Group Blog
 
All Blogs
 

สิ่งที่มนุษย์เงินเดือนควรรู้ก่อน Early Retire


สวัสดีค่ะ

ใครๆ ก็คงอยาก Early Retire ไปใช้ชีวิตชิลๆ สบายๆ ในแบบที่เราต้องการใช่ไหมล่ะคะ     แต่การจะ Early Retire ได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะเราจะต้องเตรียมเงินให้มากขึ้นเพื่อใช้ในช่วงหลังเกษียณที่ยาวนานขึ้นนั่นเอง สำหรับใครที่ตัดสินใจแล้วว่าจะ Early Retire แต่แอบรู้สึกกังวลไม่ได้ว่า เมื่อเรา Early Retire ไปแล้ว เงินที่เราออมผ่านช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น กองทุนประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ รวมถึงกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) นั้นจะได้รับผลกระทบหรือไม่ เพราะโดยทั่วไป เราจะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ก็ต่อเมื่อเราอายุครบ 55 ปี แล้วอย่างนี้เราควรจะจัดการกับแหล่งเงินออมทั้ง 3 ประเภทนี้อย่างไร K-Expert ได้รวบรวมคำตอบมาให้แล้วค่ะ

1. กองทุนประกันสังคม

คนที่เป็นลูกจ้างประจำจะรู้ว่า เราต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนประกันสังคมทุกเดือน เดือนละ 750 บาท ซึ่งเราจะถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “ผู้ประกันตนมาตรา 33” และจะได้รับสวัสดิการ 7 เรื่อง โดย 2 เรื่องหลักๆ ที่เรามักจะมีโอกาสได้ใช้กันคือ สิทธิในการรักษาพยาบาลภายใต้ประกันสังคม และเงินบำเหน็จบำนาญกองทุนชราภาพ แต่เมื่อจะ Early Retire ก็แปลว่าเราจะลาออกจากงาน ทำให้ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงซึ่งจะทำให้สิทธิการรักษาพยาบาลนี้ถูกยกเลิกไปด้วย ดังนั้น หากใครต้องการได้รับสิทธินี้ต่อไปก็ต้องไปสมัครเป็น “ผู้ประกันตนโดยสมัครใจมาตรา 39” ภายใน 6 เดือนนับจากวันที่ลาออกจากงาน โดยจะต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนทุกเดือน เดือนละ 432 บาทค่ะ 

ส่วนสิทธิประโยชน์เรื่องเงินบำเหน็จบำนาญกองทุนชราภาพนั้น เมื่อเรา Early Retire จะยังไม่มีสิทธิได้รับเงินในส่วนนี้จนกว่าจะอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ดังนั้น หากใครที่ Early Retire แต่ไม่ได้ต้องการรับสิทธิการรักษาพยาบาลก็ให้รอต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าเราจะอายุครบ 55 ปี แล้วไปติดต่อสำนักงานประกันสังคมเพื่อรับสิทธิเท่านั้นเอง ไม่จำเป็นต้องไปสมัครเป็นผู้ประกันตนใดๆ

ทั้งนี้ สำหรับคนที่ไปสมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 และนำส่งเงินเข้ากองทุนประกันสังคมก็จะนับอายุสมาชิกต่อไป ส่วนจะได้รับเงินบำนาญชราภาพหรือบำเหน็จชราภาพเมื่ออายุครบ 55 ปี ก็ขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนค่ะ คือถ้ามีการจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 180 เดือน จะได้รับเงินบำนาญชราภาพซึ่งเป็นเงินรายเดือนที่จะได้รับไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเสียชีวิต แต่หากจ่ายเงินสมทบไม่ครบ 180 เดือน ก็จะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพซึ่งเป็นเงินก้อนที่มอบให้เพียงครั้งเดียวค่ะ   

2. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

สำหรับคนที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่ จริงๆ แล้วเราสามารถเอาเงินออกมาได้โดยไม่ต้องรอจนอายุครบ 55 ปี แต่ก็ต้องเสียภาษีค่ะ ซึ่งมี 2 กรณีด้วยกันคือ กรณีอายุสมาชิกสั้น น้อยกว่า 5 ปี กับ กรณีอายุสมาชิกยาว เกินกว่า 5 ปีและอายุไม่ถึง 55 ปีค่ะ 

หากเราเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมาแล้วน้อยกว่า 5 ปี ต้องนำเงินที่ได้รับคือ เงินที่นายจ้างช่วยออมทั้งในส่วนของเงินต้น (เงินสมทบ) กำไรที่เกิดขึ้น (ผลประโยชน์ของเงินสมทบ) และกำไรจากที่เราออมเอง (ผลประโยชน์ของเงินสะสม) มารวมเป็นเงินได้แล้วเสียภาษีตามฐานภาษีของเราค่ะ แต่หากเราอายุไม่ถึง 55 ปี และเป็นสมาชิกมานานคือเกิน 5 ปีแล้ว เงินในส่วนนี้จะนำไปคำนวณแบบพิเศษเรียกว่า “ใบแนบ” ซึ่งมีสูตรการคำนวณเฉพาะทำให้เสียภาษีน้อยกว่ากรณีแรกค่ะ 

หากใครยังไม่จำเป็นต้องรีบใช้เงิน แนะนำให้ติดต่อนายจ้างที่เราจะขอลาออกจากบริษัทว่าขอคงเงินไว้ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพต่อไปได้หรือไม่ ถ้าได้จะเสียค่าธรรมเนียมในการรักษาสถานภาพไว้เพียงปีละไม่กี่ร้อยบาทเท่านั้น และให้เรารอไปเรื่อยๆ จนกว่าจะอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ เมื่อเราอายุครบ 55 ปีแล้วและเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมาไม่น้อยกว่า 5 ปี เราจะได้รับสิทธิยกเว้น ไม่ต้องนำเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมาคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษี เช่น สมมติว่าเรา Early Retire ตอนอายุ 53 ปี ก็ไปแจ้งขอคงเงินไว้ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและรอจนอายุครบ 55 ปี ค่อยลาออกจากสมาชิกกองทุนก็จะได้รับการยกเว้น ไม่ต้องนำเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมาคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษี แต่ต้องเช็คให้ดีด้วยว่านายจ้างให้เราคงเงินไว้ในกองทุนได้สูงสุดกี่ปีค่ะ   

3. กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)

สำหรับกองทุนรวม RMF นี้มีเงื่อนไขที่ค่อนข้างจะเข้มงวดสักหน่อย หากนำเงินออกมาก่อนกำหนดจะถือว่าทำผิดเงื่อนไขเรื่อง Early Withdrawals ทำให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เคยได้รับมาเป็นโมฆะและต้องคืนให้กับรัฐ โดยมีผลย้อนหลังในช่วง 5 ปีปฏิทินที่ผ่านมาค่ะ     ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดคือ ให้ซื้อกองทุนรวม RMF อย่างต่อเนื่องทุกปี ตามเกณฑ์คือ 3% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษีหรือ 5,000 บาท แล้วแต่อันไหนจะต่ำกว่า แต่ถ้าอยากจำง่ายๆ ก็ซื้อ 5,000 บาทไปเลยดีกว่าค่ะ และถ้าใครอยาก Early Retire แบบไปเป็นนายตัวเอง มีรายได้จากการทำงานก็แปลว่าเรายังมีรายได้ มีภาระที่ต้องเสียภาษีอยู่ ดังนั้น การซื้อ RMF อย่างต่อเนื่องก็ไม่ได้สูญเปล่าอะไรเพราะเราจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามที่ภาครัฐให้การสนับสนุนการออมระยะยาวเหมือนเดิมค่ะ 

หวังว่าข้อมูลที่บอกไปจะเป็นแนวทางในการจัดการกับแหล่งเงินออมอย่างกองทุนประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) สำหรับคนที่วางแผนจะ Early Retire ไปใช้ชีวิตในแบบที่เราฝันไว้ได้นะคะ โดยให้ตัดสินใจเลือกทางเลือกที่เหมาะกับเรามากที่สุด เพื่อให้ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ และมีชีวิตที่สุขสบายในช่วงบั้นปลายของเรานั่นเองค่ะ 

-----------------------------------------------

Recommended! ตัวช่วยที่เกี่ยวข้องกับบล็อกวันนี้
>>> K-Expert Cal Tool: คำนวณเงินออมวันเกษียณ <<< โหลดฟรี




 

Create Date : 14 ตุลาคม 2558    
Last Update : 14 ตุลาคม 2558 16:05:01 น.
Counter : 452 Pageviews.  

คอมโบสุดคุ้ม... ประกันสังคม + กอช.

สวัสดีค่ะ

ช่วงนี้มีเพื่อนๆ ถามกันเข้ามาเยอะเลยว่า ที่เห็นมีข่าวให้ผู้ประกันตนมาตรา 40 โอนสิทธิกรณีบำนาญชราภาพไปยังกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) นั้นมีรายละเอียดยังไงบ้าง ทีม K-Expert จึงได้ไปหาคำตอบและรวบรวมรายละเอียดทั้งหมดมาฝากค่ะ

(สำหรับเพื่อผู้อ่านคนไหนที่ยังไม่รู้จัก กอช. ไปอ่านได้ที่บล็อกนี้ค่ะ >> คลิก << )


ทำไมผู้ประกันตนมาตรา 40 ต้องโอนสิทธิกรณีบำนาญชราภาพไปยัง กอช.
เนื่องจากร่างพระราชบัญญัติ กอช. และร่างแก้ไขพระราชกฤษฎีกาประกันสังคมมาตรา 40 มีผลบังคับใช้ ทำให้ผู้ประกันตนมาตรา 40 กรณีบำนาญชราภาพ คือทางเลือกที่ 3, 4 และ 5 สิ้นสภาพในทันที รัฐบาลจึงมีนโยบายให้โอนผู้ประกันตนกลุ่มนี้จากประกันสังคมไปให้ กอช. ดูแลแทนนั่นเองค่ะ

แล้วผู้ประกันตนมาตรา 40 ทางเลือกที่ 3, 4 และ 5 ต้องทำอย่างไร
สำหรับใครที่มีประกันสังคมกลุ่มนี้อยู่ก็อย่าเพิ่งตกใจไปนะคะ เพราะเราเลือกได้ตามความสมัครใจว่าจะย้ายไป กอช. หรือไม่ โดยทางประกันสังคมจะส่งจดหมายเพื่อแจ้งให้ผู้ประกันตนมาตรา 40 แต่ละคนทราบ และเราสามารถไปยื่นเรื่องต่อ สนง. ประกันสังคมทุกแห่งภายใน 180 วันว่าจะย้ายไปยัง กอช. หรือไม่

ย้ายไป กอช. แล้วจะเกิดอะไรขึ้น
สำหรับผู้ประกันตนมาตรา 40 ทางเลือกที่ 3
(จ่ายสมทบ ฿200/เดือน โดยจ่ายเอง ฿100 + รัฐสนับสนุน ฿100 และรับสิทธิเงินบำนาญ)

หากเลือกโอนไป กอช.

- จะได้รับเงินบำนาญรายเดือนเหมือนเดิม

- สามารถจ่ายเงินสะสมต่อไปได้

- ถ้าอายุไม่เกิน 60 จะสามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 ทางเลือกที่ 1 ควบคู่ไปด้วยได้ โดยจ่ายเงินสมทบเอง ฿70 + รัฐสนับสนุน ฿30 และรับสิทธิคุ้มครอง 3 กรณีคือ กรณีประสบอันตราย/เจ็บป่วย ทุพพลภาพ และเสียชีวิตเพิ่มเติมขึ้นมานอกเหนือจากเงินบำนาญรายเดือนที่ได้รับจาก กอช.

หากไม่โอนไป กอช.

- จะถือว่าลาออกจากมาตรา 40

- จะได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ตอบแทนคืนมา

- หากอายุไม่เกิน 60 และอยากได้สวัสดิการกรณีประสบอันตราย/เจ็บป่วย ทุพพลภาพ และเสียชีวิตด้วย ก็สามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 ทางเลือกที่ 1 หรือ 2 ได้

- สำหรับผู้ประกันตนทางเลือกที่ 2 จะต่างจาก 1 ตรงที่จะได้รับสิทธิคุ้มครองเหมือนกับ 1 แล้วเพิ่มกรณีชราภาพ (เงินบำเหน็จ) เข้าไป โดยจ่ายสมทบเอง ฿100 และรัฐสนับสนุน ฿50 บาท

ผู้ประกันตนมาตรา 40 ทางเลือกที่ 4
(จ่ายสมทบ ฿300/เดือน โดยจ่ายเอง ฿170 + รัฐสนับสนุน ฿130 + ได้รับสิทธิคุ้มครอง 4 กรณีคือ กรณีประสบอันตราย/เจ็บป่วย ทุพพลภาพ เสียชีวิตและบำนาญ)

หากเลือกโอนไป กอช.

- กอช. เป็นผู้ดูแลสิทธิเงินบำนาญ

- จะเหลือเฉพาะสิทธิการเป็นผู้ประกันตนทางเลือกที่ 1 เท่านั้น

หากไม่โอนไป กอช.

- ก็จะได้รับเงินบำนาญที่เราจ่ายและรัฐสมทบให้กลับคืนมา

- มีสถานภาพเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 ทางเลือกที่ 1

หากต้องการออมเงินต่อไปเพื่อให้ได้รับเงินบำนาญไว้ใช้หลังเกษียณ ก็แนะนำให้เลือกโอนไป กอช. จะดีกว่าค่ะ

ผู้ประกันตนมาตรา 40 ทางเลือกที่ 5
(จ่ายเงินสมทบ ฿350/เดือน โดยจ่ายเอง ฿200 + รัฐสนับสนุน ฿150 + ได้รับสิทธิคุ้มครอง 5 กรณีคือ กรณีประสบอันตราย/เจ็บป่วย ทุพพลภาพ เสียชีวิต เงินบำเหน็จและเงินบำนาญ)

หากเลือกโอนไป กอช.

- กอช. เป็นผู้ดูแลสิทธิเงินบำนาญ

- จะถูกโอนไปเป็นผู้ประกันตนทางเลือกที่ 1 โดยอัตโนมัติ

หากไม่โอนไป กอช.

- จะได้รับเงินบำนาญที่เราจ่ายและรัฐสมทบให้กลับคืนมา

- จะถูกโอนไปอยู่ในทางเลือกที่ 2 ตามสิทธิที่มีอยู่

ดังนั้น ก็ขึ้นอยู่กับผู้ประกันตนเองว่า หลังเกษียณอยากได้รับเงินบำนาญหรือเงินบำเหน็จไว้ใช้ หากเราต้องการเงินบำนาญหลังเกษียณล่ะก็ แนะนำให้เลือกโอนไป กอช. แต่หากต้องการเงินบำเหน็จหลังเกษียณก็ไม่ต้องโอนไป กอช. แต่ไปอยู่ในทางเลือกที่ 2 แทนค่ะ

เมื่อตัดสินใจได้แล้วว่าจะย้ายหรือไม่ย้ายไปยัง กอช. แล้วจะต้องทำยังไงต่อ มาดูรายละเอียดกันเลยค่ะ

ถ้าต้องการโอนย้ายไป กอช.

ให้กรอกเอกสารแสดงความจำนงเป็นสมาชิก กอช. ยื่นต่อ สนง. ประกันสังคมภายใน 180 วันนับตั้งแต่กฎหมายมีผลบังคับใช้ โดยจะโอนข้อมูลของผู้ประกันตนไปที่ กอช.

ถ้าไม่ต้องการเป็นสมาชิก กอช.

ให้กรอกเอกสารแสดงความจำนงไม่เป็นสมาชิก กอช. พร้อมนำสำเนาสมุดบัญชีออมทรัพย์ของผู้ประกันตนมายื่นต่อสำนักงานประกันสังคม เพื่อรับโอนเงินสมทบกรณีบำนาญชราภาพ พร้อมผลประโยชน์ตอบแทน

สำหรับผู้ประกันตนมาตรา 40 ทางเลือกที่ 1 และ 2 แม้จะไม่ได้รับผลกระทบหรือต้องตัดสินใจว่าจะย้ายหรือไม่ย้ายไปยัง กอช. แต่อย่างใด ก็อยากแนะนำให้ผู้ประกันตนมาตรา 40 ทางเลือกที่ 1 สมัครเป็นสมาชิก กอช. ควบคู่ไปด้วย เพื่อให้ได้รับเงินบำนาญรายเดือนไปตลอดชีวิตเมื่ออายุครบ 60 ปี

ส่วนผู้ประกันตนมาตรา 40 ทางเลือกที่ 2 จะไม่สามารถสมัครเข้าเป็นสมาชิก กอช. ได้อีกเนื่องจากเมื่ออายุครบ 60 ปีจะได้รับเป็นเงินบำเหน็จชราภาพค่ะ แต่ถ้าอยากสมัครเป็นสมาชิก กอช. เพื่อให้ได้รับเงินบำนาญรายเดือนจะต้องย้ายไปอยู่ทางเลือกที่ 1 ก่อนถึงจะสมัครได้ค่ะ

-----------------------------------------------------

Recommended! ตัวช่วยที่เกี่ยวข้องกับบล็อกวันนี้
>>> K-Expert Cal Tool: คำนวณเงินออมวันเกษียณ <<< โหลดฟรี

v




 

Create Date : 04 กันยายน 2558    
Last Update : 4 กันยายน 2558 11:35:12 น.
Counter : 5781 Pageviews.  

ต้นเหตุ "ขายดีแต่ไม่มีกำไร"


สวัสดีคะ ^0^

เพื่อนๆ ผู้อ่านคนไหนกำลังเจอปัญหา "ขายดีแต่ไม่มีกำไร" บ้าง ประมาณว่า คือไรอะ แบบว่าขายดี ขายหมดเกลี้ยงเลย แต่ยังไม่เห็นกำไรเงินก็หมดซะแล้ว... หากปัญหาแบบนี้ไม่ได้เกิดจากการที่เราใช้เงินปนกระเป๋ากันระหว่างเงินใช้จ่ายส่วนตัวกับเงินหมุนเวียนในร้าน งั้นก็อาจจะเกิดจากการลืมคิดต้นทุนนั่นเองค่ะ เป็นอย่างไร มาดูกันเลย

ต้นทุนที่เราจะต้องนำมารวมคำนวณแบ่งออกเป็น 2 ส่วนด้วยกันคือ

1. ต้นทุนทางตรง ได้แก่ ต้นทุนวัตถุดิบและอุปกรณ์อื่นๆ ที่เป็นส่วนประกอบของสินค้า

ถ้าเป็นสินค้าแบบซื้อมาขายไปก็ง่ายหน่อยเพราะเราจะรู้ราคาต่อชิ้นเลย เช่น ซื้อเทียนหอมมาขาย รับมาชิ้นละ 30 บาท ดังนั้นต้นทุนในส่วนนี้ก็จะอยู่ที่ 30 บาทนั่นเอง และถ้าเป็นการผลิตสินค้า จะคิดหาต้นทุนต่อชิ้นได้ง่ายๆ ด้วยหลักคณิตศาสตร์พื้นฐานเลยค่ะ คือ รวมราคาต้นทุนวัตถุดิบทั้งหมดแล้วหารจำนวนสินค้าที่ผลิตได้ เช่น ทำเทียนหอมขาย สมมติว่าใช้วัตถุดิบที่มีต้นทุนวัตถุดิบทั้งหมดอยู่ที่ 1,500 บาท ทำได้ครั้งละ 100 ชิ้น ก็จะคิดเป็นต้นทุนที่ชิ้นละ 15 บาท และถ้าหากเทียนหอมของเรามีถาดรองเก๋ๆ หรือห่อใส่ถุงชิคๆ ก็จะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นอีก สมมติว่าค่าห่อถุงอยู่ที่ 5 บาทต่อชิ้น เทียนหอมของเราก็จะมีต้นทุนทางตรงรวมอยู่ที่ 20 บาทนั่นเองค่ะ

2. ต้นทุนทางอ้อม ถือเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เกิดจากตัวสินค้าโดยตรง แต่เป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการขายสินค้าหรือหาสินค้ามาขายซึ่งจะต้องนำมารวมเป็นต้นทุนในการตั้งราคาขายด้วย ได้แก่

  • ค่าใช้จ่ายในการเดินทางและขนส่งสินค้า ทั้งในส่วนของการรับสินค้ามาขายและในส่วนส่งสินค้าให้ลูกค้า
  • ค่าธรรมเนียมร้านค้าออนไลน์ เป็นค่าธรรมเนียมที่เจ้าของพื้นที่ร้านค้าออนไลน์เรียกเก็บจากผู้ขาย ซึ่งได้แก่ ค่าลงประกาศสินค้า ค่าธรรมเนียมเมื่อขายของได้ เป็นต้น
  • ค่าธรรมเนียมการชำระเงินของลูกค้า สำหรับช่องทางการชำระเงินที่ผู้ขายต้องเป็นผู้รับภาระค่าธรรมเนียม เช่น ชำระเงินผ่านทางคนกลาง เช่น PayPal หรือจ่ายผ่านบัตรเครดิต
  • ภาษีเงินได้ ต้องไม่ลืมว่า เมื่อมีรายได้แล้วก็มีหน้าที่ต้องเสียภาษีให้กับกรมสรรพากร ไม่ว่าเราจะขายของออนไลน์ในรูปแบบบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ตาม โดยบุคคลธรรมดาจะเสียภาษีเงินได้ในอัตราก้าวหน้า ส่วนนิติบุคคลจะเสียภาษีตามอัตราที่กรมสรรพากรกำหนด

อ่านมาถึง ณ จุดนี้แล้วพอจะสะกิดใจกันบ้างไหมคะ พอจะคุ้นๆ กันไหมว่านี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ร้านเราขายดีแต่กำไรไม่ได้ดั่งใจก็ได้ ยังไงก็ลองไปดูกันนะคะ เผื่อจะเจอรอยรั่วที่ทำกำไรเราไหลออกจากกระเป๋าไปโดยเราไม่รู้ตัวก็ได้นะ ^0^

-----------------------------------------------------------

Recommended! ตัวช่วยที่เกี่ยวข้องกับบล็อกวันนี้
>>> K-Expert Cash Flow Memo โปรแกรมช่วยบริหารกระแสเงินสดของร้านค้าขนาดเล็ก <<< โหลดฟรี

v




 

Create Date : 25 สิงหาคม 2558    
Last Update : 25 สิงหาคม 2558 16:41:01 น.
Counter : 616 Pageviews.  

กอช. แหล่งออมทางเลือกใหม่สำหรับคนหัวใจอิสระ



สวัสดีค่ะ... ใครหัวใจอิสระยกมือขึ้น 0/

ไม่ใช่ให้ยกเฉยๆ นะค่ะ เพราะว่าจะให้ยกขึ้นมาล่วงกระเป๋าหยิบบัตรประชาชนขึ้นมา แล้วชวนกันไปสมัคร "กองทุนการออมแห่งชาติ" หรือเรียกสั้นๆ ว่า กอช. ที่เปิดให้สมัครกันวันนี้นั่นเองค่ะ ว่าแต่กอช.เนี่ยคืออะไร และดีอย่างไร ใครสมัตรได้บ้าง วันนี้ K-Expert มีรายละเอียดมาฝากกันค่ะ

กองทุนการออมแห่งชาติคืออะไร
เป็นกองทุนการออมเพื่อวัยเกษียณซึ่งส่งเสริมให้คนที่คนที่ทำอาชีพอิสระที่ไม่ได้อยู่ในระบบบำเหน็จบำนาญของรัฐหรือหน่วยงานอื่นใดได้มีเงินออมไว้ใช้หลังเกษียณนั่นเอง

เราต้องจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนฯ เท่าไหร่ และรัฐบาลจ่ายเงินสมทบให้เท่าไหร่
- ขอบอกว่าเงื่อนไขการออมมีความยืดหยุ่นมากเลย คือ ออมได้ตั้งแต่ 50 - 1,100 บาทต่อเดือน (ออมได้สูงสุดที่ 13,200 บาทต่อปี) แถมไม่จำเป้นต้องออมทุกเเดือนก็ได้ หรือถ้าจะออมทุกเดือนก็ไม่ได้บังคับว่าต้องออมเท่ากันทุกเดือนก็ได้
- ถ้าปีไหนเราไม่ได้ส่งเงินออม ก็จะไม่ได้รับเงินสมทบจากรัฐในปีนั้น แต่ยังคงสิทธิการเป็นสมาชิกไว้เหมือนเดิม
- สำหรับการจ่ายเงินสมทบนั้น รัฐบาลจะจ่ายเงินสมทบให้ตามระดับอายุของสมาชิกและเป็นอัตราส่วนกับจำนวนเงินสะสมค่ะ คือ อายุ 15-30 ปี รัฐจ่ายให้ 50% ของเงินสะสม แต่ไม่เกิน 600 บาทต่อปี
อายุ 31-50 ปี รัฐจ่ายให้ 80% ของเงินสะสม แต่ไม่เกิน 960 บาทต่อปี
อายุ 51-60 ปี รัฐจ่ายให้ 100% ของเงินสะสม แต่ไม่เกิน 1,200 บาทต่อปี
แอบกระซิบนิดนึงว่า ถ้าเริ่มออมเร็ว เงินบำนาญที่จะได้รับก็จะสูงตามไปด้วยค่ะ

สมาชิกกองทุนฯ จะได้รับเงินเมื่อไหร่
ตอบให้เลยว่าเมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ค่ะ โดยจะได้รับเป็นบำนาญรายเดือนตลอดชีวิต แต่หากทุพพลภาพก่อนอายุ 60 ปีล่ะก็ จะได้รับเงินสะสมและผลประโยชน์ของเงินสะสม ส่วนเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบจะได้รับเมื่ออายุครบ 60 ปีแล้วค่ะ ถ้าลาออกจากกองทุนฯ จะได้รับเฉพาะเงินสะสมและผลประโยชน์ของเงินสะสมเท่านั้น และหากเสียชีวิต ผู้ที่สมาชิกแจ้งชื่อไว้กับกองทุนฯ หรือทายาทจะได้รับเงินก้อนเท่ากับจำนวนเงินในบัญชี

ใครสมัครเข้ากองทุนฯ ได้บ้าง และสมัครอย่างไร
- ผู้ที่สมัครได้แน่นอนว่าต้องสัญชาติไทยค่ะ
- อายุ 15 - 60 ปี (แต่ปีแรกนี้จะให้สิทธิกับคนที่มีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไปสามารถได้ด้วยค่ะ)
- ผู้สมัครต้องไม่อยู่ในกองทุนตามกฎหมายอื่นที่ได้รับเงินสมทบจากรัฐหรือนายจ้าง และไม่อยู่ในระบบบำเหน็จบำนาญภาครัฐหรือเอกชนค่ะ ใครสนใจสามารถสมัครได้ตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคมนี้เป็นต้นไป โดยสามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง http://www.fpo.go.th ได้เลยค่ะ

สำหรับคนที่ทำอาชีพอิสระทั่วไป และยังไม่มีหลักประกันใดๆ ให้กับชีวิตหลังจากเกษียณอายุไปแล้ว ลองพิจารณาแหล่งออมเงินเพื่อเกษียณตามที่แนะนำดูนะคะ นอกจากนี้ แนะนำให้เก็บออมเงินเพื่อเกษียณเพิ่มเติมจากแหล่งออมเงินของภาครัฐ และนำไปลงทุนสร้างผลตอบแทนตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีเงินพอใช้ในยามเกษียณ ไม่เป็นภาระของลูกหลาน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ในช่วงบั้นปลายชีวิตของเราค่ะ

-----------------------------------------------------------

Recommended! ตัวช่วยที่เกี่ยวข้องกับบล็อกวันนี้
>>> K-Expert Cal Tool: คำนวณเงินออมวันเกษียณ <<< โหลดฟรี

v




 

Create Date : 20 สิงหาคม 2558    
Last Update : 26 พฤษภาคม 2559 12:09:27 น.
Counter : 8595 Pageviews.  

2 วิธีทดแทนบุญคุณแม่ ไม่ง่ายแต่ก็ไม่ยาก


สวัสดีค่ะ

พรุ่งนี้ก็เป็นวันแม่แห่งชาติแล้วนะค่ะ นับเป็นโอกาสที่ดีที่ลูกๆ จะได้แสดงความรักและความกตัญญู ที่ผ่านมาใครเขินไม่กล้าแสดงออกว่ารักแม่ ก็ถือโอกาสนี้กอดแม่สักทีสองทีละกันเนอะ ครั้งต่อๆ ไปจะได้หายเขิน กอดแม่ได้ทุกวันเลย ^0^ แต่วันนี้ไม่ได้มาแค่ชวนกอดแม่อย่างเดียวนะคะ แต่จะมาชวนทดแทนบุญุคุณด้วยวิธีง่ายๆ ที่เชื่อว่าไม่ยากเกินความสามารถของลูกทุกคนบนโลกนี้อย่างแน่นอนค่ะ มี 2 ข้อไม่ง่ายไม่ยาก ไปดูกันเลย

1. แบ่งเงินเดือนให้แม่
ตอนเด็กๆ แม่หาเงินมาได้เท่าไรก็เอามาลงที่ลูกเกือบทั้งหมด ไหนจะค่ากิน ค่าใช้จ่าย ค่าเทอม ค่าหมอค่ายา ค่าอื่นๆ จิปาถะ เรียกได้ว่ากว่าจะได้ใช้เงินตามใจตัวเองก็ตอนลูกๆ โตพอจะหาเลี้ยงตัวเองกันได้แล้วนั่นแหละ ดังนั้นเมื่อลูกโตจนทำงานมีรายได้แล้ว ก็คงดีที่จะแบ่งเงินให้แม่บ้างอย่างที่แม่แบ่งให้เราตอนเด็กๆ ซึ่งการแบ่งเงินเดือนมาให้แม่ใช้จ่ายฟังดูแล้วไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็มีหลายคนที่ไม่สามารถแบ่งเงินเดือนมาให้แม่ได้ทุกเดือน เพราะไม่สามารถบริหารรายรับและรายจ่ายให้สมดุลกันได้ ซึ่งแก้ได้โดยการแบ่งเงินส่วนที่ตั้งใจจะให้แม่เอาไว้ตั้งแต่ต้นเดือน กันเงินส่วนนี้เอาไว้ก่อนใช้จ่าย จะช่วยให้เราสามารถแบ่งเงินให้แม่ได้เป็นประจำทุกเดือนค่ะ

ในการเก็บออมเงินส่วนนี้ แนะนำให้ถามแม่ก่อนว่าจะใช้เงินเป็นประจำทุกเดือนหรือไม่ หากเงินก้อนนี้จะเอาไว้ใช้จ่ายทุกเดือน แนะนำให้ออมในออมทรัพย์ และควรทำบัตร ATM ให้แม่ด้วย จะได้กดเงินมาใช้ได้สะดวกไม่ต้องให้แม่เดินทางไปธนาคารให้เหนื่อยค่ะ ตอนนี้ธนาคารต่างๆ ก็มีบัตร ATM ให้เลือกทั้งแบบธรรมดาและแบบเดบิตที่มาพร้อมกับความคุ้มครองต่างๆ ทั้งการเสียชีวิต ทุพพลภาพ และค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลที่เกิดจากอุบัติเหตุ ซึ่งหากใครต้องการเพิ่มความคุ้มครองให้แม่ ก็ลองพิจารณาบัตรประเภทนี้ดูนะคะ

อย่างไรก็ตาม หากแม่ยังไม่ใช้เงินที่เราให้ เราก็สามารถสะสมให้เป็นเงินก้อนแล้วพาท่านไปเปิดบัญชีเงินฝากผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นบัญชีเงินฝากประจำที่หากผู้ฝากเงินมีอายุ 55 ปีขึ้นไป ดอกเบี้ยที่ได้รับไม่ต้องเสียภาษี (ดอกเบี้ยในแต่ละปีไม่เกิน 30,000 บาท) โดยบัญชีประเภทนี้จะให้ความคุ้มครองอุบัติเหตุและกระดูกแตกหัก ซึ่งจะช่วยให้แม่ได้รับทั้งผลตอบแทนจากการฝากเงินและความคุ้มครองด้านค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุอีกด้วยค่ะ

2. ปรับปรุงบ้านให้แม่
เป็นที่รู้กันใช่ไหมค่ะว่าบันไดกับผู้สูงอายุเป็นสิ่งไม่ถูกกัน ดังนั้นการปรับปรุงบ้านเพื่อให้ท่านไม่ต้องขึ้นลงบันไดจึงมีความจำเป็น เช่น ใครมีบ้านสองชั้น ก็อาจต่อเติมชั้นล่างให้เป็นห้องนอนในแม่ (และพ่อ) หรือปรับบันไดจุดต่างๆ ให้มีราวจับและชันน้อยลง ซึ่งปัจจุบันค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงบ้านก็เป็นเงินไม่ใช่น้อย โดยอาจสูงถึงหลักแสนหรือล้านได้ ดังนั้น เราควรมีการวางแผนในการเก็บออมเงินดังกล่าว ซึ่งรูปแบบการออมควรเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ เพื่อให้มั่นใจว่า เงินต้นจะไม่สูญหาย โดยขอแนะนำให้ออมเงินในเงินฝากประจำแบบปลอดภาษี ซึ่งเราจะต้องออมเงินเป็นจำนวนเงินเท่ากันทุกเดือน เป็นเวลา 24-36 เดือน จุดเด่นของเงินฝากรูปแบบนี้ คือ ดอกเบี้ยที่ได้รับไม่ต้องเสียภาษี ทำให้มีโอกาสได้รับผลตอบแทนมากกว่าเงินฝากประจำรูปแบบปกติ

การเก็บออมเงินให้แม่ไม่ใช่เรื่องยาก หากเรามีการวางแผนทางการเงินที่ดี นอกจากนี้ จากการที่ผลิตภัณฑ์ทางการเงินมีความหลากหลายมากขึ้น ทำให้เรามีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีพร้อมกับผลประโยชน์ด้านอื่นๆ เพิ่มเติมเข้ามา การศึกษาหาข้อมูลด้านการเงินสม่ำเสมอจะช่วยให้เราได้รับประโยชน์จากผลิตภัณฑ์การเงินเหล่านี้ได้อย่างเต็มที่ค่ะ

----------------------------------------

v




 

Create Date : 11 สิงหาคม 2558    
Last Update : 11 สิงหาคม 2558 12:08:41 น.
Counter : 531 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  

K-Expert
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 14 คน [?]




ข้อมูลดี ฟรี มีประโยชน์ เพื่อชีวิตดีๆ ที่มีได้ทุกคน
Friends' blogs
[Add K-Expert's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.