เวลาเป็นเงินเป็นทอง แต่เวลาที่ใช้อ่านหนังสือสามารถให้สิ่งที่มีค่ากว่าเงินทองแก่เราได้
Group Blog
 
All Blogs
 

สำรวจชั้นหนังสือ 2 : ทำไมหนังสือให้ความรู้มักไม่ใช่หนังสือที่เราซื้อ+เล็กๆน้อยๆจากงานหนังสือวันแรก

อ่า.... ช่วงนี้ตัวขี้เกียจเริ่มเข้าสิงอีกครา (ความจริงมันมาบ่อยจนจะกลายเป็นวิญญาณหลักไปแล้ว)

เมื่อเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมาอ่านหนังสือจบไปเล่มเดียวเองค่ะ คือ มอญซ่อนรัก ของ กนกณัชชา แต่ยังไม่ได้เล่าถึงเลย

เมื่อตอนที่สำรวจชั้นหนังสือคราวก่อน สำรวจชั้นหนังสือ 1 ทำให้พบว่าในชั้นหนังสือตัวเอง (เฉพาะส่วนที่อยู่กับตัว) ช่างมีหนังสือที่ให้ความรู้อยู่น้อยนิดเหลือเกินเมื่อเทียบกับปริมาณหนังสือทั้งหมด

พอมาย้อนนึกดูว่าเพราะอะไรถึงเป็นอย่างนั้น ก็พบว่าเหตุผลหมายเลข 1 ที่ทำให้ชั้นหนังสือของ จขบ. เต็มไปด้วยนิยายก็เพราะ จขบ. เอางบไปซื้อหนังสือวรรณกรรมจนไม่เหลือจะไปซื้อหนังสือประเภท non-fiction สักเท่าไหร่ ทั้ง ๆ ที่บ่อยครั้งจะพบว่าหนังสือแนวนี้ ถ้าเปรียบเทียบที่ความหนาเท่ากัน ราคาจะถูกกว่าวรรณกรรม (แต่บางกรณีก็ไม่เป็นไปตามนี้นะคะ)

จขบ. ก็เลยตั้งปณิธานว่าจะหันมาอ่านหนังสือแนว non-fiction ให้มากขึ้น แต่ก็ยังพึ่งไปได้แค่ขั้นอนุบาลค่ะ เศร้าจริง ๆ หนังสือ non-fiction ความหนาไม่เท่าไหร่ ใช้เวลานานมากกว่าจะอ่านจบ แต่ทีนิยายหนาตั้ง 300-400 หน้า อ่านจบใน 1 วัน หน้าตาเฉย

---------------------------------------------------------------------------------
เมื่อวานไปงานหนังสือมา แต่ยังไม่ได้เดินละเอียด ได้ดูแค่โซน C 2

ซึ่งบูธที่จขบ. สนใจเป็นพิเศษ คือ บูธนายอินทร์ พบว่ามีลดราคาพิเศษ 40-70% ทำเอาจขบ. น้ำตาร่วง เพราะมีแต่หนังสือน่าอ่านทั้งสิ้น หลายเล่มที่จขบ. อยากได้ค่ะ แย่แล้ว แค่นี้ก็จะเกินงบอยู่แล้ว

นอกจากนั้นก็บูธฟิสิกส์เซ็นเตอร์ค่ะ ลดราคาชนิด 2 เล่ม 100 บาท ใครสนใจเชิญแวะไปชมที่เว็บสนพ.ก่อนไปก็ได้ค่ะ

นอกนั้นโซนนี้ก็เป็นหนังสือความรู้ คู่มือเตรียมสอบของเด็ก ๆ มากกว่า +ยังไม่ได้ดูละเอียด เลยอาจจะมีอะไรมาเล่าไม่เยอะค่ะ

สุดท้ายขอแนะนำหนังสือให้ความรู้ที่น่าสนใจเล่มหนึ่งค่ะ


รายละเอียดหนังสือค่ะ
ชื่อเรื่อง : Biotechnology เทคโนโลยีมหัศจรรย์เพื่อชีวิต
ผู้เขียน : Isao Karube
ผู้แปลและเรียบเรียง : รศ.ดร.ศักดา ดาดวง
จัดพิมพ์โดย : สำนักพิมพ์ ส.ส.ท. (สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น))
ราคา 195 บาท หนา 256 หน้า

แนะนำหนังสือ :
เนื้อหาเกี่ยวกับเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) ซึ่งเป็นการนำสิ่งมีชีวิตมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยอธิบายความรู้พื้นฐานทางชีวเคมีเกี่ยวกับกลไกในสิ่งมีชีวิตซึ่งเป็นหลักการของเทคโนโลยีชีวภาพ และให้ความรู้ถึงประโยชน์ที่มีมากมายของเทคโนโลยีชีวภาพในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการบำบัดรักษาและการแพทย์ การใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันที่ใกล้ตัว เช่น อาหาร เครื่องสำอาง เป็นต้น การดูแลสุขภาพ ชะลอความชรา และยืดอายุเฉลี่ย การนำไปใช้แก้ไขปัญหามลภาวะของสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาไปเป็นพลังงานสะอาดที่สามารถทดแทนพลังงานจากน้ำมันและถ่านหินที่จะหมดไปในอนาคต โดยอธิบายผ่านเนื้อหาและภาพประกอบที่เข้าใจได้ง่าย


ข้อมูลจากเว็บสำนักพิมพ์ค่ะ สำนักพิมพ์ ส.ส.ท.

ไปเจอบูธ สนพ. สสท. ที่ Q 34 โซน C2 ค่ะ
เป็นหนังสือให้ความรู้ที่น่าอ่านอีกเล่มหนึ่งค่ะ (ข้างในมีภาพการ์ตูนวิทยาศาสตร์ที่น่ารักดี)

เพิ่มเติมอีกนิด สนพ. นี้ คือสนพ.เดียวกับที่ทำหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่ จขบ. ชอบมากค่ะ คือ พื้นที่สีเขียวบนโลกใบนี้หายไปวินาทีละหนึ่งสนามฟุตบอล
ว่าด้วยปัญหาต่าง ๆ ของโลก (ที่มนุษย์เป็นผู้ก่อ) ค่ะ




 

Create Date : 27 มีนาคม 2551    
Last Update : 27 มีนาคม 2551 16:18:21 น.
Counter : 373 Pageviews.  

โครงการประกวดเรื่องสำหรับหนังสือการ์ตูน ครั้งที่ 2 : น่าสนใจมาก เผื่อว่าใครอาจจะยังไม่เห็นค่ะ

ได้ข่าวมาจากเว็บไซด์ของสถาบันการ์ตูนไทย มูลนิธิเด็ก
รายละเอียดดังนี้ค่ะ
-------------------------------------------------------------------------
โครงการประกวดเรื่องสำหรับหนังสือการ์ตูน ครั้งที่ 2


** แจ้งการเลื่อนเวลารับผลงาน โครงการประกวดเรื่องสำหรับการ์ตูน ค่ะ

เลื่อนเวลาการรับผลงาน จาก 10 เมษายน เป็น 30 มิถุนายน ค่ะ

จึงแจ้งมาเพื่อทราบทั่ว ๆ กันค่ะ



ใครรู้ว่ามีไอเดียเจ๋ง สุดประทับใจ
สถาบันการ์ตูนไทย มูลนิธิเด็ก เปิดรับ “เรื่องราวดี ๆ” ทั้งเพื่อคุณเอง เพื่อคนอื่น เพื่อครู เพื่อพ่อแม่ เพื่อเพื่อน เพื่อสังคม เพื่อโลก เพื่อจักรวาล ว่าเข้าไปนั่น......



เรื่องใดถูกใจกรรมการ จะนำมาดัดแปลงเป็นบทการ์ตูน ให้นักการ์ตูนได้แปลงเป็นหนังสือการ์ตูนสุดสวย วางจำหน่ายทั่วฟ้าเมืองไทย

กติกาการตัดสิน
- เนื้อเรื่องสร้างสรรค์
- เหมาะสมที่จะนำมาทำเป็นการ์ตูน
- ไม่จำกัดไอเดีย ไม่จำกัดลูกเล่น ไม่จำกัดประเภท ทั้งแนวสารคดี แฟนตาซี รัก ตลก (แต่อย่าทะเล้น ทะลึ่งและโหดเหี้ยมเกินงามนะจ๊ะ)
- ความยาวของเรื่อง : ๓ หน้ากระดาษ A 4 ขึ้นไป

เพื่อให้เป็นรูปแบบเดียวกันในการส่งผลงาน กรุณาพิมพ์ข้อความ ขนาดตัวอักษร ๑๖ พอยต์ จะเป็นตอน ๆ เป็นเรื่องสั้น หรือเรื่องยาวก็ได้
- เป็นผลงานต้นฉบับที่ไม่เคยส่งเข้าประกวดและรับรางวัลที่ใดมาก่อน
- ผู้ส่งผลงานต้องเป็นเจ้าของที่แท้จริง ไม่ลอกเลียนแบบ และละเมิดลิขสิทธิ์งานของผู้อื่น

รางวัล : ลิขสิทธิ์เนื้อเรื่อง ๒ % ในการตีพิมพ์ครั้งแรก และ ๕% ในการตีพิมพ์ครั้งต่อไปทุกครั้งจ้ะ

การส่งผลงาน ส่งผลงานเขียนร่วมประกวดและประวัติย่อของผู้เขียนรูปถ่ายด้วยก็ดีจ้ะ ทางอีเมล์ หรือลงแผ่นซีดี ที่
สถาบันการ์ตูนไทย มูลนิธิเด็ก
ที่อยู่ ๔๖๐ ซ. จรัญสนิทวงศ์ ๖๗ เขตบางพลัด กรุงเทพฯ ๑๐๗๐๐
โทรศัพท์ ๐๒-๘๘๑-๑๗๓๔, ๐๙-๔๔๖-๐๘๖๔ โทรสาร ๐๒-๔๒๔-๖๒๘๐
E-mail: cartoonthai_ffc@hotmail.com, jjmiaka@yahoo.com
website : http://www.cartoonthai.in.th

-------------------------------------------------------------------------

รายละเอียดเพิ่มเติมเข้าไปดูได้ตามลิงค์ด้านล่างค่ะ
http://www.bangkokspace.com/content.aspx?bs=cartoonthai_ffc&cid=11&id=1477

ตัวอย่างผลงานของสถาบันฯ ค่ะ




เท่าที่เคยมีโอกาสได้เห็นจากร้านหนังสือ หนังสือการ์ตูนของสถาบันฯ เป็นหนังสือที่น่าสนใจมากค่ะ ภาพสวย พิมพ์สีคุณภาพดี และเนื้อหาของการ์ตูนก็มีแนวคิดที่ดีแทรกอยู่ ออกแนวเป็นการถ่ายทอดแนวคิดเกี่ยวคุณธรรมให้เด็ก ๆ เข้าใจง่ายขึ้นได้ แต่ก็เป็นหนังสือที่สนุกสำหรับผู้ใหญที่รักการ์ตูนได้อีกด้วย

ใครเจอหนังสือของสถาบันการ์ตูน มูลนิธิเด็ก ก็อย่าลืมสนับสนุนผลงานดี ๆ ของคนไทยบ้างนะคะ


ป.ล. ไม่ได้ค่าโฆษณาค่ะ แต่เห็นผลงานเรื่อง Rambits แล้วชอบค่ะ รู้สึกว่าถูกจริตตัวเองดี เลยอยากแนะนำค่ะ





 

Create Date : 24 มีนาคม 2551    
Last Update : 24 มีนาคม 2551 12:39:51 น.
Counter : 380 Pageviews.  

สำรวจชั้นหนังสือ : เตรียมวางแผนการในงานสัปดาห์หนังสือ เม.ย. 51

และแล้วงานสัปดาห์ล้มละลายแห่งชาติอย่างที่ใครหลายคนชอบเรียกกันก็เวียนมาถึงอีกรอบแล้ว จขบ. รับรู้ข่าวสารและพยายามเตรียมตัวรับมือเต็มที่ แต่ในใจรู้สึกห่อเหี่ยวยังไงชอบกล เพราะได้เวลาเสียเงินอีกแล้ว ปีงบประมาณหนังสือเวียนมาบรรจบ แต่ไม่เคยได้สำรองเงินไว้รออย่างที่ตั้งใจไว้เลย สมแล้วล่ะค่ะที่เคยคิด OST. ของงานหนังสือไว้ว่า ~....สตางค์ ไม่เคยพอ....~

เนื่องจากว่าการเตรียมตัวหนึ่งที่ทำคือ สำรวจชั้นหนังสือ ดูว่าในรอบ 6 เดือน ช่วงห่างของงานหนังสือตุลากะเมษา จขบ.เหลือหนังสือที่ยังไม่ได้อ่านอยู่กี่เล่ม

จากการสำรวจเล่นเอาอึ้งมาก
เพราะจขบ. เหลือหนังสือที่ยังไม่ได้อ่าน รวมทั้งสิ้น 63 เล่ม !! (รวมอ่านยังไม่จบอีก 3 เล่ม)

ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่เคยไปเดินงานหนังสือมา แต่แน่นอนค่ะว่าจำนวนทั้งหมดนี้ไม่ใช่ว่าซื้อในงานทุกเล่ม มีหลายเล่มที่ตกค้างมาจากงานหนังสือครั้งก่อน และอีกส่วนใหญ่ที่ซื้อจากงานหนังสือเดือนธันวา ที่สยามพารากอน และซื้อจากร้านหนังสือ ในระหว่างช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา อีกส่วนหนึ่ง

ยอมรับว่าช่วงนี้พฤติกรรมการอ่าน กะการซื้อ มันไปคนละทางกัน - -"
คือซื้อมากขึ้น แต่กลับอ่านน้อยลง
แถมพฤติกรรมการซื้อก็ค่อนข้างไม่ค่อยดี สังเกตจาก 63 เล่มที่ว่า แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ

1. 39 เล่ม ซื้อมาเพราะ มันถูกดี T^T ส่วนใหญ่เป็นนิยายวัยหวาน (คือผู้ใหญ่ขึ้นมากว่าลูกกวาดหน่อยนึง) เกือบ 20 เล่ม ทั้งที่รู้ทั้งรู้ว่าหนังสือแนวนี้ไม่ถูกจริตตัวเองเท่าไหร่
2. 24 เล่ม เป็นเรื่องที่ส่วนใหญ่คิดว่าจะถูกจริต (หลายเล่มซื้อมาจากงานหนังสือคราวที่แล้ว) แต่บางเล่มก็เป็นแนวใหม่ที่ไม่เคยอ่าน แต่คะเนว่าตัวเองน่าจะอ่านได้

สำรวจแล้วก็ได้แต่อึ้ง รู้สึกว่าหนังสือที่ซื้อมาเป็นกอง ๆ จากงานหนังสือ บางครั้งก็กลับไม่ดึงดูดใจให้เราหยิบขึ้นมาอ่านเสียอย่างนั้น ซึ่งต่างจากการเดินไปซื้อมาจากร้านหนังสือทีละเล่มมากเลย เพราะถ้าซื้อมาทีละเล่ม จขบ.มักจะอ่านเลย ลองสังเกตตัวเองกันดูนะคะ ว่าเป็นเหมือน จขบ. หรือเปล่า

ก็เลยได้แต่อึ้ง อึ้ง อึ้ง ปน ปลง ๆ ค่ะ

งานคราวนี้ ตั้งใจจะเก็บเงินตั้งแต่ 2-3 เดือนที่แล้ว แต่ก็ทำไม่ได้ค่ะ เพราะเดินเข้าร้านหนังสือทีไร ก็มักจะเสียเงินทุกที ถึงจะทีละนิดทีละหน่อยก็เถอะ เลยเหลืองบสำหรับงานครั้งนี้เพียงน้อยนิด ก็เลยรู้สึกว่าจะต้องวางแผนจัดสรรงบประมาณแล้ว แต่จะทำได้ตามแผนไหม ก็ยังก้ำกึ่งค่ะ ก็ต้องถือเป็นการทดสอบตัวเองที่หินมากครั้งหนึ่ง (ฮา)

อยากรู้เหมือนกันค่ะ ว่าเรา ๆ ทั้งหลายที่ชอบไปเดินงานหนังสือเป็นชีวิตจิตใจนั้น เคยวางแผนการงบประมาณประจำปีในการซื้อหนังสือกันบ้างไหม และทำตามแผนนั้นได้สำเร็จ 100 % ชนิดไม่มีตัวแดงแม้แต่บาทเดียวกันบ้างหรือเปล่า

สำหรับ จขบ. นั้น ยืดอกพกหนังสือ ยอมรับหน้าชื่นตาบานเลยค่ะ ว่าไม่เคยทำได้เลย แม้ว่าส่วนใหญ่ มักไม่ค่อยเกินงบก็จริง แต่มักจะได้หนังสือเล่มอื่นที่ไม่อยู่ในแผนติดมือกลับมา ในขณะที่หลายเล่มที่อยู่ในแผนมาก็หลายงานแล้ว แต่ยังไม่เคยได้ซื้อกลับมาด้วยซักที

คราวนี้ก็เลยลองดูค่ะ วางแผนเฉพาะรายชื่อหนังสือพอ ไม่ต้องถึงกับวางแผนงบการเงินด้วย แต่จะว่าไป เรื่องควบคุมรายชื่อหนังสือให้เป็นไปตามแผนนี่ ดูจะยากกว่าควบคุมไม่ให้ยอดซื้อมันเกินงบเสียอีก จริงไหมคะ?

1. อยากให้ลมหนาวหวนมาอีกครั้ง ราคา 220 บาท สนพ. นกแสงจันทร์ ผู้เขียน-อภิชาติ เพชรลีลา คือผู้เขียนกล่องไปรษณีย์สีแดง หรือ ที่มาของบทภาพยนตร์ "เพื่อสนิท" นั่นเองค่ะ -เล่มนี้ไปเจอโดยบังเอิญในร้านนายอินทร์ พบว่าหนังสือสวยมาก ถ้าหาเจอคงไม่พลาดที่จะสอย แต่ถ้าหาไม่เจอ คงต้องกลับไปซื้อที่ร้านที่เจอนั่นล่ะค่ะ - -" (นิสัยไม่ดีเลย)

2. ประวัติย่อของเกือบทุกสิ่ง ราคา 360 บาท สนพ. วงกลม -เล่มนี้น่าอ่านและหนามาก เป็น non-fiction เล่มแรกในชีวิตที่หนาขนาดนี้แล้วจขบ. ยังคิดจะอ่านอยู่ เพราะถ้าเป็นนิยายน่ะ หนาแค่ไหนก็อ่านได้ แต่หนังสือแนวสาระความรู้นี่ถ้าหนาจะอ่านจบได้ยากมาก

3. ลำนำหกพิภพ ราคา 395 บาท สนพ.นานมีฯ -เล่มนี้เป็นนวนิยายที่ได้รับรางวัล Young Artist Award ค่ะ ไม่ได้สนใจเพราะได้รางวัล แต่สนใจเพราะเป็นแฟนตาซีที่หยิบตำนานไทยมาเขียนใหม่ค่ะ ก็เลยรู้สึกว่าน่าอ่านมาก และความหนาก็หนาดี เห็นแล้วคิดว่าคงอ่านเต็มอิ่มแน่นอน

4. ฝรั่งคลั่งผี ราคา 220 บาท สนพ.มติชน ผู้เขียน ไมเคิล ไรท์ -สนใจเพราะอยากอ่านงานของคุณไมเคิล ไรท์ ก็เลยอยากเริ่มอ่านที่เล่มนี้ค่ะ

5. เขียนฝันด้วยชีวิต ราคา 200 บาท สนพ.มติชน ผู้เขียน ประชาคม ลุนาชัย - เล่มนี้ได้รางวัลมาแล้วหลายสำนัก แต่เช่นเดียวกับเล่มลำนำหกพิภพค่ะ ไม่ได้สนใจเพราะได้รางวัล แต่สนใจเพราะครั้งหนึ่งเคยอ่านบทสัมภาษณ์คุณประชาคม แล้วรู้สึกอยากอ่านเล่มนี้มาก เพราะอยากรู้ว่ากว่าจะมาถึงทุกวันนี้ คุณประชาคมผ่านอะไรมาบ้าง

6. เศรษฐศาสตร์ในกรุงเทพฯ ราคา ประมาณไม่เกิน 120 บาท สนพ. dekisugi.net -มีขายเฉพาะใน B2S ค่ะ เล่มนี้เห็นแล้วรู้สึกว่าน่าอ่านมาก เป็นเรื่องเศรษฐศาสตร์รอบตัวในชีวิตประจำวันค่ะ ว่าแต่ชื่อสนพ.นี้ เห็นแล้วคุ้น ๆ ว่าไหมคะ

7. จิตพิกล คนพิลึก ราคา 150 บาท สนพ. สารคดี - เล่มนี้เป็นหนังสือวิทยาศาสตร์ค่ะ ว่าด้วยจิตของคนเรา แค่เปิดดูก็น่าสนใจแล้วค่ะ ก็เลยเก็บไว้ในลิสต์ตั้งแต่แรกเห็น

8. What is art ? สนพ. openbook ราคา 375 บาท - เล่มนี้ผู้เขียนคือ ตอลสตอย ค่ะ จขบ. รู้สึกว่า สนพ. นี้ทำหนังสือได้น่าอ่านมาก ๆ ก็เลยคิดว่า ถ้าไปที่บูธอาจจะเสียเงินมากกว่าเล่มนี้แค่เล่มเดียว
ก่อนหน้านี้ จขบ. เคยซื้อหนังสือสนพ. นี้มาเล่มหนึ่งคือ "30 วัน เล่ม 3 openbook openworld" มาอ่านค่ะ เป็นผลงานของคุณภิญโญ ว่าด้วยเรื่องประวัติศาสตร์ย่นย่อของวงการสิ่งพิมพ์อังกฤษและความท้าทายใหม่ที่ต้องเผชิญ ผ่านการท่องไปในลอนดอนค่ะ เป็นหนังสือที่ทำให้ได้มุมมองใหม่ และอ่านสนุกดีค่ะ

9. ปริศนาแห่งหิมพานต์ ราคา 185 บาท สนพ.อมรินทร์ - เล่มนี้อยู่ในลิสต์มาตั้งแต่งานที่แล้วแล้วค่ะ แต่ยังไม่ได้ซื้อเพราะ จขบ. ซื้อนิยายจนหมดงบ - -" เล่มนี้เป็นความสนใจส่วนตัว+ยังหาหนังสือแนวๆ นี้ไม่ค่อยได้ ก็เลยเล็งไว้ค่ะ

10. เทวกำเนิด ราคา 110 บาท สนพ. อมรินทร์ - เหมือนเล่ม 9 ค่ะ จขบ.ชอบอ่านตำนานไทย+ตำนานทุกชาติ ถ้าหาอ่านได้ ก็เลยลิสต์เล่มนี้ไว้ด้วยค่ะ

11. เทพปกรณัมปรัมปรา ราคา ประมาณ 300 กว่าบาท สนพ. อมรินทร์ - เล่มนี้เป็นตำนานกรีก และมีตำนานนอร์สเล็กน้อยท้ายเล่มค่ะ ซื้อเพราะโปรยปกว่าแปลมาจากหนังสือที่ใช้เป็นตำราเรียนวรรณคดีเปรียบเทียบ จขบ.ก็เลยว่าจะลองซื้อดู

12. Dragon Delivery เล่ม 3 ราคา น่าจะ 140 บาท สนพ. สถาพร - เล่มนี้คงไม่ต้องอธิบายมาก คอแฟนตาซีคงรู้สรรพคุณดีนะคะ (ฮา) ผลงานคุณพัณณิดาซะอย่าง (ฮา)

13. พันหนึ่งเม็ดทราย เล่ม 1+2 ราคา 209+189 บาท สนพ. แจ่มใส - คอแฟนตาซีคงคุ้น ๆ ว่าเรื่องนี้เป็นผลงานคุณฯคีตกาล ตอนนี้พิมพ์ครั้งใหม่ เพิ่มตอนพิเศษของอาซามันด้วยค่ะ (คุณฯคี ใช้นามปากกาเป็นคาซี ในการพิมพ์ครั้งนี้ค่ะ) สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยอ่าน ขอบอกว่าเรื่องนี้อ่านสนุกครบเครื่อง ครบรสสไตล์คุณฯคี ค่ะ สนุกสนาน ผจญภัยตื่นเต้น ลึกลับ โรแมนติก ขำกลิ้ง รับประกันว่าทุกรสจริง ๆ

14. บัลลังก์รักบนเนินทราย ราคา 149 บาท ผู้เขียน คาซี สนพ. แจ่มใส - เช่นกันค่ะ เป็นเรื่องของตัวละครจากพันหนึ่งเม็ดทรายอีกคนหนึ่ง น่าสนใจเช่นกัน สำหรับสาว ๆ หลายคนที่ชื่นชอบท่านชายมาฮาลมาตั้งแต่จากพันหนึ่งฯ แล้ว

สรุป --
จขบ. พยายามอ่านหนังสือ non-fiction ให้มากขึ้นค่ะ หวังว่าจะสำเร็จ แต่เพียงแค่ 15 เล่มนี้ ราคาปกรวมกันก็ 3,322 บาท แล้วค่ะ ยังไม่รวมเล่มที่ไม่แน่ใจราคาด้วย ถ้าคิดง่าย ๆ ให้ทุกเล่มที่อยู่ในลิสต์นี้ลดราคา 20 % หมายความว่าต้องมีงบ เริ่มต้น 2,658 บาท เห็นตัวเลขแล้วชักเหงื่อตกค่ะ


แล้วยังมีรายการสำรองที่อยากได้รองลงมาอีกเป็น 10 เล่มเลย อ่า

แล้วจะกลับมารายงานอีกครั้งค่ะ ว่าทำได้ตามแผนไหม




 

Create Date : 14 มีนาคม 2551    
Last Update : 14 มีนาคม 2551 21:39:50 น.
Counter : 278 Pageviews.  

เรื่องรักนักจัดรายการ : อณิศยา



เรื่องรักนักจัดรายการ


ผู้เขียน : อณิศยา
จำนวนหน้า : 272 หน้า
รายละเอียด : รักวุ่นๆ ของดีเจสุดฮาจากคลื่น Funny Wave ที่จะพาคุณยิ้มไปกับความรัก สามรส ของพวกเค้า พบกับรักต่างวัย ระหว่างดีเจสาวสองพันปี ดีเจภัทร ที่มาปิ๊งเอาดีเจรุ่นน้องหนุ่มหน้าใส ดีเจวิน แต่วินดันมีหวานใจอยู่แล้วน่ะสิ

ที่มาจากเว็บของสำนักพิมพ์ฟิสิกส์เซ็นเตอร์ค่ะ
หน้ารายละเอียดเรื่องนี้
มีตัวอย่างหน้าแรก ๆ ให้อ่านด้วยค่ะ ^^

---------------------------------------------------------------------------------
เท้าความ

จริง ๆ แล้ว เรื่องนี้ออกมานานนนมากกแล้ว แต่จขบ. พึ่งเห็นในร้านดอกหญ้าสาขาหนึ่งเมื่อประมาณซักครึ่งปีที่แล้วเห็นจะได้ และเมื่ออ่านโปรยปกแล้วเกิดสนใจค่ะ (เพราะนางเอกอายุมากกว่าคนที่ตัวเองชอบตั้ง 7 ปี)

เลยไปถามหาที่บูธสนพ.นี้ ในงานหนังสือครั้งที่ผ่านมา แต่ปรากฏว่าด้วยความที่มันออกมานานมากแล้ว หนังสือเล่มนี้จึงถูกจัดเป็นหนังสือแถมไปเสียแล้วค่ะ T*T จขบ. พยายามเจรจาขอร้องน้อง ๆ ที่บูธ ขอซื้อแยกเล่ม เขาก็ไม่ขายอีกนะ ทำให้น้อง ๆ แปลกใจมากถึงกับถามว่า เรื่องนี้สนุกมากเลยหรือคะพี่ จขบ. ก็ตอบไม่ได้ค่ะ เพราะตอนนั้นยังไม่ได้อ่าน แค่สนใจเฉย ๆ

ครั้นจะซื้อหนังสือให้ได้เล่มนี้แถมก็ไม่ไหวค่ะ ต้องซื้อตั้ง 1000 บาทขึ้นไป ถึงจะได้ จขบ. เลยได้แต่ข่มใจ เก็บความเสียดายไว้

จนกระทั่ง เมื่อ 2 อาทิตย์ก็มีโอกาสได้อ่านเล่มนี้ค่ะ แต่เป็นเพราะร้านเช่าเจ้าประจำมีเล่มนี้ค่ะ ก็เลยได้อ่าน T T รู้สึกผิดต่อหนังสือเล่มนี้หน่อย ๆ อยู่เหมือนกัน เพราะเท่าที่ได้อ่าน (แบบเร่งรีบ) ก็พบว่า เป็นหนังสือนิยายระดับกึ่งลูกกวาดกึ่งผู้ใหญ่ (รู้สึกว่าเซตนี้ของฟิสิกส์ฯ มันอยู่ตรงกลางระหว่างวัยรุ่นกับผู้ใหญ่เหมือนอย่างเซตความรู้สึกดีที่เรียกว่ารักของแจ่มใสนะค่ะ) ที่อ่านแล้วได้ความสบายใจและรอยยิ้มกว้าง ๆ เรื่องหนึ่งเลยทีเดียว

------------------------------------------------------------------------------
ความรู้สึกหลังจากที่ได้อ่าน

ก็อย่างที่บอกค่ะว่า เป็นนิยายที่อ่านแล้วเรียกรอยยิ้มกว้าง ๆ จาก จขบ. ได้เล่มหนึ่งเลย

เริ่มเรื่องมาด้วยเรื่องราวของพี่ภัทร ดีเจสาว (มากพอควร) ที่ตอนแรก ๆ ดูจะลดวัยไปนิด เพราะดันไปชอบดีเจหน้าใหม่เข้าค่ะ แถมน้องดีเจคนนี้ นอกจากจะอายุน้อยกว่าเธอถึง 7 ปีแล้ว ที่แย่กว่านั้น เขาก็ยังมีแฟนแล้วอีกด้วย เศร้าเลยค่ะ

พี่ภัทรก็เลยต้องทำใจรอค่ะ เพราะวินเข้ามาทำงานเป็นดีเจได้ไม่เท่าไหร่ พอพ้นกำหนดทดลองงาน วินก็ตัดสินใจไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย เล่นเอาจขบ. หมั่นไส้เล็กน้อย เพราะตานี่คิดว่างานดีเจมันหาได้ง่าย ๆ หรือไงหา

ทีนี้ค่ะ พี่ภัทรก็ต้องหลบฉากไปชั่วคราว เพราะบทต่อมาเป็นเรื่องราวของดีเจตี้ หนุ่มตี๋ ผู้เป็นคู่หูเหนียวหนึบของพี่ภัทร (สนิทกันจนอ่าน ๆ ไป รู้สึกเหมือนว่าสองคนนี้เป็นพี่น้องกันจริง ๆ ค่ะ) เรื่องของตี้เนี่ย เป็นเรื่องแนวจากเพื่อนมาเป็นแฟนค่ะ เลยไม่ค่อยถูกจริตจขบ.เท่าไหร่ แต่ที่ชอบคือแฟนตี้เนี่ย แสบได้ใจดี

ต่อมาก็กลับมาที่เรื่องของพี่ภัทรต่อค่ะ เนื่องจากพี่ภัทรมีความฝันจะเปิดร้านอาหาร บทต่อมาก็เลยจะพูดถึงร้านอาหารของพี่ภัทรเสียเป็นส่วนใหญ่ ก็เลยได้พบตัวละครใหม่ค่ะ คือ คุณที มัณฑนากร ผู้แต่งร้านพี่ภัทร นอกจากนั้น เรื่องก็ชักจะวุ่น ๆ ขึ้นค่ะ เมื่อวินกลับมาเมืองไทย แถมเลิกกับแฟนอีก ในขณะที่คุณทีก็ทำท่าจะมาที่ร้านพี่ภัทรบ่อยจนตี้สงสัยว่าติดใจอาหาร หรือติดใจเจ้าของร้านกันแน่ อยากรู้ใช่ไหมคะว่าเรื่องจะเป็นไงต่อ

ไม่บอกค่ะ ไปลองอ่านดู

มาที่ความรู้สึกจริง ๆ บ้าง

เวลาที่อ่านเรื่องนี้อย่างหนึ่งที่ชอบมากเลย คือ อารมณ์อบอุ่น สบาย ๆ ที่อยู่ในเรื่องค่ะ สำนวนเรียบง่าย (แต่อ่านลื่นไหลดีมาก) แต่บางช่วงก็ฮา (โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนพิเศษท้ายเล่ม) ให้อารมณ์เป็นชีวิตที่เรียบง่าย แต่มีเป้าหมาย มีความฝัน และมีความสุขดี ทำให้ชอบพี่ภัทรมาก ยิ่งตอนที่คุณทีเริ่มปรากฏตัว ใจของจขบ.ก็เริ่มเทไปที่คุณทีค่ะ หุหุ ตัวละครก็ดูน่ารักแบบคนธรรมดา มีชีวิต มีการมีงานแบบธรรมดาดี

ความจริงแล้ว จขบ. จะไม่ค่อยถูกจริตกับเรื่องรักหวาน ๆ แต่กับเรื่องนี้กลับไม่ทำให้รู้สึกเลี่ยนค่ะ รู้สึกว่ามันพอดี ๆ ไม่มากไปไม่น้อยไป รวมความแล้วเลยเป็นนิยายรักอุ่น ๆ ที่ประทับใจเรื่องหนึ่ง

มีที่จะติงที่เดียวค่ะ จะมองว่ามันเป็นเรื่องใหญ่หรือไม่ใหญ่ก็ได้ คือ เรื่องนี้ไม่ค่อยมีเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับรายการวิทยุเท่าไหร่ นอกจากในบทแรกแล้ว หลังจากนั้นเหตุการณ์ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้อยู่ในคลื่น มีกล่าวถึงบ้างค่ะ แต่ จขบ. เสียดายว่ามันน้อยไปหน่อย เพราะมันทำให้น้ำหนักของชื่อเรื่องเบาลงไปเหมือนกัน ทั้ง ๆ ที่ผู้เขียนน่าจะสามารถนำอาชีพหลักของตัวละครมามาทำให้เกิดเหตุการณ์ให้เรื่องดำเนินต่อไปได้มากกว่านี้ เรื่องนี้จะได้เป็นนิยายรักที่มีเนื้อหาและอารมณ์ที่เฉพาะตัวมากขึ้น เหมือนอย่างที่ชื่อเรื่องทำให้ จขบ. สนใจได้ตั้งแต่แรกเห็นค่ะ


แต่โดยรวม ๆ แล้ว ถ้าใครชอบเรื่องรักอยู่แล้วเป็นปกตินะคะ จขบ. คิดว่า ถ้าได้อ่านเรื่องนี้ คงไม่ผิดหวังแน่นอนค่ะ ยืนยันได้จากตัว จขบ. ที่ปกติไม่มีจริตจะชอบแนวนี้เท่าไหร่ แต่ก็ยังประทับใจค่ะ





 

Create Date : 07 มีนาคม 2551    
Last Update : 7 มีนาคม 2551 21:08:35 น.
Counter : 230 Pageviews.  

กาแฟ น้ำชา และกาน้ำ : เมเปิลสีขาว



กาแฟ น้ำชา และกาน้ำ

โดย : เมเปิ้ลสีขาว
จำนวนหน้า : 280
ราคา : 169


รายละเอียด : “กาแฟ น้ำชา และกาน้ำยินดีต้อนรับค่ะ” เสียงใสๆ จากกวิตาผู้เป็นเจ้าของร้านกล่าวทักทายบรรดาผู้มาเยือน ...นอกจากจะเป็นลูกค้า สองสหายจอมป่วน และคู่ (แอบ) รักที่เธอเชียร์สุดใจขาดดิ้นแล้ว ยังมีโซเรล เจ้านายหนุ่มต่างสัญชาติของเพื่อนสนิทด้วย แถมเขายังไม่ได้เข้ามานั่งในร้านเปล่าๆ แต่รุกล้ำมาครองพื้นที่ในใจกวิตาแบบที่เธอไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว และก็เป็นธรรมดาที่ต่างจะอดรู้สึกร้อนกายร้อนใจไม่ได้เวลาเห็นภาพอีกฝ่ายกุ๊กกิ๊กกับคนอื่น ร้านกาแฟจึงกรุ่นไอรักหวานซึ้งปนหึงเล็กๆ ท่ามกลางเหตุชุลมุนลุ้นรักของคนรอบตัว...

ที่มาข้อมูลจากเว็บแจ่มใสค่ะ

--------------------------------------------------------------------------------
เท้าความ

หลังจากที่ได้อ่านอาทิตย์แรกแห่งพันต์แล้ว ก็ปลาบปลื้มผลงานผู้เขียนค่ะ เลยลองค้นข้อมูลผลงานอื่น ๆ ดู หาไปหามา พบว่าเรื่องกาแฟ น้ำชา และกาน้ำ นี้น่าสนใจ ก็เลยไปเสาะหามาจนได้ค่ะ ค่อนข้างหายาก เพราะพิมพ์มานานพอสมควรแล้ว เล่มนี้ซื้อมาพร้อมกับพระจันทร์กลางน้ำค่ะ จริง ๆ แล้วอ่านจบก่อนพระจันทร์ฯ ด้วย แต่เล่าถึงโคจัง เอ๊ย คาวี ไปก่อน คราวนี้ถึงคราวเล่มนี้บ้าง

------------------------------------------------------------------------------
ความรู้สึกหลังจากที่ได้อ่าน

จริง ๆ แล้วอ่านเล่มนี้มานานพอเกือบเดือนแล้ว แต่ขี้เกียจอัพบล็อก เนื่องจากงานสุมหัว - -" เลยดองความรู้สึกมานานจนมันชักจะเลือน ๆ ไปหน่อยนะคะ

เรื่องนี้ก็ตามชื่อเรื่องเลยค่ะ เป็นเรื่องของกวิตา สาวเจ้าของร้านกาแฟและน้ำชา เล่าแบบมุมมองบุรุษที่ 1 และเนื่องด้วยความคิดที่ตรงจนทำให้คำว่า "กุลสตรี" กระเด็นออกไปจากความรู้สึกขณะอ่านอย่างสิ้นเชิง ก็ทำเอาอ่านไปขำไปค่ะ แต่เชื่อเถอะว่าถ้าใครหลายคนได้อ่าน ก็คงรู้สึกว่ากวิตาเนี่ยช่างตรงกับตัวเองจริง ๆ หนึ่งในนั้นก็คือจขบ.ค่ะ อ่าน ๆ ไปก็นึกสงสัยว่าสาว ๆ สมัยนี้จะมีสักกี่คนกันที่ยังแสนจะอ่อนหวานเป็นผู้หญิ้งผู้หญิงอยู่

นอกจากนั้นเพื่อนคู่หูคู่ฮา 2 หน่อของเธอก็มีความสามารถในการเรียกเสียงหัวเราะเข้าขั้นร้ายกาจเลยค่ะ อยากจะยกตัวอย่างแต่กลัวจะสปอล์ย เอาเป็นว่าฉากที่โซเรล (เจ้านายใหญ่) มาเจอตาป๋อง (ลูกน้องระดับกะจ๊อก) ออกมาจากห้องกวิตา (เพื่อนที่ดันเป็นสาวที่เจ้านายหมายปอง) แล้วเจ้าป๋องต้องขอร้องให้กวิตาปล่อยมันไปเพราะกลัวตกงาน เป็นฉากที่จขบ. ขำมากกกก ก็แล้วกันค่ะ

อีกคนที่ชอบมาก ๆ เลยก็คือ พี่ช้าง พี่ชายของกวิตาค่ะ เป็นจอมขโมยซีนตัวจริงเสียงจริงสำหรับ จขบ. ออกมาไม่กี่บทตอนจะจบอยู่แล้ว แต่กลับทำให้จขบ.เทใจให้เต็ม ๆ พี่ช้างไม่ได้เป็นพี่ชายผู้แสนดีนะคะ แต่เป็นพี่ที่ร้ายได้น่ารักมากกกก เล่นเอาจขบ. เลิกสนใจโซเรลไปเลย (ยกให้กวิตาไปเฮ้อะ)

รวมความได้ว่า กาแฟ น้ำชา และกาน้ำ เป็นร้านกาแฟที่ทำให้คนที่ชอบเข้าร้านกาแฟ แต่นานจะเข้าทีเพราะงกอย่างจขบ. นึกอยากเข้าร้านนี้เป็นที่สุดเลยค่ะ เผื่อว่าจะโชคดี ได้แม่สื่อฟรีเหมือนคู่แอบรักในเรื่องบ้าง

ป.ล. อยากอ่านภาคของพี่ช้างค่ะ แต่ไม่รู้ผู้เขียนจะยอมเขียนไหม





 

Create Date : 06 มีนาคม 2551    
Last Update : 6 มีนาคม 2551 13:02:33 น.
Counter : 476 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  

จินตานุภาพ
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Imagination is more important than knowledge
Friends' blogs
[Add จินตานุภาพ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.