Group Blog
 
All Blogs
 

ออมเงินอย่างไร เมื่อวงเงินคุ้มครองเงินฝากลดลง





สวัสดีค่ะ

แหล่งออมเงินแหล่งใหญ่ของคนไทยในปัจจุบันยังคงหนีไม่พ้นเงินฝากธนาคาร เพราะเราเชื่อว่า การฝากเงินกับธนาคารมีความปลอดภัยและมีโอกาสที่จะสูญเสียเงินต้นค่อนข้างน้อย แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ธนาคารที่เราฝากเงินไว้ เกิดต้องปิดกิจการขึ้นมา เงินที่เราฝากไว้จะเป็นอย่างไร จะสูญไปกับธนาคารแห่งนั้นหรือไม่ ก็ต้องบอกว่า สบายใจได้ระดับหนึ่งเลยค่ะ เพราะภาครัฐได้มีการจัดตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝากขึ้นมาเพื่อบรรเทาปัญหาดังกล่าว โดยได้มีการกำหนดวงเงินที่ให้ความคุ้มครองขึ้นมาด้วย ซึ่งปัจจุบันเงินฝากที่แต่ละคนได้รับความคุ้มครองอยู่ที่ 25 ล้านบาทต่อสถาบันการเงิน โดยวงเงินจะปรับลดลงเป็น 15 ล้านบาทต่อสถาบันการเงินในวันที่ 11 สิงหาคม 2559 และในอนาคตวงเงินจะค่อยๆ ปรับลดลงจนเหลือ 1 ล้านบาทต่อสถาบันการเงิน เมื่อเป็นแบบนี้ หลายคนจึงเริ่มมองหาทางเลือกในการออมหรือลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ ส่วนจะมีอะไรบ้างนั้น K-Expert ได้รวบรวมมาฝากกันแล้วค่ะ

ก่อนอื่นเรามาดูกันก่อนว่า วงเงินคุ้มครองที่สถาบันคุ้มครองเงินฝากให้การคุ้มครองเงินฝากของเราเป็นอย่างไรบ้าง โดยสามารถดูได้จากตารางด้านล่างค่ะ

วงเงินคุ้มครองข้างต้นจะนับในลักษณะ 1 รายชื่อผู้ฝากต่อ 1 สถาบันการเงิน โดยในการคุ้มครองจะนำเงินของผู้ฝากแต่ละรายในทุกสาขาและทุกบัญชีของสถาบันการเงินนั้นมาคำนวณรวมกันค่ะ ยกตัวอย่างเช่น ณ วันที่ 12 สิงหาคม 59 ซึ่งวงเงินคุ้มครองอยู่ที่ 15 ล้านบาท หากเรามีเงินฝากอยู่ที่ธนาคารมั่นคง 2 บัญชีๆ ละ 10 ล้านบาท รวมเป็นเงินฝากที่มีอยู่กับธนาคารมั่นคง 20 ล้านบาท กรณีนี้สถาบันคุ้มครองเงินฝากจะให้ความคุ้มครอง 15 ล้านบาทค่ะ แต่ถ้าเราถอนเงินจากธนาคารมั่นคงไปฝากไว้ที่ธนาคารมั่งคั่ง 10 ล้านบาท ก็จะช่วยให้เราได้รับความคุ้มครองรวม 20 ล้านบาท เพราะสถาบันคุ้มครองเงินฝากให้ความคุ้มครองเงินในแต่ละสถาบันการเงินสูงสุด 15 ล้านบาทค่ะ

สำหรับทางเลือกในการลงทุนที่พอจะเป็นทางเลือกของผู้ฝากเงินได้บ้าง อย่างแรกที่หลายคนคงคุ้นเคยกันคือพันธบัตร ซึ่งออกโดยหน่วยงานของภาครัฐอย่างเช่น กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อระดมทุนจากประชาชนทั่วไป และนำเงินไปใช้ในโครงการต่างๆ ของภาครัฐ ดังนั้นความเสี่ยงในการลงทุนพันธบัตรนั้นค่อนข้างต่ำ ทำให้อัตราผลตอบแทนที่จะได้รับจึงไม่สูงมากนัก อย่างพันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลังที่เสนอขายอยู่ในตอนนี้ ถ้าเป็นรุ่นอายุ 5 ปี อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ 2.25% ต่อปี ขณะที่รุ่นอายุ 10 ปี อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ 2.675% ต่อปีค่ะ

ส่วนคนที่รับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นมาได้บ้าง เพราะต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้น การลงทุนในหุ้นกู้ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจค่ะ โดยหุ้นกู้เป็นตราสารที่ออกโดยบริษัทเอกชนเพื่อขอกู้ยืมเงินจากประชาชนทั่วไป ดังนั้นเมื่อจะลงทุนควรสำรวจตรวจสอบสถานะทางการเงินของบริษัทนั้นๆ ว่า มีกำไรสม่ำเสมอหรือไม่ และมีภาระหนี้สินมากน้อยแค่ไหน หรือถ้าไม่ได้มีความเชี่ยวชาญในการไปดูตัวเลขทางบัญชีต่างๆ การดูอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ก็เป็นวิธีที่ช่วยให้เราสามารถเลือกลงทุนในบริษัทที่มีสถานะทางการเงินที่ดี โดยควรมีอันดับความน่าเชื่อถือตั้งแต่ BBB- ขึ้นไป เพราะเป็นหุ้นกู้ที่อยู่ในระดับสามารถลงทุนได้ (Investment Grade)

สำหรับคนที่อยากลงทุนเป็นเวลาไม่นานเกิน 1 ปี อาจรู้สึกว่า พันธบัตรและหุ้นกู้ไม่ตอบโจทย์ของตนเอง เพราะมักจะมีระยะเวลาในการลงทุน 2 ปีขึ้นไป จึงมีอีกหนึ่งตัวเลือกในการลงทุนที่ความเสี่ยงต่ำที่อยากแนะนำคือ กองทุนตราสารหนี้ ซึ่งเป็นกองทุนที่นำเงินของเราไปลงทุนในเงินฝาก พันธบัตร และหุ้นกู้ จึงมีความเสี่ยงที่ต่ำ โดยมีทั้งกองทุนตราสารหนี้ที่กำหนดระยะเวลาลงทุนอย่าง 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี ซึ่งมีการแจ้งประมาณการผลตอบแทนจากการลงทุนให้ทราบก่อนตัดสินใจลงทุน และกองทุนตราสารหนี้แบบที่ซื้อขายได้ทุกวันทำการ ซึ่งผลตอบแทนที่ได้รับจะขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยในช่วงนั้นและความต้องการตราสารหนี้ว่ามีมากน้อยแค่ไหนค่ะ

การที่ภาครัฐปรับลดวงเงินคุ้มครองเงินฝากลง หลายคนอาจเกิดความกังวลว่า เงินฝากจะได้รับความคุ้มครองจากภาครัฐเป็นจำนวนเงินลดลง แต่จริงๆ แล้วอยากให้พลิกวิกฤตครั้งนี้ให้เป็นโอกาสดีกว่านะคะ เพราะการปรับลดวงเงินคุ้มครองเงินฝากลงเป็นการกระตุ้นให้เรามองหาทางเลือกในการฝากหรือลงทุนที่นอกเหนือจากเงินฝาก ซึ่งก็จะช่วยให้เรามีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น และทำให้เงินก้อนของเรางอกเงยได้เร็วยิ่งขึ้นได้ค่ะ

------------------------------------------------------

Recommended! บทความที่เกี่ยวข้องกับบล็อกวันนี้





 

Create Date : 09 สิงหาคม 2559    
Last Update : 9 สิงหาคม 2559 11:28:22 น.
Counter : 218 Pageviews.  

เจ้าหนี้อายัดเงินเดือน โบนัส ลูกหนี้ได้หรือไม่






สวัสดีค่ะ

หลายคนเมื่อมีรายจ่ายมากกว่ารายรับหรือจำเป็นต้องใช้เงินก้อนใหญ่ขึ้นมาโดยไม่ได้วางแผนเอาไว้ล่วงหน้า ก็มักจะหันไปพึ่งพาสินเชื่อส่วนบุคคล บัตรกดเงินสด หรือกดเงินจากบัตรเครดิตมาใช้ หากเรามีวินัยในการจ่ายคืนทุกเดือนก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่หากไม่มีวินัยในการจ่ายคืน หรือไม่สามารถจ่ายได้แม้กระทั่งขั้นต่ำก็จะกลายเป็นภาระหนี้สิน สร้างปัญหาตามมาได้มากมาย ลูกหนี้หลายคนคงอยากรู้ว่า หากเราจ่ายหนี้ไม่ได้ รายได้จากการทำงานของเรา อย่างเงินเดือน หรือโบนัสนั้น เจ้าหนี้จะสามารถอายัดได้หรือไม่ รวมถึงทรัพย์สินต่างๆ ที่มีอยู่จะถูกเจ้าหนี้ยึดไปด้วยไหม K-Expert ได้ไปหาคำตอบในเรื่องนี้มาฝากแล้วครับ

เบื้องต้นต้องทราบก่อนว่า เจ้าหนี้มีสิทธิอายัดเงินเดือน โบนัส และยึดทรัพย์ของลูกหนี้ได้ แต่เจ้าหนี้ไม่สามารถทำได้เองโดยพลการนะครับ จะทำได้ก็ต่อเมื่อศาลมีคำพิพากษาให้เจ้าหนี้ชนะคดี และลูกหนี้เองไม่ชำระคืนให้กับเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาภายใน 15 วัน หรือ 30 วัน ขึ้นอยู่กับการกำหนดของศาลในคำพิพากษา แต่จะมีหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขในการอายัดเงินเดือน โบนัส และยึดทรัพย์อย่างไร มาดูรายละเอียดกันครับ

การอายัดเงินเดือนและโบนัส

ในการอายัดเงินเดือนต้องดูก่อนว่า ลูกหนี้ทำอาชีพอะไร หากลูกหนี้เป็นข้าราชการหรือลูกจ้างประจำของข้าราชการ ตรงนี้จะไม่ถูกอายัดเงินเดือนเลย แต่หากลูกหนี้เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจหรือพนักงานบริษัท เจ้าหนี้สามารถอายัดเงินเดือนได้ แต่จะอายัดได้สูงสุดไม่เกิน 30% ของเงินเดือนก่อนหักค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว ทั้งนี้ มีข้อยกเว้นอีกว่า ถ้าลูกหนี้มีเงินเดือนไม่ถึง 10,000 บาท เจ้าหนี้จะไม่สามารถอายัดเงินเดือนได้ เนื่องจากต้องเหลือเงินขั้นต่ำไว้อย่างน้อย 10,000 บาท ให้ลูกหนี้ได้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ลูกหนี้มีรายได้เดือนละ 20,000 บาท ลูกหนี้จะถูกอายัดเงินเดือนได้สูงสุดไม่เกิน 30% x 20,000 = 6,000 บาท ทำให้มีเงินเหลือไว้ใช้จ่ายเดือนละ 14,000 บาท แต่หากลูกหนี้มีรายได้เดือนละ 12,000 บาท เจ้าหนี้จะอายัดเงินเดือน 30% x 12,000 = 3,600 บาทไม่ได้ เพราะทำให้ลูกหนี้มีเงินเหลือไว้ใช้จ่ายเพียงเดือนละ 8,400 บาท กรณีนี้เจ้าหนี้จะอายัดได้เพียง 2,000 บาทเท่านั้น เพื่อให้ลูกหนี้เหลือเงิน 10,000 บาทไว้ใช้จ่ายนั่นเอง นอกจากนี้ ยังมีกรณียกเว้น หากลูกหนี้มีค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่นๆ เช่น ค่าเลี้ยงดูลูก ค่ารักษาพยาบาล ก็สามารถนำหลักฐานไปลดหย่อนที่กรมบังคับคดีเพื่อให้เจ้าหนี้ลดเปอร์เซ็นต์การอายัดเงินเดือนลงได้ครับ    

ในส่วนของเงินโบนัสที่เราได้รับจากการทำงานมาตลอดทั้งปี เจ้าหนี้จะสามารถอายัดได้ไม่เกิน 50% ของจำนวนเงินโบนัสที่เราได้รับ เช่น สิ้นปีได้เงินโบนัสมา 100,000 บาท เจ้าหนี้สามารถอายัดเงินโบนัสได้ไม่เกิน 50% x 100,000 = 50,000 บาท เท่านั้น

การยึดทรัพย์สิน

นอกจากการอายัดเงินเดือน และโบนัสของลูกหนี้แล้ว เจ้าหนี้ยังสามารถยึดทรัพย์สินที่มีค่าของลูกหนี้ได้อีกด้วย เช่น สร้อย แหวน ทองคำ นาฬิกา แต่หากเป็นทรัพย์สินที่จำเป็นในการดำเนินชีวิตอย่างข้าวของเครื่องใช้ในครัวเรือน เช่น โต๊ะกินข้าว เก้าอี้ อุปกรณ์เครื่องครัว โทรทัศน์ ที่มีมูลค่า 50,000 บาทแรก หรือทรัพย์สินที่ใช้เป็นเครื่องมือในการทำมาหากินของลูกหนี้ ถ้ามีมูลค่ารวมกันไม่ถึง 100,000 บาท เจ้าหนี้จะไม่สามารถยึดได้ ทั้งนี้ หากเครื่องมือทำมาหากินมีมูลค่าสูงกว่า 100,000 บาท และลูกหนี้จำเป็นต้องใช้จริงๆ ก็สามารถร้องขอต่อศาลได้ครับ

นอกจากการอายัดเงินเดือน โบนัส และการยึดทรัพย์สินแล้ว สำหรับเงินฝากในบัญชีธนาคารของลูกหนี้ เจ้าหนี้สามารถสั่งอายัดได้ทั้งจำนวน ในส่วนของทรัพย์สินที่เป็นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ หรือหากไปร่วมทุนกับคนอื่นเปิดบริษัท กรมบังคับคดีสามารถยึดใบหุ้นเพื่อขายทอดตลาด และอายัดทรัพย์สินเฉพาะส่วนที่เป็นของลูกหนี้เพื่อนำมาชำระหนี้ได้ทั้งจำนวน

จุดเริ่มต้นของการเป็นหนี้ไม่ได้เป็นการได้เงินมาใช้สบายฟรีๆ แต่เป็นการนำเงินในอนาคตมาใช้ล่วงหน้า และต้องใช้คืนหนี้ทั้งหมด ทั้งเงินต้นรวมถึงดอกเบี้ย หากทุกวันนี้เรายังเป็นหนี้ไม่มากและพอที่จะชำระไหว ควรมีวินัยในการชำระหนี้และรีบปลดหนี้ให้หมดเร็วไวเพื่อความเป็นไทของตัวเราเอง เงินที่หามาได้ทุกบาททุกสตางค์ รวมถึงทรัพย์สินต่างๆ ที่เราสร้างขึ้นมาก็จะไม่ถูกอายัดหรือยึดไป ที่สำคัญคือ พยายามรักษาเครดิตเอาไว้ให้ดี เพราะหากพลาดพลั้งก่อหนี้เสียไปแล้ว ในอนาคตหากต้องการกู้ซื้อบ้านหรือทำธุรกิจขึ้นมา โอกาสในการขอสินเชื่อก็อาจเป็นไปได้ยากครับ

------------------------------------------------------

Recommended! บทความที่เกี่ยวข้องกับบล็อกวันนี้





 

Create Date : 02 สิงหาคม 2559    
Last Update : 2 สิงหาคม 2559 13:37:15 น.
Counter : 306 Pageviews.  

โอนเงินจาก PVD ไป RMF ได้แล้วนะ รู้ยัง






สวัสดีค่ะ

สำหรับลูกจ้างหรือมนุษย์เงินเดือนที่กำลังจะเปลี่ยนย้ายงาน แต่ที่ทำงานใหม่ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเหมือนที่ทำงานเดิม หรือลาออกจากงานประจำเพื่อมาทำธุรกิจของตัวเอง หากต้องนำเงินออกจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ทั้งๆ ที่ยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ จะต้องเสียภาษีเงินได้ แต่ถ้าไม่อยากเสียภาษี ก็มีทางเลือกค่ะ โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้มีการปรับปรุงพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2558 ให้สามารถโอนเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ไปอยู่ในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ได้ ซึ่งรายละเอียดเป็นอย่างไรนั้น K-Expert มีข้อมูลมาฝากค่ะ

ใครที่สามารถโอนเงินจาก PVD ไป RMF ได้บ้าง

ผู้ที่สามารถโอนเงินจาก PVD ไป RMF ได้ ยกตัวอย่างเช่น (1)  ลูกจ้างที่ออกจากงาน ไม่ว่าจะเป็นการลาออกเพื่อไปทำธุรกิจส่วนตัว หรือการออกจากงานเพราะสิ้นสุดสัญญาจ้าง (2) ลูกจ้างที่เปลี่ยนย้ายงาน แต่นายจ้างใหม่ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือไม่สามารถคงเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของที่ทำงานเดิมต่อได้ เพราะหมดระยะเวลาคงเงิน และ (3) นายจ้างเลิกกิจการหรือยกเลิกการจัดให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

ดังนั้น หากยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงิน หรือยังไม่ต้องการนำเงินออกจาก PVD ก็สามารถโอนเงินไปลงทุนต่อใน RMF ได้ แต่สำหรับผู้ที่ยังทำงานประจำเป็นมนุษย์เงินเดือน ยังไม่ได้ออกจากงาน จะไม่สามารถโอนเงินจาก PVD ไป RMF ได้ค่ะ

ดีอย่างไรเมื่อโอนเงินจาก PVD ไป RMF

การโอนเงินจาก PVD ไป RMF นอกจากจะช่วยให้เราไม่ต้องเสียภาษีเพราะไม่ต้องนำเงินออกจาก PVD ก่อนอายุเกษียณแล้ว ยังได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติมด้วย เนื่องจากการโอนเงินจาก PVD ไป RMF มีหลักการเหมือนกับการคงเงินไว้ใน PVD คือ สามารถนับอายุสมาชิกต่อเนื่องได้โดยไม่จำเป็นต้องซื้อหน่วยลงทุนเพิ่ม ซึ่งนับเฉพาะ RMF ที่เราเลือกรับโอนเงินมาจาก PVD เท่านั้น ไม่ได้รวมถึง RMF ที่เราซื้อเพื่อลดหย่อนภาษีทั่วไปค่ะ โดยถ้าขายกองทุนเมื่อมีอายุไม่น้อยกว่า 55 ปี และมีอายุสมาชิกที่นับรวมทั้ง PVD และ RMF ไม่น้อยกว่า 5 ปี ก็จะได้รับยกเว้นภาษี แต่หากขายก่อนกำหนดเงื่อนไข ก็ต้องนำเงินที่ได้รับไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี

ทั้งนี้ เงินที่โอนจาก PVD ไป RMF ไม่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้อีกนะคะ เพราะไม่ถือเป็นเงินลงทุนใหม่เหมือนเงินลงทุนใน RMF ทั่วไป และเงินที่โอนจาก PVD มา RMF ก็ได้ใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้ประจำปีไปแล้ว รวมถึง ไม่ต้องเป็นกังวลว่า ถ้าโอนเงินจาก PVD มา RMF จะทำให้ซื้อ RMF ได้ลดลง เพราะเงินที่โอนจาก PVD มา RMF นั้น จะไม่นำมารวมคำนวณยอดเงินลงทุนสูงสุดใน RMF ของปีภาษีนั้นค่ะ

โอนเงินจาก PVD ไป RMF มีขั้นตอนอย่างไร

สำหรับขั้นตอนการโอนเงินจาก PVD ไป RMF ก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรค่ะ เพียงแค่เราแจ้งความประสงค์ต่อนายจ้างภายใน 30 วันนับจากวันสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง โดยระบุ RMF ที่ต้องการจะโอนเงินไป และติดต่อกับบริษัทจัดการกองทุน เพื่อเปิดบัญชีกองทุน RMF ซึ่ง RMF ที่รับโอนเงินจาก PVD ได้ต้องเป็น “RMF for PVD” คือมีการระบุในหนังสือชี้ชวน (Fact Sheet) ว่า “รองรับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” จากนั้นก็นำเอกสารจากบริษัทจัดการกองทุนมายื่นต่อกรรมการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยสามารถโอนเงินจาก PVD ไป RMF ได้ทั้งจำนวน ไม่มีค่าธรรมเนียมในการโอนย้าย และไม่ต้องเสียค่ารักษาสมาชิกรายปีแบบ PVDอีกด้วยค่ะ

เลือก RMF แบบไหนที่ใช่ตัวเรา

RMF เป็นกองทุนที่มีหลากหลายนโยบาย ตั้งแต่ลงทุนในหุ้น ทองคำ ตราสารหนี้ แถมยังมีทางเลือกให้ลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการลงทุน โดยเราสามารถเลือกลงทุนตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

- รับความเสี่ยงได้สูง อายุยังไม่มาก อยู่ในวัยเริ่มต้นทำงาน จะเหมาะกับ RMF ที่เน้นลงทุนในหุ้น ซึ่งมีโอกาสให้ผลตอบแทนสูง

- รับความเสี่ยงได้ปานกลาง หรือเข้าสู่วัยกลางคน อาจเลือก RMF ที่ลงทุนผสมในหุ้นและตราสารหนี้ ซึ่งมีโอกาสให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า RMF ที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้เพียงอย่างเดียว ในขณะที่ความเสี่ยงหรือโอกาสขาดทุนก็จะน้อยกว่า RMF ที่เน้นลงทุนในหุ้น

- รับความเสี่ยงได้ต่ำ เริ่มเข้าใกล้วัยเกษียณ จะเหมาะกับ RMF ที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้อย่างพันธบัตรรัฐบาล หรือหุ้นกู้เอกชน เพื่อเน้นรักษาเงินต้นเอาไว้ให้มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม เมื่อโอนเงินจาก PVD ไป RMF แล้ว เราก็สามารถสับเปลี่ยนไปยัง RMF กองทุนอื่นได้ แต่ต้องเป็น RMF for PVD ด้วยกัน โดยก่อนสับเปลี่ยนโยกย้าย RMF for PVD อย่าลืมสอบถามรายละเอียดขั้นตอนจากบริษัทจัดการกองทุนให้ดีค่ะ

จะเห็นได้ว่า การที่เราสามารถโอนเงินจาก PVD ไป RMF ได้นั้นช่วยเพิ่มโอกาสในการลงทุน ไม่ต้องเสียภาษีเพราะนำเงินออกจาก PVD เร็วกว่ากำหนด ที่สำคัญ ยิ่งนำเงินออกมาเร็ว ยิ่งมีโอกาสที่เงินจะหมดได้เร็ว ดังนั้น ถ้าจะต้องออกจากงาน หรือสิ้นสุดการเป็นสมาชิก PVD อย่าเพิ่งรีบนำเงิน PVD ออกมาด้วยนะคะ โยกไป RMF ก่อนค่ะ เพื่อให้เงินก้อนนี้เป็นเงินใช้จ่ายในยามเกษียณเพื่อชีวิตที่สุขสบายค่ะ 

------------------------------------------------------

Recommended! บทความที่เกี่ยวข้องกับบล็อกวันนี้






 

Create Date : 28 กรกฎาคม 2559    
Last Update : 28 กรกฎาคม 2559 16:10:21 น.
Counter : 142 Pageviews.  

เทคนิคเก็บเงินสำหรับมนุษย์เงินเดือนป้ายแดง











สวัสดีค่ะ

เมื่อเรียนจบ หลายคนก็เข้าสู่โลกของการทำงาน ส่วนใหญ่ก็เริ่มจากการทำงานประจำ เป็นมนุษย์เงินเดือนป้ายแดง แต่เมื่อเริ่มทำงานมีรายได้เป็นของตัวเอง ไม่ได้ขอเงินจากคุณพ่อคุณแม่อีกต่อไป ก็เรียกว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องบริหารเงินก้อนนี้ให้เพียงพอกับรายจ่าย และมีเงินมาเก็บออมด้วย อ่านมาถึงตรงนี้ อย่าเพิ่งเป็นกังวลว่า เงินเดือนเด็กจบใหม่อยู่ที่หลักหมื่น แค่ค่าใช้จ่ายกิน อยู่ เดินทาง ก็แทบจะไม่พอ แล้วจะเก็บออมได้อย่างไร จริงๆ แล้ว จะเก็บออมได้หรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า รายได้มากหรือน้อย เพราะถ้ามีความอดทน และความตั้งใจ ก็สามารถเก็บออมเงินได้ทุกเดือนอย่างแน่นอน ซึ่ง K-Expert ก็มีเทคนิคเก็บออมเงินสำหรับมนุษย์เงินป้ายแดงมาฝากค่ะ

ออมเงินเพื่อเหตุฉุกเฉิน

เงินออมก้อนแรกที่ทุกคนควรมีไว้ คือ เงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน ซึ่งเป็นเงินก้อนที่มีความสำคัญมากนะคะ เพราะหากมีเหตุไม่คาดฝันทำให้ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ จะได้มีเงินมาใช้จ่ายทันที ไม่ว่าจะเป็นเจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุ ต้องใช้เงินเป็นค่ารักษาพยาบาล ซื้อของใช้จำเป็นใหม่ หรือแม้กระทั่งตกงานขาดรายได้ ซึ่งเดี๋ยวนี้ อะไรก็ไม่แน่นอน คนที่เป็นมนุษย์เงินเดือน หน้าที่การงานดูมั่นคง แต่เมื่อเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลง เทคโนโลยีเปลี่ยนไป ก็ทำให้หลายคนต้องว่างงาน แล้วถ้าไม่มีเงินเก็บเตรียมไว้ อาจมีปัญหาการเงินตามมา หรือต้องหยิบยืมกลายเป็นหนี้เป็นสินก็ได้

แนะนำว่า ควรมีเงินสำรองไว้สัก 6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน เช่น มีค่าใช้จ่ายอยู่ที่เดือนละ 10,000 บาท ก็ควรมีเงินสำรองเก็บไว้ 60,000 บาท ซึ่งเงินสำรอง 6 เท่า แนะนำให้แบ่ง 1 ส่วนเก็บในเงินฝาก เพื่อให้มีสภาพคล่องสูงสุด ถอนเมื่อไรก็ได้ อีก 5 ส่วน เก็บในกองทุนตลาดเงิน เพื่อโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝากออมทรัพย์ทั่วไป ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 0.5% ต่อปี ขณะที่กองทุนตลาดเงินให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 1-2% ต่อปี เรียกว่าผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝากออมทรัพย์ 2-4 เท่าเลยทีเดียว โดยยังมีสภาพคล่องอยู่ ซึ่งกองทุนตลาดเงินจะได้รับเงินค่าขายในวันทำการถัดไป (T+1)

ออมเงินเพื่อเป้าหมาย

เมื่อเริ่มทำงานได้สักระยะหนึ่ง หลายๆ คนก็มีเป้าหมายอยากซื้อรถสักคัน เป็นเจ้าของคอนโดฯ สักห้อง ซึ่งเป้าหมายเหล่านี้จะทำสำเร็จได้ต้องมีกำหนดระยะเวลา ก็เหมือนกับการขับรถที่ต้องกำหนดจุดหมายปลายทางและเวลาที่เราต้องการจะไปถึง ไม่เช่นนั้นเราก็จะขับรถไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมาย ตัวอย่างเช่น ดาวน์คอนโดฯ 2 แสนบาทในอีก 2 ปี  หรือดาวน์รถ 1.5 แสนบาทในอีก 1 ปี  

การตั้งเป้าหมายและกำหนดระยะเวลาจะช่วยให้เรารู้ว่าต้องออมเงินเดือนละเท่าไร นอกจากนี้ เมื่อเป็นเป้าหมายที่สำคัญ ควรเก็บในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ อย่างเงินฝาก หรือกองทุนตลาดเงิน เพื่อเน้นรักษาเงินต้น เช่น วางแผนดาวน์คอนโดฯ ในอีก 2 ปี ใช้เงิน 2 แสนบาท สามารถออมเงินในบัญชีเงินฝากประจำปลอดภาษี 24 เดือน เป็นการฝากเงินเท่ากันทุกเดือน โดยถ้าเก็บเงินเดือนละ 8,500 บาท ครบ 2 ปีก็มีเงินมาดาวน์คอนโดฯ ได้ตามเป้าหมายแล้วค่ะ

ออมเงินเพื่อความมั่งคั่ง

สำหรับผู้ที่ยังไม่มีเป้าหมายที่จะใช้เงินก้อนในอนาคต เช่น อยู่บ้านกับพ่อแม่ หรือโดยสารรถสาธารณะไปทำงานได้สะดวก จึงไม่ได้มีความจำเป็นต้องซื้อคอนโดฯ หรือซื้อรถ อย่างไรก็ตาม แม้จะยังไม่มีเป้าหมายใช้เงินตอนนี้ ก็ควรมีการออมเงินเพื่อเพิ่มความมั่งคั่งให้กับตัวเอง เพราะไม่แน่ว่าอนาคตเราอาจต้องการใช้เงินขึ้นมาก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นใช้เงินแต่งงานสร้างครอบครัว ใช้เงินในยามเกษียณ หรือใช้เงินเพื่อซื้อบ้านหลังใหม่ รถคันใหม่ให้พ่อแม่ก็ได้

สำหรับการออมเงินเพื่อเพิ่มความมั่งคั่ง แนะนำให้ออมตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ หลักการง่ายๆ ก็คือ ควรมีการลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท ทั้งหุ้น และตราสารหนี้ เพื่อกระจายความเสี่ยง หรือที่เรียกกันว่า พอร์ตการลงทุน แต่จะมีสัดส่วนหุ้น หรือตราสารหนี้ มากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงที่แต่ละคนรับได้ ทั้งนี้ K-Expert ก็มีพอร์ตการลงทุนมาแนะนำ 3 แบบด้วยกัน ซึ่งลงทุนในสินทรัพย์ 4 ประเภท ได้แก่ หุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ ตราสารหนี้ไทย และตราสารหนี้ต่างประเทศ โดยมีการแนะนำลงทุนในต่างประเทศด้วย เพื่อลดความเสี่ยงจากปัจจัยในประเทศ เช่น ภาวะเศรษฐกิจ การเมือง นั่นเองค่ะ 

เมื่อก้าวเข้าสู่ชีวิตวัยทำงาน ก็ถึงเวลาที่จะต้องบริหารจัดการเงินด้วยตนเอง ทั้งควบคุมค่าใช้จ่ายให้อยู่ในกรอบของรายได้ และมีเงินมาเก็บออมเพื่อเป้าหมายในชีวิต เพราะถ้าเรามีการวางแผนเรื่องการเงินของตัวเราเอง เชื่อได้ว่าอนาคตการเงินที่สดใส และเป้าหมายที่ฝันไว้ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอนค่ะ

------------------------------------------------------

Recommended! บทความที่เกี่ยวข้องกับบล็อกวันนี้






 

Create Date : 26 กรกฎาคม 2559    
Last Update : 28 กรกฎาคม 2559 16:15:58 น.
Counter : 291 Pageviews.  

ภาษีครึ่งปีลดได้ แค่รู้จักวางแผน





สวัสดีค่ะ

เผลอแป๊บเดียวก็ผ่านพ้นไปแล้วครึ่งปี เพื่อนๆ คนไหนมีหน้าที่ยื่นภาษีครึ่งปีก็อย่าทำงานเพลินจนลืมนึกถึงเรื่องนี้ไปนะคะ เพราะในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายนของทุกปีเป็นช่วงที่เราต้องยื่นแบบภ.ง.ด.94 หรือแบบแสดงรายได้ช่วงครึ่งปีนั่นเองค่ะ หลายคนสงสัยว่าตัวเองเข้าข่ายต้องยื่นภาษีครึ่งปีกับเขาด้วยไหม ใครบ้างที่ต้องยื่นภาษีครึ่งปี รวมถึงการลดหย่อนภาษีครึ่งปีต่างจากแบบเต็มปีหรือไม่ และเราจะวางแผนอย่างไรเพื่อลดภาษีครึ่งปี K-Expert มีคำตอบในเรื่องนี้มาฝากค่ะ

ใครบ้างที่ต้องยื่นภาษีครึ่งปี

คนที่มีหน้าที่ยื่นภาษีครึ่งปีก็คือ คนที่มีรายได้ตามมาตรา 40(5)-(8) ซึ่งรายได้ในแต่ละมาตรามีรายละเอียดดังนี้ค่ะ

• รายได้มาตรา 40(5) เป็นรายได้จากการให้เช่าทรัพย์สินต่างๆ เช่น บ้าน ที่ดิน รถยนต์ เป็นต้น

• รายได้มาตรา 40(6) เป็นรายได้จากวิชาชีพอิสระ เช่น รายได้จากการรับทำบัญชี ค่าว่าความของทนายความ รายได้จากการรักษาคนไข้ของคุณหมอ ค่าออกแบบของสถาปนิก ค่าที่ปรึกษาของวิศวกร เป็นต้น

• รายได้มาตรา 40(7) เป็นรายได้จากการรับเหมาที่เราต้องจัดหาสัมภาระที่สำคัญนอกเหนือจากเครื่องมือมาเอง

• รายได้มาตรา 40(8) เป็นรายได้ที่นอกเหนือจากรายได้มาตรา 40(1)-(7) เช่น รายได้จากการเป็นนักแสดง ดารา รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ รายได้จากการทำธุรกิจในนามบุคคลธรรมดา เป็นต้น

รายได้ตามมาตรา 40(5)-(8) ที่เราได้รับมาในช่วงเดือนมกราคมถึงมิถุนายนนั้น จะต้องนำมายื่นแบบภ.ง.ด.94 โดยจะยื่นกันในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายนของทุกปี ทั้งนี้ หากใครเบี้ยวไม่จ่ายภาษีก็จะมีบทลงโทษเป็นเงินส่วนเพิ่ม 1.5% ของภาษีที่ค้างจ่าย โดยคิดเป็นรายเดือน และยังมีโทษปรับอีกไม่เกิน 2,000 บาทด้วยล่ะค่ะ

ลดหย่อนครึ่งปีต่างจากเต็มปีหรือไม่ อย่างไร

การใช้สิทธิลดหย่อนภาษีในช่วงครึ่งปีต่างจากการใช้สิทธิแบบเต็มปีอย่างแน่นอนค่ะ ซึ่งสามารถแบ่งรูปแบบการลดหย่อนภาษีได้เป็น 3 กลุ่มด้วยกันคือ

1. ลดหย่อนได้ครึ่งเดียวจากการใช้สิทธิแบบเต็มปี โดยค่าลดหย่อนในกลุ่มนี้เป็นค่าลดหย่อนที่เกี่ยวข้องกับตัวเราเองและครอบครัว ได้แก่

• ลดหย่อนส่วนตัวผู้มีรายได้หรือคู่สมรสที่ไม่มีรายได้ 15,000 บาท (เต็มปี 30,000 บาท)

• ลดหย่อนบุตร คนละ 7,500 บาท (เต็มปี 15,000 บาท) หากลูกศึกษาในประเทศ ไม่เกิน 3 คน คนละ 8,500 บาท (เต็มปี 17,000 บาท)

• ลดหย่อนบิดามารดา ท่านละ 15,000 บาท (เต็มปี 30,000 บาท)

2. ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงในช่วงครึ่งปีแรก แต่ยอดลดหย่อนสูงสุดจะน้อยกว่าแบบเต็มปี ซึ่งเราจะเจอการลดหย่อนแบบนี้จากการใช้ค่าเบี้ยประกันชีวิตและดอกเบี้ยบ้านมาลดหย่อนภาษี โดยสามารถใช้สิทธิได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 95,000 บาท ซึ่งจะน้อยกว่าแบบเต็มปีที่สามารถใช้สิทธิได้สูงสุดที่ 100,000 บาทค่ะ

3. ลดหย่อนได้สูงสุดตามที่จ่ายจริงในช่วงครึ่งปีแรก และยอดลดหย่อนสูงสุดเท่ากับแบบเต็มปี ซึ่งค่าลดหย่อนที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้ได้แก่

• ค่าซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ใช้สิทธิได้ไม่เกิน 15% ของรายได้ในช่วงครึ่งปีแรกที่ต้องเสียภาษี และไม่เกิน 500,000 บาท

• ค่าซื้อกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ใช้สิทธิได้ไม่เกิน 15% ของรายได้ในช่วงครึ่งปีแรกที่ต้องเสียภาษี และไม่เกิน 500,000 บาท

• ค่าเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ ใช้สิทธิได้ไม่เกิน 15% ของรายได้ในช่วงครึ่งปีแรกที่ต้องเสียภาษี และไม่เกิน 200,000 บาท เมื่อรวมกับเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และเงินค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาทค่ะ

วางแผนอย่างไรเพื่อลดภาษีครึ่งปี

การวางแผนเพื่อลดภาษีครึ่งปี เราสามารถใช้กองทุน LTF และ RMF มาเป็นตัวช่วยลดหย่อนภาษีได้ค่ะ โดยยอดเงินลงทุนที่เราไปซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนกลุ่มนี้ตั้งแต่ต้นปีมาจนถึงกลางปีสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้สูงสุดตามที่จ่ายจริงในช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งจะช่วยลดภาระภาษีของเราไปได้พอสมควรเลยค่ะ แต่หากเรายังไม่ได้ลงทุนซื้อกองทุน LTF และ RMF เพราะมัวแต่รอลงทุนในช่วงปลายปี แบบนี้ก็จะไม่สามารถนำมาช่วยลดหย่อนภาษีครึ่งปีได้เลยล่ะค่ะ

ยื่นภาษีครึ่งปีแล้ว ภาษีแบบเต็มปีต้องยื่นอย่างไร

เรื่องนี้ไม่ได้ยุ่งยากเลยค่ะ สำหรับการยื่นภาษีแบบเต็มปีในช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคมนั้น ให้นำรายได้ ค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อนของทั้งปีมายื่นในแบบภ.ง.ด.90 โดยรายได้ที่นำมายื่นจะเป็นรายได้ที่เกิดขึ้นทั้งหมด 40(1)-(8) ซึ่งรวมถึงรายได้ที่เราได้ยื่นไปแล้วในช่วงครึ่งปีแรกด้วย ในส่วนของภาษีที่เราได้จ่ายไปในช่วงครึ่งปีก็ให้นำมาแสดงในแบบภ.ง.ด.90 ด้วย เพื่อให้กรมสรรพากรรู้ว่า เราเสียภาษีไปแล้วเป็นเงินเท่าไรนั่นเองค่ะ

หากรู้แล้วว่า เราเป็นคนหนึ่งที่ต้องยื่นภาษีครึ่งปีก็อย่าลืมทำหน้าที่ของตัวเองภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้นะคะ และที่สำคัญคือ ควรวางแผนภาษีครึ่งปีตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อช่วยลดภาระภาษีจ่าย และทำให้เรามีเงินเหลือมากขึ้นนั่นเองค่ะ

------------------------------------------------------

Recommended! บทความที่เกี่ยวข้องกับบล็อกวันนี้
>>> K-Expert Tool: เครื่องมือช่วยวางแผนภาษี <<< โหลดฟรี




 

Create Date : 21 กรกฎาคม 2559    
Last Update : 21 กรกฎาคม 2559 11:45:13 น.
Counter : 283 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  

K-Expert
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 13 คน [?]




ข้อมูลดี ฟรี มีประโยชน์ เพื่อชีวิตดีๆ ที่มีได้ทุกคน
Friends' blogs
[Add K-Expert's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.