Group Blog
 
All Blogs
 

มีเงินเหลือ...โปะบ้านหรือโปะรถก่อนดี

สวัสดีค่ะ ^__^

รถคันงาม บ้านในฝัน เรียกว่าเป็นเป้าหมายของหลายๆ คน ยิ่งเดี๋ยวนี้ไม่ต้องรอเก็บเงินก้อนใหญ่ก็สามารถเป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้นด้วยการขอสินเชื่อ ซึ่งสิ่งที่ตามมาจากการขอสินเชื่อก็คือดอกเบี้ย โดยถ้าเราอยากลดภาระดอกเบี้ยลงก็สามารถทำได้โดยหาเงินมาโปะหนี้ที่เหลืออยู่ แต่สำหรับคนที่ผ่อนทั้งบ้าน และรถ พร้อมกัน ก็อาจมีคำถามเกิดขึ้นว่า ควรนำเงินไปโปะบ้านหรือโปะรถก่อนดี... วันนี้ K-Expert มีคำแนะนำมาฝากค่ะ

ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจวิธีคำนวณดอกเบี้ยบ้านและรถก่อนว่าต่างกันยังไง จะได้รู้ว่าถ้าโปะเงินลงไปแล้ว ยอดหนี้ลดลงมั้ย จ่ายดอกเบี้ยน้อยลงหรือเปล่า

ดอกเบี้ยบ้าน... คิดแบบลดต้นลดดอกไปเรื่อยๆ จนครบสัญญา หรือเงินต้นหมด โดยเงินที่จ่ายไปแต่ละงวด จะไปหักเงินต้นให้ลดลง เมื่อเงินต้นลดลง จำนวนเงินที่เป็นดอกเบี้ยก็ลดลงตามไปด้วยนั่นเอง ซึ่งการโปะบ้านจะทำให้ยอดเงินต้นลดลง มาลองดูตัวอย่างกันค่ะ ถ้ายอดขอสินเชื่อบ้านเริ่มแรกอยู่ที่ 3 ล้านบาท ผ่อนไปได้ 1 ปี ทำให้ยอดเงินต้นลดลงเหลือ 2.8 ล้านบาท พอได้รับเงินโบนัสก็นำมาโปะบ้าน 1 แสนบาท จะทำให้จ่ายดอกเบี้ยลดลงเกือบ 5 แสนบาท และระยะเวลาผ่อนบ้านลดลง 2 ปี 3 เดือน ดังนั้น ถ้ามีเงินก้อนแนะนำให้นำมาโปะบ้าน จะช่วยให้ประหยัดดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย แถมระยะเวลาผ่อนก็ลดลงด้วย ดูได้จากรูปข้างล่างนี้เลยค่ะ

ดอกเบี้ยรถ... จะคำนวณดอกเบี้ยแบบคงที่ (Flat Rate) โดยใช้สูตร [เงินกู้ x ดอกเบี้ยต่อปี x ระยะเวลาผ่อน] ก็จะได้ยอดดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายทั้งหมด จากนั้นบวกกลับไปในเงินต้น แล้วหารด้วยจำนวนเดือน จะได้ยอดผ่อนแต่ละเดือนออกมา เช่น กู้ซื้อรถ 1 ล้านบาท ผ่อน 5 ปี อัตราดอกเบี้ย 3% ต่อปี คิดเป็นดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายทั้งหมด 150,000 บาท รวมกับเงินต้นจะได้ 1,150,000 บาท เมื่อหาร 60 เดือน จะได้ 19,166.67 บาท เป็นยอดเงินที่ต้องผ่อนต่อเดือนจนครบสัญญา ซึ่งการคำนวณดอกเบี้ยโดยรวมเข้าไปในเงินต้นตั้งแต่แรกแบบนี้ ทำให้เงินที่เราจ่ายไปในแต่ละงวดไม่ได้ไปหักเงินต้นให้ลดลงเลย ดังนั้น ถ้ามีเงินแล้วนำไปโปะหนี้รถ ไม่ได้ช่วยให้ประหยัดดอกเบี้ย แบบการนำเงินไปโปะหนี้บ้าน

สรุปว่า ถ้ามีเงินก้อน การโปะหนี้บ้านจะได้ประโยชน์มากกว่าค่ะ แต่ในกรณีที่ผ่อนรถอยู่เพียงอย่างเดียว ไม่ได้มีภาระผ่อนบ้าน ถ้ามีเงินก้อนจะมาโปะรถดีมั้ย ขอแนะนำว่า ถ้าเงินก้อนนั้นเพียงพอจะปิดหนี้รถที่เหลืออยู่ ก็สามารถปิดหนี้รถได้ เพราะการปิดหนี้รถ ปกติแล้วธนาคารหรือไฟแนนซ์จะมีส่วนลดดอกเบี้ยให้บางส่วนของยอดดอกเบี้ยที่เหลืออยู่ ซึ่งช่วยให้ประหยัดดอกเบี้ยลงได้ แต่ย้ำว่าต้องเป็นการปิดหนี้ หรือปิดบัญชีเท่านั้น เพราะถ้าเป็นการโปะหนี้เพียงบางส่วนก็ไม่ได้ช่วยให้เราจ่ายหนี้น้อยลงนะคะ

เมื่อรู้แล้วว่า ดอกเบี้ยบ้านและรถคำนวณยังไง ถ้ามีเงินก้อน จะเลือกโปะบ้านหรือโปะรถก่อนดี คงตอบได้แบบไม่ต้องลังเลแล้วใช่มั้ยว่า โปะบ้าน เพื่อให้เงินต้นลดลง เมื่อเงินต้นลดลง ดอกเบี้ยก็ลดตาม หนี้ก็หมดไวขึ้น และทำให้บ้านในฝันเป็นของเราอย่างแท้จริง

-------------------------------------------------




 

Create Date : 06 สิงหาคม 2558    
Last Update : 6 สิงหาคม 2558 12:23:45 น.
Counter : 557 Pageviews.  

มั่นใจเรื่องเงิน ครอบครัวมั่นคง

สวัสดีค่ะ ^0^

หนุ่มสาวที่กำลังวางแผนใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน จากเดิมที่เคยใช้ชีวิตโสดคนเดียวต้องมาใช้ชีวิตร่วมกัน ก็มีหลายเรื่องให้ต้องคิด ต้องเตรียมพร้อม ยิ่งเรื่องการเงิน ยิ่งต้องวางแผน ซึ่งต้องทำอย่างไรบ้างนั้น K-Expert มีคำแนะนำมาฝากดังนี้

ออมเงินเพื่อความมั่นใจ
เรื่องแรกเลยที่คนจะใช้ชีวิตคู่ด้วยกันต้องเตรียมให้พร้อม คือ เงินสำรองสภาพคล่อง ซึ่งเจ้าเงินสำรองตัวนี้เนี่ยสำคัญมากนะคะ เพราะถ้าเกิดว่าอยู่ๆ วันนึงคนใดคนหนึ่งเจ็บป่วย รถก็เสียต้องเข้าอู่ หรือเกิดว่างงานกะทันหันขึ้นมา แบบนี้จะทำยังไงดี รายได้ไม่มี แต่รายจ่ายยังอยู่... ซึ่ง ณ จุดนี้ เงินสำรองที่เก็บไว้จะช่วยได้ทันที เรียกว่า เป็นเงินก้อนที่สำคัญทีเดียว ดังนั้นขอแนะนำให้มีประมาณ 6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือนค่ะ เอามาเก็บไว้ในเงินฝากหรือกองทุนรวมตลาดเงินก็ได้ ความเสี่ยงต่ำ สภาพคล่องสูง พอจะต้องใช้เงิน จะได้เอาออกมาใช้ได้ทันทีค่ะ

ทำประกันภัยเพื่อความมั่นคง
ขึ้นชื่อว่าโรคร้ายหรืออุบัติเหตุต่างๆ เชื่อว่าคงไม่มีใครอยากให้เกิดกับตัวเองและคนรอบข้างแน่ๆ แต่ของแบบนี้ไม่เข้าใครออกใคร จะเกิดขึ้นกับเราเมื่อไรก็ไม่รู้ แถมเกิดขึ้นแต่ละทีก็ต้องจ่ายเงินทั้งนั้น แถมมีบางคนต้องมาทะเลาะกันเพราะเหตุการณ์ไม่คาดฝันแบบนี้กันอีกต่างหาก แต่ที่รู้แน่ๆ ก็คือว่าเราสามารถผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ค่ะ ด้วยการทำประกัน ไม่ว่าจะเป็นทำประกันชีวิต ประกันอุบัติเหตุ ประกันสุขภาพหรือโรคร้ายแรง ประกันบ้าน และประกันรถยนต์ ซึ่งแต่ละคนก็สามารถเลือกทำได้ตามความจำเป็นเลยค่ะ

ลงทุนเพื่อความมั่งคั่ง
หลังจากกันเงินสำรองและทำประกันไว้เพียงพอแล้ว ก็ควรแบ่งเงินมาลงทุนให้เงินมันงอกเงย เพราะถ้าเก็บไว้แต่ในเงินฝาก เงินออมคงโตไม่ทันเงินเฟ้อแน่ๆ แล้วจะลงทุนอะไรดีล่ะ แนะนำว่าถ้าจะลงทุนเอง ก็ให้ลองศึกษา หุ้น ตราสารหนี้พวกหุ้นกู้ พันธบัตร ฯลฯ หรือจะลงทุนผ่านกองทุนรวมให้มืออาชีพบริหารเงินให้ก็ได้ แต่ไม่ว่าจะเลือกแบบไหน ควรลงทุนตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

เรื่องเงินๆ ทองๆ สำหรับชีวิตคู่ไม่ใช่เรื่องยาก ขอเพียงปรึกษาพูดคุยกัน วางแผนร่วมกัน เพื่อไปถึงเป้าหมายทางการเงินด้วยความมั่นใจ มั่นคง และมั่งคั่งด้วยกันค่ะ

---------------------------------------

K-Expert Action

  • ควรมีเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน 6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน เก็บไว้ในเงินฝากหรือกองทุนรวมตลาดเงิน
  • ทำประกันเพื่อคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินสามารถช่วยสร้างความมั่งคงทางการเงิน
  • จัดสรรเงินลงทุนตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ จะช่วยสร้างความมั่งคั่งทางการเงินได้

---------------------------------------

Recommended! ตัวช่วยที่เกี่ยวข้องกับบล็อกวันนี้
>>> K-Expert Tool: โปรแกรมคำนวณวางแผนลงทุน <<< ใช้ฟรี

v




 

Create Date : 21 กรกฎาคม 2558    
Last Update : 21 กรกฎาคม 2558 11:51:31 น.
Counter : 436 Pageviews.  

สรุปง่ายๆ เงื่อนไข LTF-RMF เปลี่ยนอย่างไร

 

สวัสดีค่ะ

สองสามวันนี้เห็นเพื่อนๆ หลายคนสนใจ พูดถึงข่าวการเปลี่ยนเงื่อนไขใหม่ของการลงทุนใน LTF/RMF ในปี 58 นี้กันอยู่พอสมควรเลยทีเดียว เพื่อนๆ ที่ซื้อ LTF/RMF ไว้อาจกังวล ตกใจ คงอยากรู้กันใช่ไหมคะว่า สรุปแล้วมีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง และจะกระทบกับมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ ท่านๆ ด้วยไหม ใจเย็นๆ ก่อนค่ะ เพราะวันนี้ K-Expert จะนำข้อมูลมาเล่าให้เพื่อนๆ ได้ฟังกัน เพื่อจะได้สบายใจ และลงทุน LTF/RMF ได้อย่างไม่ผิดเงื่อนไข ส่วนรายละเอียดที่ว่าจะเป็นยังไงนั้น ไปติดตามกันเลยค่ะ

เกณฑ์การลงทุนใน LTF/RMF ที่กรมสรรพากรกำหนดขึ้นมาใหม่เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม ที่ผ่านมา เกี่ยวกับเงินได้ที่จะนำมาคำนวณเป็นฐานในการซื้อ LTF/RMF เพื่อลดหย่อนภาษีนั้น ได้กำหนดไว้ว่าเป็น “เงินได้พึงประเมินที่ได้รับซึ่งต้องเสียภาษีเงินได้ในปีนั้น” ซึ่งเปลี่ยนไปจากเดิมที่กำหนดไว้ว่าเป็น “เงินได้พึงประเมิน” โดยให้มีผลในปีภาษี 58 เป็นต้นไป หลายคนอ่านดูแล้วอาจยังงงๆ ไม่ค่อยเข้าใจ หรือรู้สึกว่าไม่เห็นจะต่างไปจากเดิมตรงไหนเลย จริงๆ แล้วก็มีความต่างอยู่นะคะตรงที่ รายได้ที่จะนำมารวมคำนวณเพื่อซื้อ LTF/RMF นั้นจะต้องเป็นรายได้ที่เสียภาษีเท่านั้น ซึ่งต่างจากเดิมที่สามารถนำรายได้ที่แสดงในแบบภ.ง.ด.ทั้งหมด ทั้งรายได้ที่เสียภาษีและไม่เสียภาษี มาเป็นฐานเพื่อซื้อ LTF/RMF ได้เลย

สำหรับรายได้ที่ต้องเสียภาษี ก็เป็นรายได้ที่เพื่อนๆ คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เช่น เงินเดือน ค่าล่วงเวลา โบนัส รวมทั้งรายได้จากวิชาชีพอิสระ เช่น หมอ นักบัญชี นักกฎหมาย สถาปนิก วิศวกร เป็นต้น ส่วนรายได้ที่ไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งตามเกณฑ์ใหม่ไม่สามารถนำมารวมเป็นฐานในการคำนวณซื้อ LTF/RMF ได้ก็มีหลายประเภทค่ะ เช่น เงินรางวัลจากการถูกสลากกินแบ่งรัฐบาล กำไรจากการขาย LTF ที่ขายคืนแบบถูกเงื่อนไข เงินที่ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเมื่ออายุ 55 ปีขึ้นไป และเป็นสมาชิกกองทุนฯ มาแล้วอย่างน้อย 5 ปีต่อเนื่องกัน เป็นต้นค่ะ

ขอยกตัวอย่างง่ายๆ เลยล่ะกัน เพื่อให้เห็นภาพแบบชัดๆ กันไปเลย เช่น ในปี 58 ถ้าเพื่อนๆ มีรายได้ทั้งปี 1,000,000 บาท แล้วขาย LTF แบบถูกเงื่อนไข ได้กำไรมา 100,000 บาท ถ้าดูตามเกณฑ์เดิมที่สามารถนำกำไรจากการขาย LTF มารวมเป็นฐานเพื่อซื้อ LTF ในปีที่ขายได้ใหม่ เพื่อนๆ ก็จะซื้อ LTF ได้สูงสุด 1,100,000 x 15% = 165,000 บาท แต่ตอนนี้จะคิดอย่างนั้นไม่ได้แล้ว เพราะเกณฑ์ใหม่ เพื่อนๆ จะซื้อ LTF ได้สูงสุดเพียง 1,000,000 x 15% = 150,000 บาทเท่านั้นค่ะ

สรุปว่า เกณฑ์การลงทุนใน LTF/RMF ที่เปลี่ยนใหม่จะกระทบกับคนที่นำรายได้ซึ่งไม่ต้องเสียภาษีมารวมคำนวณเป็นฐานเพื่อซื้อ LTF/RMF เท่านั้น ส่วนคนที่นำเฉพาะรายได้ที่เสียภาษีมาคิดเป็นฐานอยู่แล้ว ก็จะไม่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ในครั้งนี้แต่อย่างใด สบายใจ หายห่วงไปได้เลย ทั้งนี้ ถ้ามีความคืบหน้าอะไรเพิ่มเติม หรือมีประเด็นใหม่ที่น่าสนใจ K-Expert จะรีบมาอัพเดตนะคะ ^0^

---------------------

Recommended! ตัวช่วยที่เกี่ยวข้องกับบล็อกวันนี้
>>> K-Expert Tool: โปรแกรมคำนวณภาษีอย่างง่าย <<< ใช้ฟรี

v




 

Create Date : 15 กรกฎาคม 2558    
Last Update : 15 กรกฎาคม 2558 10:56:46 น.
Counter : 1226 Pageviews.  

เงินทอง…เรื่องที่คนมีคู่ต้องเคลียร์ก่อนแต่ง

 

สวัสดีค่ะ ^_^

นี่เดือนกรกฎาคมแล้วสินะคะ แป๊บเดียวเองครึ่งปีซะแล้ว เรียกได้ว่าใกล้เทศกาลงานแต่งในช่วงปลายปีเข้าไปทุกทีแล้ว วันนี้เลยนำเรื่องเงินๆ ทองๆ ที่คู่แต่งงานควรจะคุยกันตั้งแต่ก่อนแต่งมาฝากค่ะ เพราะการแต่งงานไม่ใช่ว่าคุยกันแค่เรื่องค่าสินสอดหรือค่าจัดงานเท่านั้น แต่ทั้งคู่ควรเปิดอกคุยกันเรื่องพฤติกรรมการใช้เงินด้วย จะได้เข้าใจกันตั้งแต่ก่อนเริ่มชีวิตคู่ ดีกว่าแต่งไปแล้วไปงอนกันเพราะเรื่องเงินๆ ทองๆ นะคะ >_<"

• รูปแบบการใช้จ่าย
ทั้งในเรื่องการซื้อของกินของใช้ การเดินทางท่องเที่ยว รวมไปถึงการปาร์ตี้สังสรรค์ต่างๆ จะได้รู้กันไปเลยว่าคู่ของเราใช้เงินเก่งไหม ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเกินกว่ารายรับที่ได้หรือไม่ ถ้าคู่เราควบคุมรายจ่ายให้น้อยกว่ารายรับได้ก็ถือว่าโชคดีไป นับเป็นสัญญาณที่ดีต่อการบริหารรายรับรายจ่ายของครอบครัวในอนาคตค่ะ แต่ถ้าไปเจอคนที่ใช้เงินเก่งมาก ได้เท่าไหร่ใช้หมด หรือถึงขั้นใช้เงินเกินรายรับที่ได้แล้วล่ะก็อาจกลายเป็นต้นตอของปัญหาหนี้สินตามมาได้เลยค่ะ ทางที่ดี แนะนำให้รีบชวนกันจดบันทึกรับจ่าย เพื่อดูว่าค่าใช้จ่ายส่วนไหนเป็นค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยหรือไม่จำเป็นจะได้แก้ไข ปรับให้น้อยลงค่ะ

• วินัยในการใช้บัตรเครดิต
เรื่องนี้น่าสนใจมากเลยทีเดียว เพราะเดี๋ยวนี้ใครๆ ก็ใช้บัตรเครดิตกัน ซึ่งทำให้ชีวิตเราสะดวกสบายมากขึ้น แน่นอนว่าบัตรเครดิตมีทั้งข้อดีและข้อเสีย หากคู่เราใช้บัตรเครดิตเป็น คือใช้จ่ายแต่พอดี มีเงินไปจ่ายเต็มจำนวนเมื่อถึงกำหนดชำระทุกเดือนก็สบายใจได้ค่ะ แต่ถ้าคู่เราไม่มีวินัยในการใช้บัตรเครดิต ใช้จ่ายเกินกว่าเงินที่หาได้ และเมื่อถึงกำหนดชำระแล้วไม่มีเงินไปจ่ายเต็มจำนวน แต่เลือกที่จะจ่ายเพียงขั้นต่ำเท่านั้น ทำให้ต้องเสียดอกเบี้ยสูงถึง 20% ต่อปีแล้วล่ะก็ แบบนี้คงต้องหาเวลามานั่งคุยกันจริงจังเพื่อแก้ปัญหาแล้วค่ะ เพราะหากปล่อยไปเรื่อยๆ จะกลายเป็นปัญหาหนี้สินไม่จบไม่สิ้น ดังนั้น แนะนำให้รีบหาเงินมาปิดหนี้บัตรให้หมดเร็วที่สุดค่ะ

• การเก็บออม
การเก็บออมก็สำคัญไม่แพ้กัน นอกจากการบริหารรายรับรายจ่ายในแต่ละเดือนได้อย่างดีเยี่ยมแล้ว คงจะดีมากขึ้นไปอีกหากคนที่เรากำลังคบหาดูใจอยู่นั้นให้ความสำคัญกับการออมเงินด้วย โดยเก็บออมเงินเป็นประจำสม่ำเสมอทุกเดือน และมีเงินเก็บไว้ซื้อรถ ซื้อบ้านเพื่อวางรากฐานครอบครัวที่มั่นคง แต่หากคู่เรายังไม่ได้เริ่มต้นเก็บออมเงินก็นับเป็นโอกาสดีที่จะชวนคู่ของเราให้เริ่มต้นเก็บออมเงินไปพร้อมกันตั้งแต่ตอนนี้เลยค่ะ

ทั้งนั้นทั้งนี้ หากจะคุยกันจริงๆ ก็ขอให้ค่อยๆ คุยกันด้วยเหตุผลนะคะ เปิดใจรับฟังกันและกัน เพราะเรื่องแบบนี้บางทีก็เป็นเรื่องของทัศนคติและมุมมองที่ต่างกัน และก็ไม่ได้มีความจำเป็นต้องให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งปรับเปลี่ยนตัวเองทั้งหมด ดังนั้นต้องค่อยๆ คุยกันและช่วยกันหาจุดกึ่งกลางที่ทั้งสองฝ่ายรับได้ ชีวิตแต่งงานจะได้แฮปปี้ เป้นชีวิตดีๆ ที่มีร่วมกันค่ะ ^__^

-----------------------------------

Recommended! ตัวช่วยที่เกี่ยวข้องกับบล็อกวันนี้
>>> K-Expert Guidebook: อยากสร้างครอบครัวที่มั่นคง <<< โหลดฟรี

v




 

Create Date : 02 กรกฎาคม 2558    
Last Update : 2 กรกฎาคม 2558 12:02:02 น.
Counter : 507 Pageviews.  

อ่านก่อนสาย วิธีรับมือค่าหมอหลังเกษียณ

 

สวัสดีค่ะ

อะไรเอ่ย ทำให้เรามีเงินไม่พอใช้ตอนเกษียณ?
ก. ค่ายา
ข. ค่าหมอ
ค. ค่าห้องโรงพยาบาล
ง. ถูกทุกข้อ

คำตอบที่ถูกต้องคือ "ง. ถูกทุกข้อ" นั่นเองค่ะ เพราะว่ากว่า 50% ของเงินออมเพื่อเกษียณของเราจะหมดไปกับค่ารักษาพยาบาล ซึ่งหากไม่เตรียมตัวรับมือไว้ให้ดี เผลอๆ "เงินหมด อดชิล" ตอนเกษียณแน่ๆ คะ *[]* ... ว่าแล้วก็มาดูกันเลยดีกว่าว่ามีวิธีไหนบ้างที่จะช่วยให้เรารับมือค่าหมอค่ายาหลังเกษียณได้บ้าง

1. บรรเทาค่ารักษาด้วยประกันสุขภาพ
เดี๋ยวนี้ค่ารักษาพยาบาลไม่ใช่ถูกๆ นะคะ จ่ายกันทีเป็นหมื่นเป็นแสน แล้วยิ่งอายุเยอะขึ้น เข้าออกโรงพยาบาลบ่อยขึ้น แบบนี้เงินออมของเราคงจะสั่นคลอนแน่ๆ ใช่ไหมคะ แต่ไม่เป็นไรค่ะ เราสามารถรับมือได้ด้วย "ประกันสุขภาพ" นั่นเอง... อ่ะ อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าจะมาขายประกันนะคะ >_<" แต่จะบอกว่าประกันเนี่ยมันมีประโยชน์จริงๆ โดยเฉพาะในเรื่องของความคุ้มครองด้านสุขภาพ ช่วยให้เราไม่ต้องควักจ่ายเองทั้งหมด โดยประกันสุขภาพที่ว่าเนี่ยเราสามารถซื้อได้เป็นแบบค่าห้อง หรือแบบเหมาก็ได้ค่ะ แบบค่าห้องจะช่วยค่ารักษาพยาบาล ส่วนแบบเหมาจะแพงกว่าแบบค่าห้อง เพราะครอบคลุมค่าใช้จ่ายให้มากกว่า เช่น ค่าผ่าตัด เป็นต้น
Tip: ประกันสุขภาพ หากเราทำตั้งแต่อายุยังน้อย ค่าเบี้ยก็จะยิ่งถูกค่ะ

2. ลดความเสี่ยงด้วยประกันโรคร้ายแรง
ความรักไม่เข้าใครออกใครฉันใด โรคร้ายก็ไม่เข้าใครออกใครฉันนั้น... โดยเฉพาะโรคร้ายที่เข้ามาทีก็อาจทำเราอ่วมทั้งกายและกระเป๋าสตางค์กันเลยทีเดียว เช่น โรคหัวใจ และโรคมะเร็งต่างๆ... แต่เราก็รับมือได้ค่ะ ด้วยการทำประกันโรคร้ายแรง โดยประกันจะจ่ายเป็นเงินก้อนให้เราเมื่อตรวจพบว่าป่วยเป็นโรคร้ายแรงตามที่คุ้มครอง และอาจมีเงินชดเชยรายวันให้ด้วย ซึ่งค่าเบี้ยประกันสำหรับโรคร้ายแรงเรียกว่าถูกมากเมื่อเทียบกับความคุ้มครองที่ได้รับ เพราะจ่ายเบี้ยเพียงหลักพัน แต่คุ้มครองสูงถึงหลักล้านเลยค่ะ
Tip: ประกันโรคร้ายแรง ควรรีบทำก่อนที่เราจะเริ่มมีอาการของโรคร้าย เพราะถ้าเริ่มมีอาการหรือมีประวัติแล้ว บริษัทประกันอาจเลี่ยงไม่คุ้มครองโรคร้ายแรงดังกล่าวค่ะ

3. ออมเงินสำรองไว้เผื่อ
ประกันอาจช่วยบรรเทาค่ารักษาพยาบาลได้ก็จริง แต่เราก็ไม่สามารถทำประกันสุขภาพไปได้ตลอดชีวิต ปกติทำได้นานสุดก็อายุ 75 หรือ 80 ปี เรียกว่า ถ้าอายุยืนยาวกว่านี้ก็อาจทำประกันสุขภาพต่อไม่ได้แล้ว แต่ประเด็นคือโรคภัยไข้เจ็บมันไม่สนอายุนะสิคะ แถมยิ่งแก่มันยิ่งรุมเร้าให้เราปวดหัว ดังนั้นเราจึงต้องเตรียมเงินสำรองเผื่อไว้ด้วย จะได้ก็มีเงินจ่ายค่าหมอค่ายา หรืออีกทางเลือกหนึ่ง คือ การใช้หลักประกันสุขภาพ (บัตรทอง) ไม่ว่าจะเป็นเจ็บป่วยทั่วไป เจ็บป่วยฉุกเฉิน หรือเกิดอุบัติเหตุ ก็สามารถใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพได้ค่ะ

เอาเข้าจริงก็ไม่มีใครอยากป่วยหรอกใช่ไหมล่ะคะ แต่เราก็เลี่ยงไม่ได้อยู่ดี ดังนั้นการเตรียมตัวให้พร้อมรับมือโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่อยากให้เพื่อนๆ ได้นำไปคิดเผื่อไว้ด้วยค่ะ ชีวิตหลังเกษียณจะได้ดี๊ดีกันถ้วนหน้าค่าาาาา ^0^

-------------------------------------------------

Recommended! ตัวช่วยที่เกี่ยวข้องกับบล็อกวันนี้
>>> K-Expert Guidebook: อยากสบายวัยเกษียณ <<< โหลดฟรี






 

Create Date : 30 มิถุนายน 2558    
Last Update : 30 มิถุนายน 2558 12:16:48 น.
Counter : 556 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  

K-Expert
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 13 คน [?]




ข้อมูลดี ฟรี มีประโยชน์ เพื่อชีวิตดีๆ ที่มีได้ทุกคน
Friends' blogs
[Add K-Expert's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.