Group Blog
 
All Blogs
 

อยากเปิดร้าน แต่กู้ไม่ผ่าน ทำไงดี


สวัสดีค่ะ

ช่วงนี้ หันไปทางไหนก็เจอแต่คนอยากมีกิจการหรือร้านเป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะเปิดร้านกาแฟ ร้านอาหาร หรือร้านเสื้อผ้า แต่ปัญหาใหญ่ที่เจ้าของกิจการมือใหม่มักเจอคือ ปัญหาเรื่องเงินทุน เพราะพอจะไปขอกู้กับแบงก์ ก็มักจะเจอเงื่อนไขที่ต้องมีประสบการณ์ในการทำธุรกิจมาซักระยะหนึ่งก่อน จึงจะมีโอกาสขอสินเชื่อกับแบงก์ได้ แล้วแบบนี้จะเริ่มธุรกิจได้ยังไงบ้าง วันนี้ K-Expert มีคำแนะนำมาฝากกันค่ะ

เริ่มต้นจากกิจการเล็กๆ

เมื่อมีไอเดียว่า จะเปิดร้านหรือทำกิจการ เช่น อยากเปิดร้านกาแฟเป็นของตัวเอง ในช่วงเริ่มต้นแบบนี้ อยากให้เริ่มจากการทำกิจการเล็กๆ ก่อนค่ะ เพราะจะได้ไม่ต้องใช้เงินลงทุนมากนัก สามารถใช้เงินออมที่มีอยู่เริ่มต้นทำกิจการได้ ข้อดีอีกอย่างของการเริ่มจากกิจการเล็กๆ คือ ช่วยลดความเสี่ยง เพราะช่วงตั้งไข่แบบนี้ เรายังต้องลองผิดลองถูก อาจบริหารพลาดพลั้งถึงขั้นต้องปิดกิจการได้ การเริ่มจากกิจการใหญ่ๆ ที่มาจากการกู้ยืมเงิน หากกิจการต้องปิดตัวไป สิ่งที่เหลือไว้คือ ภาระหนี้ที่สูง แต่ถ้าเราเริ่มจากเล็กๆ ด้วยเงินของเราเอง เมื่อต้องปิดกิจการ เราก็สูญไปแค่เงินเก็บ ไม่ได้มีภาระหนี้ตามไล่หลังมาค่ะ

เก็บออมเงินด้วยตัวเอง

แม้ว่าจะเริ่มต้นจากกิจการเล็กๆ แล้ว แต่เงินเก็บที่มีก็ยังไม่พอ แบบนี้คงต้องเก็บออมเงินเพิ่มแล้วล่ะค่ะ เบื้องต้นก็ต้องคำนวณก่อนว่า จะต้องใช้เงินเท่าไร และคิดคร่าวๆ ว่า แต่ละเดือนเราเก็บออมได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าคิดดูแล้ว เราสามารถออมเงินในแต่ละเดือนได้น้อย จนทำให้เริ่มทำธุรกิจในฝันได้ยาก ก็ต้องพยายามกัดฟันปรับลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลง และหารายได้เสริมเพิ่มเติมเข้ามา โดยอาจทำงานโอทีหรือทำอาชีพเสริมที่เราชอบหลังเลิกงานก็ได้ค่ะ ส่วนตัวช่วยในการเก็บออมเงินนั้น แนะนำให้นำไปลงทุนในกองทุนตลาดเงิน เพราะความเสี่ยงไม่สูงมาก แถมมีโอกาสได้ผลตอบแทนมากกว่าเงินฝากทั่วไป และที่สำคัญถ้าเราต้องการใช้เงินก้อนนี้ ก็สามารถขายกองทุน และได้เงินในวันทำการถัดไปเลยค่ะ

หลีกเลี่ยงการกดเงินจากบัตรกดเงินสดและบัตรเครดิต

คนที่อยากมีกิจการเป็นของตัวเอง แต่ติดปัญหาเรื่องเงินทุน มักหันหน้าไปหาบัตรกดเงินสดและบัตรเครดิต เพราะเป็นวิธีที่จะได้เงินสดออกมาได้ง่ายและสะดวกที่สุด โดยคาดหวังว่า กิจการจะไปได้ดี และมีเงินมาชำระหนี้บัตรได้ สิ่งที่คนกลุ่มนี้อาจจะลืมนึกไปคือ ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมที่เกิดจากการกดเงินของบัตรทั้งสองประเภท โดยบัตรเครดิตคิดอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 20% ต่อปี และมีค่าธรรมเนียมในการกดเงินสดอีก 3% ของยอดเงินที่กด ส่วนบัตรกดเงินสดคิดอัตราดอกเบี้ยได้สูงสุด 28% ต่อปี ถ้าคิดจะกดเงินจากบัตรทั้งสองประเภทนี้ ก็ต้องทำกำไรให้ได้มากกว่าดอกเบี้ยที่จ่ายจึงจะคุ้ม สำหรับกิจการที่เพิ่งเริ่มแบบนี้ โอกาสที่จะได้กำไรสูงๆ นั้นค่อนข้างน้อย ดังนั้น จึงอยากให้หลีกเลี่ยงการกดเงินจากทั้งสองบัตรนี้มาเริ่มทำธุรกิจค่ะ

เมื่อเริ่มต้นทำธุรกิจไปแล้ว ก็อย่าลืมเดินบัญชีอย่างสม่ำเสมอนะคะ เพราะเราสามารถใช้บัญชีเงินฝากมาเป็นหลักฐานว่า ธุรกิจเรามีรายได้มากน้อยแค่ไหน โดยใช้ประกอบการขอสินเชื่อกับแบงก์ได้ในอนาคตเมื่อเราต้องการขยายกิจการค่ะ ขอให้เถ้าแก่มือใหม่ทุกท่านโชคดีในการทำธุรกิจนะคะ

------------------------------------------------------

Recommended! ตัวช่วยที่เกี่ยวข้องกับบล็อกวันนี้
>>> K-Expert Tool: โปรแกรมรับ-จ่าย สำหรับบันทึกเงินออมและลงทุนอย่างง่าย <<< โหลดฟรี




 

Create Date : 29 มีนาคม 2559    
Last Update : 29 มีนาคม 2559 11:33:01 น.
Counter : 255 Pageviews.  

เงินฝาก กองทุน ประกัน ... ไม่เหมือนกันนะ รู้ยัง

สวัสดีค่ะ

ถ้าเรามีเงินอยู่ก้อนหนึ่ง เชื่อว่าเราคงไม่ได้เก็บใส่กระปุก หรือฝังตุ่มไว้ที่บ้านอยู่เฉยๆ แต่เลือกที่จะทำให้เงินก้อนนั้น งอกเงยหรือทำประโยชน์มากขึ้น อาจจะเป็นฝากธนาคาร ซื้อกองทุนรวม หรือทำประกันชีวิต ซึ่งหลายๆ คนอาจสงสัยว่า แต่ละตัวเลือกต่างกันยังไง ที่สำคัญ แต่ละตัวเลือกก็มีหลากหลายรูปแบบ แล้วเราควรเลือกแบบไหนดีที่เหมาะกับตัวเรามากที่สุด ซึ่งต้องบอกว่า ไม่ว่าจะเป็นเงินฝาก กองทุนรวม ประกันชีวิต แต่ละรูปแบบจะเหมาะกับวัตถุประสงค์ของแต่ละคนที่แตกต่างกัน ดังนั้น เพื่อเป็นแนวทางในการเลือกซื้อ เลือกลงทุน K-Expert มีคำแนะนำมาฝากค่ะ 

เงินฝาก
เงินฝากเรียกได้ว่าเป็นรูปแบบการออมเงินที่หลายคนคุ้นเคย แนะนำให้ดูว่า ออมเงินเพื่ออะไร จะได้เลือกรูปแบบเงินฝากได้เหมาะสม เช่น 
- ต้องการเก็บออมเงินเป็นเงินก้อนใหญ่ เหมาะกับ เงินฝากประจำที่ให้เราฝากเงินทุกเดือน อย่างเงินฝากประจำปลอดภาษี 24 เดือน จะเหมาะกับเป้าหมายที่จะใช้เงินในอีก 2 ปีข้างหน้า เช่น เก็บเงินดาวน์บ้าน ดาวน์รถ
- ต้องการผลตอบแทนที่แน่นอนตามระยะเวลาที่กำหนด เหมาะกับ เงินฝากประจำที่เรามีเงินก้อนหนึ่งแล้วนำมาฝาก โดยเลือกออมเงินได้ตามกำหนดเวลาที่ต้องการ เช่น 3, 6, 12, 24 เดือน  
- ต้องการความสะดวกในการฝากถอนโอนจ่าย เหมาะกับเงินฝากออมทรัพย์ โดยฝากเงิน ถอนเงิน เมื่อไร จำนวนเงินเท่าไรก็ได้ โอนเงิน จ่ายเงิน ก็ทำได้ทันที ซึ่งเราสามารถทำบัตร ATM หรือบัตรเดบิตคู่กับการเปิดบัญชีเงินฝาก เพื่อความสะดวกในการถอนเงินที่ตู้ ATM สำหรับบัตรเดบิต ไม่เพียงแค่ใช้เบิกถอนเงินสด ยังสามารถชำระค่าสินค้าหรือบริการกับร้านค้าที่รับบัตรได้อีกด้วย

กองทุนรวม 
สำหรับคนที่อยากให้เงินออมงอกเงยมากขึ้น สามารถลงทุนในกองทุนรวม ให้ผู้จัดการกองทุนดูแลบริหารเงินให้เรา ทั้งนี้ กองทุนรวมก็มีหลายประเภท ซึ่งจะเหมาะกับวัตถุประสงค์ในการลงทุนที่แตกต่างกันดังนี้
- ต้องการสภาพคล่อง เหมาะกับ กองทุนรวมรวมตลาดเงิน หรือกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น ซึ่งเน้นลงทุนในตราสารหนี้ เงินฝาก อายุไม่เกิน 1 ปี 
- ต้องการเพิ่มผลตอบแทน แต่ไม่อยากขาดทุนจากการลงทุนมากนัก เหมาะกับ กองทุนรวมตราสารหนี้ ซึ่งมี 2 ประเภทด้วยกัน คือ แบบไม่กำหนดระยะเวลา ซื้อขายเมื่อไรก็ได้ และแบบกำหนดระยะเวลา เช่น 3 เดือน  6 เดือน ซึ่งต้องถือลงทุนจนครบกำหนด 
- ต้องการเพิ่มผลตอบแทน โดยรับความเสี่ยงได้ ถ้ารับความเสี่ยงได้สูง เหมาะกับ กองทุนรวมหุ้น โดยมีโอกาสได้ผลตอบแทนสูง แต่ก็ต้องยอมรับความเสี่ยงจากการขาดทุนที่สูงได้ หรือรับความเสี่ยงได้ แต่ไม่สูงมาก เหมาะกับ กองทุนรวมผสมที่ลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้ คือ ทั้งผลตอบแทน และความเสี่ยงหรือโอกาสขาดทุนจะอยู่ระหว่างกองทุนรวมหุ้นและกองทุนรวมตราสารหนี้
- ต้องการลดหย่อนภาษี เหมาะกับกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) แต่ก่อนจะลงทุนในกองทุนรวมประเภทนี้ อย่าลืมศึกษาเงื่อนไขในการลงทุนให้ดีก่อนนะคะ

ประกันชีวิต
ก่อนทำประกัน ควรดูว่า ต้องการทำประกันเพื่ออะไร จะได้เลือกแบบที่เหมาะกับตัวเรามากที่สุด ดังนี้ค่ะ
- ต้องการคุ้มครองครอบครัว หรือคนที่รัก เหมาะกับ ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ หรือแบบชั่วระยะเวลา ซึ่งเป็นประกันที่จ่ายเบี้ยต่ำ แต่ให้ความคุ้มครองสูง
- ต้องการเก็บเป็นเงินก้อนเพื่อใช้จ่ายในอนาคต เช่น เป็นเงินทุนเพื่อการศึกษาลูก เหมาะกับ ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ โดยจะได้รับเงินก้อนตามระบุในกรมธรรม์เมื่อครบกำหนดสัญญา
- ต้องการมีเงินสำหรับใช้จ่ายยามเกษียณ เหมาะกับ ประกันชีวิตแบบบำนาญ โดยจะได้รับเงินจากประกันเป็นงวดๆ หลังเกษียณตามระยะเวลาที่กำหนดในสัญญา

และนี่ก็เป็นแนวทางที่ K-Expert นำมาฝากในการเลือกออมเงิน ลงทุนในกองทุนรวม และซื้อประกันชีวิต เพื่อให้ตรงกับวัตถุประสงค์ของตัวเรามากที่สุดค่ะ

------------------------------------------------------

Recommended! ตัวช่วยที่เกี่ยวข้องกับบล็อกวันนี้
>>> K-Expert Tool: ผู้ช่วยจัดการสินทรัพย์ออนไลน์ <<< โหลดฟรี




 

Create Date : 24 มีนาคม 2559    
Last Update : 24 มีนาคม 2559 11:17:40 น.
Counter : 299 Pageviews.  

เทคนิคเตรียมพร้อมหนีร้อนไปยุโรป

สวัสดีค่ะ

เดือนเมษายนที่มีวันหยุดยาวแบบนี้ เชื่อว่าหลายๆ คนคงวางแผนไปท่องเที่ยวพักผ่อน ซึ่งยุโรปก็น่าจะเป็นหนึ่งในตัวเลือกของคนที่อยากไปเที่ยวต่างประเทศ เพราะแต่ละประเทศในยุโรปมีแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงาม และมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกัน สำหรับคนที่อยากไปเที่ยวยุโรปด้วยตัวเอง ต้องบอกว่าไม่ได้เป็นเรื่องที่ยากเกินไปถ้ามีการเตรียมตัวที่ดี โดย K-Expert มีคำแนะนำมาฝาก ดังนี้ค่ะ

พาสปอร์ตและวีซา เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยเมื่อไปเที่ยวต่างประเทศ โดยพาสปอร์ตต้องมีอายุคงเหลือไม่น้อยกว่า 6 เดือน และผู้ที่วางแผนไปเที่ยวยุโรปหลายประเทศในทริปเดียว แนะนำให้ขอเป็นวีซาเชงเกน (Schengen Visa) โดยสามารถใช้ได้กับทุกประเทศที่เป็นสมาชิกเชงเกน ซึ่งมี 26 ประเทศด้วยกัน ทำให้ไม่ต้องเสียเวลายื่นขอวีซาทีละประเทศ การขอวีซาเชงเกนนั้นให้ยื่นคำร้องขอวีซาต่อสถานทูตของประเทศที่วางแผนว่าจะอยู่นานที่สุด หรือประเทศแรกที่เดินทางไปถึง แต่ถ้าวางแผนไปประเทศอื่นๆ ที่ไม่ได้เข้าร่วมกลุ่มเชงเกน เช่น สหราชอาณาจักร บัลแกเรีย โรมาเนีย ไซปรัส โครเอเชีย และไอร์แลนด์ จะต้องขอวีซาเพื่อเข้าประเทศเหล่านี้ด้วย ยกเว้นประเทศตุรกี ที่คนไทยไปเที่ยวได้เลยไม่ต้องขอวีซา สำหรับการขอวีซา สถานทูตบางแห่งต้องนัดหมายล่วงหน้า โดยอย่าลืมตรวจเช็กว่าต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง เช่น พาสปอร์ต แบบฟอร์มคำร้องขอวีซา รูปถ่าย หลักฐานการจองเครื่องบินและที่พัก หนังสือรับรองการทำงาน สำเนาบัญชีเงินฝาก และประกันภัยการเดินทาง โดยปกติต้องมีวงเงินประกันขั้นต่ำ 30,000 ยูโร (ประมาณ 1.5 ล้านบาท) เป็นต้น

สภาพอากาศและการแต่งกาย ต้องบอกว่า ยุโรปเป็นเมืองที่สามารถเที่ยวได้ทุกฤดูกาล ขึ้นอยู่กับความชอบ เพราะแต่ละช่วงให้ประสบการณ์ที่ไม่เหมือนกัน โดยฤดูกาลของประเทศแถบยุโรปแบ่งได้เป็น 4 ช่วงคือ

ฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม-พฤษภาคม) ถือเป็นช่วง High Season ที่นักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยวกัน อย่างคนไทยก็ชอบไปเที่ยวช่วงนี้ เหมือนหนีอากาศร้อนของเมืองไทยไปพึ่งอากาศเย็นของยุโรป โดยอุณหภูมิช่วงนี้อยู่ที่ประมาณ 10-18 องศาเซลเซียส ท้องฟ้าสว่างเร็วมากๆ ตั้งแต่ช่วงตี 5 และกว่าจะมืดก็ 2-3 ทุ่ม ทำให้เรามีเวลาเที่ยวเพิ่มขึ้น ในช่วงนี้ถือเป็นช่วงที่ยุโรปกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งหลังจากความเยือกเย็นและเหน็บหนาวของหิมะ ต้นไม้ต่างๆ เริ่มผลิดอกออกผล ดอกไม้เบ่งบานสวยงาม อากาศกำลังดี หนาวเล็กน้อย สามารถใส่เสื้อกันหนาวสวยๆ เท่ๆ ให้ความอบอุ่นแบบไม่หนาวมาก ใส่ถุงน่องหรือเลกกิ้งกับกระโปรงสวยๆ พร้อมผ้าพันคอสีสดใสเข้ากับบรรยากาศที่เย็นสบายๆ เรียกว่า เป็นช่วงที่สนุกกับการแต่งตัว หยิบจับชุดไหนมาใส่ก็ได้ และถ่ายรูปเก็บเป็นที่ระลึกได้มากทีเดียว

ฤดูร้อน (พฤษภาคม-กันยายน) อุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 20-28 องศาเซลเซียส แต่บางช่วงก็อาจร้อนมากถึง 30-40 องศาเซลเซียส และที่ยุโรปจะมืดช้ากว่าบ้านเรา บางวันเกือบๆ 3-4 ทุ่ม พระอาทิตย์จึงจะลับขอบฟ้า การแต่งกายจะค่อนข้างสบายๆ เหมือนอยู่เมืองไทย ใส่เสื้อเชิ้ตเก๋ๆ กางเกงขาสั้น รองเท้าผ้าใบใส่สบาย หรือจะเป็นเดรสสั้น เสื้อแขนกุด กระโปรงน่ารักๆ รองเท้าแตะจับคู่กับหมวกสวยๆ สักใบ ก็ดูดีไปอีกแบบ และช่วงเย็น อากาศจะเย็นลงเล็กน้อย จึงควรมีเสื้อคลุมกันลมติดตัวไว้ด้วย 

ฤดูใบไม้เปลี่ยนสีและใบไม้ร่วง (กันยายน-พฤศจิกายน) ช่วงนี้อากาศเริ่มเย็นลง อุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 10-20 องศาเซลเซียส ใบไม้ต่างๆ ที่เคยเป็นสีเขียวเริ่มกลายเป็นสีน้ำตาลอ่อนแล้วร่วงโรยลง ถ้ามาเที่ยวช่วงนี้จะได้เห็นใบไม้สวยหล่นเต็มถนน อากาศเย็นสบาย สามารถใส่เสื้อคาร์ดิแกนทับข้างนอก กระโปรงลายเก๋ๆ หรือกางเกงขายาวใส่ทะมัดทะแมง แต่บางวันอาจมีลมแรง ควรมีเสื้อที่ใส่แล้วอบอุ่น ผ้าพันคอ หมวก ถุงมือ ติดไว้ด้วย

ฤดูหนาว (พฤศจิกายน-มีนาคม) เป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวมีจำนวนไม่เยอะมาก โดยช่วงเวลาท่องเที่ยวค่อนข้างสั้น เพราะท้องฟ้าจะมืดเร็วประมาณ 4 โมงเย็น แต่ถ้าเที่ยวในช่วงนี้จะได้เห็นกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้นเพื่อต้อนรับเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ ซึ่งบางช่วงอากาศหนาวเย็นติดลบ มีหิมะตก ต้องสวมรองเท้าที่เดินบนหิมะแล้วไม่ลื่น ใส่เสื้อผ้าที่อบอุ่นมากๆ เช่น ใส่เสื้อสเว็ตเตอร์ด้านในทับด้วยเสื้อขนเป็ด หรือจะเป็นโค้ชหนาๆ มีฮู้ดกันลม สวมกางเกงยีนส์หรือเลกกิ้งหนาๆ และอย่าลืมถุงมือ หมวก ผ้าพันคอ ลองจอน ที่ปิดหูด้วยนะคะ

การเดินทาง ในยุโรปสามารถเดินทางได้หลายรูปแบบ เช่น เครื่องบิน รถไฟ รถยนต์ เรือสำราญ เป็นต้น โดยแต่ละรูปแบบมีข้อดีหรือจุดเด่นแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความชอบหรือไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน ถ้าวางแผนไปหลายประเทศ การเดินทางด้วยเครื่องบินก็สะดวกเพื่อประหยัดเวลาในการเดินทางระหว่างประเทศ ถ้าล่องเรือสำราญ ตอนกลางคืนสามารถนอนบนเรือระหว่างเดินทางไปอีกประเทศหนึ่ง พอตอนเช้าก็ขึ้นฝั่งไปเที่ยว ถ้านั่งรถไฟ อาจใช้เวลานานขึ้น แต่ได้ชมวิวทิวทัศน์ธรรมชาติ วิถีชีวิตของคนยุโรป ตลอดสองข้างทาง สำหรับผู้ที่วางแผนเดินทางด้วยรถไฟ ขอแนะนำดาวน์โหลดแอพพลิเคชัน “Rail Planner” ซึ่งเป็นแอพที่ช่วยให้การเดินทางด้วยรถไฟระหว่างประเทศในยุโรปสะดวกมากขึ้น โดยแอพนี้สามารถใช้แบบออฟไลน์ไม่ต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ทำให้เช็กเวลาการเดินทางได้ตลอด ส่วนการขับรถเที่ยวเอง ทำให้เราสามารถแวะพักเพื่อเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ได้ตามที่ต้องการ และสะดวกในกรณีที่ต้องการเปลี่ยนที่พักไปเรื่อยๆ สามารถเอากระเป๋าใส่ในรถยนต์ ช่วยให้ไม่ต้องแบกสัมภาระขึ้นลงรถไฟหรือรถบัส แต่ผู้ที่ขับรถเที่ยวเอง ต้องมีใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ในต่างประเทศ (International driving license)

เงินติดตัว วางแผนให้ดีว่าต้องมีค่าใช้จ่ายในเรื่องใดบ้าง เช่น ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าของฝาก ค่าเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยว ฯลฯ และควรเตรียมเงินเผื่อไว้อีกส่วนหนึ่งเพื่อใช้ในเหตุการณ์ฉุกเฉิน เช่น ตกรถไฟ ทำให้ต้องซื้อตั๋วใหม่ หรือต้องนั่งรถแท็กซี่แทน เป็นต้น โดยควรแลกเงินไปให้พอดีๆ เพราะถ้าเหลือกลับมาแลกคืนเป็นเงินบาท มีโอกาสขาดทุนจากอัตรารับซื้อคืนเงินตราต่างประเทศได้ แต่ถ้าเงินสดที่เตรียมไว้ไม่พอกับค่าใช้จ่าย สามารถใช้บัตรเดบิตกดถอนเงินสดจากตู้ ATM ที่มีเครื่องหมาย PLUS โดยค่าธรรมเนียมในการกดเงินขึ้นอยู่กับธนาคารเจ้าของบัตรและค่าบริการของตู้ หรือจะพกบัตรเครดิตติดตัวไปด้วยก็สะดวกในการใช้จ่าย ทั้งนี้ ธนาคารมักมีระบบป้องกันการใช้บัตรในต่างประเทศ ก่อนเดินทางควรโทรแจ้งธนาคารก่อน สำหรับอัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้ในการคำนวณจะเป็นอัตราของวันที่ธนาคารเรียกเก็บเงินจากร้านค้า (ไม่ใช่วันที่เราซื้อสินค้า) บวกกับค่าความเสี่ยงจากการแปลงสกุลเงินต่างประเทศ ซึ่งสูงสุดอยู่ที่ 2.5% ของยอดใช้จ่าย ดังนั้น หากระหว่างเรียกเก็บ ค่าเงินบาทเกิดแข็งค่า จะทำให้เราซื้อสินค้าในราคาที่คิดเป็นเงินบาทที่ถูกลงได้

ก่อนเดินทางไปเที่ยวยุโรปด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะไปกับครอบครัว คนรัก หรือเพื่อนฝูง การวางแผนเตรียมพร้อมเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้ทริปท่องเที่ยวของเราเป็นเรื่องง่าย และเป็นทริปที่ทุกคนประทับใจได้ค่ะ

------------------------------------------------------

Recommended! ตัวช่วยที่เกี่ยวข้องกับบล็อกวันนี้
>>> K-Expert Tool: ผู้ช่วยจัดการสินทรัพย์ออนไลน์ <<< โหลดฟรี




 

Create Date : 22 มีนาคม 2559    
Last Update : 22 มีนาคม 2559 11:39:22 น.
Counter : 274 Pageviews.  

ซื้อบ้านหลังแรกช่วยลดภาษีได้อย่างไร

สวัสดีค่ะ

ข่าวดีสำหรับคนที่เพิ่งซื้อบ้านไปเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว หรือมีแพลนจะซื้อบ้านในปีนี้ ถ้าไม่เคยซื้อบ้านหรือมีชื่อเป็นเจ้าของบ้านมาก่อน สามารถนำเงินค่าซื้อบ้านมาลดหย่อนภาษีได้นะคะ ซึ่งรายละเอียด เงื่อนไขเป็นอย่างไรนั้น K-Expert มีข้อมูลมาฝากค่ะ

บ้านแบบไหนลดหย่อนภาษีได้

บ้านที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีกรณีบ้านหลังแรกได้นั้น ต้องเป็นบ้านพร้อมที่ดิน หรือเป็นคอนโดฯ จะเป็นมือ 1 หรือมือ 2 ก็ได้ แต่ต้องมีราคาซื้อขายไม่เกิน 3 ล้านบาท และจะซื้อด้วยเงินสด หรือเงินผ่อนก็ได้ แต่ต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในช่วง 13 ตุลาคม 2558 - 31 ธันวาคม 2559  ดังนั้น ถ้าโอนกรรมสิทธิ์ไม่ทันช่วงเวลานี้ ก็อดหมดสิทธิลดหย่อนภาษีจากบ้านหลังแรกนะคะ รวมถึงถ้ามีที่ดินอยู่แล้ว จะปลูกสร้างบ้านหรือที่อยู่อาศัยบนที่ดินนั้น แม้ไม่เคยเป็นเจ้าของบ้านมาก่อน ก็ไม่สามารถใช้สิทธิลดหย่อนบ้านหลังแรกได้เช่นกันค่ะ

ลดหย่อนภาษีได้เท่าไร 

ผู้ที่ซื้อบ้านหรือคอนโดฯ โดยที่ตัวเองไม่เคยมีกรรมสิทธิ์ในบ้านหรืออสังหาฯ เพื่อที่อยู่อาศัยใดๆ มาก่อน ถ้ามีรายได้อยู่ในเกณฑ์ต้องเสียภาษี จะสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากบ้านหลังแรกได้ โดยสามารถนำ 20% ของราคาบ้านมาเฉลี่ยลดหย่อนภาษีได้เป็นเวลา 5 ปี หรือก็คือ ลดหย่อนภาษีได้ปีละ 4% ของราคาบ้านเป็นเวลา 5 ปีนั่นเอง 

ยกตัวอย่างเช่น ซื้อบ้านหรือคอนโดฯ หลังแรกราคา 3 ล้านบาท จะสามารถลดหย่อนภาษีได้เป็นเวลา 5 ปี ปีละ 120,000 บาท โดยบ้านที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ในช่วง 13 ตุลาคม 2558 - 31 ธันวาคม 2558 จะสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีสำหรับเงินได้ของปี 2558-2562 ส่วนบ้านที่โอนกรรมสิทธิ์ในปี 2559 จะสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีสำหรับเงินได้ของปี 2559-2563 แล้วตอนที่ยื่นภาษีเพื่อใช้สิทธิลดหย่อนบ้านหลังแรกรอบนี้ จะกรอกเป็นค่าลดหย่อนในช่อง “เงินได้ที่จ่ายเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์” ซึ่งต่างจากมาตรการบ้านหลังแรกที่ออกมาในช่วงปี 2554-2555 ที่ตอนยื่นภาษีจะกรอกในช่อง “ภาษีเงินได้ที่ได้รับยกเว้นจากการซื้ออสังหาริมทรัพย์” นะคะ

ร่วมกันซื้อบ้าน ลดหย่อนภาษีอย่างไร

ถ้าหลายคนซื้อบ้านหรือคอนโดฯ ร่วมกัน จะสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ทุกคน โดยหารเฉลี่ยเท่ากัน แต่เมื่อรวมกันทั้งหมดแล้วต้องไม่เกิน 20% ของราคาบ้านหรือคอนโดฯ นั้น เช่น ซื้อบ้านราคา 3 ล้านบาท โดยกู้ร่วมกัน 3 คน จะสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากบ้านหลังแรกได้คนละ 40,000 บาทต่อปี รวมกันแล้วอยู่ที่ 120,000 บาท ซึ่งไม่เกิน 20% ของราคาบ้าน 3 ล้านบาท

แต่ในกรณีที่เป็นสามีภรรยากู้ร่วมกันซื้อบ้าน การใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากบ้านหลังแรกจะต้องดูรายได้ของแต่ละฝ่ายก่อนนะคะ ถ้าสามีหรือภรรยามีรายได้แค่ฝ่ายเดียว ให้ฝ่ายที่มีรายได้สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้เต็มจำนวน แต่ถ้ามีรายได้ทั้ง 2 ฝ่าย การใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจะเป็นอย่างไรนั้น ต้องดูว่ายื่นภาษีแบบไหนค่ะ
- ถ้าต่างฝ่ายต่างแยกยื่นรายได้ของตัวเอง หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยื่นเฉพาะเงินเดือน (รายได้ตามมาตรา 40(1)) แล้วนำรายได้อื่นไปยื่นรวมกับอีกฝ่ายหนึ่ง แต่ละฝ่ายจะใช้สิทธิลดหย่อนได้คนละครึ่ง เช่น สามีภรรยาซื้อบ้านราคา 3 ล้านบาทร่วมกัน จะใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้คนละ 60,000 บาทต่อปีค่ะ
- ถ้าสามีภรรยายื่นภาษีร่วมกัน ให้ฝ่ายที่ยื่นแบบได้ใช้สิทธิลดหย่อนบ้านหลังแรกของตนเอง และใช้สิทธิในส่วนของสามีหรือภรรยาด้วย เช่น สามีภรรยาซื้อบ้านราคา 3 ล้านบาทร่วมกัน ถ้ายื่นภาษีร่วมกัน ผู้ที่ยื่นแบบจะใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้รวมเท่ากับ 120,000 บาทต่อปีค่ะ

ใช้หลักฐานอะไรบ้างในการลดหย่อนภาษี

ผู้ที่ต้องการลดหย่อนภาษีบ้านหลังแรก อย่าลืมเตรียมหลักฐานต่างๆ เพื่อใช้ยื่นภาษีให้พร้อมจะได้ไม่พลาดสิทธิดีๆ นะคะ มีอะไรบ้างมาดูกันค่ะ
1. หนังสือรับรองจำนวนเงินที่ชำระค่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ (สามารถดูแบบฟอร์มของกรมสรรพากร)
2. หนังสือรับรองการซื้ออสังหาริมทรัพย์ว่าเป็นที่อยู่อาศัยหลังแรก (สามารถดูแบบฟอร์มของกรมสรรพากร)
3. สำเนาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์
4. สำเนาสัญญากู้ยืมเงิน (กรณีขอสินเชื่อจากธนาคารหรือสถาบันการเงิน)

อยากขายบ้านที่ใช้สิทธิบ้านหลังแรกทำได้หรือไม่

สำหรับผู้ที่ใช้สิทธิลดหย่อนบ้านหลังแรก จะต้องมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บ้านที่ซื้อไม่น้อยกว่า 5 ปีนับตั้งแต่วันที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ จึงจะขายบ้านได้โดยไม่ผิดเงื่อนไข แต่ถ้ามีการทำผิดเงื่อนไข เช่น ขายบ้านก่อนถือครองครบ 5 ปี จะทำให้หมดสิทธิการใช้สิทธิลดหย่อนภาษี แถมยังต้องคืนภาษีที่ได้ลดหย่อนจากบ้านหลังแรก พร้อมเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือนของจำนวนเงินภาษีที่ได้ลดหย่อนไป นับตั้งแต่เดือนเมษายนของปีที่ผู้ซื้อบ้านยื่นขอลดหย่อนภาษีจนถึงเดือนที่มีการยื่นคืนเงินภาษี

ดังนั้น สำหรับใครที่กำลังวางแผนซื้อบ้าน ถ้าเป็นบ้านหลังแรก และราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ก็อย่าลืมใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากบ้านหลังแรกนะคะ และเมื่อตัดสินใจซื้อบ้านแล้ว ไม่ใช่แค่กันเงินเป็นค่าผ่อนบ้านในแต่ละเดือนเท่านั้น แต่ต้องกันเงินสำหรับค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ตามมาด้วย ไม่ว่าจะเป็นค่าประกัน ค่าส่วนกลาง ค่าเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งซ่อมแซมบ้าน จะได้ไม่เกิดปัญหาการเงินตามมาค่ะ

------------------------------------------------------

Recommended! ตัวช่วยที่เกี่ยวข้องกับบล็อกวันนี้
>>> K-Expert Tool: โปรแกรมคำนวณภาษีอย่างง่าย <<< โหลดฟรี




 

Create Date : 08 มีนาคม 2559    
Last Update : 8 มีนาคม 2559 14:46:00 น.
Counter : 262 Pageviews.  

ภาษีหัก ณ ที่จ่ายไปแล้ว จะต้องยื่นอีกไหม

สวัสดีค่ะ

ช่วงต้นเดือนมีนาคมแบบนี้น่าจะเป็นเวลาที่หลายคนกำลังรวบรวมเอกสารต่างๆ เพื่อนำมาประกอบการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยปัญหาที่ K-Expert พบบ่อยก็คือ ผู้เสียภาษีมีเงินได้อื่นนอกจากเงินเดือน แต่ไม่ได้ยื่นแสดงรายได้ดังกล่าวด้วยสาเหตุบางอย่าง เช่น ไม่รู้ว่าต้องนำมารวมในแบบประเมิน หรือคิดว่าหักภาษี ณ ที่จ่ายไปแล้ว แปลว่าเราหมดภาระภาษีแล้ว หรือจงใจเลี่ยงไม่แสดงเงินได้เพราะคิดว่าทางการไม่น่าจะตรวจเจอ ซึ่งประเด็นเหล่านี้ไม่ช้าก็เร็วจะทำให้เกิดการลงโทษคือเบี้ยปรับภาษีตามมา

ในทางกฎหมายแล้ว “ไม่รู้ไม่ได้แปลว่าไม่ผิด” เพราะการจะแยกระหว่างคนกลุ่มหนึ่งคือไม่รู้แล้วจึงไม่ได้ยื่น ออกจากคนอีกกลุ่มคือรู้แต่จงใจไม่ยื่นภาษีนั้นทำได้ค่อนข้างยากในทางปฏิบัติ ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของผู้ยื่นแบบประเมินที่จะต้องทำความเข้าใจเงินที่ตนเองได้มาเพื่อการยื่นภาษีอย่างถูกต้องและครบถ้วนค่ะ

เงินได้ประเภทแรกที่อยากพูดถึงคือ รายได้พิเศษต่างๆ หลายคนหารายได้เสริมด้วยการเป็นวิทยากรในงานสัมมนา เป็นอาจารย์รับเชิญสอนหนังสือในมหาวิทยาลัย เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิช่วยออกข้อสอบ เป็นต้น เงินที่ได้มาจากงานเหล่านี้ถือเป็นเงินได้ประเภท 40(2) คือมาจากการรับจ้างที่จะได้เงินเมื่อทำงานเสร็จสิ้น เวลาจะได้เงินมานั้นผู้ว่าจ้างจะทำการหักภาษี ณ ที่จ่ายนำส่งกรมสรรพากรในอัตราร้อยละ 3 ของเงินได้ หรือบางคนอาจรับงานในลักษณะที่เข้าข่ายนักแสดงสาธารณะ เช่น ถ่ายโฆษณา เล่นละคร แสดงตลก ซึ่งถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8) ทำให้มีการหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 5 ของเงินได้

จุดที่พลาดคือ ผู้มีเงินได้มักคิดไปเองว่าผู้ว่าจ้างได้ “จ่ายภาษีแทน” ให้เรียบร้อยแล้ว แต่การหักภาษี ณ ที่จ่ายเหล่านี้เป็นเพียงการนำส่งภาษีบางส่วนเท่านั้น หมายความว่าผู้มีเงินได้ยังคงต้องนำไปรวมคำนวณกับเงินได้ประเภทอื่นๆ ของตัวเองเพื่อยื่นภาษีอีกครั้ง

หลายคนมักถามว่า แล้วกรมสรรพากรจะรู้ได้อย่างไร รับเงินแล้วทำเงียบๆ ไปเลยดีไหม ตอบเลยค่ะว่า รู้แน่ เพราะตอนผู้ว่าจ้างทำการหักภาษีนั้นต้องมีการระบุว่ารายได้นี้จ่ายให้ใคร โดยบันทึกข้อมูลเลขที่บัตรประชาชนของผู้รับเงินไว้ด้วย แปลว่าข้อมูลนี้อยู่ในระบบแล้วอย่างแน่นอน เพียงแต่อาจจะรอวันให้เจ้าหน้าที่รื้อข้อมูลขึ้นมาดูเท่านั้น ใครที่คิดว่าตัวเองพลาดไปก็ขอให้ไปแจ้งสำนักงานสรรพากรพื้นที่เพื่อทำการคำนวณภาษีใหม่จะดีกว่าค่ะ

คนที่ได้รับเงินปันผลจากกองทุนรวมก็มีเรื่องที่ต้องให้ความใส่ใจเช่นกัน คือเวลาที่เราไปเปิดบัญชีกองทุนรวมนั้นจะมีช่องให้เลือกว่าจะยินยอมให้บริษัทจัดการลงทุนหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 10 หรือไม่ ในเมื่อถามว่าได้เงินแล้วจะให้หักภาษีเลยไหม คนเราก็มักเลือกที่จะไม่จ่ายดีกว่า แต่การทำเช่นนี้จะทำให้เกิดภาระความรับผิดชอบตามมา โดยผู้มีเงินได้ต้องนำเงินปันผลกองทุนรวมมารวมเป็นเงินได้เพื่อคำนวณภาษีด้วย และที่สำคัญกว่านั้น ผู้ที่เลือกยินยอมบ้างไม่ยินยอมบ้างคือ ต้องยื่นแสดงเงินปันผลของกองทุนรวมอื่นๆ “ทุกรายการ” แม้ว่าบางกองทุนจะมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายไปแล้วก็ตาม 

สำหรับคนที่คาดว่าจะมีรายได้ในอัตราภาษีร้อยละ 15 ขึ้นไปนั้น แนะนำให้เลือกหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 10 (และต้องหักสำหรับทุกกองทุนรวมด้วย) เพราะการหักภาษี ณ ที่จ่ายในกรณีของเงินปันผลกองทุนรวมนั้นถือเป็นภาษีสุดท้าย คือ “จ่ายแล้วจบ” เราไม่ต้องนำเงินปันผลมารวมคำนวณในฐานภาษีของเรา ทำให้เกิดประโยชน์ในเชิงการบริหารเงินส่วนบุคคล

การลืมแสดงรายการเงินได้สองประเภทที่ได้กล่าวข้างต้นนั้นจะส่งผลให้เกิดการตีความว่ามีเจตนาที่จะหลบเลี่ยงภาษี และทำให้เกิดเบี้ยปรับตามมา อย่างไรก็ดี มีเงินได้อีกประเภทหนึ่งที่เรามักลืมที่จะนำมาแสดงแล้วเป็นผลให้ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีไม่คุ้ม เงินได้นั้นก็คือ “เงินปันผลหุ้นสามัญ” นั่นเอง

เงินปันผลที่เราได้รับจากหุ้นสามัญที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ นั้นมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 10 และถือเป็นภาษีสุดท้ายเช่นกัน ดูเผินๆ แล้วคล้ายกับกรณีเงินปันผลกองทุนรวม แต่การละเลยไม่นำเงินปันผลจากหุ้นมารวมคำนวณนี้อาจทำให้พลาดโอกาสที่จะใช้ประโยชน์จาก “เครดิตภาษีเงินปันผล” ซึ่งเป็นกลยุทธ์วางแผนภาษีที่สำคัญเลยทีเดียว

ที่เป็นเช่นนี้เพราะเงินปันผลที่เราได้รับมานั้นเป็นกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่หักภาษีเงินได้นิติบุคคลไปแล้ว หากนำเงินก้อนเดียวกันที่ “เคย” ถูกหักภาษีไปแล้วมารวมคำนวณเป็นเงินได้เพื่อเสียภาษีบุคคลธรรมดาอีก จะทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าความซ้ำซ้อนในการเสียภาษี กรมสรรพากรจึงกำหนดเรื่องเครดิตภาษีเงินปันผลเพื่อขจัดความซ้ำซ้อนนี้

การจะนำเงินปันผลมารวมนั้นจะไล่ย้อนกลับไปถึงยอดเงินก่อนที่จะมีการหักภาษีเงินได้นิติบุคคล สมมติเราในฐานะบุคคลธรรมดาได้เงินปันผลจากหุ้นที่ 80,000 บาท หากบริษัทมหาชนนี้ได้จ่ายภาษีนิติบุคคลในอัตราร้อยละ 20% แปลว่าจริงๆ แล้วมีกำไรสุทธิก่อนหักภาษีจำนวน 100,000 บาท ก็ให้เอาเงินก้อนนี้ถือบวกเข้าไป

สมมติว่าคนที่ไม่ได้ใช้เครดิตภาษีเงินปันผลมีเงินเดือนและโบนัสทั้งปี 1,000,000 บาท หักค่าใช้จ่ายของเงินได้ประเภทเงินเดือนและค่าลดหย่อนส่วนตัวแล้วเหลือเป็นเงินได้พึงประเมินสุทธิจำนวน 910,000 บาท คิดเป็นภาษีที่ต้องจ่ายทั้งปีอยู่ที่ 97,000 บาท (คำนวณโดยใช้ฐานภาษีเดิม)

หากจะขอเครดิตภาษีเงินปันผลก็ต้องนำรายได้อีก 100,000 บาท ข้างต้นเข้าไปรวม ทำให้มีเงินได้ทั้งหมด 1,100,000 บาท คิดเป็นภาษีที่ต้องจ่าย 117,500 บาท ซึ่งฟังดูเหมือนว่าต้องเสียภาษีเยอะกว่า “แต่” เงินปันผลก้อนนี้ได้ถูกหักภาษีเงินได้นิติบุคคลไปแล้ว 20,000 บาท (ร้อยละ 20 จากเงิน 100,000 บาท) และภาษีหัก ณ ที่จ่าย 8,000 บาท (ร้อยละ 10 จากเงินที่เหลือคือ 80,000 บาท) ดังนั้น เราสามารถขอคืนส่วนที่จ่ายไปแล้วคือ 28,000 บาท เพื่อมาคำนวณใหม่ เบ็ดเสร็จทำให้เหลือภาษีที่ต้องเสียจำนวน 117,500 – 28,000 เท่ากับ 89,500 บาท ซึ่งต่ำกว่ากรณีแรกที่ต้องเสียภาษีกรณีที่ไม่ได้ขอเครดิตภาษีเงินปันผลเสียอีก

เห็นไหมคะว่า การภาษีหัก ณ ที่จ่ายมีความสำคัญต่อการวางแผนภาษีไม่น้อยเลย ยังไงก็อย่าลืมยื่นภาษีให้ถูกต้องกันด้วยนะคะ 

------------------------------------------------------

Recommended! ตัวช่วยที่เกี่ยวข้องกับบล็อกวันนี้
>>> K-Expert Tool: โปรแกรมคำนวณภาษีอย่างง่าย <<< โหลดฟรี




 

Create Date : 03 มีนาคม 2559    
Last Update : 3 มีนาคม 2559 11:27:29 น.
Counter : 343 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  

K-Expert
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 13 คน [?]




ข้อมูลดี ฟรี มีประโยชน์ เพื่อชีวิตดีๆ ที่มีได้ทุกคน
Friends' blogs
[Add K-Expert's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.