ฉัฐรัช พัสตราภรณ์ เยี่ยมชมแฟชั่นสตรีสยามจากภาพถ่ายเก่า






ฉัฐรัช พัสตราภรณ์


เยี่ยมชมแฟชั่นสตรีสยามจากภาพถ่ายเก่า



เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ไม่เพียงเป็นปัจจัยสำคัญของมนุษย์ แต่เมื่ออารยธรรมของมนุษย์เริ่มงอกงาม เกิดแบบแผนในการดำเนินชีวิตมากมาย เสื้อผ้าก็กลายเป็นสิ่งหนึ่งที่สะท้านตัวตน เอกลักษณ์ของคนแต่ละชนชาติ และถูกใช้เป็นเครื่องมือแสดงฐานะทางสังคมไปในตัวด้วย 

วันเสาร์ที่ 1 ตุลาคม 2559 ผมมีโอกาสได้ไปชมนิทรรศการ “ฉัฐรัช พัสตราภรณ์ : ย้อนมองอาภรณ์สตรีสยาม แลตามแฟชั่นโลก” ณ หอวชิราวุธานุสรณ์ สำนักหอสมุดแห่งชาติ กรุงเทพฯ ภายในงานเป็นนิทรรศการภาพถ่ายเก่า ที่เน้นนำเสนอแฟชั่นเสื้อผ้าของสตรีสยามในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งก็ตรงตามชื่อนิทรรศการ เพราะคำว่า “ฉัฐรัช” หมายถึง รัชกาลที่ 6 หรือพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว






บรรยากาศของนิทรรศการ ภายในหอวชิราวุธานุสรณ์


เป็นที่รู้กันดีว่า ชาวสยามเริ่มนิยมแต่งตัวแบบชาวตะวันมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 และนิยมมากจนเกิดเป็นแบบแผนการแต่งตัวยุคใหม่ของชาวสยามในสมัยรัชกาลที่ 5 เช่น ให้ผู้ชายสวมชุดราชปะแตน หรือแต่เดิมเรียก “ราชแปตแตน” เพี้ยนมาจากคำว่า Raj Pattern - ราชแพตเทิร์น (Royal Pattern) หมายถึง “แบบหลวง” ใช้เป็นชุดข้าราชการพลเรือน ประกอบด้วย เสื้อสูทสีขาวคอตั้งสูง มีกระดุมห้าเม็ด นุ่งโจงกระเบน สวมถุงเท้ายาว และรองเท้าหุ้มส้น เป็นรูปแบบชุดที่คิดว่าหลายคนคงคุ้นตากันดี นอกจากนี้ ผู้ชายยังหันมาสวมชุดสูทสากลนิยมแบบตะวันตกกันด้วย 

สำหรับเครื่องแต่งกายสตรี คนสมัยก่อนเขาก็เข้าใจ Mix and Match ความเป็นไทยกับตะวันตกได้อย่างลงตัวเช่นกัน คือ เลือกสวมเสื้อผ้าลายลูกไม้ เสื้อแขนหมูแฮม นุ่งโจงกระเบน มีสายสะพายพาดเฉียงบ่า และสวมใส่เครื่องเพชร สร้อยไข่มุก นับเป็นแฟชั่นของไฮโซโบราณที่เฟื่องฟูมากตลอดสมัยรัชกาลที่ 5



สตรีสยามสมัยต้นรัชกาลที่ 6

สวมเสื้อลูกไม้บางผสมผ้าไหมชีฟองแบบพอง คอสูง แขนเสื้อยาวเลยศอก

ส่วนบุรุษสวมชุดราชปะแตน


แม้กระทั่งผ่านมาถึงสมัยรัชกาลที่ 6 ในช่วงต้นรัชสมัย อิทธิพลหรือความนิยมในการแต่งตัวของสตรีตามแบบสมัยรัชกาลที่ 5 ก็ยังคงนิยมสืบเนื่องกันมา โดยเฉพาะการนุ่งโจงกระเบน ซึ่งสตรีสยามนุ่งกันมานานจนเป็นแบบแผนประเพณี กระทั่งถึงช่วงกลางรัชสมัย การแต่งตัวของสตรีสยามจึงค่อยๆ ปรับเปลี่ยนและก้าวหน้ามากขึ้น โดยรับเอาแฟชั่นตะวันตกที่เฟื่องฟูมากในช่วงเวลานั้น มาประยุกต์เข้ากับความเป็นไทยสยาม เปลี่ยนจากการนุ่งโจงกระเบน มานุ่งซิ่นแทน รวมถึงการเปลี่ยนทรงผมจากทรงดอกกระทุ่ม มาเป็นผมยาว ผมยาวเกล้ามวย และผมบอบสั้น เรียกได้ว่า “เกิดแฟชั่นในการแต่งกายที่หลากหลายมากขึ้น” เหมือนดังข้อความในเรื่อง “สี่แผ่นดิน” ที่หลายคนคงเคยได้ยิน หรือผ่านตากันมาบ้าง



สตรีสยามสมัยรัชกาลที่ 6 นิยมสวมเสื้อผ้าลูกไม้ สวมเครื่องประดับ 


...วันหนึ่งคุณเปรมพูดขึ้นว่า “แม่พลอย ฉันเห็นว่าต่อไปนี้แม่พลอยเลิกนุ่งผ้าเสียทีก็จะดี”

“แล้วกันคุณเปรม!” พลอยร้องเสียงหลง “ทำไมพูดอย่างนั้นละ อยู่ดีๆ จะให้ฉันเลิกนุ่งผ้าเสียแล้ว!”

คุณเปรมหัวเราะชอบใจพูดว่า “แม่พลอยนี่คงเห็นฉันเป็นบ้าพิลึก! เปล่าหรอก ฉันไม่ได้หมายความว่าจะให้แม่พลอยเลิกนุ่งผ้าเสียเลย แต่ฉันอยากให้นุ่งผ้าซิ่นแทนผ้าโจงกระเบน”

“ตายจริง! นี่คุณเปรมเห็นฉันเป็นลาวมาตั้งแต่เมื่อไร ?”

พลอยถามเพราะไม่เข้าใจความหมายของคุณเปรมเลยแม้แต่น้อย

“ในหลวงท่านโปรด” คุณเปรมตอบสั้นๆ แต่ก็เป็นการอธิบายที่มีความหมายลึกซึ้ง...


จะเห็นว่า พอคุณเปรมบอกให้แม่พลอยนุ่งซิ่น แม่พลอยถึงกับออกปากบอกว่า “คุณเปรมเห็นฉันเป็นลาว” ก็เพราะแต่เดิมนั้น วัฒนธรรมการนุ่งผ้าซิ่นเป็นของคนลาวและยวน ซึ่งสมัยก่อนคนสยามมักเรียกคนภาคเหนือ (ล้านนา) ว่าเป็น “คนลาว” เช่นกัน ส่วนสตรีสยามชนชั้นสูงแต่ดั้งเดิม นิยมนุ่งผ้าไหมแบบจีบหน้านาง ก่อนจะเปลี่ยนมานุ่งโจงกระเบนกันจนเป็นแบบแผนในสมัยรัชกาลที่ 4 นี่เอง



คุณหญิงบุญปั่น สิงหลกะ ภริยาพระยาราชมนตรี (สง่า สิงหลกะ)

แต่งกายตามจารีตนิยมของเจ้านายฝ่ายเหนือ 

สวมเสื้อลูกไม้ นุ่งซิ่นตีนจกแบบไทยวน ผมเกล้าพองแบบสตรีตะวันตก 

และเป็นทรงผมที่นิยมในสตรีชนชั้นสูงของญี่ปุ่น



แฟชั่นสตรีตะวันตกยุคเอ็ดวอร์เดียน (ค.ศ.1901-1910)


ภายในนิทรรศการจะแบ่งภาพถ่ายออกเป็น 3 ช่วงเวลา ตลอด 15 ปี ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว คือ

ช่วงต้นรัชกาล (ค.ศ.1910-1915) ตรงกับแฟชั่นโลกสมัยเอ็ดวอร์เดียนตอนปลาย (Late Edwardian) ต่อแฟชั่นสมัยทีนส์ตอนต้น (Early Teens – ค.ศ.1911-1915) ระยะนี้สตรีสยามมักสวมเสื้อผ้าลูกไม้โปร่งบาง และยังนิยมการนุ่งโจงกระเบนตามแบบสมัยรัชกาลที่ 5



สตรีสยามสมัยต้นรัชกาลที่ 6

สวมเสื้อลูกไม้ ทิ้งชายเสื้อยาว นุ่งโจงกระเบน 

เกล้าผมโปร่งตามแฟชั่นทรงผมสมัยเอ็ดวอร์เดียนตอนปลาย


คุณใหญ่ (บุนนาค) สิงหเสนี

สวมเสื้อลูกไม้คอกว้าง แขนเสื้อยาวเสมอศอก

ไว้ผมยาวเกล้าโปร่ง ประดับผ้าริบบิ้น


ช่วงกลางรัชกาล (ค.ศ.1915-1920) ตรงกับแฟชั่นโลกสมัยทีนส์ตอนปลาย ระยะนี้เกิดกระแสพระราชนิยมในการแต่งกายสตรีขึ้น คือ เจ้านายฝ่ายในเริ่มหันมานุ่งซิ่นยาว มีทั้งซิ่นไหม และซิ่นผ้าผ้ายแบบทางเหนือ สวมเสื้อแพร เสื้อลูกไม้ หรือเสื้อทรงหลวมชายยาวถึงเข่า



สตรีสยามสมัยกลางรัชกาลที่ 6

แต่งกายตามแบบกระแสพระราชนิยม 

สวมผ้าแพรชีฟองตัวยาว แขนเสื้อยาวถึงข้อศอก นุ่งซิ่นยาวแทนโจงกระเบน

ไว้ผมยาวดัดลอน ประดับศิราภรณ์


ท่านผู้หญิงตลับ ยมราช ยังคงแต่งกายแบบจารีตนิยมสมัยรัชกาลที่ 5

ส่วนธิดา (ล่างขวา) น.ส.ประจวบ สุขุม แต่งกายแบบพระราชนิยมในรัชกาลที่ 6

สวมเสื้อแพรคอกว้าง นุ่งซิ่นยาว สวมรองเท้าส้นสูง และไว้ผมยาว


สตรีสยามวัยสาวในสมัยรัชกาลที่ 6 นิยมแต่งตัวตามกระแสพระราชนิยม

สวมเสื้อคอกว้าง นุ่งซิ่น สวมรองเท้าส้นสูง และไว้ผมยาวแทนทรงดอกกระทุ่ม


ท่านผู้หญิงกิมไล้ สุธรรมมนตรี

แต่งกายตามกระแสพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 6

สวมเสื้อทิ้งชายยาวถึงหัวเข่า กับกระโปรงผ้าไหม ไว้ผมสั้นดัดลอน


ช่วงปลายรัชกาล (ค.ศ.1920-1925) ตรงกับแฟชั่นโลกช่วงแฟลปเปอร์ (Flappers) หรืออาร์ตเดคโคตอนต้น (Art Deco) ระยะนี้สตรีสยามนิยมสวมเสื้อผ้าทรงตรงดิ่ง ไม่รัดรูป เอวเลื่อนลงมาช่วงสะโพกและต้นขา แขนเสื้อสูงถึงข้อศอก หรือแขนสั้นถึงหัวไหล่ นุ่งผ้าซิ่นสูงขึ้นถึงระดับน่องและต้นขา นิยมสวมถุงน่องและรองเท้า ไว้ผมบอบสั้นกันมากขึ้น



พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี (พ.ศ.2467)

ทรงฉลองพระองค์แบบค็อกเทลสายเดี่ยวสไตล์อาร์ตเดคโค (Art Deco)


สตรีสยามสมัยปลายรัชกาลที่ 6

แต่งกายตามแฟชั่นตะวันตกช่วงอาร์ตเดคโค

สวมเสื้อแพรยาวถึงเข่า แขนกุดสั้นถึงหัวไหล่ นุ่งกระโปรงสั้นถึงหน้าแข่ง 

นิยมสวมถุงน่อง สวมรองเท้าส้นสูง


สตรีสยามสมัยปลายรัชกาลที่ 6

นิยมไว้ผมสั้นดัดลอน


สตรีสยามสมัยปลายรัชกาลที่ 6

นุ่งเสื้อตัวหลวม แขนเสื้อสูง ไว้ผมบอบสั้น


นอกจากนี้ ภายในนิทรรศการยังมีบอร์ดให้ความรู้เรื่องการถ่ายภาพฟิล์มกระจกแบบโบราณเอาไว้ด้วย ใครสนใจไปชมนิทรรศการคงต้องรีบกันหน่อยแล้ว เพราะตามกำหนดเดิม นิทรรศการจะสิ้นสุดในวันที่ 10 ตุลาคม 2559 แต่เจ้าหน้าที่ในงานบอกกับผมว่า ตอนนี้กำลังมีความคิดจะขยายนิทรรศการออกไปจนถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2559 ปลายเดือนนี้เลย ใครสนใจความรู้เรื่องแฟชั่นสตรีสยาม แวะเข้าไปชมกันได้นะครับ

ก่อนกลับบ้าน อย่าลืมแวะถ่ายภาพเป็นที่ระลึก เพราะเจ้าหน้าที่เขาจัดฉากถ่ายภาพแบบโบราณไว้ให้ชักภาพกันด้วย เป็นอีกหนึ่งนิทรรศการที่สนุก และน่าประทับใจมากครับ เดิมชมได้ไม่เบื่อเลย



ฉากถ่ายภาพเป็นที่ระลึก


Jim-793009

09 : 10 : 2016




Create Date : 09 ตุลาคม 2559
Last Update : 16 กรกฎาคม 2560 9:50:23 น.
Counter : 1129 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Jim-793009
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



"เขียน" ถ้าสิ่งนั้นคือความสุขอย่างแรกที่เรามองเห็นและนึกถึง ^_^

วรรณกรรมจึงงามกว่าเพชร คมกว่าดาบ เป็นโอสถอันประเสริฐยิ่งของชาวโลก
- กฤษณา อโศกสิน

"หนังสือบางเล่มผมไม่ได้อ่านเพราะชอบหรือไม่ชอบ เมื่อเป็นนิยายรักยอดนิยม ถ้าไม่อ่านก็เสียโอกาสทำความเข้าใจคนอื่น...ดีสำหรับผม ไม่ได้หมายความว่าคุณอ่านแล้วจะเข้าใจ หรือชอบในระดับเดียวกัน"
- ประชาคม ลุนาชัย [ร้านหนังสือที่มีแต่นิยายรัก]

"...สำหรับนักอ่าน หนึ่งในการค้นพบที่น่าตื่นเต้นที่สุดในชีวิต คือการพบว่าตัวเองเป็นนักอ่าน ไม่ใช่แค่อ่านออก แต่ตกหลุมรักมัน ตกหลุมรักอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ตกหลุมรักหัวปักหัวปำ หนังสือเล่มแรกที่ทำให้เกิดผลเช่นนั้นจะไม่มีวันถูกลืม..."
- Finders Keepers, Stephen King
New Comments