ไทยๆ ในโลกล้วนอนิจจัง : ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ






ไทยๆ ในโลกล้วนอนิจจัง


ผู้เขียน ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ


ISBN 978-616-298-360-3 ฉบับปก สำนักพิมพ์แซลมอน. พิมพ์ครั้งที่ 1. 2560.

จำนวน 208 หน้า ราคา 210 บาท


---------------------------------------------------------------------------------

“...ความเป็นไทยบางครั้งจึงอาจจะไม่ต้องมีรากที่มาลึกซึ้งอะไรก็ได้

แค่ชนชั้นนำเคยประดิษฐ์อะไรขึ้นมาใช้กันเก๋ๆ ไม่กี่คน

แล้วคนมีอำนาจไปประกาศบังคับให้คนทั้งประเทศใช้ตามก็เป็นอันใช้ได้แล้วนะครับ

เพราะในยุคจอมพล ป. ก็ยังมีการประดิษฐ์คำทักทายจำพวก อรุณสวัสดิ์ ราตรีสวัสดิ์

ซึ่งก็เอามาจากคำทักทายจำพวก

Good Morning หรือ Good Night ในภาษาอังกฤษ...”

- ไทยๆ ในโลกล้วนอนิจจัง

---------------------------------------------------------------------------------


“25 ความเรียงชวนตั้งคำถามถึงสารพัดสิ่งไทยๆ ผ่านมุมมองประวัติศาสตร์ โบราณคดี และอื่นๆ แบบแก่นๆ อย่างถึงแก่น” คำโปรยปกหลังหนังสือ ไทยๆ ในโลกล้วนอนิจจัง นอกจากช่วยสรุปเนื้อหาของหนังสือทั้งเล่มได้อย่างเข้าใจง่ายแล้ว ยังเชื้อชวนให้ผมอยากหยิบขึ้นมาอ่านมากๆ ซึ่งผมก็ไม่รอช้า งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 45 ช่วงต้นปี 2560 ที่ผ่านมา ผมเลยสอยจากบูธแซลมอนมาอ่านเสียเลย พร้อมทั้งขอการันตีหลังอ่านจบแล้วว่า สนุกจริงๆ และได้สาระความรู้มากมาย ทั้งแบบที่ชวนทึ่ง ชวนว้าว และชวนขมวดคิ้วให้ต้องตามไปหาข้อมูลเพิ่มเติม 

หนังสือความเรียงเล่มนี้ เป็นงานเขียนกึ่งสารคดี กึ่งงานค้นคว้าเชิงวิเคราะห์-สังเคราะห์ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี ซึ่งถูกนำมาตีแผ่และร้อยเรียงขึ้น เพื่อตั้งคำถามกับ “ความเป็นไทย” ที่สังคมไทยและคนไทยส่วนใหญ่ มักเข้าใจว่าเป็นของคนไทยมาแต่เก่าก่อน เป็นของไทยแท้ๆ ห้ามใครลอกเลียนแบบ หรือต้องแบบนี้สิ ไทยแท้แน่นอน หรือมีหนึ่งเดียวในวัฒนธรรมไทยเท่านั้น 

หากใครเคยเชื่อมั่นในความเป็นไทยทำนองนี้ ผมชวนให้ลองนึกถึงอะไรก็ได้ ที่คุณรู้สึกว่านี่แหละ “ความเป็นไทย” จากนั้นก็ลองเปิดเข้าไปอ่านในหนังสือเล่มนี้กัน แล้วคุณจะสัมผัสได้ทันทีถึงคำว่า ไทยๆ ในโลกล้วนอนิจจัง เพราะบางสิ่งที่เคยคิดว่าเป็นของไทยแท้ๆ มันไม่เที่ยงแท้จริงๆ ครับ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ให้เราคนไทยเลิกภูมิใจกับความเป็นไทยในแบบที่เราเชื่อนะครับ เพียงแต่เราต้องภูมิใจอย่างเข้าใจด้วยว่า วัฒนธรรมความเป็นไทยของเรานั้น ไม่ได้เกิดขึ้นมาโดดๆ เดี่ยวๆ แต่ความเป็นไทยเกิดจากการผสมผสานสิ่งละอันพันละน้อย จากหลากหลายวัฒนธรรมรอบๆ ตัวเรา รวมทั้งจากตัวเราเองด้วย

ดังนั้น หากคุณเริ่มเปิดอ่านหนังสือเล่มนี้ คุณต้องเปิดใจให้กว้างด้วยนะ เพราะเนื้อหาบางส่วนเป็นการเขียนเชิงเสียดสีและตั้งคำถามกับสังคมไทย ซึ่งผมมองในแง่ดีว่า สามารถทำให้ผู้อ่านฉุกคิดได้เหมือนกัน

ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ ผู้เขียนสามารถนำเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี มาเล่าได้สนุกและเข้าใจง่ายมาก ทำให้เห็นภาพที่มาที่ไปของความเป็นไทยได้ชัดเจน แถมยังใช้สำนวนสนุก แก่นๆ มีความร่วมสมัย แต่ก็พาเราไปรู้จักความเป็นไทยแบบถึงแก่นจริงๆ ซึ่งผมคิดว่าสามารถนำไปใช้อ้างอิงในงานศึกษาทางวิชาการได้เลย

ผมโม้คอนเซ็ปต์เล่มมาตั้งนาน ยังไม่ได้เล่าเนื้อหาในเล่มให้ฟังเลย ก็ขอสารภาพครับว่า ไม่รู้จะหยิบส่วนไหนมารีวิวให้ฟังดี เพราะเนื้อหาแบ่งเป็นความเรียง 25 ตอน แต่ละตอนน่าติดตาม น่ารู้ด้วยกันทั้งนั้น เอาเป็นว่าผมจะยกชื่อตอนมาให้ดู พร้อมทั้งอธิบายสั้นๆ ประกอบก็แล้วกันนะครับ ตัวอย่างเช่น...

‘ยิ้มสยาม’ คือยิ้มให้ใคร แล้ว ‘สวัสดี’ คือคำเก่าไทย หรือว่าใครเพิ่งประดิษฐ์

ตอนนี้จะพาเราไปทำความรู้จักถึงที่มาของวลี “ยิ้มสยาม” ที่คนไทยเราใช้เคลมเอกลักษณ์ความเป็นไทยมาเป็นเวลานาน รวมทั้งที่มาของคำทักทายประจำชาติว่า “สวัสดี” ใครจะรู้ว่าเดิมทีมีคนตั้งขึ้นมาพูดกันเฉพาะกลุ่ม ในคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

จะ ‘กะหรี่’ จะ ‘ดอกทอง’ ก็ไม่ไทย แล้วทำไมต้องใช้เป็นคำด่า ?

ผมเคยได้ยินประวัติที่มาของคำว่า กะหรี่ กับ ดอกทอง ในหลากหลายสำนวน หลากหลายความเชื่อมาก จนรู้สึกสับสน ไม่รู้อันไหนจริง อันไหนเท็จ ความเรียงตอนนี้เลยเป็นคำอธิบายที่ค่อนข้างน่าเชื่อถือที่สุด แถมผู้เขียนยังชวนตั้งคำถามอีกว่า สองคำนี้ไม่ใช่ "คำไทแท้" แน่ๆ แล้วทำไมถึงเอามาใช้ด่ากัน

พระสวดงานศพไทย ใครว่าพุทธ ?

นี่เป็นอีกหนึ่งตอน ที่ผมอ่านแล้วรู้สึก Amazing Thailand เพราะผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า การสวดศพในบ้านเราที่คิดว่าเป็นธรรมเนียมพุทธเถรวาท ซึ่งรับมาจากอินเดีย ความจริงแล้วในอินเดียเขาไม่มีสวดศพกันนะครับ พิธีกรรมนี้คนถิ่นไทยเรา Mix and Match ขึ้นมาเอง เรื่องนี้ต้องตามไปอ่านในเล่มครับ

ชุดประจำชาติ ‘นางสาวไทย’ กกกอดต้นกำเนิดไว้ เหมือนประกวดครั้งแรกเมื่อกว่าแปดสิบปีก่อน

สำหรับตอนนี้ ผมชอบท่อนที่เขียนว่า “นางสาวสยามยังเป็นตัวแทน หรือแบรนด์แอมบาสเดอร์ของรัฐธรรมนูญ และระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยของคณะราษฎรอีกด้วย” เนื้อความท่อนนี้ ทำให้เข้าใจถึงเจตนารมณ์แรกเริ่มของการประกวดนางสาวสยาม ในยุคหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 แต่ความเป็นไทยที่ผู้เขียนเล่าไว้ในตอนนี้ คือ เรื่องของชุดไทย และชุดต่างๆ ที่สาวงามใส่ขึ้นประกวด จนถึงชุดประจำชาติไทยที่เรานำไปอวดฝรั่งต่างชาติ ทำนองว่า ชุดประจำชาติของไทยมักจะอิงกับความเป็นหญิงไทยที่นุ่งผ้าจีบห่มสไบ แต่วิวัฒนาการของชุดประกวดนางสาวสยามในไทยมักอิงกับความเป็นสากล ตามความเข้าใจของผมคิดว่า ผู้เขียนคงอยากจะบอกกรายๆ ว่า ความเป็นไทยนั้น แท้จริงอาจมีไว้อวดคนต่างชาติ มากกว่าเน้นประโยชน์ในการอวดกันเองก็ได้นะครับ เรื่องนี้ก็ทิ้งไว้ให้คิดกันต่อไป 

มีพิมพ์คลาดเคลื่อนนิดหน่อย หน้า 189 ว่า "...ในปี พ.ศ.2407 (ควรแก้ไขเป็น พ.ศ.2507) สมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธฯ ได้เปลี่ยนชื่อการประกวดนี้เป็นการประกวด ‘นางสาวไทย’..."


ไทยๆ ในโลกล้วนอนิจจัง รวบรวมจากข้อเขียนที่เคยลงในคอลัมน์ประจำสำนักข่าวออนไลน์ The MATTER เลยคิดว่าในอนาคตน่าจะมีรวมเล่มอื่นๆ ตามมาอีก ไว้มารอติดตามกันครับ ใครที่ชอบงานเขียนแนวค้นคว้าประวัติความเป็นมา ประวัติศาสตร์ หรือเกร็ดความรู้รอบตัวสนุกๆ ผมว่าเล่มนี้น่าจะโดนใจ 

ปล. อยากให้สำนักพิมพ์เคลือบ Spot UV บนปกหนังสือมากๆ เนื่องจากปกใช้กระดาษเนื้อพิเศษในการพิมพ์ ยอมรับว่าผมชอบเนื้อสัมผัสของปกมากครับ แต่เพราะยังไม่ได้เอาไปห่อปกพลาสติกใส พอจับอ่านไปอ่านมา สีแดงบนปกหลุดลอกเห็นเนื้อกระดาษขาวเสียแล้ว (เจ็บปวดเลย) สำหรับนักสะสม...ถ้าซื้อมาต้องห่อปกหนังสือทันทีครับ ไม่งั้นลอกแน่ๆ ครับ


Jim-793009 

24 : 05 : 2017




Create Date : 24 เมษายน 2560
Last Update : 25 เมษายน 2560 9:30:05 น.
Counter : 261 Pageviews.
2 comment
(โหวต blog นี้) 
หวอ ชีวิตไทยในไฟสงครามโลกครั้งที่ 2 : สรศัลย์ แพ่งสภา






“หวอ” ชีวิตไทยในไฟสงครามโลกครั้งที่ 2


ผู้เขียน : สรศัลย์ แพ่งสภา


ISBN 978-616-7767-63-5 ฉบับปก สำนักพิมพ์สารคดี. พิมพ์ครั้งที่ 2. 2558.

จำนวน 228 หน้า ราคา 229 บาท


---------------------------------------------------------------------------------

พอ “หวอ” ละเป็นส่ายตาหาทีเดียวเชียว

แค่แล่นกระทบหูเท่านั้นแหละ

เป็นตาเหลือกตาตั้งแหงนหน้ามองฟ้าไว้ก่อน

ยิ่งหลังจากหวอแล้วได้ยินเสียงหึ่ง ๆ ของเครื่องยนต์จากเบื้องสูงด้วยแล้ว

สนุกละทีนี้ สมองไม่ต้องสั่ง โกยสี่ตีนอัตโนมัติเข้าหาที่หลบภัย

ใกล้ตัวที่สุดทันที เดี๋ยวก็ได้ยินเสียงระเบิดกัมปนาท

แผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น อกสั่นขวัญบินกันถ้วนทั่ว

ภัยทางอากาศเล่นงานตูเข้าแล้ว

อาคารบ้านเรือนพังทลายวิบัติฉิบหาย ผู้คนบาดเจ็บล้มตาย

“หวอ” ที่ว่านี้คือสัญญาณแจ้งภัยทางอากาศ

เตือนให้รู้ว่าเครื่องบินข้าศึกกำลังเข้ามาถล่มระเบิดใส่หัวเรา

ใครจะไปทันคิดว่า หนึ่งของประวัติศาสตร์ไทย คนไทยยุคหนึ่ง

จะต้องผจญภัยอยู่ท่ามกลางเสียง “หวอ” นานถึง 5 ปี

- หวอ

---------------------------------------------------------------------------------


“หวอ” ชีวิตไทยในไฟสงครามโลกครั้งที่ 2 เรียบเรียงขึ้นจากความทรงจำของ สรศัลย์ แพ่งสภา นักเขียนผู้เคยผ่านช่วงชีวิตท่ามกลางไฟสงครามโลก สำหรับหนังสือเล่มนี้ เน้นหนักไปที่ภาพวิถีชีวิตของชาวกรุงเทพฯ ที่ต้องเผชิญกับภาวะสงคราม นับแต่ช่วงสงครามอินโดจีนที่ไทยรบกับฝรั่งเศส เรื่อยมาจนถึงกองทัพพระจักรพรรดิญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกบุกยึดประเทศไทยเพื่อขอใช้เมืองไทยเป็นทางผ่านไปสู่พม่า กระทั่งรัฐบาลไทยยินยอมจับมือกับกองทัพญี่ปุ่น เข้าร่วมวงศ์ไพบูลย์ในสงครามมหาเอเชียบูรพา (The Greater East Asia Co-Prosperity Sphere) เลยเป็นเหตุให้เมืองไทยตกเป็นเป้าหมายในการทิ้งระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตร นับแต่นั้น “หวอ” กับชีวิตชาวกรุงเทพฯ ก็กลายเป็นเพื่อนสนิทชิดใกล้ ที่คอยส่งสัญญาณเตือนให้ผู้คนระวังภัยทางอากาศ แล้วรีบหนีเข้าหลุมหลบภัยเอาชีวิตรอด 

ผู้เขียนเรียบเรียงเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ตั้งแต่เริ่มต้นสงครามไปจนถึงสงครามสงบได้อย่างน่าติดตาม ต้องขอบอกก่อนว่า หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่ตำราประวัติศาสตร์ที่วิเคราะห์วิจารณ์เหตุการณ์สงครามโลกในไทย (อาจจะมีความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนหรือข้อเท็จจริงแทรกเข้ามาบ้าง) แต่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของผู้คนในกรุงเทพฯ ที่ผันผวนและต้องปรับตัวไปตามกระแสสังคมในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยผู้เขียนได้สอดแทรกเกร็ดความรู้เอาไว้หลายเรื่องด้วยกัน เช่น เครื่องบินรบ รัฐนิยม ยุคมาลานำไทย พรรคกระเป๋าเสื่อ (พ่อค้าตลาดมืด) น้ำท่วมกรุงเทพฯ ในปี พ.ศ.2485 การเปลี่ยนแปลงอักขรวิธีในภาษาไทย ฯลฯ ซึ่งแต่ละเรื่องเมื่อร้อยเรียงเข้าด้วยกันแล้ว ช่วยทำให้เรามองเห็นสภาพความเป็นอยู่ของคนไทยในช่วงสงครามโลกได้ชัดเจนยิ่งขึ้น 

ผมอ่านเล่มนี้ด้วยความสนุกและตื่นเต้น เพิ่งได้รู้ว่าช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดเหตุการณ์สำคัญมากมายในเมืองไทยเต็มไปหมด ถ้าจะเอามาเล่าในนี้ก็คงไม่จบแน่ๆ ผู้เขียนเลือกใช้วิธีเล่าแบบเป็นกันเอง สำนวนนักเลงนิดๆ สนุกดี ทำให้ผมรู้สึกราวกับว่า มีคนกำลังนั่งเล่าเรื่องให้ฟังอยู่ตรงหน้า และต้องนับถือความเป็นนักค้นคว้าข้อมูลของผู้เขียนมากๆ ที่สืบค้นบางเรื่องเสียจนละเอียดยิบ แล้วนำมาใส่ไว้ในหนังสือให้เราได้อ่าน ถึงแม้อ่านแล้วจำไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร เพราะผมเห็นข้อดีอย่างหนึ่งว่า สักวันหนึ่ง มันจะกลายเป็นข้อมูลสำคัญที่คงหาอ่านได้ยาก ตัวอย่างเช่น รุ่นเรือรบ รุ่นเครื่องบิน รุ่นรถยนต์ ห้างร้านบริษัทต่างๆ ในสมัยนั้น และเรื่องยิบย่อยอื่นๆ อีกมากมาย

ถ้าใครอยากรู้ อยากเข้าใจ อยากเห็นภาพชีวิตคนไทยช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ผมขอแนะนำให้ลองอ่าน “หวอ” แล้วจะไม่ผิดหวังแน่นอนครับ


“วันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2488

ประกาศพระบรมราชโองการสันติภาพในสงครามมหาเอเชียบูรพา

ไม่มีเสียงไชโยครั้งใดจะดังกึกก้องทั่วแผ่นดินไทยเท่าครั้งนี้”

- หวอ


Jim-793009

05 : 04 : 2017






Create Date : 05 เมษายน 2560
Last Update : 11 เมษายน 2560 9:23:19 น.
Counter : 316 Pageviews.
2 comment
(โหวต blog นี้) 
นครเชียงตุง : ไพศาล จั่วทอง







นครเชียงตุง


ผู้เขียน : ไพศาล จั่วทอง


ISBN 978-974-672-983-3 ฉบับปก สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. 2558

จำนวน 382 หน้า ราคา 350 บาท


---------------------------------------------------------------------------------

“...ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติของนครเชียงตุงของข้าพเจ้าทั้งหมด

ได้รับการถ่ายทอดจากเจ้านางสุคันธา

ราชธิดาเจ้าฟ้าหลวงนครเชียงตุง

ซึ่งข้าพเจ้าได้รู้จักกับท่านเมื่อปี พ.ศ.2538

ในขณะนั้นเจ้านางสุคันธามีอายุได้ 85 ปี...

เมื่อได้เข้าพบกับเจ้านางสุคันธา ท่านก็ได้กรุณาเล่าเรื่องต่างๆ

ของนครเชียงตุงให้ข้าพเจ้าฟังเป็นเวลาเกือบสามชั่วโมง

จากนั้นข้าพเจ้าก็ได้ลากลับ

และมีความรู้สึกว่าเรื่องต่างๆ นั้นยังไม่จบ...”

- นครเชียงตุง

---------------------------------------------------------------------------------


หลังจากผมอ่านนวนิยายเรื่อง “บ่วงบรรจถรณ์” จบแล้ว ก็นึกสนใจเรื่องราวเกี่ยวกับเชียงตุงอย่างมาก ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็ค่อนข้างสนใจเมืองโบราณของชาวไทเขินแห่งนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว มีหนังสือและเอกสารเกี่ยวกับเมืองเชียงตุงหลายฉบับที่แนะนำเอาไว้ในนวนิยายเรื่องบ่วงบรรจถรณ์ ซึ่งใครสนใจข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ศาสนา และการเมือง ก็สามารถตามไปอ่านกันต่อได้ 

สำหรับหนังสือ นครเชียงตุง เรียบเรียงโดย อาจารย์ไพศาล จั่วทอง เล่มนี้ ไม่ได้เป็นเอกสารอ้างอิงในบ่วงบรรจถรณ์แต่อย่างใด ด้วยเพิ่งจัดทำและตีพิมพ์ขึ้นเมื่อปี 2558 และตอนนี้ก็จำหน่ายจนหมดแล้ว หาซื้อยากมาก ผมเลยต้องไปยืมจากหอสมุดมาอ่านแทน ก็นับว่าคุ้มค่าแก่การตามหามาอ่าน เพราะได้รับทั้งความรู้ ความสนุกไปกับข้อมูล Inside ของราชสำนักเชียงตุงมากมายเลย และเหตุที่ผมเลือกเล่มนี้มาอ่าน เพราะคำโปรยบนหน้าปกหนังสือที่บอกว่า “ได้รับการถ่ายทอดจากเจ้านางสุคันธา ราชธิดาเจ้าฟ้าเชียงตุง”

ใช่แล้วครับอะไรจะดียิ่งไปกว่าการได้ฟังเรื่องเล่าจากเจ้าของเรื่องที่แท้จริง พอเริ่มต้นอ่านทุกสิ่งอย่างที่ผ่านสายตาเข้ามา ทั้งเนื้อหา และภาพถ่ายเก่า (หาชมยาก) ก็พาผมย้อนกลับไปสู่นครเชียงตุง ในยุคเจ้าฟ้าหลวงได้อย่างน่าประทับใจ และขณะเดียวกันก็นึกเสียดายที่ยุค “เจ้าบ้านผ่านเมือง” ของนครเชียงตุงกลายเป็นเพียงอดีตไปแล้วจริงๆ แม้แต่หอหลวง (พระราชวัง) ก็ไม่หลงเหลือไว้ให้ใครได้ชื่นชมอีก

ความดีเด่นของหนังสือ นครเชียงตุง คือ การถ่ายทอดเรื่องราวในความทรงจำของเจ้านางสุคันธาเกี่ยวกับเหตุการณ์ และบุคคลสำคัญในพระราชวงศ์เชียงตุง โดยเฉพาะในรัชสมัยที่เจ้าฟ้ารัตนก้อนแก้วอินแถลง เจ้าพ่อของเจ้านางสุคันธาปกครองเชียงตุงในฐานะ “เจ้าฟ้าหลวงเชียงตุง” เนื้อหาส่วนใหญ่จึงเปรียบได้กับการพาผู้อ่านไปทำความรู้จักกับสมาชิกในครอบครัวของเจ้านางสุคันธา ซึ่งนำเสนอไปพร้อมๆ กับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เชียงตุงในยุครุ่งเรือง ภายใต้เงาของชาติมหาอำนาจอย่างอังกฤษ ในหนังสือได้รวบรวมภาพถ่ายเก่ามากมาย ซึ่งผมคิดว่าหลายๆ ภาพน่าจะเป็นสมบัติส่วนตัวของเจ้านางสุคันธา ท่านเจ้าของเรื่อง ผู้เป็นราชธิดาของเจ้าฟ้าหลวงเชียงตุง และต่อมาได้เสกสมรสของเจ้าอินทนนท์ ณ เชียงใหม่ ราชบุตรของพลตรีเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าหลวงเชียงใหม่ องค์ที่ ๙

ในหนังสือยังแทรกเกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ เกี่ยววัฒนธรรมและประเพณีของเชียงตุงเอาไว้หลากหลายเรื่องราวด้วยกัน เช่น การสร้างหอหลวง งานพระศพ ประเพณีงานปอย ธรรมเนียมราชสำนัก หรือจะเป็นเรื่องของ ซิ่นไหมคำ เครื่องอาภรณ์ชั้นสูงของเจ้านางเชียงตุง

“...ตัวซิ่นใช้เส้นไหมทอสลับกับเส้นทอง เส้นทองนี้สั่งมาจากอินเดีย ส่วนตีนซิ่นทำจากแพรเขียว สามารถปักลวดลายต่างๆ หลายรูปแบบ...ธรรมเนียมในการใช้ซิ่นไหมคำนั้น สามัญชนแม้จะมีเงินมากสักเท่าไรก็ไม่บังอาจทำซิ่นไหมคำไว้ใช้สวมใส่เองที่บ้าน ดังนั้นที่หอหลวงจะมีผ้าซิ่นไหมคำธรรมดาส่วนกลางอยู่ 4-5 ผืน เอาไว้สำหรับธิดาของผู้ที่มีฐานะที่ดีทางสังคมมายืมใส่สำหรับงานแต่งงาน เมื่อเสร็จพิธีแล้วก็นำมาส่งคืนหอหลวง การใส่ผ้าซิ่นไหมคำนั้นจะใส่ผ้าซิ่นธรรมดาไว้ด้านใน แล้วค่อยสวมซิ่นไหมคำทับลงไปอีกชั้นหนึ่ง...”

นอกจากนี้ หนังสือยังกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างเชียงตุงกับบ้านเมืองใกล้เคียงด้วย คงเป็นที่ทราบกันดีว่า เดิมทีทั้งรัฐฉาน เชียงตุง ล้านนา เชียงรุ่ง สิบสองปันนา เป็นบ้านพี่เมืองน้องสายเครือไท (ไต) ที่ผูกพันกันมายาวนาน แต่เพราะการแผ่ขยายอำนาจของอาณาจักรใหญ่ในอดีต จนมาถึงยุคล่าอาณานิคม และสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้มีการแบ่งแยกดินแดนพี่น้องเหล่านี้ออกจากนั้นโดยชัดเจน และในที่สุดก็กลายเป็นบ้านพี่เมืองน้องที่ไม่รู้จักกันไปเสีย เช่นเดียวกันกับเมื่อครั้งที่สยามต้องการกัน ล้านนา ออกห่างจาก เชียงตุง ด้วยความกลัวว่าอังกฤษจะแผ่อาณานิคมเข้ามายึดครองล้านนาหรือภาคเหนือของไทย

“...ความสัมพันธ์ระหว่างเชียงตุงกับล้านนา ทั้งทางการเมือง ศาสนา และการค้า ดำเนินสืบเนื่องเรื่อยมาจนถึงยุคที่เชียงตุงตกอยู่ใต้อิทธิพลของอำนาจตะวันตก สยามเกรงว่าชาติมหาอำนาจตะวันตก จะยึดครองล้านนาซึ่งเป็นเมืองประเทศราช ทำให้สยามจำกัดความสัมพันธ์ระหว่างล้านนากับเชียงตุง ถึงกับห้ามเจ้านายล้านนาไม่ให้แต่งงานกับคนต่างชาติ และไม่ให้มีการติดต่อค้าขายกัน ซึ่งทำให้เชียงตุงได้รับความเดือดร้อนมาก ได้มีความพยายามขอฟื้นความสัมพันธ์กับล้านนา แต่ไม่สำเร็จเพราะล้านนาเชื่อฟังสยาม แม้เมื่ออังกฤษแผ่อิทธิพลถึงเชียงตุง ก็ยังมีการร้องขอให้อังกฤษช่วยกดดันสยามให้เปิดเส้นทางการค้าทางเหนือ...”

เนื้อหาที่ผมยกมารีวิวนี้ เป็นเพียงส่วนเล็กๆ ในหนังสือ ใครที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์ประเทศเพื่อนบ้าน ผมว่าไม่ควรพลาดเล่มนี้ เนื้อหาไม่ได้อัดแน่นอย่างตำราวิชาประวัติศาสตร์ แต่เน้นเล่าเรื่องเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยไปพร้อมกับภาพถ่ายเก่าทรงคุณค่า ที่ทำให้เราจินตนาการภาพนครเชียงตุงได้อย่างดียิ่ง หรือหากใครอยากไปเที่ยวเชียงตุง อ่านเล่มนี้ไปก่อนก็น่าจะช่วยเพิ่มอรรถรสในการท่องเที่ยวได้อีกมากเลยครับ

ลองหามาอ่านดูนะครับ ไม่แน่ว่า คุณอาจจะหลงรัก นครเชียงตุง ขึ้นมาก็ได้




เจ้านางสุคันธา

เกิดเมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ.2453

เมื่ออายุได้ 22 ปี ได้เสกสมรสกับเจ้าอินทนนท์ ณ เชียงใหม่

พิราลัยเมื่อวันที่ 15 มกราคม พ.ศ.2546 ที่จังหวัดเชียงใหม่

สิริอายุได้ 92 ปี



เจ้านางเทพธิดา

พี่สาวของเจ้าฟ้ารัตนก้อนแก้วอินแถลง

เป็นที่รู้จักกันในนาม Tip Htila (เจ้านางติ๊บสีลา)

ในหนังสือเรื่อง Lords of the Sunset ของ Maurice Collis



เจ้านางเชียงตุงนุ่งผ้าซิ่นไหมคำ

หรือบ้างก็เรียกกันว่า "ซิ่นบัวคำ"

เพราะนิยมปักลายดอกบัวคำบริเวณตีนซิ่น เหนือชายแพรหรือกำมะหยี่สีเขียว

ถือเป็นซิ่นไทเขินเฉพาะของราชสำนักเชียงตุง

(ภาพนี้ไม่มีในหนังสือ)



เจ้านางเชียงตุงและเหล่าบริวาร

เจ้านางปิมปา (Phom Par) นั่งตรงกลาง (คนเดียวกันกับเจ้านางภาพด้านบน)

เจ้านางเทพธิดา (Tip Htila) ยืนตรงกลาง โพกศีรษะ

เจ้านางทั้งสองเป็นพี่สาวคนโตและพี่สาวคนเล็กของเจ้าฟ้ารัตนก้อนแก้วอินแถลง

(ภาพนี้ไม่มีในหนังสือ)


หอหลวงนครเชียงตุง

ตึกสามชั้นแบบแขก เป็นที่ประทับของ เจ้าฟ้าหลวงเชียงตุง กับ เจ้าแม่นางเมือง (มหาเทวี)

สร้างขึ้นในรัชสมัยของเจ้าฟ้ารัตนก้อนแก้วอินแถลง

โดยให้นายช่างชาวอิตาลีเป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง



ท้องพระโรงหอหลวง

ด้านหลังสุดคือ “แท่นแก้ว” มีลักษณะเป็นซุ้มประตูติดผนัง

ด้านหน้าแท่นแก้ววาง “กู่คำ” ใช้สำหรับเจ้าฟ้าหลวงประทับว่าราชการงานเมือง

รายล้อมด้วยสัปทนที่เรียกว่า “ทีเผือก” (ร่มขาว)

เป็นเครื่องประกอบพระอิสริยยศเฉพาะของเจ้าฟ้าหลวงเชียงตุง

(ภาพนี้ไม่มีในหนังสือ)



เจ้านายจากเชียงตุงร่วมงานพระศพเจ้าฟ้าหลวงเมืองสีป้อ

เจ้าฟ้ารัตนก้อนแก้วอินแถลงยืนตรงกลาง ด้านขวามือของเจ้าฟ้าขุนศึก (เด็กชายชุดสูทดำ)



เจ้านางในราชสำนักเชียงตุง

เจ้านางสุวรรณา (แถวกลางจากซ้าย คนที่ 4) ธิดาเจ้าเมืองยอง

เป็นพระมารดาเจ้าฟ้ารัตนก้อนแก้วอินแถลง

ถ่ายรูปร่วมกับเหล่าชายาและธิดาของเจ้าฟ้ารัตนก้อนแก้วอินแถลง

เจ้านางสุคันธา ยืนอยู่แถวหลังจากซ้าย คนที่ 2



เจ้าฟ้าจายหลวง

เจ้าฟ้าหลวงเชียงตุงองค์สุดท้าย

หลังจากเจ้าก๋องไต (กองไท) พระบิดาสิ้นชีวิตในปี พ.ศ.2480

รัฐบาลอังกฤษได้ยกเจ้าฟ้าจายหลวงขึ้นเป็นเจ้าฟ้าหลวงเชียงตุง



Jim-793009

31 : 03 : 2017




Create Date : 31 มีนาคม 2560
Last Update : 3 เมษายน 2560 1:57:10 น.
Counter : 315 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
หยิบฝันมาปัดฝุ่น : เสริมสิน







หยิบฝันมาปัดฝุ่น


ผู้เขียน : เสริมสิน


หนังสือทำมือ. รวมเล่มครั้งแรก พฤษภาคม 2559.

จำนวน 92 หน้า ราคา 80 บาท


---------------------------------------------------------------------------------

ใครบ้างจะตื่นเต้นขึ้นมาเจอวันพรุ่งนี้

มีเพียงแต่ตื่นขึ้นมาเจอวันนี้

พรุ่งนี้เป็นเพียงจินตนาการ

- หยิบฝันมาปัดฝุ่น

---------------------------------------------------------------------------------


ผมชื่นชอบบทกวี แต่ไม่เคยตามซื้อหนังสือเกี่ยวกับกลอนกวีมาอ่าน แต่สำหรับ หยิบฝันมาปัดฝุ่น บทกวีของ เสริมสิน ผมได้มาเพราะอยากสนับสนุนความฝันของหญิงสาวคนหนึ่ง เพราะเล่มนี้เป็นหนังสือทำมือ (ทำกับมือจริงๆ นะครับ) ซึ่งผู้เขียนบันทึกบทกวีของเธอทั้งเล่มด้วยลายมือตัวเอง แล้วใช้วิธีก็อปปี้ต้นฉบับ นำมารวมเล่ม พร้อมทั้งเย็บเล่มด้วยการร้อยเชือก เพียงแค่เปิดอ่านคำนำ ก็ทำให้ผมนึกเอ็นดูผู้เขียนขึ้นมาทีเดียว


“ตั้งแต่อ่านนิยายแจ่มใสตอนมัธยมต้น

ฉันก็ฝันว่าอยากมีหนังสือเป็นของตัวเองบ้าง

ฉันเขียน แต่ไม่เคยสำเร็จ

โตขึ้นมา ฉันก็ยังคงเขียนอยู่

เวลาและความขี้เกียจ

ปล่อยฝุ่นเกาะฝันของฉันจนหนา

แต่โชคดีที่ฝันยังคงอยู่ที่เดิม

หนังสือรวมผลึกความคิดเล่มนี้จึงเกิดขึ้น

หลังจากนี้

ฉันก็หวังจะเขียนนิยายให้ถึงตอนอวสาน

บ้างสักครั้ง...”


แด่...กลิ่นหอมของความจริง ผมอมยิ้มนับแต่คำอุทิศ ที่โปรยอยู่กลางหน้ากระดาษ

หยิบฝันมาปัดฝุ่น เรียงร้อยด้วยบทกวีอย่างที่เรียกกันว่า แคนโต้ (Canto) มีลักษณะเป็นกลอนเปล่า ไม่มีสัมผัส หนึ่งบทมี 3 บาท บาทละ 1 วรรค แต่ละวรรคไม่กำหนดจำนวนพยางค์ เน้นการใช้คำน้อย แต่ให้ความหมายลึกซึ้งกินใจ หรืออาจเรียกง่ายๆ ว่า บทกวี 3 บรรทัด คล้ายกับบทกวีไฮกุ (Haiku) ของญี่ปุ่น

เสริมสินบรรจงเขียนแคนโต้ของเธอทั้งหมด 260 บท เพื่อถ่ายทอดห้วงอารมณ์และประสบการณ์ชีวิต ส่วนใหญ่เป็นการบอกเล่าความรู้สึกนึกคิดต่อสิ่งต่างๆ ที่เธอได้พบปะ ทั้งความรัก มิตรภาพ สัจธรรม และชีวิตประจำวัน หลายๆ บทกล่าวแบบนามธรรม (ผมต้องตีความเอาเอง) และหลายๆ บทกล่าวเปรียบเทียบได้อย่างซาบซึ้งกินใจ เมื่อได้อ่านจนจบตลอดทั้งเล่มแล้ว ผมได้ข้อสังเกตอย่างหนึ่งว่า ความนึกคิดของผู้เขียนคงเต็มไปด้วยความเศร้า เหงา และอิ่มเอมใจกับความสุขในบางช่วงเวลา หากแต่สิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุด คือเธอมีพลังใจด้านบวก มองโลกในแง่ดี และไม่ได้ปล่อยให้ความเหงาในใจทำลายเธอได้เลย

ผมจึง (ขออนุญาต) คัดลอกบทกวีในเล่มมาให้อ่านกันสักเล็กน้อย


มนุษย์

ใช้ไม้บรรทัดพิการเป็นอาวุธ

ไว้ฆ่าคนอื่น


เธอจมอยู่กับเขา

ส่วนฉันจมอยู่กับ

ความเศร้าของเธอ


ตะวันไม่จริงจัง

สาดแสงล้อเมฆเล่น

ยามเหงา


หัวใจฉันเหมือนกระดาษที่ว่างเปล่า

เธอ

มีพู่กันสักอันไหม


ไม่กล้าเปิดเพลงเสียงดัง

กลัวคนแอบฟัง

จะได้ยินว่าฉันเศร้า


เวลาเราตั้งคำถาม

เราต้องการคำตอบ

หรือคำปลอบประโลม


บางครั้งก็นึกเกลียดเวลา

ที่ทำให้เรา

ลืมกัน


เรามักตกหลุมรักคนที่ไม่รู้จักแม้กระทั่งชื่อ

พอเมื่อรู้จักเขาดีแล้ว

บางทีแค่ชื่อก็ไม่อยากได้ยิน


ความเจ็บปวดของการอยู่ในกรง

คือมองเห็นประตู

แต่ออกไปไม่ได้


ฉันไม่ใช่คนที่จะจมอยู่กับอดีต

แต่ฉันเป็น

นักสะสมความผูกพัน


ไม่เป็นไร

หากคนที่อยู่ในเพลงของเธอ

ไม่ใช่ฉัน


อยากให้การรอคอยมีความหมาย

มากกว่าความรู้สึกเสียดาย

เมื่อถึงจุดสิ้นสุดของเวลา


ความซาบซึ้งและลึกซึ้งในบทกวี ผมเชื่อว่าเป็นเรื่องของความรู้สึกที่เกิดจากประสบการณ์ส่วนตัวเป็นแรงขับเคลื่อน ทุกคนล้วนมีบทกวีหรือถ้อยคำที่กินใจ หรือกระทบความรู้สึกของตัวเอง และเราไม่อาจวิพากษ์บทกวีสักบท เพียงเพราะเราไม่อาจเข้าใจหรือเข้าถึงมัน ด้วยแท้จริงแล้ว "บทกวี" คือถ้อยคำที่กลั่นออกมาจากใจเป็นสำคัญ ดังนั้น ต้องลองใช้ใจอ่าน แล้วค่อยตัดสินใจเอาเองนะครับ ว่าดีหรือไม่ดีอย่างไร ชอบหรือไม่ชอบอย่างไร


เพิ่มเติมเล็กน้อยเกี่ยวกับ...แคนโต้

แคนโต้ (Canto) มีรากศัพท์มาจากภาษาละตินว่า Cantus แปลว่า เพลง ใช้เรียกตอนหนึ่งของบทกวียาวๆ ในวรรณกรรมตะวันตก เช่น The Divine Comedy ของ Dante Alighieri ที่เรียงร้อยด้วยกวีแคนโต้ 100 บท เป็นต้น แต่ในประเทศไทยหมายถึงกลอนเปล่า 3 บรรทัด ซึ่งบางคนแสดงทรรศนะไว้ว่า


“แคนโต้ เป็นบทกวีไทยร่วมสมัย เกิดขึ้นโดยคนไทย มีลักษณะเป็นลูกผสมระหว่างตะวันออกและตะวันตก รูปแบบคล้ายกวีไฮกุของญี่ปุ่น มีความหมายแตกต่างกันเล็กน้อย ตรงที่ไฮกุจะเน้นไปทางการแสวงหาความหลุดพ้น แต่แคนโต้นั้นเดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย” – Alpha [จาก klonthaiclub.com]


ความคิดเห็นข้างต้นนั้น ผมเข้าใจว่า นักกวีคนไทยน่าจะนำรูปแบบการเขียนบทกวี “ไฮกุ” มาเขียนเป็นถ้อยคำภาษาไทย แล้วคงยืมชื่อ “แคนโต้” จากภาษาอิตาเลียนมาใช้เรียกบทกวีสามบรรทัดแบบไทย ทำให้แคนโต้ของไทยไม่เหมือน Canto แบบตะวันตก และไม่ใช่ Haiku แบบญี่ปุ่นเสียทีเดียว

ฟ้า พูลวรลักษณ์ กวีแคนโต้รุ่นบุกเบิกคนหนึ่งของเมืองไทย ได้ให้คำจำกัดความ “แคนโต้” ในเว็บไซต์ thaicanto อย่างน่าสนใจ ช่วยให้เราอ่านแคนโต้ได้อย่างเข้าใจ ซาบซึ้ง และบรรลุเจตจำนงของผู้เขียน ในที่นี้จึงขอขอบคุณ littlewizard [จาก Oknation] ที่นำถ้อยความมาเผยแพร่ด้วยครับ


“...แคนโต้ คือ บทกวีประเภทหนึ่ง มีลักษณะเป็นกลอนเปล่า 3 บรรทัด

แคนโต้เป็นเพียงบทกวีที่ประกอบไปด้วยกลุ่มถ้อยคำสั้นๆ

แต่สิ่งที่น่าแปลกก็คือ เมื่อกลุ่มคำเหล่านี้ ถูกจัดเรียงเป็นสามบรรทัดแล้ว

กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง

เมื่อได้อ่านแคนโต้ของใครผู้ใดก็ตาม เป็นความยาวต่อเนื่องจำนวนมาก

คุณจะกลายเป็นผู้ล่วงล้ำเข้าไปรับรู้ถึงอารมณ์

และห้วงความคิดคำนึงของชีวิตใครผู้หนึ่ง ในลักษณะปะติดปะต่อ

และในยามที่คุณเผชิญหน้ากับถ้อยคำสั้นๆ เหล่านั้น

คุณจะได้พบกับความหมายบางอย่าง

ผ่านความอ่อนไหว จากชีวิตเล็กๆ บนโลกนี้...”


ดังนั้น เมื่อผมได้อ่านบทกวีแคนโต้ของเสริมสินจนครบทุกบท ผมจึงได้ร่วมเข้าไปรับรู้เรื่องราวในชีวิตของเธอ หลายเรื่องเข้าใจ หลายเรื่องไม่เข้าใจ หากแต่ปะติดปะต่อกันแล้ว ผมเห็นภาพชีวิตของหญิงสาวคนหนึ่งที่มีความฝันมากมาย อันประกอบด้วยความรัก ความสุข ความเหงา และการมีชีวิต ทุกถ้อยคำมีความหมายที่ถ่ายทอดผ่านความอ่อนไหว จากชีวิตเล็กๆ ของผู้เขียนอย่างที่คุณฟ้า พูลวรลักษณ์ นิยามไว้ และเช่นเดียวกับความตั้งใจที่เสริมสินย้ำเอาไว้บน “ปกหลัง” ของหนังสือว่า


ทุกท่วงทำนองของชีวิต

ฉันร่ายจังหวะความคิด

บรรเลงในสามบรรทัด

๗๗


ผมแนะนำให้ลองอ่าน หยิบฝันมาปัดฝุ่น ของ เสริมสิน กันดูนะครับ

ไม่แน่ว่า...คุณอาจค้นพบบทกวีสักบทของเธอ ที่กระทบใจคุณ หรือทำให้คุณอิ่มเอมใจก็ได้ 


Jim-793009 

29 : 01 : 2017




Create Date : 29 มกราคม 2560
Last Update : 1 กุมภาพันธ์ 2560 21:54:51 น.
Counter : 586 Pageviews.
3 comment
(โหวต blog นี้) 
ดัดจริตคิดพล็อต : ไปรยา







ดัดจริตคิดพล็อต


ผู้เขียน : ไปรยา


ฉบับปก สำนักพิมพ์สตรีทไรท์เตอร์ส. พิมพ์ครั้งแรก. 2559.

จำนวน 198 หน้า ราคา 235 บาท


---------------------------------------------------------------------------------

หากพล็อตเรื่องที่เราคิด สนุกถูกใจตลาด

ก็เท่ากับว่า

ศึกครั้งนี้มีชัยไปกว่าครึ่ง

และการจะได้รับชัยชนะในการรบได้นั้น

เราก็ต้องหมั่นฝึกฝน

จนกว่าจะเกิดความชำนาญ

- ดัดจริตคิดพล็อต

---------------------------------------------------------------------------------


ดัดจริตคิดพล็อต ไม่ใช่ตำราวิชาการ ไม่ใช่ทฤษฎีของการคิดพล็อตแต่อย่างใด นี่คือสิ่งแรกที่ผู้เขียนอย่าง ไปรยา บอกกล่าวกับเรา ก่อนเขาจะพาเราท่องไปบนเส้นทางของการคิดพล็อตเรื่องที่มาจากประสบการณ์ตรง หลังจากอ่านจบแล้ว ผมพูดได้เลยว่า หนังสือเล่มนี้เต็มไปด้วยกลเม็ดเคล็ดลับในการคิดพล็อตเรื่องที่ดีเยี่ยมเล่มหนึ่ง ไม่ว่าคุณจะนำพล็อตนั้นไปเขียนนวนิยาย เรื่องสั้น หรือส่งไปทำละครโทรทัศน์ เรื่องราวที่ไปรยาถ่ายทอดเอาไว้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน มีตัวอย่างประกอบที่ชัดเจน น่าจะช่วยให้คนที่คิดอยากจะเขียน Fiction สักเล่ม ได้พบหนทางก่อนการลงมือเขียนจริง หรือต่อยอดไปเป็นบทละครอย่างแน่นอน 

ผมเชื่อว่านักอ่านหลายๆ คนอาจมีความฝันเหมือนกันอย่างหนึ่ง คือ อยากเป็นนักเขียน อย่างน้อยๆ เราก็คงอยากจะเขียนเรื่องราวที่เราอยากจะอ่าน หรือถ้าโชคดี วันหนึ่งมันอาจเป็นเรื่องราวที่ใครๆ ก็อยากอ่านเช่นกัน ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากเขียนนิยาย หรืออยากเป็นนักประพันธ์ ผู้เห็นตัวละครของคุณโลดแล่นอยู่บนจอแก้ว สิ่งหนึ่งที่คุณต้องสร้างสรรค์ให้สำเร็จ คือ พล็อตเรื่อง 

เพราะถ้ามี “พล็อตดีๆ” อยู่ในกำมือแล้ว เราก็จะต่อยอดไปได้อีกมากมายทีเดียว 

เคยสงสัยกันไหมว่า พวกนักเขียนนวนิยาย หรือนักเขียนบทละครทั้งหลาย เขาเริ่มต้นกันอย่างไร แน่นอนว่าไม่ใช่อยู่ดีๆ ก็หยิบกระดาษ ปากกามาขีดๆ เขียนๆ อย่างไม่รู้หนทาง สิ่งสำคัญอย่างแรกที่พวกเขาต้องปลุกปั้นกันให้ได้เสียก่อน คือ “พล็อตเรื่อง” ซึ่งไปรยานำเสนอประเด็น “การคิดพล็อตเรื่อง” เอาไว้ในหนังสือเล่มนี้อย่างน่าสนใจ และเป็นประโยชน์มากๆ นับตั้งแต่การเริ่มต้นคิดเรื่อง จุดประกายไอเดีย ค้นหาข้อมูลมาเขียนผูกโยงกันเป็นเรื่องราว การสร้างความสนุกและชวนตื่นเต้นให้พล็อต ตลอดจนการแก้ปัญหาเวลาคิดเรื่องต่อไม่ได้ ฯลฯ

คำถามที่ว่า...อะไรคือพล็อต พล็อตมาจากไหน พล็อตเขียนอย่างไร มีแค่พล็อตก็ขายทำละครได้แล้วจริงหรือ ไม่ต้องสงสัยกันอีกต่อไป เพราะเราสามารถหาคำตอบได้จากหนังสือเล่มนี้

ดัดจริตคิดพล็อต สร้างสรรค์ขึ้นจากประสบการณ์ตรงของไปรยา ผู้เป็นทั้งนักประพันธ์ และนักเขียนบทละครโทรทัศน์ เขาถ่ายทอดสาระดีๆ มากมายในสำนวนถ้อยคำอันเป็นมิตร สนิทสนม และพาเราสนุกพร้อมเก็บเกี่ยวความรู้เรื่องพล็อตไปจนจบเล่ม อ่านเพลินมากๆ เป็นอีกเล่มที่แนะนำให้ลองหามาอ่านกันดูครับ สำหรับคนที่อยากเป็นนักเขียน Fiction รับรองว่าสนุกและแตกต่างจากตำราทุกเล่มจริงๆ

ถ้าคิดอยากเป็นนักประพันธ์ ก็ต้องเริ่มจาก ดัดจริตคิดพล็อต ให้ได้ก่อนนี่แหละครับ


‘ดัดจริตคิดพล็อต’

คือหนังสือที่เป็นทั้งแผนที่ ไกด์บุ๊ค GPS

สำหรับใครที่อยากจะมีคนนำทางในการเขียนนิยายอย่างแท้จริง

- คำนิยม ภาคินัย / นักเขียน


Jim-793009 

18 : 01 : 2017




Create Date : 18 มกราคม 2560
Last Update : 18 มกราคม 2560 10:07:25 น.
Counter : 587 Pageviews.
8 comment
(โหวต blog นี้) 
1  2  

Jim-793009
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



"เขียน" ถ้าสิ่งนั้นคือความสุขอย่างแรกที่เรามองเห็นและนึกถึง ^_^

วรรณกรรมจึงงามกว่าเพชร คมกว่าดาบ เป็นโอสถอันประเสริฐยิ่งของชาวโลก
- กฤษณา อโศกสิน

"หนังสือบางเล่มผมไม่ได้อ่านเพราะชอบหรือไม่ชอบ เมื่อเป็นนิยายรักยอดนิยม ถ้าไม่อ่านก็เสียโอกาสทำความเข้าใจคนอื่น...ดีสำหรับผม ไม่ได้หมายความว่าคุณอ่านแล้วจะเข้าใจ หรือชอบในระดับเดียวกัน"
- ประชาคม ลุนาชัย [ร้านหนังสือที่มีแต่นิยายรัก]

"...สำหรับนักอ่าน หนึ่งในการค้นพบที่น่าตื่นเต้นที่สุดในชีวิต คือการพบว่าตัวเองเป็นนักอ่าน ไม่ใช่แค่อ่านออก แต่ตกหลุมรักมัน ตกหลุมรักอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ตกหลุมรักหัวปักหัวปำ หนังสือเล่มแรกที่ทำให้เกิดผลเช่นนั้นจะไม่มีวันถูกลืม..."
- Finders Keepers, Stephen King
New Comments