Group Blog
 
All Blogs
 

ก๋วยเตี๋ยวเรือ : เจตนารมณ์ที่เลือนหาย

วันนี้มีโอกาสได้ไปกินก๋วยเตี๋ยวเรือที่คลองบ้านป้า ขณะที่ยืนรออยู่ที่เชิงสะพาน มองสายน้ำ(ดำๆ) แสงแดดอ่อนๆ ทำให้นึกถึงความหลังขึ้นมาอีกแล้ว

ผมจำไม่ได้ว่า เริ่มชอบกินก๋วยเตี๋ยวเรือตั้งแต่เมื่อไร รู้แต่ว่า เริ่มจะกินบ่อยๆเมื่อ 3 ปีที่แล้วนี่เอง เจ้าประจำแถวบ้านที่กินอยู่บ่อยๆนั้นก็มี 2 เจ้า

เจ้าแรก ชื่อร้าน "เจ๊จิ๋ม" จริงๆก็ไม่ได้มีชื่อร้านหรอก แต่ว่าคนขายชื่อจิ๋ม ก็เลยเรียกร้าน “เจ๊จิ๋ม” ซะเลย ไม่ใช่ผมเรียกคนเดียวนะ ชาวบ้านเค้าก็เรียกกัน ร้านนี้มีมานานเท่าไร ผมยังไม่ได้สืบ แต่ตั้งแต่จำความได้ แม่ ป้า อา พี่ ก็พาไปกินร้านนี้อยู่บ่อยๆ

ร้านนี้เป็นเพียงเพิงเล็กๆตั้งอยู่ริมถนน เป็นที่ของเจ้าของเอง ทำให้ร้านนี้มีจุดเด่นอยู่อย่างหนึ่งก็คือ ราคาถูก ในขณะที่ร้านอื่นขาย 10 บาท ร้านนี้ยังเคยขายอยู่ที่ 7 บาทได้ แต่ก็ค่อยๆขึ้นราคาเรื่อยๆตามสภาพเศรษฐกิจ เป็น 8 บาท 9 บาท จนปัจจุบันนี้ก็เป็น 10 บาทแล้ว แต่ที่ต่างออกไปจากร้านอื่นคือ 10 บาทนี้ได้เยอะมาก ชามเดียวก็อิ่มได้ (แต่ส่วนใหญ่คนจะกิน 2 ชาม) ในขณะที่ร้านทั่วไป 10 บาทมีเส้นเพียง 5 เส้น

แต่มากินร้านนี้ทีไร ผมก็สั่งพิเศษ 15 บาททุกครั้ง(จนเจ๊จิ๋มทำพิเศษให้โดยไม่ต้องบอก) บวกกับน้ำ(ชา ลำไย หรือโอเลี้ยง) 5 บาท ทำให้ผมจ่ายเงินเพียง 20 บาท ในขณะที่คนอื่นต้องจ่าย 25 บาท (2 ชามบวกน้ำ) ซึ่งผมว่าพิเศษมันเยอะพอๆกับสองชามเลยทีเดียว

ที่น่าแปลกก็คือ ก๋วยเตี๋ยวร้านนี้ ไม่อร่อยเลย !!! ไม่มีความหอมก๋วยเตี๋ยวเรือ น้ำตกใสแจ๋ว ลวกเส้นเหนียวบ้าง ย้วยบ้าง ลูกชิ้นมีแต่แป้ง เนื้อซื้อมาจากตลาด ใช้ผักคะน้าทำ ไม่มีสูตรความอร่อยเลย ! แต่ทำไมชาวบ้าน (รวมทั้งผม) ก็ยังกินอยู่ได้ ใน 3 ปีหลังนี้ ผมไปกินร้านนี้บ่อยมากๆ

ที่มีคนกินเยอะอย่างนี้ เหตุก็อาจมาจากเจ๊จิ๋มให้เยอะนั่นเอง คนที่มากินก็คนกันเองทั้งนั้น ระบบเก็บเงิน ระบบการสั่งไม่ยุ่งยาก ทำให้ร้านมีลักษณะโลคอลอยู่มาก นั่นเองที่ผมมักจจะมากินร้านนี้อยู่บ่อยๆ ทั้งๆที่มันไม่อร่อย ลักษณะร้านอย่างนี้นี่เอง ถ้าคนทั่วไปที่ผ่านไปผ่านมา ไม่ใช่คนแถวนี้มากินก็จะบอกว่าไม่อร่อยเช่นกัน

ความทรงจำสมัยเด็กที่ไม่ลืมเกี่ยวกับร้านนี้เลยก็คือ ผมเคยปั่นจักรยานมากับญาติๆ มากินร้านนี้ ผมปั่นจักรยานคนเดียว และขี่ลงสะพานอย่างเร็วข้ามไปอีกฝั่งนึงโดยไม่ดูรถเลย ปรากฏว่ารถกระบะเฉียดล้อหลังจักรยานไปเพียงนิดเดียว อึ๋ย..

มาถึงเจ้าที่ 2 เจ้าพายเรือขาย ที่กล่าวไปตอนต้น เนื่องจากบ้านป้าผม ซึ่งถัดไปจากบ้านผม 2 หลังอยู่อีกฝั่งนึง ทำให้บ้านป้าติดคลอง คลองนี้มีก๋วยเตี๋ยวเรือที่แท้จริงพายขายมานานแล้วเหมือนกัน ในสมัยผมเด็กๆ เจ้านี้ขายโดยตายายแก่ๆ 2 คน ช่วยกันพาย ช่วยกันขาย

แต่ปัจจุบันนี้เปลี่ยนเป็นป้าคนนึงแทนแล้ว คาดว่าน่าจะเป็นรุ่นลูกที่สืบทอดตำนานก๋วยเตี๋ยวเรือต่อมา ผมไม่รู้ว่าป้าคนนี้ชื่ออะไร ก็เลยตกลงกับน้องให้เรียกป้าคนนี้ว่า “เจ๊บัว” เนื่องจากเวลารอซื้อจะต้องยืนรออยู่ที่สะพาน ก็เหลือบไปเห็นดอกบัวลอยอยู่ จึงเรียกว่าเจ๊บัว เวลาจะไปกินจะได้มีชื่อเรียก ไปกินร้านเจ๊บัว (ที่จริงถามชื่อป้าเค้าก็หมดเรื่อง)

รสชาติของเจ้านี้ อร่อยมากๆ เรียกได้ว่าอร่อยที่สุดเท่าที่เคยกินมาทั่วโลกเลยทีเดียว น้ำตกข้น ลวกเส้นนุ่มลิ้น ลูกชิ้นเต็มไปด้วยความแน่นของเนื้อ(หรือหมู) และใช้ผักบุ้ง นี่แหละก๋วยเตี๋ยวเรือที่แท้จริง ซ่อนอยู่ในลำคลองเล็กๆนี้เอง

แต่นั่นก็เป็นจุดด้อยของเจ้านี้นั่นเอง และเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมมากินเจ้านี้ไม่บ่อยนัก เพราะต้องมากินเป็นเวลา เจ๊บัวจะพายผ่านบ้านป้าผมในช่วงเช้าประมาณ 9 โมงครึ่งถึง 10 โมง ส่วนช่วงบ่ายพายกลับไม่แน่นอน แล้วแต่ว่าจะขายได้เยอะหรือน้อยในแต่ละวัน ทำให้ผมมากินได้แค่ 2 เวลาเท่านั้น

การพายขายริมคลองอย่างนี้ จะจำกัดลูกค้าอย่างมาก คนที่จะมีโอกาสได้กินต้องบ้านอยู่ริมคลองเท่านั้น ไม่สามารถเพิ่มลูกค้าหน้าใหม่ได้เลย นอกจากนี้จะทำให้เหนื่อยกับการพายอีกด้วย แดดก็ร้อน เจ๊บัวต้องคลุมหน้าคลุมตาคลุมทุกส่วน เหลือแต่มือ ผมสังเกตว่ามือเจ๊บัวนั้น เอ่อ ดำพอๆกับคนผิวดำเลยทีเดียว

ผมเคยคิดว่า ถ้าเจ๊บัวหาที่หาทางขึ้นมาตั้งหลักแหล่งขายเป็นที่ประจำ เจ๊เค้าจะมีลูกค้ามากขึ้น และผมก็จะไปกินได้ทุกเวลา และยังอาจส่งผลให้ร้านเจ๊จิ้มเจ๊งได้เลยทีเดียว

แต่ในอีกแง่มุมหนึ่ง เจ๊เค้าอาจจะต้องการสานเจตนารมณ์แห่งก๋วยเตี๋ยวเรือที่แท้จริง ที่ต้องพายขายในเรือไปตามคลองที่ครั้งหนึ่งเคยใสแจ๋วก็เป็นได้ ปัจจุบันนี้จะมีก๋วยเตี๋ยวเรือซักกี่เจ้าตามริมคลองต่างๆที่ยังขายอยู่ (จริงๆแล้วเจ๊อาจจะแค่ไม่มีที่ตั้งร้านก็เป็นได้)

ความทรงจำสมัยเด็กเกี่ยวกับการยืนซื้อก๋วยเตี๋ยวริมคลองนี้ก็คือ เคยตกสะพานในระหว่างรอซื้อ ว่ายน้ำก็ไม่เป็น ยังดีที่แม่ฉุดไว้ทัน ไม่งั้นคงตายไปแล้ว ช็อคแทบตาย ทุกวันนี้เวลาไปยืนรอก็เสียวๆอยู่เหมือนกัน เหอๆ




 

Create Date : 21 ตุลาคม 2548    
Last Update : 21 ตุลาคม 2548 22:57:36 น.
Counter : 85 Pageviews.  

เกม กับ วัยเด็ก

เมื่อวานนี้ เห็นข่าวเล็กๆข่าวหนึ่ง เกี่ยวกับเด็กติดเกม แล้วหายไปจากบ้าน

ปัญหาติดเกม อาจจะไม่ร้ายแรงเท่ากับปัญหายาเสพติด แต่มันก็น่าจะส่งผลกระทบต่ออนาคตของเด็กคนนั้นมากทีเดียว

เมื่อเห็นข่าวประเภทนี้แล้ว ทำให้คิดถึงตัวเองในสมัยเด็กๆขึ้นมาทันที...

ผมเป็นคนหนึ่งที่เล่นเกมมาตั้งแต่สมัยเด็ก จนถึงปัจจุบัน มีทั้งช่วงบ้ามาก บ้าน้อย และช่วงที่ไม่บ้าเลย

เกมประเภทแรกๆที่เริ่มเล่นสมัยเด็กๆก็คือเกมกด (เรียกง่ายๆอย่างนี้แหละ) แล้วพัฒนาเรื่อยมา สำหรับเกมประเภทมือถือนั้น ไม่เคยได้ครอบครองเกมบอยเลย ทั้งๆที่อยากได้ใจจะขาด ปัจจุบันนี้ก็ไม่มีโอกาสเหมือนเดิม

เครื่องแรกที่ผมได้สัมผัสในฐานะเจ้าของ ก็คือเครื่อง แฟมิคอม (แต่ตอนเด็กเรียก แฟมิลี่) เครื่องสีม่วง ที่จริงอยากได้เครื่องสีแดงมากกว่า แต่พ่อผมคงคิดว่าสีม่วงสวยกว่า หรือยังไงก็ไม่อาจทราบได้

ตลับเกมในสมัยนั้น เมื่อเทียบกับแผ่นซีดีหรือดีวีดีเกมสมัยนี้ ค่อนข้างจะแพงทีเดียว การจะซื้อเกมแต่ละเกมนั้น จึงไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆเหมือนสมัยนี้

เกมส่วนใหญ่ที่พ่อผมมักจะซื้อให้ ก็เป็นตลับเกมรวม เพราะมันคุ้มดี ตลับเดียวมีให้เล่นตั้งหลายเกม ตลับเกมที่มีเกมเดียวมีน้อยมากๆ ที่จำได้ก็มี สตรีท ไฟท์เตอร์ ฉบับแฟมิคอม (ซึ่งไม่สนุกเลย และช่วงนั้นเกมนี้เครื่องของเครื่องซุปเปอร์ แฟมิคอมกำลังฮิต)

ต่อมาเมื่อเครื่องนี้เจ๊งไป พ่อก็ซื้อเครื่องใหม่ให้ แต่ไม่ใช่เครื่องซุปเปอร์ แฟมิคอมแต่อย่างใด เป็นเครื่องแฟมิลี่สีดำ(คล้ายๆเมกาไดรว์)

ช่วงนั้นเครื่องซุปเปอร์ แฟมิคอมกำลังฮิตในหมู่ร้านเกม(ซึ่งเริ่มผุดขึ้นมาเยอะแล้วเหมือนกัน) ผมก็เริ่มๆจะเบื่อเครื่องแฟมิลี่แล้ว เพราะเล่นแต่เกมซ้ำๆซากๆ ก็เลยแสวงหาที่จะเล่นเครื่องซุปเปอร์ แฟมิคอม

เมื่อไม่มีโอกาสเป็นเจ้าของเครื่องซุปเปอร์ แฟมิคอม ทางเดียวที่เล่นได้ก็คือ ไปเล่นที่ร้านนั่นเอง ช่วงนั้นผมเรียนอยู่ประมาณ ม.1 ถึง ม.2 ตอนม.1 นั้น ผลการเรียนของผมค่อนข้างใช้ได้ทีเดียว ได้เกรดเฉลี่ย 3.6 ในเทอมแรก และ 3.2 ในเทอม 2

พอขึ้นม.2 ผมเริ่มติดเกมมากขึ้น เลิกเรียนก็ไปร้านเกมทันที เสาร์-อาทิตย์ ก็ไป จนสนิทกับเจ้าของร้านเลยทีเดียว ถึงแม้จะติดเกมขนาดนี้ แต่ผมก็ไม่เคยโดดเรียนออกมาเล่น

แต่ถึงไม่เคยโดดเรียนออกมาเล่น ก็ไม่ได้หมายความว่า จะไม่ส่งผลกระทบต่อการเรียน ผลการเรียนตอนม.2 ไม่รู้ทำอีท่าไหน หล่นมาถึง 1.3 !!! ตกหลายวิชา แม้กระทั่งวิชาพละหรือเกษตร

แต่พอขึ้นม.3 ผมก็เริ่มเล่นเกมน้อยลง และไม่ไปร้านเกมอีกทีเลย ไม่รู้เป็นเพราะอะไรถึงเลิกได้ อาจเป็นเพราะเครื่องซุปเปอร์ แฟมิคอมเริ่มจะดับแล้ว และเครื่องที่เข้ามาแทนก็คือเพลย์สเตชั่น 1 ซึ่งค่าเล่นตอนนั้นยังค่อนข้างแพงอยู่

ช่วงม.3 ถึง ม.4 ผมไม่ได้เล่นเกมอีกเลย ไม่ว่าจะเครื่องไหน จนกระทั่งราคาของเครื่องเพลย์ 1 เริ่มลดลง ผมจึงมีโอกาสเป็นเจ้าของเครื่องเกมอีกครั้ง

เครื่องเพลย์ 1 เป็นอะไรที่สวรรค์มากสำหรับผม มีเกมสนุกสนานมากมาย ราคาแผ่นก็อปก็ถูกมากๆ ซื้อมาเป็นร้อยๆเกม

แต่ถึงจะบ้าเกมในตอนนั้น แต่ก็ไม่ได้ทำให้ผลการเรียนตกต่ำลงเหมือนม.2 แต่อย่างใด แต่กลับทำให้ดีขึ้นด้วยซ้ำ

ถามว่าเป็นไปได้อย่างไร ผมตอบได้เลยว่า มันต่างกับตอนที่ต้องไปเล่นที่ร้าน การที่เด็กต้องไปเล่นที่ร้าน มีผลกระทบหลายๆอย่าง ไม่ว่าจะต้องเสียเงิน ไม่ค่อยอยู่บ้าน ไปหมกอยู่ร้านเกม เหมือนเป็นเด็กมีปัญหา ย่อมส่งผลกระทบต่อการเรียนอยู่แล้ว

สำหรับผม เมื่อได้นั่งเล่นเกมอยู่บ้าน มันทำให้สามารถแบ่งเวลาได้ ว่าจะเล่นตอนไหน ถึงจะหมุกมุ่นมากๆ แต่ยังไงก็ยังเล่นอยู่ที่บ้าน

ปัญหาเด็กไปเล่นเกมตามร้าน อาจจะแก้ไขได้โดยการซื้อเครื่องมาให้เด็กเล่นที่บ้าน แต่มันก็มีปัญหาอีก 2 ประการ คือ

1. พ่อแม่ทุกคน อาจจะไม่ได้มีงบประมาณสำหรับตรงนี้ เพราะฐานะทางครอบครัวไม่เอื้ออำนวย
2. เด็กบางคน ถึงจะมีเครื่องอยู่ที่บ้าน แต่ก็ไม่รู้จักแบ่งเวลาเล่น หมกมุ่นมากๆก็จะเลวร้ายไม่ต่างกับไปเล่นที่ร้าน

กลับมาที่สถานการณ์ของผมต่อ ช่วงที่เพลย์ 1 กำลังฮิตอยู่นั้นเอง เกมอีกประเภทหนึ่ง ที่ก้าวเข้ามาก็คือ PC ผมจำได้ว่า ผมซื้อแผ่นเกม PC ก่อนที่ ที่บ้านจะซื้อคอมเครื่องแรกมาเสียอีก เกมนั้นก็คือ Star Wars : Rogue Squadron เกมนี้จึงเป็นเกมแรกที่ผมเล่นบน PC

ต่อมาเมื่อเพลย์ 1 เริ่มมีเกมออกน้อยลง ผมก็เริ่มเล่นเกมน้อยลงเช่นกัน แต่ก็เล่นบ้างใน PC ข้อจำกัดผมในการเล่นเกม PC คือ มักจะตามสเปคเกมไม่ทัน มักจะได้เล่นแบบอืดๆเสมอ จนกว่าจะได้อัพเกรดเครื่องใหม่ ปัจจุบันนี้ก็เช่นกัน เล่นเกมใหม่ๆไม่ค่อยได้แล้ว

และเมื่อเดือนพ.ย.ปีที่แล้ว(2547) ผมก็ได้เป็นเจ้าของเพลย์ 2 จนได้ แต่การเล่นเพลย์ 2 นี้ ผมไม่เห่อเกมอีกต่อไป ซื้อเกมน้อยมากๆ ตอนนี้ก็มีแค่ไม่ถึง 20 เกมเท่านั้นเอง และมักจะเล่นแต่เกมเดียว คือวินนิ่ง ที่เล่นยังไงก็ไม่เบื่อ

ผมไม่ได้จริงจังกับการเล่นเกมอีกต่อไป ไม่รู้สึกกระสันที่จะอยากเล่นเหมือนแต่ก่อน......สงสัยจะแก่แล้วนะเนี่ย

มันทำให้ย้อนกลับไปดูถึงปัญหาเด็กติดเกมในปัจจุบันนี้ วัยเด็กนั้นจะมีช่วงๆหนึ่ง ที่เด็กจะเห่อเกม ไม่มีวุฒิภาวะพอที่จะแยกแยะการเล่น กับการเรียน ผมเชื่อว่า ถ้าเด็กผ่านจุดนั้นมาได้ เมื่อโตขึ้น ลักษณะแบบนั้นก็จะหายไปเอง

อยู่ที่ตัวเด็กและสภาพแวดล้อม ว่าจะสามารถผ่านตรงนั้นมาได้อย่างราบรื่นหรือเปล่า




 

Create Date : 19 ตุลาคม 2548    
Last Update : 19 ตุลาคม 2548 21:30:56 น.
Counter : 75 Pageviews.  

รักนะ...เด็กโง่

หากจะถามว่าคำพูดอะไรที่กำลังเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นเวลานี้ หนึ่งในนั้นต้องมีคำว่า "รักนะ...เด็กโง่" รวมอยู่ด้วยอย่างแน่นอน

ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาอย่างหนึ่งว่า วลีนี้มีกำเนิดมาจากอะไร เมื่อไร ใคร และอย่างไร เป็นคำถามที่เกิดขึ้นมาบ่อยๆตามเวบบอร์ดทั่วไป ดังนั้นเราจะมาวิเคราะห์ที่มาของวลีนี้กัน

ในสมัยก่อนนั้น การที่ชาย-หญิงจะบอกรักกัน คำๆหนึ่งที่จะพูดกันก็คือ "ผมรักคุณ" หรือ "ฉันรักเธอ" หรืออื่นๆ แล้วแต่ว่าฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายพูด

แต่ในยุคนี้นั้น เชื่อได้ว่าประโยคแบบนี้ได้สูญหายไปจากวัยรุ่นโดยสิ้นเชิงแล้ว การจะพูดประโยคแบบนี้จะฟังดูเชยๆทันที

อย่างไรก็ตาม ประโยคนี้ก็ยังเป็นประโยคคลาสสิคอยู่ตลอดกาล

ในช่วงก่อนหน้านี้ ได้มีประโยคบอกรักแบบใหม่ถือกำเนิดขึ้นมา นั่นคือคำว่า "รักนะ" คำๆนี้อาจจะไม่ใช่เป็นการบอกรักแบบจริงๆจังๆมากนักเหมือนประโยค "ฉันรักเธอ" ดังนั้นคำนี้จึงสามารถใช้กับใครก็ได้ ไม่จำกัดเฉพาะคนรักเท่านั้น

คำว่า "รักนะ" จึงพูดได้ง่ายกว่า "ฉันรักเธอ"

ผู้เขียนจำไม่ได้ว่าได้ยินคำว่า "รักนะ...เด็กโง่" ครั้งแรกเมื่อใด แต่จากสืบเสาะข้อมูลภาคสนามมา เกี่ยวกับการได้ยินวลีนี้เป็นครั้งแรก ได้ข้อมูลมาดังนี้ (ข้อมูลจากวัยรุ่นอายุ 15 - 22)

1. เสนาหอย ในรายการสาระแนโชว์
2. ทีมพากย์ไทย พันธมิตร ใน Initial D
3. ซีรี่ย์ร่วมสมัยจากแถบเอเชียตะวันออก (จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน)
4. AF

แต่จากการศึกษาข้อมูลในภาพรวมแล้ว ผู้เขียนพบว่า ทั้งหมดนั้น ไม่น่าจะใช่ที่มาจริงๆของวลีนี้ หากแต่เป็นเพียงการได้รับอิทธิพลมาจากที่อื่น

แล้วอะไรคือ อิทธิพลนั้นล่ะ

เรารู้กันอยู่แล้วว่า คำว่า "รักนะ" ได้ถือกำเนิดมาซักระยะหนึ่งแล้ว ส่วนคำว่า "เด็กโง่" ผู้เขียนพบว่า มันได้ถือกำเนิดมาเป็น 10 ปีแล้ว จากที่มาหลายๆที่ ได้แก่

1. ทีมพากย์หนังชุดจากเอเชียตะวันออกในยุคก่อนหน้านี้
2. คำแปลจากหนังสือการ์ตูน โดยเฉพาะการ์ตูนผู้หญิง

ผู้เขียนคิดว่า ที่มาที่น่าเชื่อถือที่สุดคือ หนังชุดจากเอเชียตะวันออก (ขอเรียกง่ายๆว่าหนังจีนชุด) ในยุคก่อนหน้านี้

เมื่อคำว่า "รักนะ" กับ "เด็กโง่" มารวมกัน จึงเกิดการพัฒนาของภาษา กลายมาเป็น "รักนะ...เด็กโง่" อย่างที่ได้ยินกันในปัจจุบันนี้

ข้อมูลของผู้เขียนยังไม่พอที่จะสามารถสรุปลงไปได้ว่า สองคำนี้มันรวมกันเป็นครั้งแรกเมื่อไร ดังนั้นจึงขอข้อมูลจากท่านอื่นๆด้วย

แต่อย่างหนึ่งที่สามารถสรุปได้ก็คือ การที่วลีนี้ฮิตในหมู่วัยรุ่น ย่อมมาจากการที่วลีนี้ถูกเผยแพร่บ่อยครั้งในสื่อต่างๆ บ่อยครั้ง

การใช้บ่อยๆ ทำให้วลีนี้ค่อนข้างจะเป็นคำพูดที่พูดกันเล่นๆ ไม่มีความหมายในทางจริงจังเหมือนประโยคคลาสสิค "ฉันรักเธอ"

แต่อย่างหนึ่งที่ผู้รับสารจากวลีนี้คงไม่คิดไป นั่นก็คือการถูกหลอกด่าว่าเป็นเด็กโง่ เพราะมันเป็นวลีที่พูดกันเล่นๆนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์นี้อาจจะผิดพลาดและแคบไปบ้าง เพราะผู้เขียนไม่ได้ศึกษาข้อมูลในเชิงลึกมากนัก ด้วยข้อจำกัดด้านเงินทุน

สรุปก็คือ การวิเคราะห์นี้ ไร้สาระ เอิ๊กๆๆ

รักนะ...เด็กโง่

คิดถึงนะ...เด็กบ้า

กลับมาเร็วๆนะ...เด็กดื้อ




 

Create Date : 18 ตุลาคม 2548    
Last Update : 18 ตุลาคม 2548 21:36:15 น.
Counter : 130 Pageviews.  


ต้นขา
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ต้นขา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.