ย้อนรอยความจริงที่ถูกปกปิด ในเหตุการณ์ 11 กันยายน ตึกWTC: Reopen 9/11 with the last survivor
เมื่อวันพุธที่ผ่านมา(14 มิ.ย.49) ทางมหาวิทยาลัยนานาชาติอิสลาม มาเลเซีย หรือ International Islamic University Malaysia ได้เชิญผู้รอดชีวิต คนสุดท้าย จากเหตุการณ์ 9/11 คือ เหตุการณ์ที่มีเครื่องบินพาณิชย์ สองลำ บินพุ่งชนตึก World Trade Center สหรัฐอเมริกา ในวันที่ 11 เดือนกันยายน พ.ศ. 2544 คือนาย William Rodriguez (นามสกุลอ่านยากจัง) นายวิลเลี่ยม เป็นคนอเมริกันเชื้อสายเปอร์โตริโก้ (ภาษาอังกฤษสำเนียงอเมริกันของเขาค่อนข้างฟังง่าย)


รูปนายวิลเลี่ยมกับบุช (วิลเลี่ยมในรูปตอนนั้นกับตัวจริงที่เห็นต่างกันเล็กน้อย ภาพคงถ่ายนานแล้วเพราะตัวจริงที่เห็นดูมีอายุกว่าและออกจะเจ้าเนื้อกว่าในรูป) ที่มาของรูป http://www.reopen911.org/Core.htm


อันที่จริงเขามาประเทศมาเลยเซียครั้งนี้เพื่อร่วมงาน International Islamic Fair ที่จัดขึ้นที่ PWTC:Putra World Trade Center ที่ กัวลาลัมเปอร์ เขามาพูดในวาระ WORLD AFFAIRS & GLOBAL ISSUES ในหัวข้อ Sept 11 - The Day I thought I had Died เขาเป็นหนึ่งในหลายคนที่พูดเกี่ยวกับความจริงในเหตุการณ์ 11 กันยายน

ดิฉันไม่ได้ไปฟังเขาพูดที่ PWTC หรอกค่ะ แต่ได้มีโอกาสมาฟังที่มหาวิทยาลัย ซึ่งทางคณะนักศึกษาที่ไปฟังที่ PWTC ได้เชิญเขามาพูดอีกครั้งหนึ่ง ก็นับว่าเป็นโอกาสอันดีของดิฉันที่ได้ฟังเรื่องราวในเหตุการณ์วันนั้นจากถ้อยคำของผู้ที่ประสบโดยตรง

ดิฉันขอสรุปคร่าวๆ ละกันนะคะ

นายวิลเลี่ยม ผู้นี้เป็นพนักงานทำความสะอาดตึก WTC มาประมาณ 20 ปี (จำไม่ได้แล้วว่าตึกไหน) เขาก็เคยเป็นบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์ลอบวางระเบิดตึกแฝดนี้เมื่อหลายปีก่อนหน้าเหตุการณ์ 9/11 เช่นกัน

ในเช้าวันนั้น (11กันยายน2544) ประมาณ 8.30 น. เขามาทำงาน(เขาบอกว่าเขามาทำงานสายไป 30 นาที) ก่อนที่จะเริ่มทำงาน ก็มีโอกาสได้คุยกับ supervisor ของเขาที่ชั้นใต้ดินของตัวอาคาร เขาบอกว่าในวันนั้น มีหลายสิ่งค่อนข้างผิดสังเกต ปกติแล้วเวลาผ่านห้อง รปภ. จะเห็นเจ้าหน้าที่ทำงานตลอด แต่วันนั้นไม่มี รวมถึงพนักงานที่รับผิดชอบดูแลชั้นใต้ดินก็ไม่มี หลังจากผละจากการสนทนากับ supervisor ก็ขึ้นไปชั้นบน

เขาบอกว่า ก่อนที่เครื่องบินจะบินชนตึกไม่กี่วินาที เขาได้ยินเสียงดังที่คล้ายกับเสียงระเบิดมาจากชั้นใต้ดิน เขาค่อนข้างแน่ใจว่าเป็นเสียงระเบิด เพราะจากประสบการณ์ในการระเบิดหลายปีก่อนหน้านี้ มันบอกเขาว่า นี่เป็นเสียงระเบิด เขายังบอกให้ทุกคนที่กำลัง มึนงง ให้รีบหนีออกจากตัวตึก เพราะนี่เป็นการวางระเบิด ระหว่างที่ชุลมุนกันอยู่เขาต้องตกใจ เมื่อเห็นพนักงานชายผิวดำคนหนึ่งที่ขึ้นมาจากชั้นใต้ดิน เนื้อตัวของชายผู้นั้นอยู่ในสภาพที่บอกได้ว่าถูกสะเก็ดระเบิดมา เพราะเนื้อที่แขนขาดรุ่งริ่ง (นี่ก็เป็นการยืนยันได้ว่า เสียงที่เขาได้ยินคือเสียงระเบิด) เขาเป็นคนที่ได้รับอนุญาตให้ถือกุญแจกลาง (The Master Key) (วิลเลี่ยมได้โชว์กุญแจดอกนั้นให้นักศึกษาได้ดูกันด้วย) เขาเป็นผู้ที่ช่วยชีวิตผู้คนที่อยู่ในตึก (แต่ไม่ทั้งหมด) ได้ประมาณกว่าสองร้อยคน จากที่เขาเล่า เขาพยายามจะขึ้นไปช่วยคนอื่นที่อยู่ข้างบน แต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะไม่สามารถขึ้นไปได้ เนื่องจากมีการระเบิดที่ชั้นบน (เข้าใจว่าน่าจะเป็นเครื่องบินชน) เขาเป็นคนสุดท้ายที่วิ่งออกมาจากตึก จึงได้นามว่า The last survivor of 9/11

นอกจากเหตุการณ์ในวันนั้นที่เขาเล่าให้ฟังแล้ว เขายังบอกถึงความไม่ชอบมาพากลของการ สอบสวน เหตุการณ์ 9/11 ที่รัฐบาลสหรัฐปฏิบัติ ตามปกติแล้วญาติของผู้เสียชีวติและผู้เสียหายมีสิทธิที่จะรับทราบข้อมูลอย่างละเอียด แต่สิทธิดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตในเหตุการณ์ครั้งนี้ เขาถูกเชิญให้พูดในสิ่งที่รัฐบาลอยากให้เขาพูด (ซึ่งผู้ก่อเหตุครั้งนี้ ถูกเชื่อว่าเป็นฝีมือของกลุ่มของโอซามา บินลาเดน และการถล่มของตัวตึกทั้งสองนั้นมาจากสาเหตุที่เครื่องบินพุ่งเข้าชน) เขาบอกว่า เขาต้องทำอะไรซักอย่าง เพราะเขารู้ว่าต้นเหตุของการถล่มไม่ได้มาจากข้างบน แต่มาจากชั้นใต้ดิน เขาได้รับการสนับสนุนเงินจากเศรษฐีอเมริกันผู้หนึ่ง(จำชื่อไม่ได้แล้ว)ในการเดินทางรอบโลกเพื่อพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้

หลังจากที่เขาเล่าเหตุการณ์จนจบ ก็มีนักศึกษาและอาจารย์ถามปัญหาสองสามคน คำถามแรกรู้สึกว่าจะมาจากอาจารย์ชาวมาเลเซีย ถามประมาณว่า เขาไม่กลัวหรือที่ออกมาให้ข้อมูลที่ขัดกับที่รัฐบาลสหรัฐประกาศไว้ เขาบอกว่าที่อเมริกา ในเหตุการณ์เช่นนี้ คุณต้องพึ่งสื่อเท่านั้น (ประมาณว่ายิ่งดังยิ่งปลอดภัย ถ้าเงียบเมื่อไร จบเลย) เพราะรัฐไม่กล้าทำอะไรหากอยู่ในความสนใจของสื่อมวลชน

คำถามต่อมา มาจากนักศึกษาชาวปาเลสไตน์ ถามประมาณว่า จริงหรือไม่ที่ก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน พนักงานที่เป็นชาวยิวทุกคน ได้ลาหยุด นายวิลเลี่ยมบอกว่าจริง พนักงานที่เป็นชาวยิวจะได้รับ sms ให้ลาหยุดงานในช่วงอาทิตย์นั้น

ก่อนจาก เขายังพูดถึงมุสลิมว่า "Muslims should open your mouths!!" (ไม่ใช่ให้เปิดปากหรืออ้าปากนะ) ประมาณว่า ชาวมุสลิมจะมานั่งเงียบกับการสรุปสาเหตุของเหตุการณ์นี้ไม่ได้ (ก็จริงของเขานะ)

การมาพูดของเขาในครั้งนี้นอกจากที่ดิฉันจะรู้ได้รู้ถึงสิ่งที่ไม่เคยรับรู้มาก่อนเลย (การระเบิดที่ชั้นใต้ดิน) ดิฉันได้ทราบอีกว่า ตอนนี้มีการนำเอาเหตุการณ์ 9/11 มาเปิดเผยกันใหม่ว่า ทำไมตัวตึกถึงถล่มลงมาใด้อย่างมีระบบ เหมือนกับได้มีการวางแผนมาก่อนแล้ว (กล่าวคือถ้าย้อนกลับไปดูภาพเหตุการณ์ในขณะที่ตัวตึกทลายลงมา รูปแบบการทลายของมันไม่ต่างกับเวลาที่ตึกร้างตึกหนึ่ง ถูกทำลายด้วยระเบิด เพราะมันถล่มในแนวดิ่ง ทั้งนี้เพื่อให้กระทบกระเทือนบริเวณข้างเคียงน้อยที่สุด) ยังมีข้อสงสัยอีกมาก

นอกจากการสรุปผลของ WTC ที่มีกลิ่นไม่ค่อยดีแล้ว ก่อนหน้านี้ดิฉันยังได้รับอีเมล์ วิดีโอคลิปจากเพื่อน ถึงการสรุปผลการโจมตีของตึกเพนทากอน ก็ส่อว่าไม่สวยเหมือนกัน เพราะสิ่งที่พุ่งเข้าชนตัวตึกศูนย์กลางทางทหาร ทรงห้าเหลี่ยม ของสหรัฐ นั้นไม่น่าจะใช่ เครื่องบิน แต่เป็นจรวดนำวิถีมากกว่า

หากผู้อ่านอยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติม หาอ่านได้จาก สองเว็ปนี้ http://www.reopen911.org และ http://www.willthomas.net/911/index.htm ทั้งสองเว็ปมีข้อมูลและวิดีโอคลิปเกี่ยวกับเรื่องนี้


ข้างล่างเป็นวิดีโอคลิปหนึ่งจากหลายๆคลิป Reopen 911 ที่นำมาจาก http://www.youtube.com
(ดับเบิ้ลคลิกที่ตรงกลางจอ)






Create Date : 17 มิถุนายน 2549
Last Update : 19 เมษายน 2553 10:39:40 น.
Counter : 4317 Pageviews.

5 comment
“แล้วคุณได้จูบลาเขา..แทนฉันหรือเปล่า” บทความจาก อังคณา นีละไพจิตร
ได้รับอีเมล์จากเพื่อนคนหนึ่ง (ขอบคุณนะ) เธอส่งบทความนี้มาฝาก อาจเป็นเรื่องเก่าสำหรับคุณ แต่ดิฉันคิดว่าเรื่องนี้ในความรู้สึกของผู้เขียนบทความ มันเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ความรู้สึกเสียใจ ท้อใจ คงไม่ต่างจากวันแรกที่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเท่าไรนัก ลองอ่านกันดูนะ แล้วบอกกันบ้างว่าคุณรู้สึกอย่างไร


ผู้เขียน: นางอังคณา นีละไพจิตร

ก่อนคุณสมชายจะถูกทำให้หายตัวไปประมาณหนึ่งสัปดาห์ ดิฉันได้ทำความสะอาดตู้หนังสือที่มีอยู่ประมาณ 10 ตู้ภายในบ้าน
ดิฉันและคุณสมชายเป็นคนที่รักและหวงแหนหนังสือมาก เพราะถือได้ว่า เป็นทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดชิ้นเดียวของบ้าน “ นีละไพจิตร” คุณสมชายเดินผ่านมาและได้หยิบหนังสือเก่าๆ เล่มหนึ่งไปอ่าน คืนนั้นดิฉันเห็นคุณสมชายนอนอ่านจนดึก จนถึงวันนี้หนังสือเล่มนั้นยังคงวางนิ่งอยู่ตรงหัวนอนของคุณสมชาย

ถ้าวรรณกรรมคือสิ่งซึ่งสะท้อนภาพความจริงในสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมดังที่มีคนเคยกล่าวไว้ หนังสือเล่มนั้นก็ได้สะท้อนภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อย่างชัดเจน ความจริงที่ชาวมุสลิมถูกกระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐอย่างโหดเหี้ยมทารุณด้วยความไม่เป็นธรรม ความจริงที่ไม่เคยถูกบันทึกไว้ว่าเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่นำมาซึ่งปัญหาความรุนแรงจนทุกวันนี้ ความจริงที่พื้นที่บางแห่งบนผืนแผ่นดินไทยบทบัญญัติของกฎหมายไม่สามารถเข้าไปถึง ความจริงที่ไม่เคยมีการยอมรับและแก้ไข คุณสุชีพ ณ สงขลา ผู้เขียนวรรณกรรมเล่มนั้นได้เขียนไว้บนหน้าปกหนังสือของท่านว่า
เรื่องสมมติกลางเสียงปืนในสามจังหวัดภาคใต้ จากแฟ้มข่าวสะเทือนขวัญของหนังสือพิมพ์ ประชาธิปไตย
“กระสุนนัดละบาท” หรือเรียกกันในหมู่คนไทยมุสลิมว่า
ซือโก๊ะ แซกอ

คุณสุชีพยังได้กล่าวถึงแรงบันดาลใจในการเขียนหนังสือเล่มนี้ไว้ประการหนึ่งว่า “จากหลายๆ สาเหตุที่กระผมได้พบเห็นมาเอง และจากผู้มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องราวเหล่านี้ที่นั่น และที่กรุงเทพฯหลายท่านที่ได้ให้ความกรุณากับผมอย่างดียิ่ง จนสามารถชี้ให้เห็นซึ่งปัญหา
และจุดบกพร่องที่ควรกำจัดให้หมดไปจากผืนแผ่นดินไทย
โดนเฉพาะต้นเหตุ ... ข้าราชการเลว” [1]

เรื่องราวใน ซือโก๊ะ แซกอ คือบันทึกในประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของ 3 จังหวัดภาคใต้ที่เกี่ยวกับความรุนแรงซึ่งกระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2518 เมื่อชาวไทยมุสลิม 5 คน
ถูกฆ่าอย่างเหี้ยมโหดทารุณ โดยทหารนาวิกโยธิน และนำศพไปโยนทิ้งไว้ที่สะพานกอตอ อ.บาเจาะ จังหวัดราธิวาส แต่เผอิญมีผู้รอดชีวิตมาได้ 1 คน คือ ด.ช.สือแม บราเซะ ซึ่งถูกแทงจากข้างหลังและถูกตีที่ศีรษะ และสามารถว่ายน้ำเอาชีวิตรอดมาได้ และเป็นพยานสำคัญที่บอกเล่าเรื่องราวความโหดเหี้ยมทารุณนี้ ต่อมาเหตุการณ์นี้จบลงด้วยการทำสัญญาระหว่างญาติผู้ตาย กับ ตัวแทนของ
พล.อ.สัณต์ จิตรปฏิมา (ผู้มีอำนาจสูงสุดในการรักษาความสงบสี่จังหวัดภาคใต้) เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. 2518 โดยทางราชการยอมชดใช้ค่าเสียหายแก่ญาติผู้ตายและผู้บาดเจ็บ
แต่เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เกิดประท้วงครั้งใหญ่ของชาวไทยมุสลิม ที่จังหวัดนราธิวาสเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2518
และนำมาซึ่งการสลายการชุมนุมที่มีผู้เสียชีวิตถึง 11 คน

ขณะเกิดเหตุการณ์นั้น คุณสมชาย นีละไพจิตร เพิ่งเริ่มเป็นทนายความและมีส่วนในการรับรู้ถึงความไม่ชอบธรรมที่เกิดขึ้น และเป็นแรงบันดาลใจสำคัญประการหนึ่งในการเริ่มต้นการทำงานเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับพี่น้องมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้
ตามกระบวนการยุติธรรม ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญสืบเนื่องและยาวนานมาจนถึง ...วันที่ 12 มีนาคม 2547 วันที่คุณสมชายถูกทำให้หายตัวไป

คุณสมชาย นีละไพจิตร เป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่งที่รู้สึกทนไม่ได้เมื่อมีความไม่ชอบธรรมเกิดขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเกิดกับประชาชนที่ยากจน ขาดความรู้ หลังจากที่มีโอกาสรับรู้ และช่วยเหลือผู้ได้รับความอยุติธรรมมากขึ้น คุณสมชายก็ได้เห็นวิธีปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องต่างๆ ของเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างพยานหลักฐานเท็จ การตั้งข้อกล่าวหาเกินเลยจากพยานหลักฐานที่พบ การใส่ร้ายป้ายสีประชาชนผู้บริสุทธิ์ เมื่อคุณสมชายรับที่จะทำคดีใดแล้วก็จะทำอย่างเต็มความสามารถ
เพื่อที่จะพิสูจน์ข้อเท็จจริงบนพื้นฐานของความเป็นธรรม
และการเคารพในสิทธิมนุษยชน คุณสมชายจะทำงานด้วยความรอบคอบ และระมัดระวัง จนทำให้เป็นที่หวั่นเกรงของเจ้าหน้าที่รัฐ นับว่ามีทนายความชั้นผู้ใหญ่น้อยคนนักที่สนใจ และมีความเชี่ยวชาญในการทำคดีอาญา
เนื่องจากเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าคดีเหล่านี้เป็นคดีที่แทบจะไม่มีค่าตอบแทน โดยเฉพาะเมื่อผู้ถูกกล่าวหานั้นเป็นคนจน เป็นคนด้อยโอกาสในสังคม แต่คุณสมชายก็ยังยืนหยัดที่จะทำหน้าที่ในการปกป้องความเป็นธรรม
ในตลอดระยะเวลานานกว่า 30 ปีในการต่อสู้ของคุณสมชายนั้น พบว่าความไม่เป็นธรรมต่างๆหล่านี้ยังคงดำรงอยู่และมิได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย โดยที่ตลอดเวลาผ่านมามิได้มีการแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง ไม่เคยมีการยอมรับและเปิดเผยความจริง ไม่เคยมีการเยียวยา และไม่เคยมีความยุติธรรมให้กับประชาชนทุกคนอย่างเสมอหน้ากัน

ที่ผ่านมาจากอดีตจนถึงปัจจุบันรัฐมองเห็นใครก็ตามที่ไม่พูดภาษาไทย คนนั้นมิใช่คนไทย ใครก็ตามที่แต่งกายไม่เหมือนคนไทย คนนั้นมิใช่คนไทย ใครก็ตามที่คิดไม่ตรงกับเจ้าหน้าที่รัฐ คนนั้นมีศักยภาพที่จะเป็นศัตรูกับรัฐได้ รัฐมองชาวไทยมุสลิมด้วยสายตาแห่งความไม่ไว้วางใจตลอดมา

น่าแปลกใจที่ความรุนแรงต่างๆที่เกิดขึ้นนับแต่อดีตที่ผ่านมานั้นมักหาตัวผู้กระทำความผิดมิได้
แม้เหตุการณ์เผาโรงเรียน 36 แห่งในวันและเวลาใกล้เคียงกันเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2536 จนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังไม่ สามารถหาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้แม้แต่คนเดียว เช่นเดียวกับเหตุการณ์ปล้นปืนเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 ที่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่สามารถหาตัวผู้กระทำผิดและอาวุธปืนที่ถูกปล้นไปกลับคืนมาได้ และภายหลังเหตุการณ์นั้นไม่นาน คุณสมชาย นีละไพจิตร ก็ถูกบังคับให้หายตัวไป กลางถนนใหญ่ในเมืองหลวง ต่อหน้าผู้คนมากมายโดยไม่มีความเกรงกลัวกฎหมาย ภายหลังจากที่คุณสมชายร้องเรียนเรื่องการซ้อมทรมานผู้ต้องหา 5 คนโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเป็นแกนนำในการล่ารายชื่อเพื่อยกเลิกกฎอัยการศึก ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐในการควบคุมตัวผู้ต้องหาได้เกินกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และนำมาซึ่งการสูญหายของประชาชนมากมายใน 3 จังหวัดภาคใต้ สาเหตุ 2 ประการนี้จะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คุณสมชายต้องถูกทำให้หายตัวไปหรือไม่ รัฐบาลคุณทักษิณ ชินวัตร เท่านั้นที่จะต้องเป็นผู้ตอบ

ดิฉันใช้ชีวิตร่วมกับคุณสมชายมากว่า 20 ปี ได้รับรู้ถึงความไม่ชอบธรรม และการใช้ความรุนแรงต่างๆมามาก แต่ไม่เคยเห็นความรุนแรงเท่ากับที่ได้เกิดขึ้นเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมานี้เลย ไม่มีใครตอบได้ว่าทำไมเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2547 คนชราอายุ 60 ปีเศษ หรือเด็กวัยรุ่นอายุ 18-19 ปี จึงสามารถหยิบมีด หยิบไม้ขึ้นมาต่อสู้กับอำนาจรัฐที่มีอาวุธสงครามอยู่ในมือ ทำไมคนเหล่านี้จึงยอมละทิ้งครอบครัว วิ่งเข้าหาความตาย ภายในใจของเขานั้นคิดอะไรอยู่ น่าเสียดายที่ 100 กว่าศพนั้นไม่เหลือรอดชีวิตมาเพื่อที่จะตอบคำถามแก่ครอบครัว และพี่น้องร่วมชาติของเขาได้ สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้คงเป็นบาดแผลที่เกิดขึ้นยาวนานมาจากอดีต ซึ่งไม่เคยได้รับการเยียวยา แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ การใช้อำนาจอันมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ การปิดบังข้อเท็จจริง การเลือกปฏิบัติ และการที่ความยุติธรรมมิได้ถูกนำมาเป็นแนวทางหลักในการแก้ปัญหา ดิฉันไม่ทราบว่าสิ่งต่างๆเหล่านี้จะสร้างบาดแผลในใจของผู้บริสุทธิ์อีกมากมายเพียงใด และถ้าปัญหานี้ยังไม่ได้รับการเยียวยา แก้ไข ก็เท่ากับว่าเรากำลังสร้างปมเงื่อนใหม่แห่งความเคียดแค้น ชิงชังขึ้นในสังคม และผู้ที่จะได้รับผลกระทบก็คือ ... ลูกหลานเราในวันหน้านั่นเอง

การทำให้คนๆ หนึ่งต้องหายตัวไปนั้น
เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมานานแล้วในสังคมไทย เพราะวิธีการนี้เป็นวิธีการในการทำลายหลักฐานชั้นเยี่ยม เงียบ ไม่โฉ่งฉ่าง และไม่เหลือร่องรอยไว้ผูกมัดผู้กระทำความผิด
โดยที่ผู้กระทำผิดเหล่านั้นไม่เคยคำนึงถึงบุคคลที่อยู่ข้างหลังว่าจะต้องทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสเพียงใด
คนที่จะทำเช่นนี้ได้ก็คงมีเฉพาะผู้ที่มีจิตใจโหดเหี้ยม อำมหิต เท่านั้น โดยเฉพาะเมื่อเป็นการกระทำที่เกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐแล้ว รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องออกมาแสดงความรับผิดชอบ ต้องตระหนักถึงความจริงที่ว่าการกระทำอาชญากรรมใดๆนอกกฎหมายไม่ใช่หนทางของการแก้ปัญหา แต่เป็นการสร้างอาชญากรรมที่เลวร้าย รุนแรง และลุกลามมากขึ้นกว่าเดิม การสร้างสังคมประชาธิปไตยที่เชื่อมั่นในอำนาจของประชาชน เชื่อมั่นในหลักนิติธรรม และยึดถือธรรมมาภิบาล จะถูกทำลายลงหากเจ้าหน้าที่รัฐยังคงกุมอำนาจเบ็ดเสร็จในการ “อุ้มฆ่า” และทำลายหลักฐานโดยไม่แยแสต่อขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม

ในตลอดระยะเวลายาวนานที่ผ่านมาเราพบว่ามีศพไม่มีญาติมากมายที่ถูกนำไปกองรวมไว้ที่สุสาน
แต่กลับไม่เคยมีองค์กรใดของรัฐเข้ามาแสดงความรับผิดชอบอย่างจริงจังในการค้นหาความเป็นธรรมให้กับพวกเขา
ไม่เคยมีใครพยายามหาคำตอบว่าเขาคือใคร ถูกกระทำอย่างไร ไม่เคยมีใครพยายามนำเขากลับคืนสู่ครอบครัว สู่คนที่เขารัก และสู่คนที่รักเขา ไม่เคยมีผู้กระทำความผิด และไม่เคยมีผู้ใดออกมาแสดงความรับผิดชอบ

คุณสมชาย นีละไพจิตร เป็นเพียงหนึ่งในบรรดาผู้สูญหาย คุณสมชายไม่ต่างจากผู้สูญหายคนอื่นๆในการไม่ได้รับความความสนใจจากผู้มีอำนาจ ไม่ใส่ใจและปฏิเสธความรับผิดชอบมาโดยตลอด แต่คุณสมชายโชคดี และได้เปรียบผู้สูญหายคนอื่นๆ ตรงที่คุณสมชายได้รับความห่วงใยและใส่ใจจากภาคประชาชน และองค์กรภาคประชาสังคมทั้งในและนอกประเทศมากมาย ที่ผนึกกำลังร่วมแรงใจในการค้นหาความจริง แม้จะกระทำได้อย่างยากลำบากที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบันที่ปัญหาสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งไร้สาระในสายตาของผู้มีอำนาจในบ้านเมือง คดีการลักพาตัวคุณสมชายน่าจะเป็นคดีแรกที่มีการนำขึ้นสู่กระบวนการพิจารณาของศาล เป็นคดีที่ประชาชนฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจในข้อหาลักพาตัวแล้วทำให้หายไป
ในท่ามกลางปัญหาและความกดดันต่างๆมากมาย สุดท้ายศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเชื่อว่ามีการลักพาตัวคุณสมชายจริง โดย พ.ต.ต.เงิน ทองสุก กับพวกอีก 3-5 คน ศาลเชื่อว่ามีการติดตามคุณสมชายในวันเกิดเหตุจริง แต่ศาลก็มิอาจลงโทษในความผิดที่หนักกว่าข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยวได้ เพราะขาดพยานหลักฐานที่สำคัญ คือ “ รอยเลือด หรือชิ้นส่วนของศพ “ ที่จะนำไปสู่ข้อหา ประทุษร้าย หรือฆาตกรรมได้ ตรงนี้เองที่อาจถือเป็นช่องโหว่ของกฎหมายที่ทำให้ผู้กระทำความผิด โดยเฉพาะผู้ที่มีอำนาจอยู่ในมือมักใช้เป็นวิธีการในการอำพรางข้อเท็จจริง และปกปิดความผิดของตนเอง ในขณะที่ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมีพัฒนาการขึ้นอย่างรวดเร็ว และสามารถเป็นเครื่องมือให้ผู้กระทำความผิดสามารถปิดบังซ่อนเร้นพฤติกรรมของตนเองได้มากขึ้น แต่กฎหมายไทยก็ยังคงสงบนิ่งและยังคงความศักดิ์สิทธิอยู่ในที่เดิมโดยมิอาจก้าวทันความเปลี่ยนแปลงต่างๆของโลก ความฉ้อฉล และการอำพรางความจริงของฆาตกรซึ่งได้มีการพัฒนาวิธีการในการปกปิดพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงได้อย่างแนบเนียนยิ่งขึ้น

แม้กฎหมายจะได้ลงโทษผู้ลักพาตัวคุณสมชายในข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยวในโทษหนักที่สุดแล้ว
แต่หลังจากนั้นคุณสมชายก็ยังมิอาจกลับคืนสู่ครอบครัว และสังคม แม้ระยะเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด อาจนานจนชั่วชีวิตของดิฉันเอง แล้วคุณสมชายหายไปไหน หลังจากถูก พ.ต.ต.เงิน ทองสุก กับพวก ผลักขึ้นรถแล้วหายตัวไป ? กฎหมายจะแสดงความรับผิดชอบต่อความสูญเสียของครอบครัวและประชาชนทั่วไปได้อย่างไร ?

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่องค์ความรู้ทางนิติศาสตร์จะทบทวนบทบาทในการที่จะปกป้องและพิทักษ์รักษาความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมได้อย่างแท้จริง
โดยองค์ความรู้ที่เรามีอยู่นั้นมีความชัดเจน และยืนอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคมมากน้อยเพียงใด
เพื่อว่าองค์ความรู้ที่เรามีอยู่จะนำมาซึ่งสังคมที่มีความเป็นธรรม บนพื้นฐานความรู้ที่หนักแน่นและอดทนต่อความเป็นจริงของมนุษย์ และเพื่อว่าองค์ความรู้ที่เรามีอยู่จะไม่เป็นการให้อภิสิทธิ์แก่คนกลุ่มหนึ่งให้เหนือคนอีกกลุ่มหนึ่ง
และเพื่อว่าองค์ความรู้ของเราจะไม่ ... แม้กระทั่งเป็นตัวการในการทำลายความเป็นจริง และความเป็นธรรมของมนุษย์ในสังคมเสียเอง

อย่างไรก็ตามดิฉันและครอบครัวยังคงเชื่อมั่นในความยุติธรรม แม้ที่ผ่านมาดิฉันเคยได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของหน่วยงานยุติธรรมว่า ดิฉันควรเลือกที่จะรับความช่วยเหลือมากกว่าที่จะพยายามแสวงหาความเป็นธรรม เพราะความยุติธรรมไม่เคยมีในโลกนี้
ดิฉันไม่เข้าใจว่าในเมื่อเจ้าหน้าที่ระดับสูง ซึ่งมีหน้าที่อำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรม ยังไม่เคยเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม แล้วชาวบ้านธรรมดาๆจะยังสามารถฝากความหวังไว้กับใครได้อีก
แต่สำหรับดิฉันแล้วไม่ว่าที่สุดคดีการถูกบังคับให้หายตัวไปของคุณสมชายจะจบลงอย่างไร ดิฉันเชื่อมั่นว่าสักวันหนึ่งทุกสิ่งที่ได้บันทึกไว้ในสำนวนคดีนี้จะได้รับการเผยแพร่สู่สาธารณชน และประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินในที่สุด

กว่าจะมาถึงวันนี้ดิฉันผ่านอะไรมามากมาย ทั้งความผิดหวังจากหน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่ในการอำนวยความยุติธรรม และความหวังที่ถักทอขึ้นจากบรรดากัลยาณมิตร และมิตรภาพของผู้คนร่วมสังคม น้ำใจไมตรีและความกล้าหาญของเด็กผู้หญิงนิรนามซึ่งเป็นประจักษ์พยานสำคัญในคดี รวมทั้งความเสียสละ อดทน และอหิงสาของลูกๆทุกคน สิ่งเหล่านี้เองที่หล่อเลี้ยงหัวใจของดิฉันให้เข้มแข็ง และสามารถยืนหยัดอยู่ได้

ดิฉันเชื่อว่าบางที่การต่อสู้ของคนเล็กๆคนหนึ่งในสังคมอาจให้บทเรียนกับผู้มีอำนาจบ้างก็ได้และ ณ วันนี้ดิฉันเชื่อว่า ไม่ว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นกับชีวิตของคุณสมชายก็ตาม คุณสมชายจะไม่เสียใจ แต่จะภาคภูมิใจที่มีโอกาสได้ทำหน้าที่ของมนุษย์คนหนึ่ง และในฐานะบ่าวผู้ภักดีของพระผู้เป็นเจ้าจนถึงที่สุดของชีวิต ...

วันนี้ร่างของคุณสมชายคงสงบนิ่งอยู่ ณ ที่ใด ที่หนึ่งโดยปราศจากซึ่งความกลัว ความกังวล และห่วงใย ดิฉันจึงได้แต่ฝากคำถามไปยังผู้มีโอกาสได้พบร่างของคุณสมชาย ดังบทกวี “Death“
ของ Harold Pinter ผู้ได้รับรางวัล โนเบล สาขาวรรณคดี เมื่อปี 2548
และในวลีสุดท้ายที่ว่า ....


...แล้วคุณ...ได้จูบลาเขา ....แทนฉันหรือเปล่า


อังคณา นีละไพจิตร
12 มีนาคม 2549 ประเภทข่าว : ข่าวอาชญากรรม

(source: E-mail)



Create Date : 17 มิถุนายน 2549
Last Update : 19 เมษายน 2553 10:42:30 น.
Counter : 197 Pageviews.

0 comment

ibafay
Location :
ยะลา  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



Creative Commons License
ผลงานวิจารณ์ต่างๆบน http://ibafay.bloggang.com ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.


*RighHere*RightNow*