตรที่ไม่ฝืนธรรมชาติ แต่เลียนแบบธรรมชาติให้มากที่สุด ภายในสวนเกษตร จึงมีทั้งพืชที่ใช้กิน ขาย หรือนำไปใช้งานได้ มีแหล่งเก็บน้ำ มีสัตว์เลี้ยงเพื่อคอยกำจัดวัชพืช ทั้งยังได้เนื้อเป็นอาหารและสามารถนำมูลสัตว์มทำเป็นปุ๋ยได้อีกด้วย” เพลิงอธิบาย

“อะไรคือพืชเชิงเดี่ยว” เธอหันไปตะโกนถาม แข่งกับสายลมที่ปะทะผิวหน้า

เพลิงตอบโดยไม่ลดสายตามามอง ตายังคงจ้องทางเล็กๆ เบื้องหน้า “พืชเชิงเดี่ยว คือ การปลูกพืชชนิดเดียวกันเต็มพื้นที่ เช่น ปลูกข้าวอย่างเดียว ยางพาราอย่างเดียว”

“แล้วปลูกพืชหลายชนิด ไม่แย่งอาหารกันเหรอ”

“ต้องปลูกพืชต่างวงศ์ <1>กัน จะได้ต้องการอาหารและแร่ธาตุไม่ตรงกัน หรือไม่บางทีเกษตรกรก็จะปลูกดอกไม้แซมกันไปเพื่อช่วยป้องกันแมลง อย่างดอกทานตะวันหรือมะเรือง ก็ช่วยป้องกันได้ เกษตรกรที่ดีต้องศึกษาข้อมูลว่าต้นไม้อะไรที่ช่วยเกื้อหนุนพืชผักที่ตัวเองปลูก ก็หามาปลูกไว้ อย่างแคฝรั่ง ก็ช่วยได้ เป็นทั้งต้นไม้ใหญ่ ให้แร่ธาตุแก่ดิน และยังช่วยบำรุงผักด้วย ในไร่ข้าวโพดของเกษตรกรในต่างประเทศ อย่างชาวอินเดียนแดง เขาถึงนิยมปลูกต้นไม้ใหญ่ เพราะทำให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น ๒ เท่า เพราะฉะนั้นต้นไม้ใหญ่จึงเป็นสิ่งจำเป็น พวกไม้ตระกูลอะคาเซีย อย่างกระถินณรงค์ ก็เหมือนกัน ให้ปุ๋ยแก่ดินมาก เพราะจะไม่ทิ้งใบในฤดูแล้ง จะเขียวอยู่เสมอ ซึ่งจะช่วยให้ร่มเงา แต่ถ้าเวลาฝนตกหรือเมฆมากซึ่งเมฆจะบังแสงแดด ต้นก็จะทิ้งใบหมดเพื่อให้โคนมีโอกาสได้รับแสง เราจึงเห็นใบหล่นเป็นรูปวงรี ดังนั้นมันจึงช่วยให้ปุ๋ยแก่ดินได้มากทีเดียว”

สายน้ำอดไม่ได้ที่จะหันไปมองเขาอย่างทึ่งจัด ด้วยเขาไม่ได้มีความรู้แค่พฤกษศาสตร์เท่านั้น แต่ยังรู้กว้างขวางทางด้านเกษตรด้วย เป็นครั้งแรกที่เด็กสาวรู้สึกนิยมชมชอบในตัวชายหนุ่ม

“งั้นแสดงว่าในไร่นี้ มีดอกไม้และต้นไม้ใหญ่ที่ให้ดอกสวยงามมากมายสิ”

เพลิงลดสายตามองต่ำอย่างอดไม่ได้ รู้สึกประหลาดใจกับคำถามของเด็กสาว “ก็มีอยู่สมควร แต่เราไม่ได้ปลูกเพื่อความสวยงาม ฉะนั้นจะไม่มีเป็นทุ่งดอกไม้หรือแปลงดอกไม้หรอก มีอยู่แค่ประปรายและกระจัดกระจาย เพราะแซมตามพืชผัก”

“ฉันชอบดอกไม้ อยากไปถ่ายรูปกับดอกไม้” สายน้ำพูดไปอีกทาง ราวกับไม่ได้ยินคำตอบของเขา

เพลิงฟังแล้วก็ถอนหายใจ แววตาจุดขำขันระคนอ่อนโยนโดยไม่รู้ตัว... เด็กหนอเด็ก ให้อย่างไรผู้หญิงทุกคนก็มีความเป็นเด็กอยู่ในตัว

“ถ้ามีเวลาฉันจะพาไปละกัน” ที่สุดเพลิงก็ใจอ่อนจนได้

ผู้จัดการหนุ่มลัดเลาะไปตามไหล่เข่าซึ่งไม่ชันนัก เส้นทางเต็มไปด้วยป่า จนเธอได้กลิ่นดินและไม้ใบตามข้างทาง เพลิงบอกว่าไม่ไกลจากที่นี่ มีแอ่งสำหรับเลี้ยงปลา กุ้ง หอย และทำนา เธอประหลาดใจที่สวนเกษตรของกอบกาญจน์มีนาข้าวด้วย ทว่าฝ่ายนั้นบอกว่านอกจากมีนาข้าวแล้ว ยังมีนาข้าวเหนียว ไร่อ้อย และมันสำปะหลังด้วย

เธอถามเพลิงว่าทำไมในสวนเกษตรถึงมีแอ่งน้ำมากมาย เพราะนับแต่เพลิงควบม้าผ่าน เธอก็เห็นแอ่งน้ำไม่ต่ำกว่า ๒-๓ แอ่งแล้ว เขาบอกว่าเพราะเป็นการทำเกษตรผสมผสานตามทฤษฎีแนวใหม่ จึงต้องมีแอ่งน้ำในสัดส่วนที่เหมาะสม เธอถามว่าอะไรคือ เกษตรผสมผสานตามทฤษฎีแนวใหม่ เขาบอกว่า เป็นการทำเกษตรผสมผสานตามทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง

“อะไรคือ เกษตรผสมผสานตามทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง” สายน้ำถามต่อ ไม่รู้เลยว่าในสายตาของอีกฝ่าย เธอกลายเป็นเด็กจำไมไปแล้ว

“เกษตรผสมผสานตามทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง หรือ เกษตรทฤษฎีใหม่ คือ การทำการเกษตรที่พึ่งพาตนเอง โดยหลักการ คือ การทำไร่นาสวนผสมและการเกษตรผสมผสาน มีการปลูกพืชผักสวนครัว การทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกและใช้วัสดุเหลือใช้มาผลิตเป็นปุ๋ย เพื่อบำรุงดินและลดค่าใช้จ่ายในคราวเดียวกัน อย่างการเพาะเห็ดฟางจากวัสดุเหลือใช้ในไร่นา การปลูกไม้ผลหลังบ้าน และนำไม้มาใช้สอยในครัวเรือน การปลูกพืชสมุนไพรเพื่อสุขภาพ การเลี้ยงปลาในร่อง สวน ในนาข้าวและแหล่งน้ำ เพื่อเป็นอาหารและรายได้เสริม การเลี้ยงไก่พื้นเมืองและไก่ไข่ ประมาณ ๑๐-๑๕ ตัวต่อครัวเรือน เพื่อเป็นอาหารในครัวเรือน โดยใช้เศษอาหาร รำ และปลายข้าวจากผลผลิตการทำนา ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากการปลูกพืชไร่ และการทำก๊าซชีวภาพจากมูลสัตว์ที่เลี้ยงไว้ รวมทั้งการประกอบอาชีพเสริม เช่น การจักสาน ถัก ทอ แปรรูปอาหารที่เหลือกิน ทั้งหมดเป็นหลักการของเกษตรผสมผสาน ซึ่งทั้งหมดนำมาสู่บทสรุปที่ว่า กิจกรรมทุกอย่างจะพึ่งพากันและกัน เช่น การเลี้ยงปลาในนาข้าว ผลผลิตจากข้าวเป็นอาหารปลา ในขณะที่ปลาจะกินแมลงศัตรูข้าว และมูลปลาเป็นปุ๋ยต้นข้าว หรือการปลูกผักกับการเลี้ยงไก่ ไก่กินเศษพืชผัก มูลไก่เป็นปุ๋ยสำหรับผัก หรือการใช้ทรัพยากรในไร่นา มูลสัตว์ทำเป็นปุ๋ยคอก เศษหญ้าใบไม้ทำปุ๋ยหมัก เศษพืชผักเป็นอาหารปลา ฟางข้าวใช้เพาะเห็ด”

“ว้าว...นายนี่เหมาะจะไปวิทยากรจริงๆ เลคเชอร์เก่งมาก”

“ปฏิบัติก็เก่งด้วยนะ ไม่ใช่แค่ทฤษฎี”

“ยี้ ขี้คุย”

เพลิงเงยหน้าหัวเราะ เป็นผลให้สายน้ำเบิ่งตาโต มองภาพเบื้องหน้าอย่างคาดไม่ถึง เธอรีบหันหลังกลับพร้อมด้วยจังหวะการเต้นของหัวใจที่ไม่เป็นปกตินัก...

--


<1> วงศ์ : การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์ หรือ การจำแนกชั้นทางชีววิทยา หมายถึงการจัดกลุ่มและหมวดหมู่สปีชีส์ของสิ่งมีชีวิต วงศ์ (อังกฤษ:Family) เป็นลำดับขั้นสูงที่เล็กที่สุด ส่วน สกุล (อังกฤษ:Genus) เป็นลำดับขั้นต่ำที่รองลงมาจากวงศ์ สิ่งมีชีวิตแต่ละวงศ์ ประกอบด้วยสมาชิกหนึ่งสกุลหรือมากกว่า (genera) สิ่งมีชีวิตหลายชนิดที่อยู่ในสกุลเดียวกัน มักมีโครงสร้างทางกายภาพที่เหมือนกัน 2-3 ลักษณะ

loaocatloaocat




 

Create Date : 22 มกราคม 2555    
Last Update : 3 เมษายน 2556 9:00:09 น.
Counter : 776 Pageviews.  

หากจะรัก...ก็ช่างมันเถอะ(บท 3/2)

lozocatlozocat

สายน้ำเดินมาหยุดยืนในบริเวณหลังบ้านอย่างตื่นตาตื่นใจ ด้วยสิ่งที่อยู่ถัดจากทุ่งหญ้าเขียวขจีเบื้องหน้า ซึ่งเธอเคยเห็นในชนบทฝรั่งเศสที่ชาวเกษตรปลูกไว้สำหรับเลี้ยงสัตว์นั้น คือ แปลงผักนับสิบเรียงเป็นแนว แต่สายน้ำไม่รู้ว่าผักอะไรบ้าง เพราะไกลเกินกว่าจะเห็น เธอรีบตากชุดชั้นในแล้วหันมาตะโกนบอกกอบกาญจน์ว่า

“ย่าคะ เดี๋ยวน้ำมานะคะ ขอไปดูแปลงผักหลังบ้านหน่อย”

กอบกาญจน์ชะโงกมาจากหน้าต่าง ถามว่า “ไม่กินข้าวเช้าก่อนหรือ”

“ไม่ค่ะ น้ำยังไม่หิว เดี๋ยวน้ำมาค่ะ”

“ไม่เอาหมวกไปด้วยหรือ เดี๋ยวสายๆ แดดจะจัดนะลูก”

“ไม่เป็นไรค่ะย่า น้ำไปเดี๋ยวเดียวก็กลับค่ะ” เธอยังคงตะโกนตอบ

“งั้นก็ตามใจลูก เดินดีๆ ล่ะลูก ตกท้องร่องจะแย่”

“สบายมากค่ะ” สายน้ำตอบแล้วเดินไปบนทุ่งหญ้าเขียวขจีด้วยอารมณ์เบิกบาน จุดหมายปลายทางของเธอคือ แปลงเกษตรที่เห็นไกลลิบๆ เธอไม่เคยรู้เลยว่าในชนบทของประเทศไทย จะยังคงมีความเขียวขจีไม่ต่างจากชนบทของเมืองนอก

เมื่อเดินไปถึงแปลงเกษตร เด็กสาวจึงเห็นว่าเหนือแปลงเหล่านั้น มีไม้ไผ่ซี่เล็กๆ ปักไขว้เป็นรูปกระโจมตลอดแนว ในเวลานั้นสายน้ำไม่รู้ว่ามันคือ “ค้าง” ผักที่เห็นเบื้องหน้าเธอรู้จักแค่บวบ และถั่วฝักยาว นอกเหนือจากนั้นก็ไม่รู้จักอีก ถัดจากแปลงผักซึ่งเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่ มีเด็กหญิงและเด็กชายสามสี่คนกำลังนั่งยองๆ หาอะไรบางอย่างอยู่เหนือตลิ่ง

“ทำอะไรกันอยู่เอ่ย” สายน้ำเข้าไปทักทายอย่างมีอัธยาศัยที่ดี

“กำลังหาไส้เดือนครับ” เด็กชายที่ถือจอบค้าง ตอบด้วยภาษากลางสำเนียงเหนือ เขาปล่อยให้เพื่อนคุ้ยดินด้วยกิ่งไม้เล็กๆ ก่อนจะหยิบหยิบไส้เดือนขึ้นมาใส่กระป๋อง

“เอาไปทำอะไรน่ะ” สายน้ำถามอย่างนึกสนุก ก่อนนั่งยองๆ ดูกลุ่มเด็กๆ ทำกิจกรรมที่แปลกตานั้น เธอทิ้งระยะห่างมาไกลพอสมควร ด้วยยังรู้สึกหวาดๆ กึ่งขยะแขยงสัตว์เลื้อยคลานตัวยาวๆ ดำมะเหลื่อมๆ นั้น

“ตกปลาครับ พี่เป็นสาวกรุงที่เพิ่งมาถึงเมื่อวานใช่ไหมครับ”

“ใช่จ๊ะ รู้ด้วยหรือ”

“ข่าวพี่ดังออกครับ มีแต่คนพูดว่าพี่ปะทะกับอาเพลิง คิดว่าเป็นหมีป่า เลยตะโกนเรียกให้คนช่วยลั่นป่า” เด็กชายคนเดิมตอบ ก่อนยิ้มกว้างที่ส่งไปถึงดวงตา แลดูเป็นมิตร

“โห ข่าวลือแพร่ไปไกลจริงๆ พวกหนูคงเป็นลูกของคนงานในไร่นี้ใช่ไหม” สายน้ำพยายามเปลี่ยนเรื่องให้พ้นตัว แต่ไม่สำเร็จเมื่อเด็กหญิงอีกคนช่วยเสริมว่า

“ใช่ค่ะ พวกหนูอยู่ในไร่นี่แหละค่ะ มีข่าวว่านายเพลิงหน้าแตกยับด้วยค่ะ เพราะถูกพี่สาวชาวกรุงข่วน”

พี่สาวชาวกรุง ยิ้มเจื่อนๆ ก่อนว่า “ข่าวแพร่สะพัดไปไกลดีเนอะ ว่าแต่เราเล่นกันน่าสนุก ขอให้พี่เล่นด้วยคนได้มั้ย”

“ได้ค่ะ แต่พี่กล้าจับไส้เดือนเกี่ยวเบ็ดไหมคะ” แม่หนูน้อยถามต่อ

สายน้ำส่ายหน้าโดยพลัน “พี่ไม่กล้าจับหรอก กลัวมันเจ็บ แล้วก็น่าขยะแขยงด้วย”

แม่หนูน้อยซึ่งหน้าตามอมแมม เอียงคอมอง พลางว่า “ถ้าพี่ชาวกรุงไม่กล้า คงเป็นนักตกปลาที่ดีไม่ได้”

สาวชาวกรุงฟังแล้วหัวเราะ “ใครบอกว่าพี่จะเป็นนักตกปลาล่ะ พี่จะเป็นครูสอนหนังสือต่างหาก ใครสนใจจะเรียนหนังสือกับพี่บ้าง” ถามพลางกวาดตามองรอบวง

ทุกคนยกมือพลางบอกว่า แล้วคนที่ตัวใหญ่สุดพูดว่า “แต่พี่ชาวกรุงจะสอนที่ไหนครับ ที่ไร่แห่งนี้ไม่มีโรงเรียน”

“ที่ไหนก็สอนได้ทั้งนั้นแหละจ๊ะ ขอแต่มีอาคารบังแดดบังฝน”

“งั้นคงต้องให้นายเพลิงสร้างอาคารให้ใหม่ เพราะแถวนี้ไม่มีเลยครับ”

สายน้ำชะงัก รู้สึกประหลาดใจอีกครา ที่ชื่อของเพลิงดูจะหลุดจากปากของทั้งผู้ใหญ่และลูกเล็กเด็กแดงอย่างง่ายดาย เธอตอบว่า “งั้นค่อยบอกเขาละกัน เรามาว่าเรื่องของเราต่อดีกว่า ไหนตกปลาทำยังไงคะ”

แล้วจากนั้นสาวนักเรียนนอกก็สนุกสนานกับการเรียนรู้วิธีตกปลาจนลืมเลือนเวลาไปเสียสิ้น...



ภาพที่สายน้ำกำลังนั่งตกปลาริมตลิ่งกับลูกหลานของคนงาน ทำให้คนที่กำลังยืนมองส่ายหน้า

คนที่แม่นายกำลังห่วงนักห่วงหนาว่าอาจจะเหงา กำลังเล่นเป็นเด็กๆ อย่างไม่รู้สึกหิวข้าวหิวปลา... เพลิงซึ่งถูกกอบกาญจน์ใช้ให้มาตามไปกินข้าว มองภาพตรงหน้าพลางส่ายหน้าไปมาอย่างอ่อนใจ ชายหนุ่มมองภาพตรงหน้าต่ออีกระยะแล้วทำท่าจะหันหลังกลับ แล้วจังหวะที่ที่เด็กสาวยกเท้าข้างหนึ่งเหนือน้ำริมตลิ่งในจังหวะที่แสดงอาการดีใจว่าลูกคนงานตกปลาได้ ก็ทำให้เพลิงชะงัก

“น้ำ” เพลิงตัดสินใจเรียกขึ้น ด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจ

สายน้ำหันหลังกลับมามอง เกิดอาการเซเมื่อทรงตัวไม่ได้ เธอร้องเสียงหลง ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่เพลงรีบถลาเข้าไปยื้อแขนเด็กสาวช่วยพยุง

“เป็นไงบ้าง คราวหน้าคราวหลังระวังหน่อยสิ”

“ก็คุณทำให้ฉันตกใจ”

“ขอโทษที ไม่ได้ตั้งใจเพราะเห็นปลิงเกาะเท้าเธอน่ะเลยรีบเรียก”

“อะไรคือปลิง”

“ก็เจ้าตัวสีดำๆ ยืดๆ หดๆ ที่ดูดเลือดคนไง ตอนนี้มันเกาะอยู่ที่เท้าเธอ”

สายน้ำกรี๊ดยาว เธอรีบวิ่งขึ้นมาจากตลิ่ง พลันที่ก้มเห็นตัวรีๆ สีดำกำลังเกาะอยู่ที่ตาตุ่ม ก็กระโดดเหย็งพลางร้องบอกซ้ำๆ กลับไปกลับมาว่า “ช่วยเอามันออกไปที” ท่ามกลางเสียงหัวเราะขำของพวกเด็กๆ

เพลิงเดินขึ้นจากตลิ่ง พลางว่า “ดึงออกมาไม่ได้หรอก แผลจะฉีกขาดทำให้เลือดไหลไม่หยุด”

“งั้นจะทำยังไง” สายน้ำถาม ใบหน้าซีดขาว

“ต้องทำให้มันหลุดเอง” ผู้จัดการหนุ่มตอบแล้วหันไปทางเด็กๆ “ใครสักคนช่วยวิ่งไปขอเกลือกับกะละมังจากแม่นายหน่อย”

“เอาแค่ไหนคะนาย” แม่หนูน้อยคนเดิมถามขึ้น

“สักสามช้อนโต๊ะก็พอ”

แม่หนูน้อยวิ่งจู๊ดไปนแล้ว เพลิงจึงละสายตากลับมามอง ‘แม่ตัวยุ่ง’ ซึ่งบัดนี้ยังคงกระโดดเหย็งๆ พร้อมแหงนหน้าสูงอย่างไม่กล้ามองปลิง เจ้าของฉายา หมีป่า ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ก่อนว่า

“ทนอีกหน่อย เดี๋ยวก็หลุดแล้วปกติถ้ามียาเส้น ก็ไม่ต้องวิ่งไปเอาเกลือที่บ้าน”

สายน้ำดูเหมือนไม่ได้ยินคำปลอบโยนนั้น เธอกล่าวว่า “มันกัดตอนไหน ไม่รู้สึกตัวเลย มันน่าขยะแขยงมาก ตัวดำๆ ยี้”

“เธอไม่รู้สึกหรอกเพราะตอนมันกัด จะปล่อยสารที่มีฤทธิ์คล้ายยาชาทำให้ไม่รู้สึกเจ็บ แล้วยังจะปล่อยสารที่ต้านการแข็งตัวของเลือดด้วย”

“ยี้” สายน้ำทำหน้าขยะแขยงอีกเท่าตัว “ช่วยเอามันออกไปเร็วๆ เถอะ”

“ไม่ได้หรอก อย่างที่บอกถ้าดึงออกแผลจะฉีกขาด ทำให้เลือดไหลไม่หยุด”

“นะนายหมีป่า ฉะฉันไม่ไหวแล้ว” สายน้ำพูดแล้วก็ตัวโอนเอน ก่อนจะหมดสติตามมา ดีที่เพลิงกระโจนเข้าไปรับร่างของเด็กสาวไว้ได้ทัน

“อะไร ตัวก็โตแต่ใจเสาะยังกับปลาซิว” เพลิงเปรยแล้วช้อนใต้ข้อพับเข่าของเด็กสาว พาอุ้มไปที่ใต้พุ่มไม้ โดยมีเด็กๆ เดินตามไม่ห่าง ราวกับลูกเป็ดเดินตามแม่เป็ด เขาวางเด็กสาวนอนบนหน้าขาข้างหนึ่ง ก่อนจะหยิบหมวกบนศีรษะมากระพือลมให้เด็กสาว ไม่นานต่อมาแม่หนูน้อยก็วิ่งกลับมาพร้อมถุงเกลือและกะละมัง เพลิงบอกให้เด็กชายคนหนึ่งเอากะละมังไปรับน้ำจากแอ่ง

“พี่ชาวกรุงเป็นอะไรคะ” แม่หนูน้อยถามขึ้น

“เป็นลมเพราะกลัวปลิง”

แม่หนูน้อยตาโต “หนูก็กลัว แต่หนูไม่เป็นลม”

เพลิงยิ้มอย่างอดไม่ได้ “หนูเก่ง แต่พี่ชาวกรุงของหนูไม่เก่ง”

แม่หนูน้อยเอียงคอราวกับผู้ใหญ่ ก่อนว่า “หนูว่าพี่ชาวกรุงเก่งค่ะ เธอจะมาเป็นครูสอนหนังสือให้พวกหนู”

นัยน์ตาของผู้จัดการหนุ่มสว่างวาบ ก่อนกล่าวช้าๆ อย่างใช้ความคิดว่า “พี่ชาวกรุงบอกอย่างนั้นเหรอ” ถามแล้วละสายตากลับมามองใบหน้าสวยแอร่มที่บัดนี้แก้มนวลเป็นสีชมพูระเรื่อจากไอแดด แววตาคมกริบปรากฏรอยครุ่นคิดเมื่อพยายามใคร่ครวญว่าเด็กสาวมาหากอบกาญจน์ด้วยวัตถุประสงค์อะไร เขาพยายามขบคิดเรื่องนี้ แต่ก็ไม่ได้คำตอบ

เด็กชายเดินประคองกะละมังมาส่งให้เพลิง เขาเทน้ำทิ้งไปเกือบครึ่งแล้วเทเกลือไปหมดทั้งถุง ก่อนจะจับเท้าของสายน้ำจุ่มลงไปในกะละมัง ครู่หนึ่งต่อมาปลิงก็ค่อยๆ หดตัวก่อนจะหลุดจากตาตุ่มของเด็กสาว

“มันหลุดไปหรือยัง” เด็กสาวชาวกรุงถามขึ้นเป็นประโยคแรก พลางยันตัวลุกนั่งในทันทีที่ได้สติ

“หลุดแล้ว แต่เธอต้องกลับไปล้างแผลฆ่าเชื้อที่บ้าน”

สายน้ำอุบอิบขอบคุณเขาโดยที่ไม่ยอมสบตาด้วย ดูเหมือนตั้งแต่เกิดเหตุการณ์เมื่อคืน เธอก็ไม่กล้ามองเขาเต็มตาอีกเลย เพลิงขยับลุก ทำราวกับไม่เห็นปฏิกิริยาผิดปกตินั้น

“เลือดยังไหลไม่หยุด” สายน้ำพึมพำกับตัวเอง พลางเช็ดเลือดด้วยฝ่ามือวุ่นวาย

“ก็บอกแล้วต้องกลับไปทำแผลที่บ้าน สารที่ปลิงปล่อยออกมามันทำให้เลือดไม่แข็งตัว” เพลิงบอกพลางลดตัวลงคุกเข่า ก่อนจะใช้ผ้าเช็ดหน้าของตัวเองเช็ดเลือดที่ตาตุ่มให้เด็กสาว

กิริยานั้นทำให้สายน้ำชะงัก เธอมองตามอย่างคาดไม่ถึง นับตั้งแต่เขาใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดเลือด จวบจนพันรอบข้อเท้า และผุดลุกยืนแล้ว เธอก็ยังคงมองตาม

เพลิงลดสายตาเพื่อสบตาเด็กสาว แต่อีกฝ่ายรีบเมินหลบด้วยการเสมองไปทางอื่น เขาขมวดคิ้วมุ่น

สายน้ำอุบอิบตอบว่า “ขอบคุณค่ะ แต่วันหลังคุณไม่ต้องทำอย่างนี้หรอก คุณทำให้ผ้าเช็ดหน้าเปื้อนเลือด นำกลับมาใช้อีกไม่ได้แล้ว”

“คุณจะปล่อยให้ปลิงดูดทุกวันเลยหรือไง”

“อะไรนะ?” สายน้ำหันมาตวัดตาค้อนเขา แววตาแฝงรอยคำถาม

เพลิงจ้องหน้าเด็กสาว พลางตอบว่า “ฉันหมายความว่าถ้าเธอไม่ปล่อยให้ปลิงดูดอีก ก็ไม่ต้องห่วง รับรองไม่มีผ้าเช็ดหน้าเปื้อนเลือดอีกแน่”

สายน้ำมองเขาอย่างไม่เข้าใจ แต่เมื่อไม่มีคำตอบที่ขยายความมากกว่านั้น เธอจึงตอบประชดว่า “ขอบคุณ”

เพลิงคลี่ยิ้มมุมปาก แต่บางเกินกว่าอีกฝ่ายจะเห็น เขาหยิบหมวกขึ้นมาสวม ก่อนว่า “ไปกันเถอะ เดี๋ยวฉันจะไปส่งเธอที่บ้าน ขอบใจหนูๆ ทั้งหลาย” ประโยคหลังเขาหันไปกล่าวกับเด็กๆ ที่ล้อมรอบอยู่

สายน้ำรีบกล่าวขอบใจเด็กๆ ตามเขา ก่อนจะหันมาท้วงคนตัวโต “คุณจะไปส่งฉันยังไง” ถามพลางเหลียวมองรอบตัว แต่เธอไม่เห็นรถสักคัน

“ก็นั่นไง เจ้าสีหมอก” เพลิงตอบพลางชี้ไปทางม้าหนุ่มที่ยืนเล็มหญ้าอยู่กลางทุ่ง

“อะไรนะ ฉันไม่ขี่มันไปเด็ดขาด ฉันขี่ไม่เป็นและยังไม่อยากถูกสลัดตกหลังม้าด้วย” สายน้ำโวยวาย

“ใครบอกว่าจะให้เธอขี่กัน ฉันจะให้เธอซ้อนหลังฉัน”

เด็กสาวชาวกรุงมองคนพูดตาค้าง เธอหลุดเสียงอุทาน หากแทบไม่พ้นลำคอ...อะไรนะ นายจะบ้าแล้วเหรอนายหมีป่า?



lozocatlozocat




 

Create Date : 05 มกราคม 2555    
Last Update : 5 มกราคม 2555 0:03:45 น.
Counter : 445 Pageviews.  

หากจะรัก...ก็ช่างมันเถอะ(บท 3/1)




กอบกาญจน์แสดงความประหลาดใจเปิดเผย เมื่อเหลือบตาขึ้นจากแฟ้มบัญชีรายรับรายจ่าย แล้วเห็นเพลิงเดินลงมาจากชั้นบนในชุดกางเกงนอนขายาวตัวเดียวโดยมีผ้าขนหนูผืนเล็กพาดคอ เผยแผงอกขาวเปลือยตัดกับผิวสีแทนคล้ำแดดที่อยู่นอกชายเสื้อ เป็นสัญญาณว่าเขาเพิ่งตื่นลงมาอาบน้ำ ด้วยห้องน้ำอยู่ลึกเข้าไปในห้องครัว เวลาจะไป ต้องเดินผ่านห้องรับแขกบริเวณที่นางนั่งอยู่

“ผมเพิ่งตื่นน่ะครับ” เพลิงตอบ พลางยกมือลูบท้ายทอยแก้เขิน เมื่อคืนกว่าจะข่มตาหลับลงได้ เล่นเอาเกือบรุ่งสาง ด้วยใจเอาแต่เฝ้าครุ่นคิดถึงเหตุการณ์เมื่อคืนที่ผ่านมา จึงมีผลให้เช้านี้ กว่าจะตื่นได้ ฟ้าก็สว่างโร่ไปเรียบร้อยแล้ว

ใช่...เหตุการณ์ที่ปะทะกับสายน้ำเมื่อคืน มีผลให้เขาตาค้างไปจดรุ่งสาง...

“นั่นสิ ปกติเพลิงไม่เคยตื่นสายนี่นะ ไม่สบายหรือเปล่า” กอบกาญจน์ถามอย่างห่วงใย ความจริงเวลาสิบนาฬิกา อาจไม่เรียกว่าสายสำหรับคนอื่น แต่สำหรับเพลิงซึ่งตื่นก่อนไก่โห่เป็นประจำ เมื่อมาตื่นผิดจากเวลานั้นนิดหน่อย จึงดูเหมือนว่าสาย

เพลิงตอบอุบอิบ โดยไม่กล้าสบตาคนที่ตัวเองนับถือเสมือนญาติผู้ใหญ่ “เปล่าหรอกครับ เดี๋ยวผมขอตัวเข้าห้องน้ำก่อนนะครับ”

“เดะ...” กอบกาญจน์อ้าปากจะบอก แต่ไม่ทัน เมื่อแค่ทำท่าจะพูด ฝ่ายนั้นก็เดินลับมุมห้องไปแล้ว และไม่นานต่อมาก็เกิดเหตุการณ์อย่างที่นางคาดจริงๆ กอบกาญจน์ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจเมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องของสายน้ำอย่างตกใจดังลั่น

สายน้ำคงตกใจที่ออกมาเจอเพลิงหน้าห้องน้ำโดยบังเอิญ...



สิ่งที่กอบกาญจน์คิดใกล้เคียงกับความเป็นจริง...

สายน้ำเบรกตัวเองไม่ทัน เมื่อพุ่งตัวออกมาจากห้องน้ำแล้วจู่ๆ ก็เจอร่างสูงใหญ่เดินเลี้ยวเข้ามาในครัวพอดี กว่าจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร เธอก็ถลาเข้าไปชนแผงอกกว้างโครมใหญ่เรียบร้อยแล้ว โดยมีมือหนาเอื้อมมาช่วยพยุงแขนเพื่อกันไม่ให้ล้มได้ทัน เด็กสาวอุทานอย่างตกใจพลางยกมือคลำหน้าผากป้อยๆ ในจังหวะเดียวกับที่ลืมตาดูว่าเธอชนเข้ากับอะไร พลันที่เห็นแผงอกเปลือยในระดับสายตาซึ่งปราศจากอาภรณ์ปิดกาย เด็กสาวก็หวีดร้องเสียงหลง พลางผงะถอยห่างออกมา มือบางสองข้างยกขึ้นปิดตา แต่เธอไม่รู้ว่าเป็นผลให้ผ้าขนหนูผืนเล็กที่พาดคอลวกๆ ร่วงพื้นโดยพลัน

“อีตาบ้า อุจาดเสียจริง” ปากร้องพร่ำต่อว่าเขา

เพลิงจ้องร่างขาวอมชมพูที่สวมผ้าถุง มีหมวกอาบน้ำลายการ์ตูนคลุมเหนือศีรษะเรียบร้อย เขามองภาพนั้นด้วยแววตาตื่นแกมตะลึง ด้วยสองครั้งแรกที่เจอเด็กสาว เขายังไม่เคยเห็นสภาพจะแจ้งเหมือนอย่างเช้าวันนี้ ครั้งแรกที่เจอเมื่อเย็นวาน... ใบหน้าของเธอเปื้อนฝุ่นราวกับแมวคลุกฝุ่น ครั้งที่สองเมื่อคืน...แสงจันทร์สลัวเกินกว่าจะเห็นชัด

มาเช้านี้เขาจึงเพิ่งได้เห็นความไร้เดียงสาและความอ่อนเยาว์ของคนตรงหน้าจะแจ้ง ซึ่งเพลิงต้องยอมรับว่า เขาเห็นผู้หญิงทั้งสาวและไม่สาว ทั้งไทยและต่างชาติมามากจากการไปศึกษาเล่าเรียนในเมืองนอกเมืองนา แต่ทว่ายังไม่เคยเห็นใครที่สามารถสอดผสานระหว่างความเยาว์วัยไร้เดียงสา ความสะสวยและมีเสน่ห์น่ารักอย่างเป็นธรรมชาติในคนคนเดียวกันได้อย่างกลมกลืนเหมือนเช่นสายน้ำ

วงหน้าเรียวรูปไข่ล้อมรอบด้วยหมอกอาบน้ำที่เก็บผมได้มิดชิดนั้น ประกอบด้วยเครื่องหน้ากระจุ๋มกระจิ๋ม ไล่ตั้งแต่หน้าผากกลมมน ตาคมสีนิลซึ่งบัดนี้กำลังเบิ่งโตด้วยความตกใจ รับกับปลายจมูกเล็กแต่โด่งและเรียวปากจิ้มลิ้มสีแดงระเรื่ออย่างเป็นธรรมชาติ ส่วนที่โดดเด่นที่สุดของคนตรงหน้า เห็นจะเป็นดวงตาโตกลมใสดุจตากวางที่ฉายชัดความรู้สึกอย่างเปิดเผย...ความรู้สึกที่ใสซื่อไร้เดียงสาราวกับแววตาเด็กทารก

สวรรค์ช่วย...เพิ่งตระหนักเป็นครั้งแรกว่าเขาเจอกับสาวน้อยที่ทั้งสวยน่ารัก มากด้วยเสน่ห์และอ่อนเยาว์ไร้เดียงสาในคนคนเดียวกันเข้าให้แล้ว ใช่...รูปลักษณ์ของคนตรงหน้า เห็นแล้วทำให้นึกถึง นางฟ้า แวบแรกโดยพลัน แล้วใจของหนุ่มชาวไร่ก็แวบไปนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนอีกครา ซึ่งเขาเกือบเผลอใจไปแล้วถ้าไม่ได้ยินเสียงเห่าของเสือ

แล้วใจของเพลิงก็กระตุกวูบ แทบหล่นไปอยู่ตาตุ่ม เมื่อสายตาเหลือบต่ำไปเห็นปมผ้าถุงที่ขมวดไว้เหนือทรวงข้างหนึ่งเลื่อนต่ำลงครึ่งเต้าอย่างคนที่นุ่งไม่เป็น เผยให้เห็นเนินอกอวบอิ่มทั้งสองข้างที่ขาวยองใยอมชมพู

พระเจ้าช่วย...เขาจะบ้าตาย นางฟ้าตกสวรรค์คนนี้ซ่อนรูป เห็นตัวเล็กเท่ากะเปี๊ยกอย่างนี้เถอะ แต่กลับมีหน้าอกหน้าใจเกินตัว สวรรค์ช่วย...เจ้าหล่อนกวนตบะได้ดีแท้ เพลิงใจเต้นแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขาเสรีบก้มหยิบผ้าขนหนูที่หล่นพื้นมาหย่อนแหมะบนไหล่เล็กๆ ที่สายตาเจ้ากรรมดันเหลือบไปเห็นอีกว่าไหล่บอบบางซึ่งขาวนวลเนียนยังกับผิวน้ำนมนั้น มีไผแดงเม็ดเล็กๆ เท่าปลายปากกาอยู่เหนือทรวง เพลิงรีบสาวเท้าเข้าห้องน้ำอย่างรวดเร็ว ราวกับมีอะไรไล่หวดตามหลัง

หนุ่มชาวไร่บอกตัวเองว่า เขาต้องการน้ำเย็นจัด เพื่อช่วยดับอะไรก็แล้วแต่ที่นอนก้นไปเกือบ ๑๐ ปีแล้ว หากบัดนี้มันกลับฟุ้งขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ด้วยต้นเหตุแห่งเด็กที่เพิ่งย่างเข้าสู่วัยสาวมาได้ไม่กี่ขวบปี...สวรรค์ช่วย

ผู้จัดการสวนเกษตรรีบล็อกประตู หากพลันที่สบู่กลิ่นที่ไม่คุ้นหอมตลบอบอวลเข้าจมูก เพลิงก็แทบอยากกลั้นใจตายเดี๋ยวนั้น เขานึกรู้ได้ทันทีว่าต้นเหตุมาจากใคร และนั่นมันทำให้จิตนาการของเขาเพริศแพร้วไปไกลยิ่งขึ้นเมื่อเขารู้สึกราวกับว่าสายน้ำยังคงอยู่ในห้องน้ำ ยืนอยู่ใกล้ๆ เขา เพลิงรีบสะบัดศีรษะไล่ความฟุ้งซ่าน เขาหมุนตัวกลับ สายตาพลันปะทะเข้ากับบราเซียและกางเกงในตัวจิ๋วลายลูกไม้น่ารักเข้าชุดกัน ที่เด็กสาวพาดไว้ลวกๆ เหนือราว น้ำหยดติ๋งๆ พร้อมกับกลิ่นสบู่หอมกรุ่นโชยมาแตะจมูกเมื่อเขาขยับเข้าใกล้ บ่งบอกว่าเจ้าหล่อนคงเพิ่งซักทำความสะอาดเสร็จหมาดๆ แล้วคงลืมนำไปตากข้างนอก

เพลิงร้อนรนกดเปิดล็อกและผลักประตูออกไปโดยเร็ว เขารีบเรียกเด็กสาว “น้ำ”

เจ้าของชื่อที่กำลังสาวเท้าจะลับมุมห้องชะงักกึก เธอหยุดยืนกับที่โดยไม่เหลียวหลังกลับ ใจยังคงเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ กับการเผชิญหน้าเขาโดยไม่คาดคิด สองมือจับชายผ้าขนหนูที่พาดรอบไหล่แน่น เธอเพิ่งรู้ว่าทำผ้าขนหนูหล่นบนพื้นก็ตอนที่เพลิงหยิบมาวางแหมะบนบ่า และนั่นทำให้เธออดรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั่วกายด้วยความอับอายไม่ได้ เมื่อคิดว่าเขาคงเห็นไปถึงไหนๆ

“เธอลืมอะไรไว้ในห้องน้ำหรือเปล่า”

สายน้ำเบิ่งตาโต พลันที่นึกขึ้นได้ก็หน้าแดงก่ำจดลำคอ เธอเดินกลับเข้าไปในห้องน้ำ ก่อนจะกระตุกบราเซียและกางเกงในมาซ่อนในซอกแขนอย่างรวดเร็ว เธอเดินผ่านเขาโดยไม่แม้แต่จะชายตามอง

เพลิงเมินหน้าจากภาพนั้น หากน่าแปลกหางตากลับรับรู้ทุกอิริยาบถ และนั่นทำให้ใจเขาสั่นไหวรุนแรงโดยที่หาสาเหตุไม่ได้…


กอบกาญจน์มองร่างสูงใหญ่ของเพลิงที่กำลังเดินลงบันไดมาในชุดเสื้อเชิ้ตกางเกงยีน คาดเข็มขัดซองปืนบรรจุปืนพก ในมือข้างหนึ่งถือหมวกจักสานปีกกว้าง เจ้าของสวนเกษตรดิสกรกำลังคิดว่า นับวันชายหนุ่มจะหล่อเหลาและสง่างามขึ้นทุกวัน อาจเป็นด้วยร่างสูงใหญ่ที่ปราศจากส่วนเกิน ซึ่งเป็นผลจากการต้องขี่ม้าทำงานไร่ทุกวัน ทำให้ร่างกายฟิตและเฟิร์มอยู่เสมอ จึงเสริมให้ทุกอิริยาบถของเขาชวนมอง

“ไม่กินข้าวก่อนหรือ” กอบกาญจน์ทักขึ้นเมื่อชายหนุ่มเดินผ่านหน้าไปยังประตู

“ไม่ครับ ผมแวะไปกินที่โรงอาหารเลยดีกว่า เพราะเช้านี้สายมากแล้ว” เพลิงหมายถึงการเข้าไปทำความสะอาดคอกม้า ให้อาหารและแปรงขนม้า ซึ่งเป็นกิจวัตรที่เขาต้องทำทุกเช้าก่อนเข้าไร่ ชายหนุ่มตอบแล้วหยิบรองเท้าบูทที่อยู่ในชั้นวางมาสวม

“เดี๋ยวลูก” กอบกาญจน์เดินมาเรียกเขาที่ประตู ก่อนที่ฝ่ายนั้นจะเดินจากไป

“มีอะไรครับ” เพลิงเหลียวมาถาม พลางขยับหมวกบนศีรษะให้ตรง

“พาน้องไปเที่ยวในไร่ด้วยสิ ป้ากลัวว่าน้ำอุดอู้อยู่แต่ในบ้าน จะเบื่อเอา” กอบกาญจน์แทนสรรพนามว่า ป้า อย่างสนิทปาก นางเคยขอให้เพลิงเรียกนางว่า ป้า หลายครั้ง แต่เขาไม่เคยให้ความร่วมมือสักครั้ง โดยยืนยันว่าจะเรียกตามคนงาน นั่นคือ แม่นาย เพลิงไม่เคยถืออภิสิทธิ์เหนือคนอื่น ทั้งที่กอบกาญจน์รักเขาเหมือนลูกหลานแท้ๆ

เพลิงหันกลับเข้าไปมองในบ้านโดยไม่ตั้งใจ ภายหลังอาบน้ำเสร็จ เขาก็รีบขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วกลับลงมา เพื่อจะเข้าไปในฟาร์มและในไร่ทันที

นั่นสิ...เขาลืมเด็กคนนั้นไปเสียสนิท มัวแต่บอกตัวเองว่าต้องออกจากบ้านให้เร็วที่สุด เลยไม่ทันสังเกตว่าตอนนี้เธออยู่ส่วนไหนของบ้านแล้ว เพลิงหันกลับมาถามกอบกาญจน์ว่า

“แล้วตอนนี้เธอยู่ไหนครับ”

“ยังไม่ลงมาเลย คงยังแต่งตัวไม่เสร็จ แต่ยังไงเพลิงก็น่าจะรอน้อง พาน้องเข้าไปเที่ยวในไร่ด้วย”

“ผมยังไม่ได้ทำความสะอาดคอกม้าเลยครับวันนี้ ขืนรอ ม้าคงหิวแย่”

“ก็ ว. ไปบอกให้ใครสักคนทำแทนไม่ได้หรือ”

“ยังมีงานอื่นๆ ที่ค่อนข้างจุกจิกอีก ผมกลัวว่าปล่อยให้คนอื่นทำจะไม่ถูกใจ”

“แต่ป้าไม่อยากให้น้องนั่งจับเจ่าอยู่แต่ในบ้าน ถ้าวันนี้ป้าไม่ต้องเข้าไปทำธุระในเมือง ก็คงพาน้ำเข้าไปเที่ยวในไร่แล้ว”

เพลิงรู้สึกอึดอัดใจ ในใจอยากแย้งว่า ทำไมไม่พาหลานสาวคนสวยเข้าเมืองไปด้วย แต่นั่นแหละไม่ใช่วิสัยของเขาที่จะอกตัญญูผู้มีพระคุณ ชายหนุ่มจึงตอบว่า “เอางี้ดีไหมครับ เดี๋ยวพอสายๆ ผมจัดการเรื่องคอกม้าเสร็จแล้ว จะมารับเธอพาเข้าไปในไร่ แม่นายบอกให้เธอเตรียมตัวไว้ก็แล้วกัน”

กอบกาญจน์พยักหน้าอย่างพอใจ

“ถ้าแม่นายไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัวครับ”

“ไปเถอะ”

เพลิงเอ่ยลาอีกคำรบ แล้วจึงเหวี่ยงเท้าขึ้นหลังม้า ก่อนจะควบหายไปทางฟาร์มอย่างรวดเร็ว กอบกาญจน์มองตามหลังจนลับสายตาแล้วจึงเดินกลับเข้าบ้าน พักใหญ่จึงเห็นสายน้ำเดินลงมาในชุดเสื้อแขนยาวกางเกงแนบเนื้อสีดำเข้าชุดกัน ดูน่ารักสดใสเข้ากับวัย แต่กลับไม่เข้ากับอากาศเมืองร้อนอย่างประเทศไทยเลย

“ไม่ร้อนแย่หรือลูก”

คนถูกถาม ก้มมองเสื้อหนาวและกางเกงเลคกิง ก่อนตอบด้วยรอยยิ้มปูเลี่ยนว่า “นี่เป็นชุดที่ดีที่สุดแล้วที่น้ำมีสำหรับใส่หน้าร้อน เพราะอยู่ที่นั่นปกติหนาวตลอด”

“งั้นพรุ่งนี้ไปหาซื้อในตลาดในเมืองกันดีไหม ย่าจะพาไป”

“ทำไมไม่เป็นวันนี้ละคะ” สายน้ำเข้ามาเกาะแขนอย่างประจบออดอ้อน

“ไม่ได้หรอก วันนี้ป้าต้องเข้าไปทำธุระในเมือง”

“ดีเลยคะ งั้นน้ำขอตามไปด้วย ย่าบอกให้คนขับไปหย่อนน้ำไว้ที่ตลาดก็ได้ ย่าเสร็จธุระแล้วค่อยมารับ”

“ไม่ได้หรอก ย่าจะทิ้งเราไว้ในตลาดคนเดียวได้ไง ขืนหลงล่ะแย่”

“ถ้าหลง น้ำก็โทร.หา แต่น้ำเชื่อว่าไม่หลงแน่”

“ยังไงก็ไม่ได้หรอก เดี๋ยวย่าทำลูกเขาหาย”

เด็กสาวทำหน้ากึ่งยิ้มกึ่งบึ้ง “น้ำโตแล้วนะคะไม่ใช่เด็ก ๗ ขวบสักหน่อย เดินทางมาค่อนโลกและทำอะไรด้วยตัวเองมาหลายปีแล้ว ฉะนั้นกับแค่เรื่องเดินช็อปปิงในต่างจังหวัด ถ้ายังหลง ก็ไม่ต้องเรียกว่าหลานย่าแล้ว”

“ยังไงก็ไม่ได้ น้ำจะว่าย่าเรื่องมากก็ได้ แต่ย่าจะไม่ยอมปล่อยน้ำไปไหนมาไหนในจังหวัดนี้คนเดียวเด็ดขาด”

สายน้ำอึ้งเมื่อเริ่มสำเหนียกได้ถึงความห่วงใยแท้จริงของคนเป็นย่า “มีอะไรหรือเปล่าคะ ที่นี่อันตรายหรือคะ?”

“เปล่าหรอก ไม่มีอะไร ย่าแค่ป้องกันไว้” กอบกาญจน์รีบปฏิเสธ

คนเป็นหลานมองอย่างไม่เข้าใจนัก แต่ด้วยเหตุที่ไม่อยากขัดใจ จึงตอบอย่างเอาใจว่า “ก็ได้ค่ะ ค่อยไปพรุ่งนี้ก็ได้ ว่าแต่ถ้าจะไปต้องไม่เอา นังสวย ไปนะคะ น้ำเข็ดแล้วจริงๆ”

กอบกาญจน์ฟังแล้ว “นังสวยคงยังพาน้ำไปไหนมาไหนไม่ได้แล้วล่ะ เพราะเพลิงยังไม่ว่างเช็กเครื่องให้เลย”

หลานสาวคนสวยนิ่วหน้า “ทำไมใครๆ ก็ให้ความสำคัญกับคนคนนี้นักคะ เขาเป็นใครกัน แล้วทำไมถึงได้อภิสิทธิ์ขึ้นไปนอนบนบ้าน อย่างป้าพริ้งยังต้องนอนชั้นล่างเลย”

“เขาเป็นผู้จัดการไร่ของย่า”

“แต่ก็แค่ผู้จัดการ ถือว่าเป็นคนงานที่กินเงินเดือนคนหนึ่ง”

“แต่สำหรับย่า มากกว่าคนงาน เขาเป็นกำลังสำคัญที่ทำให้ไร่ย่ามีวันนี้ได้”

“แต่เขาเป็นคนนอก ไม่ใช่ลูกหลาน ย่าไว้ใจเขามากเกินไปหรือเปล่าคะ”

“ย่าอายุปูนนี้แล้วถ้ายังแยกแยะคนไม่ออก ว่าคนไหนควรไว้ใจ คนไหนไม่ควรไว้ใจ ย่าก็คงเป็นย่าเราไม่ได้”

สายน้ำอึ้ง เมื่อสัมผัสได้ว่ากอบกาญจน์เริ่มกรุ่นๆ นึกรู้ได้โดยพลันว่าเพลิงเป็นคนโปรด ที่เธอจะไปแตะต้องไม่ได้ เด็กสาวรีบขอโทษขอโพยแล้วเปลี่ยนเรื่องพูดอย่างชาญฉลาดว่า

“น้ำขอโทษค่ะ ไม่ตั้งใจก้าวร้าวหรือล้ำเส้น ว่าแต่ดูสิ น้ำถือชุดชั้นในลงมาจนลืมไปเลย น้ำจะเอาไปตากที่ไหนได้บ้างคะ”

สายน้ำลงมาช้า เพราะตั้งใจรอจนมั่นใจว่าเพลิงออกจากบ้านไปแล้วจริงๆ ฉะนั้นเมื่อมองจากหน้าต่าง เห็นฝ่ายนั้นควบม้าออกไปแล้ว เธอจึงได้ลงมา เหมือนเช่นเช้านี้ที่เธอตั้งใจจะลงมาอาบน้ำช้า เพราะต้องการรอจนแน่ใจจริงๆ ว่าไม่ได้ยินเสียงจากคนข้างห้องแล้ว จึงได้ลงมาอาบน้ำ หากทว่าเธอก็คิดผิดทั้งสองเหตุการณ์ เมื่อการณ์กลับกลายเป็นว่าเขายังไม่ออกไป แถมยังต้องมาเจอกับเขาที่หน้าห้องน้ำในชุดที่แสนจะน่าอับอายด้วย

และจะว่าไป เป็นความผิดพลาดที่หนักหนาสาหัสสากรรจ์จ์ยิ่งกว่าเมื่อคืนด้วยซ้ำ... สายน้ำคิดแล้วก็ก้มหน้าซบฝ่ามือด้วยความอับอาย สองแก้มเป็นสีชมพูระเรื่อจนจดลำคอ

กอบกาญจน์มองภาพนั้นนิ่งๆ อย่างไม่เข้าใจนัก แต่ปากก็ตอบว่า “เอาไปตากหลังบ้านก็ได้ มีไม้ไผ่และลวดขึงไว้แล้วพร้อม ส่วนไม้แขวนก็อยู่หลังบ้านนั่นแหละ”

“คะ? ตากหลังบ้านนี่นะคะ?”

“ใช่ น้ำตกใจอะไรเหรอ?”

“ก็ถ้าเกิดใครเดินผ่านไปผ่านมา ไม่อายแย่หรือคะ”

กอบกาญจน์ถึงบางอ้อกับความขัดเขินของหลานสาว นางยิ้มขำๆ “ไม่เห็นเป็นไร แถวนี้เขาตากกันอย่างนี้ทั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไรหรอก”

“รวมทั้งบราเซียกับกางเกงตัวจิ๋วด้วยหรือคะ” เธออายเกินกว่าจะพูดคำว่า กางเกงใน ออกมา

กอบกาญจน์พยักหน้า แววตาเต้นระยับอย่างขำคนเป็นหลานมากขึ้น “งั้นสิ แถวนี้เขาไม่มาอายเรื่องพวกนี้กันหรอก”

“แน่สิคะ น้ำยังไม่เห็นเด็กสาวๆ สักคนอยู่ในนี้ ส่วนมากแก่ๆ แล้วทั้งนั้น”

คนเป็นย่าไม่โกรธ แต่กลับหัวเราะ ก่อนว่า “สาวๆ ก็มี แต่อยู่ในไร่ เดี๋ยวสายๆ ตอนที่พี่เพลิงแวะมารับน้ำไปเที่ยว น้ำก็บอกพี่เขาให้แวะที่ไร่สิ จะเห็นคนงานวัยหนุ่มสาวมากมาย”

“อะไรนะคะ นายหมีป่านั่น เอ้อ...พี่เพลิงจะมารับน้ำหรือคะ?”

กอบกาญจน์พยักหน้า “ย่าให้พี่เขามารับน้ำพาไปเที่ยวในไร่ พี่เพลิงบอกว่าเดี๋ยวสายๆ เสร็จจากงานคอกม้าแล้ว จะมารับน้ำ ให้เตรียมตัวไว้ให้พร้อม”

“แต่น้ำไม่อยากไปนี่คะ น้ำอยากเดินดูอะไรแถวนี้มากกว่า” สายน้ำรีบปฏิเสธ

คนเป็นย่านิ่วหน้า “แต่ย่าบอกให้พี่เขามารับเราแล้ว”

“ย่าก็ว.ไปเปลี่ยนคำสั่งใหม่สิคะ บอกว่าน้ำเปลี่ยนใจไม่ไปแล้ว ขอเดินเที่ยวแถวนี้แทน”

กอบกาญจน์ขมวดคิ้วมุ่น นางตั้งใจจะใช้สายตาบังคับให้หลานสาวยอมทำตาม หากแต่จ้องได้ไม่ถึงอึดใจ ฝ่ายนั้นก็ผินตัวหนี เดินออกไปทางหลังบ้านโดยไม่รอฟังคำปฏิเสธใดๆ คนเป็นย่าจึงได้แต่ถอนหายใจออกมาพรืดใหญ่













 

Create Date : 02 ธันวาคม 2554    
Last Update : 3 ธันวาคม 2554 10:05:02 น.
Counter : 534 Pageviews.  

หากจะรัก...ก็ช่างมันเถอะ(บท 2/2)



เป็นเวลาเกือบรุ่งสางเมื่อสายน้ำรู้สึกปวดท้องเบา เธอเดินสะลึมสะลือลงไปชั้นล่างโดยไม่ทันได้คว้าเสื้อคลุมมาสวมทับ ถ้าถามว่าบ้านสวนแห่งนี้ เธอไม่ชอบใจอะไรมากที่สุด เห็นจะเป็นห้องน้ำที่แยกจากห้องนอน แถมยังเป็นห้องน้ำรวมที่อยู่ชั้นล่างด้วย ใครต้องการทำธุระส่วนตัว ก็ต้องลงไปชั้นล่าง โชคดีหน่อยเดียวตรงที่ไม่เป็นเอกเทศอยู่นอกบ้าน ไม่อย่างนั้นเธอคงอยากเผ่นหนีกลับกรุงเทพฯ ตั้งแต่ชั่วโมงแรกที่มาถึง

เสียงหมาเห่าด้านนอกบ้าน ทำให้เด็กสาวสะดุ้ง รีบทำธุระส่วนตัวแล้วออกมาจากห้องน้ำโดยพลัน เธอจัดการปิดไฟแล้วเพ่งมองลอดแผ่นไม้ที่ประกบกันไม่สนิทจนเห็นเป็นช่องเล็กๆ นั้น แต่ก็ไม่เห็นอะไรมากนักในความมืด เด็กสาวจ้องมองได้เพียงครู่เดียว ก็ได้ยินเสียงเดินสวบๆ ดังใกล้บ้านเข้ามาทุกขณะ จากนั้นเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นท่ามกลางเสียงเห่า

“จุ๊ๆ ไอ้เสือ เดี๋ยวฉันก็จับเจี๋ยนซะเลย หน็อยแน่...จำนายตัวเองไม่ได้”

สักพัก ไอ้เสือ ก็ครางหงิงๆ อย่างสงบลงทันที เธอนึกเดาท่าทางของสุนัขได้เลยว่าบัดนี้มันคงเดินไปพันแข้งพันขาเจ้านายของมันอย่างประจบ พลางกระดิกหางไปมา ส่วนคนเป็นเจ้าของ ด้วยความเอ็นดูก็คงยอบตัวให้มันใช้ลิ้นที่เต็มไปด้วยน้ำลายไหลยืดเลียแผล็บๆ ไปตามใบหน้าและลำคออย่างไม่รังเกียจ จินตนาการของเด็กสาวยังเพริศแพร้วไปไกลกว่านั้นว่า น้ำลายของ ไอ้เสือ คงเป็นฟองฟอดเต็มใบหน้าของหมีป่า คิดแล้วเด็กสาวก็ส่ายหน้าหวือด้วยความขยะแขยง

แล้วเสียงคุยก็ดังขึ้นว่า “ต้องอย่างนี้สิไอ้เสือ ฉันไม่ใช่ศัตรูแกสักหน่อย เอาล่ะ...หลีกไปได้แล้วฉันจะไขประตู ฉันง่วงอยากนอนเต็มทีแล้ว”

สายน้ำละจากการเอาหูแนบผนัง เธอถอยห่างออกมาอย่างหมดความสนใจแค่นั้น เมื่อรู้ว่าเจ้าของเสียงคือ นายหมีป่า ตั้งใจจะรีบสาวเท้าขึ้นบ้านก่อนที่ต้องเผชิญหน้ากับเขา ทว่าเสียงดังคลิกจากการไขประตู ตามมาด้วยเสียงบิดลูกบิดที่ติดกลอนประตูดังตามมา ทำให้สายน้ำหยุดกึกอยู่กับที่อย่างชั่งใจ

เปิด...ไม่เปิด เปิด...ไม่เปิด ภายในใจของเด็กสาว ระหว่างธรรมะกับอธรรมสู้กันอยู่แบบนั้น

“เปิดประตูหน่อยครับป้าพริ้ง” จากนั้นเสียงทุบประตู พร้อมด้วยเสียงเรียกก็ดังขึ้น แต่ก็เบาอย่างฟังออกว่าคนหลังประตูคงเกรงใจ ไม่อยากทำเสียงรบกวนให้คนในบ้านต้องตื่น

สายน้ำลังเล เธอย่องกลับมายืนหลังประตู มองรอบตัวเลิ่กลั่กด้วยหวั่นว่าจะมีใครตื่นลงมาเห็น เพราะถ้าเป็นแบบนั้น เธอคงไม่แคล้วถูกตำหนิว่าใจร้ายใจดำ ไม่ยอมเปิดประตูให้เขาง่ายๆ

“ป้าพริ้งๆ เปิดประตูให้ฉันหน่อย” เสียงทุบประตูดังขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ไม่เลยไปถึงชั้นสอง

ดีสมค่าที่แกล้งเธอเมื่อบ่าย แถมเป็นต้นเหตุให้ย่าดุเธอด้วย... สายน้ำนึกอย่างสาแก่ใจหน่อยๆ

ชะรอยเพลิงคงเริ่มเอะใจว่าคนหลังประตูไม่ใช่พริ้ง เพราะเสียงพูดในประโยคถัดมากลับกร้าวขึ้นอย่างคนที่ชินกับการออกคำสั่งว่า

“ใครอยู่หลังประตูน่ะ เปิดประตูให้ฉันหน่อย”

สายน้ำย่นจมูก พลางแลบลิ้นใส่ประตู นึกในใจว่า... ฝันไปเถอะ

“ฉันรู้นะว่าเธอยังอยู่หลังประตูแม่หนู เมื่อกี้ยังเห็นเปิดไฟ เปิดประตูให้ฉันเร็วๆ”

เขาไม่มีทางรู้เด็ดขาดว่าเธออยู่หลังประตู เขาไม่ใช่พ่อมดหมอผีสักหน่อยจะได้หยั่งรู้... สายน้ำโต้เขาในใจ แต่นายหมีป่านั่นเหมือนผีจริงๆ เพราะเขาตอบกลับมายังกับนั่งอยู่ในใจเธอว่า

“ฉันรู้นะว่าเป็นเธอที่อยู่หลังประตูแม่หนูชาวกรุง เปิดประตูให้ฉันเร็วๆ ข้างนอกนี่ยุงชุมนะ”

อีกฝ่ายจบประโยคด้วยการตบยุงดังเปาะแปะตามมาราวกับยืนยันว่าข้างนอกยุงชุมจริงๆ



เพลิงยกมือกอดอก ตาจ้องประตูเขม็งราวกับเป็นอริกันมาแต่ชาติปางไหน แล้วเขาก็ถอนหายใจยาวเหยียด พลางนึกว่า โบราณว่าไว้ ‘คบเด็กสร้างบ้าน’ เห็นจะจริง

ชายหนุ่มเพิ่งจะกลับมาจากการอยู่เวรเดินตรวจตราไร่สวน ซึ่งตอนนี้ทั้งเหนื่อยและง่วง เขาอยากล้มตัวนอนเต็มแก่ แต่กลับต้องมายืนตากน้ำค้างอยู่หน้าบ้านทั้งที่อากาศหนาว แถมยุงยังชุมด้วย

สวรรค์ช่วยด้วยเถอะ...ถ้าเข้าไปในบ้านได้เมื่อไหร่สัญญาเลยว่าจะสำเร็จโทษเด็กคนนั้นให้สาสมเลยทีเดียว เพลิงนึกคาดโทษอยู่ในใจ แต่น้ำเสียงที่ร้องออกไปกลับสงบราบเรียบราวกับไม่รู้สึกรู้สม

“แม่หนูเปิดประตูให้ฉันเร็วๆ ข้างนอกนี่มันหนาวนะ แถมยังยุงชุมด้วย” ยังคงบอกอย่างใจเย็น ทั้งที่ใจเดือดปุดๆ เพลิงไม่ใช่คนใจเย็น ตรงกันข้ามเขาเลือดร้อนด้วยซ้ำ

คนหลังประตูยังคงเงียบ เพลิงบดกรามแน่นขึ้น

“แม่หนู ฉันรู้นะว่าเธออยู่หลังประตู”

เสี้ยวอึดใจต่อมา จึงมีเสียงตอบดังขึ้น... ขอบคุณพระเจ้าที่เธอไม่แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินอีกต่อไป

“ใช่ฉันเอง มีอะไรมิทราบนายหมีป่า”

“เธอว่าอะไรนะ หมีป่าเหรอ?” เพลิงย้อนถามกลับไปเสียงรัวเร็วราวกับปลาสำลักน้ำ ทั้งที่เคยได้ยินมาแล้วหนหนึ่ง แต่ให้อย่างไรเขาก็แทบไม่เชื่อหูอยู่นั่นเอง

“ใช่ นายหมีป่า”

“เธอว่าใครหมีป่า ยายเด็กชาวกรุง”

“ก็ว่านายนั่นแหละตาลุงชาวไร่ ทั้งหนวดเครา ทั้งขนเต็มตัวออกอย่างนั้นไม่ใช่หมีป่าแล้วจะให้เรียกว่าอะไรมิทราบ”

เด็กบ้านั่นกวนประสาทดีแท้... เพลิงบดกรามแน่นขึ้น เขาพยายามนับหนึ่งถึงสิบอยู่ในใจ พยายามท่องว่าอดทนเข้าไว้ ขอให้เข้าไปในบ้านได้ก่อนเถอะ...

“ฉันจะไม่เถียงกับเธอนะแม่หนู จะหมีป่าหรืออะไรก็แล้วแต่ที่เธออยากเรียก แต่ตอนนี้เปิดประตูให้ฉันหน่อย หรือถ้าไม่อยากเปิด ก็รบกวนย้ายก้นสวยๆ ของเธอไปปลุกป้าพริ้งมาเปิดให้ฉันที”

“ฉันไม่ใช่แม่หนู ฉันมีชื่อ”

เพลิงบดกรามแน่นขึ้นเมื่อได้ยินฝ่ายนั้นตั้งแง่กลับมา เขาแทบจะได้ยินเสียงกัดฟันกรอดๆ ของตัวเองเลยทีเดียว

“แม่หนู ฉันจะไม่เล่นเอาเถิดเจ้าล่อให้เสียเวลาเราทั้งคู่ไปมากกว่านี้นะ ฉันบอกว่าเปิดประตู”

“ฉันก็บอกว่าฉันมีชื่อ”

เพลิงต้องนับหนึ่งถึงสิบในใจอีกครั้ง เขาท่องในใจว่าต้องเย็นให้มากกว่านี้ แล้วว่า “ก็ได้...น้ำ เปิดประตูให้ฉันเดี๋ยวนี้!”

“พูดดีๆ ด้วย ไม่ใช่วางอำนาจบาตรใหญ่ยังกับคนเป็นนายอย่างนั้น ฉันไม่ใช่ลูกไล่หรือลูกน้องของนายนะ รู้ไว้ด้วย”

เจ้าหล่อนจะรู้ตัวไหมว่าน้ำเสียงของตัวเองข่มและวางอำนาจยิ่งกว่าเขาเสียอีก... เพลิงนึกพลางกัดฟันกรอดๆ เขานึกภาพคนพูดออกเลยว่าตอนนี้เจ้าหล่อนคงกำลังเชิดคางขึ้นสูง พลางพูดด้วยท่าทางหยิ่งๆ ใส่ประตู...

ก็สาวชาวกรุงมักทำอย่างนั้นไม่ใช่หรือ เชิดหน้าใส่คนอื่นอย่างไม่เห็นหัวใคร... เพลิงนึกอย่างเขม่นในใจ

คนที่ถูกหาว่า วางอำนาจ ตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบปราศจากความรู้สึก ทั้งที่ในใจเดือดปุดๆ เป็นร้อยเป็นพันเท่าว่า “ก็ได้...หนูน้ำ ช่วยเปิดประตูให้ฉันหน่อย”

“ครับด้วยสิ เป็นคนป่าคนดอยหรือไง ถึงพูดครับไม่เป็น”

ชักจะมากไปแล้ว ได้คืบจะเอาศอก... เพลิงนึกเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน เขากัดฟันกรอดขณะพูดตามยังกับนักเรียนท่องอาขยานว่า “ช่วยเปิดประตูด้วยครับ”

“ใช้ได้นี่ เวลาพูดครับ นายก็พูดเพราะดี วันหลังน่าจะหัดครับให้บ่อยๆ นะนายหมีป่า”

เล่นกับหมาๆ เลียปาก...สุภาษิตโบราณว่าไว้ไม่ผิดเพี้ยนจริงๆ เพลิงบังคับตัวเองให้ใจเย็นอีกครั้งเมื่อตอบว่า “จะเปิดประตูให้ฉันได้หรือยังแม่หนูน้ำ ข้างนอกนี่มันหนาวแล้วก็ยุงชุมด้วยนะ”

“เฮ้...นายกลับมาออกคำสั่งอีกแล้วนะ ฉันบอกแล้วไงไม่ชอบคนวางอำนาจ พูดหวานๆ ครับ น่ะไม่เป็นหรือไง”

เพลิงหมดความอดทนแค่นั้น เขาพูดเสียงต่ำในลำคอว่า “หนูน้ำ...ฉันไม่ใช่เพื่อนเล่นของเธอนะ ถ้าฉันเข้าไปได้เมื่อไหร่ เธอโดนดีแน่”

“ถ้าขู่อย่างนั้น ก็อย่าคิดเข้ามาเลย ยืนให้ยุงหามแบบนั้นต่อไปเถอะ”

โธ่เอ๊ย น่าจับหักคอเสียจริง... เพลิงนึกสบถในใจ หากปากกลับตอบไปเสียงอ่อนหวานว่า “หนูน้ำ ฉันไม่ได้พูดเล่นนะ ข้างนอกนี่หนาวแล้วก็ยุงชุมด้วย เธอคงไม่อยากให้ฉันเป็นปอดบวมหรือเป็นไข้เลือดออกหรอกใช่ไหม”

“คุณแข็งแรงออก ไม่มีทางล้มนอนเสื่อง่ายๆ แบบนั้นแน่”

เพลิงกลอกตาขึ้นลงอย่างอ่อนใจ แต่ก็อดแก้คำพูดของอีกฝ่ายไม่ได้ “เขาเรียกว่า ล้มหมอนนอนเสื่อ”

“ก็นั่นแหละความหมายเครือๆ กัน”

“เปิดประตูให้ฉันได้หรือยัง”

“งั้นเดี๋ยวฉันไปตามป้าพริ้งมาเปิดให้ก็ได้”

เพลิงถอนหายใจอีกคำรบ เป็นครั้งที่เท่าไหร่ในคืนนี้เขาก็จำไม่ได้แล้ว รู้แต่ว่าเขาทั้งเหนื่อยใจและอ่อนใจไปพร้อมๆ กัน ด้วยรู้สึกไม่ต่างจากกำลังพูดกับเด็ก ๗ ขวบ ที่ใช้คนละภาษาสื่อสารกัน



“โอ๊ย...”

สายน้ำชะงักเท้าที่กำลังจะผละห่างจากประตู เมื่อได้ยินเสียงร้องของคนหลังประตู เธอละกลับมาแนบหูกับประตู ความรู้สึกบอกว่าได้ยินเหมือนเสียงคนล้มลงกับพื้น

“นาย...นายหมีป่า นายเป็นไงบ้าง” ถามพลางทุบประตู

“งู...ฉันถูกงูกัด”

“พระเจ้าช่วย...” สายน้ำร้องอย่างตกใจ

“รีบเปิดประตูให้ฉันเร็ว”

“แต่...งูยังอยู่แถวนี้หรือเปล่า”

“มันเลื้อยหนีไปแล้ว รีบเปิดให้ฉันเถอะ”

“ไปแล้วแน่นะ?” สายน้ำคาดคั้น

หากคราวนี้ปราศจากเสียงตอบของคนหลังประตู เด็กสาวแนบหูชิดประตูมากขึ้น พลางทุบประตูปังๆ

“นายหมีป่า นายตอบฉันสิว่านายยังไม่ตายใช่มั้ย?”

“...”

เมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบ สายน้ำก็รีบถอดกลอนประตู มือไม้สั่น

“นายเป็นยังไง...”

ทว่าเด็กสาวชาวกรุงไม่อาจพูดจนจบประโยคได้ เมื่อบัดนี้ร่างสูงใหญ่ของเพลิงยกมือดันประตู วินาทีนั้นจึงตระหนักโดยพลันว่าเธอเสียรู้เขาเสียแล้ว สายน้ำพยายามยกมือยันกลับ แต่ขืนแรงเขาไม่อยู่ สุดท้ายเขาก็พรวดพราดเข้ามาได้อย่างง่ายดาย

เพลิงใช้สองมือดันเอวบางไปติดกับประตู ก่อนจะยกขึ้นเท้าแขนกับผนัง เหนือศีรษะของเด็กสาว

“นายหลอกฉัน” สายน้ำย่นหัวคิ้ว ทำเสียงราวกับไม่เชื่อว่าตัวเองถูกหลอก

“มีงูจริงๆ แต่ไม่รู้เลื้อยไปไหนแล้ว” เพลิงโกหกหน้าตาเฉย

“แต่นายไม่ได้ถูกมันกัด”

“เล็บไอ้เสือน่ะ ฉันก็เลยคิดว่าเป็นงู”

“พระเจ้าช่วย นายนี่มัน...ฉันจะสรรหาคำอะไรมาด่านายดี” สายน้ำรัวคำบ่นออกมาเป็นภาษาฝรั่งเศสซึ่งหมายความว่าเจ้าเล่ห์ และนั่นจุดรอยยิ้มขำให้เพลิงโดยพลัน

“ภาษาไทยเรียกว่าเหลี่ยมจัด” เพลิงช่วยแปลเป็นภาษาไทยให้

“แล้วนายก็ไม่สะดุ้งสะเทือนนี่นะ” สายน้ำแหงนหน้ามองเขาหน้าถมึงทึง ยามนั้นเด็กสาวยังไม่นึกเอะใจที่อีกฝ่ายฟังภาษาฝรั่งเศสออก อย่างเดียวที่สร้างความประหลาดใจให้เธอในตอนนี้คือความสูงของเขา สายตาเริ่มชินกับความมืด เธอจึงเห็นว่ารูปร่างของเพลิงสูงใหญ่พอๆ กับหนุ่มฝรั่งเศสเลยทีเดียว ซึ่งนั่นหมายความว่าศีรษะของเธอสูงแค่ระดับอกเท่านั้น

“ไม่มีเหตุผลที่ต้องสะดุ้งนี่แม่หนู”

สายน้ำขมวดคิ้ว “หยุดเรียกฉันว่าแม่หนู แล้วก็หลีกทางให้ฉันขึ้นบ้านด้วย”

“ไม่ เด็กแสบอย่างเธอต้องโดนสั่งสอน”

“เอ๊ะ...นายนี่ยังไงนะ ฉันบอกว่าให้หลีกยังไงล่ะ” ไม่พูดเปล่า แต่สายน้ำยังผลักอกเขาแรงๆ ด้วย ทว่าเขาเหมือนภูผา ไม่สะดุ้งสะเทือนสักนิด

“เรียกฉันว่าอะไรนะเมื่อกี้”

“นาย”

“ไม่...อีกคำหนึ่ง”

“หมีป่าน่ะเหรอ” ลอยหน้าถาม แม้รู้ว่าเขามองไม่เห็น

“ถอนคำพูด เรียกฉันว่าพี่”

“อะไรนะ?” สายน้ำแทบสำลักน้ำลาย

“เรียกฉันว่าพี่เดี๋ยวนี้ยายเด็กนิสัยเสีย ไม่อย่างนั้นฉันไม่ปล่อยเธอขึ้นบ้านแน่”

“งั้นฉันจะตะโกนให้คนช่วย”

“ทันทีที่ขยับปาก ฉันก็จะขยุ้มเธอให้เหมือนกับหมีป่าเลยจริงๆ”

สายน้ำชะงัก เธอดันตัวเองชิดผนังมากขึ้น “นายไม่กล้าหรอก”

“ก็ลองดู”

“นายมันบ้าอำนาจนายหมีป่า ฉันไม่กลัวนายหรอก...คุณย่าชะ...” สายน้ำตะโกน

เพลิงลดมือลงหมายจะปิดปาก แต่สายน้ำหลงคิดว่าเขาจะบีบคอดั่งที่ขู่จริงๆ จึงหวีดร้อง พลางลดตัวจะมุดหนีทางซอกแขน แต่กลายเป็นว่าเธอทำพลาดเพราะเป็นการวิ่งชนแผงอกกว้างอย่างจัง เพลิงกางแขนรับอัตโนมัติ เพื่อกันไม่ให้เด็กสาวล้ม ในจังหวะเดียวกับที่ปลายจมูกโด่งก้มจดหน้าผากกลมมนโดยไม่ตั้งใจ

กลิ่นหอมของแป้งเด็กคละเคล้ากับกลิ่นเนื้อแห่งวัยสาวโชยมาเข้าจมูก พร้อมกับที่ฝ่ามือกร้านที่ช้อนอยู่ด้านหลังบอบบางสัมผัสได้ถึงเนื้อผ้าไหมที่นุ่มลื่นมือ ซึ่งทำให้เพลิงนึกรู้ได้ในทันทีว่าภายใต้เสื้อนอนที่ทำจากผ้าไหมตัวนั้น ปราศจากบราเซีย และนั่นทำให้เพลิงนึกเสียใจและรู้ซึ้งถึงคำว่า ผิดพลาด จริงๆ จังๆ เป็นครั้งแรกในชีวิต









 

Create Date : 28 พฤศจิกายน 2554    
Last Update : 2 ธันวาคม 2554 9:07:58 น.
Counter : 625 Pageviews.  

1  2  

คณิตยา
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 26 คน [?]








รู้จักคณิตยา/คีตฌาณ์

ก้าวสู่โลกแห่งการขีดเขียนในปี 2549 มีผลงานเป็นรูปเล่มกับสนพ.ในเครือสถาพรบุ๊คส์ทั้งหมด 11 เล่ม ไล่ตั้งแต่ รหัสทรชน ทางสายหมอก กุหลาบในเปลวไฟ ฝากรัก...ผ่านซีบ็อกซ์ อริ...ที่รัก บอดี้การ์ด รักเพียงฝัน ตามรักข้ามเวลา ไฟรัก บันทึกแห่งรัก(the Book of Love) มิราเบลล์...ตราบคีตาบรรเลง เป็น 1 ในนิยายชุดแด่เธอที่รัก สาปรัก และใต้ปีกรัก

รหัสทรชน เป็นละครทางช่อง 3 เมื่อปี 2554 แสดงโดย เคน และชมพู่ สร้างโดยค่ายยูม่า และ ไฟรัก ได้รับการซื้อลิขสิทธิ์ไปแปลเป็นภาษาเวียดนาม วางแผงเดือนสิงหาคม 2556



พูดคุย ทักทาย แลกเปลี่ยนความเห็น และติดตามความเคลื่อนไหวได้ทาง fb โดยกดไลค์เป็นแฟนเพจได้ทาง https://www.facebook.com/keetacha?ref=hl ขอบคุณค่ะ

---------------

สวัสดีค่ะ

สืบเนื่องจากมีแฟนคลับนิยายมาสอบถามนิยายเก่าๆ อุ๋ยหลายคน และหลายคนที่อุ๋ยต้องปฏิเสธไปด้วยความเกรงใจอันเนื่องจากนิยายที่อุ๋ยมีเก็บอยู่ก็เหลือน้อยเต็มที ฉะนั้น อุ๋ยขอมาโหวตสำหรับคนสนใจเพื่อพิมพ์ใหม่โดยอุ๋ยจัดพิมพ์เอง โดยถ้าเรื่องไหนถึง 50 เล่ม อุ๋ยค่อยจัดพิมพ์เรื่องนั้น

1.ทางสายหมอก (เรื่องนี้ในเว็บสถาพรบุ๊คขายหมดแล้ว และในท้องตลาดหายากมากๆๆ และเป็นหนึ่งในงานเขียนเก่าๆ ของอุ๋ยที่มีคนถามหามาตลอด และตอนนี้ตามเว็บต่างๆ ก็กลายเป็นของหายาก อุ๋ยไปเจอเว็บหนึ่งขึ้นว่าเป็นนิยายเก็บสะสม จึงขายเต็มราคา 280 บาท ฟังดูน่าปลื้มใจมากๆๆ ป.ล.ถ้ายอดจองถึง 50 จริงๆ อุ๋ยจะเพิ่มบทพิเศษในส่วนของเอียนกับความรักของเขา)

2.อริที่รัก เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่มีแฟนคลับถามหามามาก แต่เว็บไซต์สถาพรบุ๊ค ขายหมดแล้ว แต่ยังคงหาซื้อในเว็บมือสองได้บ้าง (แต่สารภาพ ตัวอุ๋ยเองจะหาซื้อ ยังหาไม่ได้) ถ้ามีคนสนใจยอดจองถึง 50 เล่ม อุ๋ยจะพิมพ์ใหม่ โดยเพิ่มบทพิเศษชีวิตรักของเควินและอลิสาหลังจากมีลูกแฝดแล้ว ไปตามติดชีวิตของดาราฮอลลีวูดดังว่าหลังผ่านชีวิตแต่งงานแล้ว ความรักของเขาจะเข้มขึ้นหรือไม่)

3.ตามรักข้ามเวลา เป็นอีกเรื่องที่เว็บไซต์สถาพรบุ๊ค ขายหมดแล้ว ส่วนเว็บมือสอง จะยังหาได้อยู่หรือไม่ อันนี้อุ๋ยยังไม่ได้สำรวจ แต่สำหรับคนที่สนใจสอบถามงานเขียนเรื่องนี้มา ถ้ามีการจองถึง 50 เล่ม อุ๋ยจะพิมพ์ใหม่โดยเพิ่มบทพิเศษว่าหลังจากที่ธันว์และมินตรา มีลูกด้วยกันแล้ว ชีวิตรักของเขาจะเป็นอย่างไรบ้าง ยังคงอบอุ่นหรือยังคงพัวพันกับเครื่องแมชชีนเครื่องนั้นซึ่งกำลังจะถูกใช้เพื่อเดินทางไปสู่อนาคตหรือไม่....)

4.ไฟรัก ความจริงเรื่องนี้ยังหาซื้อได้ที่เว็บไซต์สถาพรบุ๊คส์ แต่ฉบับที่อุ๋ยมาเปิดจอง จะเป็นฉบับเต็มที่ไม่ตัดทอนฉากเลิฟซีนเลย โดยหากมีจอดจองถึง 50 เล่มถึงจะพิมพ์เพิ่มและจะเพิ่มบทพิเศษว่าหลังจากที่ภาติยะกลับมาคืนดีกับท่านย่าของเขาแล้ว ญาติๆ โดยเฉพาะญาติสาวๆ มีมุมมองต่อเขาอย่างไรบ้าง และแน่นอนชีวิตรักของเขากับแพรไหม จะยังคงแซ่บและร้อนแรงหรือไม่ จะเป็นซีนพิเศษที่เพิ่มเข้ามาในกรณีที่มีการจัดพิมพ์ใหม่)

เบื้องต้นหยั่งเสียงแค่ 4 เล่มก่อนค่า โดยคนที่จะจอง รบกวนทิ้งอีเมลด้วยนะคะ เพราะผลการสำรวจกว่าจะครบ 50 เล่ม อาจจะใช้เวลานาน บางเรื่องอาจจะใช้เวลาเกิน 1 ปีขึ้นไป ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นอุ๋ยจะเมลไปสอบถามซ้ำอีกครั้งก่อนตีพิมพ์ว่า จะยังต้องการอยู่หรือไม่

ป.ล.สำหรับคนที่ต้องการจองเรื่องไหน รบกวนแจ้งที่เดียวคือ

https://www.facebook.com/keetacha

เพื่อง่ายต่อการรวบรวมข้อมูล

ขอบคุณมากค่ะ

คณิตยา/คีตฌาณ์



...................




ตอนนี้อุ๋ยทยอยนำนิยายที่หมดลิขสิทธิ์กับพิมพ์คำไปวางจำหน่ายในรูปแบบ E-book บนเว็บ ebooks และเว็บ Mebmarket ค่ะ

ใต้ปีกรัก...ราคาอีบุ๊ก 179 บาท

บันทึกแห่งรัก...ราคาอีบุ๊ก 255 บาท จากราคาปก 310

ไฟรัก...ราคาอีบุ๊ก 279 บาท จากราคาปก 350 บาท

กุหลาบในเปลวไฟ...ราคาอีบุ๊ก 230 บาท



รหัสทรชน ราคาอีบุ๊ก 200 บาท จากราคา 300 บาท 673 หน้า





ทางสายหมอก ราคาอีบุ๊ก 265 บาท จากราคา 280 บาท 690 หน้า



ฝากรัก...ผ่านซีบ็อกซ์ ราคาอีบุ๊ก 125 บาท จากราคา 180 บาท 360 หน้า



รวมเรื่องสั้น...ฉบับวัยหวาน ราคาอีบุ๊ก 45 บาท จากปก 55 บาท



อริ...ที่รัก ราคาอีุบุ๊ก 195 จากปก 240 บาท



หวานใจ...บอดีการ์ด...ราคาอีบุ๊ก 145 บาท จากปก 180 บาท



รักเพียงฝัน...ราคาอีบุ๊ก 225 จากปก 250 บาท



ตามรักข้ามเวลา...ราคาอีบุ๊ก 240 จากปก 270 บาท





















New Comments
Friends' blogs
[Add คณิตยา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.