ตะลุยไปเรื่อย....กับนายจิวยี่
Group Blog
 
All Blogs
 

เที่ยวยุโรปครั้งแรกไปอิตาลีดีกว่า

อิตาลีในจินตนาการเริ่มแรกของก่อนการไปเยือนอิตาลี ผมคิดว่ามันจะต้องเป็นเมืองที่แสนวิเศษแน่ๆ อ่าๆๆๆเมืองแห่งความรัก โอต้องโรแมนซ์สุดๆ 555 เพ้อเจ้อซะแล้ว

เอาล่ะในที่สุดก็มาถึงวันออกเดินทางซักที (เร็วไปมั๊ยนี่ ) เมื่อถึงสนามบินดอนเมืองก็เกิดการฉุกละหุกกันเล็กน้อยเนื่องจากเครื่องบินดีเลย์ แง่วๆๆ ทางสายการบินเลยให้ไปนอนค้างที่โรงแรมมิราเคิลก่อน เฮ้อถึงแม้จะเสียเวลาไปเล็กน้อย อิๆแต่เมื่อคิดในแง่ดี เราก็จะได้ไปนอนโรงแรม 5 ดาวเลยน๊า หลับได้ซักงีบ ก็ตี 4 ซะแล๊ะ ต้องตื่นไปทานอาหารเช้า (เช้าจริงจริ๊งตั้งตี 4 แหน่ะ ใครจะไปกินอาไรลง) แต่เราก็หม่ำน้ำส้มไปหลายแก้ว เบคอนไส้กรอกไข่ดาวไปหลายชิ้น เอาล่ะเมื่ออิ่มท้องก็พร้อมจะเดินทางกันหล่ะ

หลังจากขึ้นเครื่องประมาณตีห้านี๊ดนิด เมื่อเราขึ้นเครื่องเราพบเรื่องน่าตื่นตาตื่นใจหลายอย่าง (คนมันพึ่งเคยขึ้นเครื่องอะ) จากนั้นเราก็เผลอหลับยาว แต่ปรากฎว่ายังไม่เห็นจะไปถึงไหนเลย ต้องนั่งเครื่องกันประมาณ 8-10 ชั่วโมง มันช่างไกลเหลื๊อเกิน นั่งจนเหน็บจากิน ดูหนังจบไป 2 เรื่อง เดินไปเดินมาบนเครื่องก็แล้ว จนในที่สุดก็ถึงอิตาลีที่สนามบินประมาณบ่าย1-2 โมงเข้าไปแล้ว

มิลานเป็นเมืองขนาดใหญ่ (เกร็ดความรู้นิดๆ) มีทีมฟุตบอล อยู่ 2 ทีม คือ อินเตอร์และเอซีมิลาน 555 รู้แค่เนี๊ย นอกจากนี้ยังเป็นเมืองแห่งแฟชั่นด้วย เริ่มต้นการเดินทางเมื่อเราเช็คของทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ครั้งแรกที่ผ่านประตูออกมาจากสนามบินอากาศกำลังดีทีเดียว ประมาณ 10-12 องศา เย็นพอๆกับติดแอร์บ้านเราเลย เมื่อเราขึ้นรถบัสแล้วก็มุ่งสู่ตัวเมืองมิลานกัน ในตัวเมืองมิลานจะเห็นสภาพบ้านเมืองที่เป็นอาร์ตมากๆ นั่นคือตามเมืองจะเห็นการฉีดพ่นสีตามกำแพงเช่นเดียวกับบ้านเรา (ไม่รู้ว่าใครลอกใคร) รวมถึงถนนที่นี่ค่อนข้างแคบการจราจรก็ติดพอๆกับบ้านเราเลยทีเดียว และแล้วเราก็มาถึงสถานที่เที่ยวแห่งแรกในเมืองมิลานนั่นคือ ดัวโม (โบสถ์)

พอดีช่วงที่ไปเค้ามีการปรับปรุงซ่อมแซมอยู่เราจึงได้เพียงดูจากภายนอกเท่านั้น ดัวโมของที่นี่ช่างเป็นสถาปัตยกรรมที่สวยงามจริงๆ แต่การจอดรถช่างไกลจริงๆ ต้องใช้เวลาในการเดินประมาณ 10 นาที เมื่อเราชมเสร็จ เค้าก็ให้เวลาเต็มที่ในการชอบปิ้ง ซึ่งคุณพี่นักช็อบทั้งหลายก็ต่างพากันช็อบซะสนุกมือกันเลยทีเดียว (ซึ่งรวมทั้งคุณแม่ของเราด้วย ที่นี่พราดา กุชชี่เป็นของดาดๆเลยทีเดียว) เมื่อเค้าช็อบปิ้งกันเสร็จ เราก็ออกเดินทางไปหาอะไรกินกันต่อ เป็นร้านอาหารจีน (กรุ๊ปเราคนไทย-จีนทั้งนั้น) เมื่อเรารับประทานอาหารกันเสร็จก็เข้าพักที่โรงแรมทันที

ในที่สุดก็ก้าวเข้าสู่วันที่ 2 ของการเดินทาง หลังจากเราตื่นตั้งแต่ตี 4 ก็อาบน้ำอาบท่าให้สดชื่น แล้วลงมาทานอาหารเช้าซึ่งก็เหมือนอาหารเช้าของอเมริกันทั่วๆไป ต่างกันตรงที่นี่จะมีแฮมและชีสค่อนข้างเยอะ รวมถึงขนมปังที่ดูแล้วฟันน่าจะกัดไม่ลงแต่จริงๆแล้วก็อร่อยพอใช้ได้ อ้อ! ลืมบอกไปเวลาของที่นี่ตอนทุ่มนึงยังสว่างเหมือน 4 - 5 โมงเย็นบ้านเราเลยแต่เมื่อเวลา 3 ทุ่มแล้วที่นี่ก็มืดลงตามปกติ เมื่อเก็บข้าวของเรียบร้อยแล้วก็ประมาณ 6-7 โมงได้ เราก็ลองออกมาเดินสัมผัสบรรยากาศภายนอกซักหน่อย เมื่อลองแหงนมองดูตัวของโรงแรมที่เมืองมิลาน (ชื่อโรงแรม JOLLY MILANO ถ้าจะเอาเบอร์โทรก็บอกได้นะ เผื่อใครจะไป) จะเห็นได้ว่าค่อนข้างจะหรูถึงแม้จะไม่ใช่โรงแรม 5 ดาวก็ตาม

อากาศข้างนอกก็ค่อนข้างที่จะหนาวเย็นเนื่องจากแดดยังไม่ออก น่าจะตกอยู่ที่ 4-5 องศา หายใจออกมาเป็นควันเลยทีเดียว นอกจากนี้ ได้ลองสังเกตผู้คนรอบข้างจะเห็นว่าที่นี่กลับไม่จอแจมากนัก (เอ๊ะหรือมันยังเช้าอยู่เน๊อะ) ผู้หญิงจะใส่เสื้อโค้ทหนังคลุมผ้าพันคอดูแล้วเท่มากผู้ชายใส่เสื้อโค้ทสีดำหรือน้ำตาลสมกับเป็นเมืองแห่งแฟชั่นจริงๆ อ้าวมีเสียงเรียกให้เตรียมขึ้นรถไปต่อกันได้แล้ว เมื่อขึ้นมาบนรถแล้วไกด์ก็ทำหน้าที่บรรยายต่อ ว่าสถานีที่เรากำลังเดินทางต่อไปก็คือเวโรน่า ซึ่งก็คือเมืองเวนิชที่คนส่วนใหญ่รู้จักนั่นเอง

การเดินทางใช้เวลาถึง 3 ชั่วโมงครึ่ง เมื่อเดินทางออกนอกมิลานจะสังเกตเห็นว่ารถที่เดินทางเข้าเมืองมิลานมีรถค่อนข้างมากเช่นเดียวกับเมื่อวาน แต่รถที่ออกนอกเมืองกลับมีน้อยมาก พอออกจากเมืองแล้วสองข้างทางจะเป็นโรงงานเล็ก และทิวเขาที่เป็นหญ้าประกอบกับฟ้าที่ค่อนข้างใส ทำให้ดูแล้วโรแมนติคจริงๆ อ่า...เสียดายที่ไปกับป๊าๆม๊าๆ ถ้าไปกับแฟนคงดี เอาล่ะสุดท้ายก็เผลอหลับไปจนได้ 555 ตื่นมาเค้าก็จอดแวะปั๊มพอดีเอาล่ะไปเข้าห้องน้ำดีกว่า พอลงไปแล้วก็ต้องตกใจต้องจ่ายตังค์ด้วยหรือนี่ (ค่าบำรุงรักษาห้องน้ำละมั้ง 1/2 ยูโร ประมาณ 25 บาท) เสร็จจากช็อบปิ้งในปั๊มนั่นแหละ

ก็ออกเดินทางกันต่อ ปรากฎว่ารถมีปัญหาเล็กน้อย เลยต้องลงมาที่ถนนกันซักแป๊บบริเวณนั้นจะมีโรงงานอยู่แห่งหนึ่งเปิดทำงานอยู่ (เช้าวันจันทร์อะ ช่วงที่ไปเป็นช่วงสงกรานต์ ที่อิตาลีไม่มีสงกรานต์กัน5555) เมื่อมองเข้าไปจะเห็นว่าที่โรงงานจะมีคนงานแค่ไม่ถึง 10 คนเอง มีแต่เครื่องจักรที่ทำงาน เอาล่ะแอร์ซ่อมเสร็จแล๊ะออกเดินทางกันต่อได้ เมื่อเดินทางต่อได้ซักพักเราก็สังเกตดูว่าเอมันมีสิ่งผิดปกติอยู่นา นั่นคือทางด่วนที่นี่ไม่ต้องเสียตังค์หรือไงนะ เมื่อลองถามไกด์ดูแล้วทำให้ทราบว่าที่นี่มีการจ่ายค่าทางด่วนแบบเท่ๆ นั่นคือจ่ายแบบออนไลน์ ระบบเซ็นเซอร์จะอ่านรถคันที่ขับผ่านไป ว่าเป็นคันไหนจากนั้นจะตัดเงินค่าทางด่วนออกโดยอัตโนมัติ บ้านเราก็น่าจะทำแบบนี้บ้างนะรถจะได้ไม่ติด

ขับมาซักพักก็ข้ามสะพานที่ผ่านแม่น้ำอะไรก็ไม่รู้เข้ามาจอดที่ที่จอดรถ จากที่จอดรถต้องเดินประมาณ 5 นาที สรุปว่าที่เที่ยวที่อิตาลีต้องเดินไกลทั้งหมดเพราะที่นี่เค้าเน้นอนุรักษ์สถาปัตยกรรม (ถ้ามาจัดที่บ้านเราบ้างนักท่องเที่ยวคงน้อยลงอะ) จากท่าเรือเราก็ลงเรือข้ามฟากสู่เกาะเวนิช

เวนิช เป็นเกาะที่สร้างขึ้นกลางแม่น้ำโดยใช้การถมที่ไม่ใช่เป็นลักษณะแบบกรุงเทพที่ขุดคลองขึ้นมา จะเห็นว่าที่นี่จะมีนักแสดงข้างทางค่อนข้างเยอะ ลักษณะการแต่งตัวจะใส่หน้ากากแบบละครโอเปร่าหลากสี แต่งชุดแบบตัวตลกแสดงอยู่รอบๆ เมื่อมองทิวทัศน์โดยรอบค่อนข้างสวยทีเดียว จะเห็นสถาปัตยกรรมมากมาย และมีสะพานเชื่อมต่อเนื่องกันมากมาย เมื่อเราเดินเข้าสู่จัตุรัสเซนต์มาร์ค ที่มีนกพิราบจำนวนมาก มีวิหารเซนมาร์คที่ด้านหนึ่งของจัตุรัส แล้วบริเวณที่เหลือจะเป็นร้านขายของต่างๆมากมาย ทั้งคริสตอลสวยงานที่มีชื่อของเวโรน่า แต่ราคาแพงหูฉีกจนไม่กล้าซื้อเลยทีเดียว

เดินลึกเข้าไปมีเรือสวยๆจอดอยู่ในคลองซะด้วย เอาล่ะไหนๆก็มาแล้วมานั่งเรือกอนโดล่ากันดีกว่า เรือลำนี้จากที่สอบถามราคาพบว่ามีราคาเหยียบแสนเลยทีเดียว เมื่อลงเรือแล้วคนพาย (ที่นี่เรียกว่ากอนโดลิเออร์) ที่นี่เป็นที่ๆผ่านการถ่ายทำหนังมาหลายเรื่อง เมื่อเรานั่งเรือไปจะเห็นสองข้างทางเป็นตึกพักอาศัยที่มีคนอยู่จริง บางบ้านติดกับคลองจะมีประตูเหล็กด้วยซึ่งน่าจะเป็นบ้านที่มีเรือส่วนตัว ดูแล้วไฮคลาสจริงๆ เมื่อนั่งเรือรอบเกาะ (ประมาณ 30 นาที ไม่รอบหรอกแต่ก็ไกลพอดู) ก็ถึงที่หมาย

การได้นั่งเรือนี่ช่างดีจริงๆเพราะมันโรแมนซ์มากๆ เมื่อเสร็จภารกิจแล้วก็ต้องหาห้องน้ำเข้าซักหน่อยโอ้เมื่อเราลองเดินดูจะเห็นว่าบรรยากาศก็จะแตกต่างจากเรือมากเนื่องจากตอนแรกที่เราเดินมาเรียบแม่น้ำสายใหญเข้ามา(ถนนเรียบแม่น้ำ) แต่ถนนที่เดินอยู่ตอนนี้เป็นเพียงถนนสายแคบๆที่เดินกันได้ 3-4คน เท่านั้นเหมือนซอยเล็กๆในบ้านเรา และก็เหมือนเป็นเขาวงกตเล็กๆเพราะเดินไปทางไหนก็คล้ายๆกันไปหมดต้องอาศัยความจำเป็นพิเศษเพราะไกด์ให้ต่างคนต่างเดินตามสบายซะด้วยสิ เมื่อเข้าห้องน้ำเรียบร้อยเสียตังค์ตามระเบียบ (ซึ่งตอนหลังมาบุญครองเราก็เอามาเลียนแบบ 55555) ก็แวะซื้อไอติมทานกันซักหน่อยเพราะเคยมีคนบอกว่าไอติมที่อิตาลีนี่อร่อยที่สุด (เมื่อลองชิมแล้วไอติมบ้านเราดูเด็กๆไปทันทีเพราะที่นี่จะอัดแน่นไปด้วยเนื้อผลไม้ ไม่เหมือนบ้านเราที่มีแต่รสนมปนผลไม้นิดหน่อย อร่อยชื่นใจจริงๆ)

ว้ากินไปได้หน่อยฟ้าฝนก็เริ่มตกบางๆซะแล้วประกอบกับอากาศที่หนาวเย็น และลมจากบริเวณรอบๆ ทำให้เราต้องรีบลงเรือกลับ เมื่อกลับออกมา ก็ไปรับประทานอาหารกันที่ร้านอาหารจีนอีกละ ลืมบอกไปกลางวันก็อาหารจีนเหมือนกัน จากนั้นก็ตรงดิ่งกลับที่พักเข้าที่พักที่โรงแรม (ROSSOTT HOTEL) อยู่ออกมานอกเมืองหน่อย ค่อนข้างสงบทีเดียว

หลังจากออกจากโรงแรมที่เมืองเวเนเซีย เราก็มุ่งตรงสู่เมืองฟลอเรนซ์กันเลย ระหว่างทางก็ปกติอะนะคือหลับยาวตลอด เมื่อตื่นขึ้นมาจะเห็นว่า 2 ฟาก เป็นเขาทอดยาวที่สวยงามทีเดียว ที่นี่ไม่ค่อยมีต้นไม่ใหญ่ๆที่เขียวชอุ่มแบบบ้านเรา (ลองไปดูรูปที่ไปเที่ยวกาญได้) ที่นี่จะเป็นลักษณะของภูเขาต้นหญ้าซะมาก จึงให้ความรู้สึกที่สวยงามไปอีกแบบหนึ่ง เวลาในขณะที่เรามาเป็นเวลาระหว่างหน้าร้อนกับหน้าฝน เมื่อเรามองผ่านกระจกออกไปจะเห็นแดดจ้าส่องผ่านเมฆลงมายังหุบเขาซึ่งดูแล้วให้ความรู้สึกเหมือนกับสวรรค์จะส่องแสงสว่างผ่านลงมายังพื้นโลกเลยทีเดียว (เหมือนในหนังจริงๆ) และเมื่อมองไปในทุ่งหญ้ากลางเขาเราจะเห็นว่ามีบ้านหลังเล็กๆพร้อมฝูงแกะอยู่เป็นช่วงๆ พร้อมมีรถจอดอยู่ลิบๆดูแปลกตาดี

นอกจากนั้นถนนใหญ่ที่ใช้ข้ามเมืองของที่นี่จะเห็นรถยนต์น้อยมากเมื่อเทียบกับบ้านเรา (คนข้ามเมืองคงจะใช้รถไฟหรือเครื่องบินกันมากกว่า) แต่จะเห็นรถบรรทุกสารเคมีจำนวนมากแทน ถนนจะตัดผ่านทะลุภูเขาเข้าไปเป็นอุโมงค์ ทำให้ได้ความรู้สึกเท่ๆไปอีกแบบ เมื่อเราเข้าสู่เมืองฟลอเรนซ์แล้วจะเห็นว่าเป็นบ้านเมืองที่น่าอยู่มากทีเดียวเพราะเมืองจะอยู่ในลักษณะลาดชันจากภูเขาลงมาถึงแม่น้ำอาร์โนล์ด ที่มีเขื่อนเล็กๆตัดให้เกิดกระแสน้ำแบบแปลกๆ โดยบ้านจะปลูกอยู่บนที่ลาดชันลดหลั่นกันลงมาเหมาะกับเป็นเมืองแห่งการผลิตนักศิลปะจริงๆ (ตัวอย่างเช่น ลีโอนาโด ดาร์วินชี) ถ้ามีโอกาสได้มาอยู่ที่นี่ซักปีคงจะให้ความรู้สึกที่ดีแน่ๆ

บริเวณทางเดินติดแม่น้ำจะเป็นที่จอดรถของเรา เมื่อเราลงจากรถแล้วจะเห็นว่ามีคนมานั่งขายรูปวาดอยู่จำนวนมาก แต่ไม่กล้าซื้อเพราะไม่รู้ว่าเป็นรูปโหลแบบบ้านเราหรือเปล่า เวลาเที่ยงพอดีเราจึงเดินจากแม่น้ำไปกินข้าวกันใกล้ๆบริเวณจัตุรัสไมเคิล แองเจโล ซึ่งเมื่อกินเสร็จ (ยังคงเป็นอาหารจีนเมื่อจะได้กินอาหารอิตาลีจริงๆซักทีละเนี่ย) เค้าก็พาเรามาดูโบสถ์ประจำเมืองฟลอเรนซ์ที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของอิตาลี (อันดับ 1 อยู่ที่เมืองมิลาน) จากนั้นไกด์ก็ปล่อยให้เราเดินชอบปิ้งกันตามสบาย ถึง 2 ชั่วโมง เอาล่ะมาถึงตอนสำคัญเรานึกขึ้นได้ว่าเราต้องส่งโปสการ์ดกลับไปให้เพื่อนๆนี่นา งั้นเราลองดำดิ่งโชว์เดี่ยวไปหาซื้อดีกว่า (ทิ้งพ่อกับแม่ซะเลยอิๆ หรือว่าเราถูกทิ้งกันแน่หว่า)

หลังจากเดินซักแป๊บแล้วหาโปสการ์ดได้เรียบร้อย (อันนี้ไม่ยาก ขายอยู่ทั่วไป) แต่เอ๊ะๆต้องซื้อแสตมป์ด้วยนี่หว่า เอาล่ะสิไม่รู้จะถามใครดี อ้อที่นี่ส่วนมากจะพูดภาษาอิตาลีกันน่ะบวกกับเราเองก็ไม่เก่งภาษาซะด้วย ไปถามไกด์ดีกว่า เมื่อได้รับคำตอบว่าแสตมป์จะมีขายในร้านที่ขายพวกบุหรี่ เราก็ลุยเดี่ยวเข้าไปซื้อเลย เมื่อคิดๆราคาแล้วโอ้มายก็อดตกใจใบละร้อยกว่าเลยทีเดียวอ่า ตังค์ติดตัวก็มีอยู่นิ๊ดนึงเอาวะเอาเท่าที่ได้ละกัน เมื่อได้แสตมป์เสร็จก็เริ่มเปรี้ยวเดินมั่วซั่วไปหมด เนื่องจากทางเดินในอิตาลีค่อนข้างจะสังเกตกันยากทีเดียว เพราะตึกจะลักษณะเล็กๆแคบๆ เหมือนๆกันหมด เหมือนกับตามซอยบ้านเราที่ฝรั่งมาแล้วเค้าก็งงไปไม่ถูก แล้วเราจะไปถูกได้ยังไง แถมซอยที่นี่ยังมีลักษณะเป็นทางลาดเล็กๆทำให้สังเกตยากไปใหญ่ ผนวกกับที่อิตาลีขึ้นชื่อเรื่องมาเฟียและโจรกรรมซะด้วยสิ คิดๆไปใจเริ่มเสียเอาวะเดินยังไงก็ได้ให้กลับไปที่ถนนใหญ่ที่มีคนเดินเยอะๆก่อนละกัน เมื่อเดินซักพักก็ถึงเฮ้อรอดซะทีนะเรา

เมื่อออกมาจากซอยได้ก็เดินมาเจอพ่อกับแม่เรากำลังกินไอติมอยู่ จากสาเหตุของการฟังภาษาอังกฤษและอิตาลีไม่รู้เรื่องเลยเป็นเรื่อง เพราะไปซื้อไอติมอันละ 450 บาทมา 555 ขำพ่อตัวเองผิดมะเนี่ย แต่ขนาดของมันเป็นแบบซูเปอร์จัมโบ้มาก กินกัน 4 คนยังไม่หมดเลย (ฝรั่งยังมองเลยว่าพวกนี้ไม่เคยกินไอติมกันรึไง หึๆๆๆอันนี้เราคิดเอง) เมื่อความพยายามกินไอติมเสร็จก็ได้ยินพ่อเราบ่นว่า เฮ้อ! คงจะไม่กินไอติมอีกแน่ๆ เมื่อชอบปิ้งกันเสร็จก็ขึ้นรถไปดูวิวที่จัตุรัสซานตาโกเซ่ที่เป็น สถานที่ฝังศพของไมเคิลแองเจโล วิวที่นี่สวยงามจริงๆ (ดูในรูปเอาน๊าที่เป็นวิวเมืองด้านบนอะ)

จากนั้นเราก็ออกจากเมืองฟลอเรนซ์ตรงเข้าสู่ที่พักที่เมืองมอนเตคาเทีย ซึ่งก็ตามเคยหลับยาวสิขอรับ ตื่นมาดาวก็เต็มท้องฟ้าซะแล้ว ขับไปได้อีกไม่นานก็ถึงโรงแรม ซึ่งตั้งอยู่ติดกับถนนที่ลาดชัน ด้วยคนที่มามีปริมาณมากเกินกว่าที่โรงแรมจะรับไหวเพราะเป็นโรงแรมในเมืองเล็กๆ จึงต้องแบ่งพักเป็น 2 ที่ ที่พักอีกแห่งจะตรงเลยไปเล็กน้อยแต่ไม่ติดกับถนนที่ลาดชันนี้ เมื่อเอาของลงเตรียมเข้าพักแล้ว ก็รับกุญแจห้องมาจากไกด์ปรากฎว่าเราได้ชั้นบนสุดคือชั้น 4 ซึ่ง 3 ชั้นลงมาจะมีหลายห้องมาก แต่ชั้นบนสุดมีเพียง 2 ห้องเท่านั้น เอาล่ะสิตูแถมห้องที่เราพักลิฟท์ขึ้นไม่ถึงต้องขึ้นบันไดไปอีกชั้นด้วย

ด้วยความที่เรายังเป็นเด็กเกือบที่สุดขี้เกียจรอลิฟท์ให้คนอื่นๆขึ้น จึงแบกกระเป๋าขึ้นไปก่อน บรรยากาศของโรงแรมก็โอเคอะนะ แต่เมื่อเราขึ้นมาชั้น 3 แล้วเราต้องตกใจเพราะชั้น 4 ไม่เห็นเปิดไฟเลยนี่นา ด้วยความใจกล้าเอาวะเดินไปทั้งที่มืดๆก็ได้เมื่อเดินขึ้นบันไดไปซักพัก อ่า ไฟติดเองได้ (แล้วลองคิดดูดิไฟโรงแรมเป็นไฟแดงๆน่ะ น่ากลัวสุดๆ ไอ้เราก็นึกว่ามีใครเปิดให้ เอ! มองซ้ายมองขวาหน้าหลังก็ไม่เห็นมีใครซักคนเลยนี่หว่า ช่างมันๆอย่าคิดมาก ไปไขห้องดีกว่าเมื่อไขเข้าไปแล้วอืมห้องหรูดีจริงๆวิวก็สวยใช้ได้เนื่องจากอยู่ชั้นบนสุดจึงมองไปได้ไกลทีเดียว เก็บกระเป๋าเสร็จเราก็ว่าจะแวะลงไปดูคนอื่นที่ห้องข้างล่างซักหน่อย

เมื่อเปิดประตูออกมาต้องตกกระใจอีกแล้ว ไฟเมื่อกี้เปิดอยู่ดีๆปิดอีกแล้ว ไรว๊าประหยัดไฟรึไงเนี่ยประหยัดกว่าบ้านเราซะอีก เฮ้อทำใจๆเดินลงบันไดออกมาซักแป๊บไรว๊าไฟติดอีกแล้ว ด้วยความเป็นนักวิทยาศาสตร์เราต้องหาสาเหตุให้ได้ (ทั้งที่ใจกลัวสุดๆโดนผีเมืองนอกหลอกซะแล้ว) เอาวะเดินดูสายไฟที่ไล่จากหลอดไปก่อนจะต้องเจอสวิตท์แน่ๆ เมื่อมองไปตามสายไฟเดินลงบันไดมาอ๊ะ อยู่ๆไฟก็ดับอีก นึกไปนึกมาความคิดเรื่องไฟเปิดอัตโนมัติก็ปิ๊งขึ้นมา เลยลองเดินกลับขึ้นบันไดไปใหม่ไฟติดจริงๆด้วย (ใจชื้นๆ) เฮ้อ! เสียวจริงๆ ไม่น่าเชื่อว่าโรงแรมเก่าๆอย่างนี้จะมีไฟอัตโนมัติซะด้วย จากการสอบถามเห็นว่าเป็นโรงแรมเก่ามานานแล้ว เอาล่ะจบวันไปนอนดีกว่าง่วงซะแล้ว (หลังจากไขปริศนาสำเร็จ 55555 จิวยี่ยอดนักสืบ)

เมื่อเราออกจากที่พักปราสาทผีสิง (55555) ก็มุ่งตรงเข้าสู่เมืองปิซ่ากันเลย เมื่อเข้าไปที่ เมืองปิซ่า เราต้องเอารถบัสเข้าไปจอดที่ที่จอดรถแล้วนั่งต่อ 2 แถวเข้าไป (โทษๆ นึกว่าอยู่บ้านเรา) นั่งรถเมล์ของที่นั่นแล้วเดินต่ออีกนิดหน่อย เนื่องจากสถาปัตยกรรมที่มันเอนๆ มันจึงค่อยๆเอียงเพิ่มขึ้น เค้าก็เลยไม่อยากให้เราเอารถบัสของใครของมันขับเข้าไปแล้วส่งผลกระทบทางด้านแรงสั่นสะเทือน เป็นจำนวนหลายริกเตอร์ (โอ้ เว่อร์ๆไปซะแล้ว) ซึ่งมันจะส่งผลกระทบต่อหอเอนปิซ่า ดังนั้นเลยต้องลำบากกันนิด พอเข้าไปแล้วมันก็เป็นอะไรที่น่าตื่นตาตื่นใจจริงๆ แล้วเราก็แวะซื้อของที่ระลึกนิดหน่อยพอติดมือไปฝากเพื่อนๆ แล้วก็ถ่ายๆๆๆๆๆๆๆรูป เยอะมากแต่ขอโทษช่วงนั้นไอ้กระผมก็ยังไม่มีกล้องดิจิตอลซะด้วยเลยไม่สามารถหารูปสวยๆมาฝากได้เต็มที่ เมื่อเราช็อปๆๆๆๆ กันจนพอแล้ว ก็ออกไปยืนรอพวกป้าๆซ้อๆทั้งหลายด้านนอก

พอดีมีป้าคนนึงอยากได้ผลึกที่มีรูปหอเอนปิซ่าอยู่ตรงกลางพี่แกพูดอังกฤษไม่ได้ซะด้วยเลยมาขอให้เราช่วยถามราคาให้ เอาวะไหนๆเราก็เด็กจุฬาอยู่แล้วจะบอกว่าภาษาอังกฤษอ่อนด้อยก็กระไรอยู่ เลยโชว์พาวถามซะเลย คุยไปคุยมาเลยซื้อกันหลายคนได้ลดด้วยนะ คนขายเป็นชาวอินเดียที่เข้ามาหากินที่นี่ เนื่องจากไม่ได้เรียน (มาที่อิตาลีจะเห็นคนอินเดียกับพวกยิปซีค่อนข้างเยอะเหมือนกัน) อ้อ! ยิปซีนี่ก็พวกแอฟริกาตอนเหนือๆที่อพยพเข้ามาในยุโรปอะ เอาล่ะๆวันนี้ต้องไปอีกหลายเมืองขึ้นรถไปกันต่อดีกว่า เมื่อเราออกจากเมืองปิซ่ากันแล้วเมืองต่อไปที่เราจะแวะกันในวันนี้ก็คือเมืองเซียน่า

เซียน่าเป็นเมืองที่ค่อนข้างเงียบสงบและตั้งอยู่บนภูเขาเป็นเมืองที่สวยงามมากทีเดียวจากที่จอดรถเราต้องเดินไปตามทางลาดค่อนข้างไกลทีเดียวเราจะได้เห็นวัฒนธรรมการเข้าโบสถ์ อาหารซึ่งเน้นพิซซ่าที่นี่อร่อยมากทีเดียว แต่ขอบอกอาหารอย่างอื่นอะไม่ค่อยได้เรื่องซักเท่าไหร่ ตามทางเดินจะยังคงเป็นทางแคบๆซึ่งเราจะเห็นในทุกเมืองที่ผ่านมา และตึกจะเป็นตึกสูงทึบค่อนข้างจะทำให้เกิดมิจฉาชีพได้ง่าย เมื่อเราเดินไปถึงจัตุรัสคอมโป ซึ่งสร้างให้มีลักษณะคล้ายปากปล่องภูเขาไฟใช้ในการจัดแข่งม้าประจำปี ที่นี่เราจะเห็นได้ว่าคนจะมานั่งอาบแดดกันเยอะ ไม่รู้ทำไมที่นี่คนชอบนั่งตากแดดกันจังอย่างที่โรมที่จะไปถึงก็เช่นกัน

ที่นี่เราได้พบบุคคลไม่คาดฝัน โอ้ อาจารย์สเน่ห์นักพูดตัวยงนี่เอง งั้นเข้าไปขอถ่ายรูปหน่อยดีกว่า เอาล่ะกลับไปที่รถดีกว่าเพราะท้องเริ่มร้องซะแล๊ะ เมื่อกลับไปถึงรถทานอาหารเรียบร้อย เราก็มุ่งตรงสู่ที่พักในโรมกันทันที เอาล่ะและแล้วเราก็มาถึงวันสุดท้าย พูดไปก็คิดถึงแฮะ แต่โอกาสที่จะได้ไปอีกคงมีน้อยไม่งั้นคงต้องไปเองแบบลุยๆกับใครซักคนนั่นแหละ วันสุดท้ายมีเวลาแค่ครึ่งวัน ก่อนขึ้นเครื่องกลับ อ้อ โทดทีจำผิดไปนีดมีเวลาอีกวันครึ่งแฮะ ตอนเช้าเราก็เดินทางสู่สิ่งมหัศจรรย์ของโลกชิ้นที่ 2 ต่อจากหอเอน นั่นก็คือ โคลอสเซี่ยม ตายล่ะหว่าโปสการ์ดยังไม่ได้ส่งเลย ขอแว๊บจากกลุ่มทัวร์ไปนิดมองๆหาตู้ไปรษณีย์สีแดงเหมือนของบ้านเราเลย จากนั้นก็รีบวิ่งจรลีกลับเข้ากลุ่มจากนั้นก็จัดการถ่ายรูปเท่าที่ทำได้แต่ไม่ได้เข้าไปข้างในหรอกนะคนมันเยอะอะ แต่ถ้ามาเองคงได้เข้าไป ที่นี่จะมีคนแต่งชุดโรมัน หรือพวกเกดิเอเตอร์ให้ถ่ายรูปคู่ด้วยได้แต่คงต้องเสียตังค์ไหนๆทริปนี้มาฟรีแล้วก็ไม่อยากเสียตังค์อะ ช่างมันไว้แต่งเองก็ได้วะ

จบจากการเยี่ยมชมโคลอสเซี่ยมแล้วก็มุ่งตรงสู่สเปนิชเสต็ปหรือบันไดสเปนที่เป็นแหล่งชอปปิ้งขนาดใหญ่ โดยเราต้องทำการเดินเข้าไปค่อนข้างไกลอยู่ทีเดียว ตอนเดินเค้าเดินเป็นแถวๆไปเหมือนกับทัวร์ต่างประเทศที่มาเที่ยวบ้านเรานั่นแหละแต่ก็เกือบเดินตามพวกป้าๆไปไม่ทันเพราะมัวแต่จะแยกออกนอกเส้นทางซะเรื่อยเลย ระหว่างทางเจอบ๋อยร้านอาหารคนนึงเป็นคนอิตาเลียนแต่พูดไทยได้นิดหน่อยเลยแวะคุยซัดนิดนึง 555 เวลาชาวต่างชาติพูดภาษาไทยได้นี่มันนับเป็นความภูมิใจเลยทีเดียว

เมื่อเดินต่อไปซักพักก็จะมาเจอน้ำพุเทรวี่ก่อนเลยที่นี่นักท่องเที่ยวเยอะมากเพราะเป็นน้ำพุที่มีสถาปัตยกรรมที่สวยงาม แล้วเค้าบอกว่าถ้าโยนเหรียญข้ามไหล่ลงไปในน้ำพุ แล้วจะได้กลับมาที่นี่อีก เอาเว้ยเรารีบแจ้นไปโยนเลยทีเดียว แวะพักเหนื่อยกันแป๊บถ่ายรูปกันนิดหน่อยเพราะคนเยอะก็มุ่งสู่บันไดสเปน เมื่อไปถึงเค้าก็ให้ต่างคนต่างช็อปตามสบาย เราก็เดินมั่วไปมั่วมาอย่างสนุกสนาน เดินไปเจอป้ายรถไฟใต้ดิน เลยต้องขอลองลงไปดูหน่อยว่าเหมือนบ้านเรามะ เดินเข้าไปค่อนข้างน่ากลัวมาทีเดียวเนื่องจากบรรยากาศซที่ทมึนๆ ดูคล้ายกับจะมีสัตว์ประหลาดโผล่มาอะไรเทือกนั้น แต่ถ้าเป็นผู้หญิงมาต้องรู้สึกยิ่งกว่านั้นแน่ๆ เมื่อเดินไปซักพักก็ตันครับ เพราะถึงช่องสอดตั๋วเราเลยจำเป็นต้องวนกลับมานั่งรอพวกป้าๆแกช็อบกันให้พอใจก่อนหมดไปอีกวัน (กับการช็อบ)

วันสุดท้ายท้ายสุด ก็แวะนครวาติกันซึ่งตอนที่เราไปนั้น กำลังอยู่ในระหว่างการเลือกโป๊บองค์ใหม่พอดี เลยได้แต่ถ่ายรูปอยู่ด้านนอกเท่านั้นจากนั้นก็ต้องรีบกินรีบไปที่แอร์พอร์ตโดยด่วน เข้าไปเช็คตั๋วก่อนกลับแต่ที่อิตาลีนี่ระบบเค้าค่อนข้างทันสมัยทีเดียว เวลาจะไปสนามบินเข้าเกตของเค้ามีการใช้รถไฟฟ้าภายในด้วยซึ่งมันแปลก และแหวกแนวดีสะดวกดีด้วย หรือเค้าเป็นอย่างนี้กันทั้งโลกแล้วบ้านเราไม่เป็นอยู่ทีเดียวก็ไม่รูเนอะเอาล่ะจะกลับบ้านแล้วคิดถึงจังคิดถึงเพื่อนๆด้วย จบแล้วจ้า วันหน้าจะมาเล่าเรื่องทริปอื่นๆอีกน๊า ตามไปชมรูปกันเลยครับ

เริ่มต้นที่มิลาน



อนุสาวรีย์พระเจ้าวิกเตอร์เอมมานูเอลที่ 2



ย่านช็อปปิ้ง



ดูโอโมมิลานโน หรือโบสถ์ของเมืองมิลานสวยงามตระการตามาก



ในเวนิช



โบสถ์สวยๆ



ล่องเรือกอนโดลา



บ้านเรือนริมน้ำสวยงาม



จัตุรัสซานมาร์โก้ที่เวนิส นกพิราบเพียบ



แม่น้ำอาร์โนลด์ที่ฟลอเรนซ์



คนมาทำเป็นรูปปั้นให้ถ่ายรูป



ลานซิญญอเลีย หน้าศาลาว่าการเมือง




รูปปั้นพระเอกของเมือง รูปปั้นเดวิด



จัตุรัสมิคาแลงเจลโล




จัตุรัสเปียซซา เดล ดูโอโม



หอเอนแห่งเมืองปิซ่า



ร้านขายเนื้อที่เซียน่า



ศาลาว่าการเมืองที่จัตุรัสแคมโปที่เซียน่า



โคลอสเซียม



ถ่ายรูปซักหน่อย



ประตูัชัยคอนสแตนติน



น้ำพุเทรวี่



โยนเหรียญเรียบร้อยหวังว่าจะได้กลับมาอีก ^^



เสาโอเบลิสก์



มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์



ถ่ายรูปกับเจ้าของบริษัทนานมีซักหน่อย ^^



บันไดสเปน จบทริปแล้วครับ เนื่องจากยังใช้กล้องฟิล์มเลยได้รูปสวยๆน้อยไปหน่อยครับ Smiley






 

Create Date : 05 มกราคม 2551    
Last Update : 6 พฤษภาคม 2555 20:04:14 น.
Counter : 425 Pageviews.  


jiwyeefun
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





ฟังเพลง
Friends' blogs
[Add jiwyeefun's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.