Group Blog
 
All Blogs
 

LTF-RMF ซื้อเท่าไรถึงเรียกว่าคุ้ม


สวัสดีค่ะ

เผลอแป๊บเดียวก็เข้าช่วงปลายปีซะแล้ว และเมื่อเดินทางมาถึงช่วงนี้ คนที่ต้องเสียภาษีหลายคนก็มักจะมองหาวิธีการต่างๆ นานา เพื่อมาช่วยลดหย่อนภาษีกันใช่ไหมล่ะคะ วิธีหนึ่งที่หลายคนนิยมใช้กันคือ การลงทุนซื้อกองทุนรวม LTF และ RMF ค่ะ ซึ่งคำถามยอดฮิตที่เพื่อนๆ มักถามกันเข้ามาบ่อยๆ เมื่อตัดสินใจซื้อ LTF และ RMF ก็คือ ควรจะซื้อ LTF และ RMF เท่าไรดีถึงจะเรียกว่าคุ้มค่า วันนี้ K-Expert มีคำตอบมาฝาก ไปติดตามกันเลยค่ะ 

ก่อนอื่นเรามาทบทวนเงื่อนไขการลงทุนในกองทุนแต่ละประเภทกันก่อนดีกว่าค่ะ

กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) เป็นกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนในหุ้นเป็นหลัก โดยเราสามารถลงทุนได้สูงสุดไม่เกิน 15% ของรายได้ทั้งปีที่ต้องเสียภาษี และไม่เกิน 500,000 บาท ย้ำนะคะว่า รายได้ที่จะเอามาคำนวณซื้อ LTF ได้นั้น ต้องเป็นรายได้ทั้งปีที่ต้องเสียภาษีเท่านั้นค่ะ

ส่วนกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) เป็นกองทุนที่เหมาะกับการเก็บออมเงินไว้ใช้ในยามเกษียณ มีนโยบายลงทุนที่หลากหลายตั้งแต่ ตราสารหนี้ หุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ หรือทองคำ โดยเราสามารถลงทุนได้ไม่เกิน 15% ของรายได้ทั้งปีที่ต้องเสียภาษี และเมื่อรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และประกันบำนาญแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาทค่ะ ขอย้ำอีกครั้งค่ะว่า รายได้ที่จะเอามาคำนวณซื้อ RMF ได้นั้น ต้องเป็นรายได้ทั้งปีที่ต้องเสียภาษีเท่านั้นนะคะ 

สำหรับคำถามฮอตฮิตที่ว่า ซื้อกองทุนลดหย่อนภาษีเท่าไรถึงจะคุ้มนั้น ขอแบ่งออกเป็น 2 กรณีด้วยกันค่ะ

กรณีแรก ถ้าเรามีรายได้ไม่สูงมากนัก แต่อยากจะลงทุนเพื่อใช้สิทธิลดหย่อนภาษีและได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนอย่างเต็มที่ การลงทุนซื้อ LTF และ RMF เต็มสิทธิคงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนักนะคะ เพราะมีโอกาสที่เมื่อลงทุนไปแล้วจะไม่สามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้ทั้งหมด ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดๆ เลยละกัน ถ้าเรามีเงินเดือน 25,000 บาท รายได้ทั้งปีก็จะเท่ากับ 300,000 บาท พอหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนส่วนตัว 90,000 บาท รวมถึงหักประกันสังคม 9,000 บาท ออกไปแล้ว ทำให้รายได้ที่เอามาคำนวณภาษีอยู่ที่ 201,000 บาท โดยที่รายได้ในส่วน 150,000 บาทแรกนั้นจะได้รับการยกเว้นภาษี ดังนั้น จะเหลือยอดเงินที่เอามาคำนวณภาษีอยู่ที่ 51,000 บาทเท่านั้นค่ะ ในกรณีนี้ ยอดเงินที่เราสามารถลงทุนซื้อ LTF และ RMF สูงสุดของกองทุนแต่ละประเภทจะอยู่ที่ 45,000 บาทค่ะ (15% x 300,000) แต่ถ้าเราไปลงทุนในกองทุนทั้ง 2 ประเภทนี้แบบเต็มสิทธิ รวมเป็นเงิน 90,000 บาท ก็ไม่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ทั้งหมด เพราะใช้สิทธิได้แค่ 51,000 บาท ฉะนั้น ก่อนตัดสินใจลงทุนควรตรวจสอบให้ดีก่อนค่ะว่า รายได้ที่จะถูกนำมาคำนวณภาษีนั้นเป็นเงินเท่าไร จะได้ซื้อกองทุน LTF และ RMF เพื่อลดหย่อนภาษีได้อย่างเหมาะสมนั่นเองค่ะ


กรณีที่ 2 ถ้าเรามีรายได้สูง และต้องเสียภาษีในฐานที่สูง แต่ไม่ได้ต้องการลงทุนซื้อ LTF และ RMF แบบเต็มสิทธิ การลงทุนซื้อ LTF และ RMF เพียงแค่บางส่วนเพื่อให้รายได้ที่ต้องเสียภาษีในฐานที่สูงของเรานั้นลดลงไป ถือเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจไม่น้อยเลยล่ะค่ะ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเรามีเงินเดือน 100,000 บาท หรือมีรายได้ทั้งปีเท่ากับ 1,200,000 บาท เมื่อหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนส่วนตัว 90,000 บาท รวมถึงหักประกันสังคม 9,000 บาท ออกไปแล้ว ทำให้รายได้ที่เอามาคำนวณภาษีอยู่ที่ 1,101,000 บาท โดยที่ฐานภาษีสูงสุดอยู่ที่ 25% ถ้าเรามีเงินลงทุนซื้อ LTF และ RMF ที่จำกัดก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร เพราะสามารถลงทุนด้วยเงินเพียงจำนวนหนึ่งเพื่อให้รายได้ที่ตกในฐานภาษี 25% นั้นหมดไป กรณีนี้ รายได้ในฐานภาษี 25% เท่ากับ 101,000 บาท ดังนั้น เราสามารถลงทุนซื้อ LTF และ RMF ด้วยยอดเงินรวม 101,000 บาท ก็จะช่วยประหยัดภาษีไปได้ถึง 25,250 บาทเลยค่ะ


ใครที่อยากลดหย่อนภาษีด้วยการลงทุนซื้อ LTF และ RMF นั้น แนะนำให้ลองคำนวณภาษีด้วยตัวเองก่อนค่ะ เพราะเป็นวิธีที่จะช่วยให้เรารู้ว่า ควรจะลงทุนในกองทุน LTF และ RMF เป็นเงินเท่าไรถึงจะคุ้มค่ามากที่สุด โดยเราสามารถคำนวณภาษีด้วยตัวเองได้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยากจากโปรแกรม K-Expert Tax Buddy ซึ่งสามารถ Download ได้ที่ http://k-expert.askkbank.com/DIYTools/Pages/K-ExpertTaxBuddy.aspx ค่ะ

------------------------------------------------------

Recommended! ตัวช่วยที่เกี่ยวข้องกับบล็อกวันนี้
>>> K-Expert Tool: โปรแกรมคำนวณภาษีอย่างง่าย <<< โหลดฟรี





 

Create Date : 17 พฤศจิกายน 2558    
Last Update : 17 พฤศจิกายน 2558 13:22:16 น.
Counter : 375 Pageviews.  

ทันเทรนด์ภาษี Update สิทธิลดหย่อนปี 58


สวัสดีค่ะ

เข้าสู่ช่วงปลายปีแบบนี้ ก็เลยมักจะเจอเพื่อนๆ ที่กำลังหาตัวช่วยเพื่อลดหย่อนภาษี แต่ปีนี้กฎเกณฑ์เรื่องของภาษีก็มีสิ่งที่แตกต่างจากปีก่อนๆ หลายเรื่อง K-Expert เลยอยากให้เพื่อนๆ เข้าใจข้อแตกต่างเหล่านี้เสียก่อน จะได้ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีกันได้อย่างคุ้มค่าที่สุดล่ะค่ะ

ในปี 2558 นี้ ข้อกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงไปของการลดหย่อนภาษีคือ เงินได้ที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเพื่อซื้อ LTF, RMF และประกันบำนาญ จากเดิมที่ใช้คำว่า “เงินได้พึงประเมิน” ตั้งแต่ปีนี้เปลี่ยนไปเป็น “เงินได้พึงประเมินที่ได้รับซึ่งต้องเสียภาษีเงินได้ในปีนั้น” ทำให้รายได้ที่ไม่เสียภาษีเช่น กำไรจากการขาย LTF แบบถูกเงื่อนไข จะไม่สามารถนำมาเป็นฐานเงินได้เพื่อซื้อ LTF, RMF หรือประกันบำนาญ ได้เหมือนในอดีตแล้วนะคะ โดยเราสามารถนำเฉพาะเงินได้ที่เสียภาษีอย่างเงินเดือน ค่าคอมมิชชัน เงินโบนัส ฯลฯ มาเป็นฐานเงินได้เพื่อซื้อตัวช่วยลดหย่อนภาษีเหล่านี้กันค่ะ

อีกหนึ่งเกณฑ์ที่เพิ่งมีผลบังคับใช้สดๆ ร้อนๆ เลยคือ บ้านหลังแรก โดยคนที่ซื้อบ้านหรือคอนโดราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท สามารถนำ 20% ของราคาบ้าน มาหักลดหย่อนภาษีได้ 5 ปี อย่างถ้าซื้อบ้านราคา 3 ล้านบาท เราสามารถนำ 20% ของราคาบ้าน หรือ 6 แสนบาท มากระจายลดหย่อนภาษี 5 ปี หรือปีละ 1.2 แสนบาทได้ค่ะ เงื่อนไขสำคัญของคนที่ต้องการจะใช้สิทธิลดหย่อนนี้ได้เลยคือ ต้องไม่เคยเป็นเจ้าของบ้านมาก่อน และมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บ้านหรือคอนโดที่ซื้อไม่น้อยกว่า 5 ปี ซึ่งเกณฑ์ลดหย่อนนี้มีผลไปจนถึง 31 ธันวาคม 2559 นะคะ

นอกจากเกณฑ์ที่เพิ่งเปลี่ยนแปลงในปีนี้ ยังมีเกณฑ์ที่ปรับเปลี่ยนมาตั้งแต่ปี 2557 และจะสิ้นสุดในปี 2558 อีกด้วยล่ะค่ะ อย่าง ค่าลดหย่อนจากการท่องเที่ยว ซึ่งเชื่อว่านักเที่ยวทั้งหลายคงจะไม่พลาดใช้สิทธิกันมาตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยกำหนดว่า สามารถนำค่าโรงแรมและค่าทัวร์ในไทยมาลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท ใครที่ไปเที่ยวในปีนี้ ก็อย่าลืมขอบิลในชื่อของตัวเอง และเก็บไว้เป็นหลักฐานเพื่อลดหย่อนภาษีกันด้วยนะคะ

ส่วนใครที่ชอบทำบุญ เงินบริจาคให้กับการศึกษาและการกีฬา เช่น บริจาคเงินให้โรงเรียนของรัฐ หรือบริจาคเงินให้สมาคมกีฬา สามารถนำยอดเงินบริจาคไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าของเงินที่จ่ายจริง โดยต้องไม่เกิน 10% ของเงินได้ที่หักค่าลดหย่อนอื่นๆ มาแล้ว ยกตัวอย่างเช่น ถ้ารายได้หลังหักค่าลดหย่อนต่างๆ ที่ยังไม่รวมเงินบริจาคเท่ากับ 5 แสนบาท ก็สามารถหักลดหย่อนเงินบริจาคได้ไม่เกิน 50,000 บาท และถ้าเป็นเงินบริจาคการศึกษาและกีฬาด้วยแล้ว บริจาคเพียง 25,000 บาท ก็จะลดหย่อนได้เต็มสิทธิแล้วล่ะค่ะ ซึ่งสิทธิลดหย่อนเงินบริจาค 2 เท่านี้ ก็จะสิ้นสุดในปี 2558 เหมือนกับค่าลดหย่อนท่องเที่ยวเช่นกันค่ะ

หวังว่า กฎเกณฑ์การลดหย่อนภาษีที่นำมาอัพเดตให้ทราบกัน จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ในการวางแผนลดหย่อนภาษีช่วงโค้งสุดท้ายของปีกันนะคะ 

------------------------------------------------------

Recommended! ตัวช่วยที่เกี่ยวข้องกับบล็อกวันนี้
>>> K-Expert Tool: โปรแกรมคำนวณภาษีอย่างง่าย <<< โหลดฟรี




 

Create Date : 12 พฤศจิกายน 2558    
Last Update : 12 พฤศจิกายน 2558 14:17:49 น.
Counter : 385 Pageviews.  

ไขข้อข้องใจ ต่ออายุ LTF เป็นอย่างไรกันแน่



สวัสดีค่ะ

ประเด็นฮอตฮิตที่เพื่อนๆ หลายคนสนใจและเกิดข้อสงสัยกันในช่วงนี้คือ การขยายเวลาและเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ในการลงทุนกองทุน LTF ซึ่งคณะรัฐมนตรีเพิ่งเห็นชอบไปในวันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน 2558 ที่ผ่านมา โดยการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีรายละเอียดอย่างไรบ้างนั้น K-Expert มีข้อมูลมาฝากกันค่ะ

เกณฑ์ในการลงทุนกองทุน LTF ที่เปลี่ยนแปลงไป สามารถสรุปได้เป็น 2 ประเด็นดังนี้ค่ะ

1. การขยายเวลาที่สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีด้วยกองทุน LTF จากเดิมสิ้นสุดปี 2559 จะสามารถใช้สิทธิได้จนถึงปี 2562 ค่ะ

2. กองทุน LTF ที่ลงทุนในปี 2559 ถึง 2562 จะต้องถือครอง 7 ปีปฏิทิน

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ลองมาดูตารางแสดงปีที่สามารถขาย LTF ตามเกณฑ์ใหม่ดังนี้ค่ะ

ปีที่ลงทุนกองทุน LTF

ปีที่ครบกำหนด เริ่มขายกองทุน LTF ได้

2558

2562

2559

2565

2560

2566

2561

2567

2562

2568

ดังนั้น สำหรับใครที่ลงทุนกองทุน LTF ในปีนี้ ก็ยังใช้เกณฑ์การลงทุนตามเดิม ส่วนคนที่วางแผนจะลงทุน LTF ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไปก็ต้องระวังว่า ระยะเวลาที่ถือครองจะนานขึ้นกว่าเดิม เงินที่นำมาลงทุนควรเป็นเงินเย็น อย่างเงินที่จะนำไปลงทุนในปี 2559 ก็ต้องมั่นใจว่า ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ในช่วงก่อนปี 2565 มิฉะนั้นอาจต้องขายกองทุนก่อนครบกำหนด ทำให้ต้องคืนภาษีที่ได้รับลดหย่อน แถมยังมีค่าปรับหรือเงินเพิ่มที่ต้องจ่ายให้กับสรรพากรอีกด้วยล่ะค่ะ

------------------------------------------------------

Recommended! ตัวช่วยที่เกี่ยวข้องกับบล็อกวันนี้
>>> K-Expert Tool: โปรแกรมคำนวณภาษีอย่างง่าย <<< โหลดฟรี




 

Create Date : 10 พฤศจิกายน 2558    
Last Update : 10 พฤศจิกายน 2558 16:35:57 น.
Counter : 548 Pageviews.  

ซื้อบ้านทั้งที ได้ลดทั้งภาษีและค่าธรรมเนียม


สวัสดีค่ะ

เห็นมีเพื่อนๆ หลายคนที่สนใจจะซื้อบ้านสอบถามกันเข้ามามากมายเพราะได้ยินข่าวมาว่า ที่ประชุม ครม. มีมาตรการเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ออกมาใหม่ โดยจะลดค่าธรรมเนียมการโอนและการจำนองให้ แถมยังนำเงินที่จ่ายไปเพื่อซื้อบ้านมาลดหย่อนภาษีได้มากขึ้นอีกด้วย เห็นข่าวแบบนี้แล้วหลายคนคงอยากซื้อบ้านขึ้นมาทันที แต่อาจยังไม่แน่ใจรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าเป็นยังไง และมีเงื่อนไขอย่างไรบ้าง K-Expert เลยได้ไปรวบรวมข้อมูลทั้งหมดมาอธิบาย ดังนี้ค่ะ

เมื่อวันอังคารที่ 13 ตุลาคม ที่ผ่านมา ที่ประชุม ครม. เห็นชอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคอสังหาริมทรัพย์ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อช่วยลดภาระให้กับผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ดังนี้ 

1. ให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

สำหรับคนที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคารพร้อมที่ดินหรือห้องชุดในอาคารชุดซึ่งมีราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยของตัวเองสามารถนำเงินที่จ่ายไป 20% ของราคาบ้านมาลดหย่อนภาษีได้เป็นเวลา 5 ปี ซึ่งสิทธิในการลดหย่อนภาษีนี้เริ่มมีผลบังคับใช้แล้ว โดยมีเงื่อนไขดังนี้ค่ะ  

1. ให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต่อเนื่องกันเป็นเวลา 5 ปีภาษี นับตั้งแต่ปีที่โอนกรรมสิทธิ์ โดยให้แบ่งใช้สิทธิเป็นจำนวนเท่าๆ กันในแต่ละปีภาษีค่ะ เช่น ซื้อบ้านราคา 3 ล้านบาท ก็สามารถเอาเงินที่เราจ่ายไปเพื่อซื้อบ้านจำนวน 20% ของราคาบ้านซึ่งเท่ากับ 600,000 บาท มาลดหย่อนภาษีได้ปีละ 120,000 บาท เป็นเวลา 5 ปี ส่วนจะประหยัดภาษีได้มากหรือน้อยนั้นก็ขึ้นอยู่กับฐานภาษีสูงสุดของเราค่ะ เช่น ถ้าฐานภาษีสูงสุดของเราอยู่ที่ 20% ลดหย่อนได้ปีละ 120,000 บาท จะประหยัดภาษีได้เท่ากับ 24,000 บาท โดยจะแยกต่างหากจากสิทธิในการลดหย่อนภาษีจากดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้านค่ะ

2. ไม่เคยมีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์มาก่อน หรือเรียกง่ายๆ ว่า ไม่เคยเป็นเจ้าของบ้านมาก่อนนั่นเอง

3. จ่ายค่าซื้ออสังหาริมทรัพย์และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2559

4. ต้องมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อนั้นเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปี นับตั้งแต่วันที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์

5. ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด ซึ่งทางกระทรวงการคลังจะออกกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มีผลบังคับใช้โดยเร็วต่อไปค่ะ

2. ลดค่าธรรมเนียม 2 ประเภทด้วยกันคือ

- ค่าธรรมเนียมการโอน

 จากเดิมที่คิดค่าธรรมเนียมการโอน 2% ของราคาประเมิน ลดลงมาเหลือ 0.01% ของราคาประเมิน ค่ะ

- ค่าธรรมเนียมการจำนอง

 จากเดิมที่คิดค่าธรรมเนียมการจำนอง โดยจ่ายให้กับกรมที่ดิน 1% ของมูลค่าที่จำนอง ลดลงมาเหลือ 0.01% ของมูลค่าที่จำนอง ค่ะ

โดยการลดค่าธรรมเนียมการโอนและการจำนองนี้จะมีผลบังคับใช้เป็นเวลา 6 เดือนเท่านั้น นับตั้งแต่วันที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยลงนามในร่างประกาศซึ่งตอนนี้ยังไม่ได้มีการลงนามแต่อย่างใด ดังนั้น อดใจรอกันอีกนิดนึงนะคะ

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคอสังหาริมทรัพย์ที่บอกไปสามารถใช้ได้ทั้งบ้านใหม่และบ้านมือสองเลยนะคะ เชื่อว่ามาตรการนี้จะช่วยลดภาระให้กับคนที่คิดจะซื้อบ้านได้มากเลยทีเดียว แต่ก่อนตัดสินใจจะซื้อบ้านสักหลัง อย่าลืมตรวจสอบเรื่องความจำเป็นในการซื้อบ้านและความพร้อมทางด้านการเงินด้วยนะคะ ทั้งนี้ ก็เพื่อป้องกันไม่ให้บ้านในฝันต้องกลายมาเป็นภาระหนี้สินให้กับเจ้าของบ้านอย่างเราๆ นั่นเองค่ะ และหากมีข่าวคราวความคืบหน้าในเรื่องนี้อย่างไร K-Expert จะรีบมาบอกให้ทราบโดยทั่วกันค่ะ

------------------------------------------------------

Recommended! ตัวช่วยที่เกี่ยวข้องกับบล็อกวันนี้
>>> K-Expert Cal Tool: เครื่องมือคำนวณสินเชื่อบ้าน <<< หลดฟรี




 

Create Date : 20 ตุลาคม 2558    
Last Update : 20 ตุลาคม 2558 11:56:46 น.
Counter : 2229 Pageviews.  

Early Retire หรือรอ 60...แบบไหนเสียภาษีน้อยกว่ากัน



สวัสดีค่ะ

กระแสเรื่อง Early Retire ช่วงนี้กำลังมาแรงทีเดียวค่ะ เพราะเมื่อ Early Retire ไปแล้ว เราจะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีอิสระ ทำสิ่งต่างๆ ที่อยากทำได้ สำหรับพนักงานบริษัท เมื่อตัดสินใจ Early Retire ก็จะได้รับเงินก้อนมาจากบริษัทและเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งเงินก้อนนี้อาจสูงถึงหลักล้านเลยทีเดียวนะคะ แต่ก่อนที่จะคิดวางแผนว่า จะนำเงินก้อนนี้ไปทำอะไรดี อย่าลืมว่า เงินก้อนนี้ถือเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษีด้วย ส่วนจะต้องเสียภาษีมากน้อยแค่ไหน และต่างจากเคสเกษียณแบบปกติหรือไม่ K-Expert มีคำตอบมาฝากค่ะ

เพื่อให้เห็นภาพกันแบบง่ายๆ นะคะ จะขอยกตัวอย่างหากเป็นพนักงานบริษัทอายุ 45 ปี เงินเดือน 50,000 บาท อายุงาน 20 ปี ตัดสินใจ Early Retire ทำให้ได้รับเงินที่จ่ายให้ครั้งเดียวจากบริษัท 1,200,000 บาท และเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 600,000 บาท ในการคำนวณภาระภาษีซึ่งต้องใช้ใบแนบในการคำนวณ ก่อนอื่นเราต้องจำแนกออกมาก่อนว่า เงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแต่ละส่วนเป็นเงินเท่าไร เพราะเงินก้อนนี้สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ส่วน คือ 1) เงินสะสมของเรา 2) ผลประโยชน์ของเงินสะสม 3) เงินสมทบของนายจ้าง และ 4) ผลประโยชน์ของเงินสมทบของนายจ้าง โดยเงินส่วนที่ 2, 3 และ 4 เราต้องเสียภาษีหาก Early Retire ก่อนอายุ 55 ปี สำหรับตัวอย่างนี้ หากเงินส่วนที่ 2, 3 และ 4 คิดเป็นเงิน 500,000 บาท ดังนั้น ยอดรายได้ที่จะนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีในใบแนบเท่ากับ 1,200,000 + 500,000 = 1,700,000 บาท และเมื่อคำนวณภาษีตามฐานภาษีในใบแนบแล้ว จะคิดเป็นเงิน 98,500 บาทค่ะ

แล้วถ้าลองเปรียบเทียบกับพนักงานที่เกษียณอายุแบบปกติตอนอายุ 60 ปี เงินเดือน 50,000 บาท และมีอายุงาน 20 ปีเท่ากัน เมื่อเกษียณอายุได้รับเงินชดเชยจากบริษัท 500,000 บาท เงินที่จ่ายให้ครั้งเดียวเมื่อออกจากงาน 700,000 บาท และเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 600,000 บาท ดูเผินๆ จากทั้งสองเคส จะเห็นว่าได้เงินก้อนจากบริษัทออกมาเท่ากันคือ 1,800,000 บาท แต่ภาษีที่จะต้องเสียเมื่อเกษียณอายุแบบปกตินั้นจะน้อยกว่าเมื่อ Early Retire ค่ะ เพราะเมื่อเกษียณแบบปกติ เงินที่ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไม่ต้องนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษี จากเงื่อนไขว่า ถ้าเรานำเงินออกจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเมื่ออายุ 55 ปีขึ้นไป จะไม่ต้องนำเงินก้อนที่ได้รับมาเสียภาษีค่ะ ดังนั้นเงินส่วนที่จะนำมาเสียภาษีเมื่อเราเกษียณอายุคือ เงินชดเชยและเงินที่จ่ายให้ครั้งเดียวเมื่อออกจากงาน โดยสามารถนำมาคำนวณในใบแนบได้ จากตัวอย่างนี้จะเสียภาษี 39,500 บาทค่ะ

จากตัวอย่างที่แสดงให้ดูข้างต้นจะเห็นว่า แม้ว่าเราจะได้เงินก้อนใหญ่เมื่อ Early Retire แต่ก็จะเสียภาษีเป็นเงินค่อนข้างสูง จึงอยากให้เพื่อนๆ ที่คิดจะ Early Retire ลองคำนวณดูก่อนว่า ภาษีที่เราจะต้องเจอะเจอเมื่อ Early Retire เป็นเงินมากน้อยแค่ไหน ยิ่งเงินที่ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพยิ่งมาก ก็จะยิ่งเสียภาษีมากขึ้น จะได้พอคำนวณได้ว่า เงินที่ได้รับเมื่อตัดสินใจลาออกเป็นเงินเท่าไร คุ้มค่ากับการตัดสินใจ Early Retire หรือไม่ค่ะ

------------------------------------------------------

Recommended! ตัวช่วยที่เกี่ยวข้องกับบล็อกวันนี้
>>> K-Expert Cal Tool: คำนวณเงินออมวันเกษียณ <<< โหลดฟรี





 

Create Date : 16 ตุลาคม 2558    
Last Update : 16 ตุลาคม 2558 11:37:54 น.
Counter : 490 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  

K-Expert
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 12 คน [?]




ข้อมูลดี ฟรี มีประโยชน์ เพื่อชีวิตดีๆ ที่มีได้ทุกคน
Friends' blogs
[Add K-Expert's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.