Group Blog
 
All Blogs
 

เที่ยวนอกให้ประหยัดด้วยบัตรเครดิต




สวัสดีค่ะ

เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็ไปเที่ยวเมืองนอกกัน ไม่ว่าจะเป็น สิงคโปร์ ฮ่องกง เกาหลี ญี่ปุ่น ไปจนถึงยุโรป อเมริกา เพราะถึงวันหยุดยาวทีไร เราก็มักจะได้เห็นภาพสวยๆ จากการไปเที่ยวของเพื่อนๆ ตาม Social Media ซึ่งการไปเที่ยวเมืองนอกครั้งหนึ่งมีค่าใช้จ่ายมากมาย โดยเราสามารถใช้บัตรเครดิตทำอะไรได้ตั้งหลายอย่าง เริ่มตั้งแต่จองตั๋วเครื่องบิน ที่พัก รวมไปถึงเช่ารถ ชอปปิงหรือจ่ายค่าอาหาร แต่จะใช้บัตรเครดิตยังไงเพื่อช่วยให้การเที่ยวเมืองนอกประหยัดมากขึ้น K-Expert มีคำแนะนำมาฝากค่ะ

ใช้บัตรเครดิตชอปปิงในต่างประเทศ

เมื่อไปชอปปิงที่ต่างประเทศ การพกบัตรเครดิตไปนอกจากจะช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้จ่าย ทำให้เราไม่ต้องแลกเงินหรือพกเงินสดไปจำนวนมากแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงจากการสูญหาย และที่สำคัญคือ อาจช่วยให้ประหยัดได้มากขึ้นด้วย เช่น

ถ้าตั้งใจใช้บัตรเครดิตรูดซื้อของชิ้นใหญ่ ซึ่งบางร้านให้เราเลือกได้ว่าจะจ่ายเป็นเงินบาทหรือสกุลเงินท้องถิ่น ทั้งนี้ อัตราแลกเปลี่ยนจะขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยนที่ธนาคารถูกเรียกเก็บจากบริษัทบัตรเครดิตที่ธนาคารเป็นสมาชิกอยู่ ณ วันที่มีการเรียกเก็บยอดค่าใช้จ่ายดังกล่าวกับธนาคาร และธนาคารจะคิดค่าความเสี่ยงจากการแปลงสกุลเงินไม่เกิน 2.5% จากยอดค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ดังนั้น แนะนำให้ลองคำนวณค่าใช้จ่ายคร่าวๆ ออกมา แล้วเลือกจ่ายเป็นสกุลเงินที่มีค่าใช้จ่ายถูกกว่านั่นเองค่ะ ซึ่งเราสามารถเช็กอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อใช้ในการอ้างอิงเบื้องต้นได้ โดย

บัตร VISA เช็กอัตราแลกเปลี่ยนได้ที่ https://usa.visa.com/support/consumer/travel-support/exchange-rate-calculator.html

บัตร MasterCard เช็กอัตราแลกเปลี่ยนได้ที่ https://www.mastercard.com/global/currencyconversion/index.html

บัตร UnionPay เช็กอัตราแลกเปลี่ยนได้ที่ http://en.unionpay.com/front_ExchangeRate.html

แต่หากไปรูดซื้อของในร้านที่เราเลือกสกุลเงินที่จะจ่ายไม่ได้ แบบนี้ก็ต้องมานั่งลุ้นกันอีกทีตอนได้รับใบแจ้งหนี้ว่าเรามีค่าใช้จ่ายที่คิดเป็นเงินบาทแล้วจำนวนเท่าไร ซึ่งอัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้อ้างอิงขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยนวันที่ธนาคารถูกเรียกเก็บจากบริษัทบัตรเครดิตที่ธนาคารเป็นสมาชิกอยู่ บวกค่าความเสี่ยงจากการแปลงสกุลเงินอีกไม่เกิน 2.5% จากยอดค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นค่ะ

สำหรับใครที่ตั้งใจใช้เงินสดซื้อของชิ้นเล็กๆ ราคาไม่สูงมาก ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงที่ไปชอปปิงต่ำกว่าช่วงที่เราแลกเงินไว้ กรณีนี้หากเรารูดบัตรเครดิตจ่ายไปจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย เหมือนซื้อของชิ้นนั้นได้ในราคาที่ถูกลงค่ะ แต่หากอัตราแลกเปลี่ยนไม่ได้ต่างกันมาก การซื้อของด้วยเงินสดก็อาจมีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่าเพราะไม่ถูกคิดค่าความเสี่ยงจากการแปลงสกุลเงินนั่นเองค่ะ

ทั้งนี้ ก่อนรูดซื้อสินค้า อย่าลืมสอบถามร้านค้าด้วยนะคะว่าคิดค่าธรรมเนียมการใช้บัตรเครดิตหรือไม่ นอกจากเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน และการคำนวณค่าใช้จ่ายเพื่อให้มีค่าใช้จ่ายที่ถูกลงแล้ว การรูดบัตรเครดิตชอปปิงที่ต่างประเทศยังได้รับสิทธิประโยชน์อื่นๆ อีก เช่น ได้รับส่วนลด เครดิตเงินคืน หรือได้รับคะแนนสะสมมากกว่าปกติหลายเท่าเมื่อมียอดใช้จ่ายตามที่กำหนดไว้ ดังนั้น ก่อนไปเที่ยว อย่าลืมพกบัตรเครดิตติดตัวไปและแจ้งธนาคารเจ้าของบัตรไว้ด้วยว่าจะนำบัตรไปใช้ในต่างประเทศ

ใช้บัตรเครดิตจองตั๋วเครื่องบินและที่พัก

นอกจากใช้บัตรเครดิตชอปปิงที่ต่างประเทศแล้ว เรายังใช้บัตรเครดิตจองตั๋วเครื่องบินและที่พักเพื่อช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้อีกด้วย หลังจากเลือกเที่ยวบินที่จะเดินทางไปกลับได้แล้ว ก่อนจองตั๋วเครื่องบิน ลองเช็กบัตรเครดิตที่มีอยู่ว่า เรามีบัตรเครดิตร่วมสายการบินหรือไม่ หรือมีโปรโมชันอะไรที่ร่วมกับสายการบินบ้างไหม เพราะถ้ามีและเลือกบินกับสายการบินนั้น เราก็จะได้สิทธิประโยชน์มากมายจากการใช้บัตรซึ่งช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายของเราได้ค่ะ เช่น ได้ส่วนลดราคาตั๋วเครื่องบิน ใช้สะสมคะแนนจากการใช้บัตรเพื่อแลกรับตั๋วเครื่องบิน ฟรีประกันการเดินทาง การคุ้มครองอุบัติเหตุระหว่างการเดินทาง ซึ่งการให้ความคุ้มครองและวงเงินสูงสุดที่ได้รับจะขึ้นอยู่กับประเภทบัตรที่เรามี บางบัตรได้สิทธิ บางบัตรไม่ได้ ยังไงก็ลองเช็กสิทธิเหล่านี้กันดูนะคะ ทั้งนี้ เรายังสามารถฝากสัมภาระใต้เครื่องในน้ำหนักที่มากขึ้น หรือเลือกที่นั่งที่ถูกใจ โดยไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มเลยล่ะค่ะ นอกจากนี้ ยังได้สิทธิใช้บริการห้องพักรับรองพิเศษที่สนามบิน หรืออาจมีโปรโมชันให้เราแบ่งจ่าย 0% ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ เช่น 3 เดือน ก็ได้ค่ะ

ในส่วนของที่พัก เมื่อเลือกโรงแรมที่พักที่ถูกใจได้แล้ว ก่อนจองที่พัก อยากให้เช็กจากเว็บไซต์โรงแรมที่เราสนใจ หรือเว็บไซต์ที่ให้บริการจองที่พัก รวมถึงเช็กโปรโมชันบัตรเครดิตของเราด้วยว่า มีส่วนลดจากการจองโรงแรมผ่านบัตรเครดิตหรือไม่ ถ้ามี ลดกี่เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้จะช่วยเราประหยัดค่าที่พักไปได้ ยิ่งถ้าพักหลายคืนก็จะประหยัดค่าที่พักไปได้มากทีเดียวค่ะ นอกจากนี้ ยังอาจมีโปรโมชันให้เราสามารถแบ่งจ่ายค่าที่พัก 0% ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้เช่นเดียวกับการจองตั๋วเครื่องบินก็เป็นได้ค่ะ

ใช้บัตรเครดิตซื้อแพ็กเกจทัวร์

สำหรับใครที่ไม่ได้วางแผนเดินทางท่องเที่ยวด้วยตัวเอง แต่เลือกเดินทางไปกับทัวร์ โดยการซื้อแพ็กเกจทัวร์นั้น อยากให้ลองเช็กโปรโมชันบัตรเครดิตที่เรามีก่อนตัดสินใจซื้อแพ็กเกจทัวร์ค่ะ เพราะอาจมีส่วนลดหรือมีโปรโมชันให้เราแบ่งจ่าย 0% ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ เช่น แบ่งจ่าย 0% นาน 3 เดือน 6 เดือน ซึ่งจะช่วยยืดระยะเวลาในการจ่ายเงินก้อนใหญ่ออกไปได้ และที่สำคัญคือ ไม่มีดอกเบี้ยนั่นเองค่ะ แต่ใครจะใช้วิธีนี้ ต้องมั่นใจก่อนนะคะว่า เราจะมีเงินไปจ่ายเมื่อถึงกำหนดชำระ โดยกันเงินในแต่ละเดือนออกมาเตรียมไว้ก่อนเลย เพราะหากจ่ายช้าก็จะถูกคิดดอกเบี้ยได้ค่ะ และอย่าลืมเช็กกับทางบริษัททัวร์ก่อนว่า หากจ่ายด้วยบัตรเครดิตจะ charge เพิ่มหรือไม่ เพราะถ้าไม่ charge เพิ่ม เราก็จะไม่เสียค่าธรรมเนียมในส่วนนี้ค่ะ

จะเห็นว่า ถ้าเราใช้บัตรเครดิตเป็นก็จะได้ประโยชน์มากมาย นอกจากจะช่วยยืดระยะเวลาในการจ่ายเงินออกไปโดยไม่มีดอกเบี้ยแล้ว ยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการเที่ยวเมืองนอกได้อีก นอกจากนี้ หากเราวางแผนเที่ยวเมืองนอกตั้งแต่เนิ่นๆ และเลือกไปเที่ยวในช่วงที่คนไม่ค่อยนิยมไปกันมากนัก รวมถึงไปเดินดูโปรโมชันตามงานท่องเที่ยวต่างๆ ที่จัดขึ้นก็จะช่วยให้เราประหยัดค่าใช้จ่ายในการไปเที่ยวเมืองนอกได้มากทีเดียวค่ะ

------------------------------------------------------

Recommended! บทความที่เกี่ยวข้องกับบล็อกวันนี้
>>> K-Expert Article: เที่ยวเมืองนอกด้วยตัวเองอย่างไรให้ประหยัด <<< โหลดฟรี




 

Create Date : 12 กรกฎาคม 2559    
Last Update : 12 กรกฎาคม 2559 11:19:07 น.
Counter : 252 Pageviews.  

เที่ยวนอก เที่ยวไทย อุ่นใจด้วยประกันเดินทาง





สวัสดีค่ะ

เดินทางท่องเที่ยวเรียกว่าเป็นกิจกรรมที่ทำได้ตลอดทั้งปี เพราะถ้าหยุดไม่กี่วัน ก็มักเที่ยวใกล้ๆ ในประเทศ แต่ถ้ามีเวลามากหน่อย ได้หยุดหลายวัน ก็มักวางแผนไปเที่ยวต่างประเทศ ยิ่งเป็นช่วงหยุดยาว เวลาหยิบมือถือขึ้นมาดู Facebook หรือ Instagram ทีไร ก็มักเห็นเพื่อนๆ โพสต์รูปไปเที่ยวกันอย่างสนุกสนาน ซึ่งในฐานะนักวางแผนการเงิน ก็ไม่ได้จะมาแนะนำเรื่องการตั้งงบประมาณสำหรับการเที่ยวหรือชอปปิง เพราะเชื่อว่าก่อนไปเที่ยว เรามักเตรียมเรื่องเงินไว้พร้อมแล้ว

แต่สิ่งที่ผุดขึ้นมาในหัวคือ เหตุการณ์ของเพื่อนคนหนึ่งซึ่งไปเที่ยวแล้วเกิดอาหารเป็นพิษอย่างรุนแรง ต้องเรียกรถฉุกเฉินมารับไปโรงพยาบาล ส่วนอีกคนหนึ่งไปเล่นสกีล้มผิดท่าขาหักทำให้ต้องเข้าโรงพยาบาลในต่างประเทศ จึงทำให้ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า หากเป็นตัวเรา หรือคนในครอบครัวที่ไปเที่ยวด้วยกัน เกิดโชคร้ายประสบเหตุเหล่านี้ จะมีค่ารักษาพยาบาลมากขนาดไหน แถมสุดท้ายแล้วอาจต้องแบกภาระการเงินกลับบ้านแทนที่จะเป็นของฝาก

ดังนั้น สิ่งที่อยากให้คำแนะนำมากที่สุดในช่วงนี้คือ การทำประกันเดินทาง (Travel Insurance) ซึ่งคุ้มครองความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาการเดินทางที่ระบุไว้ โดยประกันเดินทางสามารถแบ่งเป็นสองแบบคือ ประกันเดินทางในประเทศ และประกันเดินทางต่างประเทศ

ประกันเดินทางในประเทศ 

ให้ความคุ้มครองคล้ายประกันอุบัติเหตุคือ จ่ายเงินให้ในกรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพถาวร และชดเชยค่ารักษาพยาบาลที่เกิดจากอุบัติเหตุ สำหรับความแตกต่างระหว่างประกันเดินทางในประเทศกับประกันอุบัติเหตุอยู่ที่ระยะเวลาคุ้มครองและเบี้ยประกั

ประกันเดินทางในประเทศจะกำหนดระยะเวลาสั้นๆ เช่น ไม่เกิน 7 วันหรือไม่เกิน 14 วัน หากทำทุนประกันชีวิต 1 แสนบาท และค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุ 1 หมื่นบาท จะจ่ายค่าเบี้ยประกันประมาณ 200-300 บาท โดยทั่วไปมักใช้กับกรณีเดินทางเป็นหมู่คณะ เช่น นายจ้างซื้อประกันให้ลูกจ้างที่เดินทางไปทำงานต่างจังหวัด

ส่วนประกันอุบัติเหตุนั้น แม้จะจ่ายเบี้ยประกันสูงกว่า แต่ก็ให้ความคุ้มครองมากกว่าและนานกว่า เช่น หากทำทุนประกัน 1 ล้านบาท และค่ารักษาพยาบาล 5 หมื่นบาท จะจ่ายเบี้ยประกันประมาณ 2,700 บาท และครอบคลุมระยะเวลา 1 ปี ดังนั้น สำหรับผู้ที่ไปเที่ยวแบบส่วนตัวและไม่ได้ติดขัดเรื่องค่าเบี้ยประกัน ประกันอุบัติเหตุก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

ประกันเดินทางต่างประเทศ

ให้ความคุ้มครองทั้งกรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพ รวมทั้งค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุคล้ายประกันเดินทางในประเทศที่ได้กล่าวไป แต่จะเพิ่มเติมกรณีเจ็บป่วยในต่างประเทศด้วย เช่น หกล้มขาหัก ท้องเสียอาหารเป็นพิษ ต้องเข้าโรงพยาบาล

ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุระหว่างการเดินทางรุนแรงคือเสียชีวิต บริษัทประกันจะจ่ายเงินชดเชยเป็นเงินก้อนแก่ทายาทของผู้เอาประกัน และดูแลค่าใช้จ่ายในการเคลื่อนย้ายศพกลับประเทศไทยด้วย ส่วนกรณีสูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพนั้น บริษัทประกันจะจ่ายเป็นเงินก้อนให้กับตัวผู้เอาประกัน และดูแลในกรณีที่ต้องเคลื่อนย้ายเพื่อรักษาพยาบาลฉุกเฉิน หรือเพื่อกลับมารักษาตัวต่อในประเทศ

ค่าเบี้ยประกันจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาความคุ้มครอง เช่น ทุนประกัน 1 ล้านบาทและมีวงเงินค่ารักษาพยาบาล 1 ล้านบาท หากไปเที่ยว 1-2 สัปดาห์ ค่าเบี้ยจะประมาณ 700-900 บาท หรือคนที่เดินทางบ่อยในปีๆ หนึ่ง สามารถทำประกันเป็นแบบรายปี ค่าเบี้ยจะประมาณ 6,000 บาท แต่มักมีการกำหนดจำนวนวันคุ้มครองต่อการเดินทางในแต่ละครั้ง เช่น คุ้มครองสูงสุด 90 วัน

นอกจากนี้ ยังได้รับความคุ้มครองอื่นเพิ่มเติม ยกตัวอย่างเช่น เงินชดเชยหากเรายกเลิกหรือลดจำนวนวันเดินทางด้วยเหตุจำเป็น เช่น บาดเจ็บเดินทางไม่ได้ หรือคนในครอบครัวเจ็บป่วยทำให้เราต้องยกเลิกการเดินทาง คุ้มครองกระเป๋าเดินทางสูญหาย/เสียหาย ที่มาจากความบกพร่องในการขนส่งของสายการบินหรือพนักงานโรงแรม รวมทั้งปล้นชิงทรัพย์หรือลักทรัพย์ที่มีร่องรอยงัดแงะในห้องพักที่ล็อกไว้ ที่สำคัญ ระหว่างที่อยู่ในต่างประเทศ หากมีปัญหา ก็สามารถขอความช่วยเหลือหรือสอบถามข้อมูลต่างๆ จากบริษัทประกันได้

การท่องเที่ยวเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข แต่ก็อย่าลืมการป้องกันผลกระทบจากความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นด้วย เพื่อเที่ยวได้อย่างอุ่นใจ และสบายกระเป๋าตลอดการเดินทาง

------------------------------------------------------

Recommended! บทความที่เกี่ยวข้องกับบล็อกวันนี้
>>> K-Expert Article: ควบคุมค่าใช้จ่ายเมื่อไปเที่ยวต่างประเทศ <<< โหลดฟรี




 

Create Date : 08 กรกฎาคม 2559    
Last Update : 8 กรกฎาคม 2559 11:24:23 น.
Counter : 238 Pageviews.  

ลงทุนอย่างไร เมื่อเกิด Brexit





สวัสดีค่ะ

เหตุการณ์ช็อกโลกในช่วงที่ผ่านมา คงหนีไม่พ้นผลการลงประชามติของสหราชอาณาจักร (UK) ที่ต้องการออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งหลังจากที่ทั่วโลกทราบผลการลงประชามติในวันที่ 24 มิถุนายน ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลง เพราะนักลงทุนกังวลว่า การแยกตัวของสหราชอาณาจักรจะกระทบกับเศรษฐกิจทั่วโลก K-Expert จะมาเล่าให้ฟังค่ะว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลัง Brexit มีอะไรบ้าง และเราควรปรับพอร์ตการลงทุนอย่างไร เพื่อรับมือกับ Brexit กันค่ะ

อะไรจะเกิดขึ้นหลัง Brexit

หลังผลการลงประชามติที่พลเมืองกว่า 17 ล้านคน สนับสนุนให้ UK ออกจาก EU แต่ก็มีประชาชนกว่า 3 ล้านคน ลงชื่อให้มีการลงประชามติใหม่ ซึ่งต้องติดตามกันว่า รัฐสภาอังกฤษจะรับคำร้องดังกล่าวหรือไม่ หาก UK ยังคงยึดผลการลงประชามติเดิม การดำเนินการตามกฎหมายในการออกจาก EU ของ UK จะมีขึ้นหลังจากนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของอังกฤษปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งนายบอริส จอห์นสัน เป็นตัวเต็งที่จะรับตำแหน่งดังกล่าวต่อจากนายเดวิด คาเมรอน ซึ่งลาออกไป โดยคาดว่าจะเข้ารับตำแหน่งในเดือนตุลาคม 2559

รูปแบบการแยกตัวของ UK เป็นสิ่งที่เราต้องติดตามกัน เพราะจะมีผลกับเศรษฐกิจของ UK ค่อนข้างมาก โดยสามารถเป็นได้ 3 รูปแบบ ดังนี้ค่ะ

1. UK ยังอยู่ในเขตเศรษฐกิจยุโรป (European Economic Area: EEA) รูปแบบนี้เป็นรูปแบบที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด โดยยังคงสถานะเป็นตลาดร่วมคือ ไม่มีกำแพงภาษีระหว่าง EU และ UK โดยยังคงมีการเคลื่อนย้ายสินค้า เงินทุน และแรงงาน อย่างอิสระ แต่ UK จะไม่มีสิทธิในการออกความเห็นด้านเศรษฐกิจและนโยบายต่างๆ ของ EU

2. UK มีความสัมพันธ์ด้านทวิภาคีกับ EU สำหรับรูปแบบนี้ UK จะไม่สามารถให้บริการทางการเงินอย่างเสรีกับ EU ทำให้ต้นทุนในการทำธุรกรรมทางการเงินกับประเทศใน EU สูงขึ้น โดยจะมีการเจรจากับ EU เพื่อมีความสัมพันธ์ในแต่ละด้านแบบทวิภาคี ซึ่งการเจรจาดังกล่าวอาจใช้เวลานาน ทำให้รูปแบบการแยกตัวแบบทวิภาคีจะเสียประโยชน์มากกว่าแบบ EEA 

3. UK เป็นเพียงสมาชิก WTO การลดสถานะของอังกฤษมาเป็นเพียงสมาชิกองค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) เป็นรูปแบบที่กระทบกับเศรษฐกิจของ UK มากที่สุด เพราะเป็นการถอนตัวออกจาก EU แบบสมบูรณ์ ทำให้ UK ไม่มีความสัมพันธ์ทางการค้าเสรี หรือได้รับสิทธิประโยชน์จาก EU เลย

นอกเหนือจากผลกระทบที่เกิดกับ UK แล้ว ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับ EU ก็เป็นสิ่งที่เราต้องจับตามอง โดยเฉพาะความต้องการแยกตัวออกจาก EU ของหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกรีซ สเปน หรือเนเธอร์แลนด์ ว่าจะมีการแยกตัวตาม UK ได้สำเร็จหรือไม่ ซึ่งจะกระทบกับการรวมตัวกันของ EU รวมทั้งเศรษฐกิจของยุโรปค่อนข้างมาก

ปรับพอร์ตอย่างไรหลัง Brexit

หลังจากที่นักลงทุนทั่วโลกทราบผลของ Brexit ทำให้มีแรงขายเกิดขึ้นในตลาดหุ้นทั่วโลก เพราะกังวลถึงความไม่แน่นอนและความผันผวนที่เกิดขึ้นในยุโรป อย่างไรก็ตามสำหรับตลาดหุ้นไทย นั้นได้รับผลกระทบจาก Brexit ไม่มากนัก เพราะเศรษฐกิจไทยมีความสัมพันธ์กับเศรษฐกิจของ UK ในสัดส่วนไม่สูง อีกทั้งการเกิด Brexit ทำให้ธนาคารกลางของยุโรปและอังกฤษมีโอกาสใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น รวมถึงสหรัฐฯ ซึ่งเดิมในปีนี้มีโอกาสที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย (Fed fund rate) ก็มีโอกาสที่จะชะลอการขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ถือเป็นปัจจัยบวกสำหรับตลาดหุ้นไทย โดยบล.กสิกรไทยแนะนำว่า ดัชนีบริเวณ 1,350-1,400 จุด เป็นระดับที่น่าสนใจที่จะซื้อเพื่อลงทุนระยะยาว ส่วนเป้าหมายดัชนีช่วงสิ้นปีนี้ให้ไว้ที่ 1,530 จุดค่ะ

ในส่วนของการลงทุนในหุ้นยุโรปนั้น อาจเรียกได้ว่า เป็นหนังคนละม้วนกับตลาดหุ้นไทยเพราะ Brexit ทำให้การลงทุนในตลาดหุ้นยุโรปมีความเสี่ยงเพิ่มสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว หรือความเสี่ยงที่ประเทศอื่นๆ ใน EU จะขอแยกตัวออกไป ดังนั้นแม้ว่าราคาหุ้นยุโรปปรับตัวลงมาค่อนข้างแรงในช่วงที่ผ่านมา ก็ยังไม่แนะนำให้เข้าลงทุนนะคะ ส่วนคนที่ลงทุนหุ้นยุโรปผ่านกองทุนรวมอยู่แล้ว คงต้องไปดูก่อนว่า กองทุนมีการลงทุนในหุ้นบริษัทที่ทำธุรกิจอะไร หากกองทุนเน้นลงทุนในบริษัทที่ทำธุรกิจส่งออกหรือมีรายได้จากนอกภูมิภาคยุโรป ก็ยังสามารถถือลงทุนต่อได้ เพราะการอ่อนค่าของค่าเงินปอนด์และยูโรจะช่วยให้บริษัทเหล่านี้มีรายได้ที่สูงขึ้น ซึ่งจะเป็นบวกกับราคาหุ้นในช่วงต่อไปได้ค่ะ 

ทองคำจัดได้ว่าเป็นสินทรัพย์ที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างโดดเด่นในช่วงที่ผล Brexit ประกาศออกมา โดยราคาทองคำปรับขึ้นไปอย่างแรงไปทำจุดสูงสุดที่ระดับ $1,324 ต่อออนซ์ จากที่ก่อนจะทราบผล Brexit ราคาทองคำเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับประมาณ $1,260 ต่อออนซ์ อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำที่ปรับตัวขึ้นมาแรง ถือเป็นโอกาสดีที่จะขายทำกำไรสำหรับคนที่ซื้อเก็งกำไรในช่วงที่ผ่านมา เพราะค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นจากค่าเงินยูโรและปอนด์ที่อ่อนค่าลง จะส่งผลลบกับราคาทองคำได้ในอนาคต โดยค่าเงินดอลลาร์สหรัฐและราคาทองคำมักเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามกัน

สิ่งหนึ่งที่นักลงทุนสามารถเรียนรู้ได้จากเหตุการณ์ Brexit คือ การกระจายการลงทุนเป็นสิ่งสำคัญ เพราะหากเรามีการกระจายการลงทุนไปยังตราสารหนี้ หุ้น และทองคำ ก็จะได้รับผลกระทบทางลบที่น้อยกว่าคนที่ลงทุนในหุ้นเพียงอย่างเดียว ดังนั้นการลงทุนโดยมีการจัดพอร์ตตามระดับความเสี่ยง จึงเป็นวิธีที่ช่วยให้เราสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีจากการลงทุนได้ค่ะ

------------------------------------------------------

Recommended! บทความที่เกี่ยวข้องกับบล็อกวันนี้
>>> K-Expert Article: ฺBrexit ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด <<< โหลดฟรี




 

Create Date : 05 กรกฎาคม 2559    
Last Update : 5 กรกฎาคม 2559 15:41:52 น.
Counter : 236 Pageviews.  

3 เทคนิคง่ายๆ ให้มี 10 ล้าน ก่อน 40





สวัสดีค่ะ

การมีเงินเก็บหลักล้านอาจไม่ใช่เรื่องง่ายเลยใช่ไหมคะ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะทำได้ ในขณะที่หลายคนใช้เวลาเก็บเงินนานหลายปีจนอายุล่วงเลยไปมาก กว่าจะมีเงินล้านแรกได้ ซึ่งทุกวันนี้เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า เงินเก็บที่มีช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ได้ เช่น ซื้อบ้าน ซื้อรถ เรียนต่อ หรือเที่ยวต่างประเทศ และเดี๋ยวนี้บางคนก็อาจรู้สึกว่า เงินเก็บเพียงหลักล้านนั้นไม่พอ อยากมีให้ถึงหลักสิบล้าน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยากมากนัก สมมติ มนุษย์เงินเดือนคนหนึ่งเริ่มทำงานตอนอายุ 25 ปี เงินเดือน 20,000 บาท โดยเฉลี่ยเงินเดือนเพิ่มขึ้นปีละ 6% และได้โบนัส 4 เท่าต่อปี หากคนนี้เก็บออมทุกเดือน เดือนละ 15% ของเงินเดือน และนำเงินไปลงทุนได้ผลตอบแทน 2% ต่อปี หากทำแบบนี้สม่ำเสมอจนถึงอายุ 40 ปี จะมีเงินเก็บอยู่ที่ 3.05 ล้านบาทค่ะ แต่ถ้าอยากได้สัก 10 ล้านต้องทำยังไง K-Expert มี 3 เทคนิคที่จะช่วยให้เรามีเงิน 10 ล้าน ก่อนอายุ 40 มาฝากกันค่ะ

1. เพิ่มจำนวนเงินเก็บให้มากขึ้น

เทคนิคแรก แนะนำให้เพิ่มจำนวนเงินเก็บให้มากขึ้น โดยเก็บเงินให้ได้มากกว่า 30% ของรายได้ต่อเดือน แต่จะทำยังไงให้เราเก็บเงินได้มากมายขนาดนั้น มี 2 วิธีง่ายๆ มาแนะนำค่ะ

วิธีแรกคือ ลดการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยลง ลองเริ่มจากการจดบันทึกรับจ่ายเพื่อให้เราเห็นว่า ค่าใช้จ่ายอะไรบ้างเป็นค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ซึ่งสามารถลดหรือตัดทิ้งไปได้ โดยที่ไม่กระทบกับการใช้ชีวิตของเรามากนัก เช่น การออกไปทานข้าวนอกบ้านที่มีราคาแพงบ่อยครั้ง หากเราสามารถลดจำนวนครั้งในการไปทานข้าวนอกบ้านลงได้ ก็จะช่วยเราประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ และทำให้มีเงินเหลือมาเก็บออมได้มากขึ้นนั่นเองค่ะ

วิธีที่สองคือ ออมก่อนใช้และออมอย่างสม่ำเสมอ เมื่อมีรายได้เข้ามาก็ให้เก็บออมก่อนเลย และพยายามทำให้เป็นนิสัย โดยเก็บออมก่อนใช้อย่างสม่ำเสมอทุกเดือน ถ้าอยากให้ชัวร์ แนะนำให้ใช้วิธีตัดบัญชีเงินฝากจากบัญชีเงินเดือนทุกเดือนเพื่อนำฝากเงินอัตโนมัติไปเลยค่ะ ซึ่งจะช่วยให้เรามีวินัยในการออมเงินและมั่นใจได้ชัวร์ๆ เลยว่า เราจะมีเงินเก็บแน่นอนทุกเดือน

2. เพิ่มรายได้ให้ตัวเอง

มาถึงเทคนิคที่สอง แนะนำให้เพิ่มรายได้ให้ตัวเอง โดยหารายได้เพิ่มให้ได้ปีละ 15% ค่ะ แล้วจะทำยังไงเราถึงสามารถหารายได้เพิ่มได้ มี 2 วิธีมานำเสนอค่ะ

วิธีแรกคือ พัฒนาทักษะ ความรู้ความสามารถของตัวเองเพื่อสร้างผลงานให้โดดเด่น เป็นที่ยอมรับ ซึ่งจะทำให้เราได้เลื่อนตำแหน่งเร็วขึ้น หรือมีโอกาสได้ทำงานที่ท้าทายซึ่งได้ผลตอบแทนสูงขึ้นนั่นเอง

วิธีที่สองคือ มองหาช่องทางเพิ่มรายได้ให้มากขึ้น โดยแปลงความรู้ความสามารถที่เรามีมาสร้างรายได้ด้วยการทำอาชีพเสริมค่ะ เช่น หากหนุ่มๆ คนไหนมีความสามารถในการถ่ายภาพก็สามารถรับงานถ่ายภาพตามงานต่างๆ อย่างงานรับปริญญาได้ หรือสาวๆ คนไหนมีฝีมือในการทำขนมก็สามารถทำขนมมาขาย โดยใช้ Social Media ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้เป็นช่องทางในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ได้เลยค่ะ หากอาชีพเสริมที่เราทำนั้นรุ่ง รับรองว่าจะมีรายได้เข้ามาอย่างไม่ขาดสายเลยล่ะค่ะ 

3. เริ่มให้เงินทำงานแทน

เทคนิคสุดท้ายคือ ให้เงินทำงานแทนเรา โดยแนะนำให้ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากขึ้นเพื่อให้ได้ผลตอบแทนอยู่ที่ 7% ต่อปี 

ทุกวันนี้คนไทยส่วนใหญ่ยังคงเก็บเงินไว้ในเงินฝากซึ่งได้ดอกเบี้ยค่อนข้างน้อยมากๆ โดยเฉพาะเงินฝากออมทรัพย์ที่ได้ดอกเบี้ยอยู่ที่ 0.5% ต่อปี รู้หรือไม่ว่าการลงทุนแบบไม่เสี่ยงนั้นถือเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่ง ดังนั้น แนะนำให้เริ่มต้นศึกษาการลงทุนด้วยตัวเองตั้งแต่วันนี้ โดยสามารถศึกษาข้อมูลด้านการลงทุน สมัครเข้าฟังสัมมนา รวมทั้งพูดคุย ปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนผ่านเว็บไซต์ของ K-Expert ค่ะ

ขอแนะนำตัวอย่างพอร์ตการลงทุนให้เห็นภาพดังนี้ค่ะ

สำหรับใครที่ไม่สะดวกจัดพอร์ต หรือคิดว่าตัวเองไม่มีเวลามาดูแลพอร์ตแล้วล่ะก็ การลงทุนในกองทุนผสมก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจค่ะ เพราะมีผู้จัดการกองทุนบริหารเงินลงทุนให้เรา และยังคอยปรับสัดส่วนการลงทุนให้เป็นไปตามนโยบายการลงทุนที่กำหนดไว้ด้วย 

ปัจจุบันมีสินทรัพย์มากมายให้เราเลือกลงทุน หลายคนคงอยากรู้ว่าสินทรัพย์ประเภทไหนให้ผลตอบแทนเท่าไร จากสถิติย้อนหลัง 10 ปี (ข้อมูลช่วง 1 มี.ค. 49 – 29 ก.พ. 59) สินทรัพย์แต่ละประเภทให้ผลตอบแทนแตกต่างกันดังนี้ค่ะ

สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น เงินฝาก ให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 2.4% ต่อปี

สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงปานกลาง เช่น ตราสารหนี้ ให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 5.5% ต่อปี

สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น หุ้นไทย ทองคำ โดยหุ้นไทยให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 10.4% ต่อปี ส่วนทองคำให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 7.3% ต่อปี  

ทั้งนี้ อย่าลืมนะคะว่า ผลตอบแทนในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลตอบแทนในอนาคต และการลงทุนไม่ใช่การฝากเงิน ดังนั้น เราเองในฐานะของผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน และเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่เหมาะกับระดับความเสี่ยงที่เรารับได้และระยะเวลาลงทุนค่ะ 

และนี่คือ 3 เทคนิคง่ายๆ ที่นำมาฝาก ขอเพียงแค่เราปรับทัศนคติ มุมมอง ลองเปลี่ยนวิธีการเก็บเงิน มองหาวิธีเพิ่มรายได้ และลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยงมากขึ้นเพื่อเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงขึ้น ที่สำคัญคือ ต้องเริ่มต้นลงมือทำด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจ และทำเป็นประจำสม่ำเสมอ หากเริ่มตั้งแต่อายุ 25 เมื่อเราอายุ 40 ปี ก็จะมีเงินเก็บถึง 10.4 ล้านบาท อย่างที่ตั้งใจไว้เลยล่ะค่ะ

------------------------------------------------------

Recommended! บทความที่เกี่ยวข้องกับบล็อกวันนี้
>>> K-Expert Article: เทคนิคจัดพอร์ตง่ายๆ สำหรับนักลงทุนมือใหม่ <<< โหลดฟรี 




 

Create Date : 30 มิถุนายน 2559    
Last Update : 30 มิถุนายน 2559 11:24:07 น.
Counter : 407 Pageviews.  

3 ข้อควรรู้ ก่อนลงทุนกองทุนตราสารหนี้









สวัสดีค่ะ

“ลงทุนอะไรดี ที่ความเสี่ยงต่ำ และได้ผลตอบแทนมากกว่าเงินฝาก” น่าจะเป็นคำถามยอดฮิตในช่วงนี้ ซึ่งกองทุนตราสารหนี้เป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจในยุคอัตราดอกเบี้ยเงินฝากต่ำแบบนี้ แต่ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนกองทุนตราสารหนี้ เราควรทราบก่อนว่า กองทุนตราสารหนี้มีกี่แบบ ปัจจัยอะไรบ้างที่มีผลต่อผลตอบแทนและความเสี่ยงของกองทุน รวมทั้งเทคนิคในการลงทุน ซึ่ง K-Expert ได้รวบรวมข้อมูลเหล่านี้มาฝากกันแล้วค่ะ

ทำความรู้จักกับกองทุนตราสารหนี้

กองทุนตราสารหนี้เป็นกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้ เช่น เงินฝาก พันธบัตร และหุ้นกู้ โดยสามารถลงทุนได้ทั้งในตราสารหนี้ของภาครัฐและเอกชน ซึ่งขึ้นอยู่กับนโยบายการลงทุนของกองทุนค่ะ กองทุนตราสารหนี้สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทดังนี้

1. กองทุนตราสารหนี้แบบกำหนดระยะเวลา กองทุนประเภทนี้มีการกำหนดอายุของกองทุนที่ชัดเจนเช่น 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี ซึ่งเงินที่ลงทุนในกองทุนประเภทนี้ควรเป็นเงินเย็น ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ในช่วงเวลาที่ลงทุนในกองทุน จุดเด่นของกองทุนตราสารหนี้แบบกำหนดระยะเวลาคือ มีการคาดการณ์อัตราผลตอบแทนที่ผู้ลงทุนจะได้รับ ทำให้ผู้ลงทุนทราบว่า จะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนครั้งนี้มากน้อยแค่ไหนค่ะ

2. กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น กองทุนประเภทนี้ลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุคงเหลือน้อยกว่า 1 ปี จึงมีความเสี่ยงที่ต่ำ แต่ผลตอบแทนของกองทุนก็ไม่สูงมากด้วยเช่นกัน จุดเด่นของกองทุนประเภทนี้คือ สภาพคล่องสูง หากต้องการใช้เงิน สามารถขายกองทุนและได้รับเงินในวันทำการถัดไป (T+1) จึงเหมาะสำหรับใช้เป็นแหล่งพักเงิน หรือเก็บออมเพื่อเป็นสภาพคล่อง

3. กองทุนตราสารหนี้ระยะยาว กองทุนประเภทนี้ลงทุนในตราสารหนี้อายุคงเหลือมากกว่า 1 ปี ดังนั้น เมื่อเปรียบเทียบกับกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นแล้ว กองทุนประเภทนี้มีความเสี่ยงและผลตอบแทนที่สูงกว่า จึงเหมาะที่จะเป็นเครื่องมือในการลงทุนของผู้ที่รับความเสี่ยงได้ต่ำค่ะ

ปัจจัยที่กระทบกับผลตอบแทนของกองทุน

กองทุนตราสารหนี้ที่เราลงทุนจะให้ผลตอบแทนมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยค่ะ ปัจจัยแรกคือ ประเภทของตราสารหนี้ที่กองทุนไปลงทุน ตราสารหนี้ที่กองทุนลงทุนนั้นมีหลากหลายตั้งแต่เงินฝาก ตราสารหนี้ภาครัฐ และตราสารหนี้ภาคเอกชน ซึ่งโดยปกติแล้ว กองทุนที่ลงทุนเฉพาะตราสารหนี้ของภาครัฐมักจะมีความเสี่ยงน้อยกว่ากองทุนที่มีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้ทั้งภาครัฐและเอกชน แต่ผลตอบแทนของกองทุนประเภทแรกก็ย่อมน้อยลงมาด้วยค่ะ นอกจากนี้ กองทุนตราสารหนี้อาจมีการลงทุนในต่างประเทศด้วย ซึ่งหากอัตราดอกเบี้ยในต่างประเทศสูงกว่าบ้านเรา ก็มีโอกาสที่กองทุนที่มีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศจะสามารถให้ผลตอบแทนสูงกว่ากองทุนที่ลงทุนเฉพาะตราสารหนี้ในไทยเพียงอย่างเดียวค่ะ

ส่วนปัจจัยที่ 2 คือ อายุคงเหลือของตราสารหนี้ที่กองทุนลงทุน (Duration) โดยกองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุคงเหลือยาวๆ มักจะให้ผลตอบแทนมากกว่ากองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ที่อายุคงเหลือสั้นกว่า เพราะถ้าเปรียบเทียบตราสารหนี้ประเภทเดียวกันซึ่งมีอายุต่างกัน ตราสารหนี้ที่อายุยาวมักให้ผลตอบแทนสูงกว่าตราสารหนี้ที่มีอายุสั้น แต่ถ้ามองในแง่ความเสี่ยงแล้ว ความเสี่ยงของกองทุนแบบแรกก็ย่อมสูงกว่า เพราะราคาตราสารหนี้ของกองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวเคลื่อนไหวผันผวนมากกว่าค่ะ

ปัจจัยสุดท้ายคือ การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยในตลาดตราสารหนี้ ปกติแล้วอัตราดอกเบี้ยกับราคาตราสารหนี้มักเคลื่อนไหวสวนทางกัน ยกตัวอย่างเช่น เราซื้อพันธบัตรรัฐบาล อายุ 5 ปี ดอกเบี้ย 3% ต่อปี จากนั้นอีก 1 ปีต่อมา อัตราดอกเบี้ยของไทยเป็นขาขึ้น ทำให้พันธบัตรรัฐบาลรุ่นใหม่ซึ่งอายุ 5 ปีเช่นกัน ให้ดอกเบี้ยสูงขึ้นเป็น 3.2% ต่อปี ดังนั้นพันธบัตรรัฐบาลรุ่นเก่าที่เราเป็นเจ้าของอยู่จึงมีความน่าสนใจลดน้อยลง ซึ่งทำให้ราคาของพันธบัตรรุ่นเก่านี้ปรับลดลงมาด้วย จากตัวอย่างนี้จะเห็นว่า เมื่ออัตราดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น จะทำให้ราคาของพันธบัตรลดลง โดยคนที่ได้รับผลกระทบการเปลี่ยนแปลงของราคาตราสารหนี้นี้คือ คนที่ลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งราคาของกองทุนมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ยิ่งในช่วงที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยในตลาดตราสารหนี้ซึ่งเราสามารถติดตามทิศทางได้จากอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลไทย (Thai Government Bond Yields) ปรับเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก ส่งผลให้ราคาของกองทุนตราสารหนี้ระยะยาวปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงค่ะ

เทคนิคลงทุนกองทุนตราสารหนี้

แม้ว่ากองทุนตราสารหนี้เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่การเลือกประเภทของกองทุนให้ตรงกับวัตถุประสงค์ในการลงทุนก็เป็นสิ่งที่สำคัญนะคะ อย่างถ้ารู้ตัวว่า ตนเองเป็นคนที่รับไม่ได้กับความผันผวนของราคา และต้องการทราบผลตอบแทนจากการลงทุนที่แน่นอน กองทุนตราสารหนี้แบบกำหนดระยะเวลาน่าจะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่ากองทุนตราสารหนี้ประเภทอื่น

ส่วนคนที่รับความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาได้บ้าง ก็สามารถลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นและระยะยาวค่ะ โดยระยะเวลาในการลงทุนเป็นตัวช่วยบอกว่า ควรลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ประเภทไหน หากระยะเวลาลงทุนไม่ถึง 6 เดือน หรือยังไม่แน่ใจว่า จะลงทุนได้นานแค่ไหน แนะนำให้ลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นดีกว่าค่ะ เพราะราคาของกองทุนผันผวนไม่ค่อยมากนัก แต่ถ้าระยะเวลาลงทุน  6 เดือนขึ้นไป ก็จะเหมาะกับกองทุนตราสารหนี้ระยะยาว เพราะมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่ากองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น โดยระยะเวลาในการลงทุนที่นานจะช่วยลดความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากราคากองทุนที่ปรับตัวขึ้นลงได้ค่ะ

นอกจากนี้ แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยก็มีส่วนในการตัดสินใจเลือกลงทุนกองทุนตราสารหนี้ค่ะ หากอัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มจะปรับเพิ่มขึ้นในอนาคตอันใกล้ ควรเลือกลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น เพราะถ้าลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ระยะยาวมีโอกาสที่ราคาของกองทุนจะปรับลดลงจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ ในทางกลับกัน หากดอกเบี้ยเป็นแนวโน้มขาลง ก็ควรลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ระยะยาว เพราะมีโอกาสที่ราคาของกองทุนจะปรับเพิ่มขึ้นได้มากกว่ากองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นค่ะ

สำหรับคนที่รับความเสี่ยงในการลงทุนได้ต่ำ กองทุนตราสารหนี้ถือเป็นตัวเลือกหนึ่งในการลงทุนที่น่าสนใจ แต่ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน อยากให้ศึกษาดูให้ดีก่อนว่า กองทุนจะนำเงินของเราไปลงทุนในสินทรัพย์ประเภทไหน โดยไม่ควรดูเฉพาะผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับเพียงอย่างเดียว เพราะถ้ากองทุนนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์หรือตราสารที่มีความเสี่ยงค่อนข้างมาก ก็อาจจะทำให้เงินต้นของเราลดน้อยลงไปได้ค่ะ

------------------------------------------------------

Recommended! บทความที่เกี่ยวข้องกับบล็อกวันนี้
>>> K-Expert Article: มั่นใจเมื่อลงทุนในตราสารหนี้ <<< โหลดฟรี 




 

Create Date : 28 มิถุนายน 2559    
Last Update : 28 มิถุนายน 2559 16:55:09 น.
Counter : 374 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  

K-Expert
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 14 คน [?]




ข้อมูลดี ฟรี มีประโยชน์ เพื่อชีวิตดีๆ ที่มีได้ทุกคน
Friends' blogs
[Add K-Expert's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.