Group Blog
 
All blogs
 

เรื่องเล่าจากเวียดนามตอนที่ 11 ตามเบียด....(ลาก่อน)เวียดนาม




เช้าวันสุดท้ายของการเดินทาง เรารีบตื่นแต่เช้าจัดแจงแพคสัมภาระและเอากระเป๋าลงมาฝากทางโรงแรมไว้ แล้วไปกินข้าวกัน มื้อเช้าในวันนี้เป็นอาหารง่าย เรียกว่ารองท้อง ไม่ถึงกับอิ่มค่ะ มาดูน่าตาอาหารจากโรงแรมไทสันกัน



หน้าตาอาหารไม่ค่อยน่าทานเท่าไหร่ รสชาดก็พื้นค่ะ แต่ก็ทานนะ นิดหน่อยๆ แก้หิว ตั้งใจว่าเจออะไรข้างหน้าน่าทานก็จะแวะค่ะ




เสร็จจากทานอาหารเรียบร้อยแล้ว เราออกไปสำรวจอีกครั้งยังมีสิ่งของและรายการฝากซื้อจากเพื่อนๆ และซื้อไปฝากญาติที่เรายังไม่ได้ซื้อ เราจึงต้องไปตามล่าหากันต่อไป ในรูประหว่างเดินไปหาซื้อของ ผ่านแม่ค้าหาบเร่ขายของ เห็นกำลังเม่อๆ จัดไปหนึ่งแชะค่ะ




ถัดไปอีกหน่อยเจอร้านนี้เด็ดค่ะ (555 เรียกว่าร้าน) เค้าขายหมูกันตรงนี้ วางแบกับพื้นอย่างนี้เองค่ะ



เดินไปสักพักแป๊บแม๊ว ก็ถึงร้านนี้ค่ะ ความจริงมีหลายร้านแต่พวกเราเข้าร้านนี้ค่ะ พี่ๆ เพื่อนๆ ที่รู้จักฝากซื้อกระเป๋ามาค่ะ แอนไม่ได้รับฝากเยอะ แค่ประมาณ 3 ใบแค่นั้น บางคนซื้อไปเยอะมาก ร้านนี้ของเค้าคุณภาพการตัดเย็บใช้ได้ ส่วนราคาแม่ค้าร้านนี้ไม่ยอมลดเลยค่ะ แม่จะซื้อเยอะซื้อมากเท่าไหร่ก็ไม่ยอมลด ก่อนหน้าที่แอนจะเข้าไปก็มีคนไทยสัก 5-6 คนได้กำลังเลือกซื้อของอยู่ สงสัยเลยกลายเป็นเหตุให้เค้าไม่ลดกระมัง



เสร็จจากซื้อของที่ต้องการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็จัดการพาคุณผู้ชายทั้งหลายไปนั่งรอกินลมชมวิวที่ร้านกาแฟใกล้ อนุสาวรียแห่งนี้ จึงเป็นที่มาในรูปอนุสาวรีย์ตอนเช้านั่นเอง





ระหว่างที่คุณพ่อบ้านและเพื่อนนั่งกินลมชมวิว แอนกับหนุ่มน้อยก็พากันไปส่งไปรษณ๊ย์บัตร เดินไม่ไกลจากตรงนี้ แค่เหนื่อยแฮ่กๆ เท่านั้นเอง จึงเก็บภาพอนุสาวรีย์ลีไทโตมาอีกรอบค่ะ




ฝั่งตรงข้ามอนุสาวรีย์หลีไทโตก็เป็นลูกโลกประเทศเวียดนามค่ะ เช้านี้คนน้อยเลยได้รูปที่ปลอดคนมา 1 ใบ



เดินไปเรื่อยผ่านที่นี่ อีกแป๊บเดียวก็ถึงที่ทำการไปรษณีย์แล้ว



อ่านออกมั๊ยค่ะ ช่วยกันออกเสียงหน่อย แอนอ่านตั้งนาน อ่านไม่ออก 555





เสร็จจากส่งโปสการ์ดเรียบร้อยแล้วแอนเดินกลับเลาะมาฝั่งทะเลสาบเก็บภาพไปเรื่อย ในรูปเป็นสิ่งปลูกสร้างที่อยู่กลางทะเลสาปค่ะ เรียกว่า ทา-พรัว (THAP RUA) แต่ตอนแรกๆ แอนอ่าน ทาบ-รัว 555 ทาพรัวหมายถึงหอคอยเต่า เป็นเจดีย์โบราณสร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 18




แอนตัดสินใจเดินเลาะริมทะเลสาบไปเรื่อย จากเมื่อคืนที่ไม่สามารถเข้าไปเที่ยวชมได้ เช้าวันนี้แอนจะได้เข้าไปชมแล้วหล่ะ



ถึงสะพานแดง (สะพานเทฮุก) กันแล้ว เดี๋ยวเราจะซื้อตั๋วเพื่อเข้าไปด้านในค่ะ



แวะซื้อตั๋วผ่านประตูเข้าไปก่อนค่ะ คนละ 10,000 เวียดนามด่อง



หน้าตาตั๋วมาแล้วค่ะ ถ่ายมาให้ดูทั้งด้านหน้าและด้านหลัง



ถึงตรงนี้มีเจ้าหน้าที่นั่งเก็บตั๋วอยู่ค่ะ



ลอดมาอีกฝั่งนึงแล้ว เดี๋ยวเดินตามมาเรื่อยๆ เลาะๆไปค่ะ



สถานที่นี้เรียกว่า "วัดหง็อกเซิน หรือวัดเนินหยก (Ngoc Son) เป็นจุดที่มีทัศนียภาพสวยงามที่สุดของฮานอย ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะ ตรงทะเลสาบคืนดาบ และอยู่ฝั่งตรงข้ามกับโรงละคร ตรัน ฮิ่ง ดาว




เดินมาถึงด้านหน้าแล้ว




จุดธูปไหว้พระขอพรกันสักหน่อยค่ะ




เดินเข้าไปด้านในพบเต่าในตู้กระจก ซึ่งเป็นเต่าในตำนาน โดยมีเนื้อความว่าพระเจ้าหลีไทโต ได้รับดาบวิเศษเพื่อนำไปต่อสู้กับพวกหมิง หลังจากที่ได้รับชัยชนะแล้วก็ทรงลงเรือไปกลางทะเลสาบเพื่อคืนดาบ ปรากฏว่ามีเต่าศักดิ์สิทธิ์โผล่ขึ้นมารับดาบจากพระองค์ อันเป็นที่มาของชื่อทะเลสาบแห่งนี้




ดูด้านหน้ากันบ้าง



เต่าศักดิ์สิทธิ์ตัวนี้ตั้งอยู่ในตู้กระจกค่ะ ด้านบนตกแต่งไว้อย่างสวยงาม



ส่วนด้านข้างก็มีภาพเต่าและประวัติให้อ่านกัน







หลังจากดูๆ เสร็จเป็นที่เรียบร้อยเราเดินออกไปยังห้องข้างดูสิว่ามีอะไร ปรากฏว่าเป็นห้องขายของที่ระลึก มีจำหน่ายภาพต่างๆ มากมาย ภาพทีนี่ฝีมือดีและสวยงามทีเดียว




เดินอยู่ด้านในพอสมควรแก่เวลา เดี๋ยวแอนมานานเกินไปคุณพ่อบ้านจะเป็นห่วง จึงต้องรีบกลับออกไป ระหว่างทางยังเก็บภาพสะพานเทฮุกสีแดงมาฝากอีกภาพ



เหลือบมองดู น้ำในทะเลสาบเป็นสีเขียวกันเลยทีเดียว




เดินข้ามฝั่งมาก็ยังมีสินค้าพื้นเมืองของเวียดนามจำหน่าย แต่แอนจำไม่ได้ว่าสนนราคาแพงหรือไม่ ถ้าเพื่อนๆที่ไปจะซื้อก็ลองเดินสำรวจสักหน่อยดีกว่าค่ะ



ใครที่เดินไม่ไหวแล้ว เมื่อยสนใจนั่งรถชมเมือง ก็สามารถใช้บริการรถสามล้อถีบ(หรือ ซิโคล่ )ได้ แต่มีข้อแม้ต้องตกลงราคากันก่อนขึ้นนะค่ะ ไม่งั้นโดนฟันหัวแบะแล้วจะหาว่าไม่เตือนน๊า



หลังจากกลับมาจากวัดเนินหยก นั่งพักทานน้ำสักแป๊บเพื่อนคุณพ่อบ้านก็ชวนไปหาอะไรกินกันก่อน เพราะอีกสักประมาณ ชั่วโมงกว่ารถตู้จะมารับเราไปสนามบินกันแล้ว จึงต้องออกตระเวณหาของกินกันอีกครั้ง ร้านนี้ดูน่าทานมากอยู่ใกล้ๆ กับโรงแรมไทสันที่เราพัก คนเยอะมากทีเดียว นี่เป็นหน้าตาอาหารที่เราเสี่ยงชิมกันค่ะ รสชาดก็จืดๆ พอไหวค่ะ



ส่วนจานนี้เป็นวุ้นเส้นผัด ผัดกับอะไรไม่รู้แอนทานแต่วุ้นเส้นค่ะ รสชาดก็เหมือนวุ้นเส้นผัดไข่ที่บ้านเรานั่นแหละ แต่ออกจะจืดกว่านิดนึง




ส่วนจานนี้เป็นจานหลักที่ร้านนี้ขายดีค่ะ แอนก็ว่ามันอร่อยที่สุดแล้วในบรรดาสามจานนี่ แต่ยังไงบ้านเราก็อร่อยกว่าอยู่ดีค่ะ กลับไปเมืองไทยเห็นทีวันรุ่งขึ้นจะโซ้ยส้มตำก่อนเลยเป็นอันดับแรกค่ะ



ทานอาหารเสร็จเรียบร้อย เดินนิดหน่อยก็กลับเข้าโรงแรม อีกสักแป๊บรถตู้ก็มารอรับเรามุ่งหน้าสู่สนามบินนอยไบ ในวันที่เรากลับคนเยอะทีเดียวค่ะ



ที่นี่มีบริการห่อหุ้มกระเป๋าด้วย แต่ใบที่พนักงานกำลังห่อนั่นไม่ใช่ของครอบครัวแอนนะ เป็นของคนอื่น เหมือนเคยเดินผ่านมือไวเก็บมา หนึ่ง แชะ แล้วก็ไปเช็คอินโหลดกระเป๋าขึ้นเครื่อง แล้วเข้าไปด้านในกันค่ะ


นิดนึงด้านในของสนามบินนอยไบ ไม่ค่อยมีของอะไรให้ซื้อหาถ้าใครอยากได้อะไรซื้อด้านนอกจะมีให้เลือกเยอะกว่านะค่ะ แต่ครอบครัวแอนส่วนใหญ่ไปไหนไม่ได้ซื้ออะไร มีแต่เก็บภาพเป็นที่ระลึกซะมากกว่าค่ะ



หลังจากขึ้นเครื่องได้ไม่นาน เจ้าหน้าที่ก็นำอาหารมาเสริฟ มื้อเย็นมื้อนี้น่าตาเป็นอย่างนี้ ขอบอกอร่อยกว่ากันเยอะ แต่ไม่เป็นไรเรามาเที่ยวเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ลาก่อนเวียดนาม นอยไบ ฮานอย โอกาสหน้าจะมาเที่ยวอีกมั๊ยเรายังตอบไม่ได้ ต้องรอดูตั๋วโปรโมชั่นจากการบินไทยก่อน ถ้ามีราคาดีๆไม่แพง คงได้เจอกันอีกแน่นอน


ขอบคุณทุกๆ คนที่ติดตาม จบเสียทีกับทริปเวียดนาม กระท่อนกระแท่นเหลือเกิน ขอบคุณที่แวะเวียนมาเยี่ยมทั้งBLOGGANG และ FACEBOOK ติดตามทริปมันส์กับแอนในทริปต่อไป ลั้นลาเจแปน นะค่ะ





 

Create Date : 09 กรกฎาคม 2556    
Last Update : 6 มีนาคม 2557 17:28:14 น.
Counter : 211 Pageviews.  

เรื่องเล่าจากเวียดนามตอนที่ 10 คืนสุดท้ายในฮานอย




สวัสดีค่าทุกคน เป็นไงบ้างสบายดีกันหรือเปล่า แอนหายหน้าไปนานเลยตั้งใจหลายครั้งหลายหนว่าจะรีบๆ อัพบล็อคเรื่องราวเกี่ยวกับเวียดนามให้จบๆ ไปเพราะมีทริปอื่นๆมากมายมาจ่อคิวรออยู่ แต่ด้วยความที่ตัวเองยุ่ง ผลัดผ่อนมาตลอด

ช่วงนี้ก็พอจะมีเวลาชะแว๊บเข้ามาในบล็อกแก็งค์บ้างแบบประปราย แม้จะมีเวลาไม่มาก แต่จะพยายามอัพให้เสร็จๆ นะค่ะ

มาต่อเรื่องของเวียดนามที่คราวที่แล้ว (โน้น ตั้งแต่เดือนมีนาคมอ่ะค่ะ) ว่าจะพาไปเที่ยวยามค่ำคืนชมแสงสี ท่องราตรีกันว่ามีอะไรน่าสนใจ น่าเดินเล่น หรือหาซื้อติดไม้ติดมือไปฝากคนที่บ้านนะค่ะ

เริ่มจากเอากระเป๋าเก็บที่โรงแรมเสร็จเป็นที่เรียบร้อย เรานัดหมายกับอีกครอบครัวนึงเพื่อจะออกมาหาอะไรทานในตอนเย็น แต่ด้วยความที่ครอบครัวนู้นหิว ทำให้เค้าไปกินก่อนจึงเหลือแต่ครอบครัวแอนที่ยังไม่ได้ทาน เราจึงออกเดินจากโรงแรม เลี้ยวซ้าย เดินตรงไปเรื่อยๆ ตามถนน หมายจะเล็งว่ามีร้านไหนที่ดูสะอาดสะอ้าน คนทานเยอะ เราจะเข้าไปทานค่ะ เดินไปเดินมาสักพักก็มาเจอร้านนี้ค่ะ เป็นร้านข้าวอยู่ริมถนน มีห้องแอร์ คนทานเยอะ ทั้งชาวเวียดนามและชาวฝรั่งจึงสาวเท้าก้าวเข้าร้านไปจับจองหาที่นั่งบ้างค่ะ



ขออภัย ลืมถ่ายรูปหน้าร้านนะค่ะ อารามหิว คนเยอะ รีบก้าวเข้าไปเลย นั่งสักพัก บริกรหนุ่มนำเมนูมาให้ เป็นร้านนี้นะค่ะ



คุณพ่อบ้านนั่งดูเมนู ส่วนแอน ถ่ายรูปบรรยกาศภายในร้านมาให้ดูค่ะ



หลังจากดูเมนู เราทั้งสี่เลือกเมนูอาหารที่อยากทานได้แล้วก็จัดแจงเรียกพนักงานมาเพื่อสั่งอาหารค่ะ คุณพ่อบ้านสั่งจานแรก พนักงานแจ้งว่าหมด งั้นสั่งแบบที่สอง ก็หมดค่ะ งั้นสั่งแบบที่ 3 ก็หมด อ้าวแล้วแบบนี้แล้วเราจะกินอะไร นั่นก็หมด นี่ก็หมด ทำไมไม่บอกกันก่อนว้า...สรูปเป็นอันว่าเราทั้งสี่ต้องระเห็ดออกจากร้าน เฝอ 24 เดินมุ่งหน้ากันต่อไปอย่างไรจุดหมายว่าจะกินอะไรกันดี

ด้วยจำนวนผู้คนมากมายที่มาเที่ยวในฮานอยในช่วงปีใหม่ ทำให้ร้านอาหารต่างๆ มีจำนวนผู้คนมาก ดังนี้เราทั้งสี่จึงตกลงเปลี่ยนแนวกันใหม่เพื่อที่จะได้กินอาหารกันได้เร็วขึ้น ไม่ต้องหรูหรา เน้นคนทานเยอะ อาหารหลากหลายหน่อยเรื่องของสถานที่เอาไว้ทีหลังแล้วกัน




เดินต่อไปเรื่อยๆ ผ่านร้านขายของมากมาย




ร้านนี้ก็ขายของฝากพื้นเมือง ของที่ระลึก มีหลายอย่างให้เลือกซื้อ เราหิวมากกว่าจะแวะ จึงเดินหน้ากันต่อไป





ผ่านร้านอาหารร้านนี้ แลดูมืดๆ สลัวๆ กลัวไม่ปลอดภัย จึงเดินหน้ากันต่อไป




เดินไปเรื่อยๆ จนเกือบจนพ้นซอย เจอร้านนี้ ในป้ายบอกพิกัดสถานที่ตั้งของร้าน ถ้าใครได้ไป ร้านนี้ขอบอกใช้ได้เลยค่ะ สนนราคาไม่แพงด้วยค่ะ




ได้ที่นั่งแล้วจัดแจงสั่งอย่างไม่รีรอ ภาษาเดิมที่เราถนัดกันคือภาษามือค่ะ ได้กุ้งผัดเปรี้ยวหวานมาจานนึง




ตามด้วยปลาซาร์ดีน 555เรียกอย่างหรูอ่ะนะ ปลากระป๋องนั่นเอง



มาที่นี่หลายวันไม่ค่อยได้ทานผัก ฉะนั้นจานนี้จัดสนองตัวเองเลยค่ะ




จานสุดท้ายเป็นน่องไก่เล็กน้ำแดง ออกเปรี้ยวๆ หวานๆ รสชาดไม่ถึงกับถูกปาก แต่ก็พอถูไถทานได้ค่ะ




อีกสักภาพกับ 1 เซ็ตในวันนี้พร้อมข้าวเปล่า 4 ถ้วย อิ่มสบายท้อง แถมไม่ท้องเสียด้วยหล่ะ




หลังจากอิ่มท้องแล้ว เราก็เริ่มออกเดินสำรวจร้านรวงกันค่ะ จุดหมายไม่มี วันนี้ฟรีสไตล์ เดินเท่าที่สองเท้าเราจะก้าวไหว



ผ่านอนุสาวรีย์แห่งการปฏิวัติ



อากาศเย็นๆ พร้อมกับแสงไฟที่สาดส่องไปยังสะพานทำให้เราเลือกที่จะเดินไปที่นี่ มองจากระยะไกล ดูสวยงามดี ที่นี่คือ" ทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม" ( Ho Hoan Kiem ) หรืออีกชื่อนึงคือ ทะเลสาบคืนดาบ



สะพานสีแดง ต้นไม้สีเขียว ในยามค่ำคืนมันดูโดดเด่นมากๆ ในช่วงกลางคืน






เรายังคงเดินเลาะๆ ริมทะเลสาบไปเรื่อย ๆ ผู้คนมากมายยังคงเดินสวนไปมา



ผ่านมาถึงหนังสือเล่มใหญ่ตรงนี้ เป็นอีกจุดนึงที่นักท่องเที่ยวพากันมาเก็บภาพ



เดินไปอีกสักหน่อยทางซ้ายมือเป็นอนุสาวรีย์หลีไทโต



เดินไปอีกผ่านศาลาหกเหลี่ยม เลี้ยวซ้ายไปตามถนน




มีร้านค้าต่างๆมากมายไม่ว่าจะเป็น Topshop BCBG เพียงแต่เวลานี้เค้าปิดร้านกันแล้ว เราจึงอดดู




เดินไปเรื่อยๆ จนมาถึงโบสถ์ เซนต์ โยเซฟ เราจึงหยุดเดินแวะถ่ายรูปเป็นที่ระลึกสักภาพ โบสถ์โยเซฟนี้มีความคล้ายคลึงกับมหาวิหาร Notre Dame ในกรุงปารีสเพราะได้รับอิทธิพลมาจากฝรั่งเศส ถือเป็นโบสถ์ที่เก่าแก่ที่สุดในเวียดนามเลย







เดินกันไปแบบไร้จุดหมายคุณพ่อบ้านเลยเสนอกลับโรงแรมเถอะไปนอนพักผ่อน พรุ่งนี้ต้องเก็บของกลับบ้านกันแล้ว เลยขอแวะร้านนี้ซื้อน้ำซื้อหนมไว้กินคืนนี้กัน ร้านนี้ขายของไม่แพงมากเมื่อเทียบกับร้านอื่นๆ ใครมีโอกาสได้ไป ถ้าเดินเจอก็แวะซื้อของกินเล่นหรือน้ำดื่มได้เลยค่ะ


หมดแล้วสำหรับวันนี้ พรุ่งนี้ จะต้องกลับบ้านแล้ว ส่วนจะพาไปดูอะไรส่งท้ายกันก่อนกลับเมืองไทย ติดตามต่อบล็อคหน้านะค่ะ

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามทั้งที่ผ่านมาและบังเอิญแวะมาหาข้อมูลค่ะ




 

Create Date : 08 กรกฎาคม 2556    
Last Update : 6 มีนาคม 2557 17:27:53 น.
Counter : 150 Pageviews.  

เรื่องเล่าจากเวียดนาม ตอนที่ 9 รีวิว THAISON HOTEL @ HANOI





หลังจากขึ้นจากการล่องเรือในฮาลองเบย์แล้ว จุดมุ่งหมายต่อไปของเราคือกลับไปจุดเริ่มต้นที่เรามา นั่นคือ ฮานอย นั่นเอง



การเดินทางกลับจากฮาลองเบย์ไปสู่ฮานอย ก็เหมือนเช่นเดิมใช้เวลาเดินทางนั่งอยู่ในรถตู้ประมาณ 3ชั่วโมงได้ เนื่องจากเวียดนามเค้าจำกัดความเร็วทำให้ระยะทางที่ไม่ไกล สามารถกินเวลาได้ถึง 3 ชั่วโมง ไม่เหมือนบ้านเรา ถนนโล่งๆ ก็เหยียบกันมิดเลย หมายจะให้ถึงที่หมายไวๆ แต่ที่นี่ไม่ได้ พวกเราต้องทำใจนั่งคุยไปพลาง หลับกันไปพลาง ตื่นแล้วตื่นอีกก็ยังไม่ถึงสักที>.<



ในช่วงที่เดินทางกลับเข้าฮานอย สังเกตุดูจำนวนรถเริ่มเยอะกว่าตอนขามาค่ะ รู้ได้อย่างไรก็เพราะมีรถติดเป็นช่วงๆ ไงค่ะ และตอนขากลับนี้ คนขับรถของเราก็แวะให้เราทำธุระกิจระหว่างทางในโรงงานผ้าไหมที่ขายของพื้นเมืองของเวียดนามอีกเช่นเดิม




ภาพนี้หลังจากลงจากรถไปเข้าห้องน้ำซื้อเสบียงเรียบร้อยแล้ว หันมาเก็บภาพอีกเช่นเคย นอกจากจะมีผ้าไหมปักมือ หวีเขาควายแล้ว ยังมีรูปปั้นแกะสลักจำหน่ายอีกด้วย แต่เราคงไม่ได้ซื้อกลับ ฉะนั้นขึ้นรถดีกว่า




นั่งรถไปอีกสักประมาณชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึงฮานอย คนขับรถขอที่อยู่ของโรงแรมจากเราแล้วเค้าก็โทรติดต่อโรงแรมถามว่าตั้งอยู่ไหน ไม่นานนึก เราก็ถึงที่หมาย คืนนี้เราจะพักกันที่นี่ค่ะ THAI SON HOTEL


โรงแรมส่วนใหญ่ในฮานอยจะเป็นตึกแถวค่ะ มองโดยรวมด้านหน้าดูแล้วเป็น 1 คูหา สภาพด้านนอกแล้วถือว่าพอใช้ได้ไม่ได้ดูสวยหรูเหมือน วันแรกที่เรามาถึงฮานอย (หมายถึงโรงแรม MERACUS) ฉะนั้น ห้องพักในวันนี้ต้องมีลุ้นค่ะ


ใครที่จะพักโรงแรมนี้ แล้วใช้บริการรถตู้ ต้องบอกก่อนเลยว่า รถตู้ไม่สามารถไปจอดหน้าโรงแรมแห่งนี้ได้ เพราะถนนเล็กเกินไป ทำให้รถสวนไปมาไม่ได้ จะต้องไปจอดอีกซอยถัดไป แล้วเราก็ลากกระเป๋าไปยังโรงแรมเองค่ะ ได้ก็เดินไม่ไกลมาก สักประมาณ 200 เมตรเห็นจะได้ค่ะ


ที่ตั้งของโรงแรมนะค่ะ

7-9 Hang Voi , Hoan Kiem District , Hoen Kiem , HANOI

เป็นโรงแรมที่ตั้งอยู่ในเขตเมืองเก่าของฮานอย ระหว่างแม่น้ำแดงกับทะเลสาบ Hoan Kiem ซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียงเดิน 2 นาที

มีบริการอินเทอร์เน็ตฟรี โทรศัพท์ท้องถิ่นฟรี ที่เก็บกระเป๋าเดินทางฟรี และรถรับจากสถานีรถโดยสารและสถานีรถไฟในรัศมี 2 กิโลเมตรฟรี พร้อมให้บริการผู้เข้าพักทุกท่านของ Thai Son Hotel

สถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ในบริเวณใกล้เคียงมีทั้งโรงละครหุ่นน้ำ ตลาดกลางคืน และถนน Hang Dao ชื่อดัง มีร้านค้า ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และสถานบันเทิงมากมายในบริเวณใกล้เคียง




ถึงโรงแรมก็เช็คอินเก็บกระเป๋าให้เรียบร้อยตามระเบียบ




ได้กุญแจไขเข้าห้องปุ๊บ ถ่ายรูปปั๊บ




มีเตียงใหญ่ให้ 2 เตียง เพราะจองห้องแบบ FAMILY ROOM ไว้ นอนได้สี่คนสบาย ในรูปเตียงทางด้านขวา



ส่วนรูปนี้เตียงทางด้านซ้าย



ปลายเตียงเป็นทีวีติดฝาผนังกับเก้าอี้โซฟาให้นั่ง




ถ่ายลำบากห้องเล็กและแคบ




ติดกับเตียงทางซ้ายเป็นตู้เสื้อผ้าและโต๊ะทำงาน



มีโคมไฟเล็กๆ ให้อันนึงแต่ไม่ได้เปิด



ในตู้เสื้อผ้าก็มีตู้เซฟเพื่อความปลอดภัยไว้ใส่ของมีค่า ซึ่งเราไม่มีไม่ได้พกไรมาที่สำคัญนอกจากเงินที่ใช้จ่ายเท่านั้น เวลามาเที่ยวต่างแดน ดีที่สุดอย่าพกของมีค่าอะไรมาเลย จะได้เที่ยวได้สนุกไม่ต้องมัวกังวล นั่นโน่นนี่จะหายค่ะ



มีไม้แขวนเสื้อให้พอประมาณ ไม่มากหรือน้อยเกินไปแต่เราก็ไม่ได้ใช้ค่ะ เสื้อผ้ายัดอยู่ในกระเป๋าก็สะดวกดีอยู่แล้ว ขืนหยิบเอามาแขวนมีหวังตอนกลับนั่งจัดกระเป๋าไม่เสร็จสักที อีกอย่างเราจะได้รูปปริมาณพื้นที่ในกระเป๋าของเราเองว่าสมควรซื้ออะไรได้มากน้อยแค่ไหนด้วยค่ะ



ด้านข้างฝาผนังมีรูปปั้นดินติดอยู่ น่ารักดีค่ะ



เสร็จจากที่หลับนอนก็เป็นห้องน้ำค่ะ



ของใช้ที่จำเป็นที่ทางโรงแรมเตรียมให้



ในส่วนของที่อาบน้ำเป็นตู้แบบนี้ค่ะ




มีเครื่องทำน้ำอุ่น และตัวปรับแรงดันไว้นวดตัวได้ แต่อุณหภูมิไม่คงที่เท่าไหร่ค่ะ





ส่วนเจ้านี่ก็ตั้งอยู่ด้านข้างตู้อาบน้ำ ดีเหมือนกันไม่เปียกเลอะเทอะค่ะ



ถ่ายรูปที่หลับนอนเรียบร้อยแล้ว ต่อไปเราก็จะไปสำรวจที่ทานข้าวในตอนเช้ากัน




สอบถามเจ้าหน้าที่ดูเค้าจะทานข้าวเช้ากันตรงนี้ค่ะ อยู่ที่ชั้น 1 เลย เนื่องด้วยโรงแรมมเล็กๆ พี้นที่เลยจำกัดมีบริเวณน้อยทางโรงแรมจึงจัดให้ทานอาหารที่ชั้น 1 เลย >.< และตรงนี้มีบริการอินเตอร์เนตฟรี มีให้เล่นแค่ 2 เครื่อง ให้แบ่งปันกันใช้ ซึ่งส่วนใหญ่เอาไว้เช็คเมลล์อะไรทำนองนั้น กฎกติการมารยาทสากลคือให้ใช้ได้ไม่เกินคราวละ 10- 15 นาที





เลือกตักอาหารได้จากตรงนี้ในตอนเช้า เท่าที่ดูไม่มีอะไรมากมาย อาหารง่ายๆ พื้นๆ ทานได้ทุกชาติ ABF ค่ะ




เลือกหยิบตักอาหารเรียบร้อยแล้วก็มาทานตรงนี้ค่ะ นั่นทานตรงก็นี้มองตรงออกไปเป็นด้านหน้าประตูเลยหล่ะค่ะ ฉะนั้นไม่ต้องสงสัยว่าวิวจะเป็นแบบไหนเพราะวิวก็คือผู้คนหลากหลายชาติที่เดินเข้ามาเช็คอินนั่นเองค่ะ



เก็บภาพภายในเรียบร้อยแล้ว อีกสักภาพกับป้ายไฟชื่อของโรงแรม ขากลับมาเราต้องสั่งเกตุให้ดีค่ะ


ทิ้งท้ายกันเรื่องราคาที่พักของโรงแรมและความคิดเห็นในทัศนคติของครอบครัวที่ได้ไปใช้บริการ

แบบของห้องพัก : FAMILY DELUXE+ABF

ราคา : 1499.155 บาท + TAX 284.245 = 1783 บาท (นอน 4 คน เฉลี่ยนคนละ 445.85 บาท/คน/คืน ราคานี้ถือว่าค่อนข้างถูกทีเดียวสำหรับซุกหัวนอนอย่างเดียวสักคืน

ความสะอาด : ปานกลาง ให้ไประดับ 3 ดาว แต่ก็ไม่ได้สกปรกแต่อย่างใด

การเดินทาง : ปานกลาง ละแวกบริเวณนี้ค่อนข้างมืดไปนิด หากเทียบกับโรงแรมแรกที่พัก MERACUS ตรงนั้นไม่อันตราย คนเยอะ ออกจะวุ่นวาย สว่างไสว ไปเที่ยวต่างแดนเอาคนเยอะๆ ไว้ก่อนก็ดีค่ะ


ห้องอาหาร : จัดได้ว่าเป็นห้องอาหารที่เล็กมากๆ ถ้าไม่ได้เป็นคนเรื่องมาก นอนที่นี่ได้สบายอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่ชอบคับแคบอึดอัดควรเลือกโรงแรมอื่นค่ะ


อาหารเช้า : เมนูที่มีให้น้อยค่ะ ข้าวต้มเปล่าๆ ทานกับผักพื้นเมือง ไข่เค็ม ข้าวผัด แต่ถ้า ABF ก็พื้นๆค่ะ มีแยม ขนมปัง เนย ไข่ ซีเรียล นม กาแฟ และผลไม้เป็นส้ม ซึ่งมีน้อยอย่างกว่าโรงแรมแรกค่ะ แต่ส่วนใหญ่ทานรองท้องยามเช้าก็ไม่มีอะไรมาก ส่วนใหญ่ก็ประมาณนี้ค่ะ

ความคุ้มค่า : จากราคาห้องพักเฉลี่ยต่อคนเท่านี้ก็ถือว่าสมน้ำสมเนื้อกันแล้วค่ะ


ขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม หวังว่าทุกท่านที่ไปเที่ยวจะสนุกกับการเดินทาง พึงระลึกเสมอว่าเราไปต่างถิ่น แม้บางครั้งเราว่าเราไม่เผลอเรอหรือเรารัดกุมแล้วก็ยังมีข้อผิดพลาด ขอให้ความผิดพลาดนั้นกลายมาเป็นประสบการณ์ที่มีค่าสำหรับทุกท่านค่ะ

เรื่องเล่ายังไม่จบติดตามต่อจะพาไปเที่ยวยามค่ำคืนกันค่ะ




 

Create Date : 02 มีนาคม 2556    
Last Update : 6 มีนาคม 2557 17:27:34 น.
Counter : 218 Pageviews.  

เรื่องเล่าจากเวียดนามตอนที่ 8 มื้ออาหารแสนหรูในฮาลองเบย์กับความผิดพลาดแบบไม่ตั้งใจ







หลังจากเรามายืนได้สักพัก เรือของเราก็เข้าเทียบท่าจอด
บริเวณที่รอเรือมาเทียบท่านี้ มีพวกน้ำอัดลม ของทานเล่นจำหน่ายด้วย แต่พวกเราไม่ได้ซื้อะไรเลย เราก็ขึ้นเรือในทันที


เรือแล่นออกไปอย่างช้าๆ ปล่อยให้พวกเราชมทัศนียภาพกันไปเพลินๆ แม้จะเป็นเวลาบ่ายแล้วแสงแดดก็ยังไม่มีโผล่หน้ามาให้พวกเราเห็น จะว่าไปดีไปอีกอย่างค่ะเพราะพวกเราชอบอากาศแบบนี้ ไม่หนาวมาก


เรือจำนวนมากที่เฝ้ารอนักท่องเที่ยวแต่ละกรุ๊ปของตนระหว่างไปเทื่ยวชมถ้ำ ซึ่งจอดเรียงรายรอไม่ไกลท่าเทียบเรือ



ผ่านจุดสัญลักษณ์อย่างนึง แต่ไม่ได้ถามว่าอะไร



เรือลำนี้ออกมาก่อนเราอยู่ด้านหน้า



ให้นั่งเรือชมทัศนียภาพไปเรื่อยๆ จุดหมายอยูที่ไหนก็ไม่รู้ รู้แต่ว่านั่งไปเรื่อย>.<



เห็นช่างถ่ายภาพของเราชี้โบ้ชี้เบ้ไปข้างหน้า พูดอะไรไม่รู้กับคุณพ่อบ้านทั้งสอง เราสองแม่บ้านนั่งอยู่ไกลๆ เลยเก็บภาพมาซะเลย ส่วนเด็กๆก็ตามเคยควักเอาเกมส์มาเล่นไม่สนใจสิ่งใด




หันไปด้านข้างผ่านเขาลูกนึงมีถ้ำ เอะ โพรง อะไรก็แล้วแต่ไม่รู้ เห็นมีคนเดินอยู่ด้านในด้วย สงสัยคาดว่าจะใช้ชีวิตอยู่ในนั้น




เรืออีกลำแล่นมาด้านข้าง เห็นสวยและดูดีกว่าเรือเราก็เก็บมาอีกสักภาพ





นั่งเรือชมวิวอยู่ดีๆ ทำไมจอดหล่ะ มีเสียงพูดของช่างภาพด้วย วิ่งตามไปดูหน่อยสิมีอะไร ถึงตรงนี้รู้แล้วช่างภาพคุยอะไรกับคุณพ่อบ้านทั้งสอง





อ๋อ...เป็นเรือประมงหาปลา อาหารสดๆ จากทะเล ยังเป็นๆ อยู่เลย ชื่ออะไรก็ไม่รู้อ่านยากมากๆ เลย




บนเรือ(ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าเรือหรือโป๊ะดี) ขายของทะเลสดๆ มีอะไรบ้าง ตามนี้เลยคร๊า มองดูตระกร้าเหมือนจะเล็กๆนะ แต่ความจริงมันใหญ่เท่าตระกร้าใส่ผ้าเลยเชียวหล่ะ ของแปลกๆก็มีขาย ปลาดาว แต่เอาเอามาทำอะไรกินก็ไม่รู้



เจ้าตัวเนี่ยก็ดูเหมือนเล็กๆ เนอะ แต่ความจริงหาได้ไม่ มันใหญ่มว๊ากกก!!!




ยืนชี้โบ้ชี้เบ เค้านึกว่าเราต้องการ ตั้งท่าจะช้อนปลาขึ้นมาเลย ต้องรีบบอก No NO เป็นพัลวัน




นั่นไง พูดไม่ทันขาดคำ โดนเข้าให้แล้วค่ะ มือชาวประมงติดกาว สองพ่อบ้านพูดคุยกันชี้ปลาชี้หอย เผลอเป็นไม่ได้ช้อนขึ้นมาเลย




สังเกตุดู ตรงนี้ถือเป็นย่านธุรกิจซื้อขายอาหารทะเลของเค้าเลย




เป็นจุดประสงค์หลักนี่เองที่เค้าพาเรานั่งเรือไปเรื่อยๆ ชมวิวไปเรื่อย แล้วก็แวะไปเรื่อยๆ แต่เราไม่รู้!!!





ต่อๆ กัน ปลาตัวอื่นที่ชี้กันไปชี้กันมาในคอกอื่น โดนเป็นเหยื่อขึ้นมาอยู่บนตาชั่ง เดากันมั๊ยสนุกๆว่า น้ำหนักเท่าไหร่ 555 เห็นกันจะๆ ปลาตัวเดียว 6.5 โล เห็นมั๊ยมันไม่เล็กเลย แล้วก็ตาไม่ฝาด 6.5 กิโลกรัมแน่แท้ไม่ใช่ 6.5 ขีด มึนกันเลยทีนี้




ระหว่างจ่ายเงินเป็นสกุลดอลล่าร์ ช่างภาพมือไหว วิ่งเอาปลาลงเรือไปให้แม่ครัวในทันที ทายกันอีกมั๊ยค่ะ ตัวนี้สนนราคาเป็นเงินไทยเท่าไหร่เอ่ย???





คุณชายทั้งหลายจ่ายเงิน คุณแม่บ้านก็ถ่ายรูปกันต่อ มองไปรอบๆ การค้าเจริญคึกคัก มีโป๊ะมากมายเลยจริงๆ



หนึ่งโป๊ะกับเรือ 3 ลำ ฟันกันไปเหนาะๆ




กลับขึ้น "เรือหวยล็อค " เรือก็แล่นต่อไปข้างหน้า ช่างภาพคนเดิมก็ชี้โบ้ชี้เบ้อีกเหมือนเคย ในเมื่อชี้เราก็ถ่าย




อ่อ ฟังตั้งนาน ช่างภาพพูดว่า "สวยจริง" ถ่ายก็ถ่ายตามนั้นเลยคร๊า



นั่งไปเรื่อยๆ อีก มีเรือเล็กๆ ลำนี้ตีคู่มาชิดเรือเรา เค้าขายผักผลไม้ค่ะ เห็นหลักๆเป็นกล้วยหวีเล็กๆ แต่ไม่สวยเลย เรือลำนี้เลยขายเราไม่ได้ พอเค้าตีจากไปเราก็แชะ มาอีกภาพซะเลย




ชมวิวกับเขาที่เป็นสัญลักษณ์ของฮาลองไป เรียกว่าอาหารตาเต็มอิ่ม อีกสักพักอาหารสำหรับกระเพาะจะตามมาเพราะระหว่างนี้รู้สึกแม่ครัวของเราจะปรุงอาหารให้เราทานค่ะ เพราะกินหอมๆ โชยมาตามแรงลม ต้องขอบอกว่าน้ำลายไหล สุโค่ย....อร่อยแน่ๆ




เรือแล่นมาใกล้เขาลูกนี้ค่ะ เห็นสวยดีก็ถ่ายมาอีก




ลองถ่ายย้อนกลับไปที่ถ้ำ โห...เรามาไกลแว้ววว








อีกสักภาพกับวิวอาหารตาก่อนที่จะลงไปในเรือเพราะสำรับเรียบร้อยแล้ว คุณพ่อบ้านมาตามให้ลงไปทานได้แล้ว


มาเที่ยวฮาลองจะขาดข้อมูลไปไม่ได้นะ
อ่าวหะล็อง (เวียดนาม: Vịnh Hạ Long) หรือที่นิยมเรียกตามชื่อในภาษาอังกฤษว่า ฮาลองเบย์ (อังกฤษ: Halong Bay) เป็นอ่าวแห่งหนึ่งในพื้นที่ของอ่าวตังเกี๋ยทางตอนเหนือของประเทศเวียดนาม ใกล้ชายแดนติดต่อกับประเทศจีน มีพื้นที่ทั้งหมด 1,500 ตารางกิโลเมตร และมีชายฝั่งยาว 120 กิโลเมตร อยู่ห่างจากกรุงฮานอยไปทางตะวันออก 170 กิโลเมตร ชื่อตามการออกเสียงในภาษาเวียดนามเขียนได้ว่า "Vinh Ha Long" หมายถึง "อ่าวแห่งมังกรผู้ดำดิ่ง"

ตามตำนานพื้นบ้านได้กล่าวไว้ว่า ในอดีตนานมาแล้ว ระหว่างที่ชาวเวียดนามกำลังต่อสู้กับกองทัพชาวจีนผู้รุกราน เทพเจ้าได้ส่งกองทัพมังกรลงมาช่วยปกป้องแผ่นดินเวียดนาม มังกรเหล่านี้ได้ดำดิ่งลงสู่ท้องทะเลบริเวณที่เป็นอ่าวหะล็องในปัจจุบัน ทำให้มีอัญมณีและหยกพุ่งกระเด็นออก อัญมณีเหล่านี้กลายเป็นเกาะแก่งน้อยใหญ่กระจายอยู่ทั่วอ่าว เป็นเกราะป้องกันผู้รุกราน ทำให้ชาวเวียดนามปกป้องแผ่นดินของพวกเขาได้สำเร็จและก่อตั้งประเทศซึ่งต่อมาก็คือเวียดนามในปัจจุบัน บางตำนานสมัยใหม่ก็กล่าวไว้ว่า ปัจจุบันยังมีสัตว์ในตำนานที่ชื่อว่า Tarasque อาศัยอยู่ที่ก้นอ่าว


อ่าวหะล็องได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 18 เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2537 ที่ภูเก็ต ประเทศไทย ด้วยข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณา ดังนี้

1. เป็นตัวอย่างที่เด่นชัดของการเป็นตัวแทนในวิวัฒนาการสำคัญต่างๆในอดีตของโลก เช่น ยุคสัตว์เลื้อยคลาน ยุคน้ำแข็ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาความหลากหลายทางธรรมชาติบนพื้นโลก
2. เป็นแหล่งที่เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์หายากหรือสวยงามเป็นพิเศษ เช่น แม่น้ำ น้ำตก ภูเขา




ลงมาในเรือเค้าเตรียมอาหารให้พร้อมแล้วจริงๆ เหลือแต่คนทานเท่านั้น รีบถ่ายรูปในทันใด รูปอาจไม่สวย แต่ถ้าไม่ไวจะไม่ได้รูปค่ะ ประเดิมอย่างแรกเป็นหอยปีกนกแดงนึ่ง รสชาดดีเนื้อแน่น รายการนี้มีมาอยู่แล้วไม่ได้สั่งเพิ่มแต่ประการใด




ต่อไปซุป เอ๊ะ!!! จะให้เรากินแต่หอยหรือเนี่ย...



อย่างต่อไปเป็นนี่ค่ะ พ่อแม่กุ้ง...กั้ง สงสัยไม่ให้เสียเที่ยวว่ามากินอาหารทะเลบนเรือกระมัง




กุ้ง ถ่ายเดี่ยวๆ ไม่ทัน เอาเป็นภาพรวมไปแทนแล้วกันค่ะ เนื้อดีแน่นปั๊กเชียวแหละค่ะ




จานนี้ไม่รู้เรียกว่าอะไร หน้าตาก็ไม่คุ้นเคยแต่รสชาดเหมือนจะเป็นเปาะเปี๊ยะค่ะ




อันนี้ลูกชิ้นทอด สงสัยทอดมาเป็นอย่างแรก กว่าจะทำอย่างอื่นเสร็จเลยเหี่ยวเลย



ปลานึ่งที่มีในเซ็ตอยู่แล้วว....ตัวนี่น่าจะตัวละโลได้ ไม่เล็กเลยยย




จานนี้สงสัยมาให้กินแกล้มเบียร์กระมัง




มีสองหอยยังไม่พอ จัดมาให้เราอีกหนึ่ง เง้อๆๆ




จานนี้ ปลาหมึกสดๆ ผัด ดูสีไม่ค่อยน่ากินแต่ขอบอกว่าใช้ได้เลยค่ะ ผัดมารสชาดบ้านเราเลย




ส่วนจานนี้เมนูสุดท้ายที่ไม่ได้ตั้งใจ อุทาหรณ์สอนใจห้ามชี้เด็ดขาด อาหารด้านบนก็เยอะมากแล้วคาดว่าจะกินไม่หมด ยังจะมีเจ้าปลาตัวนี้มาอีก สุดท้ายก็ต้องจำยอมนั่งจ้องมัน>.<



ช่วงระหว่างที่เราทานอาหารคาดว่าจะเป็นช่วงที่เรือเดินทางกลับเข้าฝั่ง เพราะเมื่อเราทานเสร็จเรียบร้อย นั่งพักผ่อนสักหน่อยเรือก็เทียบท่าเขาฝั่ง


เป็นที่น่าสังเกต ระหว่างที่เรานั่งทานข้าวบนเรือ ช่างภาพของเราหายไป งงมากที่เดียว แต่พอเราถึงฝั่งท่าเรือช่างภาพของเราก็กลับมาพร้อมกับรูปถ่ายในถ้ำที่เธอถ่ายให้พวกเรา เธอช่างไวปานลมกรด คาดว่าระหว่างที่เราทานข้าว เธอก็จับเรือลำอื่นแล่นกลับเข้าฝั่งไปอัดรูปที่ร้านของเธอโดยไว เธอคงกลัวว่าเราไม่รอ หรือไม่เอา แต่ด้วยความตั้งใจของเธอ ประกอบรสชาดอาหารที่อร่อยบนเรือ พวกเราช่วยอุดหนุดเธอค่ะ


ระหว่างที่เราจัดแจงชำระเงินกับช่างถ่ายภาพเราตู้ของเราก็มาเทียบจอดรอเราขึ้นรถเพื่อมุ่งหน้ากลับสู่ฮานอยค่ะ เรียกว่าบริการดีไม่ตกหล่นเชียวค่ะ


คราวหน้าเราจะกลับไปเที่ยวที่ฮานอยกันนะเพราะเรายังไม่ได้ไปเที่ยวไหนเลย ใครสนใจตามไปเที่ยวด้วยกันนะค่ะ




 

Create Date : 28 กุมภาพันธ์ 2556    
Last Update : 6 มีนาคม 2557 17:27:14 น.
Counter : 167 Pageviews.  

เรื่องเล่าจากเวียดนาม ตอนที่ 7 เข้าถ้ำชมความงดงามของถ้ำสวรรค์ เด่าโก๋ DAO GO








ก่อนอื่นต้องขออภัยที่ทิ้งดองบล็อคไว้นานมากข้ามปีเช่นนี้ใครที่ติดตามข้อมูลเพื่อจะเอาไปเที่ยวหลายๆคนคงได้มีโกรธกัน ก็ต้องขอโทษไว้ตรงนี้นะค่ะ ช่วงนี้แอนพอมีเวลาว่างจะพยายามลงรูปของทริปเวียดนามให้จบค่ะ


หลังจากที่เราลงจากเรือ "หวยล็อค" แล้ว ผู้หญิงคนเดิมที่พาเราขึ้นเรือในตอนแรกก็เดินลงมาด้วย เธอคนนี้นอกจากจะเป็นไกด์ที่ไม่สามารถให้ข้อมูลเราแล้วเธอยังทำหน้าที่เป็นช่างภาพด้วย ไม่ว่าเราจะถ่ายรูปมุมไหน เธอเป็นต้องหยิบกล้องตามมาถ่ายด้วยค่ะ เราก็ไม่ได้ว่าอะไรแต่ถามเธอว่าคิดยังไง เธอว่าใบละ 20 บาท ก็ไม่ได้แพงอะไรนักหนา คนทำมาหากิน เราก็ช่วยเหลือให้มีรายได้ค่ะ มัวแต่พล่าม ไปดูในถ้ำกันเถอะ



เมื่อลงจากเรือแล้ว เราก็เดินไปตามทางเพื่อเข้าไปยังถ้ำเพื่อชมความงามด้านใน ตามสไตล์ค่ะกล้องอยู่ที่มือ พบเจอผ่านอะไรก็กดชัตเตอร์มันเข้าไป



เดินๆสักแป๊บก็เห็นปากทางเข้าถ้ำแล้วค่ะ





ถ้ำที่ช่างภาพพาเราไปชื่อถ้ำเด่าโก๋ : Dao Go หรือถ้ำสวรรค์ ข้างในถ้ำมีหินงอกหินย้อยมากมายหลากหลายรูปร่าง ภายในถ้ำ แบ่งออกเป็น 3 ห้อง แต่ละห้องก็ตกแต่งแสงไฟหลากหลายสีเพื่อให้ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมชมค่ะ บางจุดมีปักป้ายว่าเป็นรูปร่างอะไร แต่แอนมองไม่ออกว่าเหมือนรูปอะไรบ้าง อาจเพราะไม่มีอารมณ์สุนทรีจึงทำให้ไม่สามารถเข้าถึงตรงจุดนี้กระมังค่ะ แต่ก็ไม่ละเลยที่จะถ่ายรูปหินหลายๆ ภาพหลายๆแบบเพื่อมาฝากเพื่อนๆ ที่ไม่ได้ไป ส่วนรูปร่างจะเป็นอย่างไรบ้าง ไปดูกันค่ะ




เข้ามาในถ้ำแว้ววว





ภายในถ้ำสว่างมากค่ะ แรกๆ นึกว่ามืดๆ




แต่ละก้อนก็มีรูปร่างแตกต่างกันไป ลองจินตนาการตามไปด้วยเล่นๆ นะ





เท่าที่สังเกตุแต่ละกรุ๊ปที่มา เค้าจะมีไกด์ของเค้าคอยอธิบายว่า หินก้อนนี้นะมีประวัติอย่างไรบ้าง พิเศษยังไง พวกเราเลยมั่วๆ ไปยืนด้วยหมายจะได้รู้เรื่อง แต่หลังจากที่ทำตัวกลมกลืนและพยายามฟังทำให้เราพบว่าฟังไม่รู้เรื่องเพราะมีหลายประเทศหลายชาติเลย จากจุดนี้เราจึงแยกอิสระไม่เดินตามกลุ่มพวกคนอื่นๆ แล้ว เดินมุ่งหน้าถ่ายรูปดะอย่างเดียว ผลที่ออกมาเลยมีแต่ภาพนะค่ะ ข้อมูลไม่มีเลย !!!




หินก้อนที่ถ่ายมารูปนี้เหมือนรวงผึ้งเลย ว่ามั๊ยคะ




เรื่องความงดงามภายในถ้ำเห็นคนอื่นๆ หวือหวา แต่พวกเราทั้ง 8 เฉยๆ นะค่ะ





ตรงนี้ เท่าที่ดู เห็นหลายคนชะโงกลงไปมอง สงสัยจะเป็นบ่อปลาหรือเปล่าเราก้ยังไม่แน่ใจ





อากาศภายในถ้ำจะชื้นๆหน่อย บางจุดของหินงอกหินย้อยยังมีน้ำไหลอยู่ค่ะ





เรายังคงเดินไปตามฝูงชนด้านหน้าไปเรื่อยๆ





ภาษาเวียดนามที่ฟังเค้าพูดกัน เหมือนจะมีรากศัพท์มาจากภาษาจีนเลย แต่ก็ไม่ใช่จีนกลางค่ะ





ช่างภาพของเราเดินนำหน้า พอเห็นพวกเราเก็บภาพถ่ายกันเองเป็นที่ระลึก เค้าจะรีบวิ่งมาถ่ายให้พวกเราด้วยค่ะ





ทุกที่ ไม่ใช่สิก้อนหินทุกก้อนที่เดินผ่าน เธอจะพูดกับเราว่า "สวยมากๆ"





พวกเราก็แอบหัวเราะ สวยมันทุกก้อนเลยนิ





แต่ความจริงเธอพูดภาษาอังกฤษไม่เก่งและก็พูดไทยได้ "นิดโหน่ย" เท่านั้น



















รูปสุดท้ายกับจำนวนผู้คนที่แวะมาเยี่ยมชม จากในภาพเห็นว่ามีคนน้อยแต่ความจริงแล้วคนเยอะมากเลยทีเดียวค่ะ แต่ก็จะเป็นกลุ่มๆ สังเกตุดูจะเป็นพวกที่มากับทัวร์ทั้งนั้น




เห็นแสดงสว่างจากด้านนอกแล้ว เราใกล้จะออกจากถ้ำแล้ว





หลังจากเดินมาเรื่อยๆ ก็มาโผล่ทางออก เมื่อออกมาก็จะเจอร้านขายของที่ระลึกเล็กๆ และบริเวณนี้ก็มีห้องน้ำให้เข้าด้วย เป็นเสมือนจุดพักแห่งหนึ่งค่ะ





บริเวณนี้ก็จะมีป้ายแผนที่สถานที่ที่เรามา





มีคำอธิบายรายละเอียด พวกเราไม่ได้อ่านเลยค่ะ อาศัยถ่ายรูปมาเก็บไว้เพื่ออ่านทีหลัง




จำนวนผู้คนเมื่อเดินผ่านมาเป็นกรุ๊ปๆ




บ้างก็ซื้อของฝากติดไม้ติดมือกลับบ้าน




ของที่ขายก็เป็นอย่างในภาพ พวกเราแค่เดินผ่านแล้วถ่ายภาพมาเก็บไว้เท่านั้น



หลังจากแวะให้ทุกคนในกลุ่มได้พักดืมน้ำเข้าห้องน้ำ พวกเราไม่เดินต่อไป แต่พวกเราเลือกที่จะกลับลงไปขึ้นเรือด้านล่าง เพราะมื้อเช้าทานมาไม่เยอะ ทำให้พวกเราหิว คุณพ่อบ้านทั้งสองเลยตกลงกันกลับขึ้นไปทานอาหารบนเรือแทน



ทัศนียภาพสวยๆ บริเวณโค้งเว้าของอ่าวที่เราไปเยือน




ระหว่างทางเดินไปขึ้นเรือ








อีกสักภาพกับหัวเรือด้านหน้าอันเป็นสัญลักษณ์ของเรือประจำฮาลองเบย์



คราวหน้าไปชมเมนูอาหารอันโอชะบนเรือกันค่ะ
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม แอนจะพยายามจะทยอยลงรูปให้หมด เพราะมันเนิ่นนานเกินไปแล้วค่ะ และต้องขออภัยสำหรับรูปที่ถ่ายมาอาจชัดบ้างไม่ชัดบ้างค่ะ




 

Create Date : 21 มิถุนายน 2555    
Last Update : 6 มีนาคม 2557 17:26:52 น.
Counter : 139 Pageviews.  

1  2  3  

ann_269
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 14 คน [?]




.. Anne Kamome

Create Your Badge
New Comments
Friends' blogs
[Add ann_269's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.