Group Blog
 
All blogs
 

ฮ่องกง-มาเก๊า ตอนที่ 1 : พาครอบครัวไปตกระกำลำบากที่ฮ่องกง

สวัสดีค่ะ สองสามวันมานี้หมกมุ่นอยู่กะการแต่งบล๊อกใหม่มาก พอแต่งบล๊อกเสร็จก็เริ่มขุดรูปที่ดองไว้มาเขียนบล๊อกกันค่ะ 555

ไปกันมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว (2009)

-------------------------------------------------------

ทริปนี้ภูมิใจมากเพราะเป็นทริปที่เกิดขึ้นมาจากการบังคับตัวเองให้แบ่งเงินเดือนออกมาส่วนนึง

ฝากประจำ ทุกๆเดือน จนในที่สุด ผ่านไป 2 ปี ก็มีเงินพาป๊า กะ ม๊า แล้วก็น้องชาย ไปเที่ยวต่างประเทศกันซักทีค่ะ

เย้ Smiley



เป็นการขึ้นเครื่องบินครั้งแรกของเรากับน้องด้วย ตื่นเต้นมากๆ

ไปครั้งนี้ไม่ได้ไปกับทัวร์ค่ะ ไปลุยกันเอง ทำการบ้านไปแน่นสุดๆ (ข้อมูลจากเพื่อนๆห้อง Blueplanet แล้วก็เว็บ hongkongfanclub)

บินแอร์เอเชียค่ะ (โปร 0 บาท แต่ตอนนั้นยังมีภาษีน้ำมันอะไรอยู่เลย จองล่วงหน้านาน เสียแพงกว่าคนอื่น T_T) ไปลงที่มาเก๊าค่ะ รอบเช้าสุด เครื่องออก 07.00 น.

อ้อ เกือบลืมบอกไปค่ะ ทริปนี้คุณแฟนเราไปด้วยค่ะ (แต่รายนี้ออกเงินเองนะคะไม่ออกให้ 555)



ที่เลือกบินไปลงมาเก๊าเพราะต้องการประหยัดให้ได้มากที่สุด (ตอนที่ซื้อตั๋วแอร์เอเชียยังไม่มีบินตรงไปฮ่องกงค่ะ)

แต่ลูกทัวร์ก็เหน็ดเหนื่อยกันไปตามๆกันค่ะ (ดีนะที่ป๊ากะม๊ายังเดินไหว เพราะไปเดินออกกำลังกายตอนเช้ากันทุกวัน)

นั่งเครื่องไปประมาณสองชั่วโมงกว่า ก็ถึงมาเก๊าแล้วค่ะ ไปถึงก็แลกเงิน MOP เก็บไว้ซักหน่อย



เราจะข้ามเรือไปฮ่องกงกันเลยค่ะ แล้วค่อยกลับมาเที่ยวมาเก๊าทีหลัง ในรูปเดินไปที่ท่าเรือ Taipa กันค่ะ ทางเดินดูน่ากลัวมากๆ (ดูรูปแล้วสงสารม๊าจัง T_T น่าจะนั่งแท๊กซี่ไปเนอะ)



ขาไปนั่งเรือ Cotai Jet (ในเครือเวเนเชี่ยน) ค่ะ เรือใหม่มาก ท่าเรือยังสร้างอยู่เลยค่ะยังไม่เรียบร้อยดี



ภายในเรือนั่งสบายค่ะ วันที่ไปเป็นวันจันทร์ คนเลยโล่ง เรือลำใหญ่ คนเมาเรือง่ายแบบเรา ก็นั่งได้สบายค่ะ ไม่เมา



นั่งเรือไม่นาน ประมาณ 1 ชั่วโมง ก็มาถึงฝั่ง Hongkong กันแล้วค่ะ ไปถึงก็ลงต่อรถไฟใต้ดินไปที่พักกันเลย รูปนี้เป็นทางเดินไปรถไฟใต้ดินค่ะ



รถไฟใต้ดินที่นี่ภายในห้องโดยสารก็คล้ายๆของบ้านเราค่ะ แต่ต่างกันที่ของเค้าวิ่งเร็วกว่ามากกกกก (โชคดีคนยังไม่เยอะ พอมีที่นั่ง)



ชอบป้ายนี้มาก น่ารักดีค่ะ อยู่บนขบวนรถไฟ



เราไปพักกันที่โรงแรม Metropark Mongkok ค่ะ สะดวกดีใกล้รถไฟใต้ดินมากๆ ห้องนี้เป็นแบบเสริมเตียง ดูคับแคบแต่นอนสบายค่ะ



เก็บของอะไรกันเรียบร้อยแล้วก็ออกไปหาอะไรกินกันแถวๆที่พัก แล้วไปเดินเล่นกันแถว ย่าน Tsim sha tsui บริเวณใกล้ๆท่าเรือ Star ferry



กินข้าวเย็นกันที่ร้าน Sweet Dynasty (อาหารก็งั้นๆค่ะ ไม่ประทับใจเท่าไหร่ หรือว่าตั้งความหวังมากไปไม่รู้ )

พอได้เวลา 2 ทุ่ม ก็ไปนั่งรอชม Symphony of light บริเวณ clock tower ค่ะ (มีคนบอกว่ามุมนี้เหมาะที่สุด) วันนั้นนักท่องเที่ยวเยอะเหมือนกัน ขนาดเป็นวันจันทร์นะเนี่ย ดีนะที่ไปนั่งจองที่ไว้ก่อน พอมีที่นั่งค่ะ



การแสดงมีประมาณ 15 นาที ค่ะ พอดูจบเราก็นั่งรถไฟใต้ดินกลับที่พักกัน ส่งป๊ากับม๊าขึ้นนอน แล้วเราสามคนก็ลงมาเล่นเกมส์ตู้กันที่ร้านเกมส์ใกล้ๆโรงแรมร้านนี้ค่ะ



พอเข้าไปก็เจอตู้แลกเหรียญสำหรับหยอดตู้เกมส์ค่ะ ก็แลกไปประมาณ 30 HKD ได้เหรียญมาเยอะพอสมควร ตู้เกมส์จะเหมือนกับตู้คาสิโนค่ะ เราสามคนก็เล่นกันจริงจังมาก ทั้ง Slot ทั้ง Poker พอชนะก็มีเหรียญหล่นมาจากตู้เหมือนในหนังอ่ะค่ะ นึกว่าเหรียญที่ได้จะนำไปแลกเป็นเงินกลับมาได้

ที่ไหนได้ พอตอนปิดร้าน จะนำไปแลกเจ้าของร้านบอกแลกไม่ได้ค่ะ 5555 คุยภาษาอังกฤษกันก็เข้าใจยากมาก พวกเราก็พูดแต่ "Money Money"

นึกย้อนกลับไปแล้วก็อายเค้ามากเลยค่ะ เจ้าของร้านก็พยายามจะอธิบายว่าเป็นเกมส์เฉยๆ แลกเงินคืนไม่ได้ ไปเรียกคนที่อยู่ภายในร้านมาช่วยกันอธิบาย พวกเราก็ยังยืนยันเสียงแข็ง "Money Money" ในใจก็คิดกันไปต่างๆนาๆ ว่าเจ้าของร้านเห็นเราเป็นนักท่องเที่ยว เลยจะโกง 5555

โอ่ย อายค่ะพี่น้องคะ พอตอนหลังมารู้ว่าที่ฮ่องกงเค้าห้ามเล่นแบบได้เงินจริงๆค่ะ ผิดกฎหมายเค้า แหะๆ เดินคอตกออกมากันสามคนเลย 555

และแล้วก็เป็นอันจบวันแรกของเราในฮ่องกง วันนี้เหนื่อยมากๆ ตื่นกันมาตั้งแต่ตีสามกว่า กว่าจะได้นอนก็เกือบเที่ยงคืน ทั้งนั่งแท๊กซี่ เครื่องบิน เรือ รถไฟใต้ดิน แล้วก็เดินกันเยอะมากๆ แถมต้องลากกระเป๋าเดินกันอีก สงสารป๊ากับม๊ามากๆเลยค่ะ เพราะความประหยัดของเราแท้ๆ

แต่การเดินทางยังอีกยาวไกลค่ะ ยังมีอีกสามวันที่เหลือโปรแกรมแน่นเอี๊ยดมากๆ จะเป็นยังไงนั้น ติดตามชมเร็วๆนี้ค่ะ

ปล.ใครที่ยังไม่เคยไปแล้วกำลังแพลนว่าจะไป มีคำถามฝากไว้ได้นะคะ จะพยายามตอบให้ เพราะตอนที่ไปก็หาข้อมูลไว้เยอะมากๆ จะได้แบ่งปันกันค่ะ




 

Create Date : 15 มิถุนายน 2553    
Last Update : 23 กรกฎาคม 2556 16:17:50 น.
Counter : 135 Pageviews.  

โดดงานไปแสวงบุญ @ หมู่บ้านโปรตุเกส+วัดนักบุญยอแซฟอยุธยา

สวัสดีค่ะ วันนี้เอาภาพการไปแสวงบุญกับคณะจากวัดเซนต์หลุยส์มาฝากค่ะ

เป็นการไปแสวงบุญครั้งแรก เนื่องจากเราอยู่ในช่วงการเตรียมตัวเป็นคริสตชนค่ะ เรียนคำสอนมาครบเทอมนึง คุณพ่อก็อยากจะให้ไปสัมผัสบรรยากาศการแสวงบุญที่วัดต่างจังหวัดบ้าง สนุกดีค่ะ มีแต่ผู้สูงอายุไปกัน บรรยากาศอบอุ่น ช่วยเหลือกันดี ^^

ตามมาดูเลยค่ะ

ที่แรกเราจะไปดูกันคือที่หมู่บ้านโปรตุเกสค่ะ




หมู่บ้านโปรตุเกสตั้งอยู่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และเป็นหมู่บ้านของชาวยุโรปชาติแรกในกรุงศรีอยุธยา แต่เมื่อครั้งเสียกรุงให้พม่าในปี พ.ศ. 2310 หมู่บ้านของชาวยุโรปทั้งหลายเหล่านั้นก็ได้ถูกเผาทำลายวอดวายจนปัจจุบันนี้เหลือเป็นเพียงโบราณสถานให้ได้ดูกันค่ะ โดยชาวโปรตุเกสในสมัยนั้นได้เดินทางเข้ามาเผยแพร่ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกในประเทศไทยด้วยค่ะ


อันนี้ตอนแรกดูเหมือนเป็นอาคารอะไรซักอย่าง เดาไม่ถูกเหมือนกันว่าจะเป็นอะไร

>> ด้านหน้า




>> ด้านหลัง




พอได้มาดูข้างในก็ถึงได้รู้ค่ะ ว่ามันก็คือสุสานนั่นเอง มีโครงกระดูกที่ขุดพบเรียงรายกันอยู่ดังที่เห็นนี่ค่ะ





และนี่ก็เป็นที่สะดุดตามากว่า สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของคริสตชนทำไมมีศาลแบบนี้ได้




แต่พอเดินเข้ามาดูใกล้ๆก็ได้รู้ค่ะว่ามันคือศาลนักบุญนั่นเอง (แปลกๆดีค่ะ)




อย่างที่บอกไปว่าบรรยากาศการแสวงบุญครั้งนี้น่ารักมากๆ ทุกคนคอยช่วยเหลือกันทั้งๆที่ไม่รู้จักกันมาก่อน รูปนี้บอกอะไรได้เยอะเลยค่ะ คือห้องน้ำที่เห็นนี้มันไม่มีกลอนค่ะ คนที่อยู่ข้างนอกเลยต้องช่วยกันดึงไว้ให้ ที่จับประตูก็ไม่มี เลยได้รูปน่ารักๆรูปนี้มาค่ะ




ที่เห็นยืนถือโทรโข่งนี้เป็นคุณพ่อที่วัดเซนต์หลุยส์ค่ะ กำลังอธิบายพวกเราถึงประวัติศาสตร์ต่างๆ โดยใต้พื้นดินที่เหยียบกันอยู่นี้ เมื่อก่อนเคยเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์หรือว่าโบสถ์นั่นเองค่ะ โดยอิฐที่เห็นคือการจำลองให้ดู โดยจะมีป้ายบอกว่าส่วนไหนคือห้องอะไร เช่นห้องน้ำ, ห้องพักนักบวช ส่วนของจริงอยู่ข้างใต้ลงไปอีกค่ะ






ต่อมาก็ได้เดินทางต่อกันไปที่วัดนักบุญยอแซฟอยุธยา เพื่อไปสวดสายประคำกัน โดยอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านโปรตุเกสมากนัก ตามมาเลยค่ะ ขอบอกว่าสวยมั่กๆๆ (แต่นางแบบนี่ไม่ไหวแล้วจิงๆ เอาเป็นว่าดูแต่โบสถ์แล้วกันนะค๊า)













จากนั้นเราก็ไปกินข้าว, ซื้อของ ที่วัดใหญ่ชัยมงคลกันต่อค่ะ แต่ไม่มีรูปให้ดูเนื่องจากมือไม้เต็มไปด้วยของกิน (ของกินน่าซื้อมากๆ ใครใจไม่แข็งพอห้ามเดินเด็ดขาด เค้ามีให้ชิมกันตลอดทางเลยค่ะ อร่อยๆทั้งน้านนน เฮ้อ รู้ตัวอีกทีกระเป๋าก็เบาแระ)

กลับถึงกรุงเทพก็สามโมงกว่าๆ เป็นการไปเที่ยวต่างจังหวัดที่ใช้เวลาน้อยมากๆ ได้ไปหลายที่มากๆด้วย ใครอยากไปเที่ยวแต่ไม่มีเวลา แนะนำอยุธยานะคะ ของกินเยอะจริงๆ

วันนี้ลากันไปแค่นี้ก่อนค่ะ ขอบคุณที่ตามอ่านกันจนจบค่า

บ๋ายบาย จุ๊บๆ




 

Create Date : 29 กันยายน 2550    
Last Update : 23 กรกฎาคม 2556 16:19:13 น.
Counter : 254 Pageviews.  

บรรยากาศงานแต่งน่ารักๆ@วัดกาลหว่าร์

งานนี้เป็นงานของพี่สาวคุณแฟนค่ะ ก่อนอื่นขอออกตัวก่อนว่า รูปที่เอามาให้ดู เราไม่ได้ถ่ายเองนะ เป็นภาพจากช่างกล้องมืออาชีพที่จ้างมาสำหรับงานโดยเฉพาะ ถ่ายออกมาได้สวยมากๆ เลยอยากเอามาแบ่งกันชม เผื่อใครจะสนใจอยากจะไปแต่งที่วัดนี้กันบ้าง

ตามมาดูกันเลยค่ะ.....


วัดกาลหว่าร์หรือวัดแม่พระลูกประคำ เป็นวัดเก่าแก่นับร้อยปีตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ย่านตลาดน้อย ใครเคยนั่งเรือผ่านคงจะเคยๆเห็นกันมาบ้าง วันนี้เราจะพาไปชมด้านในระหว่างมีพิธีแต่งงานกันค่ะ (เราก็เพิ่งได้มีโอกาสมาร่วมงานแต่งแบบคาทอลิกครั้งแรกเหมือนกัน เราว่ามันโรแมนติกมั่กๆ เลยอ่า )

อันนี้เป็นบรรยากาศภายนอก







ตามมาดูภายในกันค่ะ















อันนี้เป็นที่ไว้สำหรับจุ่มน้ำเสกก่อนเข้าวัด (เก๋ดีเนอะ)






มาดูบรรยากาศในพิธีกันบ้าง เริ่มจากขบวนเจ้าบ่าว-เจ้าสาว เข้าสู่พิธี แล้วก็เป็นพิธีรับศีสสมรสค่ะ






















พอพิธีสิ้นสุดลง บรรดาแขกเหรื่อก็เดินมาตั้งขบวนที่ทางเดินตรงกลางโบสถ์ เพื่อรอโปรยกลีบกุหลาบตอนเจ้าบ่าว-เจ้าสาว จะเดินออกจากโบสถ์ค่ะ








แล้วก็มาถึงตอนที่สาวๆทุกคนรอคอยแล้ว นั่นก็คือการโยนดอกไม้นั่นเอง ^^ (สังเกต แม่นางด้านขวาในรูปล่างมั้ยคะ ไม่อยากบอกว่ามันคืออีชั้นเองอ่ะ ไม่ได้อยากได้ร๊อก ดอกไม้น่ะ )








สุดท้ายแล้ว ขอโชว์โฉมหน้าตัวเองกะคุณแฟนนิ๊ดนุงน้า





ขอบคุณที่ตามอ่านจนจบค่ะ

บ๋ายบาย จุ๊บๆ




 

Create Date : 19 กันยายน 2550    
Last Update : 23 กรกฎาคม 2556 16:19:34 น.
Counter : 258 Pageviews.  

Let's go to SAMED (1 day Trip)

มาชวนกันไปเสม็ดด้วยกันค่ะ ทริปนี้เป็นทริปแรกที่ได้ข้ามเกาะไปเที่ยวนะคะ เพราะพ่อหวงมั่กๆ ไม่ค่อยปล่อยไปเที่ยวไหนเลย แต่ปีนี้เรียนจบแล้วและเริ่มทำงานหาเงินได้แล้ว พ่อก็เลยค่อยๆปลดแอกทีละน้อย และเนื่องจากเสม็ดเป็นเกาะที่ใกล้กรุงเทพที่สุด เราจึงพุ่งเป้าไปเสม็ดก่อนเลย หลังจากรู้แล้วว่าจะไปไหน เราก็เข้าไปเก็บข้อมูลจากเซียนเสม็ดในห้อง BP ไว้เพียบ

อันนี้เป็นรอบ survey ก่อนจะไปจริงกะเพื่อนอีกที (ทริปนี้ไปเช้าเย็นกลับนะเนื่องจากไปกะคุณแฟนแค่สองคนค้างคืนไม่ได้จ้า) จะอธิบายทริปนี้อย่างละเอียดยิบๆ ให้คนที่ยังไม่เคยไปได้เห็นบรรยากาศคร่าวๆนะคะ

ขอเกริ่นอีกนิดนะคะ ทริปนี้เป็นทริปที่ปุบปับมากๆ เนื่องจากไม่ได้คิดไว้ก่อนว่าจะมีรอบ survey นี้ ตอนแรกคิดว่าจะไปครั้งแรกด้วยกันกะเหล่าผองเพื่อนทีเดียว แต่เนื่องด้วยพอถึงเวลาต้องจองที่พัก เนื่องจากไม่มีใครเคยไปจะต้องมาวัดดวงกันตามรูปห้องพักจากเวบซึ่งไม่รู้จะหลอกตาแค่ไหน และการจองต้องโอนเงินเลย จึงเกิดความหวั่นใจขึ้น ยิ่งนับวันยิ่งใกล้วันเดินทางขึ้นมาทุกที ไม่จองก็กลัวไม่มีห้อง เราก็งุ่นง่านๆไม่เป็นอันทำงาน (แบบว่าอยากเที่ยวง่า ) มีอยู่วันนึงคุณแฟนก็เลยชวน "งั้นเราไปดูห้องจริงกันก่อนก็ได้นี่แล้วค่อยจอง" ทริปนี้จึงเกิดขึ้นพร้อมกับความดีใจสุดชีวิตของเรา


เกริ่นซ้ายาวเชียว อย่าเพิ่งเบื่อกันก่อนนะจ๊ะ มามะ จะไปกันแล้ว ตามมาเร้ย


เช้าวันเดินทางออกจากบ้านด้วยใจพองโต (จะได้ไปเที่ยวแล้วเฟ้ย ) และก็ไปขึ้นรถทัวร์ที่เอกมัย ไปถึงตอนประมาณ 7.20 ตอนเช้า ไม่ทันขึ้นรถรอบ 7.00 ของเชิดชัยทัวร์(บริษัทที่เซียนในห้อง BP มักจะมาขึ้นกัน) ที่จะออกทุกๆชั่วโมง (7.00, 8.00, ....) จึงเดินคอตกออกมา คิดในใจ "นี่จะต้องรออีกตั้ง 40 นาทีเชียวเหรอเนี่ย" แต่แล้วก็โดนชักชวนจากคนขายตั๋วแถวนั้นว่า "นี่นู๋จะไปเสม็ดเหรอ ทางนู้นก็มีรถทัวร์ไป กำลังจะออกแล้วน้า" เราก็เลยตัดสินใจเอาวะ ลองเสี่ยงดู ขี้เกียจรอ เดี๋ยวจะเสียเวลาทริปไปเช้าเย็นกลับของเรา รถที่เราไปขึ้นนี้เป็นของบริษัทรัตนมงคลทัวร์ ค่ารถคนละ 126 บาท (ป.2) (ของเชิดชัยทัวร์ คนละ 157 บาทนะ) -- มีตั๋วไป-กลับให้ซื้อด้วยประหยัดไปประมาณสิบกว่าบาทมั้ง แต่เราไม่เอาเพราะตอนกลับอาจจะกลับไม่ตรงรอบรถของบริษัทนี้ก็ได้

รถออกตอน 7.30 น. ไปถึงที่ท่าเรือโชคกฤษดา (เจ้าของเดียวกับบริษัทรถทัวร์ที่พามาอ่ะ) ตอน 9.50 เร็วมั่กๆ เพราะรถขึ้นทางยกระดับไปชลบุรีอ่ะ (ตอนเราเก็บข้อมูลมาไม่เคยได้ยินชื่อท่าเรือนี้เลยอ่ะ ) แต่ถามเค้าแล้วเค้าบอกว่านั่งเรือไปที่ท่าเรือหน้าด่านเหมือนกัน ก็เลยลองดู ไปก็ไป ไหนๆก็ไหนๆแล้ว จัดการซื้อตั๋วเรือไป-กลับ คนละ 100 บาท (ซื้อเที่ยวเดียว 50 บาท -- ทีตอนซื้อตั๋วรถทัวร์ฉลาด แต่นี่ดันโง่ซื้อไป-กลับ ทำไมฟะยังงงตัวเอง รู้ตัวอีกทีก็คืนไม่ได้แล้วอ่ะ )

ไปขึ้นเรือกัน




ตอนไปถึงท่าเรือฟ้าครึ้มมั่กๆ แล้วก็ฝนตกปรอยๆ (ขึ้นเรือครั้งแรกก็เจอดีซะงั้น) บรรยากาศบนเรือนะคะเป็นเรือสองชั้นค่อนข้างใหม่ค่ะ มีชูชีพพร้อม (เราว่ายน้ำไม่เป็นแถมฟ้าครึ้มๆอีกต่างหาก จ้องชูชีพไว้ตาไม่กะพริบเลยแหล่ะ ) และเพราะว่าเป็นเช้าวันอาทิตย์ คนขึ้นเรือจึงบางตาอย่างที่เห็นนี่แหละค่า นั่งกันอย่างสบายมั่กๆ




เวลา 10.00 น. ได้เวลาเรือออกแล้วค่ะ พี่คนขับเรือนั่งเก๊กให้ถ่ายรูป เท่ห์มั่กๆ (ขอบอกทั้งเรือมีคนเดียวไม่มีลูกเรือไรทั้งสิ้น พอขับๆไปซักพักก็ลุกออกมาดูเครื่องเรือ ง้าไม่จับพวงมาลัยไว้เหรอ!!!! แล้วก็บ่นๆไรไม่รู้อยู่คนเดียว เราก็สวดมนต์ใหญ่อย่ามีปัญหาไรน้าๆๆๆ) เรือออกได้ซักพัก อาการเมาเรือเริ่มประดงประดันกันเข้ามา แต่เรามีทริกว่าให้มองออกไปไกลๆจะดีขึ้นค่ะ นั่งเหม่อเหมือนคนบ้า ยังไงยังงั้นเลย ในรูปที่ถ่ายหัวเรือ: ไกลๆนู่นก็คือเกาะเสม็ดสุดเลิฟของเรานั่นเองจ้า (เขิลอ่ะ เป็นบล๊อกแรกที่โชว์หน้าตัวเองเต็มๆซะขนาดนี้ )





หลังจากเรือออกจากท่าได้ประมาณ 40 นาทีก็มาถึงเกาะเสม็ดกันแล้วว (ดูสภาพคนบนเรือซะก่อน เริ่มระเนระนาด แสดงว่าใกล้ถึงแล้ว ) คนขับก็จัดแจงจอดเรือให้ขึ้นฝั่งง่ายๆเลยค่ะ เย้ถึงซะทีท่าเรือหน้าด่านที่เคยได้ยินแต่ชื่อ)




พี่คนขับสุดเข้มเทียบเรือให้เราที่บันไดทำให้ขึ้นฝั่งอย่างง่ายดายมั่กๆ แต่แอบถ่ายเรือลำอื่นที่เทียบเรือให้ขึ้นกันอย่างทุลักทุเลก็แอบดีใจ เย้ๆเราโชคดีจัง)




เดินไปข้างในไม่นานก็เจอท่าขึ้นรถสองแถวไปอ่าวต่างๆ ไปดูป้ายราคากันดีกว่า (หวังว่าจะอ่านเห็นกันนะจ๊ะ) ว่าอ่าวไหนเท่าไหร่กันมั่ง แถวแรกเป็นราคาต่อคนจ้า เหมาะสำหรับเพื่อนๆที่ไปกันน้อยรอครบ 10 คนถึงจะออกค่ะ ส่วนแถวหลังเป็นราคาเหมาคัน สะดวก รวดเร็ว แต่เปลือง)

ปล.ถ้าเพื่อนคนไหนอ่านไม่เห็นจริงๆแล้วต้องการรู้ หลังไมค์มาหาเราก็ได้นะจ๊ะ ไม่อยากเอารูปใหญ่มาลง เพราะบล๊อกนี้รูปเยอะมั่กๆ



มาดูบรรยากาศการขึ้นสองแถวกัน เป็นสองแถวไม่มีหลังคา สนุกดีเหมือนกัน แต่นั่งแล้วไส้แทบหลุด ถนนนรกมั่กๆ




เรานั่งสองแถวไปแค่หาดทรายแก้ว เนื่องจากว่าที่พักที่จะมาเล็งอยู่หาดทรายแก้วนั่นเองจ๊ะ (นั่งสองแถวมาคนละ 10 บาท นั่งไปจิ๊ดเดียวเอง รู้งี้เดินมาก็ได้ฟะ ไม่เป็นไรถือว่านั่งกินบรรยากาศสองแถวแล้วกัน ไม่เคยนั่งง่ะ) โดยก่อนถึงหาดทรายแก้วจะมีด่านให้เสียค่าเข้าอุทยาน คนไทยคนละ 40 บาท คนต่างชาติคนละ 400 ค่ะ เก็บกันบนสองแถวนั่นเลย แล้วก็มาถึงหาดทรายแก้วแล้วค่ะ บรรยากาศยังครึ้มไม่เลิก คนพลุกพล่านเพราะเป็นเวลา check out ของหลายๆที่พัก




และแล้วก็มาเจอที่พักเป้าหมายแล้วที่กะจะจอง นั่นคือ "สินสมุทร" นั่นเอง หาง่ายมั่กๆ มาดูบรรยากาศทางเดินในที่พักกัน ที่เห็นเป็นกระท่อมๆอยู่ชั้นบนต้องขึ้นบันไดแคบๆไปชั้นบน (ดูจากเวบนึกว่าที่พักต้องกว้างมั่กๆ แต่ไปเห็นจริงถึงกับงงเลย) กระท่อมน่ารักเนอะ(รู้สึกจะเป็นพัดลมมีเฉพาะห้องสองคน) แต่เป้าหมายเราคือห้องสำหรับ 6 คน (ห้องที่ประตูเขียวๆ ไกลๆนู่น เห็นป่ะ) กว่าจะเดินไปถึงต้องผ่านระเบียงแคบขึ้นสุดยอดอ่ะ ภายในห้องเค้ายังให้ดูไม่ได้เพราะแขกเพิ่ง check out ยังไม่ได้ทำความสะอาด แต่ได้เห็นแค่ทางเดินแล้วก็บรรยากาศรอบๆที่พักแล้วก็ทำให้เราตัดสินใจ บอกลาเค้าไปหาที่พักใหม่ซะแล้ว ที่นี่คงไม่เหมาะจะมาพักหลายๆคนอ่ะค่ะ มันมี space ให้หายใจน้อยมั่กๆ แต่เจ้าของเค้าน่ารักมากค่ะอันนี้ต้องขอชม เพราะเราไปขอดูห้องก็ยิ้มแย้มยอมให้ดูแต่โดยดีไม่มีอิดออด ทั้งๆที่เราบอกไว้ก่อนนะว่าขอดูเฉยๆยังไม่พักวันนี้




และก็เก็บบรรยากาศหาดทรายแก้วมาฝาก หาดที่ใกล้ท่าเรือหน้าด่านที่สุด หาดที่คึกคักที่สุด ตอนกลางคืนคงสวยน่าดู ตอนกลางวันบาร์เบียร์กลางแจ้งที่เห็นข้างหลังช่างเงียบเหงาจริงๆเลย



พอเดินสุดหาดทรายแก้ว (ตรงที่มีพระอภัยมณี) ก็เดินขึ้นไปเดินบนทางที่รถสองแถววิ่งอีกครั้ง เดินตามสองแถวไปกันเลย



เดินมาไม่นานก็เจอเจี๊ยบบังกะโล ที่พักสุดฮิต ร้านอาหารสุดเลื่องลือ ก็ไม่รอช้า หน้าด้านติดต่อขอดูห้องทันที ปรากฏว่าตอนนี้ดูได้แต่ห้องสำหรับ 4 คน ก็ไม่เป็นไรคงคล้ายๆกันมั้ง เดินตามต้อยๆไปดูห้องกัน (ห้องนี้เป็นห้องใกล้หาดที่สุดจ้า)




เดินต่อมาอีกนิดก็เจออ่าวไผ่แล้วค่ะ สภาพหาดเป็นหาดมีแต่โขดหินไม่มีคนเล่นน้ำเลยค่ะ ทางขวาเป็นที่พักอ่าวไผ่ฮัท เข้าไปขอดูห้อง สภาพห้องก็เป็นอย่างที่เห็นนี่ละจ้า (แอบน่ากลัว)




เห็นสภาพที่พักแล้วก็บอกขอบคุณแล้วก็เดินต่อเลยค่ะ (น่ากัวอ่ะ) เดินต่อมาจะเจอ Silver sand สภาพบ้านพักใหม่มั่กๆ แต่พนักงานพูดจา หมามั่กๆเช่นกัน (เราไปขอดูห้องนะ เค้าบอกว่าก็เดินไปดูสิไม่ได้ห้าม -- โมโหจนเลือดขึ้นหน้าเลยอ่ะ) ที่พักสำหรับ 6 คนไม่มีจ้า มีสูงสุดแค่ 4 คน ท่าทางตอนกลางคืนที่นี่จะคึกคักน่าดู มีผับด้วย



เราก็เลยเดินๆๆ ต่อไปช่วงนี้เริ่มเข้าสู่เส้นทางมหาโหด ไม่มีหาดให้ดูอย่างที่เดินผ่านมาอีกแล้ว มีแต่ป่าๆๆ สองแถววิ่งผ่านทีฝุ่นก็ฟุ้งเต็มหน้าเลย (เนื่องจากงกค่าสองแถวจึงเดินไปเรื่อยๆ เป้าหมายต่อไปคืออ่าววงเดือน) ระหว่างทางจะมีป้ายบอกตลอด ถ้าใครคิดจะเดินไม่ต้องกลัวหลงจ้า มีหมาดำนำทางด้วย ดีจิงๆ มันเดินนำเราไปจนถึงวงเดือนเลยอ่ะ ไกลมั่ก ผอมไปหลายขีดเหมือนกัน ระหว่างทางก็จะมีป้ายชี้เข้าไปตามหาดต่างๆเป็นระยะๆ





แล้วก็มาถึงแยกสุดท้ายก่อนถึงวงเดือนแล้วค่ะ ไกลได้โล่ห์มั่กๆ เดินตามเสียงคลื่นกันไปเล้ย ที่พักแรกที่เจอก็คือ "เสม็ดคาบาน่า" ใหม่กิ๊ก สวยถูกใจมั่กๆ แต่ว่ามีแต่ห้องสำหรับ 2 คน (เสริมได้สูงสุดแค่ 3) เลยแห้ว เดินคอตกออกมาซะ




เก็บบรรยากาศอ่าววงเดือนมาฝากกันจ้า คนน้อยกว่าหาดทรายแก้วเห็นๆ หน้าหาดสั้น ไม่มีทางให้เดินมากนัก



แล้วก็ปฏิบัติการกันต่อ ไล่ถามเก็บข้อมูลไปเรื่อยๆ ทั้งมาลิบู รีสอร์ท (อันนี้แพงอ่ะ เกินงบเลยไม่ได้ขอดูห้อง), Sea horse (อันนี้เค้ามีรูปที่พักใส่อัลบั้มไว้แล้ว แต่ไม่ถูกใจบรรยากาศเท่าไหร่ ราคาก็สูง เลยโบกมือลาอีกเช่นกัน)



เดินต่อมาอีกไกลพอสมควรก็เจอ "วงเดือน รีสอร์ท" ที่พักสำหรับ 6 คนไม่มีอีกเช่นเคย เลยแวะชิมอาหารที่ร้านอาหารของเค้าซะหน่อย ตามคำแนะนำของเพื่อนๆในห้อง BP (ได้พักซะที หลังจากเดินมาเป็นหมื่นลี้) และแล้วก็มาเปิดเผยหน้าตาของตากล้องกันหน่อย อาหารก็ใช้ได้นะคะ ราคาก็ไม่แพง ส้มตำนี่แซ่บสุดๆ ไม่ได้ถ่ายรูปอาหารมาให้ดู เนื่องจากพอกับข้าวมาก็กินกันอย่างปอบลง หิวมั่กๆ นึกได้อีกทีหมดแล้วอ่ะ ขอโทดค้าบ




พอกินเสร็จก็ลุยกันต่อ เดินมาอีกนิ๊ดนึงก็เจอ วงเดือนวิลล่า ที่พักสุดฮอตอีกที่ค่ะ ไม่รอช้า เอามีดจ่อคอให้เค้าพาไปดูห้องกันเลย




ห้องพักน่ารักสภาพเหมือนรูปในเวบไม่หลอกตาเท่าไหร่ อยู่ไม่ไกลจากหาดมาก ดูจากรูปที่ถ่ายที่ระเบียงห้องได้เลยจ้า เห็นทะเลอยู่ริบๆ บรรยากาศบริเวณที่พักก็น่ารักสุดๆ หาดข้างหน้าก็สงบๆดีค่ะ และที่สำคัญเจอชิงช้าแล้วววว





นี่เป็นห้อง VIP (2 คน) บ้านนึงมีสองห้อง มีเตียงอยู่หน้าห้องด้วย ดูหรูไฮโซมั่กๆ วันหลังต้องมาพักให้ได้เลย และก็แอบเก็บบรรยากาศอ่าววงเดือนมาให้ดูกันเพิ่มอีกหน่อย แบบว่าถูกใจอ่ะ สวยดี อ่าวโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวเลย (ที่มาของชื่ออ่าวล่ะมั้ง)




ที่วงเดือนนี้ตามริมหาดจะมีผับ บาร์เยอะเหมือนกัน ตอนกลางวันน้ำขึ้นก็เก็บข้าวของหนีน้ำกันอย่างที่เห็นนี้แหละ คิดว่าตอนกลางคืนคงตั้งโต๊ะกันบนพื้นทราย บรรยากาศดีน่าดูเลยเนอะ




ได้เวลากลับบ้านแล้วล่ะ ตอนกลับนี่เดินจากวงเดือนมาหน้าด่านเลยอ่ะ เดินจนแทบคลั่งอ่ะ ด้วยความงกอีกเช่นเดิม ใช้เวลาเดินประมาณชั่วโมงครึ่งอ่ะ เดินมาถึงท่าเรือหน้าด่านตอนบ่าย 3 กว่าๆ ไม่ทันเรือรอบ บ่าย 3 (เศร้าอีกแล้ว) ก็เลยนั่งรอ อยู่ที่ท่า ดีนะที่มี 7-11 เลยมีของกินฆ่าเวลาไปได้หน่อย อยู่ที่ท่าเจอพี่คนขับเรือตอนมาด้วย แกจำเราได้เลยเข้ามาถามว่าอ้าวทำไมไม่ค้างล่ะ กลับทำไมวันนี้ ก็เลยบอกเหตุผลไปแกก็พยักหน้าหงึกๆ แล้วก็ถามแกเรื่องรถทัวร์กลับกรุงเทพ ว่ามีที่ไหนมั่ง แกก็แนะนำให้ไปขึ้นของเชิดชัยทัวร์ เพราะว่าของรัตนมงคลมันไม่มีรอบเย็นๆ แกก็บอกทางไปเสร็จสรรพ ดีจัง ขอบคุณผ่านบล๊อกอีกทีค่ะ

และแล้วก็ 4 โมงเย็นได้เวลาเรือออก จากเสม็ดแล้ว เวลาแห่งความสุขกำลังจะหมดลง บรรยากาศทะเลยามเย็นค่า 4.40 น. ก็ถึงฝั่งบ้านเพ



จากท่าเรือโชคกฤษดาเดินไปไม่ถึง 5 นาทีก็ถึงท่าขึ้นรถทัวร์ของโชคชัย (ใครมาไม่ถูกถามคนแถวนั้นได้) มาทันรถรอบ 17.00 นะ แต่รถเต็ม วัยรุ่นเซ็งเลย เลยได้นั่งรอ (อีกแล้ว) รอขึ้นรอบ 6 โมงเย็น (ระหว่างรอก็จัดการซื้อของฝากให้สะใจไปเลย ไม่รีบๆ เป็นการซื้อของฝากเวอร์ชั่นเอ้อระเหยที่สุดในชีวิต) พอถึง 6 โมงรถก็ออกทันที ตรงเวลาน่าชมเชยจิงๆ ถึงเอกมัยก็ 3 ทุ่มครึ่งอ่ะค่ะ (ช้ามั่กๆ)

^^ เป็นอันจบทริปอันแสนยาวยืดซะที ^^

ขอบคุณทุกคนที่ทนอ่านมาจนจบนะคะ คนทำก็ตาลายเหลือเกินแล้ว ไว้วันหลังจะมารีวิวให้ดูอีกนะ ตามมาอ่านกันอีกนะ บ๋ายบายจุ๊บๆ




 

Create Date : 02 มิถุนายน 2550    
Last Update : 23 กรกฎาคม 2556 16:20:08 น.
Counter : 331 Pageviews.  


sokheang14
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add sokheang14's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.