Group Blog
 
All Blogs
 
คุ้มหรือไม่ ที่จะเวนคืนกรมธรรม์





สวัสดีค่ะ

สำหรับผู้ที่มีกรมธรรม์ประกันชีวิต แล้วต่อมาประสบปัญหาการเงิน จึงต้องการเวนคืนกรมธรรม์เพื่อหยุดจ่ายเบี้ย หรือบางคนอาจเคยได้รับการชักชวนให้หยุดจ่ายเบี้ยสำหรับประกันที่มีอยู่เพื่อไปทำประกันแบบใหม่ ไม่ว่าเหตุผลอะไรก็ตามที่ทำให้อยากเวนคืนหรือหยุดจ่ายเบี้ย ก่อนตัดสินใจ อยากให้พิจารณาให้ดีเสียก่อน ซึ่ง K-Expert มีข้อมูลมาฝากค่ะ

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเวนคืนกรมธรรม์ว่าคืออะไรกันก่อนค่ะ การเวนคืน ก็คือ การที่เราขอยกเลิกกรมธรรม์ เพื่อรับเงินสดจากบริษัทประกัน ซึ่งจะขอเวนคืนได้เมื่อกรมธรรม์มีมูลค่าเงินสดเกิดขึ้นแล้ว โดยทั่วไปมูลค่าเงินสดจะเกิดขึ้นในปีที่ 2 หรือมีการจ่ายชำระเบี้ยประกันไปแล้ว 2 ปี สำหรับตารางมูลค่าเงินสด หรือมูลค่ากรมธรรม์นั้น เราสามารถดูได้ในเล่มกรมธรรม์ ซึ่งจะแสดงมูลค่ากรมธรรม์ต่อจำนวนเงินต่อจำนวนเงินเอาประกันภัย 1,000 บาท

สมมติ เวนคืนกรมธรรม์ ณ สิ้นปีกรมธรรม์ที่ 3 ซึ่งตารางกรมธรรม์แสดงมูลค่าเวนคืนเท่ากับ 63 บาท หมายความว่า เงินเอาประกันภัย 1,000 บาท กรมธรรม์นี้มีมูลค่าเวนคืน 63 บาท ดังนั้น หากทำประกันชีวิตโดยมีทุนหรือจำนวนเงินเอาประกันภัย 1 ล้านบาท จะมีมูลค่าเวนคืนเท่ากับ 63,000 บาท โดยบริษัทฯ จะจ่ายเงินให้ผู้ทำประกันจำนวน 63,000 บาทค่ะ

แล้วคุ้มหรือไม่ที่จะเวนคืนกรมธรรม์ ต้องบอกว่า โดยทั่วไป ในช่วงปีแรกๆ ของการทำประกัน มูลค่าเวนคืนที่เกิดขึ้นจะยังไม่มากนัก หากเวนคืนในช่วงนี้ เงินที่ได้รับจากการเวนคืนมักน้อยกว่าจำนวนเบี้ยที่จ่ายไป เมื่อเทียบกับการถือกรมธรรม์จนครบสัญญา ซึ่งเงินที่ได้รับจากประกันมักสูงกว่าจำนวนเบี้ยที่จ่ายไป นอกจากนี้ หากมีการทำสัญญาแนบท้ายกรมธรรม์ประกันชีวิตเอาไว้ เช่น ความคุ้มครองสุขภาพ ความคุ้มครองทุพพลภาพ เมื่อเวนคืนประกันชีวิตซึ่งเป็นสัญญาหลัก ความคุ้มครองในสัญญาแนบท้ายเหล่านี้ก็จะสิ้นสุดลงเช่นกัน

กรณีที่ประสบปัญหาการเงิน จะเวนคืนกรมธรรม์ดีมั้ย หากมีเหตุการณ์ที่ทำให้เราต้องการเงินก้อนเพื่อใช้จ่าย เช่น ตกงานขาดรายได้ ต้องการเงินเพื่อหมุนเวียนธุรกิจ การเวนคืนกรมธรรม์ก็เป็นทางเลือกที่สามารถทำได้ หากยอมรับได้ว่าเงินจากการเวนคืนอาจน้อยกว่าเบี้ยที่จ่ายไป แต่จริงๆ แล้ว ผู้ทำประกันก็ยังมีทางเลือกที่ได้รับเงินก้อนจากประกัน และยังมีความคุ้มครองชีวิตอยู่ด้วย นั่นคือ การกู้กรมธรรม์ โดยทั่วไปกู้ได้ไม่เกินมูลค่าเวนคืนที่มีอยู่ ซึ่งบริษัทฯ จะคิดดอกเบี้ยทบต้นในอัตราที่สูงกว่าดอกเบี้ยที่ใช้ในการคำนวณเบี้ยประกันอีกประมาณ 2% ต่อปี วิธีคำนวณง่ายๆ หากอัตราดอกเบี้ยที่ใช้ในการคำนวณเบี้ยประกันของกรมธรรม์นั้นอยู่ที่ 4% ต่อปี ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยเงินกู้จะประมาณ 6% ต่อปี ข้อดีของการใช้วิธีกู้กรมธรรม์ คือ ผู้ทำประกันยังได้รับความคุ้มครองชีวิตเช่นเดิม ซึ่งกรมธรรม์จะสิ้นสุดลงหรือความคุ้มครองจะหมดไปก็ต่อเมื่อเงินกู้ยืมและดอกเบี้ยค้างชำระมีมูลค่ามากกว่ามูลค่าเวนคืนในขณะนั้นค่ะ

หากหยุดจ่ายเบี้ยประกันตัวเดิมเพื่อซื้อประกันตัวใหม่ จะดีหรือไม่ การหยุดจ่ายเบี้ยมักทำให้ผลประโยชน์จากการทำประกันลดลง อย่างการเวนคืน เป็นการยกเลิกกรมธรรม์ ซึ่งทำให้ความคุ้มครองสิ้นสุดลง ส่วนการแปลงเป็นกรมธรรม์ขยายเวลา และการเปลี่ยนเป็นกรมธรรม์ใช้เงินสำเร็จ ยังทำให้เราได้รับความคุ้มครองจากประกัน แต่ผลประโยชน์บางอย่างจะลดลงไป นั่นคือ การแปลงเป็นกรมธรรม์ขยายเวลา จะให้วงเงินคุ้มครองชีวิตเท่าเดิม แต่โดยทั่วไประยะเวลาคุ้มครองจะลดลง ในขณะที่การเปลี่ยนเป็นกรมธรรม์ใช้เงินสำเร็จ ระยะเวลาคุ้มครองชีวิตเท่าเดิม แต่วงเงินคุ้มครองจะลดลงไป ดังนั้น ผู้ที่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องการจ่ายเบี้ยเพิ่มเติม ก็ไม่แนะนำให้หยุดจ่ายเบี้ยตัวเดิมเพื่อไปซื้อตัวใหม่นะคะ เพราะการถือกรมธรรม์จนครบสัญญามักให้ความคุ้มครองหรือเงินคืนเมื่อครบสัญญาที่มากกว่าการหยุดจ่ายก่อนครบสัญญาค่ะ

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องที่ต้องคำนึงถึงอีกเรื่องคือ ความเสี่ยงที่เราอาจต้องจ่ายเบี้ยที่สูงขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เดิมทำประกันชีวิตโดยจ่ายเบี้ยปีละ 30,000 บาท หากยังจ่ายเบี้ยอย่างต่อเนื่อง ก็ยังคงจ่ายเบี้ยปีละ 30,000 บาท แต่หากเลือกเวนคืนเพื่อทำประกันตัวใหม่ การคำนวณเบี้ยประกันใหม่จะต้องพิจารณาจากอายุปัจจุบัน อาจทำให้ต้องจ่ายเบี้ยที่สูงขึ้นได้ รวมถึงสัญญาแนบท้าย หากต้องการทำพ่วงกับประกันชีวิตตัวใหม่ เช่น ความคุ้มครองสุขภาพ ก็ต้องมีการพิจารณาอายุ หรือตรวจสุขภาพใหม่ ซึ่งมีโอกาสที่เราต้องจ่ายเบี้ยสูงขึ้น หรือเกิดตรวจพบว่าเราเจ็บป่วยด้วยโรคใดๆ ขึ้นมา บริษัทฯ อาจไม่รับทำประกันสุขภาพก็ได้นะคะ

แนะนำเพิ่มเติมว่า หากต้องการทำประกันเพิ่มเติม ควรเลือกให้ตรงกับวัตถุประสงค์หรือความต้องการในการทำประกันของตัวเรา เช่น อยากได้ความคุ้มครองครอบครัวมากขึ้น จะเหมาะกับประกันแบบตลอดชีพ หรือเรื่องการลงทุน และรับความเสี่ยงได้ ก็สามารถเลือกทำประกันแบบควบการลงทุนได้ค่ะ นอกจากการเลือกแบบประกันที่ตรงกับวัตถุประสงค์ของตัวเราแล้ว การทำประกันให้มีความคุ้มครองที่เพียงพอก็สำคัญนะคะ โดยความคุ้มครองชีวิตควรมีอย่างน้อย 3 เท่าของรายได้ต่อปี และควรมีความคุ้มครองสุขภาพไว้ด้วย แนะนำเลือกแบบประกันที่มีค่าห้องอย่างน้อย 3,000 บาท เพื่อให้วงเงินค่ารักษาครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นนั่นเอง

ดังนั้น ใครที่ต้องการเวนคืนกรมธรรม์ เพราะจ่ายเบี้ยต่อไปไม่ไหว หรือต้องการใช้เงินก้อน แนะนำให้พิจารณาทางเลือกอื่นอย่างการกู้กรมธรรม์ที่ทำให้เรายังได้ความคุ้มครองจากประกันดูก่อน หรือหากต้องการหยุดจ่ายเบี้ยเพื่อเปลี่ยนไปทำประกันตัวใหม่ อยากให้ดูถึงความคุ้มค่า หากทำให้ได้รับเงินลดลง หรือความคุ้มครองหมดไป การถือกรมธรรม์จนครบสัญญาน่าจะเป็นแนวทางที่ดีกว่าค่ะ

------------------------------------------------------

Recommended! บทความที่เกี่ยวข้องกับบล็อกวันนี้





Create Date : 20 กันยายน 2559
Last Update : 20 กันยายน 2559 11:34:34 น. 0 comments
Counter : 272 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

K-Expert
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 13 คน [?]




ข้อมูลดี ฟรี มีประโยชน์ เพื่อชีวิตดีๆ ที่มีได้ทุกคน
Friends' blogs
[Add K-Expert's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.