“A path is made by walking on it.”
Group Blog
 
All blogs
 

ถ้า โลกนี้ ไม่มี แมว






"โลกที่มีผมอยู่ กับโลกที่ไม่มีผม ต่างกันแค่ตรงนั้นเอง...
ช่องว่างเล็กๆ ที่เป็นสัญลักษณ์บอกว่าผมเคยมีชีวิตอยู่"


ผู้แต่ง: Genki Kawamura
ผู้แปล: ดนัย คงสุวรรณ์
สนพ.  Maxx Bublishing


ของบางสิ่ง มีอยู่ก็ไม่มากไป ขาดหายไปก็ไม่น้อยเกิน
ดังนั้นมันสามารถถูกแลกเปลี่ยนออกไปอย่างไม่เสียดาย

ของบางสิ่ง มีค่าควรแก่การทนุถนอม มีค่ามากกว่าเงินทอง บางครั้งยังมากกว่าชีวิต
ดังนั้นมันจึงถูกรักถูกหวงแหน และไม่มีวันถูกลืมเลือนได้ตลอดกาล

สุดท้ายยังมี...

ของบางสิ่ง แม้มีคุณค่าสูงยิ่ง แต่เราละเลยมันเสมอ
ดังนั้นมันจึงจากเราไป จากไปแบบไม่มีวันหวนคืน ต่อให้เราสำนึกได้ในภายหลัง นั่นก็สายไปแล้ว

ชายหนุ่มมีอาชีพเป็นบุรุษไปรษณีย์ เขาถูกแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคเนื้องอกในสมอง... เขากำลังจะตาย
เมื่อมองไปรอบกาย เขาไม่มีใคร มีเพียงแมวที่อยู่เป็นเพื่อนร่วมห้องของเขา บางครั้งเขาก็คิดว่าชีวิตของตนมิได้มีคุณค่าความหมายอันใด

 “อาชีพบุรุษไปรษณีย์... สักวันก็คงไม่มีแล้ว”
“โลกนี้มันเต็มไปด้วยของแบบที่ไม่มีก็ได้”

แต่เขายังไม่อยากตาย
เมื่อความตายมาเยือนตรงหน้า เขาจึงยินดีแลกเปลี่ยน ‘สิ่งของ’ เหล่านั้น เพื่อให้ได้มีชีวิตต่อไปในแต่ละวัน

และนั่นคือเส้นทางที่นำชายหนุ่มไปสู่มุมมองใหม่ๆ ที่มีต่อสิ่งต่างๆ รอบตัว
ความตายนำพาความมืดมิดอมตะนิรันดร์กาลมาสู่บางคน
แต่สำหรับบางคน ความตายคล้ายส่องแสงสว่างให้เขาได้ทบทวนหวนนึก และมองเห็นคุณค่าที่ตนไม่เคยมองเห็น
...............................................................................

การลบสิ่งใดสิ่งหนึ่งออกไปจากชีวิต ก็เหมือนกุศโลบายที่ปราณีต่อคนใกล้ตาย ให้เขาได้ลืม และค่อยๆ ตายอย่างหมดอาวรณ์
แต่นั่นไม่ใช่การตายอย่างเชื่องช้า แสนทรมานหรอกหรือ

หากเราต้องสูญเสียสิ่งต่างๆ และความทรงจำต่อสิ่งนั้นไปจนหมดสิ้น แล้วเราจะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่ออะไร
หัวใจของมนุษย์แตกต่างจากหัวใจของสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น
เพราะหัวใจของมนุษย์เป็นกล่องเก็บความทรงจำ ทุกครั้งที่มันถูกเปิดออก ชิ้นส่วนแห่งอดีตจะพากันพรั่งพรูออกมา

ในกล่องส่วนตัวของเราใบนั้น... ดวงตาหม่นเศร้าเฝ้ามองรอยยิ้ม เสียงหัวเราะดังกังวานในร่องรอยเหือดแห้งของหยดน้ำตา
ความสุขความทุกข์ทั้งมวลที่ปรากฏในนั้น เป็นพลังที่ผลักดันให้หัวใจของเราเรียนรู้ที่จะรัก อย่างน้อยก็รักในคุณค่าของตนเอง
เพราะไม่ว่าจะเป็นเรื่องโศกเศร้าหรือสุขสันต์ ในที่สุดเรายังไม่ตาย สองเท้าของเราย่ำผ่านอดีตมา และจะยังก้าวต่อไป

หากต้องละทิ้งมันไปทีละสิ่ง จนสุดท้ายไม่หลงเหลือความทรงจำอันใดเป็นของตนเอง
พื้นที่ของหัวใจคงกลับกลายเป็นเพียงกล่องที่ว่างเปล่า
หัวใจที่ว่างเปล่าก็คือหัวใจที่ไม่สามารถเป็นบ่อเกิดของความรัก
หัวใจที่ไม่มีความรัก ไยมิใช่ก้อนหินที่ไร้คุณค่าความหมายโดยสิ้นเชิง
...............................................................................

หัวใจของชายหนุ่มไม่ใช่ก้อนหิน
สิ่งต่างๆ ในโลกนี้ไม่ได้ไร้คุณค่าความหมาย
การเป็นคนส่งจดหมายก็มีคุณค่าอย่างยิ่ง
ดังนั้นเขาออกแรงถีบจักรยานขึ้นเนิน ฝ่าสายลม เพื่อนำจดหมายฉบับหนึ่งไปส่งให้แก่คนที่สำคัญที่สุดคนหนึ่งในชีวิตของเขา

คนผู้นั้น
ความตาย

ใกล้เข้าไปทุกที






 

Create Date : 12 มิถุนายน 2559    
Last Update : 12 มิถุนายน 2559 17:14:25 น.
Counter : 465 Pageviews.  

เจ็ดอาถรรพ์: เสน่ห์ของนิยายในนิยาย






"อ่านต่อไป ไปด้วยกัน
เจ็ดอาถรรพ์มิอาจขาดใครคนหนึ่ง !"


ผู้แต่ง: ชิงชิว
ผู้แปล: มิราทิพย์
สนพ.  นานมีบุ๊คส์


เป็นนิยายเล่มหนามากๆ ... แต่ขอชื่นชม สนพ. นานมีที่มีความจริงใจต่อลูกค้า มาอย่างไรก็แปลไปอย่างนั้น ไม่หั่น ไม่แบ่ง เย็บเล่มอย่างดี ลองคิดดู... ถ้าหนังสือเล่มนี้พยายามจะดันตัวเองออกมาจากชั้นหนังสือ ยั่วยวนให้เราอ่านมันให้จงได้ ด้วยขนาดรูปเล่มแสนเขื่องกว่า ๖๕๖ หน้าของมัน จะเตะตาเรามากขนาดไหน

คุณจะห้ามใจไม่หยิบมันขึ้นมาอ่านได้หรือ ?

ใช่แล้วครับ เรากำลังพูดถึงนิยายสักเล่มที่ซุกตัวอยู่ในชั้นหนังสือเป็นเวลานาน นิยายที่คุณแทบจะไม่แยแสสนใจ หรือไม่ก็ลืมมันไปแล้ว แต่จู่ๆ วันดีคืนดีมันก็โผล่ออกมา แปลกประหลาด เย้ายวน ชวนฉงน

ถึงคุณจะไม่อยากใส่ใจ แต่มันขวางหูขวางตาคุณ...
ถึงคุณจะแกล้งทำเป็นมองไม่เห็น แต่หลังจากเดินผ่านไปมาหลายเที่ยว คุณเริ่มรู้สึกหงุดหงิด หันมองมันอย่างพินิจพิเคราะห์ ยื่นมือหยิบมันออกมา เปิดอ่านหน้าแรก...

วูบ!! ประดุจลำแสงสว่างจ้ายามรถไฟโผล่พ้นปากอุโมงค์ แล้วคุณก็พบว่าโลกหลังอุโมงค์นั่นแตกต่างจากโลกที่คุณเคยพบเจออย่างสิ้นเชิง เป็นโลกที่เต็มไปด้วยอาถรรพ์ ที่ถูกปลุกขึ้นมาจากมือของโจรปล้นสุสาน

โจวเจวี๋ย นักศึกษาธรรมดาๆ ที่หาลำไพ่พิเศษด้วยการทำงานในห้องสมุดได้พบเจอโลกใหม่ที่ว่านี้ หลังจากเขาได้พบและอ่านนิยายเก่าแก่ที่มีที่มาที่ไปสุดลี้ลับ เรื่อง ‘เจ็ดอาถรรพ์’ ซึ่งเล่าถึงเหตุการณ์ในช่วงที่ญี่ปุ่นยกทัพรุกรานเมืองหนานจิง

มันเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์ มีความตาย มีการขโมย และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นคืนชีพของ ‘อาถรรพ์’ ก่อนที่มันจะฝังตัวอย่างมิดชิดอยู่ในหนังสือนิยาย รอวันที่ใครสักคนจะเปิดมันออกอ่าน

แล้วอาถรรพ์ก็จะถูกส่งต่อ
จากมือของโจรปล้นสุสานสู่มือของหลินซี่ว์ตัวละครเอกในนิยาย และส่งต่อจากหลินซี่ว์สู่ผู้ที่ได้อ่านเรื่องราวของเขา ใครก็ตามที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ จะต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของมัน เป็นตัวละครจำเป็น ที่ต้องเผชิญกับประสบการณ์แปลกประหลาดพิสดารและน่ากลัว จะถอนตัวก็ไม่ได้ หากอาถรรพ์ไม่ถูกคลี่คลาย คนที่เกี่ยวข้องก็จะต้องมีอันเป็นไปเรื่อยๆ

ผู้แต่งใช้เทคนิคการเขียนไม่ใหม่ แต่ยังน่าสนใจมากๆ คือการเล่าเรื่อง ‘นิยายในนิยาย’ และสุดท้ายเนื้อหาบิดเป็นเกลียวซ้อนทับกันจนแทบแยกไม่ออก เห็นรูปเล่มใหญ่โตแบบนี้แต่เนื้อหาเดินหน้าตลอด ผู้แต่งไม่เยิ่นเย้อกับการปูเรื่องจนเกินไป จึงสามารถดึงดูดความสนใจของผู้อ่านได้อย่างรวดเร็ว มีฉากน่าสะพรึง/ตกใจโผล่มาเป็นระยะๆ คอยกระตุ้นให้ผู้อ่านตื่นเต้นและลุ้นไปเกือบทุกบรรทัด

เมื่อคุณอ่านนิยายเรื่องนี้จบ วางมันลงบนโต๊ะ คุณอาจจะเหลือบมองไปที่ชั้นวางหนังสือในบ้านของคุณ... มองด้วยความหวาดระแวง

และภาวนาไม่ให้มีหนังสือเก่าแก่ที่ดูแสนประหลาดโผล่ออกมาจากชั้นหนังสือ !




 

Create Date : 15 เมษายน 2559    
Last Update : 17 เมษายน 2559 7:10:58 น.
Counter : 584 Pageviews.  

ผู้ยิ่งใหญ่ กับมูลค่าของความเป็นวีรบุรุษ






"หากฉิ่นกอพอใจยืนชมจันทร์บนสะพาน
ท่านคิดจะชมจันทร์ ก็ต้องไปยืนอยู่ที่ใต้สะพาน!
เนื่องเพราะฉิ่นกอเป็น ผู้ยิ่งใหญ่!"


ผู้แต่ง: โกวเล้ง
ผู้แปล: ว. ณ เมืองลุง

จากรีวิวที่แล้วเรื่อง ตงกง ตำหนักบูรพา ขอต่อแนวเดียวกันอีกสักหนึ่งเรื่อง
แต่เรื่องนี้ตรงข้ามกับ ‘ตงกง’ ตรงที่มีเนื้อหาแนวสุขนาฏกรรม อ่านแล้วไม่ปวดตับ ทั้งยังขำขันเบิกบานใจยิ่ง

ชั้งซือซือ (เถียนซือซือ) ดรุณีน้อยโฉมสะคราญ ผู้ถือกำเนิดในชาติตระกูลอันสูงส่ง ปรารถนาใคร่หนีออกจากบ้าน เผชิญผ่านโลกภายนอก เพื่อค้นหา ‘วีรบุรุษ’ ในดวงใจของนาง

เขาผู้นั้นคือฉิ่นกอ (ฉินเกอ) ทั่วทั้งยุทธจักรใครบ้างไม่รู้จักฉิ่นกอ ชื่อของเขาโด่งดัง เรื่องเล่าเกี่ยวกับเขายิ่งอลังการกว่าความฝัน สาวเล็กสาวใหญ่พอรับฟังต่างหัวใจไหวหวั่นแทบละลาย

ชั้งซือซือก็เป็นหนึ่งในนั้น เมื่อนางถูกบิดาจับคลุมถุงชนให้แต่งงานกับชายที่นางไม่รู้จัก นางจึงตัดสินใจหนีออกจากบ้าน เพื่อตามหา ‘วีรบุรุษ’ ในดวงใจ

ระหว่างทาง นางต้องพบพานอุปสรรคมากหลาย บางครั้งถึงขั้นหวุดหวิดแทบเอาตัวไม่รอด แต่แล้วพลันมี ‘ปีศาจหัวโต’ ร่างอวบผู้หนึ่งคอยยื่นมือช่วยเหลือ จนนางรอดมาได้ทุกครั้งครา เขาผู้นั้นมีชื่อว่า เอี้ยฮ้วม (หยางฝาน)

จากตำนานที่เล่าขานกันปากต่อปาก โกวเล้งชักนำผู้อ่านให้ค่อยๆ รู้จักกับวีรบุรุษฉิ่นกอตัวเป็นๆ บุคลิกของเขา ความคิดอ่าน การกระทำ และความนับถือศรัทธาของเขา

ทำให้เราได้เห็นว่า ฉิ่นกอเป็นวีรบุรุษขึ้นมาได้ก็เพราะ ‘ค่านิยม’ โดยแท้ ตัวตนแท้จริงของเขาไม่อาจนับเป็นวีรบุรุษอันใด แต่พอมีใครสักคน (สมมติว่าเป็นนักการตลาดขั้นเทพ) ป่าวประกาศว่าเขาเป็นวีรบุรุษ

คำ ‘วีรบุรุษ’ ก็แพร่ระบาดยิ่งกว่าเชื้อโรค จนฉิ่นกอกลายเป็นวีรบุรุษขึ้นมาได้จริงๆ

เพราะอะไรน่ะหรือ? ก็เพราะสังคมของเราเต็มไปด้วย ‘นักฝัน’
นักฝันมักโหยหาวีรบุรุษ (ไอดอล) เพื่อปลอบประโลมและเติมเต็มจิตใจตนเอง

มูลค่าของความเป็นวีรบุรุษ หรือไอดอล ขึ้นอยู่กับความแรงของกระแส ‘ค่านิยม’ ที่จะแพร่กระจายไปในหมู่มวลชน ผู้เฝ้ารอแห่แหน กรีดร้อง ปรบมือ... ของใช้ของเหล่าไอดอลบางครั้งมีมูลค่ามหาศาล (อย่างไร้เหตุผล) ในตลาดประมูลสิ่งของ*

ฉิ่นกอ กับ เอี้ยฮ้วม นับเป็นสองบุคคลที่มีบุคลิกแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ฉิ่นกอ ถูกยกย่องว่าเป็นวีรบุรุษในยุทธจักร บุคลิกภาพและการแสดงออกเปิดเผย เข้มแข็ง ออกจะกระด้างอยู่บ้าง
เอี้ยฮ้วม กลับเป็นคนอ้วนหัวโต รูปลักษณ์ไม่น่ามอง แต่สติปัญญาเฉลียวฉลาด เก่ง และมีคุณธรรม ที่สำคัญชอบยียวนกวนประสาทชั้งซือซืออยู่เป็นนิจ

วีรบุรุษของคนอื่น อาจบางทีไม่ใช่วีรบุรุษของเรา
แล้วใครล่ะจึงสมควรเป็นวีรบุรุษที่แท้จริงในหัวใจของชั้งซือซือ?

เรื่องนี้มีแต่ชั้งซือซือจึงตอบได้
แต่อย่างน้อย หลังผ่านเผชิญโลกกว้าง นางได้เรียนรู้ข้อเท็จจริงประการหนึ่ง

“คนที่มีคุณค่าให้ท่านเคารพนับถือโดยจริงใจ ย่อมจะต้องให้ท่านรู้จักมันมาเนิ่นนานยิ่ง จึงให้ท่านได้ทราบว่ามันเป็นคนเช่นไร”



* ชื่อเสียงของเหล่าไอดอล ถือเป็น ‘ทุนสัญลักษณ์’ ที่สามารถนำไปสู่พลังทางวัฒนธรรม การเมือง เศรษฐกิจ (เงิน) ตามทรรศนะของปิแอร์ บูร์ดิเยอ






 

Create Date : 03 เมษายน 2559    
Last Update : 3 เมษายน 2559 17:41:42 น.
Counter : 354 Pageviews.  

ตงกง – ตำหนักบูรพา และความรักอยู่หนใด






จิ้งจอกน้อยเฝ้าคอยบนเนินทราย
เฝ้าคอยบนเนินทราย...


ผู้แต่ง: เฟยหว่อซือฉุน
ผู้แปล: ดารินทิพย์
สนพ.  สยามอินเตอร์บุ๊คส์


ตัดริบบิ้นประเดิมงานสัปดาห์หนังสือฯ เดือนมีนาคม ๒๕๕๙ ด้วย “ตำหนักบูรพา” นวนิยายจีนที่ จขบ. คิดว่าน่าสนใจและรออ่านมาหลายเดือน จริงๆ เรื่องนี้เคยถูกแปลแบบใต้ดินมาก่อน คราวนี้สนพ.สยามฯ ซื้อลิขสิทธิ์มาจัดพิมพ์อย่างถูกต้อง และยังได้นักแปลฝีมือดีมาทำหน้าที่ถอดความ ยิ่งทำให้เรื่องนี้น่าสนใจมากขึ้นไปอีก

เสี่ยวเฟิง เป็นองค์หญิงจากแคว้นซีเหลียง (อยู่ทางทิศตะวันตกของจีน) นางถูกส่งตัวเข้าพิธีแต่งงานในดินแดนจงหยวนกับหลี่เฉิงอิ๋น องค์ไท่จื่อแห่งอาณาจักรทางตะวันออกเพื่อเชื่อมสัมพันธ์ทางการทูต แต่หลี่เฉิงอิ๋นมีเจ้าเหลียงตี้ สนมคนโปรดเป็นคนรักอยู่ก่อนแล้ว การมาของเสี่ยวเฟิงจึงนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างพวกเขาทั้งสามคนอย่างเลี่ยงไม่ได้

เรื่องราวต่อจากนี้ (พูดอย่างไม่เปิดเผยเนื้อหา) ก็คือการผจญภัยของเสี่ยวเฟิง ผู้ชอบหลบหนีจากวันเวลาที่น่าเบื่อหน่ายในตำหนักตะวันออกมาเที่ยวเล่นภายนอก การต่อสู้แย่งชิง การฝ่าฟันอุปสรรค และการตามหาความหมายของความรักที่แท้จริง

ปมของเรื่องเริ่มต้นจากการแต่งงานแบบคลุมถุงชน คนสองคนแต่งงานกันด้วยเหตุผลทางการเมือง แต่ภาพร่างของครอบครัวที่อบอุ่นไหนเลยบังเกิดได้ หากขาดแคลนชิ้นส่วนที่สำคัญที่สุด... 

... ความรัก

ครอบครัวที่ไม่มีความรักไม่อาจถือเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์
ครอบครัวในตำหนักตะวันออกที่ประกอบขึ้นด้วยเหตุผลทางการเมือง จึงเต็มไปด้วยความวุ่นวาย การช่วงชิง และแผนการลอบทำร้าย

บางครั้งคำ ‘บ้านมีกฎบ้าน เมืองมีกฎเมือง’ ยังกลับกลายเป็นคมหอกทิ่มแทงคนในครอบครัวเอง

ไม่แปลกเลยที่เสี่ยวเฟิงมักชอบหลบหนีออกมาเที่ยวเล่น มีเพียงเบื้องนอกจึงเป็นสถานที่ ‘พักใจ’ ห่างไกลจากเรื่องราววุ่นวายภายในวัง มีเพียงเบื้องนอกที่นางสามารถพบเจอประสบการณ์แปลกใหม่ เพื่อถมทับความเปลี่ยวเหงาว้าเหว่ที่กัดกร่อนจิตใจ จนบางเวลานางถึงกับรู้สึกว่าตนเอง ‘เป็นโรคคิดถึงบ้าน’

อาจบางทีสำหรับเสี่ยวเฟิง การหนีก็คือการแสวงหา
เพราะในใจมีบางสิ่งที่ขาดหาย นางจึงก้าวออกไปยังโลกเบื้องนอก เพื่อค้นหาสิ่งที่สามารถเติมเต็ม
เรื่องบางเรื่องเมื่อพบพานแล้วยังเก็บนำมาฝัน ในฝันนางคล้ายเคลิบเคลิ้มเจียนละลาย

แต่นางสามารถหันหลังให้กับทุกเรื่องราวไปได้ตลอดหรือ...

เมื่อหันหน้ากลับมาเผชิญกับความจริง โลกทั้งใบราวกับเต็มไปด้วยปัญหายุ่งยากที่นางต้องก้าวผ่านไปให้ได้
ปัญหาเหล่านี้เองที่ช่วยหล่อหลอมให้นางค่อยๆ เติบโต ช่วยให้นางค่อยๆ เรียนรู้

แต่นางจะสามารถพบเจอรักแท้เมื่อใด และผลบั้นปลายจะเป็นอย่างไร อาจดีงาม อาจโหดร้ายเกินกว่าจะยอมรับ ฯลฯ

สำหรับเสี่ยวเฟิง นางเพียงเฝ้ารอคอยคนผู้นั้น บนดิน ในฝัน ใต้น้ำ...

อาจบางทีเขาจะมา

อาจบางทีเขามาแล้ว

หรืออาจบางทีไม่มีใครมาอีก

หากเป็นเช่นนั้น... หรือเป็นนางเองที่ต้องไป?





 

Create Date : 31 มีนาคม 2559    
Last Update : 31 มีนาคม 2559 16:36:03 น.
Counter : 2188 Pageviews.  

สิบสามบุปผาแห่งนานกิง






ผู้แต่ง: เหยียนเกอหลิง
ผู้แปล: ชินโป-หย่งชุน
สนพ. เอิร์นเนส พับลิชชิ่ง


13 ธันวาคม 1937 กองทัพญี่ปุ่นยึดเมืองนานกิง (หนานจิง) ทหารจีนที่ทำหน้าที่รักษาเมืองต่างแตกกระเจิง ทิ้งให้ชาวบ้านต้องดิ้นรนเอาตัวรอดกันเองตามยถากรรม ภายใต้อุ้งมือของกองทัพญี่ปุ่น

ซูเจวียนกับกลุ่มเพื่อนนักเรียนหญิงของเธอตัดขาดจากโลกภายนอก และต้องหลบซ่อนอยู่ในโบสถ์ ซึ่งมีเพียงคุณพ่อแองเกิลแมนน์ผู้ชราพยายามอย่างยิ่งที่จะปกป้องชีวิตนักเรียนของเขา

ห้วงเวลานั้นชีวิตของพวกเธอเต็มไปด้วยความกดดันและหวาดกลัว จนกระทั่งบุปผาทั้ง 13 นางย่างกรายเข้ามา พวกนางไม่ได้มาที่นี้เพื่อเพิ่มสีสัน แต่มาเพื่อหลบซ่อน ระหว่างคณะโสเภณีและคณะนักเรียนหญิงในโบสถ์ดูจะไม่แตกต่างกันเท่าใด เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความตายที่จ่อปลายกระบอกปืนรายล้อมอยู่รอบด้าน

และอาจจะรวมทั้งการข่มขืนครั้งมโหฬารที่มีการเตรียมการไว้ล่วงหน้านั้นด้วย

สภานการณ์เช่นนี้แหละ ที่เหล่าสตรีแห่งแม่น้ำฉินหวายผู้รักชาติ (เปรียบเทียบกับตำนาน The Elegant Eight of River Qinhuai) ได้เสียสละตัวเองเพื่อปกป้องซูเจวียนและเพื่อนๆ

จ้าวอวี้ม่อคือหญิงโสเภณีที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในเมืองนานกิงยุคนั้น เธอเคยเป็นหญิงงามเมืองที่ผู้ชายพากันหลงใหล ชื่อของเธอได้รับการกล่าวขานมากที่สุดในนครโสเภณี แต่หลังจากเหตุการณ์เลวร้ายในหน้าประวัติศาสตร์ครั้งนั้น 'จ้าวอวี้ม่อแทบไม่อยากเป็นจ้าวอวี้ม่อ' เธอถึงกับศัลยกรรมเปลี่ยนใบหน้า ปฏิเสธและหลบลี้จากบรรดาผู้คนที่ยังจดจำเธอได้ รวมถึงซูเจวียนผู้ทุ่มเทแรงกายแรงใจหลายสิบปีออกตามหาเธอ

ซูเจวียนบอกว่า แผ่นหลังของจ้าวอวี้ม่อค้อมโค้งและเปี่ยมไปด้วยการแสดงอารมณ์ดุจใบหน้า มันเป็นแผ่นหลังที่ยากจะลืมเลือนไปชั่วชีวิต ทั้งยังเป็นแผ่นหลังที่แบกชะตาชีวิตหนักหน่วงมาตั้งแต่เด็ก จนพลัดตกไปสู่เส้นทางโสเภณี หลังเหตุการณ์ข่มขืนครั้งใหญ่ ไม่ทราบแผ่นหลังของเธอต้องแบกรับความเจ็บช้ำรันทดไว้อีกเพียงไหน

ต้นไม้บางชนิดต้องผลัดใบทิ้งในฤดูใบไม้ร่วง เพื่อจะผลิใบใหม่และเติบโตต่อไปในฤดูถัดไป

ฟาบิโอบอกว่า “บางทีจ้าวอวี้ม่ออาจมีวิธีเดียว คือต้องกลายเป็นอีกคนหนึ่งเท่านั้น จึงจะสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้”

วีรกรรมของหญิงโสเภณีทั้งสิบสามเป็นเรื่องแต่ง แต่เหตุการณ์โหดร้ายครั้งนั้นเป็นเรื่องจริง พวกเธอเป็นเพียงตัวแทนกลุ่มเล็กๆ ของผู้คนที่มีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาที่เลวร้าย

ในความเป็นจริง ไม่ทราบมีผู้คนมากมายเท่าใดที่ยังคงต้องสูญเสียและเจ็บช้ำ จาก 'กิจกรรม' ที่เกิดขึ้นตลอดเส้นทางประวัติศาสตร์อันยาวนานของมนุษย์ กิจกรรมที่เรียกว่า... สงคราม


คณะโสเภณีแห่งแม่น้ำฉินหวาย ฉบับภาพยนตร์ The Flowers of War




คณะนักเรียนหญิง ฉบับภาพยนตร์ The Flowers of War








 

Create Date : 30 มีนาคม 2559    
Last Update : 31 มีนาคม 2559 16:47:27 น.
Counter : 417 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  

Varalbastra
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




Remember to come by my door where I would be waiting with a smile.

《Shi Yan, ?—1107》





..................
Friends' blogs
[Add Varalbastra's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.