Group Blog
 
All Blogs
 

ข้อควรรู้ ก่อนทำแฟรนไชส์





สวัสดีค่ะ

ยุคนี้ หันไปทางไหนก็เจอแต่คนอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ซึ่งธุรกิจแฟรนไชส์ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ เจ้าของแฟรนไชส์ได้ทำธุรกิจจนประสบความสำเร็จมาแล้วระดับหนึ่ง ทำให้การเริ่มต้นทำ แฟรนไชส์ดูแล้วเป็นธุรกิจที่ไม่ยากนัก แต่อย่างไรก็ตามการทำธุรกิจแฟรนไชส์ก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แบบว่าซื้อแฟรนไชส์แล้วจะประสบความสำเร็จแน่นอนซึ่ง K-Expert ได้รวบรวมทั้งความน่าสนใจและสิ่งที่ควรระวังในการทำธุรกิจรูปแบบนี้มาให้เพื่อนๆ พิจารณากันค่ะ

ความน่าสนใจของธุรกิจแฟรนไชส์

อย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้น จุดเด่นของธุรกิจแฟรนไชส์คือ เราสามารถเลือกทำธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมาแล้วระดับหนึ่ง โดยธุรกิจเหล่านี้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก ทำให้ตัวเราเองในฐานะผู้ซื้อธุรกิจแฟรนไชส์ (แฟรนไชส์ซี) สามารถต่อยอดทำธุรกิจได้ง่ายขึ้น ซึ่งปัจจุบันธุรกิจแฟรนไชส์ก็มีให้เลือกหลากหลายตั้งแต่ ร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ โรงเรียนกวดวิชา เป็นต้น โดยมีจำนวนเงินลงทุนตั้งต้นตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักล้าน ซึ่งหากใครที่เงินทุนไม่พร้อม ก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะธนาคารบางแห่งก็มีสินเชื่อเพื่อสนับสนุนการทำธุรกิจแฟรนไชส์ที่เข้าร่วมโครงการกับธนาคารนั้นๆ ซึ่งช่วยให้เราสามารถเริ่มต้นทำธุรกิจนี้ได้ง่ายมากขึ้นค่ะ

เมื่อซื้อแฟรนไชส์ไปแล้ว ก็ไม่ต้องกังวลว่า ตัวเราเองซึ่งมีประสบการณ์ในการทำธุรกิจเป็นศูนย์จะไม่สามารถบริหารงานธุรกิจแฟรนไชส์ได้ เพราะเจ้าของแฟรนไชส์ (แฟรนไชส์ซอ) มักมีการอบรมให้ความรู้ในการทำธุรกิจแฟรนไชส์นั้นๆ ให้กับเรา แถมยังมีการทำโฆษณาต่างๆ หรือจัดโปรโมชันให้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ตัวเราเองไม่ต้องพะวงในเรื่องของการทำการตลาดมากนัก แต่ก็ต้องแลกกับค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมการตลาด (Marketing Fee) ที่จะต้องเสียเพิ่มเติมให้กับ แฟรนไชส์ซอด้วยล่ะค่ะ

ข้อควรระวังในการทำธุรกิจแฟรนไชส์

แม้ว่าการทำธุรกิจแฟรนไชส์ดูแล้วมีแต่ข้อดี ทำแล้วไม่น่าขาดทุนหรือต้องปิดกิจการไป แต่ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อแฟรนไชส์ อยากให้เพื่อนๆ หยุดคิดกันก่อนซักนิดว่า ธุรกิจแฟรนไชส์ที่เราเลือกนี้เป็นแบบที่เราชอบหรือเปล่า เช่น เราเห็นว่า ธุรกิจร้านกาแฟน่าสนใจ เพราะคนนิยมดื่มกาแฟ แถมกำไรต่อแก้วก็ค่อนข้างสูง แต่ตัวเราเองไม่ชอบดื่มกาแฟ ถ้าเป็นแบบนี้ ก็ไม่แนะนำให้ทำธุรกิจร้านกาแฟนะคะ เพราะจะไม่สามารถเข้าถึงความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าได้ นอกจากนี้ เมื่อเราซื้อแฟรนไชส์ เราก็มักจะเจอข้อกำหนดต่างๆ จากเจ้าของแฟรนไชส์ ไม่ว่าจะเป็นการจัดร้าน สูตรของอาหารหรือเครื่องดื่ม รวมทั้งวัตถุดิบที่อาจถูกกำหนดให้ซื้อโดยตรงจากแฟรนไชส์ซอ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ต้นทุนในการทำธุรกิจของเราสูงขึ้นจากปกติได้ ซึ่งบางคนอาจรู้สึกว่า ขาดอิสระในการทำธุรกิจก็เป็นได้ค่ะ

อีกจุดที่อยากให้เพื่อนๆ ระวังเอาไว้คือ ความมั่นคงของธุรกิจแฟรนไชส์ที่เราสนใจ เพราะแม้ว่าเราสามารถบริหารงานธุรกิจแฟรนไชส์ที่เราซื้อมาได้ดี แต่ถ้าบริษัทแม่กลับต้องปิดตัวไป ก็คงไม่ใช่สิ่งที่เราอยากจะเจอกันใช่มั้ยคะ ซึ่งการดูความมั่นคงของธุรกิจนั้นอาจดูได้จากระยะเวลาที่บริษัทดำเนินกิจการว่าทำมานานแค่ไหน รวมทั้งสอบถามเจ้าของแฟรนไชส์ว่า เคยเจออุปสรรคอะไรมาบ้าง และมีวิธีแก้ปัญหาอย่างไร ซึ่งน่าจะช่วยให้เราเห็นภาพได้ว่า ธุรกิจแฟรนไชส์ที่เราจะไปร่วมลงทุนนี้มีความมั่นคงมากน้อยแค่ไหนค่ะ

หวังว่า ข้อมูลที่นำมาฝากจะช่วยให้เพื่อนๆ ตัดสินใจได้ว่า ตัวเราเหมาะกับการทำธุรกิจแฟรนไชส์หรือไม่ และควรเลือกทำธุรกิจแบบไหนดี แต่ไม่ว่าจะเลือกทำธุรกิจรูปแบบไหน หากมีความมุ่งมั่น ตั้งใจ และหมั่นศึกษาหาข้อมูล เชื่อว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจได้ไม่ยากค่ะ ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่อยากเป็นเจ้าของธุรกิจนะคะ

------------------------------------------------------

Recommended! ตัวช่วยที่เกี่ยวข้องกับบล็อกวันนี้
>>> K-Expert Tool: เครื่องมือช่วยบริหารจัดการเงินเริ่มต้นธุรกิจ <<< โหลดฟรี




 

Create Date : 17 พฤษภาคม 2559    
Last Update : 17 พฤษภาคม 2559 15:24:24 น.
Counter : 224 Pageviews.  

อาชีพเสริม เริ่มได้ไม่ง้อทุน





สวัสดีค่ะ

มนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ บางครั้งก็แอบรู้สึกไม่ได้ใช่ไหมคะว่า เงินเดือนที่ได้รับทุกวันนี้ค่อนข้างน้อย ต้องใช้แบบเดือนชนเดือน แถมยังต้องมานั่งลุ้นทุกสิ้นเดือนอีกว่าเงินจะหมดก่อนเงินเดือนออกไหม เรามาถึงจุดนี้ได้ยังไง จุดที่ได้เงินมาไม่ทันไรก็หมดไปอย่างรวดเร็ว แถมยังไม่พอกับรายจ่ายที่มากมายในปัจจุบัน ซึ่งวิธีที่สามารถช่วยแก้ปัญหานี้ได้คือ การจดบันทึกรับจ่าย ลดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยลง รวมถึงหารายได้เพิ่มด้วยการทำอาชีพเสริมค่ะ หลายคนอาจเถียงว่าไม่มีเงินลงทุนจะทำอาชีพเสริมได้ยังไง จริงๆ แล้วมีอาชีพเสริมหลายอย่างเลยค่ะที่สามารถทำได้โดยไม่ง้อเงินทุน เพียงแค่อาศัยทักษะและมีใจรักเท่านั้น แต่จะมีอาชีพอะไรบ้าง K-Expert มีมาแนะนำ ดังนี้ค่ะ

รับจ้างรีวิวสินค้า
สำหรับคนที่รักการเขียนเป็นชีวิตจิตใจ งานรับจ้างเขียนรีวิวสินค้า รีวิวโรงแรม ร้านอาหาร หรือสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ผ่านทาง Blog เว็บไซต์หรือ Social Media ต่างๆ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการทำอาชีพเสริมแบบไม่ต้องใช้เงินลงทุนค่ะ ช่วงแรกๆ อาจต้องขยันทำผลงาน และอาศัยเวลาสักหน่อย เพื่อให้คนอ่านเชื่อถือและติดตามการรีวิวของเรา เมื่อสั่งสมประสบการณ์และเริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้น รวมถึงมีคนติดตามเป็นจำนวนมากแล้ว ก็มีโอกาสที่เจ้าของสินค้าหรือเจ้าของสถานที่ต่างๆ จะมาว่าจ้างให้เราเขียนรีวิวประชาสัมพันธ์ให้ ทำให้มีรายได้เข้ามา ซึ่งรายได้จากการเขียนรีวิวครั้งหนึ่งอาจสูงถึงหลักหมื่นบาทเลยทีเดียวค่ะ

ขายภาพออนไลน์
หากเราเป็นคนหนึ่งที่ชอบแบกเป้ สะพายกล้อง ออกเดินทางท่องเที่ยว เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์และบันทึกภาพความสวยงามของธรรมชาติและสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ แล้วล่ะก็ เราก็สามารถสร้างรายได้จากภาพถ่ายสวยๆ ของเราได้ด้วยการขายภาพทางออนไลน์ค่ะ ซึ่งปัจจุบันก็มีเว็บไซต์ที่ให้บริการขายภาพสต็อกออนไลน์อยู่มากมาย อย่างเช่น shutterstock.com, istockphoto.com วิธีการก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร เพียงแค่เข้าไปลงทะเบียนสมัครสมาชิก พร้อมกับอัพโหลดภาพ ไม่ว่าจะเป็น ภาพถ่าย ภาพกราฟิก (Vector) หรือคลิปวิดีโอต่างๆ รวมถึงใส่รายละเอียดภาพ แล้วส่งไป ทั้งนี้ บางเว็บไซต์อาจกำหนดให้ผู้สนใจส่งภาพไปทดสอบฝีมือก่อน เช่น ส่งไป 10 ภาพ จะต้องผ่านอย่างน้อย 1 ภาพ เป็นต้น หากสอบผ่านตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ก็สามารถอัพโหลดภาพที่ผ่านการคัดเลือกเข้าไปขายได้เลยทันที และเมื่อภาพของเราขายได้ เราก็จะได้รับเงินผ่านทาง Paypal นั่นเองค่ะ ถือเป็นอาชีพเสริมที่เริ่มง่าย ได้เงินจริง และน่าสนใจไม่น้อยเลยล่ะค่ะ  

ขายสินค้าแบบ Dropship
ส่วนคนที่อยากขายของออนไลน์ แต่ยังไม่รู้จะขายอะไรดี การขายสินค้าแบบ Dropship ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะเราแค่ทำตัวเป็นพ่อค้าคนกลางระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ซึ่งจะได้กำไรจากส่วนต่างราคา โดยที่เราไม่ต้องมานั่งสต็อกสินค้า แถมยังไม่ต้องจัดส่งสินค้าเองอีกด้วยค่ะ หน้าที่ของเราก็คือ เป็นตัวกลางขายสินค้าที่ติดต่อกับผู้ซื้อผู้ขาย โดยนำภาพสินค้าและรายละเอียดมาลงประกาศขายในเว็บไซต์หรือโฆษณาผ่านช่องทางออนไลน์ อย่างพวก Social Media ของเรา ซึ่งอาจต้องมีการประชาสัมพันธ์เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น เมื่อมีลูกค้าสนใจซื้อสินค้าก็เสนอราคาที่เหมาะสม แล้วให้ลูกค้าโอนเงินมาให้เรา หลังจากนั้นเราก็จะโอนเงินไปให้กับผู้ขาย เพื่อให้ทำการจัดส่งสินค้าไปให้กับลูกค้าต่อไปค่ะ ใครที่ขายเก่งๆ มีทักษะในการขายและหาลูกค้า วิธีนี้จะช่วยสร้างรายได้ให้เราเป็นอย่างมาก เพราะหากขายได้มากก็จะได้กำไรจากส่วนต่างราคาที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากด้วยเช่นกันค่ะ

เห็นไหมคะว่า มีอาชีพเสริมมากมายที่สามารถทำได้โดยไม่ใช้เงินทุน ใครมีความรู้ ความสามารถหรือทักษะด้านไหนก็เอามาใช้ให้เต็มที่ โชว์ศักยภาพที่เรามีทั้งหมดออกมา แล้วมองหาอาชีพเสริมทำที่ตรงกับความชอบ ความถนัดของเรา เพราะนอกจากจะได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์แล้ว ยังทำให้มีรายรับเข้ามามากขึ้น ซึ่งสามารถแก้ปัญหารายรับไม่พอรายจ่ายได้ ขอเพียงแค่เราเริ่มต้นลงมือทำ มีความขยัน มุ่งมั่น ตั้งใจ และทุ่มเทให้กับงานที่ทำอย่างเต็มที่ รายได้และความสำเร็จที่หวังไว้ก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้วล่ะค่ะ

------------------------------------------------------

Recommended! ตัวช่วยที่เกี่ยวข้องกับบล็อกวันนี้
>>> K-Expert Tool: โปรแกรมรับ-จ่าย สำหรับบันทึกเงินออมและลงทุนอย่างง่าย <<< โหลดฟรี




 

Create Date : 11 พฤษภาคม 2559    
Last Update : 11 พฤษภาคม 2559 12:01:32 น.
Counter : 314 Pageviews.  

ไขข้อสงสัย โครงสร้างภาษีใหม่กระทบเราอย่างไรบ้าง





สวัสดีค่ะ

เมื่อวันที่ 19 เมษายนที่ผ่านมา มีข่าวดีจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพราะได้มีการอนุมัติให้มีการปรับปรุงโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพื่อนๆ หลายคนที่ติดตามข่าว อาจจะสงสัยว่า ภาษีที่เปลี่ยนแปลงไปนี้กระทบกับตัวเราอย่างไรบ้าง ซึ่ง K-Expert ได้ไปหาคำตอบของหลายๆ ข้อสงสัยมาให้แล้วค่ะ

คำถาม: โครงสร้างภาษีใหม่ ดีกับมนุษย์เงินเดือนอย่างไรบ้าง

คำตอบ: โครงสร้างภาษีใหม่ได้มีการปรับเพิ่มค่าใช้จ่ายที่มนุษย์เงินเดือนสามารถหักได้ค่ะ ซึ่งเดิมสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 40% ของเงินได้และไม่เกิน 60,000 บาท ก็จะหักค่าใช้จ่ายได้เพิ่มขึ้นมาเป็น 50% ของเงินได้และไม่เกิน 100,000 บาท นอกจากนี้ ภาครัฐยังใจดีปรับเพิ่มค่าลดหย่อนของผู้มีเงินได้จากเดิม 30,000 บาท เป็น 60,000 บาท

บางคนอ่านแล้วอาจจะงงว่า ได้หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนเพิ่มนั้นดียังไง ก็ต้องบอกว่า วิธีนี้ช่วยให้เราเสียภาษีน้อยลงไปได้พอสมควรเลยล่ะค่ะ จากเดิมที่คนเงินเดือน 20,000 บาทขึ้นไป จะต้องเริ่มเสียภาษี โครงสร้างภาษีใหม่นี้ทำให้คนที่มีรายได้ประมาณ 26,000 บาท จึงจะต้องเสียภาษี ยกตัวอย่างเช่น หากเดิมเรามีรายได้เดือนละ 25,000 บาท ซึ่งต้องเสียภาษีประมาณ 3,000 บาทต่อปี พอใช้โครงสร้างภาษีใหม่แล้ว ก็จะไม่ต้องเสียภาษีเลยล่ะค่ะ

คำถาม: ฐานภาษีเปลี่ยนไปด้วยหรือไม่

คำตอบ: ฐานภาษีมีการปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อยค่ะ โดยเปลี่ยนแปลงในส่วนของอัตราภาษี 35% จากเดิมกำหนดว่า รายได้ตั้งแต่ 4,000,001 ล้านบาทขึ้นไป จะต้องเสียภาษี 35% ก็ปรับเพิ่มขึ้นเป็นรายได้ตั้งแต่ 5,000,001 ล้านบาทขึ้นไป ถึงจะเสียภาษี 35% ค่ะ ทำให้ช่วงของเงินได้สุทธิ 2,000,001-5,000,000 บาท เสียภาษีอัตรา 30% ส่วนอัตราภาษีอื่นๆ ยังคงเป็นตามเดิม ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปนะคะ

คำถาม: ได้ยินมาว่า “คนมีลูก” ก็ได้ประโยชน์จากภาษีใหม่ อยากทราบรายละเอียด

คำตอบ: คนที่มีลูกก็ได้ประโยชน์จากโครงสร้างภาษีใหม่ โดยภาครัฐได้เพิ่มค่าลดหย่อนบุตรจากเดิมลดหย่อนได้คนละ 15,000 บาท และจำกัดจำนวนไม่เกิน 3 คน เป็นคนละ 30,000 บาท และไม่จำกัดจำนวนบุตรค่ะ แต่ก็ได้มีการยกเลิกค่าลดหย่อนการศึกษาบุตร จากเดิมที่ลดหย่อนได้คนละ 2,000 บาท ก็จะลดหย่อนไม่ได้แล้ว ยกตัวอย่างเช่น หากเรามีลูก 2 คน ซึ่งกำลังเรียนชั้นประถมในไทย เดิมลดหย่อนบุตรได้รวม 34,000 บาท แต่เกณฑ์ใหม่ก็จะช่วยให้ลดหย่อนเพิ่มได้รวมเป็น 60,000 บาทค่ะ

คำถาม: ตอนนี้รายได้ไม่เยอะ ยังไม่ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษี ดังนั้น การปรับโครงสร้างภาษีใหม่ก็ไม่น่าเกี่ยวข้องกับตัวเราใช่มั้ย

คำตอบ: แม้ว่าตอนนี้ยังไม่ต้องเสียภาษี แต่การปรับโครงสร้างภาษีใหม่ก็มีผลกับตัวเราด้วยนะคะ เพราะได้มีการปรับเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำที่ต้องยื่นแสดงเงินได้กับสรรพากร อย่างถ้าโสดและมีรายได้เป็นพวกเงินเดือนหรือค่าจ้าง เดิมสรรพากรกำหนดว่า หากมีเงินได้ 50,000 บาทขึ้นไป ต้องยื่นแบบภ.ง.ด.แสดงเงินได้ ก็มีการปรับเพิ่มเป็นเงินได้ 100,000 บาทขึ้นไปค่ะ ส่วนถ้าคนโสดมีเงินได้ประเภทอื่น เดิมสรรพากรกำหนดว่า จะต้องยื่นแบบแสดงเงินได้เมื่อมีรายได้ 30,000 บาทขึ้นไป ก็ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 60,000 บาทขึ้นไปค่ะ

คำถาม: โครงสร้างภาษีใหม่มีผลเมื่อไร

คำตอบ: โครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใหม่มีผลในปีภาษี 2560 ดังนั้นสำหรับการคำนวณภาษีของปีนี้ (2559) ยังคงใช้เกณฑ์เดิมอยู่นะคะ

หวังว่า คงหายสงสัยกันแล้วนะคะว่า โครงสร้างภาษีใหม่นั้นกระทบกับตัวเราอย่างไรบ้าง แต่ไม่ว่าเราจะเสียภาษีมากหรือน้อย ก็อย่าลืมวางแผนภาษีกันนะคะ โดยควรตรวจสอบว่า สิทธิลดหย่อนต่างๆ ที่เราใช้ได้มีอะไรบ้าง จะได้ใช้สิทธิได้ครบถ้วนและคุ้มค่า ซึ่งช่วยให้ประหยัดภาษีเพิ่มมากขึ้นจากเดิมด้วยล่ะค่ะ 

------------------------------------------------------

Recommended! บทความที่เกี่ยวข้องกับบล็อกวันนี้
>>> K-Expert Article: ใช้ทุกสิทธิลดหย่อนภาษีให้มีเงินเหลือ <<< โหลดฟรี 




 

Create Date : 28 เมษายน 2559    
Last Update : 28 เมษายน 2559 14:04:58 น.
Counter : 273 Pageviews.  

ตกงาน จัดการอย่างไรดี





สวัสดีค่ะ

ช่วงเศรษฐกิจตกสะเก็ดแบบนี้ อาจทำให้คนใกล้ตัวหรือเพื่อนของเรามีเหตุต้องออกจากงาน นอกจากคำปลอบใจที่เราจะมีให้กับคนกลุ่มนี้แล้ว คำแนะนำเรื่องการบริหารเงินก็เป็นอีกวิธีที่จะช่วยบรรเทาความกังวลใจที่เกิดขึ้นในช่วงที่ขาดรายได้ได้ค่ะ ส่วนจะมีอะไรบ้างนั้น K-Expert  ได้รวบรวมมาฝากกันแล้วค่ะ

รับสิทธิกรณีว่างงานจากประกันสังคม

สำหรับคนที่ส่งเงินเข้ากองทุนประกันสังคมมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน ถ้ามีเหตุการณ์ไม่คาดฝันทำให้ต้องถูกเลิกจ้าง จะสามารถขอรับเงินกรณีว่างงานจากประกันสังคมได้ โดยจะได้รับเงินทดแทนระหว่างการว่างงาน 50% ของค่าจ้าง และได้รับสูงสุดไม่เกิน 180 วัน ยกตัวอย่างเช่น เงินเดือน 20,000 บาท ซึ่งปกติแล้วประกันสังคมคิดฐานเงินสมทบสูงสุดที่ 15,000 บาท ดังนั้นกรณีนี้ก็จะได้รับเงินจากประกันสังคม 7,500 บาท จนกว่าจะหางานใหม่ได้ และได้รับเงินส่วนนี้ไม่เกิน 6 เดือน

แต่ถ้าเป็นการออกจากงานโดยการลาออกหรือสิ้นสุดสัญญาจ้าง สัดส่วนเงินทดแทนที่จะได้รับก็ลดลงมาเหลือ 30% ของค่าจ้าง และได้รับสูงสุดไม่เกิน 180 วันเช่นกันค่ะ ถ้าใช้ตัวอย่างเดิมที่เงินเดือน 20,000 บาท ก็จะได้รับเงินจากประกันสังคมเดือนละ 4,500 บาทค่ะ สิ่งที่ลืมไม่ได้ของทั้ง 2 กรณีคือ ผู้ว่างงานต้องไปขึ้นทะเบียนการว่างงานกับสำนักจัดหางานภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันที่ว่างงาน และรายงานตัวกับเจ้าหน้าที่สำนักงานจัดหางานทุกเดือนค่ะ

สมัครเป็นผู้ประกันตนแบบสมัครใจตามมาตรา 39

ส่วนคนที่ออกจากงานมาแล้ว และคิดว่าอยากมีอาชีพอิสระหรือมีกิจการของตัวเอง โดยไม่ได้กลับเข้าไปทำงานบริษัทที่มีสวัสดิการประกันสังคม ถ้ารู้สึกว่า ยังอยากได้รับความคุ้มครองจากประกันสังคมที่มีความคุ้มครองให้หลากหลายถึง 6 ด้านได้แก่ กรณีเจ็บป่วย เสียชีวิต ทุพพลภาพ คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร และชราภาพ ก็สามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนแบบสมัครใจตามมาตรา 39 ได้ โดยจะต้องยื่นใบสมัครที่สำนักงานประกันสังคมภายใน 6 เดือน นับตั้งแต่วันที่ออกจากงาน ส่วนเงินสมทบที่จะส่งให้ประกันสังคมนั้นก็ไม่มากค่ะเพียงเดือนละ 432 บาท

ขอคงเงินที่มีไว้ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

สำหรับคนที่ทำงานในบริษัทที่มีการหักเงินไว้ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หากต้องออกจากที่ทำงานเดิม สามารถเลือกคงเงินของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไว้ที่กองทุนเดิมฯ เพื่อรอโอนเงินก้อนดังกล่าวไปยังกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของที่ทำงานใหม่ ส่วนจะคงเงินไว้ได้นานเท่าไรนั้น ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของกองทุนฯ นั้นๆ การคงเงินไว้ในกองทุนฯ โดยยังไม่เอาออกมาอาจจะขัดใจหลายคนที่อยากนำเงินก้อนออกจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพื่อนำมาใช้จ่าย แต่การคงเงินไว้ในกองทุนฯ มีข้อดีคือ ทำให้เราลดภาระภาษีลงได้ เพราะหากเรานำเงินจากองทุนสำรองเลี้ยงชีพออกมา จะทำให้ต้องนำเงินบางส่วนของกองทุนฯ ได้แก่ เงินสมทบของบริษัท ผลประโยชน์จากเงินสะสมและเงินสมทบ มารวมคำนวณเป็นเงินได้ เพื่อเสียภาษีด้วยล่ะค่ะ

K-Expert หวังว่า คำแนะนำทั้ง 3 ข้อข้างต้น จะช่วยบรรเทาปัญหาทางการเงินที่เกิดขึ้นจากการตกงานได้ไม่มากก็น้อยนะคะ ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนหรือครอบครัวที่ประสบปัญหานี้อยู่ สามารถผ่านพ้นอุปสรรคนี้ไปได้อย่างรวดเร็วค่ะ

------------------------------------------------------

Recommended! บทความที่เกี่ยวข้องกับบล็อกวันนี้
>>> K-Expert Article: 7 สิทธิประโยชน์ควรรู้จากกองทุนประกันสังคม <<< โหลดฟรี 




 

Create Date : 26 เมษายน 2559    
Last Update : 26 เมษายน 2559 11:37:12 น.
Counter : 315 Pageviews.  

สวัสดิการรักษาพยาบาลที่มนุษย์เงินเดือนควรรู้





สวัสดีค่ะ

“สวัสดิการรักษาพยาบาล” เป็นสิ่งที่พนักงานหรือลูกจ้างทั้งหลายอยากได้รับจากบริษัทที่ทำงาน เพราะเรื่องเจ็บไข้ได้ป่วยมีโอกาสเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ซึ่งค่าหมอ ค่ายาเดี๋ยวนี้ก็ไม่ใช่ถูกๆ ดังนั้น  หากพนักงานได้รับการช่วยเหลือเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาก็คงดีไม่น้อย สามารถทำงานได้อย่างอุ่นใจ สบายใจ ไม่ต้องควักเงินในกระเป๋าจ่ายเป็นค่ารักษาด้วยตัวเองทั้งหมด ทั้งนี้ สวัสดิการรักษาพยาบาลที่พนักงานหรือมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ ได้รับจากที่ทำงานมีอะไรบ้างนั้น K-Expert มีข้อมูลมาฝากค่ะ

ประกันสังคม

ผู้ที่ทำงานบริษัทจะเป็นสมาชิกหรือผู้ประกันตนภาคบังคับตามมาตรา 33 ของกองทุนประกันสังคม ซึ่งหนึ่งในสิทธิประโยชน์ที่ได้รับ ก็คือ ความคุ้มครองกรณีบาดเจ็บหรือเจ็บป่วย ซึ่งเราจะได้รับบัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาล ระบุชื่อของเรา และชื่อโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลที่เลือกไว้ เมื่อเจ็บป่วยแล้วเข้ารักษาในโรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาล หรือสถานพยาบาลที่อยู่ในเครือข่ายของโรงพยาบาลตามบัตร จะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสำหรับค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นเลยล่ะค่ะ ยกเว้นค่าใช้จ่ายที่อยู่นอกเหนือความคุ้มครองของประกันสังคม เช่น ขออยู่ห้องพิเศษ หรือขอแพทย์พิเศษ

แต่ถ้าประสบอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน จำเป็นต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด สามารถเข้ารับการรักษาได้นะคะ โดยสำรองเงินของตัวเองจ่ายไปก่อน แล้วนำหลักฐานหรือใบเสร็จรับเงินมายื่นกับบริษัทที่ทำงาน เพื่อเบิกค่าใช้จ่ายกับประกันสังคม ซึ่งจำนวนเงินที่ได้รับจะขึ้นอยู่กับการพิจารณาของประกันสังคมค่ะ 

สำหรับการรักษากรณีทันตกรรม ได้แก่ ถอนฟัน อุดฟัน ขุดหินปูน ผ่าฟันคุด และใส่ฟันเทียม สามารถรับบริการที่คลินิกหรือโรงพยาบาลที่ไหนก็ได้ โดยสำรองเงินจ่ายไปก่อน แล้วนำใบเสร็จมาเบิกกับบริษัทหรือประกันสังคมได้ตามวงเงินที่ประกันสังคมกำหนดไว้  

สวัสดิการประกันสุขภาพ

นอกจากสวัสดิการประกันสังคมที่พนักงานอย่างเราๆ จะได้รับแล้ว หลายๆ บริษัทยังมีสวัสดิการประกันสุขภาพให้กับพนักงานด้วย โดยบางบริษัททำเป็นประกันสุขภาพแบบกลุ่มกับบริษัทประกันภัยให้พนักงาน โดยพนักงานจะได้รับบัตรประกันสุขภาพ เมื่อเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่กำหนดไว้ ก็เพียงแค่ยื่นบัตรประกันสุขภาพให้กับโรงพยาบาล ซึ่งความคุ้มครองหรือวงเงินค่ารักษาก็จะเป็นไปตามแบบกรมธรรม์ 

หรือบางบริษัทมีการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายสำหรับค่ารักษาพยาบาลของพนักงานเอง เช่น กำหนดวงเงินค่าห้อง ค่ายา ค่าหมอพยาบาล เป็นต้น เมื่อเจ็บป่วยก็มาเบิกค่ารักษากับบริษัทได้ตามวงเงินที่กำหนดไว้ โดยอย่าลืมขอใบเสร็จ และใบรับรองแพทย์ เพื่อเป็นหลักฐานในการยื่นเบิกค่าใช้จ่ายกับบริษัทด้วยนะคะ

หลายๆ คนอาจมีคำถามว่า เมื่อมีสวัสดิการประกันสังคม หรือสวัสดิการรักษาพยาบาลจากที่ทำงานอยู่แล้ว จำเป็นต้องทำประกันสุขภาพเพิ่มเติมอีกมั้ย ขอแนะนำให้พิจารณาความคุ้มครองและวงเงินค่ารักษาที่ได้รับค่ะ 

ถ้ามีเฉพาะประกันสังคม แล้วมองว่าเมื่อเจ็บป่วยก็สะดวกที่จะเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลตามหน้าบัตร หรือมีเฉพาะสวัสดิการของที่ทำงาน แล้วมองว่าวงเงินค่ารักษาน่าจะเพียงพอกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น หรือถ้าต้องออกค่าใช้จ่ายเพิ่มเองก็ไม่ได้เยอะมากมาย ก็อาจไม่ต้องทำประกันสุขภาพเพิ่มเติม 

สำหรับผู้ที่มีทั้งประกันสังคมและสวัสดิการที่ทำงานด้วยแล้ว แต่อยากได้ความคุ้มครองที่มากขึ้น เช่น สวัสดิการที่ทำงานรองรับการรักษาในโรงพยาบาลของรัฐบาลเท่านั้น แต่เราต้องการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชน หรือต้องการมีความคุ้มครองเพิ่มเติมเผื่อไว้ในกรณีที่ไม่สะดวกเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลตามบัตรประกันสังคม แบบนี้ก็เหมาะกับการทำประกันสุขภาพเพิ่มเติมจากสวัสดิการที่มีอยู่ค่ะ

แม้ว่าการเป็นพนักงานหรือมนุษย์เงินเดือนจะมีสวัสดิการรักษาพยาบาล เสมือนมีตัวช่วยบรรเทาค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้น และช่วยปกป้องเงินในกระเป๋าไม่ให้หมดไปกับค่ารักษา แต่เราก็ควรกันไว้ก่อนแก้นะคะ ด้วยการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้สุขภาพที่ดีอยู่กับเราไปนานๆ ค่ะ 

------------------------------------------------------

Recommended! บทความที่เกี่ยวข้องกับบล็อกวันนี้
>>> K-Expert Article: เจ็บป่วยประสบอันตราย ประกันสังคมช่วยได้ <<< โหลดฟรี 




 

Create Date : 21 เมษายน 2559    
Last Update : 21 เมษายน 2559 11:32:37 น.
Counter : 278 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  

K-Expert
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 11 คน [?]




ข้อมูลดี ฟรี มีประโยชน์ เพื่อชีวิตดีๆ ที่มีได้ทุกคน
Friends' blogs
[Add K-Expert's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.