เวลาเป็นเงินเป็นทอง แต่เวลาที่ใช้อ่านหนังสือสามารถให้สิ่งที่มีค่ากว่าเงินทองแก่เราได้
Group Blog
 
All Blogs
 

สรุปงานมหกรรมหนังสือ ต.ค. 51 (เดินวันที่ 22 อีกรอบกับวันที่ 23 อีกหน่อย)

สุดท้ายก็ไปเดินงานหนังสืออีกรอบจนได้ค่ะ เมื่อวันที่ 22 ก่อนวันสุดท้ายของงาน 1 วัน เนื่องจากเพื่อนสุดที่รักชวนไปเดินงาน ครั้นจะปฏิเสธ ก็สงสารเพื่อนค่ะ กลัวไม่มีใครไปกับเธอ (อันที่จริงเป็นข้ออ้างเพื่อหาเรื่องไปเดินงานอีกค่ะ )

แต่เนื่องจากวันที่ 22 เป็นวันธรรมดา แถม จขบ. งานยุ่ง กว่าจะไปถึงได้ก็สายจากเวลานัดมากโข แถมพอไปถึงก็ต้องเสียเวลาเติมพลัง (กินข้าวเย็น เดี๋ยวไม่มีแรงเดินงาน) เลยกลายเป็นว่ากว่าจะได้เดินงานก็ปาเข้าไปทุ่มครึ่งแล้วค่ะ

สรุปเลยกลายเป็นว่างานหนังสือหนนี้ไม่ได้เดินแบบตั้งใจเลยค่ะ ยังเดินไม่ทั่วด้วย เพราะเหลือเวลาน้อยอย่างนี้ทุกที แล้ววันเสาร์อาทิตย์ก็ไม่ว่างด้วยค่ะ ก็เลยไม่ได้ไป เลยกลายเป็นว่ามันเป็นแค่การไปเดินเจาะเลือกแวะเฉพาะบูทที่สนใจเท่านั้นเอง

และเพื่อนที่รักและเคารพของ จขบ. ก็รีบบอกให้ จขบ. นำทางตรงไปที่ บูท ณ บ้านวรรณกรรม ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของเธอทันที ซึ่ง จขบ. ก็ต้องรีบทำตามค่ะ (ก็มีชนักปักหลังอยู่เรื่องมาสายน่ะค่ะ เลยไม่ค่อยกล้าชวนเพื่อนเถลไถลไปบูทอื่นเท่าไหร่)

เพื่อน จขบ. ได้เรื่องธุวตาราจากบูทนี้ค่ะ เพราะเธอกำลังเก็บผลงานของลักษณวดีอยู่ แต่ จขบ. พยายามสนับสนุนให้เธอซื้อเรื่อง สรวงฟ้า ซึ่งเป็นผลงานเรื่องล่าสุดของป้าอี๊ดที่ออกใหม่ในงานนี้ค่ะ แต่ไม่สำเร็จ เพราะดูท่าเพื่อน จขบ. จะไม่ค่อยอยากอ่านแนวย้นยุคแบบไทย ๆ ในช่วงนี้เท่าไร (แต่ จขบ. อยากอ่านเลยยุให้เพื่อนซื้อ จะได้ยืมอ่านน่ะ )

ส่วน จขบ. เองไม่ซื้ออะไรค่ะ เพราะราคาหนังสือแพงไป เดี๋ยวจะหมดตัวก่อนจะได้ไปซื้อหนังสือเรื่องอื่นที่เล็งไว้ตั้งแต่งานหนังสือเมื่อเดือนเมษาฯ ค่ะ

ต่อมาค่ะ เดินผ่านบูทเจบลิส ปรากฏว่าเพื่อน จขบ. ได้หนังสือแนวเจไลท์มาหลายเล่มค่ะ ทั้งโชเน็นอนเมียวจิเล่ม 2-3-4 และเรื่องเมื่อคุณหญิงเป็นขุนนางเวอร์ชั่นนิยาย (ขออภัยค่ะ จำชื่อเรื่องนี้เวอร์ชั่นนิยายไม่ได้ ) ส่วน จขบ. เกิดรู้สึกว่าเล่มนี้น่าสนใจและซื้อมาในที่สุด

1.การเดินทางของคิโนะ



(ปกภาษาไทยก็หน้าตาเหมือนแบบนี้ค่ะ)

ต่อมาตรงไปที่บูทนานมีที่อยู่ไม่ไกลค่ะ กะจะไปคุ้ยที่มุม ซื้อ 2 แถม 3 เสียหน่อย แต่พอไปดูแล้วก็รู้สึกว่าไม่ใช่แนวที่ตัวเองจะอ่านซักเท่าไหร่ เลยหยิบมาอ่านเล่น ๆ 4 เล่ม ส่วนอีกเล่มเพื่อน จขบ. ช่วยซื้อค่ะ

2. ชุดเปิดตำนานโลก : ตามรอยเทพเจ้าอียิปต์ -- เล่มนี้เพื่อนก็ช่วยซื้อด้วยอีกเล่มนึงค่ะ



3. ชุดเปิดตำนานโลก : ตามรอยอะลาดิน



4. ชุดเปิดตำนานโลก : ตามรอยคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส



5. กษัตริย์อาเธอร์กับอัศวินโต๊ะกลม -- เล่มนี้เป็นเล่มเล็ก ๆ (ราคาปก 55 บาท) หยิบมาแบบไม่ค่อยมีสติสตัง จนกลับมาถึงบ้านแล้วก็สงสัยตัวเองมากว่าทำไมไม่หยิบเล่มอื่นที่เข้าท่ากว่านี้มา (แต่ก็จะแพงกว่า 3 เล่มข้างต้นมาก)

ต่อมาก็จะเดินไปดูโซนอื่นบ้างค่ะ ปรากฏว่าระหว่างทางผ่านบูทเรือนปัญญาค่ะ ก็เลยได้สอยชุดที่เล็งไว้ตั้งแต่งานที่แล้ว คือ ชุดออซแพ็ก 5 เล่ม ได้แก่

6. พ่อมดมหัศจรรย์แห่งออซ



7. ดินแดนอัศจรรย์แห่งออซ



8. เจ้าหญิงออซมา



9. โดโรธีกับออซมาแห่งออซ



10. โดโรธีกับพ่อมดแห่งออซ



และที่แยกเล่มอีกเล่ม เป็นผลงานของผู้เขียนออซเช่นเดียวกันค่ะ แต่ไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับชุดออซโดยตรง

11. เทพนิยายใต้สมุทร



แค่นี้ก็แบกกันเมื่อยแล้วค่ะ ตอนแรก จขบ. ก็โฆษณา (โม้) กับเพื่อนไว้เยอะว่าชุดนี้น่ะเป็นหนังสือที่สวยมาก (สวยขนาดไหน ถ้าอ่านจบแล้วจะเล่าให้ฟังค่ะ) สุดท้ายเพื่อน จขบ. ดูไปดูมาก็ซื้อชุดนี้ด้วยเหมือนกัน

รวมแล้วหมดไปเฉพาะบูทนี้ 1,250 บาท ได้ถุงผ้ามา 1 ใบค่ะ แต่ก็คุ้มค่ะ เพราะเล็งชุดนี้มานานแล้ว แล้วก็ใกล้จะ 3 ทุ่มแล้วค่ะ งานจะปิดพอดี เลยไม่ได้เสียเงินต่อ โชคดีไป (แต่ถ้ารวมทั้งหมดก็น่าจะประมาณ 1,600 บาทค่ะ)

แต่แล้วสวรรค์กลั่นแกล้งค่ะ ให้ในวัที่ 23 วันสุดท้าย จขบ. มีภารกิจต้องไปแถวนั้นอีก และขาเจ้ากรรมมันก็พาเดินไปเดินมาในงานอีกจนได้ ปรากฏว่าได้มาแค่ 2 เล่มค่ะ เพราะจนกรอบเต็มที่แล้ว

เล่มแรกที่ได้มาคือ เปิดโลกนครดึกดำบรรพ์ จากต่วยตูน เล่มละ 50 บาท
และอีกเล่มคือซามูไรในสวนสน -- เล่มนี้ลด 50 % ค่ะ เหลือ 90 บาทเท่านั้น จะไม่ซื้อก็คงไม่ได้



ได้มาจากบูทเอเอสเคมีเดีย ซึ่งอันที่จริงแล้วแวะไปเพื่อจะไปสำรวจว่ามีหนังสืออะไรใหม่ ๆ (ไซไฟ) ออกบ้าง ซึ่งก็ได้ข่าวว่าฉบับแปลไทยของเรื่อง Xenocide ซึ่งเป็นภาคที่ 3 ใน Ender's Series จะออกงานหนังสือเดือน เม.ย. ค่ะ ซึ่ง จขบ. ซื้อภาค 1-2 ไปแล้ว (Ender' Game กับ Speker for the Dead) แต่จะเป็นการพิมพ์แบบจำกัดจำนวน (print on demand เลย) ซึ่งถ้าอยากได้ก็ต้องสั่งจองไว้ค่ะ จขบ.ก็ได้แต่น้ำตาตก เพราะเงินเกลี้ยงไปแล้ว ไม่มีปัญญาจองค่ะ ต้องมาจองทีหลัง (ผ่านเว็บ) เอา

สรุปว่าก็จบงานมหกรรมหนังสือ เดือนตุลา 51 ไปแบบรู้สึกว่ายังสำรวจไม่ทั่วเลยค่ะ แต่ก็ดี เพราะถ้าได้เดินแบบทั่วงานทุกตารางนิ้วจริง ๆ สภาพงบดุลส่วนตัวคงย่ำแย่กว่านี้มาก

อันที่จริงยังมีประสบการณ์งานหนังสือที่ Double A Book Tower มาเล่าอีกค่ะ แต่ จขบ. เริ่มไม่ไหวแล้ว ขอมาเล่าต่อบล็อกหน้าค่ะ




 

Create Date : 31 ตุลาคม 2551    
Last Update : 31 ตุลาคม 2551 21:30:37 น.
Counter : 275 Pageviews.  

บันทึกเดินงาน (หนังสือ) ตอนวิญญาณใกล้หลุด (12 ต.ค. 51)

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ไปเดินงานแบบไม่ได้ตั้งใจมาค่ะ เนื่องจากปฏิบัติภารกิจก่อนไปเดิน ยืนขาแข็งตั้งแต่ 10 โมงเช้า ถึงเกือบ 2 ทุ่ม มีเวลาเดินงานแบบสแกน ๆ แค่ 1 ชั่วโมงก่อนปิด แล้วก็เหนื่อยมากเลยเดินแบบไม่ค่อยมีสติสตังเท่าไหร่

ตั้งใจว่าจะเดินเล่นเก็บข้อมูลเฉย ๆ แต่ตอน 3 ทุ่ม ออกจากงานมา กลับมีหนังสืออยู่ในมือ 7 เล่มโดยไม่รู้ตัว

อันที่จริงยังเดินไม่ทั่ว ไม่ละเอียดเลยค่ะ เพราะยังไม่มีเวลา เลยแวะแต่บูธที่สนใจเท่านั้น เริ่มแรกก็ไปโฉบที่นวนิตา โซน C1 ได้เล่มแรกที่ตั้งใจซื้อทันที



1. ดรากอน เดลิเวอรี่ เล่ม 4 สีชมพูปิ๊ง ๆ 1 เล่ม
ชื่อผู้แต่ง : พัณณิดา ภูมิวัฒน์

http://www.satapornbooks.com/book_details.asp?BID=794&ParentID=3&PID=0


ต่อมาก็ขึ้นชั้น 2 ไปโฉบช็อคโซนที่บูธนายอินทร์ แต่ไม่พบรายการที่น่าสนใจสำหรับ จขบ. (ตั้งใจว่าถ้าเล่มไหนไม่ได้อยากอ่านจริง ๆ ต่อให้ถูกแค่ไหนก็จะไม่ซื้อ) ก็เลยออกมาสำรวจหนังสือออกใหม่อย่างรวดเร็ว

ที่เล็งไว้คือ ตำนานบุตรแห่งฮูริน ซึ่งเป็นตำนานยุคประวัติศาสตร์ของมิดเดิลเอิร์ธแห่งเดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ค่ะ แต่ก็ยังไม่ซื้อ คาดว่าจะซื้อในร้านนายอินทร์และใช้แสตป์ส่วนลดแทน (น่าจะคุ้มกว่า) และอีกเล่มที่สนใจคือวรรณกรรมเยาวชนแปลเรื่องใหม่ คือ... เอ่อ... จำชื่อไม่ได้ค่ะ อะไรสักอย่างแหวนอัคคีนี่ล่ะค่ะ ^^" ปกสีแดงๆ สไตล์ผจญภัย

ต่อมาออกจากบูธนายอินทร์ ก็แวะฟิสิกส์เซ็นเตอร์ เพื่อไปสืบเรื่องหนังสือใหม่ ที่เล็ง ๆ ไว้คือ "จอมนางคู่บัลลังก์" แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจ จากนั้นก็มุ่งไปโซนพลาซา เพราะจะไปคุ้ยกอง 50 บาทของมติชน และแล้วก็ได้พบเล่มที่เล็งไว้ (โดยหยิบเฉพาะเล่มที่อยากได้จริงๆ เท่านั้น)
2. โครอลไลน์ ราคา 50 บาท


http://www.matichonbook.com/index.php?mnuid=5&selmnu=470630165119

3. พระเจ้าเก้าล้านล้านชื่อ ลด 50% ราคา 85 บาท



http://www.matichonbook.com/index.php?mnuid=5&selmnu=471014162313

ต่อมา พยายามตามหาบูธของมูลนิธิเด็ก แต่หาไม่เจอ เลยต้องรีบเข้าเพลนนารี เพราะตอนนั้นมัน 3 ทุ่มครึ่งแล้ว มีเวลา 30 นาทีเพื่อสแกนโซนแพลนนารีแบบผ่าน ๆ ก็แวะโอเพ่นบุ๊ค วงกลม ฟูลสต็อป แต่แทบไม่ได้หยุดดูเลย สุดท้ายไปบูธ abook เลย เพื่อไปสอยเล่มที่รอมานาน คือ
4. ถั่วงอกกับหัวไฟ เล่ม 2 ราคา 130 บาท


http://www.daypoets.com/abook/index.html

สุดท้าย 10 นาทีก่อนงานปิด ก็เลยแวะสำรวจแจ่มใส ซึ่งตอนนั้นโซนเพลนนารีก็ร้างผู้คนแล้วค่ะ ก็เลยเลือกแบบสบาย ๆ ได้มาเฉพาะเล่มที่อยากอ่านจริง ๆ 3 เล่ม คือ
5. Devil's Bride เจ้าสาวของแวมไพร์ โดย คุณคาซี (ที่รักยิ่งของจขบ.) ที่รอคอยอยู่


http://www.jamsai.com/store/product.aspx?productID=931&submit=Detail&pg=&select1=

6. ปกรณัมใต้หมู่ดาว โดย : W. Maple (เมเปิ้ลสีขาว) ไม่ซื้อได้ไงเล่มนี้


http://www.jamsai.com/store/product.aspx?productID=913&submit=Detail&pg=&select1=

7. แค้นพรางใจ เป็นมากกว่ารักเล่มแรกที่ยอมควักตังค์ซื้อค่ะ เพราะลองพลิกๆ ดูแล้วเห็นนางเอกแสบดี


http://www.jamsai.com/store/product.aspx?ProductID=900


สรุปว่า กลับบ้านแบบวิญญาณเกือบหลุด พร้อม 7 เล่ม เสียเงินแบบเรียกน้ำย่อยไป 735 บาท แต่คาดว่าอาจจะไม่ไปงานอีกแล้วก้ได้ (ถ้าตบะไม่แตกเสียก่อนนะคะ) เพราะกองที่ซื้อมาจากงานคราวที่แล้ว ยังอ่านไม่จบอีกหลายเล่มมาก

สำหรับรูปหนังสือนำมาจากเว็บของแต่ละสนพ. ค่ะ ถ้าอยากทราบรายละเอียดหนังสือก็ลิงค์ไปตามลิงค์ใต้ภาพได้ค่ะ ถ้าอ่านเล่มไหนจบแล้วจะมาเล่าสู่กันฟังค่ะ (หวังว่าจะได้อ่านเร็วๆ นี้)

งานหนังสือจงเจริญ !




 

Create Date : 13 ตุลาคม 2551    
Last Update : 14 ตุลาคม 2551 13:09:57 น.
Counter : 304 Pageviews.  

มองโลกผ่านหนังสือ : สมเกียรติ อ่อนวิมล (หนังสือเกี่ยวกับหนังสือ ประเทศไทย และโลกใบนี้)



มองโลกผ่านหนังสือ
โดย: สมเกียรติ อ่อนวิมล
สำนักพิมพ์: สำนักพิมพ์อมรินทร์
พิมพ์ครั้งที่: 1
หมวดหนังสือ: สารคดี/บทความ/ท่องเที่ยวเดินทาง
ราคา: 207 บาท
ISBN: 9789748132198
ปก: อ่อน
จำนวนหน้า: 314 หน้า
รายละเอียด:

งานเขียนแนวสารคดีบทความที่ดร.สมเกียรติรวบรวมจากรายการโลกยามเช้า โดยนำหนังสือเล่มสำคัญจากหลากยุคสมัย ทั้งสารคดี บทความ นวนิยายจำนวน 35 เล่มมาเล่าให้ฟังด้วยภาษาอ่านสนุก พร้อมเชื่อมโยงหนังสือเหล่านี้กับกำเนิด หรือความเป็นไปของประเทศไทยกับประเทศอื่นๆ ในโลก

บทแรกของหนังสือเริ่มด้วยประวัติย่อของกาลเวลา โดยสตีเฟ่น ฮอร์กิ้น ดร.สมเกียรติเลือกหนังสือเล่มนี้มาในบทแรกเพราะประวัติศาสตร์ของกาลเวลาคือจุดเริ่มต้นทางประวัติศาสตร์ของทุกประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วย

ในบทต่อๆมา ดร.สมเกียรติได้คัดเลือกงานเขียนหลากหลายเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ มีทั้งหนังสือร่วมสมัยว่าด้วยเรื่องธุรกิจ เศรษฐกิจ การปกครอง หนังสือคลาสสิก เช่น หนังสือเรื่องวิวัฒนาการของชาร์ล ดาร์วิน หนังสือประวัติศาสตร์โลก ของ H.G. Wells งานวิพากษ์การเมืองอย่าง 1984 ของจอร์จ ออเวลล์ หนังสือที่ผู้เขียนชาวต่างชาติแสดงทัศนคติต่อประเทศไทย อย่างงานเขียนของแหม่มแอนนา หรืองานเขียนว่าด้วยระบอบการปกครองแบบ Thaksinization รวมถึงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่าง นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ และติโต

ข้อมูลและภาพจากเว็บไซต์ สนพ.อมรินทร์ค่ะ
http://www.amarinpocketbook.com/books_detail.asp?book_id=2079

เท้าความความประทับใจ

เท้าความถึงเมื่อ 3-4 ปีก่อน เคยมีโอกาสได้ดูรายการโลกยามเช้า (ซึ่ง อ.สมเกียรติ ดำเนินรายการ) ตั้งแต่สมัยที่ออกอากาศช่วง ก่อน 6 โมงครึ่ง แล้วรู้สึกว่าเป็นรายการที่ดีมากจริง ๆ ดูแล้วได้ความรู้และได้เปิดหูเปิดตา แถมมีส่วนให้คนที่นอนตื่นยากอย่าง จขบ. ต้องอยากตื่นเช้า ๆ เพื่อลุกขึ้นมาดูรายการนี้ให้ทัน

แต่หลังจากนั้นไม่นานรายการนี้ก็ดูเหมือนจะถูกปรับผัง ไม่แน่ใจว่ามีการย้ายเวลาหรือเปล่า รู้แต่ว่าหลังจากนั้นคือตื่นมาก็เจอรายการอื่นมาแทนแล้ว (เป็นรายการกีฬา ซึ่ง จขบ. ไม่ดู) และหลังจากนั้นก็ไม่เคยได้ดูรายการที่ทำให้รู้สึกดีและได้ความรู้เช่นนั้นอีกเลย

ดังนั้น เมื่อมาเจอหนังสือเล่มนี้ ตอนแรกแค่เห็นปกกับชื่อก็สนใจแล้วค่ะ พอหยิบมาดูเห็นว่าใครเป็นผู้เขียนก็เลยตกลงใจที่จะซื้อมาอ่านทันที (ซึ่งเมื่อก่อน ท้ายรายการโลกยามเช้าก็จะมีการแนะนำหนังสือก่อนที่จะจบรายการด้วยค่ะ)

ความรู้สึกหลังจากที่ได้อ่าน

หนังสือเกี่ยวกับหนังสือ ประเทศไทย และโลกใบนี้

ชอบสไตล์การเล่าถึงหนังสือของผู้เขียนมากค่ะ อย่างแรกเลยคือในแต่ละเล่มจะเริ่มด้วยการกล่าวถึงหนังสือเล่มนั้น โดยเหมือนกับเป็นการเริ่มจุดประกายให้เราได้คิดว่าหนังสือเล่มนั้นมี "อะไร" ที่ทำให้ฉุกคิดหรือเชื่อมโยงถึงโลกที่อยู่รอบตัวเราบ้าง (จะเป็นโลกในฐานะ earth หรือ world หรือประเทศ หรือสังคมในขณะที่เรากำลังดำเนินชีวิตอยู่ก็ตาม)

หลังจากนั้นก็จะเริ่มเป็นการกล่าวถึงเนื้อหาของหนังสืออย่างค่อนข้างละเอียด จนทำให้เราพอจะเข้าใจถึงสารที่หนังสือต้องการจะสื่อได้ และรวมถึงเกร็ดความรู้เกี่ยวกับหนังสือหรือผู้เขียนหนังสือแต่ละเล่มนั้น ซึ่งหลายๆ เล่มเป็นผลงานที่โลกยกย่องให้เป็นผลงานอมตะที่ยังมีคนอ่านมาจนถึงทุกวันนี้ (มีทั้งที่เป็นสารคดีและวรรณกรรมค่ะ) แล้วหลังจากนั้นในตอนท้ายก็จะสรุปจบด้วยคำถามหรือประเด็นที่ทิ้งท้ายให้เราเก็บไปคิดค่ะ มีหลายเรื่องมากที่ทำให้ จขบ. อ่านแล้วอึ้งไปนานเลย

ยกตัวอย่างเกร็ดความรู้อย่างหนึ่งที่ จขบ. ไม่เคยรู้มาก่อน พึ่งมารู้จากหนังสือเล่มนี้ก็คือ เรื่องของเรื่องสั้นอมตะ A christmas Carol ผลงานของ Charles Dickens ค่ะ เรื่องนี้เคยดูฉบับที่เป็นหนังมาก็หลายเวอร์ชัน แต่ยังไม่เคยอ่านต้นฉบับทื่เป็นวรรณกรรมจริง ๆ แล้วก็พึ่งจะได้รู้จากหนังสือเล่มนี้เองว่าวลีที่ว่า " Merry christmas " มีการใช้เป็นครั้งแรกในโลกในเรื่องสั้นเรื่องนี้ แล้วหลังจากนั้นมาจนทุกวันนี้ ทุกคนในโลกก็ยังกล่าววลีนี้ในวันคริสต์มาสแม้ว่าจะเป็นเวลาร้อยกว่าปีแล้ว

นอกจากนั้นในภาพรวมของหนังสือทั้งเล่ม ก็มีการเรียงลำดับการเล่าถึงหนังสือแต่ละเล่มที่น่าสนใจค่ะ คือ หนังสือแต่ละเล่มจะเรียงลำดับไปตามเวลาค่ะ จากอดีตของทุกสิ่งทุกอย่าง ปัจจุบัน ไปสู่อนาคต

นับแต่จากจุดเริ่มต้นของการก่อกำเนิดของจักรวาล (ประวัติย่อของกาลเวลา) การกำเนิดของดาวเคราะห์โลก (A Very Short Introduction : Earth) การก่อกำเนิดและวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต (ทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วิน) ยุคที่มนุษย์เริ่มมีประวัติศาสตร์ (รวมถึงหนังสือที่ว่าด้วยประวัติศาสตร์ของไทยด้วย) จากยุคโบราณถึงประวัติศาสตร์ยุคใหม่ (หนังสือเกี่ยวกับเรื่องราวที่มีฉากหลังเป็นยุคสงครามโลกและสงครามเย็นอย่าง A Man Call Intrepid และ Casino Royale)

จนถึงยุคปัจจุบัน (หลายๆ เล่ม ทั้งในแง่เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองอย่าง How to Become CEO, Pig at the Trough, Why CEO Failed, How to Overthrow the Government ฯลฯ ) ไปจนถึงอนาคต (The Time Machine ของ H.G. Wells) ไปจนถึงจุดจบของโลก (A Guide to the End of the World จากผลงานวิจัยทางวิทยาศาตร์ที่ว่าเมื่อดวงอาทิตย์ดับ โลกก็ถึงกาลอวสาน) และจุดจบของมนุษย์ที่อาจจะมาถึงก่อนจุดจบของโลก ถ้าเรายังไม่หยุดผลาญทรัพยากร ทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างทุกวันนี้ (Small is Beautiful)

สรุปว่าหนังสือเล่มนี้ก็รอดพ้นจากกองดองของจขบ. มาได้โดยสวัสดิภาพ เพราะอ่านจบแล้วค่ะ

แนะนำให้ลองอ่านดูค่ะ บางทีอ่านเล่มนี้แล้วอาจจะอยากไปหาแต่ละเล่มที่กล่าวถึงในเล่มนี้อ่านดูก็ได้




 

Create Date : 29 สิงหาคม 2551    
Last Update : 29 สิงหาคม 2551 13:27:53 น.
Counter : 411 Pageviews.  

อาบูกับสิ่งมหัศจรรย์ทั้ง 7



ชื่อ : อาบูกับสิ่งมหัศจรรย์ทั้ง 7
สำนักพิมพ์ : แพรวเยาวชน
โดย : ริชาร์ด แมธิสัน(เขียน); ตะเกียงวิเศษ(แปล);
ประเภท : วรรณกรรมเยาวชน , วรรณกรรมแปล
ราคา : 129 บาท
ปก : ปกอ่อน
จำนวนหน้า : 156 หน้า



คำแนะนำหนังสือ :
พบกับการผจญภัยของอาบู หนุ่มนักตัดไม้ผู้ต้องออกเดินทางผจญภัยแสวงหาสิ่งมหัศจรรย์ทั้ง 7 ของโลก เพื่อที่จะได้แต่งงานกับเจ้าหญิงอะลิเซียผู้เลอโฉมตามบัญชาของสุลต่าน ภายใต้คำแนะนำของมหาเสนาบดีจอมวายร้ายผู้ปรารถนาจะได้ครองเจ้าหญิงเสียเอง จึงส่งสองสมุนผู้ไม่เคยทำอะไรสำเร็จติดตามไปขัดขวาง!

อาบูจะเอาชนะอุปสรรคนานาได้อย่างไร และเขาจะได้ครองคู่กับเจ้าหญิงสมความปรารถนาหรือไม่ หาคำตอบได้ในอาบูกับสิ่งมหัศจรรย์ทั้ง 7 จากปลายปากกาของ ริชาร์ด แมธิสัน ผู้เขียน Somewhere in Time และ I Am Legend


ความรู้สึกหลังจากที่ได้อ่าน------------------------------------

เล่มนี้เป็นหนังสือเล่มที่พึ่งซื้อมาไม่นาน และเป็นเล่มล่าสุดที่พอซื้อมา จขบ.ก็รีบหยิบมาอ่านทันที - -" (อ่านจบในคืนนั้นที่ซื้อเลยค่ะ)

ตอนที่ซื้อมาไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าช่วงนั้นอยากอ่านหนังสือเด็ก มาเจอเล่มนี้ที่อ่านโปรยแล้วพบว่ามันเป็นแนวผจญภัยแถมฉากหลังยังเป็นอาหรับอีกด้วย ก็เลยซื้อแบบไม่คิดมากเลย (เหตุผลซ่อนเร้นอีกอย่าง คือ รู้สึกว่าจะซื้อเพราะสแตมป์ลดราคาของร้านนายอินทร์มันกำลังจะหมดเขตรับแลกแล้วด้วย - -")

นักเขียนผู้เขียนเล่มนี้คือคนเดียวกับที่เขียนเรื่อง I Am Legend ที่พึ่งสร้างเป็นหนังไปเมื่อปลายปีที่แล้วนั่นเองค่ะ (ดูแล้วกรี๊ด เฮียวิล สมิธ มาก ๆ)

พอได้อ่านแล้วก็รู้สึกว่ามันก็เป็นตามขนบนิทานสอนเด็กให้เป็นเด็กดีนั่นเอง (แน่นอนว่าก็เป็นไปตามฟอร์มของหนังสืออยู่แล้ว) ไม่มีอะไรต้องแปลกใจ อ่านเล่นเพลิน ๆ ได้ สนุกดีค่ะ อ่านแล้วรู้สึกสนุกแบบว่าได้ feel เหมือนอ่านนิทานสมัยเด็ก

แต่ถึงฉากหลังจะเป็นอาหรับ แต่สิ่งมหัศจรรย์บางอย่างอ่านแล้วก็ไม่ค่อยจะอาหรับเท่าไร (แต่ก็เป็นที่ยอมรับได้นะ) แล้วก็ลักษณะมุขตลกในเรื่องนี้มันดูแล้วเหมือนบทหนังไปหน่อย เลยไม่ค่อยฮาเท่าไร ส่วนข้อคิดสอนใจในเรื่องก็ออกจะบอกแบบตรงมากไปนิดด แต่แน่นอนค่ะว่ามันเป็นหนังสือเด็ก เล่าแบบนี้ก็โอเค

สรุปว่าเฮฮาดี อ่านเพลิน ๆ แล้วเหมาะสำหรับซื้อฝากลูกฝากหลานค่ะ (ฮา)




 

Create Date : 06 สิงหาคม 2551    
Last Update : 6 สิงหาคม 2551 13:16:24 น.
Counter : 233 Pageviews.  

30 วัน เล่ม 1 และ เล่ม 2 : ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา



30 วัน เล่ม 1

โดย: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
ราคา 180.00 บาท
พิมพ์ครั้งแรก: มีนาคม 2548


รายละเอียด: เศรษฐกิจการเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พิพิธภัณฑ์ งานศิลปะ การออกแบบผลิตภัณฑ์ วิธีการปรุงน้ำหอม ตำนานกาแฟ ประวัติศาสตร์ยานยนต์ ฯลฯ คือเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่สอดแทรกอยู่ในบันทึกการเดินทางธรรมดาที่ไม่ธรรมดา ผลงานชิ้นล่าสุดของบรรณาธิการสำนักพิมพ์ openbooks เล่มนี้ จากวันแรกในฮ่องกง ก่อนจะมุ่งหน้าสู่ปารีส นีซ และปิดท้ายด้วยโมนาโก จาก "ฮ่องกงติดหวัด" ไปจนถึง "ขนาดของโมนาลิซ่าและเรื่องราวต่างๆ นานาในลูฟร์" อันแสนเพลิดเพลิน

และจากเนื้อหาที่ครอบคลุมห้วงเวลาเพียง 7 วัน แต่อัดแน่นไปด้วยเรื่องราวหลากหลายจนเสมือนคุณภิญโญกำลังพาเราเดินทางย้อนกลับไป 700 ปี!







30 วัน เล่ม 2

โดย: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
ราคา 150.00 บาท
พิมพ์ครั้งแรก: เมษายน 2549


รายละเอียด: London Day One: Traveling Business & Design


หนังสือเล่มนี้เขียนอย่างคนไม่มีความรู้ หรือเรียกว่ารู้น้อย เมื่อรู้น้อยก็ใช้วิธีอ่านบ้าง ถามบ้าง หยิบยืมเขามาบ้าง เพื่อมาเชื่อมต่อความรู้ในส่วนที่ขาดหายให้สมบูรณ์ขึ้น กระนั้น ด้วยความที่ลอนดอนเป็นเมืองใหญ่ มีประวัติความเป็นมายาวนาน ลำพังจะสรุปย่นย่อให้สั้น ก็ดูจะเป็นงานการที่หนักหนาเอาการอยู่ แต่การได้เดินทางท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่างๆ ช่วยเปิดโอกาสให้สามารถหยิบส่วนย่อยมาศึกษาบอกเล่า จากส่วนย่อย ก็ค่อยๆ ก่อร่างสร้างรูปให้เห็นส่วนใหญ่ได้ชัดเจนขึ้น

..........

เดิมทีเดียวตั้งใจจะเขียนให้ได้หลายๆ วัน แต่คราวนี้ เขียนได้วันเดียว ยังไม่ทันได้พาไปไหนไกล ก็มีความหนาพอจะรวมออกมาเป็นเล่มได้เสียแล้ว ชะรอยคงจะต้องเขียนต่อเนื่องอีกหลายเล่ม กว่าจะครบ 30 วันตามที่ได้ตั้งชื่อไว้ เพราะถ้ารวมกับเล่ม 1 นี่ก็เพิ่ง 8 วันเท่านั้นเอง

การเดินทางของ 30 วันจึงเพิ่งเริ่มต้น เมื่อเริ่มต้นแล้วก็ต้องเดินต่อไปจึงจะสนุก สนุกเพราะไม่รู้ว่า การเดินทางจะนำพาเราไปพบเจอกับอะไรบ้าง

------------------------------------------------------------------------
ข้อมูลและภาพจากเว็บไซต์สำนักพิมพ์ openbooks ค่ะ
http://www.onopenbooks.com/



เท้าความ ------------------
หลังจากที่ได้อ่าน 30 วัน เล่ม 3 แล้ว จขบ. ก็เริ่มตามหาเล่ม 1 กับเล่ม 2 มาอ่านค่ะ และก็ได้ทั้ง 2 เล่มมาอยู่ในครอบครองในที่สุด (ใช้เวลาหาอยู่นานเหมือนกัน แต่สั้นกว่าตอนช่วงที่ดองเล่ม 3 - -")


ความรู้สึกหลังจากที่ได้อ่าน ---------------------

ให้อารมณ์สบาย ๆ ผสมกับเกร็ดความรู้สอดแทรกไปโดยที่ไม่ทำให้รู้สึกว่าหนักจนเกินไปเหมือนเล่ม 3 (ก็ต้องสไตล์เดียวกันแน่นอนอยู่แล้ว)
อารมณ์เหมือนออกไปเดินเล่น ปล่อยความคิดไปเรื่อย ๆ แต่ก็ทำให้เราเกิดปิ๊งความคิดใหม่ ๆ ขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจค่ะ ^^

อ่านแล้วชอบนะ นอกจากจะได้เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับเรื่องน่าสนใจ บางเรื่องเราอาจเคยได้ยินคุ้นหู เราก็ได้รู้อะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่น่าสนใจเกี่ยวกับมันมากขึ้น (อย่างเช่น บางประเทศ งานศิลปะ หรือแม้กระทั่งแบรนด์เนม) แล้วที่สำคัญที่สุดยังทำให้เกิดความรู้สึกอยากไปเที่ยวขึ้นมา (ค่อนข้างรุนแรงเป็นพิเศษสำหรับ จขบ. ที่ชีวิตนี้ไม่เคยได้ไปเที่ยวที่ไหนไกล ๆ เลย)

อยากไปเดินเล่นที่ลอนดอน ยุโรป หรืออย่างน้อยจังหวัดไหนที่ไม่เคยไปก็ยังดี (อ่า...ความอยากกับความเป็นไปได้มันต่างกันมากเลยค่ะ - -")

(สั้นไปหน่อย ขออภัยค่ะ อ่านเมื่อ 2-3 อาทิตย์ก่อนนู้น แต่เพิ่งได้มาเล่า)





 

Create Date : 17 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 17 กรกฎาคม 2551 12:52:28 น.
Counter : 223 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  

จินตานุภาพ
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Imagination is more important than knowledge
Friends' blogs
[Add จินตานุภาพ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.