Group Blog
 
All Blogs
 

อยากซื้อกองทุน ต้องเริ่มอย่างไร

สวัสดีค่ะ

ดอกเบี้ยเงินฝากที่ต่ำเตี้ยติดดินในตอนนี้ ทำให้หลายคนมองหาตัวช่วยที่จะทำให้เงินที่มีอยู่งอกเงยได้เร็วขึ้น กองทุนรวมก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มผลตอบแทนให้กับเงินลงทุนของเราได้ แล้วจะเริ่มต้นลงทุนกองทุนรวมอย่างไรดี วันนี้ K-Expert มีคำแนะนำมาฝากกันค่ะ

ก่อนอื่น เรามาทำความรู้จักกันก่อนว่า กองทุนรวมคืออะไร กองทุนรวมเป็นการนำเงินของนักลงทุนหลายๆ คนมารวมกัน แล้วนำไปลงทุนในสินทรัพย์ลงทุนต่างๆ เช่น หุ้น พันธบัตร หุ้นกู้ ทองคำ ตามนโยบายที่กองทุนระบุไว้ โดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการรวบรวมเงินลงทุนของเราค่ะ ซึ่งคนที่มาช่วยบริหารเงินของเรานั้นคือ ผู้จัดการกองทุนที่มีความรู้และประสบการณ์ จึงอุ่นใจได้ว่า มีมืออาชีพเป็นผู้ดูแลเงินให้กับเราค่ะ แม้ว่ากองทุนรวมมีผู้จัดการกองทุนช่วยบริหารเงินให้กับเรา ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีความเสี่ยง และได้ผลตอบแทนสูงๆ ตลอดนะคะ เพราะผลตอบแทนที่เราจะได้จากการลงทุนกองทุนรวมขึ้นอยู่กับว่า เราเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนเป็นอย่างไร ถ้าเป็นกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้น หากตลาดหุ้นปรับตัวขึ้น ก็มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่ดี แต่ถ้าตลาดหุ้นปรับตัวลง กองทุนรวมที่เราถืออยู่ ก็มีโอกาสที่ราคาจะปรับลดลงได้ค่ะ

แล้วกองทุนแบบไหนที่เหมาะกับตัวเราล่ะ การทำแบบประเมินความเสี่ยงจะช่วยให้เราทราบว่า ตัวเรารับความเสี่ยงจากการลงทุนได้มากน้อยแค่ไหน และกองทุนรวมประเภทไหนที่เหมาะกับตัวเรา เช่น ถ้ารับความเสี่ยงได้ต่ำ ก็เหมาะกับกองทุนรวมตราสารหนี้ที่เน้นลงทุนในเงินฝาก พันธบัตร และหุ้นกู้ แต่ถ้ารับความเสี่ยงได้สูง ก็เหมาะที่จะลงทุนในกองทุนรวมหุ้นค่ะ ซึ่งแบบประเมินความเสี่ยงนี้ก็หาทำได้ไม่ยากเลย จะไปทำที่ธนาคารต่างๆ หรือบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ก็ได้ค่ะ

ส่วนการซื้อกองทุนก็ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอย่างที่หลายคนคิด เมื่อเราเลือกกองทุนรวมที่อยากจะลงทุนได้แล้ว ก่อนอื่นก็ต้องไปเปิดบัญชีกองทุนรวมเสียก่อน โดยนำเงินสด บัตรประชาชน และสมุดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ไปที่ธนาคารหรือบลจ.ที่เราตั้งใจจะไปซื้อกองทุนรวม ซึ่งตอนที่เราเปิดบัญชีจะมีให้เลือกว่า เงินปันผลที่เราได้รับจากกองทุนรวมจะให้เลือกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ไปเลยหรือไม่ แนะนำว่า ให้เลือกหักภาษี ณ ที่จ่ายไปเลยดีกว่าค่ะ เพราะถ้าไม่ได้ให้หักภาษี ณ ที่จ่าย เราก็จะต้องนำเงินปันผลที่ได้รับจากกองทุนมารวมคำนวณเป็นเงินได้มาตรา 40(8) ในแบบภ.ง.ด. 90 เพื่อคิดเป็นรายได้ในการยื่นภาษีด้วยล่ะค่ะ

เมื่อทำรายการซื้อกองทุนเรียบร้อยแล้ว เราก็จะได้รับสมุดกองทุนหรือสำเนาคำสั่งซื้อจากธนาคารหรือบลจ. โดยบางบลจ.ไม่ได้มีสมุดกองทุนให้ แต่จะจัดส่งใบยืนยันคำสั่งซื้อกองทุนรวมให้เราทางไปรษณีย์ในภายหลัง ส่วนคนที่ได้รับสมุดกองทุน ในวันที่ซื้อกองทุนรวม สมุดจะแสดงจำนวนเงินที่ซื้อกองทุน ส่วนราคา NAV หรือราคาของกองทุนรวมที่เราซื้อ จะแสดงให้เห็นในวันทำการถัดมา โดยสามารถนำสมุดไปอัพเดตที่ธนาคาร เพื่อทราบราคา NAV ที่เราซื้อได้ค่ะ

การลงทุนในตราสารหนี้ที่แนะนำข้างต้น แม้ว่าจะเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่ก็ยังถือว่าเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยง ดังนั้น ก่อนลงทุนเราควรศึกษาก่อนว่า ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เราจะลงทุนมีลักษณะเป็นอย่างไร มีความเสี่ยงที่เราจะไม่ได้รับเงินต้นคืนมากน้อยแค่ไหน เพื่อที่ว่าเมื่อเราลงทุนไปแล้ว จะสบายใจได้ว่า การลงทุนครั้งนี้ เราจะได้รับผลตอบแทนเป็นไปตามที่คาดหวังไว้ และเงินต้นอยู่ครบค่ะ

------------------------------------------------------

Recommended! ตัวช่วยที่เกี่ยวข้องกับบล็อกวันนี้
>>> K-Expert Tool: ผู้ช่วยจัดการสินทรัพย์ออนไลน์ <<< โหลดฟรี




 

Create Date : 19 มกราคม 2559    
Last Update : 19 มกราคม 2559 11:21:33 น.
Counter : 290 Pageviews.  

ใช้เงินโบนัสอย่างไรให้มีแต่ได้กับได้

สวัสดีค่ะ

ก้าวเข้าสู่เดือนมกราคมแบบนี้ เพื่อนๆ หลายคนยังคงแฮปปี้กับเงินโบนัสก้อนใหญ่ที่ได้มาตั้งแต่ช่วงปลายปีกันใช่มั้ยคะ เชื่อว่าหลายคนใช้เงินโบนัสส่วนหนึ่งไปชอปปิ้ง กิน เที่ยว กันแล้ว สำหรับใครที่ยังไม่ใช้เงินโบนัส หรือยังไม่รู้ว่าจะเอาเงินโบนัสที่เหลือไปใช้ทำอะไรดี วันนี้ K-Expert มีคำแนะนำที่จะช่วยให้เพื่อนๆ สามารถใช้เงินโบนัสแบบมีแต่ได้กับได้มาฝากกันค่ะ

1. ชำระหนี้บัตรและหนี้บ้านมากขึ้น ก่อนที่จะเอาเงินไปชอปหรือเที่ยวกัน อยากให้เพื่อนๆ แบ่งเงินไปชำระหนี้กันก่อนนะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนี้บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด เพราะทั้งสองบัตรนี้คิดดอกเบี้ยสูงถึง 20-28% ต่อปี การนำเงินโบนัสไปปิดหนี้ทั้งสองบัตรทันที จะช่วยให้เราประหยัดดอกเบี้ยจ่ายไปได้เยอะเลยล่ะค่ะ ส่วนหนี้บ้าน แม้ว่าเงินโบนัสที่เราได้มา จะยังไม่สามารถปิดหนี้บ้านได้ทั้งหมดก็จริง แต่ยิ่งเราจ่ายหนี้บ้านหรือโปะหนี้ยิ่งเยอะ ก็จะไปลดทอนเงินต้นให้ลดลงเร็วขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เราจ่ายดอกเบี้ยเป็นเงินที่น้อยลง เมื่อเทียบกับการที่เราไม่ได้โปะหนี้ค่ะ

2. สำรองเงินไว้เป็นสภาพคล่องเผื่อฉุกเฉิน เหตุการณ์ไม่คาดฝันอย่างอุบัติเหตุ รถชน หกล้ม หรือตกงาน คงไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับตัวเราใช่มั้ยคะ เพราะเมื่อมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น สิ่งที่ตามมาคือ ค่าใช้จ่ายก้อนโตที่อาจสูงถึงหลักหมื่นหรือหลักแสน แต่ถ้าเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นกับตัวเราจริงๆ วิธีที่จะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาได้คือ การมีเงินสำรองฉุกเฉินเผื่อไว้ โดยควรกันไว้เป็นเงินเท่ากับ 6 เท่าของค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน และออมไว้ในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์หรือกองทุนตลาดเงินที่มีสภาพคล่องสูง ดังนั้น เมื่อได้เงินโบนัสมาแล้ว ลองสำรวจดูก่อนว่า เรามีเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินไว้เพียงพอแล้วหรือยัง หากยังไม่พอ ก็ควรแบ่งเอาไปสำรองไว้ให้ครบกันก่อนล่ะค่ะ

3. เริ่มออมและลงทุนเพื่อเป้าหมายต่างๆ เชื่อว่าเพื่อนๆ แต่ละคนคงจะมีเป้าหมายในการเก็บออมเงินที่ต่างกัน บางคนอาจจะอยากเก็บเงินเพื่อดาวน์รถซักคัน หรือคนที่มีครอบครัวแล้ว ก็คงอยากเก็บเงินไว้ให้ลูก เมื่อได้เงินโบนัสก้อนโตมาแบบนี้ ก็น่าจะเป็นโอกาสดีที่เราจะเริ่มออมและลงทุนเพื่อเป้าหมายต่างๆ ที่เราตั้งใจเอาไว้นะคะ อย่างถ้าเป็นเป้าหมายเก็บเงินช่วงสั้นๆ ไม่เกิน 3 ปี ก็ควรเก็บออมในผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีความเสี่ยงต่ำอย่างเงินฝากปลอดภาษี หรือจะนำไปลงทุนในกองทุนตลาดเงินก็น่าสนใจนะคะ ส่วนคนที่อยากเก็บเงินไว้ให้ลูกในอีก 5 -10 ปีข้างหน้า แนะนำให้ลงทุนในกองทุนผสมที่มีการลงทุนทั้งในหุ้นและตราสารหนี้ เพื่อโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงขึ้น ส่วนใครที่มีแผนจะเริ่มเก็บเงินไว้ใช้ตอนที่ไม่มีเรี่ยวแรงทำงานหรือช่วงเกษียณ ก็เริ่มได้ไม่ยากเลยค่ะ อย่างถ้ารับความเสี่ยงจากการลงทุนได้และมีช่วงเวลาเก็บเงินที่นานกว่า 10 ปี การลงทุนในกองทุนหุ้นก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจค่ะ

หวังว่า คำแนะนำที่นำมาฝาก จะช่วยให้เพื่อนๆ จัดการกับเงินโบนัสให้เกิดประโยชน์ได้มากขึ้นนะคะ แนะนำว่า ให้นำเงินโบนัสไปเคลียร์หนี้บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดให้หมดซะก่อน จากนั้นค่อยแบ่งเงินที่เหลือส่วนหนึ่งไปโปะหนี้บ้านหรือเก็บออม อีกส่วนก็แบ่งมาชอปปิ้ง กิน เที่ยว อย่างมีความสุข เพื่อเป็นการให้รางวัลกับตัวเราเองก็ได้ค่ะ

------------------------------------------------------

Recommended! ตัวช่วยที่เกี่ยวข้องกับบล็อกวันนี้
>>> K-Expert Tool: ผู้ช่วยจัดการสินทรัพย์ออนไลน์ <<< โหลดฟรี




 

Create Date : 14 มกราคม 2559    
Last Update : 14 มกราคม 2559 11:26:54 น.
Counter : 292 Pageviews.  

บันไดการเงิน 4 ขั้น สู่ฝันที่เป็นจริง

สวัสดีค่ะ

ใครๆ ก็อยากมีชีวิตที่สุขสบาย มีบ้าน มีรถ มีเงินไว้ใช้จ่ายอย่างไม่ขาดมือใช่ไหมล่ะคะ ซึ่งการจะทำให้ชีวิตสุขสบายได้นั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย เพราะต้องมีการวางแผนอนาคตเอาไว้ล่วงหน้า และมีเป้าหมายชัดเจนที่สามารถไปถึงได้ ซึ่งไม่ว่าเป้าหมายของเราคืออะไร จะเป็นเป้าหมายเล็กหรือใหญ่ก็ตาม เราก็สามารถทำให้สำเร็จได้ ถ้ามีการเตรียมพร้อมมาเป็นอย่างดีและมีแนวทางที่ดีที่จะพาเราไปสู่จุดหมาย K-Expert ขอแนะนำให้เพื่อนๆ ได้รู้จักกับ บันไดการเงิน 4 ขั้นที่จะทำให้ฝันของเพื่อนๆ เป็นจริงได้ รายละเอียดจะเป็นอย่างไร ไปติดตามกันเลยค่ะ

1. ชัดเจนกับเป้าหมาย

มาเริ่มต้นด้วยการจดบันทึกเป้าหมายต่างๆ ที่เราต้องการกันก่อนค่ะ ถ้าใครมีหลายเป้าหมายก็ให้ใส่ความสำคัญของแต่ละเป้าหมายเอาไว้ด้วยว่า เป็นเป้าหมายที่สำคัญมากน้อยแค่ไหน แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเป้าหมายไหนสำคัญมากหรือน้อย มีวิธีดูง่ายๆ เลยคือ เป้าหมายที่สำคัญมากก็จะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของเราเป็นอย่างมากหากทำไม่สำเร็จ เช่น วางแผนเก็บเงินมาจ่ายค่าเทอมลูกถือเป็นเป้าหมายที่มีความสำคัญมากในระยะสั้น เพราะถ้าเกิดไม่มีเงินมาจ่ายค่าเทอมลูกนี่ถือเป็นเรื่องใหญ่เลยทีเดียว ส่วนแผนเกษียณอายุก็มีความสำคัญมากเช่นกัน แต่สำคัญมากในระยะยาวค่ะ สำหรับเป้าหมายที่สำคัญน้อย หากเราไม่บรรลุเป้าหมายก็ไม่ได้ส่งผลอะไรในชีวิตของเรามากนัก เช่น อดไปเที่ยวต่างประเทศ หรือไม่ได้ซื้อมือถือใหม่ ก็ไม่ได้กระทบอะไรเรามากมาย ต่อมาให้บันทึกไปด้วยว่า แต่ละเป้าหมายนั้นเราต้องการทำให้สำเร็จภายในกี่ปี จะได้รู้ว่าเป็นเป้าหมายระยะสั้นหรือยาว เช่น ภายใน 3 ปี ถือเป็นเป้าหมายระยะสั้น ระหว่าง 3-5 ปี เป็นเป้าหมายระยะปานกลาง ถ้ามากกว่า 5 ปีขึ้นไป เป็นเป้าหมายระยะยาว จะได้วางแผนเก็บเงินในแต่ละปีได้ถูก และรู้ว่าปีนี้ ปีหน้า และปีต่อๆ ไป จะต้องเริ่มเก็บเงินอย่างไร ซึ่งระยะเวลาที่จะบรรลุเป้าหมายนั้นจะมีผลต่อการเลือกเก็บออมเงินต่อไปค่ะ

2. ตีเป้าหมายเป็นตัวเงิน

ขั้นต่อมาให้เราตีเป้าหมายออกมาเป็นตัวเงิน โดยกำหนดมูลค่าเป้าหมายนั้นๆ ให้มันใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด จะได้รู้ว่าในแต่ละเป้าหมายต้องใช้เงินเท่าไร ปีไหนจะใช้เงินมากน้อยแค่ไหน แล้วลองสำรวจเงินในกระเป๋าที่เรามีอยู่ ดูซิว่ามีเท่าไร โดยให้จับคู่เงินที่มีกับแต่ละเป้าหมายที่วางไว้ หากมีส่วนต่างที่ขาดหายไปนั่นก็คือจำนวนเงินที่เราต้องเก็บออมเพิ่มขึ้นนั่นเองค่ะ อย่างไรก็ตาม บางเป้าหมายอาจยังไม่ได้เริ่มต้นทำในวันนี้ แต่ก็ควรวางแผนจัดสรรให้ดี บางครั้งเราอาจเลือกทำเป้าหมายระยะสั้นให้เสร็จก่อนก็ได้จะได้มีกำลังใจ แล้วค่อยทำเป้าหมายระยะยาวต่อไปค่ะ

3. เก็บเงินและลงทุนอย่างถูกวิธี

ต่อไปเป็นการเลือกเก็บเงินและสินทรัพย์ลงทุนให้เหมาะสมกับระยะเวลาในการใช้เงินและความเสี่ยงที่เรารับได้ค่ะ โดยเป้าหมายที่มีความสำคัญมากและเป็นเป้าหมายระยะสั้นนั้นไม่แนะนำให้ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงนะคะ เช่น เก็บเงินดาวน์บ้านในอีก 2 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะสั้นที่มีความสำคัญมาก ก็ควรลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น กองทุนตราสารหนี้ แต่ถ้าจะเก็บเงินไปเที่ยวต่างประเทศในอีก 2 ปีข้างหน้า ซึ่งมีความสำคัญปานกลางถึงน้อยแล้วล่ะก็ อาจเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงได้บ้าง อย่างกองทุนรวมผสมที่มีการลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้ ซึ่งหากลงทุนไม่ได้ตามเป้าหมายก็ไม่ได้ส่งผลต่อการใช้ชีวิตของเราแต่อย่างใด

4. ติดตามผล เดินตามแผน

สุดท้ายให้ตรวจสอบวินัยทางการเงิน รวมถึงผลตอบแทนจากการออมและลงทุนเป็นประจำสม่ำเสมอ อย่างน้อยสักปีละ 2 ครั้ง หากไม่เป็นไปตามแผนที่ตั้งใจไว้ จะได้ติดตามหาสาเหตุว่าเกิดจากอะไร แล้วรีบจัดการแก้ไขหรือปรับเปลี่ยนวิธีการเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายที่ฝันไว้ให้ได้ ซึ่งจากตัวอย่างการเก็บเงินเพื่อดาวน์บ้านกับการไปเที่ยวต่างประเทศในอีก 2 ปีข้างหน้านั้น หากเริ่มต้นเก็บเงินและลงทุนในปี 57 และ 58 แล้วก็ยังเก็บเงินไม่ได้ตามเป้า อาจเลือกวิธีที่จะไปให้ถึงเป้าหมายด้วยการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ เพื่อให้เก็บเงินได้มากขึ้น แล้วเลือกทำแผนดาวน์บ้านที่มีความสำคัญมากกว่าก่อน โดยเลื่อนทริปไปเที่ยวต่างประเทศออกไปค่ะ

สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการวางแผนอนาคตคือ เริ่มต้นลงมือทำอย่างจริงจังตั้งแต่วันนี้ หากใครมีเป้าหมายหลายอย่างก็ควรแยกบัญชีของแต่ละเป้าหมายออกจากกันให้ชัดเจน เพื่อให้ง่ายต่อการติดตามผล ทั้งนี้ การวางแผนอนาคตไม่ได้อยู่ที่เรื่องเงินเพียงอย่างเดียว การมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และมีจิตใจที่เข้มแข็งนั้น สำคัญกว่าการมีเงินทองมากมายหลายเท่า ดังนั้น ควรดูแลตัวเองให้ดี หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันอย่างมีความสุขที่สุดค่ะ  

------------------------------------------------------

Recommended! ตัวช่วยที่เกี่ยวข้องกับบล็อกวันนี้
>>> K-Expert Tool: ผู้ช่วยจัดการสินทรัพย์ออนไลน์ <<< โหลดฟรี




 

Create Date : 12 มกราคม 2559    
Last Update : 12 มกราคม 2559 11:19:03 น.
Counter : 295 Pageviews.  

ปรับ 4 นิสัยให้รวยรับปีใหม่

สวัสดีปีใหม่ค่ะ

ถ้าพูดถึงกีฬาที่เล่นเป็นทีม คนนิยมเล่น นิยมดู หรือเรียกว่าใครๆ ก็รู้จัก คงหนีไม่พ้น กีฬาฟุตบอลค่ะ ซึ่งการที่ทีมฟุตบอลทีมหนึ่งจะสามารถเอาชนะคู่แข่งขันได้ต้องอาศัยการประสานงานที่ดีทั้งผู้เล่นที่เป็นตัวรุกและตัวรับ จะว่าไปแล้วการจัดการการเงินของตัวเราก็มีส่วนคล้ายกับการวางตัวผู้เล่นในทีมฟุตบอล ซึ่งไม่สามารถชนะได้เพียงเพราะผู้เล่นทุกคนเป็นดาวยิงทั้งหมด แม้ว่าเราจะทำแต้มได้เยอะแค่ไหน แต่ถ้าแนวรับของทีมอ่อนแอ สุดท้ายเราก็มีโอกาสแพ้ได้ ก็เหมือนกับบางคนที่ลงทุนเก่งมาก แต่พลาดเรื่องการใช้จ่าย ทำให้หาเงินได้มากแค่ไหน สุดท้ายก็ไม่เหลือเก็บออมได้เสียที ดังนั้น หัวใจสำคัญอยู่ที่การวางแผน ทั้งการสร้างรายได้และการจัดการค่าใช้จ่าย ซึ่งปีใหม่นี้ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีในการบริหารจัดการเงินทองของเรา ซึ่งมีเรื่องไหนบ้างนั้นที่ควรให้ความสำคัญ K-Expert มีแนวทางมาฝากเพื่อนำไปปรับใช้ให้เหมาะกับตัวเองค่ะ

แนวคิดที่ 1 ลงทุนให้เป็น ต้องรู้จัก “ปล่อยให้กำไรวิ่ง” และ “ตัดขาดทุน”

เชื่อว่าผู้ที่ลงทุนในหุ้นหลายๆ คนมีประสบการณ์ ซื้อหุ้นแล้ว กำไรน้อย แต่ขาดทุนเยอะ เป็นเพราะว่าพอหุ้นขึ้น เราก็มักขายเร็วเกินไป โดยลืมดูว่าราคาหุ้นตัวนั้นยังสามารถวิ่งขึ้นต่อไปได้อีก ทำให้มาบ่นว่า “ขายหมู” หรือพอหุ้นตก เราก็มักเข้าซื้อเร็วเกินไป แล้วก็มาเจ็บใจว่า ไม่น่ารีบซื้อเลย พอราคาถูกมากๆ จะเข้าซื้อก็ไม่มีเงินแล้ว หรือ “กระสุนหมด” นั่นเอง ซึ่งเทคนิคลงทุนที่ดี ก็คือ เวลาตลาดเป็นขาขึ้น แล้วหุ้นที่ถือยังมีอนาคต ดูแล้วราคายังขึ้นต่อได้ ก็ปล่อยให้กำไรวิ่งต่อไปก่อน (let profit run) แต่ถ้าตลาดเปลี่ยนเป็นขาลง แล้วหุ้นที่มีในมือ ราคามีโอกาสร่วงลงได้อีก ก็ควรรีบตัดขาดทุน (cut loss) ก่อนจะขาดทุนมากยิ่งขึ้น

ตัวอย่างนักลงทุนชื่อก้องโลกที่น่าสนใจคือ เซอร์ จอห์น เทมเพิลตัน (Sir John Templeton) ว่ากันว่าเขากล้าเข้าซื้อหุ้นในช่วงสมัยสงครามโลกซึ่งดัชนีหุ้นทรุดตัวลงอย่างหนัก แล้วใช้เวลาสี่ปีในการรอคอยเพื่อให้หุ้นกำไรเต็มที่ เบ็ดเสร็จได้เงินกลับมาสามเท่าตัว คิดเป็นผลตอบแทนต่อปีก็เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว โดยรวมแล้วถือว่า “นิ่ง” เพียงพอที่จะไม่ขายเร็วเกินไป เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของ let profit run ซึ่งคนที่ประสบความสำเร็จจากการลงทุนหลายๆ คนก็มีลักษณะเช่นนี้

แนวคิดที่ 2 ค้นหา “อาชีพเสริม” เพิ่มรายได้

สำหรับผู้ที่อยากมีรายได้เพิ่มมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องมาจากการนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงเสมอไป เช่น หุ้น อสังหาฯ แต่สามารถสร้างได้จากการทำอีกอาชีพหนึ่งควบคู่ไปกับงานประจำ หรือเรียกว่า “อาชีพเสริม” ซึ่งการทำอาชีพเสริมนี้ไม่เพียงตอบโจทย์การสร้างรายได้เพิ่ม แต่ยังช่วยให้ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก หรือคนที่อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ก็ได้ลองทำธุรกิจควบคู่กับงานประจำดูก่อน ซึ่งเป็นวิธีที่ปลอดภัยกว่าการออกไปทำธุรกิจเต็มตัวเลย เพราะถ้าธุรกิจไม่ได้ดีอย่างที่คิด อย่างน้อยก็ยังมีรายได้จากงานประจำรองรับอยู่  แต่ถ้าธุรกิจที่ทำเป็นอาชีพเสริมไปได้สวย ยอดขายเติบโต ก็ถือเป็นโอกาสที่วันหนึ่งอาชีพเสริมอาจกลายมาเป็นอาชีพหลักหรือธุรกิจที่ใหญ่โตขึ้นในอนาคตได้ แต่สิ่งสำคัญของการทำอาชีพเสริมก็คือ รู้จักแบ่งเวลาโดยต้องให้ความสำคัญกับอาชีพหลักมากกว่าอาชีพเสริม

แนวคิดที่ 3 ปิด “หนี้ดอกเบี้ยสูง” ต้องลดที่เงินต้น

พฤติกรรมการเงินที่น่ากังวลโดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ คือ มองว่าเป็นหนี้ไม่ผิดอะไร บางคนที่ใช้บัตรเครดิตก็ยินดีที่จะผ่อนขั้นต่ำไปเรื่อยๆ แทนที่จะจ่ายเต็มจำนวน แต่สิ่งที่คนเหล่านี้ลืมนึกไปก็คือ ดอกเบี้ยที่สูงถึง 20% ต่อปี ซึ่งการผ่อนขั้นต่ำก็ไม่ต่างอะไรกับการเลี้ยงไข้ตัวเอง ปล่อยให้เงินในกระเป๋ารั่วไหลออกไปกับการจ่ายดอกเบี้ย ดังนั้น ปีใหม่เมื่อได้เงินโบนัสมา เอามาปิดหนี้บัตรทั้งหลายให้หมดจะดีกว่า


สำหรับผู้ที่ผ่อนบ้านอยู่ ก็ควรนำเงินโบนัสมาจ่ายหนี้บ้านให้มากขึ้น แม้ไม่สามารถปิดหนี้ได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยโปะเงินต้นให้ลดลงก็ยังดี เพราะรู้มั้ยว่าในช่วงปีแรกๆ ของการผ่อนบ้าน ดอกเบี้ยจะคิดเป็นตัวเงินสูงถึงสามในสี่ของเงินผ่อน ส่วนที่เหลือจึงจะไปลดที่เงินต้น ดังนั้น ถ้าลดเงินต้นลงไปได้ ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายก็จะลดลงตามไปด้วย ทั้งนี้ ในการผ่อนบ้านให้หมดเร็ว ไม่จำเป็นต้องรอเงินก้อนหรือเงินโบนัสอย่างเดียว แค่แบ่งเงินรายได้ในแต่ละเดือนมาผ่อนบ้านเพิ่มขึ้นสัก 10% ของยอดผ่อนก็ช่วยลดดอกเบี้ยและระยะเวลาผ่อนลงได้

แนวคิดที่ 4 ทำ “ประกันภัย” ป้องกันความเสี่ยง

การทำประกันเปรียบได้กับผู้รักษาประตู ซึ่งดูเหมือนจะมีบทบาทน้อยที่สุดในทีมฟุตบอล แต่พอเกิดวิกฤตหรือเหตุคับขันขึ้นมา อาจเป็นตัวตัดสินชะตากันเลยทีเดียว การทำประกันก็เช่นกัน หลายคนปฏิเสธการทำประกันเพราะคิดว่าไม่น่ามีเหตุอะไรเกิดขึ้นกับตัวเอง แต่จริงๆ แล้วเราไม่สามารถคาดเดาเหตุการณ์ในอนาคตได้เลย ลองคิดดูว่าคนที่ประสบอุบัติเหตุที่เราเห็นในทีวีหรือหน้าหนังสือพิมพ์ ก็คงไม่มีใครคิดว่าตัวเองจะต้องมาเจอกับอุบัติเหตุแน่ๆ และที่สำคัญ ผลกระทบหรือความสูญเสียที่ตามมาจะรุนแรงมากน้อยแค่ไหนก็ไม่สามารถรู้ได้ ซึ่งเมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยเข้าโรงพยาบาลขึ้นมา ค่ารักษาอาจเป็นหลักแสนถึงหลักล้าน เงินออมที่เก็บมาทั้งชีวิตอาจหมดได้ด้วยเหตุที่ไม่ได้ทำประกัน

แนะนำว่า ทุนประกันชีวิตที่เหมาะสมควรมีไว้อย่างน้อย 3 เท่าของรายได้ต่อปี ซึ่งการเลือกแบบประกันชีวิตก็สำคัญ ถ้าเน้นคุ้มครองครอบครัวหรือคนที่รัก ควรเลือกแบบตลอดชีพ เพราะด้วยทุนประกันที่เท่ากัน แบบตลอดชีพจะมีเบี้ยประกันที่ถูกกว่าแบบสะสมทรัพย์ แต่ถ้าอยากให้มีเงินก้อนในอนาคต เช่น เป็นทุนการศึกษาของลูก ก็สามารถเลือกแบบสะสมทรัพย์ และอย่าลืมทำประกันเพื่อคุ้มครองสุขภาพ โรคร้ายแรง อุบัติเหตุ และทรัพย์สินอย่างบ้าน รถ เพื่อคุ้มครองเงินออมของเราไม่ให้หมดไปกับค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้น

ปีใหม่ที่มาถึงนี้ถือเป็นฤกษ์งามยามดีที่เราจะได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเงินเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้มากขึ้นกว่าเดิม

ขออวยพรให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในชีวิต รวมทั้งการบริหารการเงินส่วนบุคคล สวัสดีปีใหม่ 2559

------------------------------------------------------

Recommended! ตัวช่วยที่เกี่ยวข้องกับบล็อกวันนี้
>>> K-Expert Tool: โปรแกรมเลือกแบบประกันอย่างง่าย <<< โหลดฟรี




 

Create Date : 06 มกราคม 2559    
Last Update : 6 มกราคม 2559 11:22:27 น.
Counter : 327 Pageviews.  

แปลงเวลาว่างเป็นอาชีพเสริม

สวัสดีค่ะ

เพื่อนๆ หลายคนเคยสงสัยไหมคะว่า แม้เราจะขยันทำงานตัวเป็นเกลียว เก็บเงินอย่างเดียว พยายามไม่เที่ยว ไม่กิน ไม่ใช้ในสิ่งที่ไม่จำเป็นแล้วก็ตาม ทำยังไงก็ยังไม่พอกับค่าใช้จ่ายที่มากมายในแต่ละเดือนอยู่ดี ที่เป็นแบบนี้ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะว่าเรามีรายได้อยู่ทางเดียว ต่อให้เก็บออมเงินได้มากเท่าไร ถ้ารายรับไม่ได้มากขึ้นไปกว่าเดิมก็จบข่าว K-Expert จึงอยากแนะนำให้เพื่อนๆ หาทางออกด้วยการหาอาชีพเสริมทำกัน โดยเริ่มจากการแปลงเวลาว่างที่มีมาทำอาชีพเสริมตามความชอบ ความถนัดของเราเพื่อเพิ่มรายรับเข้ามามากขึ้น แต่จะทำอะไรดี และมีรายละเอียดอย่างไรบ้างนั้น ไปติดตามกันเลยค่ะ

อาชีพเสริมที่สามารถเริ่มได้ไม่ยาก

ให้บริการ

ใครที่รู้ว่าตัวเองมีทักษะหรือความสามารถในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ความสามารถด้านภาษา การพูด การเขียน การสอน หรือการถ่ายภาพ ก็สามารถหาอาชีพเสริมทำตามความถนัดของตัวเองได้เลยค่ะ เช่น รับจ้างสอนภาษาอังกฤษ รับแปลงาน รับจ้างรีวิวสินค้า รับงานพิธีกร หรือจะรับจ้างถ่ายภาพตามงานต่างๆ ก็ได้ โดยสามารถเข้าไปสมัครงานตามเว็บไซต์ที่เขารับสมัครงานนั้นๆ อยู่ หรือจะประกาศรับงานเองผ่านทาง Social Media ต่างๆ ก็น่าสนใจนะคะ ซึ่งรายได้ในแต่ละงานถือว่าไม่น้อยเลยทีเดียวค่ะ

ขายของออนไลน์

ส่วนคนที่ชอบขายของ การขายของออนไลน์แบบพรีออเดอร์ คือรับออเดอร์จากลูกค้ามาก่อนแล้วค่อยไปหาของมาขายก็เป็นวิธีการหารายได้ที่น่าสนใจไม่น้อยเลยล่ะค่ะ เพราะเราไม่ต้องใช้เงินลงทุนเยอะ นอกจากนี้ ช่องทางออนไลน์ยังเป็นช่องทางที่กำลังได้รับความนิยม และมีคนสนใจซื้อขายผ่านช่องทางนี้กันเป็นจำนวนมาก จึงเป็นโอกาสดีที่เราจะหาสินค้าที่โดดเด่น แตกต่างมาขายออนไลน์ เพื่อสร้างรายได้กับเขาบ้าง  

ผลิตสินค้าหรือบริการขึ้นมาใหม่

สำหรับคนที่ฝันอยากมีสินค้า หรือมีแบรนด์เป็นของตัวเอง การผลิตสินค้าหรือบริการขึ้นมาใหม่ก็เป็นอะไรที่น่าสนใจมากทีเดียวค่ะ ไม่ว่าจะเป็น การออกแบบเสื้อผ้า เครื่องประดับเก๋ๆ การทำอาหาร หรือขนมที่มีรูปร่างหน้าตาไม่เหมือนใคร แต่อร่อยโดนใจ หรือแม้แต่การคิดค้นอะไรใหม่ๆ แล้วผลิตออกมาวางขายในตลาดก็ตาม ถ้าเราสามารถทำออกมาได้ถูกใจ เป็นที่ต้องการหรือชื่นชอบของลูกค้าเป้าหมายแล้วล่ะก็ สามารถสร้างรายได้ได้อย่างเป็นกอบเป็นกำเลยค่ะ

เห็นไหมคะว่า อาชีพเสริมมีมากมายหลายแบบให้เราเลือกทำ ลองเริ่มจากการสำรวจตัวเองกันสักนิดว่าเราชอบหรือถนัดด้านไหนเป็นพิเศษ และเลือกทำอาชีพเสริมตามความชอบ ความถนัดของเรา โดยให้ดึงความสามารถด้านนั้นออกมาใช้ให้เต็มที่ และแปลงเวลาว่างที่มี ไม่ว่าจะเป็นเวลาหลังเลิกงาน หรือวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ มาใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด เพื่อเพิ่มรายได้เข้ามาอีกทางหนึ่ง แล้วจะรู้ว่า เวลาว่างที่มีทำให้เราแฮปปี้ได้มากขนาดไหน เชื่อว่าคนที่มีความตั้งใจและลงมือทำอาชีพเสริมอย่างจริงจังจะประสบความสำเร็จได้อย่างที่ตั้งใจไว้ค่ะ

------------------------------------------------------

Recommended! ตัวช่วยที่เกี่ยวข้องกับบล็อกวันนี้
>>> K-Expert Tool: โปรแกรมรับ-จ่าย สำหรับบันทึกเงินออมและลงทุน <<< โหลดฟรี




 

Create Date : 29 ธันวาคม 2558    
Last Update : 29 ธันวาคม 2558 14:46:28 น.
Counter : 349 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  

K-Expert
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 11 คน [?]




ข้อมูลดี ฟรี มีประโยชน์ เพื่อชีวิตดีๆ ที่มีได้ทุกคน
Friends' blogs
[Add K-Expert's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.