Group Blog
 
All blogs
 

ขัดใจกับ AF

ผมดูและติดตาม AF หรืออคาเดมี แฟนเทเซียมาหลายสมัย ตั้งแต่ AF 1 ซึ่งเริ่มติดโดยไม่ตั้งใจ ทั้งๆ ที่ตอนแรกคิดวิจารณ์ด้วยว่า จะไปดูอะไรกันหนักกันหนากับชีวิตของคนกลุ่มหนึ่ง ถึงขั้นต้องดูกัน 24 ชม.

แต่เมื่อเริ่มจากดูคอนเสิร์ตในช่วงสัปดาห์แรกๆ และเริ่มเชียร์บางคนที่เสียงดี ก็ทำให้อยากฟังเด็กๆ พวกนี้ร้องและซ้อม ดูไปดูมา เลยได้ติดตามบ่อยๆ (อ้อ ต้องขออธิบายก่อนว่า ผมทำงานแบบโฮมออฟฟิศ เลยมีเวลาได้ดูทีวี เวลาเบรกพัก)

แต่ดูมาถึงปีหลังๆ บวกกันเป็นช่วงที่ผมได้ศึกษาเรื่อง Talent และวิธีการประสบความสำเร็จของคนมาจนลึกซึ้งระดับหนึ่ง ก็เห็นจุดบกพร่องของการประกวดใน AF หรือเอาเป็นว่าผมไม่เห็นด้วยกับแนวทางนี้ก็แล้วกันแนวทางนั้นก็คือ การให้เหล่านักล่าฝัน ต้องร้องเพลงที่ไม่ถนัด โดยถูกกำหนดมาโดยผู้ผลิตรายการแทน

มันคือแนวคิดที่จะบอก หรือจะสื่อว่า คนที่เก่งนั้น อาจต้องเก่งหลายๆ อย่าง หลายๆ แนว โดยเฉพาะแม้กระทั่งแนวที่ตัวเองอาจไม่ชอบหรือไม่ถนัด ซึ่งตามความคิดในแนว Talent จากที่ผมศึกษามา ซึ่งก็มีผลวิจัยจากนักวิชาการต่างประเทศด้วย บอกว่าเป็นวิธีที่ ”ไม่เวอร์ค”

ในชีวิตจริงแล้ว คนที่โด่งดังหรือนักร้องที่โด่งดัง ล้วนทำในสิ่งที่ตนถนัดที่สุดแทบจะเพียงสิ่งเดียว จุดด้อยสิ่งที่ไม่ถนัดนั้นไม่ใช่สิ่งสำคัญนัก หรือหากจะแก้ไขก็เป็นกรณีที่เป็นข้อด้อยร้ายแรงที่อาจสกัดความสำเร็จ เช่น บุคลิกภาพบางอย่าง

ยิ่งถ้าหากเป็นการประกวดโดยมีการให้คะแนนโดยผู้เชี่ยวชาญ (ไม่ใช่โดยการให้คะแนนด้วยจำนวนการโหวต) ก็จะทำให้เกิดการได้เปรียบ-เสียเปรียบเกิดขึ้นในคอนเสิร์ตแต่ละครั้ง

ในการแข่งขันกันเก่งนั้น ผมอยากเห็นแต่ละคนทำในสิ่งที่ตนเองถนัดที่สุดมากกว่า เป็นการแข่งขันของแต่ละแนวทาง เหมือนที่ผมชอบดูการแข่งขันระหว่างบิล เกตส์ กับวอร์เรน บัฟเฟต ระหว่างนักมวยสไตล์ fighter(รุกไล่) กับ boxer (เต้นและชกแบบลีลา) ระหว่างการสู้รบของบุ๋นและบู๊

นอกจากการกำหนดแนวทางแบบนี้จะทำให้ผู้ชมการประกวด ไม่ได้ฟังเพลงที่ดีที่สุดจากนักร้องแล้ว(หรือคนดูเขาอาจไม่สนใจเสียงร้องกันแล้ว เขาดูอย่างอื่น) ก็ยังทำให้เกิดการปลูกฝังแนวคิดวิธีการทำงานไปสู่ความสำเร็จที่ผิดทาง รวมทั้งในกลุ่มคนดูที่ไม่ทันคิดด้วย

ยิ่งใน AF ยุคหลังๆ ที่พอผ่านเวทีไปแล้ว ก็แปลงกายเป็นหลายๆ สิ่ง ทั้งนักร้อง พิธีกรรายการ นายแบบ หรือนักแสดงละครเวที ภาพของเหล่านักล่าฝันดูมั่วๆ ไปหมด ซึ่งผิดหลักการตลาดด้วย

โดยส่วนตัว ผมดูรายการนี้แล้วชักไม่ค่อยเกิดแรงบันดาลใจเหมือน AF 1 ซึ่งเป็น Season ที่ผมคิดว่าดูสนุกที่สุด จนในปีนี้ผมไม่ดูเลย โดยเฉพาะกลัวจะต้องไปดู love story ที่รายการเน้นขึ้นมา ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ประเด็นของรายการ

ในทางตรงข้าม อีกหลายประกวดที่ผมได้ดูทาง true vision นี่แหละ แต่เป็นรายการจากต่างประเทศ เช่น Project Runway, American Inventor หรือรายการ America Got Talent ผมกลับดูแล้วมีแรงบันดาลใจ




Project Runway ซึ่งเป็นรายการประกวดดีไซเนอร์นั้น เพราะภรรยาผมชอบดูก็เลยได้ดูไปด้วย แต่เวลาดูผมก็ชอบที่ได้เห็นถึงการทำงานแบบมืออาชีพ ที่ต้องแข่งขันกัน มีการวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา(ไม่ใช่ชมแบบเยินยอ หรือเล่นๆ อย่างเดียว) และที่ต้องยอมรับ คือ แต่ละคนมีฝีมือกันจริงๆ



American Inventor และ American Got Talent ซึ่งเป็นรายการแข่งนักประดิษฐ์และแข่งประกวดความสามารถพิเศษ แม้จะมีบางรายที่อาจจะดูมีความคิดเพี้ยนๆ หรือความสามารถเพี้ยนๆ แต่เราจะพบว่าทุกคนแสดงออกถึงความเชื่อในความฝัน ในความสามารถและในสิ่งประดิษฐ์ของตน ดูแล้วเกิดแรงบันดาลใจ ถึงความมุ่งมั่นในการบรรลุความฝัน ซึ่งผมคิดว่าเป็นสิ่งที่น่าจะสร้างให้เกิดขึ้นในเมืองไทย แล้วเราจะมีคนเก่งๆ เกิดขึ้นอีกเยอะ

แต่หากจะมีคนทำรายการเลียนแบบสองสามรายการนี้ขึ้นมา ก็คงต้องเน้นเลือกและสร้างรายการให้สนุกและมีบรรยากาศของความเป็นมืออาชีพ แบบที่รายการแฟนพันธุ์แท้ทำได้ แต่รายอื่นๆ มักทำไม่ได้ แม้กระทั่งไปเลียนแบบรายการจากญี่ปุ่นมาก็ยังทำได้ไม่สนุกเท่า

ผมเชื่อว่า รายการแฟนพันธุ์แท้ เป็นรายการที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนอยากเป็น”สุดยอดเซียน” ในสิ่งที่ตัวเองสนใจขึ้นมาอีกมาก และรายการอื่นเราก็สร้างคนแบบอื่นขึ้นมาเหมือนกัน ซึ่งกลับมาดูที่ AF เราจะเห็นบุคลิกของเหล่านักล่าฝันที่เปลี่ยนไป จากเหตุเพราะสิ่งที่สื่อมาในปีก่อนๆ ด้วยส่วนหนึ่ง คนที่ได้รางวัลปีก่อนเป็นอย่างไร ทำอย่างไร ปีนี้คนก็จะเอาอย่างในแบบนั้น นี่แหละครับ อิทธิพลของรายการทีวีกับการสร้างคน

คุณเชื่อแบบไหน คงต้องใช้วิจารณญาณไตร่ตรองดู จะประสบความสำเร็จด้วยการพยายามเป็นทุกอย่าง หรือจะมุ่งทำเฉพาะอย่าง จะเน้นเปลือกภายนอก หรือเน้นศักยภาพภายใน?

อ้อ เพิ่งได้ฟังรายงานว่าที่อเมริกามีการทำวิจัยขึ้นมาชิ้นหนึ่ง ชื่อ Sexy VS Smart ซึ่งเป็นการสอบถามผู้หญิงในอเมริกาว่า เธออยากเลือกเป็นอะไรมากกว่ากันระหว่างเซ็กซี่กับฉลาด ผลปรากฏว่า สาวอเมริกันเลือก อยากเซ็กซี่มากกว่า อยากฉลาด !!!

ไม่รู้ว่าสาวไทยจะเลือกแบบไหน ผมล่ะกลัวคำตอบจริงๆ




 

Create Date : 03 มิถุนายน 2551    
Last Update : 3 มิถุนายน 2551 9:29:42 น.
Counter : 2244 Pageviews.  

ความอ่อนกลยุทธ์ของนักการเมือง



พูดตามจริงแล้วผมเป็นคนสนใจเรื่องการเมือง แต่ที่ไม่อยากพูดมากไป เพราะจะไปเกิดความขัดแย้งโดยไม่จำเป็น และผมก็ไม่ได้ฝักใฝ่ฝ่ายใดแบบถวายชีวิต ฉะนั้นผมจึงมองการเมืองเป็นระยะ แม้ช่วงหลังนี้จะไม่ได้ติดตามมาก เพราะคิดว่าไม่เกิดประโยชน์โภชผลอันใด วิจารณ์-คิดเรื่องใหญ่เกินตัวเกินไป ก็ไม่ได้อะไร คิดและทำในสิ่งที่เราทำได้ ณ วันนี้ดีกว่า

แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่า นักการเมืองไทยส่วนใหญ่ยังไม่จัดเจนการใช้กลยุทธ์ ส่วนใหญ่เป็นการเน้นไปที่การเล่นการเมือง(ประเภทสกัดขาคู่แข่งมากกว่า) ขาดภาพยุทธศาสตร์ระยะยาว แท้จริงแล้วนักบริหารที่ดีควรจะเข้าใจภาพกลยุทธ์การบริหารในหลายๆ ด้าน ทั้งการบริหารงาน บริหารคน กลยุทธ์การรบ ซึ่งสามารถอิงตำราพิชัยสงครามเป็นพื้นฐาน แล้วต้องประยุกต์ใช้เป็น

นักยุทธศาสตร์ที่ไม่สนใจตำราพิชัยสงคราม ย่อมไม่เป็นนักบริหารที่ดี เหมือนคนที่ทำงานดีทำงานเป็น แต่เข้ากับคนอื่นไม่ได้ ก็ไม่สามารถทำงานให้สำเร็จบรรลุเป้าหมายได้ การศึกษาแผนยุทธศาสตร์มหาภาคแล้วค่อยไล่เรียงไปจนถึงจุลภาคจึงเป็นงานที่ต้องทำก่อนทำงานการเมือง โดยเฉพาะผู้ที่หวังเข้าไปอยู่ในระดับแกนนำของพรรคต่างๆ

ความอ่อนด้อยทางกลยุทธ์ทำให้เราเห็นสิ่งต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้น

ยอมยุบพรรคตัวเอง หรือกลุ่มตัวเอง เพื่อไปสังกัดพรรคใหญ่ที่กำลังเข้มแข็ง โดยหวังว่าจะได้ไปเติบโตที่นั่นแทน แต่กลับกลายเป็นว่าเมื่อกองกำลังถูกสลายแล้ว หัวหน้าเก่านั้นก็ถูกดองในพรรคใหม่และหมดอำนาจบารมีไปโดยปริยาย คนอ่อนแอ ไหนเลยจะมีคนศรัทธาต่อไป

หลงเชื่อคนที่ขาดความน่าเชื่อถือ ที่ทำผิดสัตยาบรรณมาครั้งแล้วครั้งเล่า โดยหวังว่าครั้งนี้เขาจะกลับใจ แต่สุดท้ายแล้วก็เหมือนเดิม

อยากโค่นฝ่ายตรงข้ามโดยขาดกลยุทธ์ และพิจารณาตนเอง การโค่นฝ่ายตรงข้ามลงไป แล้วตัวเองขึ้นไปอยู่บนเวทีโดยขาดความพร้อม บางทีก็เท่ากับเป็นการฆ่าตัวเองมากกว่า การออกรบต้องรู้สถานการณ์เอื้ออำนวยหรือไม่ การอดทนรอคอยเพื่อการรบที่เข้มแข็งเพียงครั้งเดียวอาจพลิกโฉมหน้าของเกมได้ ยิ่งการพยายามฆ่าฝ่ายตรงข้ามแล้วไม่ตาย จนกลับมาเป็นฝ่ายเอาคืนในภายหลัง ก็เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายพยายามทำกัน

การให้อำนาจแก่คนที่รู้ว่าในระยะยาวแล้วตนไม่สามารถควบคุมได้ ก็คือ การที่ผลประโยชน์เฉพาะหน้าบดบังภาพใหญ่และภาพระยะยาว

การรบโดยการมุ่งประเด็นที่การโค่นฝ่ายตรงข้าม ทั้งๆ ที่แท้ที่จริงแล้ว การเมืองนั้น ในมุมหนึ่งแล้วคือการแย่งชิงพื้นที่ ซึ่งหมายถึงการพยายามครอบครองจิตใจของประชาชนให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะที่สำคัญคือ พื้นที่ยุทธศาสตร์ พรรคที่กระแสตก แต่กลับพยายามโจมตีพรรคที่กระแสขึ้นเท่ากับเป็นการทำลายตัวเอง พรรคที่ใช้กลยุทธ์โอบล้อมยึดพื้นที่จากภายนอก แต่กลับต้องพ่ายแพ้เพราะไม่สามารถยึดพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ (สังเกตดูว่า หลายครั้งที่คะแนนเสียงจากคนในต่างจังหวัดชนะ แต่บางรัฐบาลถูกล้มโดยคนกรุงเทพฯ เพราะในทางรัฐศาสตร์แล้ว แต่ละพื้นที่มีความสำคัญไม่เท่ากัน) แม้ชนะจากพื้นที่ภายนอกมา เมื่อเข้ามาบริหารก็ต้องรีบเอาชนะใจคนกรุงให้ได้ จึงจะบริหารได้ยาวๆ

เกมการเมืองพื้นฐานจึงเป็นการแข่งกันครอบครองใจคนให้ได้มากที่สุด ลดฝ่ายต่อต้านให้น้อยที่สุด หากพื้นที่ที่ครอบครองไม่แน่น การบริหารประเทศก็จะเป็นไปได้ยาก ผู้นำที่สร้างศัตรูมากๆ จึงเท่ากับสร้างการบ่อนทำลายตัวเองโดยไม่รู้ตัว

ฯลฯ



ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่พิสูจน์ผลของการวางหมากทางกลยุทธ์มาแล้วทั้งหมดว่า “ผิดพลาด” ทั้งๆ ที่ก็ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ที่ซับซ้อนอะไร จนอาจเรียกได้ว่าเป็นยุทธศาสตร์เบื้องต้นเท่านั้น และสิ่งที่เราเห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือ การเมืองบ้านเราไม่นิ่ง เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เพราะแต่ละพรรคล้วนขาดการวางยุทธศาสตร์ระยะยาว แต่เน้นไปที่แผนระยะสั้น เอาชนะระยะสั้น ด้วยเหตุผลต่างๆ กัน

การเมืองที่มีการวางหมากไว้อย่างดีจะนิ่งมาก เพราะผู้ชนะคือผู้วางแผนไว้อย่างดีที่สุด และตามหลักยุทธศาสตร์แล้ว ผู้ชนะที่เข้มแข็งอยู่ และไม่เปิดช่องหรือเพรี่ยงพร้ำเอง ฝ่ายตรงข้ามก็ยากที่จะเอาชนะได้ เหมือนเช่น ในสงครามสามก๊ก ที่โจโฉปกครองวุยก๊กไว้ได้อย่างเข้มแข็งและดีที่สุด แม้ทั้งสามก๊กจะตรึงกำลังกันอยู่อย่างนั้นและไม่อาจเอาชนะได้เด็ดขาด แต่หากเป็นในทางการเมืองปัจจุบัน พรรคที่เป็นพรรคใหญ่สุดตลอดกาลเช่นนี้ ก็จะปกครองประเทศได้ยาวๆ และยิ่งปกครองก็ยิ่งมีโอกาสได้แสดงผลงานที่ดีออกมา ก็จะยิ่งอยู่ได้ยาวๆ ไปอีก

สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน เพราะประเทศใกล้บ้านเราอย่างมาเลเซียและ สิงคโปร์ก็ถูกปกครองและบริหารโดยพรรคๆ เดียวเป็นระยะเวลายาวนานหลายสิบปี นี่ไม่นับรวมการปกครองในแบบกึ่งเผด็จการอย่างซูฮาโตในอินโดนีเซีย หรือมากอสในฟิลิปปินส์นะครับ

นักการเมืองบ้านเรา ดูไปแล้วจึงยังอ่อนด้านยุทธศาสตร์การเมืองมากๆ ครับ พูดเรื่องการเมืองแล้วก็อย่าเครียดนะครับ จับเอาเฉพาะประเด็นทางความคิด อย่าฝักใฝ่ฝ่ายใดมากเกินไป ก็จะมองเห็นจุดดีและจุดอ่อนของแต่ละพรรค เอียงมากเกินไปภาพมันก็จะไม่ชัดเจนครับ ผมเคยเห็นบางคนที่วางตัวเป็นนักยุทธศาสตร์ แต่ด้วยความเอนเอียงทางการเมือง ขนาดฝ่ายที่ตนเองเพรี่ยงพร้ำ ก็ยังไม่เคยวิเคราะห์ว่าผิดพลาดเพราะอะไร กลับไปโทษการจ้องโจมตีของอีกฝ่าย ซึ่งแท้จริงแล้วมันเป็นเรื่องธรรมดาของฝ่ายที่เป็นปรปักษ์กัน

ดี-ชั่วบางครั้งยากตัดสิน เถียงกันไปก็ไม่จบ แต่วางแผนดีหรือไม่ดี เก่งหรือไม่เก่งในด้านยุทธศาสตร์ เราดูที่ผลของเกมหรือสงครามที่เรามองเห็นได้ครับ





 

Create Date : 27 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 27 พฤษภาคม 2551 8:36:22 น.
Counter : 2194 Pageviews.  

บ่อนกาสิโน หายนะจากการมองไม่รอบด้าน

จริงๆ ผมไม่ค่อยอยากจะไปวิจารณ์เรื่องเกี่ยวกับการเมืองมากนัก เพราะคิดว่าวิจารณ์ไปก็ไม่ค่อยจะเกิดผลประการใด แต่ในฐานะที่บล็อกนี้ของผมเกี่ยวข้องกับเรื่องกลยุทธ์ในความสำเร็จหรือ Success Strategy ด้วย ซึ่งต่อๆ ไปจะมีการวิเคราะห์ความสำเร็จและล้มเหลวของการพัฒนาในประเทศต่างๆ ด้วย ผมจึงต้องการจะร่วมแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องนี้ในมุมมองและเหตุผลในแบบที่แตกต่างออกไป แต่มีความเห็นโดยสรุปว่า เราไม่ควรเปิดบ่อนกาสิโนในประเทศนี้ไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม ซึ่งผมจะได้ไล่เรียงเหตุผลดังต่อไปนี้

1.มันคือการเจาะตลาดแบบค่อยๆ เข้ามา
ผมรับรองได้ว่า ถ้าเราลองเปิดกาสิโนขึ้นมาสักหนึ่งแห่งมันก็จะต้องแพร่กระจายมากขึ้นไปในอนาคต เพราะอะไร เพราะมันคือหลักของความค่อยๆ เคยชิน ทุกครั้งที่มีการขึ้นค่าทางด่วนทีละนิด เรามักบ่นและดูเหมือนจะต่อต้าน แต่เมื่อผ่านไปสักพัก เราก็จะชิน และรับได้กับราใหม่ที่ปรับนั้น แล้วก็จะเกิดการปรับราคาขึ้นอีก ต่อต้านนิดหน่อย แล้วชิน แล้วเพิ่มไปเรื่อยๆ ซึ่งสิ่งนี้ก็เกิดขึ้นกับสินค้าทั่วไปเกือบทุกอย่าง ถ้าเรายอมรับอย่างหนึ่งมันจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
อีกตัวอย่างหนึ่งที่อยากจะชี้ให้เห็นก็คือการแต่งตัว ในยุคสมัยก่อนหน้านี้นั้น ชุดว่ายน้ำแม้กระทั่งของฝรั่งก็ต้องใส่ชุดเต็มตัว แทบไม่เห็นเนื้อหนังเลย แล้วมาวันหนึ่งก็เริ่มมีคนใส่เป็นชุดคล้ายกางเกงขาสั้นเหนือเข่านิดหน่อย มันถูกต่อต้านจากคนส่วนใหญ่ แต่มันก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้น แล้วคนในสังคมก็”ชิน” กับชุดแบบนั้น จนมาวันนี้เราค่อยๆ “ชิน” ไปตามระดับจนชุดว่ายน้ำหรือการแต่งตัวของทุกวันนี้ของผู้หญิงมาถึงระดับใดแล้วเราก็คงเห็นกันอยู่ เพราะความค่อยๆ ชินนี่เอง ฉะนั้นถ้าเราเปิด เราจะค่อยๆ ชิน แล้วบ่อนกาสิโนก็จะเพิ่มขึ้นอีกมากในอนาคต

2.ถ้าเปิดได้แล้วเป็นอย่างไร ใครที่เสีย
แน่นอนมันได้เงินเข้ารัฐ แล้วนำไปพัฒนาในส่วนที่รัฐต้องการ แต่เคยคิดกันหรือไม่ว่า การสนับสนุนให้คนเล่นการพนันนี้ มันไม่ได้ทำลายคนจนหรอก(เพราะคนจะไปเล่นต้องมีเงิน) แต่มันจะทำลายคนที่มีเงินให้จนลง คนที่อาจไม่มีความรู้แล้วขายที่ดินได้ยี่สิบสามสิบล้าน จะหมดไปในพริบตากับบ่อน คนที่เคยทำงานหาเงินได้เยอะๆ แทนที่จะเป็นมรดกให้ลูกเมียได้ใช้ต่อไปในอนาคต ก็ต้องมาหมดเงินและเป็นหนี้ นี่ต่างหากคือสิ่งที่จะเกิดขึ้น คนที่ไปเล่นการพนันนั้น ไม่ได้ทำลายแต่ตัวเองเท่านั้น เขาทำลายครอบครัวของเขาที่อาจไม่รู้อิโหน่อิเหน่ด้วย คุณคงไม่อยากเกิดเป็นลูกนักพนัน เพราะคุณคงรู้ดีว่าอะไรจะเกิดกับชีวิตของคุณ การมีคนไปเล่นกาสิโน 1 หมื่นคน จะทำลายคนรอบข้างเขาอีก 3-4 หมื่นคนเป็นอย่างน้อย (พ่อแม่ที่อาจอายุมากแล้ว สามี-ภรรยา และลูกๆ) หากลองไปทำวิจัยเกี่ยวกับชีวิตและครอบครัวของคนที่ไปเล่นการพนันออกมา จะเห็นได้เลยว่า ส่วนใหญ่ทำให้ชีวิตเลวลง

3.มันจะคืบคลานเข้ามาหาคุณเอง
ตามหลักการแพร่กระจายแบบ”เคยชิน” ดังที่กล่าวไปแล้ว มันจะคืบคลานเข้ามาใกล้ตัว โดยเฉพาะต่อคนรุ่นลูกรุ่นหลานของคุณ การ”ถูกกฎหมาย” จะทำให้เกิดภาพของความ”ถูกต้องพอรับได้” ในทางจิตวิทยา ซึ่งไม่เหมือนกับการที่ยังผิดกฎหมายแล้วยังปราบไม่หมด ยังปราบไม่ได้ เพราะนี่คือผลทางจิตวิทยา ถ้าเราลองทำให้ซ่องเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายมันก็จะแพร่กระจายรวดเร็วเช่นกัน เหมือนเรามีโรคอยู่ แล้วต้องกินยาระดับอาการตลอดชีวิต ก็ต้องกินไปอย่างนั้น ไม่ใช่นึกเบื่อไม่หายเสียทีแล้วเลิกกินยา รับรองวิธีนี้ทำให้ตายเร็วกว่าที่คิด การแก้ปัญหาไม่ได้แล้วทำให้มันถูก มันก็จะเป็นแบบนี้ครับ

4.ที่ยังแก้ไม่ได้เพราะแก้ไม่ถูกทาง
เกือบทุกปัญหาในบ้านเรา เราแก้ผิดทางหมด เพราะเราไปแก้ที่ปลายเหตุ มันก็ไม่หาย เชื้อมันก็ไม่ตาย เพราะเราใช้วิธีไปตามจับ ไปตามห้าม ซึ่งจริงๆ แล้วต้องแก้ด้วยการใช้สื่อในการแก้ไขเปลี่ยนทัศนคติและความคิดของคนให้ได้ และปัญหาอีกปัญหาหนึ่งคือ เมื่อจะทำแบบนี้ก็ทำแบบราชการ สื่อโฆษณาไร้คุณภาพ แล้วจะไปเปลี่ยนได้อย่างไร จริงๆ คนทำโฆษณาของเราเก่งมาก ถ้าทำแบบเอกชน แบบบริษัทโฆษณามืออาชีพ ลงทุนงบประมาณแบบเป็นนโยบายรัฐ นโยบายของชาติ ให้เอเจนซี่มืออาชีพมาทำ ผมว่าพวกเขาทำได้เกือบทุกอย่างที่ต้องการจะเปลี่ยนความคิดคน สมัยก่อนโฆษณาชวนเชื่อยังเปลี่ยนความคิดคนหลายๆ ชาติได้ ทำไมเอเยนซี่เก่งๆ สมัยนี้จะทำไม่ได้ คนเรานั้นจะใส่ความคิดอะไรไปก็ได้ ถ้าเราเข้าใจจิตวิทยา สิ่งไม่ดีเขายังใส่ได้เลย สินค้าไม่ดียังทำให้ทำให้คิดว่าดีได้ แล้วสิ่งดีๆ สิ่งที่ถูกต้องทำไมจะใส่ไปในความคิดไม่ได้ วิธีนี้ผมยังไม่เคยเห็นรัฐบาลไหนทำ

5.เปิดแล้วปิดยาก
อะไรก็ตามที่ทำให้คนชินหรือทำให้ถูกกฎหมายแล้วจะเปลี่ยนยาก เพราะมันจะไปกระทบกับสิทธิของบางคนที่เกี่ยวข้อง เช่น จะเลิกหวย ก็จะไปเกี่ยวกับอาชีพของคนขายหวย(บนดิน) จะเลิกบ่อนกาสิโนก็ย่อมไปกระทบกับการลงทุนอื่นๆ การทำอะไรบางอย่างนั้น ทำแล้วถอยยากกว่า เหมือนเดินผิดแล้วก็ต้องผิดไปตลอด ทุกวันนี้แผนนโยบายของรัฐขัดกันเอง จะรณรงค์เลิกสูบบุหรี่ก็ทำจริงจังไม่ได้ เพราะไปกระทบกับโรงงานยาสูบที่เป็นของรัฐ กระทบกับคนงานจำนวนมาก การจะทำอะไรแบบนี้จึงต้องคิดให้ดี เพราะทำแล้วแก้ไขยากมาก(แต่ก็แก้ไขได้นะ ถ้าจะทำ)

6.ใส่เกียร์ถอยลงคลอง
Key to Success ทุกอย่างเกิดจาก”คุณภาพและแรงผลักดันของคน”เป็นหลักดังที่ผมกล่าวไว้ในตอนก่อนๆ ฉะนั้นในประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือประเทศเล็กที่พัฒนาเร็ว อย่างเช่น ญี่ปุ่น เกาหลี ก็เกิดจากหลักคิดและทัศนคติในการทำงาน ประชากรส่วนใหญ่ในประเทศเหล่านี้มีทัศนคติว่า ความสำเร็จเกิดจากการทำงาน จึงทำงานหนัก ที่หวังพึ่งทางอื่นจึงมีน้อยมาก อย่างการมีหวยบนดินและบอกว่าเป็นที่พึ่งทางใจของคนจนนั้น จะยิ่งทำให้คนเหล่านี้ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้เลย เพราะ”หวังพึ่งโชค”เป็นหลัก คนเราจะมีแนวโน้มหันไปหาสิ่งง่ายๆ เป็นธรรมดา มันจึงแพร่กระจายได้เร็ว ประเทศเราต้องพัฒนาทัศนคติของคนส่วนใหญ่ให้คิดพึ่งตนเองจากการทำงานเท่านั้นประเทศจึงจะพัฒนาเร็ว แต่หากเรามีสิ่งล่อให้เขาหวังพึ่งอย่างอื่นง่ายๆ ประเทศจะพัฒนาช้า ยิ่งเราตามหลังเขาอยู่มาก

7.อเมริกา ตัวอย่างที่เห็นๆ
ประเทศอเมริกาเป็นประเทศตัวอย่างที่มีการพัฒนาของกาสิโนมาก เป็นเมืองกาสิโนเลย เพราะมองแต่ด้านของเศรษฐกิจ รวมทั้งนโยบายอื่นๆ ด้วย จึงเป็นประเทศที่โตด้านเดียวคือด้านเศรษฐกิจ แต่สังคมค่อนข้างมีปัญหามาก เด็กวัยรุ่นกวนเมืองเยอะ ปัญหาครอบครัวก็เยอะ และเข้าใจว่าปัญหาของคนติดกาสิโนจนหมดตัวก็น่าจะเยอะด้วย เพียงแต่เขาไม่เข้าไปดูอย่างจริงจังต่างหาก แล้วคนที่มีปัญหาพวกนี้ก็จะกลับมาก่อปัญหาสังคมกับคนที่เหลือภายหลัง

8.ผลข้างเคียง
ทุกอย่างมีผลข้างเคียง ทุกวันนี้ในประเทศพัฒนาแล้วเค้ารู้แล้วว่าทุกอย่างมีผลค้างเคียง การจะทำอะไรต้องคิดให้รอบคอบ เคยมีคนเอาสัตว์บางอย่างไปเลี้ยงในต่างถิ่นเพื่อการปศุสัตว์ ทุกวันนี้ปศุสัตว์ดังกล่าวทำลายระบบนิเวศและสัตว์พื้นเมืองจนหมดในหลายๆ ประเทศ ซึ่งก็มีผลกลับมาถึงตัวเราอีกที การกระทำทุกอย่างผลข้างเคียงมันจะมีแน่นอน แต่จะมากน้อยเท่านั้น และจะเห็นหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ของเราเอง วันนี้เราเริ่มเห็นแล้วว่าการทำอะไรโดยขาดวิสัยทัศน์ เอาอะไรง่ายๆ เร็วๆ มันกลับมาทำลายเราเองแล้ว อย่างสภาพโลกร้อนหรือภาวะอะไรต่างๆ ที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ เพราะการกระทำของบรรพบุรุษของเราในอดีตที่ทำไปอย่างขาดวิสัยทัศน์นั่นเอง เมื่อเราพูดถึงสิ่งที่จะได้ เราก็ต้องพูดถึงผลค้างเคียงที่จะเกิดด้วย ไม่ใช่พูดเฉพาะด้านดี(half truth) อย่างกรณีนี้ การเอาตัวเลขที่รัฐจะได้จากการเปิดบ่อนมาเป็นตัวอ้าง โดยไม่พูดถึงการไปสนับสนุนให้ทำลายชีวิตของคนอีกกลุ่มหนึ่งแบบนี้ มันเหมือนการตีงูให้กากิน(ช่วยคนหนึ่งโดยทำร้ายคนอีกคนหนึ่ง)มากกว่า หรือชีวิตงูมันมีค่าน้อยกว่าชีวิตของกา?

ท่านที่อ่านจะเชื่อหรือไม่ก็สุดแท้แต่วิจารณญาณ แต่สำหรับผมแล้ว การใช้หลักการคิดในการพัฒนาประเทศที่ผิดทั้งตรรกะ ผิดทั้งวิธีแก้ปัญหาแบบนี้ มันหายนะชัดๆ !!!




 

Create Date : 06 มีนาคม 2551    
Last Update : 6 มีนาคม 2551 9:04:19 น.
Counter : 2145 Pageviews.  


Jimmy Walker
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 11 คน [?]




จากทักษะของการเป็นนักคิด นักวิเคราะห์ บวกกับความสนใจใน"กระบวนการ"และ"ปัจจัย"ที่ก่อให้เกิดเป็นความสำเร็จ ที่ทำให้ผมศึกษาและวิเคราะห์กรณีศึกษาเกี่ยวกับความสำเร็จและความล้มเหลวจำนวนมาก จนเชี่ยวชาญในองค์ความรู้พอที่จะขอเรียกตัวเองว่า "ผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์แห่งความสำเร็จ"
Friends' blogs
[Add Jimmy Walker's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.