Group Blog
 
All Blogs
 

ลดหย่อนภาษีจากประกันบำนาญแตกต่างจากเดิมอย่างไร





สวัสดีค่ะ

สำหรับเพื่อนๆ ที่ซื้อประกันชีวิตแบบบำนาญไว้เป็นเงินเก็บเงินออมเพื่อใช้จ่ายหลังเกษียณ จะได้สิทธิประโยชน์ที่สำคัญ ก็คือ สามารถนำเบี้ยประกันที่จ่ายในแต่ละปีมาลดหย่อนภาษีได้ แต่ปัจจุบันทางกรมสรรพากรมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ในการลดหย่อนภาษีจากเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญค่ะ ซึ่งรายละเอียดเป็นอย่างไร K-Expert มีคำตอบมาฝากเพื่อนๆ ค่ะ

เกณฑ์การลดหย่อนภาษีจากเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญที่กรมสรรพากรกำหนดขึ้นมาใหม่เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2558 เกี่ยวกับเงินได้ที่ใช้เป็นฐานคำนวณสิทธิลดหย่อน โดยกำหนดว่าเป็น “เงินได้พึงประเมินที่ได้รับซึ่งต้องเสียภาษีเงินได้ในแต่ละปี” เปลี่ยนจากเดิมที่กำหนดไว้ว่าเป็น “เงินได้พึงประเมิน” ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นไป หมายความว่า เงินได้ที่จะใช้เป็นฐานคำนวณว่า เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญที่เราจ่ายไปในแต่ละปี สามารถลดหย่อนภาษีได้เท่าไร จะต้องเป็นรายได้ที่เสียภาษีเท่านั้น ซึ่งต่างจากเดิมที่สามารถนำรายได้ที่แสดงในแบบภาษีเงินได้ (ภ.ง.ด.) ทั้งหมด ทั้งรายได้ที่เสียภาษี และไม่เสียภาษี มาเป็นฐานในการคำนวณ สำหรับรายได้ไม่เสียภาษีมีหลายอย่างด้วยกัน เช่น เงินรางวัลจากการถูกสลากกินแบ่งรัฐบาล กำไรจากการขาย LTF ที่ขายคืนแบบถูกเงื่อนไข เป็นต้นค่ะ

ดังนั้น ตั้งแต่ปี 2558 สิทธิลดหย่อนภาษีจากเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญจะเท่ากับ 15% ของเงินได้พึงประเมินที่ได้รับซึ่งต้องเสียภาษีเงินได้ในปีนั้น สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท และเมื่อรวมกับเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ และเงินค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ ต้องไม่เกิน 500,000 บาทค่ะ แต่เพื่อนๆ ต้องดูด้วยนะคะว่า ประกันชีวิตแบบบำนาญที่สามารถลดหย่อนภาษีได้ ต้องมีความคุ้มครองชีวิตตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ซึ่งการนับระยะเวลาคุ้มครองจะนับตั้งแต่อายุเริ่มทำประกันชีวิต จนถึงอายุสุดท้ายที่รับบำนาญ และไม่มีการจ่ายเงินคืนก่อนถึงอายุเกษียณที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ค่ะ

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น มาดูตัวอย่างการคำนวณกันค่ะ สมมติปี 2558 มีรายได้ทั้งปี 1,000,000 ถูกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลได้เงิน 200,000 บาท ถ้าเป็นเกณฑ์เดิม เงินรางวัลจากสลากกินแบ่งรัฐบาลสามารถนำมารวมเป็นฐานเงินได้เพื่อใช้สิทธิลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ เพื่อนๆ ก็จะลดหย่อนได้สูงสุด 15% x 1,200,000 = 180,000 บาท แต่ตอนนี้จะคิดใหม่ คำนวณใหม่ ตามเกณฑ์ใหม่ ซึ่งลดหย่อนได้สูงสุด 15% x 1,000,000 = 150,000 บาทนะคะ

ประกันชีวิตแบบบำนาญเป็นตัวช่วยหนึ่งที่ทำให้เพื่อนๆ มีเงินใช้จ่ายยามเกษียณ เนื่องจากประกันชีวิตแบบบำนาญมีเงื่อนไขการจ่ายเงินคืนให้แก่ผู้ทำประกัน เมื่อผู้ทำประกันมีอายุครบ 55 ปี หรือ 60 ปี โดยได้รับเป็นเงินบำนาญรายงวดอย่างสม่ำเสมอ จนถึงอายุไม่ต่ำกว่า 85 ปี ทำให้เพื่อนๆ มั่นใจได้ว่า อย่างน้อยก็มีเงินใช้จ่ายหลังเกษียณไปจนถึงอายุไม่ต่ำกว่า 85 ปี แถมเพื่อนๆ ยังสามารถทำประกันสุขภาพ ประกันโรคร้ายแรง หรือประกันอุบัติเหตุ เป็นสัญญาแนบท้ายประกันชีวิตแบบบำนาญ เพื่อเพิ่มความคุ้มครอง และช่วยบรรเทาค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่อาจเกิดขึ้น

ถ้าเพื่อนๆ กำลังมองหาประกันชีวิตแบบบำนาญให้ตัวเอง ควรศึกษารายละเอียดของกรมธรรม์ให้ดี ไม่ว่าจะเป็นเงื่อนไขการจ่ายเงินบำนาญ ความคุ้มครองชีวิต และที่สำคัญ นำเบี้ยประกันมาลดหย่อนภาษีตามสิทธิที่ได้รับด้วยนะคะ

------------------------------------------------------

Recommended! บทความที่เกี่ยวข้องกับบล็อกวันนี้





 

Create Date : 22 กันยายน 2559    
Last Update : 22 กันยายน 2559 11:57:38 น.
Counter : 221 Pageviews.  

คุ้มหรือไม่ ที่จะเวนคืนกรมธรรม์





สวัสดีค่ะ

สำหรับผู้ที่มีกรมธรรม์ประกันชีวิต แล้วต่อมาประสบปัญหาการเงิน จึงต้องการเวนคืนกรมธรรม์เพื่อหยุดจ่ายเบี้ย หรือบางคนอาจเคยได้รับการชักชวนให้หยุดจ่ายเบี้ยสำหรับประกันที่มีอยู่เพื่อไปทำประกันแบบใหม่ ไม่ว่าเหตุผลอะไรก็ตามที่ทำให้อยากเวนคืนหรือหยุดจ่ายเบี้ย ก่อนตัดสินใจ อยากให้พิจารณาให้ดีเสียก่อน ซึ่ง K-Expert มีข้อมูลมาฝากค่ะ

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเวนคืนกรมธรรม์ว่าคืออะไรกันก่อนค่ะ การเวนคืน ก็คือ การที่เราขอยกเลิกกรมธรรม์ เพื่อรับเงินสดจากบริษัทประกัน ซึ่งจะขอเวนคืนได้เมื่อกรมธรรม์มีมูลค่าเงินสดเกิดขึ้นแล้ว โดยทั่วไปมูลค่าเงินสดจะเกิดขึ้นในปีที่ 2 หรือมีการจ่ายชำระเบี้ยประกันไปแล้ว 2 ปี สำหรับตารางมูลค่าเงินสด หรือมูลค่ากรมธรรม์นั้น เราสามารถดูได้ในเล่มกรมธรรม์ ซึ่งจะแสดงมูลค่ากรมธรรม์ต่อจำนวนเงินต่อจำนวนเงินเอาประกันภัย 1,000 บาท

สมมติ เวนคืนกรมธรรม์ ณ สิ้นปีกรมธรรม์ที่ 3 ซึ่งตารางกรมธรรม์แสดงมูลค่าเวนคืนเท่ากับ 63 บาท หมายความว่า เงินเอาประกันภัย 1,000 บาท กรมธรรม์นี้มีมูลค่าเวนคืน 63 บาท ดังนั้น หากทำประกันชีวิตโดยมีทุนหรือจำนวนเงินเอาประกันภัย 1 ล้านบาท จะมีมูลค่าเวนคืนเท่ากับ 63,000 บาท โดยบริษัทฯ จะจ่ายเงินให้ผู้ทำประกันจำนวน 63,000 บาทค่ะ

แล้วคุ้มหรือไม่ที่จะเวนคืนกรมธรรม์ ต้องบอกว่า โดยทั่วไป ในช่วงปีแรกๆ ของการทำประกัน มูลค่าเวนคืนที่เกิดขึ้นจะยังไม่มากนัก หากเวนคืนในช่วงนี้ เงินที่ได้รับจากการเวนคืนมักน้อยกว่าจำนวนเบี้ยที่จ่ายไป เมื่อเทียบกับการถือกรมธรรม์จนครบสัญญา ซึ่งเงินที่ได้รับจากประกันมักสูงกว่าจำนวนเบี้ยที่จ่ายไป นอกจากนี้ หากมีการทำสัญญาแนบท้ายกรมธรรม์ประกันชีวิตเอาไว้ เช่น ความคุ้มครองสุขภาพ ความคุ้มครองทุพพลภาพ เมื่อเวนคืนประกันชีวิตซึ่งเป็นสัญญาหลัก ความคุ้มครองในสัญญาแนบท้ายเหล่านี้ก็จะสิ้นสุดลงเช่นกัน

กรณีที่ประสบปัญหาการเงิน จะเวนคืนกรมธรรม์ดีมั้ย หากมีเหตุการณ์ที่ทำให้เราต้องการเงินก้อนเพื่อใช้จ่าย เช่น ตกงานขาดรายได้ ต้องการเงินเพื่อหมุนเวียนธุรกิจ การเวนคืนกรมธรรม์ก็เป็นทางเลือกที่สามารถทำได้ หากยอมรับได้ว่าเงินจากการเวนคืนอาจน้อยกว่าเบี้ยที่จ่ายไป แต่จริงๆ แล้ว ผู้ทำประกันก็ยังมีทางเลือกที่ได้รับเงินก้อนจากประกัน และยังมีความคุ้มครองชีวิตอยู่ด้วย นั่นคือ การกู้กรมธรรม์ โดยทั่วไปกู้ได้ไม่เกินมูลค่าเวนคืนที่มีอยู่ ซึ่งบริษัทฯ จะคิดดอกเบี้ยทบต้นในอัตราที่สูงกว่าดอกเบี้ยที่ใช้ในการคำนวณเบี้ยประกันอีกประมาณ 2% ต่อปี วิธีคำนวณง่ายๆ หากอัตราดอกเบี้ยที่ใช้ในการคำนวณเบี้ยประกันของกรมธรรม์นั้นอยู่ที่ 4% ต่อปี ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยเงินกู้จะประมาณ 6% ต่อปี ข้อดีของการใช้วิธีกู้กรมธรรม์ คือ ผู้ทำประกันยังได้รับความคุ้มครองชีวิตเช่นเดิม ซึ่งกรมธรรม์จะสิ้นสุดลงหรือความคุ้มครองจะหมดไปก็ต่อเมื่อเงินกู้ยืมและดอกเบี้ยค้างชำระมีมูลค่ามากกว่ามูลค่าเวนคืนในขณะนั้นค่ะ

หากหยุดจ่ายเบี้ยประกันตัวเดิมเพื่อซื้อประกันตัวใหม่ จะดีหรือไม่ การหยุดจ่ายเบี้ยมักทำให้ผลประโยชน์จากการทำประกันลดลง อย่างการเวนคืน เป็นการยกเลิกกรมธรรม์ ซึ่งทำให้ความคุ้มครองสิ้นสุดลง ส่วนการแปลงเป็นกรมธรรม์ขยายเวลา และการเปลี่ยนเป็นกรมธรรม์ใช้เงินสำเร็จ ยังทำให้เราได้รับความคุ้มครองจากประกัน แต่ผลประโยชน์บางอย่างจะลดลงไป นั่นคือ การแปลงเป็นกรมธรรม์ขยายเวลา จะให้วงเงินคุ้มครองชีวิตเท่าเดิม แต่โดยทั่วไประยะเวลาคุ้มครองจะลดลง ในขณะที่การเปลี่ยนเป็นกรมธรรม์ใช้เงินสำเร็จ ระยะเวลาคุ้มครองชีวิตเท่าเดิม แต่วงเงินคุ้มครองจะลดลงไป ดังนั้น ผู้ที่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องการจ่ายเบี้ยเพิ่มเติม ก็ไม่แนะนำให้หยุดจ่ายเบี้ยตัวเดิมเพื่อไปซื้อตัวใหม่นะคะ เพราะการถือกรมธรรม์จนครบสัญญามักให้ความคุ้มครองหรือเงินคืนเมื่อครบสัญญาที่มากกว่าการหยุดจ่ายก่อนครบสัญญาค่ะ

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องที่ต้องคำนึงถึงอีกเรื่องคือ ความเสี่ยงที่เราอาจต้องจ่ายเบี้ยที่สูงขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เดิมทำประกันชีวิตโดยจ่ายเบี้ยปีละ 30,000 บาท หากยังจ่ายเบี้ยอย่างต่อเนื่อง ก็ยังคงจ่ายเบี้ยปีละ 30,000 บาท แต่หากเลือกเวนคืนเพื่อทำประกันตัวใหม่ การคำนวณเบี้ยประกันใหม่จะต้องพิจารณาจากอายุปัจจุบัน อาจทำให้ต้องจ่ายเบี้ยที่สูงขึ้นได้ รวมถึงสัญญาแนบท้าย หากต้องการทำพ่วงกับประกันชีวิตตัวใหม่ เช่น ความคุ้มครองสุขภาพ ก็ต้องมีการพิจารณาอายุ หรือตรวจสุขภาพใหม่ ซึ่งมีโอกาสที่เราต้องจ่ายเบี้ยสูงขึ้น หรือเกิดตรวจพบว่าเราเจ็บป่วยด้วยโรคใดๆ ขึ้นมา บริษัทฯ อาจไม่รับทำประกันสุขภาพก็ได้นะคะ

แนะนำเพิ่มเติมว่า หากต้องการทำประกันเพิ่มเติม ควรเลือกให้ตรงกับวัตถุประสงค์หรือความต้องการในการทำประกันของตัวเรา เช่น อยากได้ความคุ้มครองครอบครัวมากขึ้น จะเหมาะกับประกันแบบตลอดชีพ หรือเรื่องการลงทุน และรับความเสี่ยงได้ ก็สามารถเลือกทำประกันแบบควบการลงทุนได้ค่ะ นอกจากการเลือกแบบประกันที่ตรงกับวัตถุประสงค์ของตัวเราแล้ว การทำประกันให้มีความคุ้มครองที่เพียงพอก็สำคัญนะคะ โดยความคุ้มครองชีวิตควรมีอย่างน้อย 3 เท่าของรายได้ต่อปี และควรมีความคุ้มครองสุขภาพไว้ด้วย แนะนำเลือกแบบประกันที่มีค่าห้องอย่างน้อย 3,000 บาท เพื่อให้วงเงินค่ารักษาครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นนั่นเอง

ดังนั้น ใครที่ต้องการเวนคืนกรมธรรม์ เพราะจ่ายเบี้ยต่อไปไม่ไหว หรือต้องการใช้เงินก้อน แนะนำให้พิจารณาทางเลือกอื่นอย่างการกู้กรมธรรม์ที่ทำให้เรายังได้ความคุ้มครองจากประกันดูก่อน หรือหากต้องการหยุดจ่ายเบี้ยเพื่อเปลี่ยนไปทำประกันตัวใหม่ อยากให้ดูถึงความคุ้มค่า หากทำให้ได้รับเงินลดลง หรือความคุ้มครองหมดไป การถือกรมธรรม์จนครบสัญญาน่าจะเป็นแนวทางที่ดีกว่าค่ะ

------------------------------------------------------

Recommended! บทความที่เกี่ยวข้องกับบล็อกวันนี้





 

Create Date : 20 กันยายน 2559    
Last Update : 20 กันยายน 2559 11:34:34 น.
Counter : 205 Pageviews.  

Fund Fact Sheet อ่านไม่ยากอย่างที่คิด






สวัสดีค่ะ

ก่อนจะตัดสินใจลงทุนในกองทุนรวมสักกองหนึ่ง สิ่งสำคัญคือ ทำความเข้าใจกองทุนรวมที่เราจะลงทุนให้ดีเสียก่อน โดยเราสามารถศึกษาข้อมูลกองทุนรวมได้จาก “Fund Fact Sheet” ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนของแต่ละกองทุนรวมจัดทำขึ้น ซึ่ง Fund Fact Sheet คืออะไร มีข้อมูลความน่าสนใจอะไรบ้าง K-Expert มีรายละเอียดมาฝากค่ะ

Fund Fact Sheet คืออะไร

Fund Fact Sheet คือ หนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญของกองทุนรวม หรือพูดให้เข้าใจง่ายขึ้น ก็คือ หนังสือที่แสดงข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายการลงทุน ลักษณะผลตอบแทน ความเสี่ยง และเงื่อนไขต่างๆ ของกองทุนรวม ซึ่งเป็นข้อมูลโดยย่อเพื่อให้ผู้ที่สนใจลงทุนในกองทุนรวมศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน แต่ถ้าต้องการศึกษาข้อมูลโดยลงในรายละเอียดของกองทุนรวมมากขึ้น สามารถศึกษาได้ที่หนังสือชี้ชวนเสนอขายหน่วยลงทุนแบบฉบับเต็ม

ข้อมูลส่วนไหนของ Fund Fact Sheet ไม่ควรมองข้าม 

เมื่อเห็น Fund Fact Sheet หรือหนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ ก็อย่าเพิ่งปวดหัวไปนะคะ เพราะการดูข้อมูล Fund Fact Sheet ไม่ได้ยากอย่างที่หลายๆ คนเข้าใจ แถมข้อมูลใน Fund Fact Sheet นี่เองที่ช่วยให้เราเลือกลงทุนในกองทุนรวมได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น สำหรับข้อมูลที่เราควรศึกษา มีดังนี้

ข้อมูลการลงทุน ส่วนที่สำคัญ คือ “นโยบายการลงทุน” ซึ่งบอกว่ากองทุนรวมนำเงินไปลงทุนในทรัพย์สินอะไร สัดส่วนเท่าไร เช่น ลงทุนในหุ้นโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ “นโยบายจ่ายเงินปันผล” ทำให้รู้ว่ากองทุนรวมมีการจ่ายเงินปันผลหรือไม่ อีกส่วนหนึ่งที่ควรดู คือ “กองทุนรวมเหมาะกับผู้ลงทุนประเภทใด”เพื่อให้เราประเมินตัวเองในเบื้องต้นว่ากองทุนรวมนี้มีความเสี่ยงอยู่ในระดับที่เรารับได้หรือไม่ โดยเราสามารถรู้ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้จากการทำแบบประเมินความเสี่ยงจากการลงทุนค่ะ

ข้อมูลความเสี่ยง ก่อนลงทุนควรรู้ว่ากองทุนรวมนั้นมีความเสี่ยงอะไรบ้างที่อาจกระทบกับเงินลงทุนของเรา หรือมีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้ผลตอบแทนที่ได้รับไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ซึ่งข้อมูลในส่วนนี้สามารถดูได้ที่ “ปัจจัยความเสี่ยงที่สำคัญ” และ “ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนของกองทุนรวม” ยกตัวอย่างเช่น กองทุนรวมหุ้นมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหลักทรัพย์ กองทุนรวมตราสารหนี้มีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย ความเสี่ยงจากการที่ผู้ออกตราสารไม่สามารถชำระเงินและดอกเบี้ยตามกำหนดระยะเวลา

ข้อมูลค่าธรรมเนียม ในส่วนของ “ค่าธรรมเนียม” จะบอกว่ากองทุนรวมมีการกำหนดค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายแต่ละรายการอยู่ที่เท่าไร แล้วปัจจุบันเก็บจริงเท่าไร ค่าธรรมเนียมของกองทุนรวมจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ (1) ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากกองทุนรวม ซึ่งคิดเป็น % ต่อปีของ NAV เช่น ค่าธรรมเนียมการจัดการ ผู้ดูแลผลประโยชน์ นายทะเบียน และ (2) ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้ถือหน่วยลงทุน ซึ่งคิดเป็น % ของมูลค่าซื้อขาย เช่น ค่าธรรมเนียมการขาย การรับซื้อคืน การสับเปลี่ยน ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ไม่ได้กระทบกับเงินทรัพย์สินของกองทุนรวม แต่จะมีผลกระทบกับผลตอบแทนที่เราจะได้รับ โดยถ้าซื้อขายบ่อยๆ ก็จะทำให้เสียค่าธรรมเนียมเยอะ


ข้อมูลการซื้อ/ขาย แต่ละกองทุนจะมีการกำหนดวันเวลาที่สามารถซื้อและขายคืนหน่วยลงทุนเอาไว้ เช่น ซื้อได้ทุกวันทำการโดยซื้อได้ภายในเวลา 15:30 น. และขายได้ทุกวันโดยขายคืนได้ภายในเวลา 15:30 น. และจำนวนเงินลงทุนขั้นต่ำของการซื้อ การขายคืน เช่น ซื้อขั้นต่ำครั้งแรก/ครั้งถัดไป 5,000 บาท ซึ่งสามารถดูข้อมูลเหล่านี้ได้ที่ “ข้อมูลการซื้อ/ขายหน่วยลงทุน” ค่ะ


ข้อมูลผลการดำเนินงาน ในส่วนของ “ผลการดำเนินงาน” จะบอกว่าในอดีตที่ผ่านมากองทุนรวมทำผลงานได้เป็นอย่างไร โดยทั่วไปจะบอกผลการดำเนินงานย้อนหลัง 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี 3 ปี 5 ปี และตั้งแต่จัดตั้งกองทุน โดยผลการดำเนินงานย้อนหลัง 3 เดือน 6 เดือน จะบอกเป็น % ตามช่วงเวลา ไม่ได้ปรับให้เป็น % ต่อปี ขณะที่ผลการดำเนินงานย้อนหลังตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป จะปรับให้ % ต่อปี และมีการเทียบกับ Benchmark หรือดัชนีชี้วัดของกองทุนรวม เช่น กองทุนรวมหุ้นมี Benchmark คือ ดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) เพื่อดูว่าเทียบกับ Benchmark แล้วกองทุนรวมสามารถทำผลงานได้ดีกว่าหรือไม่ 

ข้อมูลที่น่าสนใจอีกตัวหนึ่งคือ Information Ratio เป็นตัวเลขที่แสดงความสามารถของผู้จัดการกองทุนในการสร้างผลตอบแทนเทียบกับความเสี่ยง โดยกองทุนรวมที่มีค่า Information Ratio เป็นบวก แสดงว่า กองทุนรวมสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่า Benchmark ดังนั้น ยิ่งค่า Information Ratio เยอะ ก็ยิ่งดี ในขณะที่กองทุนรวมที่มีค่า Information Ratio เป็นลบ แสดงว่า กองทุนรวมสร้างผลตอบแทนได้ต่ำกว่า Benchmark ค่ะ

สำหรับกองทุนรวมที่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล จะมี “ข้อมูลการจ่ายเงินปันผล” แสดงไว้ด้วย ช่วยให้รู้ว่า ในอดีตที่ผ่านมา กองทุนรวมมีการจ่ายเงินปันผลเป็นอย่างไร สม่ำเสมอหรือไม่


นอกจากนี้ยังมี “ข้อมูลเปรียบเทียบผลการดำเนินงานแบบเปอร์เซ็นต์ไทล์” โดยระดับของเปอร์เซนต์ไทล์จะหมายถึงอันดับผลการดำเนินงานของกองทุนรวม เช่น 5th Percentile แสดงถึงกองทุนรวมที่มีผลการดำเนินงานอยู่ในอันดับ 5% แรกของกองทุนรวมประเภทนั้น ขณะที่ 95th Percentile แสดงถึงกองทุนรวมที่มีผลการดำเนินงานอยู่ในอันดับ 95% หรือก็คือ มีผลการดำเนินงานอยู่ในอันดับ 5% สุดท้ายของกองทุนรวมประเภทนั้น


สำหรับการดูตารางเปอร์เซ็นต์ไทล์ก็ไม่ยากค่ะ ยกตัวอย่างเช่น กองทุนรวมหุ้น Equity General ที่เรากำลังสนใจมีผลการดำเนินงานย้อนหลัง 1 ปีอยู่ที่ 8.32% ต่อปี ซึ่งจากตารางเปอร์เซ็นต์ไทล์ 5% แรกของกองทุนรวมหุ้น Equity General ทำผลตอบแทนได้มากกว่า 6.41% นั่นก็แสดงว่า กองทุนรวมหุ้นที่เราเลือกนั้นอยู่อันดับที่ดีกว่า 5% แรกจากกองทุนรวมหุ้นทั้งหมด

ส่วนความผันผวนจากการดำเนินงาน (Standard Deviation) หรือค่าความเสี่ยงของกองทุนรวม เป็นตัวเลขที่แสดงถึงผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับจากการลงทุนจะคลาดเคลื่อนไปจากที่คาดหวังมากน้อยเพียงใด โดยสามารถเป็นได้ทั้งน้อยกว่า หรือมากกว่าที่คาดหวังไว้ก็ได้ ซึ่งความผันผวนในตารางเปอร์เซ็นต์ไทล์จะเรียงอันดับจากความเสี่ยงน้อยไปหามาก และแน่นอนว่าเราชอบกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงน้อยๆ เช่น ถ้ากองทุนรวมที่เราเลือกนั้นมีค่าความผันผวนย้อนหลัง 1 ปี อยู่ที่ 6.21% ก็แสดงว่ากองทุนรวมมีความผันผวนอยู่ในอันดับที่ดีกว่า 5% แรกของกองทุนรวมประเภทนั้นทั้งหมด เรียกว่า หากเจอกองทุนรวมที่ให้ผลตอบแทนสูงเป็นอันดับต้นๆ แถมมีค่าความเสี่ยงหรือความผันผวนน้อยเป็นอันดับต้นๆ ด้วย ก็ถือว่าเป็นกองทุนรวมที่น่าสนใจลงทุนเลยทีเดียวค่ะ

ทั้งนี้ ในการเปรียบเทียบกองทุนรวมว่ากองทุนรวมไหนมีผลการดำเนินงานที่ผ่านมาดีกว่ากัน ต้องเทียบกองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนแบบเดียวกัน และช่วงเวลาเดียวกัน โดยใน Fund Fact Sheet จะบอกวันที่คำนวณผลตอบแทนย้อนหลังเอาไว้ และอย่าลืมว่า ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคตนะคะ

จะเห็นได้ว่า การอ่าน Fund Fact Sheet ไม่ได้ยากเลยใช่มั้ยคะ ซึ่งช่วยให้รู้ว่ากองทุนรวมที่เราสนใจอยู่นั้นเหมาะกับตัวเราหรือไม่ โดยหากต้องการศึกษาข้อมูล Fund Fact Sheet ก่อนตัดสินใจลงทุน ก็สามารถเข้าไปอ่านได้ที่เว็บไซต์ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนของกองทุนรวมที่เราสนใจ หรือติดต่อธนาคารที่เป็นตัวแทนขายกองทุนรวมนั้นๆ ค่ะ

------------------------------------------------------

Recommended! บทความที่เกี่ยวข้องกับบล็อกวันนี้





 

Create Date : 06 กันยายน 2559    
Last Update : 6 กันยายน 2559 11:37:53 น.
Counter : 244 Pageviews.  

บาทแข็ง บาทอ่อน มีผลกับการลงทุนหุ้นอย่างไร





สวัสดีค่ะ

ใครที่ลงทุนหุ้นไทยอยู่ คงมีความเห็นตรงกันว่า ตลาดหุ้นไทยมีความผันผวนสูง เพราะมีหลายปัจจัยที่มีผลกับการขึ้นลงของราคาหุ้น โดยปัจจัยหนึ่งที่มีผลกับตลาดหุ้นไทยคือ การเปลี่ยนแปลงของค่าเงินบาท ซึ่ง K-Expert จะมาเล่าให้ฟังว่า บาทแข็ง บาทอ่อน มีผลกับตลาดหุ้นไทยอย่างไร มาติดตามกันเลยค่ะ

หากย้อนกลับไปดูในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมีผลให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวสูงขึ้นได้ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น การที่ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ทำให้นักลงทุนต่างประเทศต้องการซื้อหุ้นไทยมากขึ้น เพราะนอกจากจะมีโอกาสได้รับกำไรจากราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นมาแล้ว ยังมีโอกาสได้กำไรจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น หากนักลงทุนต่างชาติเข้าซื้อหุ้นไทยในวันที่ 24 พฤษภาคม 2555 ซึ่งขณะนั้นค่าเงินบาทอยู่ที่ 31.07 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยนำเงินเข้ามาลงทุน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ได้รับเงินบาทเป็นเงิน 31,070,000 บาท ลงทุนประมาณ 1 ปี แล้วนำเงินออกจากไทยในวันที่ 23 พฤษภาคม 2556 ซึ่งค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเป็น 30.11 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หากแปลงเงิน 31,070,000 บาท กลับไปเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ จะได้รับเงิน 1,031,883 ดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นกำไรจากค่าเงินประมาณ 3.19% ซึ่งกำไรจากค่าเงินบาทได้ดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติคนอื่นๆ เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และหากตลาดหุ้นไทยในช่วงนั้น ราคาหุ้นอยู่ในระดับที่ไม่สูง ก็ทำให้นักลงทุนต่างชาติมีโอกาสได้รับกำไรจากการลงทุนในตลาดหุ้นอีกด้วยค่ะ อย่างช่วงเวลาที่ยกตัวอย่างไปข้างต้น SET INDEX ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับดัชนี 1,125.78 มาอยู่ที่ 1,607.46 จุด คิดเป็นผลตอบแทน 42.79% จะเห็นได้ว่า ในการลงทุนรอบนี้ของนักลงทุนต่างชาติได้กำไรกลับไปประมาณ 46% ของเงินลงทุน โดยแบ่งเป็นกำไรจากตลาดหุ้นประมาณ 43% และอัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 3% ค่ะ

ดังนั้นหากค่าเงินบาทมีแนวโน้มปรับตัวแข็งค่าขึ้น ก็มีโอกาสที่จะดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติมาลงทุนในตลาดหุ้นไทยได้ และในทางกลับกันหากค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลง ก็ต้องระวังนักลงทุนต่างชาติมีโอกาสที่จะขายหุ้นไทยออกไป และทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวลงมาได้ค่ะ 

พออ่านกันมาถึงตรงนี้ คงจะเกิดคำถามขึ้นมาใช่มั้ยคะว่า แล้วเมื่อไรที่ค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้น จริงๆ แล้วปัจจัยที่มีผลกับค่าเงินมีหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นอัตราเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย สภาพเศรษฐกิจของไทยและสหรัฐฯ รวมทั้งแรงเก็งกำไรของนักลงทุนด้วย แต่ถ้ามาดูกันว่า ในช่วงนี้ค่าเงินบาทมีโอกาสจะเปลี่ยนแปลงได้จากปัจจัยอะไรบ้าง คงเป็นเรื่องของทิศทางอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ซึ่งในช่วงปลายปีนี้ไปจนถึงปีหน้ามีโอกาสที่สหรัฐฯ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนของต่างชาติไหลกลับไปสู่สหรัฐฯ เพราะเมื่อสหรัฐฯ ปรับขึ้นดอกเบี้ย จะทำให้การลงทุนในตราสารหนี้ของสหรัฐฯ น่าสนใจมากขึ้น อีกทั้งค่าเงินดอลลาร์สหรัฐก็มีโอกาสแข็งค่าขึ้นอีกด้วยค่ะ ดังนั้นใครที่ลงทุนในหุ้นไทยช่วงนี้ ก็ต้องคอยติดตามอย่างใกล้ชิดว่า สหรัฐฯ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงไหนค่ะ

อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นก็ไม่ได้เป็นบวกกับหุ้นทุกตัวนะคะ เพราะหุ้นที่มีรายได้หลักจากการส่งออก จะได้รับผลลบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น เพราะสินค้าของบ้านเรานั้นมีราคาแพงขึ้นในสายตาของต่างชาติ ทำให้ขายสินค้าได้น้อยลง รายได้และกำไรก็มีโอกาสลดลงตามไปด้วย นอกจากนี้หุ้นของบริษัทที่มีรายได้เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐก็ได้รับผลกระทบทางลบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น เพราะเมื่อแปลงรายได้กลับมาเป็นเงินบาทแล้วได้เป็นจำนวนเงินที่น้อยลง ส่วนหุ้นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ จากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นก็จะเป็นกลุ่มที่นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ เพราะต้นทุนในการนำเข้าจะลดลงค่ะ

แม้ว่าการแข็งค่าของเงินบาทในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลบวกกับตลาดหุ้นไทย แต่การเปลี่ยนแปลงของค่าเงินบาท ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่มีผลกับตลาดหุ้น ในการลงทุนหุ้นไทย เราควรพิจารณาทั้งสภาวะเศรษฐกิจทั้งในไทยและต่างประเทศ รวมทั้งพื้นฐานของบริษัทที่เราเลือกลงทุนว่า มีสถานะทางการเงินที่ดี และราคาหุ้นในปัจจุบันอยู่ในระดับเหมาะสมที่จะลงทุนหรือไม่ เรียกว่า หากจะซื้อหุ้นของบริษัทหนึ่ง เราต้องพิจารณาให้รอบด้าน จึงจะตัดสินใจเข้าลงทุนค่ะ

------------------------------------------------------

Recommended! บทความที่เกี่ยวข้องกับบล็อกวันนี้





 

Create Date : 01 กันยายน 2559    
Last Update : 1 กันยายน 2559 15:46:04 น.
Counter : 265 Pageviews.  

3 คำถามฮิต ของเจ้าของร้านออนไลน์





สวัสดีค่ะ

หากพูดถึงวิธีการหารายได้ที่สามารถเริ่มได้ไม่ยากและมีโอกาสทำเงินได้มาก โดยเฉพาะในยุค Social Media แบบนี้คงจะหนีไม่พ้นการขายของออนไลน์นั่นเองค่ะ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์เงินเดือนที่ใช้เวลาว่างจากงานประจำมาทำอาชีพเสริมด้วยการขายของออนไลน์ แม่บ้านที่ใช้เวลาว่างหลังจากทำงานบ้านหรือเลี้ยงลูกมาสร้างรายได้ หรือแม้แต่คนที่คิดจะทำธุรกิจแบบจริงๆ จังๆ เพื่อเตรียมจัดตั้งเป็นธุรกิจของตัวเองในอนาคต ก็มักจะเริ่มต้นด้วยการขายของออนไลน์ ซึ่งคำถามที่เจ้าของร้านออนไลน์หลายคนสงสัยและถามกันเข้ามาบ่อยๆ นั้นมี 3 เรื่องด้วยกัน จะมีเรื่องอะไรบ้าง และมีคำตอบในเรื่องนั้นๆ อย่างไร K-Expert มีข้อมูลมาฝากกันค่ะ

1. ต้องจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าไหม

แค่ขายของออนไลน์หลายคนบอกว่าไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ เพราะไม่อยากไปทำเรื่องให้ยุ่งยาก แต่จริงๆ แล้วการขายของออนไลน์จำเป็นต้องจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ด้วย เพราะหากเราละเลยหรือลืมจด ตาม พ.ร.บ.ทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ.2499 จะต้องจ่ายค่าปรับไม่เกิน 2,000 บาท และมีค่าปรับรายวันอีกวันละไม่เกิน 100 บาทค่ะ

สำหรับการจดทะเบียนพาณิชย์นั้นมี 2 ประเภทด้วยกัน หากเราเปิดร้านค้าแบบมีหน้าร้าน ก็จดทะเบียนพาณิชย์ทั่วไป แต่ถ้าเป็นการขายของออนไลน์ ไม่ได้มีหน้าร้าน ก็จดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ค่ะ ซึ่งการจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ก็ไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่หลายคนเข้าใจ คนที่อยู่กรุงเทพฯ สามารถไปจดได้ที่สำนักงานเขต หรือสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง สำนักการคลัง ส่วนคนที่อยู่ต่างจังหวัดก็สามารถไปจดได้ที่เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล หรือเมืองพัทยาค่ะ โดยมีค่าคำขอจดทะเบียนเพียงแค่ 50 บาท ซึ่งจ่ายครั้งเดียวตอนขอเท่านั้น และไม่มีค่าใช้จ่ายรายปีแต่อย่างใด ทั้งนี้ การที่เราไปจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ยังเป็นการแสดงถึงความตั้งใจในการทำอาชีพนี้ ซึ่งทำให้ลูกค้าและคู่ค้าของเราไว้วางใจเรามากขึ้นอีกด้วย

2. ควรจดเป็นนิติบุคคลเมื่อไร

ก่อนอื่นเจ้าของร้านออนไลน์ควรตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่าจะจัดตั้งเป็นนิติบุคคลไปเพื่ออะไร เพราะสามารถขายในนามบุคคลธรรมดาไปได้เรื่อยๆ โดยไม่ต้องมีกฎเกณฑ์มาควบคุมมากนัก งบการเงินก็ไม่ต้องทำ การยื่นภาษีก็ไม่ยุ่งยาก แทบจะไม่ต้องใช้เอกสารหลักฐานใดๆ เลย เรียกว่ามีความคล่องตัวมากกว่า แต่หากเราขายไปเรื่อยๆ จนมียอดขายในระดับหนึ่งแล้วก็จะเริ่มมีข้อจำกัด เช่น เริ่มเสียภาษีในฐานที่สูงขึ้น เพราะบุคคลธรรมดาใช้อัตราภาษีแบบก้าวหน้าซึ่งอยู่ที่ 5-35% ในขณะที่นิติบุคคลมีอัตราภาษีสูงสุดอยู่ที่ 20% หรือมีข้อจำกัดด้านความน่าเชื่อถือเพราะต้องสั่งซื้อสินค้ามากๆ หรือมีการนำเข้าจากต่างประเทศ รวมถึงต้องการขยายกิจการให้โตขึ้นจากปัจจุบัน เพื่อช่วยลดข้อจำกัดเหล่านี้ เราจึงควรเริ่มศึกษาเรื่องการจัดตั้งนิติบุคคลค่ะ

สำหรับนิติบุคคลมีหลายรูปแบบด้วยกัน โดยรูปแบบหลักๆ ที่เจอจะมีอยู่ 2 รูปแบบคือ

• ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) ซึ่งเป็นการบริหารกิจการที่ใกล้เคียงกับการทำงานด้วยตัวคนเดียวมากที่สุด แต่ต้องมีการทำบัญชีงบการเงิน มีการตรวจสอบและรับรองงบการเงินด้วย ซึ่งนอกจากค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นแล้ว ยังมีเรื่องเอกสารต่างๆ  ทั้งรายรับและรายจ่ายเพราะเงินทุกบาททุกสตางค์ต้องมีหลักฐานเพื่อสามารถลงตัวเลขในงบการเงินได้

• บริษัทจำกัด (บจก.ถือเป็นนิติบุคคลที่มีโครงสร้างมากขึ้น คือมีทั้งผู้ถือหุ้น และกรรมการบริษัท ซึ่งนอกจากการทำบัญชีงบการเงินและสอบบัญชีแล้ว ยังต้องมีการทำสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น ใบหุ้น และมีการจัดประชุมผู้ถือหุ้นด้วย ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายต่างๆ เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีเงื่อนไขหรือมีกฎหมายอื่นๆ ที่ต้องปฏิบัติตามด้วย เช่น การทำบัญชี การยื่นภาษีที่ต่างไปจากบุคคลธรรมดา รวมถึงหากจะเลิกกิจการก็จะมีขั้นตอนที่ค่อนข้างยุ่งยากอยู่เหมือนกัน

ดังนั้น หากคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราต้องสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตัวเอง หรือถึงจุดที่คิดว่าจะต้องลาออกจากงานประจำมาทำอาชีพขายของออนไลน์แบบเต็มตัวแล้วล่ะก็ การจัดตั้งนิติบุคคลก็เป็นสิ่งที่เราควรทำเป็นอย่างยิ่งค่ะ

3. อนาคตจะขอสินเชื่อ ควรเตรียมตัวอย่างไร

แน่นอนว่า หากเราสามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้อย่างต่อเนื่อง อนาคตถ้าจะขอสินเชื่อกับธนาคารก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินเอื้อมอีกต่อไป ซึ่งการที่ธนาคารจะให้สินเชื่อกับกิจการหรือไม่นั้น ธนาคารจะพิจารณาว่า กิจการสามารถชำระคืนเงินกู้ได้หรือไม่ โดยหลักๆ จะดู 2 เรื่องด้วยกันคือ

• ประสบการณ์ โดยดูว่าดำเนินกิจการมานานแค่ไหนแล้ว ซึ่งสามารถอ้างอิงได้จากทะเบียนพาณิชย์หรือการจัดตั้งเป็นนิติบุคคล โดยปกติหากเราดำเนินกิจการมาแล้วอย่างน้อย 3 ปี ก็พอจะมั่นใจได้ว่าสามารถดำเนินกิจการไปได้อย่างต่อเนื่อง

• กำไรของกิจการ โดยดูว่ากิจการมีกำไรเพียงพอในการชำระหนี้ไหม ซึ่งสามารถอ้างอิงได้จากเงินที่เข้าออกผ่านบัญชีธนาคาร หลายกิจการมีกำไรเยอะ แต่รับและจ่ายเป็นเงินสด เมื่อมาขอสินเชื่อ ทางธนาคารจะไม่มีทางรู้เลยว่าที่ผ่านมากิจการมีกำไรมากน้อยแค่ไหนดังนั้น กิจการควรรับรายได้ผ่านบัญชีธนาคาร และเมื่อจะใช้จ่ายจึงค่อยถอนเงินออกไป หากเราสามารถเดินบัญชีได้อย่างน้อย 1 ปีก็พอจะนำไปใช้อ้างอิงกับธนาคารได้ว่า มีกำไรเฉลี่ยเดือนละเท่าไร ทั้งนี้ สำหรับนิติบุคคล ชื่อบัญชีธนาคารควรเป็นชื่อนิติบุคคลด้วยเพื่อเป็นการยืนยันว่าบัญชีดังกล่าวสะท้อนรายได้หรือกำไรของกิจการอย่างแท้จริง

เชื่อว่าเจ้าของร้านออนไลน์คงได้คำตอบจากเรื่องที่สงสัยกันแล้ว อย่างไรก็ตาม เมื่อเริ่มต้นขายของออนไลน์ อยากให้ศึกษาและลงมือทำอย่างจริงจัง โดยทำให้ถูกต้อง มีความซื่อสัตย์และจริงใจกับลูกค้า เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และทำให้ร้านค้าของเราเติบโตต่อไปได้อย่างมั่นคงค่ะ   

------------------------------------------------------

Recommended! บทความที่เกี่ยวข้องกับบล็อกวันนี้





 

Create Date : 30 สิงหาคม 2559    
Last Update : 30 สิงหาคม 2559 11:25:53 น.
Counter : 200 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  

K-Expert
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 11 คน [?]




ข้อมูลดี ฟรี มีประโยชน์ เพื่อชีวิตดีๆ ที่มีได้ทุกคน
Friends' blogs
[Add K-Expert's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.