Love Lives Forever...I do it for u, Michael Jackson...You're always in my heart...
Group Blog
 
All Blogs
 

' หนึ่งในบทเรียนสำคัญที่อาไมเคิลได้สอนผม... ' จาก twitter ของ Taj หลานไมเคิล

http://www.pantip.com/cafe/chalermkrung/topic/C8528237/C8528237.html

ขอขอบคุณ คุณ บานาน่าจัง

จาก twitter ของ taj (ลูกชายของ Tito Jackson) เมื่อประมาณ 5 ชั่วโมงที่แล้วนะคะ

http://twitter.com/taj

เช่นเคย หากแปลผิดพลาดประการใด ช่วยแนะนำกันด้วยนะคะ

L.O.V.E.
-----------------------------------------------------------------------------

ข้อความเดิม

One of the most important lessons I learned from my uncle Michael... "True" Charity

He taught us(my brothers & I) at a young age that it's not "True" charity if you announce it to everyone saying "hey look what I did"

"True" charity is when you do something for someone or give money or time to something and nobody else knows you did it.

That was one of the 1st things our uncle reminded us about when we started having success with 3T. Be charitable and give back.

Use your success and fame for good. Visit children hospitals. Give yourself to the less fortunate. Make your music count for something.

My uncle was truly amazing. Not only did he do all of these things and more. We learned best by his example.

There will NEVER be a purer soul than my uncle Michael. People put him through hell here on earth, but now he is finally free in heaven.

I miss him so much.



หนึ่งในบทเรียนสำคัญที่อาไมเคิลได้สอนผม

' การให้ที่แท้จริง '



ตอนเด็กๆอาสอนผมกับน้องๆเสมอว่า...ถ้าเธอเที่ยวประกาศกับใครต่อใครว่า 'ดูสิว่าฉันกำลังทำอะไรอยู่' นั่นน่ะ มันไม่ใช่การให้ที่แท้จริงหรอกนะ



การให้ที่แท้จริงก็คือการสละซึ่งเงินทอง เวลา หรือสิ่งอื่นๆ

โดยที่ไม่ต้องมีใครๆมารับรู้



สิ่งแรกที่อาไมเคิลเตือนพวกเรา ตอนที่พวกเราเริ่มจะดังจากวง 3T นั่นคือ

การมีจิตใจที่เอื้อเฟื้อและหัดคืนกลับสู่ผู้อื่นบ้าง



' จงใช้ชื่อเสียงและความสำเร็จของเธอไปในทางที่ดี ไปเยี่ยมเด็กๆตามโรงพยาบาลบ้าง อุทิศตนให้แก่ผู้ด้อยโอกาส สร้างบทเพลงของเธอให้มีคุณค่า '



อาไมเคิลยอดเยี่ยมจริงๆครับ อาไม่ได้ทำแค่ที่ลุงสอน แต่อาทำยิ่งกว่านั้นอีก

แล้วพวกเราก็ยังได้ยังได้เรียนรู้แบบอย่างเยี่ยมๆจากอาอีกด้วย



ผมว่าคงไม่มีใครที่จะมีจิตใสที่ใสสะอาดมากเท่าอาแล้วล่ะ

ถึงตอนที่อาอยู่ใครๆจะพากันทำให้อาต้องทนทุกข์

แต่ผมว่าตอนนี้อาคงเป็นอิสระบนสวรรค์แล้ว



" ผมคิดถึงอามากๆนะครับ "



ภาพอาหลานในอดีต




 

Create Date : 22 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 22 พฤศจิกายน 2552 22:37:25 น.
Counter : 424 Pageviews.  

คาเรนสัมภาษณ์ลงหนังสือ Artisan เมื่อ ก.ย.ที่ผ่านมา ไม่รู้เคยเห็นยัง

จากคุณ : Snow Crystal
เขียนเมื่อ : 4 พ.ย. 52 14:37:42
http://www.pantip.com/cafe/chalermkrung/topic/C8508033/C8508033.html

บทสัมภาษณ์ก็ลงมานานแล้ว ไม่ทราบว่ามีคนมาโพสยังค่ะ ถ้ามีแล้วก็ขอโทษด้วยน้า อ่านแล้วรู้ถึงความผูกพันธ์และความเชื่อใจที่ทั้งสองมีให้กันเลย เอาไปเป็นน้ำจิ้มก่อนที่หนังสือของคาเรนจะออก (ขอให้เขียนจริงนะ) มาไปอ่านกัน

http://www.zilkinc.com/blog/artisanmag


Three Decades with Michael Jackson
An Interview with Karen Faye by Carme Tenuta


How did you meet Michael Jackson?
I began working with Dick Zimmerman, who was a very
popular celebrity photographer back then. He booked me on
a shoot for an album cover with Michael Jackson. The album
was Thriller. Michael and I got along really great! Michael
requested me for his next photo session with ET … and his
next assignment, Beat It… and everything after that … the
rest is history. Michael was embarking on The Victory Tour with his
brothers. Michael required my complete attention, so I
brought in Carme to help me. I met Carme earlier while working
at the Barbizon School where we both had been teaching.
We had become good friends. This began Carme’s 10-year
working relationship with Michael’s brothers.


Michael could trust you.
Yes, he could. The media started hounding me after the
Thriller album was released. I remember being called by a tabloid reporter offering me $75,000 for any information about Michael or the video shoot we were working on for the
song “Thriller.” I said no. They said, “how much then?” It
just wasn’t something that tempted me. The offers got more
outrageous from there. They finally all got to realize I was a
dead end for information and it tapered off a bit. But during
major controversies they still were very persistent.


Was Michael spiritual?
Anyone who is creative is naturally connected to the universe.
Michael always attributed his talent to God. He said God was
channeling through him, and it had nothing to do with him.


I know how much Michael loved all children of the world.
That’s right but what I find more interesting is how children
are drawn to him, like a magnet. I think they recognized a
kindred spirit. They recognized his unconditional love and related to him because he was a child at heart. Children look at the world through fresh, unjaded eyes. Michael had the
ability to see the wonderment of the world like they did.


What was his favorite food?
Michael wasn’t a big eater. He thought it was a waste of
time, like a child having to sit at the dinner table while
hearing all the other kids outside calling him to come out
to play. He chooses organic and healthy food but sure can
enjoy a bucket of KFC (Kentucky Fried Chicken). Akasha
was his chef many years ago, and now has a restaurant in
Culver City, California. She would find the perfect compromise.
She would make him organic cheese enchiladas
that he covered with hot sauce. He would want to eat them
every day. She also made a killer banana cream pie that was
a favorite. I will never forget these wonderful cookies she
made that he nicknamed “ookies.”


Michael is known in the Guinness Book of World
Records as holding the record for celebrities
giving to charities. Can you share about that?
It is a little difficult to share too much about that because it
is not something Michael would talk about. He would just
do it. He just did. When we were touring the world, while
everyone was going out to restaurants and clubs, Michael’s
joy came from visiting orphanages and hospitals. I used to
go with him. He would have his team contact them before
his visit and find out what they needed. He would fill up his
vehicles with toys and treats and we would go. He arranged
for playgrounds to be built, bought busses and provided
vehicles, paid for expensive operations for children.


Can you share with us when and where was the
photo taken?
The photo was taken, high on a hill at Neverland by Jonathan
Exley before the trial began.


What were Michael’s favorite make-up products?
Easy, hands down, Lancôme Dual Finish Powder! Lancôme
would provide it by the case for me. Shout out to Lancome …
thanks for so many years of your generosity. Michael would
have it and leave it everywhere. He had it in every pocket.
Everyone around him knew if they found a compact, to return
it to me, so I could recycle it back to him.


I know Michael’s nickname for you was
“Turkle.” How did you get that name?
I’ll never tell. •

รูป มีข้อความและลายเซ็นของไมเคิลด้วย
แกะได้ว่า

To Dearest Karen Faye
You are definitely one of the joy of family
Your always
Brother
Michael Jackson


แต่ที่เขียนยิกๆมุมซ้ายล่างคืออะไร ใครตาดีบ้างเอ่ย



สามทศวรรษกับไมเคิล แจ็คสัน
บทสัมภาษณ์ Karen Faye โดย Carme Tenuta

คุณรู้จักไมเคิล แจ็คสันได้ยังไง
ฉันทำงานกับ Dick Zimmerman ช่างภาพดาราที่โด่งดังมากในตอนนั้น เขาจ้างฉันให้มาแต่งหน้าในงานถ่ายปกอัลบั้มของไมเคิล ซึ่งเป็นอัลบั้ม Thriller ไมเคิลกับฉันเราเข้ากันได้เยี่ยม !ไมเคิลอยากให้ฉันมาแต่งหน้าให้ในการถ่ายรูปกับรายการ ET และงานต่อมาเอ็มวี Beat It และทุกงานหลังจากนั้นมาอย่างที่รู้ๆกันแหละค่ะ ตอนที่ไมเคิลออกทัวร์ Victory กับพี่ๆ เขาต้องการให้ฉันออกทัวร์ไปด้วยกับเขา ฉันจึงดึงตัว Carme มาช่วย ฉันพบกับ Carme ก่อนหน้านี้ที่ Barbizon School ซึ่งเราทั้งคู่สอนแต่งหน้าที่นั่น เราเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน นั่นคือจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วม10 ปีของ Carme กับพี่ๆไมเคิล

ไมเคิลไว้ใจคุณได้ไหม
ได้ ไมเคิลไว้ใจฉันได้ พวกสื่อตามไล่ล่าฉันหลังจากอัลบั้ม Thriller ออกวางขาย ฉันจำได้ว่านักข่าวหนังสือพิมพ์แท็บลอยด์โทรหาฉัน เสนอเงินให้ $75,000 ถ้าฉันบอกข้อมูลอะไรก็ได้เกี่ยวกับไมเคิล หรือ เอ็มวี Thriller ที่เรากำลังถ่ายทำอยู่ ฉันปฏิเสธ เขาถามอีกว่า “งั้นต้องการเงินเท่าไร” เงินไม่สามารถล่อฉันได้หรอก หลังจากนั้นเงินที่พวกเขาเสนอก็เพิ่มมากขึ้นมหาศาล ในที่สุดพวกเขาก็รู้ว่าฉันไม่ใช่แหล่งข่าว แล้วพวกเขาก็เลิกตื้อฉัน แต่ในช่วงที่มีข่าวลือใหญ่โตเกี่ยวกับไมเคิล พวกเขาก็ตามตื้อไม่เลิก

ไมเคิลศรัทธาต่อพระเจ้าไหม
ใครก็ตามที่มีความคิดสร้างสรรค์โดยธรรมชาติก็จะรู้สึกเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับจักรวาล ไมเคิลบอกเสมอว่าพระเจ้าประทานพรสวรรค์ให้แก่เขา พระเจ้าสร้างสรรค์ผลงานผ่านเขาไม่ใช่มาจากความสามารถของเขาเอง

ฉันรู้ว่าไมเคิลรักเด็กๆทั่วโลกมากแค่ไหน
ถูกต้องค่ะ แต่สิ่งที่ฉันคิดว่าน่าสนใจมากกว่านั้นคือการที่เด็กๆถูกดึงดูดเข้ามาหาเขาราวกับว่าเขาเป็นแม่เหล็ก ฉันคิดว่าเด็กๆรับรู้ได้ถึงจิตใจที่แสนดีของเขา พวกเขารับรู้ถึงความรักที่ไม่มีเงื่อนไขและสัมผัสได้ถึงตัวตนของไมเคิลเพราะว่าเขามีความเป็นเด็กอยู่ในใจ เด็กๆมองโลกด้วยสายตาที่บริสุทธิ์ และไมเคิลก็สามารถมองเห็นความอัศจรรย์ของโลกเหมือนกับที่เด็กๆเหล่านั้นเห็น


ไมเคิลชอบทานอะไร
ไมเคิลไม่ใช่คนชอบทาน เขาคิดว่ามันเป็นการเสียเวลา เหมือนกับเด็กที่ต้องนั่งทานอาหารเย็นขณะที่เด็กคนอื่นเรียกเขาให้ออกมาเล่นข้างนอก เขาเลือกทานอาหารออร์แกนิค อาหารสุขภาพ แต่เขาก็ชอบไก่เคเอฟซีเหมือนกัน Akasha เชฟของไมเคิลเมื่อหลายปีก่อนแต่ตอนนี้ไปเปิดร้านอาหารที่ Culver City, California เธอมีสูตรอาหารที่ลงตัวระหว่างอาหาร 2 แบบนี้ เธอทำ organic cheese enchiladas (อาหารเม็กซิกัน-แป้งTortillaจุ่มซอสเผ็ดห่อชีสแล้วราดด้วยซอสเผ็ดกับชีสอีกทีก่อนนำไปอบ) ที่ไมเคิลจะราดซอสเผ็ดลงไป เขาอยากจะกินมันทุกวัน เธอยังทำพายกล้วยกับครีมรสเลิศที่ใครๆก็ชอบ ฉันจะไม่มีวันลืมคุกกี้สุดแสนอร่อยที่เธอทำซึ่งไมเคิลเรียกมันว่า “ookies”

ไมเคิลได้ถูกบันทึกลงใน Guinness Book of World Records
ว่าเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงที่ได้บริจาคเงินให้การกุศลมากที่สุด คุณเล่าให้เราฟังหน่อยได้ไหม
มันค่อนข้างยากที่บอกเล่าได้ เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่ไมเคิลจะพูดถึง เขาจะลงมือทำเลย เขาทำมัน ตอนที่เราออกทัวร์คอนเสิร์ต ขณะที่คนอื่นออกไปรื่นเริงที่ร้านอาหารและคลับต่างๆ ความสุขของไมเคิลกลับมาจากการไปเยี่ยมสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าและโรงพยาบาล ฉันเคยไปกับเขา ไมเคิลจะให้ทีมงานของเขาติดต่อไปสอบถามสิ่งของที่พวกเขาต้องการก่อนที่ไมเคิลจะไปเยี่ยม เขาจะใส่ของเล่นและของขวัญให้เต็มรถและพวกเราก็ไปที่นั่น เขาสั่งให้สร้างสนามเด็กเล่น ซื้อรถบัส ยานพาหนะต่างๆ รวมถึงจ่ายค่าผ่าตัดที่แสนแพงให้กับเด็กๆด้วย

บอกเราหน่อยได้ไหม ว่ารูปนี้ถ่ายตอนไหน
Jonathan Exley ถ่ายรูปนี้ให้ที่เนินเขาในเนเวอร์แลนด์ก่อนขึ้นศาล

เครื่องสำอางตัวโปรดของไมเคิลคืออะไร
Lancôme Dual Finish Powder! ตัวนี้ใช้ง่าย ทางลังโคมให้แป้งตัวนี้กับฉันพร้อมตลับ ฝากบอก ลังโคมหน่อยค่ะ ขอบคุณสำหรับความเอื้อเฟื้อในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไมเคิลพกแป้งติดตัวแต่ก็ชอบลืมมันไว้ทุกที่เลย เขาพกมันไว้ในกระเป๋าเสื้อ กระเป๋ากางเกงทุกใบ คนใกล้ชิดเขารู้ว่าถ้าพวกเขาเจอตลับแป้งลังโคม จะต้องส่งมาให้ฉัน ฉันจะได้ไปให้ไมเคิลใช้ได้

ฉันรู้มาว่าไมเคิลตั้งชื่อเล่นให้คุณว่า “Turkle” ชื่อนี้มาจากไหน
ฉันไม่มีวันบอกคุณหรอกค่ะ



เจนนิเฟอร์ เจ๊มือกีตาร์ที่เล่นคอน Bad, Dangerousให้สัมภาษณ์ถึงคาเรนกับไมเคิลด้วยจ้า เธอพูดดีมาก และเราว่าเธอน่าจะรู้จริง

ความสัมพันธ์ของไมเคิลกับคาเรนเป็นความรัก ความเคารพนับถือ ความไว้เนื้อเชื่อใจที่มีให้กัน รวมทั้งการสื่อถึงกันทางจิตวิญญาณที่ลึกซึ้ง นั่นคือเหตุผลว่าทำไมไมเคิลถึงต้องการให้คาเรนอยู่ข้างๆปีแล้วปีเล่า ไมเคิลรู้สึกได้ว่าคาเรนจริงใจและอยู่เคียงข้างเขาเสมอ มีคนมากมายที่ต้องการอยากมาใกล้ชิดไมเคิลและหาผลประโยชน์จากเขา แต่ไมเคิลรู้ว่าเขาจะปลอดภัยเมื่ออยู่กับคาเรน




 

Create Date : 22 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 22 พฤศจิกายน 2552 22:21:51 น.
Counter : 466 Pageviews.  

เรื่องเลิฟ ๆ ของไมเคิล จากหนังสือ Moonwalk

แอบอ่านกระทู้ล่าง ๆ เห็นมีคนสนใจอยากอ่านเรื่องเลิฟ ๆ ของไมเคิลรึป่าวจ๊ะ ... บังเอิญว่าเพิ่งอ่าน Moonwalk (อย่างเชื่องช้า) จบบทที่ 4 แล้วเจอเรื่องความรักของไมเคิลนิดหน่อย (ตั้งแต่ในสมัย Off the Wall) กับเบื้องหลังเพลง She's Out of My Life ... ไม่รู้ว่าใครอ่านไปแล้วบ้าง แต่ก็อยากเก็บเอามาฝาก จากถ้อยคำของไมเคิลเองน่ะค่ะ ^-^

เรื่อง Tatum O'Neal ทุกคนคงเคยอ่านเคยฟังกันมาแล้ว เพราะมันผ่านหูผ่านตาแบบแว้บไปแว้บมาตลอด อันนี้ก็เป็นอีกอันที่ไมเคิลออกมากล่าวยืนยันถึงความสัมพันธ์ของเขากับเธอ ... นอกจากนี้ก็มีเรื่องของ Diana กับ Brooke ด้วยอีกนิดหน่อย ... อาจไม่หวานเท่าเรื่องของ Lisa แต่ก็เป็นพื้นเพที่มาของไมเคิลสมัยหนุ่ม ๆ นะคะ ^-^

ขออนุญาตแปะ ... มาจาก Moonwalk หน้า 68 - 71 นะจ๊ะ

-----------------------------------------------------------------------------

It was for me. Sometimes it's hard for me to look my dates in the eye even if I know them well. My dating and relationships with girls have not had the happy ending I've been looking for. Something always seems to get in the way. The things I share with millions of people aren't the sort of things you share with one. Many girls want to know what makes me tick - why I live the way I live or do the things I do - trying to get inside my head. They want to rescue me from loneliness, but they do it in such a way that they give me the impression they want to share my loneliness, which I wouldn't wish on anybody, because I believe I'm one of the loneliest people in the world.

"She's Out of My Life" is about knowing that the barriers that have separated me from others are temptingly low and seemingly easy to jump over and yet they remain standing while what I really desire disappears from my sight. Tom Bahler composed a beautiful bridge, which seemed right out of an old Broadway musical. In reality, such problems are not so easily resolved and the song presents this fact, that the problem is not overcome. We couldn't put this cut at the beginning or the end of the record, because it would have been such a downer. That's why when Stevie's song comes on afterward, so gently and tentatively, as if it was opening a door that had been bolted shut, I still go, "Whew." By the time Rod's "Burn This Disco Out" closes the record, the trance is broken.



But I got too wrapped up in "She's Out of My Life." In this case, the story's true - I cried at the end of a take, because the words suddenly had such a strong effect on me. I had been letting so much build up inside me. I was twenty-one years old, and I was so rich in some experiences while being poor in moments of true joy. Sometimes I imagine that my life experience is like an image in one of those trick mirrors in the circus, fat in one part and thin to the point of disappearing in another. I was worried that would show up on "She's Out of My Life," but if it touched people's heartstrings, knowing that would make me feel less lonely.

When I got emotional after that take, the only people with me were Q and Bruce Swedien. I remember burying my face in my hands and hearing only the hum of the machinery as my sobs echoed in the room. Later I apologised, but they said there was no need.

Making Off the Wall was one of the most difficult periods of my life, despite the eventual success it enjoyed. I had very few close friends at the time and felt very isolated. I was so lonely that I used to walk through my neighbourhood hoping I'd run into somebody I could talk to and perhaps become friends with. I wanted to meet people who didn't know who I was. I wanted to run into somebody who would be my friend because they liked me and needed a friend too, not because I was who I am. I wanted to meet anybody in the neighbourhood - the neighbourhood kids, anybody.

Success definitely brings on loneliness. It's true. People think you're lucky, that you have everything. They think you can go anywhere and do anything, but that's not the point. One hungers for the basic stuff. I've learned to cope better with these things now and I don't get nearly as depressed as I used to. I didn't really have any girlfriends when I was in school. There were girls I thought were cute, but I found it so difficult to approach them. I was too embarrassed - I don't know why - it was just crazy. There was one girl who was a good friend to me. I liked her, but I was too embarrassed to tell her.



My first real date was with Tatum O'Neal. We met at a club on Sunset Strip called On the Rox. We exchanged phone numbers and called each other often. I talked to her for hours: from the road, from the studio, from home. On our first date we went to a party at Hugh Hefner's Playboy Mansion and had a great time. She had held my hand for the first time that night at On the Rox. When we met, I was sitting at this table and all of a sudden I felt this soft hand reach over and grab mine. It was Tatum. This probably wouldn't mean a lot to other people, but it was serious stuff to me. She touched me. That's how I felt about it. In the past, girls had always touched me on tour; grabbing at me and screaming, behind a wall of security guards. But this was different, this was one-on-one, and that's always the best.

Our developed into a real close relationship. I fell in love with her (and she with me) and we were very close for a long time. Eventually the relationship transcended into a good friendship. We still talk now and then, and I guess you'd have to say she was my first love - after Diana. When I heard Diana Ross was getting married, I was happy for her because I knew it would make her very joyous. Still, it was hard for me, because I had to walk around pretending to be overwhelmed that Diana was getting married to this man I'd never met. I wanted her to be happy, but I have to admit that I was a bit hurt and a little jealous because I've always loved Diana and always will.

Another love was Brooke Shields. We were romantically serious for a while. There have been a lot of wonderful women in my life, women whose names wouldn't mean anything to the readers of this book, and it would be unfair to discuss them because they are not celebrities and are unaccustomed to having their names in print. I value my privacy and therefore I respect theirs as well.

Liza Minelli is a person whose friendship I'll always cherish. She's like my show business sister. We get together and talk about the business; it comes out of our pores. We both eat, sleep, and drink various moves and songs and dance. We have the best time together. I love her.



คำแปล

สำหรับตัวผมเอง บางครั้งมันก็ยากสำหรับผมที่จะมองตาคนที่ผมชอบ ถึงแม้ว่าผมจะรู้จักพวกเขาเป็นอย่างดี การคบหาและความสัมพันธ์ระหว่างผมกับสาว ๆ ไม่เคยจบลงอย่างมีความสุขดังที่ผมคาดหวังไว้ บางสิ่งบางอย่างดูเหมือนจะเป็นไปตามวิถีของมัน สิ่งที่ผมแบ่งปันร่วมกับคนอื่น ๆ นับล้านไม่ใช่สิ่งเดียวกับที่ผมจะแบ่งปันร่วมกับคนคนหนึ่ง ผู้หญิงหลายคนต้องการที่จะรู้ว่าอะไรทำให้ผมมีลักษณะแบบนั้น ทำไมผมจึงใช้ชีวิตแบบนี้ หรือทำในสิ่งที่ผมทำ พวกเขาพยายามเข้าให้ถึงจิตใจของผม พวกเขาต้องการช่วยผมให้หลุดพ้นออกมาจากความเหงา แต่สิ่งที่พวกเขาทำนั้นทำให้ผมรู้สึกว่าพวกเขาต้องการจะแบ่งปันความเหงาร่วมกับผม ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ผมปรารถนาในตัวคนอื่นเลย เพราะผมเชื่อว่าผมเป็นคนที่เหงาที่สุดในโลก

“She’s Out of My Life” เป็นเพลงที่เกี่ยวกับการได้รับรู้ว่ากำแพงที่แบ่งแยกตัวผมออกจากคนอื่น ๆ นั้นเป็นเพียงกำแพงเตี้ย ๆ และดูเหมือนว่าจะสามารถข้ามพ้นไปได้อย่างง่ายดาย และมันก็ยังคงอยู่อย่างนั้นในขณะที่สิ่งที่ผมปรารถนาอย่างแท้จริงกลับอันตรธานหายไปต่อหน้าต่อตา Tom Bahler เป็นผู้แต่งบทเพลงที่สวยงามนี้ขึ้น ซึ่งดูเหมือนจะมาจากเพลงละครบรอดเวย์เก่าเพลงหนึ่ง ในความเป็นจริง ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ถูกแก้ไขได้ง่าย ๆ และบทเพลงนี้ก็แสดงให้เห็นถึงความจริงดังกล่าว ว่าปัญหานั้นไม่สามารถจะแก้ไขได้ เราไม่สามารถใส่เพลงนี้ไว้เป็นเพลงเริ่มต้นหรือเพลงปิดท้ายอัลบั้มได้ เพราะมันจะทำให้คนฟังรู้สึกหดหู่ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเมื่อเพลงของ Stevie ซึ่งเป็นเพลงที่นุ่มนวลและอ่อนโยนถูกใส่ตามหลังมา ราวกับจะช่วยเปิดประตูที่ถูกปิดไว้อย่างแน่นหนาออก ผมจึงร้อง “วิ้ว” ออกมาอย่างโล่งใจ ก่อนที่เพลง “Burn This Disco Out” ของ Rod จะถูกใส่เข้ามาเป็นเพลงท้ายสุดเพื่อปิดอัลบั้ม ความรู้สึกนิ่งงันก็มลายหายไป

แต่ความรู้สึกของผมนั้นจมลึกอยู่ในเพลง “She’s Out of My Life” เพราะเรื่องราวในบทเพลงนี้มาจากเรื่องจริง ผมร้องไห้ในช่วงท้ายเพลง เพราะถ้อยคำเหล่านั้นกระทบกระเทือนจิตใจของผมอย่างรุนแรง ผมปล่อยให้หลายสิ่งหลายอย่างก่อตัวขึ้นภายในจิตใจของผม ผมอายุ 21 ปีและผมสะสมประสบการณ์ต่าง ๆ มากมาย แต่ในขณะเดียวกันผมกลับมีช่วงเวลาแห่งความสุขที่แท้จริงน้อยเหลือเกิน บางครั้งผมจินตนาการไปว่า ประสบการณ์ในชีวิตผมก็เป็นเหมือนกับภาพในกระจกมายากลตามคณะละครสัตว์เหล่านั้น ภาพซึ่งด้านหนึ่งอ้วนฉุแต่อีกด้านกลับผอมบางจนแทบมองไม่เห็น ผมรู้สึกกังวลว่าสิ่งเหล่านั้นจะปรากฏออกมาให้เห็นในเพลง “She’s Out of My Life” แต่ถ้ามันจะสามารถสัมผัสหัวใจของผู้ฟังได้ มันจะทำให้ผมรู้สึกเหงาน้อยลง



เมื่อผมรู้สึกสะเทือนอารมณ์จากการอัดเสียงเพลงนั้น บุคคลเพียงสองคนที่อยู่กับผมมีเพียง Q (Quincy Jones) และ Bruce Swedien ผมยังจำได้ว่าผมต้องยกมือขึ้นปิดหน้าและได้ยินเพียงเสียงฮัมเพลงจากเครื่องอัดเสียงในขณะที่เสียงสะอื้นไห้ของผมดังก้องอยู่ในห้อง หลังจากนั้น ผมกล่าวขอโทษพวกเขา แต่พวกเขาบอกกับผมว่าไม่จำเป็นต้องขอโทษหรอก

การทำอัลบั้ม Off the Wall เป็นช่วงเวลาที่ยากที่สุดในชีวิตของผม ถึงแม้ว่ามันจะประสบความสำเร็จอย่างสูงในเวลาต่อมา ผมมีเพื่อนสนิทน้อยมากในช่วงเวลานั้นและผมรู้สึกโดดเดี่ยวเหลือเกิน ผมเหงามากถึงขนาดว่าผมเคยเดินไปตามละแวกบ้านและหวังว่าจะได้เจอใครสักคนที่ผมสามารถคุยด้วยได้ และเราอาจจะได้เป็นเพื่อนกัน ผมอยากเจอผู้คนที่ไม่รู้ว่าผมเป็นใคร ผมอยากไปหาใครสักคนที่จะเป็นเพื่อนกับผมเพราะเขาชอบผมและเขาก็ต้องการเพื่อนเหมือนกัน ไม่ใช่เพราะผมเป็นในสิ่งที่ผมเป็นอยู่ ผมอยากเจอใครก็ได้ในละแวกบ้านผม เด็ก ๆ แถวบ้าน หรือใครก็ได้

ความสำเร็จได้นำพามาซึ่งความเหงา มันเป็นความจริง ผู้คนคิดว่าคุณโชคดีที่คุณมีทุกสิ่งทุกอย่าง พวกเขาคิดว่าคุณสามารถจะไปที่ไหนก็ได้และทำอะไรก็ได้ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น เพราะคนคนหนึ่งโหยหาในสิ่งที่เรียบง่ายและธรรมดา ผมได้เรียนรู้ที่รับมือกับสิ่งเหล่านี้ได้แล้วในตอนนี้ และผมจะไม่รู้สึกเศร้ามากเหมือนกับที่เคยรู้สึก ผมไม่เคยมีแฟนจริง ๆ มาก่อนในตอนที่ผมเรียนอยู่ในโรงเรียน มีสาว ๆ หลายคนที่ผมคิดว่าพวกเธอสวย น่ารัก แต่ผมรู้สึกว่ามันเป็นการยากมากที่จะทำความรู้จักกับพวกเขา ผมอายเกินไป ผมเองก็ไม่รู้ว่าทำไม มันงี่เง่ามาก มีผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนที่แสนดีของผม ผมชอบเธอ แต่ผมก็อายเกินกว่าจะบอกให้เธอรู้



การออกเดทครั้งแรกจริง ๆ ของผมคือการออกเดทกับ Tatum O’Neal เราเจอกันในคลับชื่อว่า On the Rox ที่ Sunset Strip เราแลกเบอร์โทรศัพท์กันและโทรหากันบ่อย ๆ ผมคุยกับเธอเป็นชั่วโมง ๆ จากในทัวร์ จากที่สตูดิโอ จากที่บ้าน ในการออกเดทครั้งแรกของเรา เราไปปาร์ตี้ด้วยกันที่ Playboy Mansion ของ Hugh Hefner และมันเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมาก เธอจับมือผมเป็นครั้งแรกในคืนนั้นที่ On the Rox เมื่อเราเจอกัน ผมนั่งบนโต๊ะและในทันใดนั้น ผมก็รู้สึกถึงมืออันอ่อนนุ่มที่ยื่นเข้ามาจับมือของผมไว้ มันเป็นมือของ Tatum นี่อาจจะไม่มีความหมายอะไรมากนักสำหรับคนอื่น ๆ แต่มันมีความหมายมากมายเหลือเกินสำหรับผม เธอสัมผัสตัวผม นั่นคือสิ่งที่ผมรู้สึก ตลอดเวลาที่ผ่านมา สาว ๆ ทั้งหลายต่างพยายามสัมผัสตัวผมในทัวร์ตลอด พวกเขาพยายามคว้าตัวผมและกรีดร้องเสียงดังอยู่ด้านหลังกำแพงของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย แต่นี่มันแตกต่างออกไป นี่คือการสัมผัสแบบตัวต่อตัว และมันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเสมอ

ความสัมพันธ์ของเราได้พัฒนาไปจนกลายเป็นความใกล้ชิด ผมตกหลุมรักเธอ (และเธอก็รักผมเช่นกัน) และเราก็สนิทกันเป็นระยะเวลานาน ในที่สุดความสัมพันธ์นั้นก็ได้แปรเปลี่ยนเป็นมิตรภาพที่ดีแทน เรายังคงคุยกันเป็นระยะ ๆ และผมคิดว่าคุณคงต้องบอกว่าเธอคือรักแรกของผมหลังจาก Diana เมื่อผมได้ยินว่า Diana Ross จะแต่งงาน ผมรู้สึกดีใจกับเธอนะ เพราะผมรู้ว่ามันจะทำให้เธอมีความสุขมาก แต่มันก็ยังเป็นสิ่งที่ยากสำหรับผม เพราะผมต้องแสร้งทำเป็นยินดีปรีดากับการที่ Diana กำลังจะแต่งงานกับผู้ชายคนนี้ที่ผมไม่เคยเจอ ผมอยากให้เธอมีความสุข แต่ผมต้องยอมรับว่าผมรู้สึกเจ็บนิดหน่อยและค่อนข้างจะอิจฉาเพราะผมรัก Diana มาตลอดและจะรักตลอดไป

ความรักอีกครั้งหนึ่งของผมคือกับ Brooke Shields เราจริงจังกับความรักครั้งนี้ในช่วงเวลาหนึ่ง มีหญิงสาวที่แสนดีมากมายในชีวิตของผม หญิงสาวผู้ซึ่งชื่อของพวกเธอไม่ได้มีความหมายอะไรกับผู้อ่าหนังสือเล่มนี้ และมันก็ไม่เป็นการยุติธรรมที่จะกล่าวถึงพวกเขาเพราะพวกเขาไม่ใช่บุคคลมีชื่อเสียงและไม่คุ้นเคยกับการมีชื่อปรากฏอยู่ในสื่อสิ่งพิมพ์ ผมให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวของผมและดังนั้น ผมก็ต้องเคารพความเป็นส่วนตัวของคนอื่น ๆ ด้วย

Liza Minelli คือคนที่ผมพยายามจะรักษามิตรภาพเอาไว้ด้วยเสมอ เธอเป็นเหมือนน้องสาวในธุรกิจการแสดงของผม เราอยู่ด้วยกันและพูดคุยกันเกี่ยวกับธุรกิจ มันมาจากความคิดของพวกเรา เรากินด้วยกัน หลับไปด้วยกัน และดื่มด่ำกับจังหวะการเคลื่อนไหวและบทเพลงและการเต้นรำด้วยกันมากมาย เรามีช่วงเวลาที่ดีมากด้วยกัน ผมรักเธอ





ขอขอบคุณ คุณ P.S.T. (Pretty Small Thing) นะคะ

http://www.pantip.com/cafe/chalermkrung/topic/C8469856/C8469856.html




 

Create Date : 22 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 22 พฤศจิกายน 2552 19:46:22 น.
Counter : 368 Pageviews.  

Love Story part 2...Michael & Lisa Marie...Enter : Lisa Marie Presley...

ต่อจากตอนที่แล้วค่ะ เพื่อน ๆ มิตรรัก ไมค์ ลิซ่า แฟนคลับ

As Elvis's sole beneficiary, Lisa would come into a fortune of about $300 million, but not until she turned thirty. Most of Lisa's money would be the result of the savvy Priscilla Beaulieu Presley's business acumen. While Elvis had earned roughly $250 million in his life, by the time he died his estate was valued at $5.4 million. It was his ex-wife, Priscilla, who turned Elvis's failing Presley Enterprises around to make a profit. Turning Elvis's fourteen-acre estate, Graceland (purchased by him in 1957) into a tourist attraction, in 1982 was one stroke of geniuse on her part. It brought in $20 million a year.



Throughout 1993, during the time Michael seemed obsessed with Jordie Chandler, he was dating Lisa, intermittently. When the molestation allegations surfaced in life, however, Michael's relationship with Lisa became a more urgent matter to him. Ironically, if not for Jordie's accusations and the ensuing scandal, he and Lisa may never have become anything more than just friends, a coupling similar to the innocuous, non-sexual "romanced' he had with Brooke Shields and Tatum O'Neal. However, after Michael began the second leg of his Dangerous tour and the investigation intensified, he began to depend on Lisa for emotional support, telephoning her from overseas, seeming desperate and alone. During such anguished calls, Lisa would attempt to counter his sadness with humour, cheerfulness and good advice. As he grew to depend upon her, their relationship strengthend.

"I was in on the beginning of the molestation stuff, and I was getting the phone calls, and he was telling me that it was extortion," she recalled. 'I believed him at the time. I mean, I was convinced. He was freaking out. I believed that he didn't do anything wrong, and that he was being wrongly accused and, yes, I started falling for him. I wanted to save him. I felt that I could do it.'



......Michael Proposes to Lisa Marie.....

It was difficult to imagine how things could get much wore for Michael Jackson in the fall of 1993. In just a matter of months he had, without a doubt experienced the 'swift and sudden fall from grace', he would later write about in his self-revealing song, 'Stranger in Moscow'

Certainly, no one had counted on Michael becoming addicted to drugs, thereby raising the stakes in terms of the precarious nature of his future and well-being. Yet, anxious, unable to sleep and, he said, in pain because of dental work and a recent surgery to his scalp (a consequence of the burn he suffered during that Pepsi commercial), Michael began taking more of the painkillers, Percodam, Demerol and codeine, as well as tranquillizers Valium, Xanax and Ativan. Such dependence was uncharted terrain for him.



In the past, he had made an effort to not over-medicate during recovery from plastic surgeries, explaining to doctors that he wanted to remain 'sharp' for the purpose of making sound business and carees dicisions. However, with al that was going on in his life at this time, Michael no longer cared to be quite so focused. In fact, he wanted to forget, escape. It didn't take long before he was completely dependent on the drugs. It happened so quickly that his team in the United State didn't even realize what was going on with Michael, untill it was too late to do anything about it.



Everyone was stunned to learn that Michael had a problem with drugs. Of course, Elizabeth Taylor understood and had empathy for his plight. She'd been there, with her own, well-publicized battles. Lisa Marie Presley was also sympathetic; she, too, was a recovering addict.

'When I was a teenager, I was completely out of control.' she told me. 'I started doing drugs when I was fourteen. I had been spinning for quite some thime, years, when I finally hit bottom. That was when I found myself on a seventy-two-hour bender of cocaine, sedatives, pot and drinking, all at the same time. I woke up and there were all of these people, friends of mine, passed out on the floor. My coke dealer was in the room trying to sell me more stuff. I just said, 'That's it Everybody get the f...c..k out.' I don't know why I got addicted, I just know that I was going to die if I didn't get help. Finally, my mother and I decided I would go to the Scientology Center in Hollywood for detoxfication. It saved my life.'

When Michael telephoned Lisa from overseas in September 1993, he was high, incoherent and delusional. Alarmed, Lisa attempted to convince Michael to do as she had once done, enter a rehabilitation centre. For Lisa, the quest to pull a drug-addled superstar back from the edge had great significance. She had shared with friends earlier the guilt she had suffered as a child, seeing her father falling into his own bottomless pit of addiction. She was still married to Danny Keough, but unhappily. She was restless and felt that she had no real purpose; she wanted more than motherhood, she said. Michael's dilemma seemed to provide an outlet for her. 'Absolutely, I felt that I had a responsibility to save him,' she said. 'I don't know the psychology of it and what it had to do with my father. I only know what I felt.'



There was one major obstacle that lay before Lisa if she was going to help quiet the demons haunting Michael: access. It was well known that Jackson had done a very thorough job of insulating himself from the outside world. Often, he would start casual relationships with people, many of whom were certain that their relationship would grow, only to find that Michael had left them behind. Calls would go unanswered, sometimes letters would be returned, unread. Lisa had heared of Michael's reputation for tossing aside new-found 'soulmates', and saw this pattern as a liability if she was going to complete her task of rebuilding his crumbling life. She would have to proceed with caution.

In her frequent telephone calls to him, Lisa maintained that Michael could not go on much longer with his personal life and career in such disarray. He was immobilized by uncertainty and a sense of hopelessness, which had contributed to his addiction. she suggested to him the idea others in his camp had begun to secretly dicuss: that Michael end his misery with a cash settlement to Evan Chandler. Michael was, predictably, against the idea. A man who'd been building an image for himself since the time most children were building tree houses, Michael cared deeply about what people thought of him. Even if the image he had fostered over they years was, arguably, not the best one for him, it was the result of a great deal of strategizing on his part, and on that of his handlers. 'He felt that this thing of him being wacky and weird and crazy worked for him,' Lisa recalled, 'and maybe for a time, it did. I don't know. I was always against it. I always thought he was bigger, better, than the image. I always thought the image did him an injustice.'


One thing was certain: by 1993 Michael was lonelier than he'd ever before been, and that was really saying something. He had to face the fact that his career, his most enduring passion, was in jeopardy, a possible fatality either of an unlawful, immoral love affair with a minor or of poor judgement in having aligned himself so stubbornly with money, Lisa suggested rehab at the very least. She cared deeply about him. she told him, and she wanted to be sure he knew it.

One night, while abroad, Michael found himself, as he often would, feeling trapped in plush hotel suite, alone with the constant drone of a chanting crowd below his room. After a string of phone calls from lawyers and publicists, Michael decided to calm himself by calling the one person who could somehow help him forget that his career hung in the balance: Lisa.

She had certainly been persistent in her pursuit of him. She left telephone numbers for a house she was renting in Canoga Park, California.



She had certainly been persistent in her pursuit of him. She left telephone numbers for a house she was renting in Canoga Park, California.

She also left the number of the new three-acre estate which she had just purchased and was getting ready to occupy on Long Valley Road in Hidden Hills (an exclusive gate-guarded equestrian community in Calabasas, California, where she still lives, today).

Then, just to be sure, she left the number where she could be reached in Clearwater, Florida, where she was planning to spend time at the Scientology retreat. She even sent him party balloons with messages attached. Somehow, she could always put a smile on his face, even if it was just her raspy voice proclaiming, 'Oh, f....c..k them' He found her in Canoga Park.

Michael valued Lisa settling effect on him, so much so that during his phone conversation, he posed a question that surprised both of them. 'If I ask you to marry me, would you do it?' Was this a joke? A hypothetical? Or was it a dare for Lisa to take him seriously? If it was a dare, Lisa was just the woman to take it-even though she was still married to Danny Keough. Without missing a beat, she replied, 'I would do it.' Michael didn't say a word, at first. He then said, 'Hold on, I have to use the bathroom.'

When he finally did speak into the phone again, he was speaking to his new fianceee. 'My love for you is real,' Michael told Lisa. 'Pleas believe me.' Michael didn't realize, however, that whether or not Michael love her wasn't the real issue for Lisa. His proposal served a greater purpose. It would give her access, she hoped, to enter his secret world. Then, from the inside, she would begin to put the pieces of this broken man together, and this time she would not fail.

The 'troops' to which Michael's adviser had referred were those Jackson team members on their way to Mexico City: attorneys John Branca, Howard Weitzman, Bert Fields, as well as Dr Arnold Klein (to deal with a skin condition brought on by Jackson's anxiety) and Elizabeth Taylor. They hope to convince Michael to return to the States. The longer he stayed away the guiltier he looked to his fans. Lisa Marie Presley also hoped to go on the trip.

For the last few years, Elizabeth had been trying to convice Michael to open himself up to a romantic relationship. However, when it began to happen with Lisa, she suddenly felt left out. 'She has a deep insecurity about other women, especially younger women,' says a friend of Michael's. 'I spent a great deal of time in her company and saw for myself the competitiive way she dealt with Lisa.

One of Jackson's associates was with Elizabeth and Lisa during a meeting. Both were sitting in the adviser's office, discussing their concern about Michael. Elizabeth looked grand in a blak, turtleneck sweater and matching skirt, her hair in a bouffant style. Her eyes, the world's most famous violet pair, were concealed by large sunglasses, which she even wore indoors. By contrast, Lisa looked like a punk rocker in torn denim slacks, a white T-shirt and a black leather jacket.

('I can understand if she doesn't want to be a star like her father,' Elizabet said of Lisa, later 'However, one would think she would at least want to dress like one.')

'I think we should get him into rehab,' Lisa said, speaking of the beleaguered Michael. 'Fly to be at his side. Do whatever it takes.'

Liz gave Lisa an icy star. 'It's taken care of, dear.' she said. 'I've been rescuing Michael for years.

'Well, maybe that's the problem.' Lisa countered. 'Maybe he needs to grow up, do things on his own-'

Elizabeth cut her off. 'Or maybe not, dear,' she said. With her tone sickeningly sweet, she made her point: Lisa was an interloper. Perhaps she realized she'd acted rudely, because Elizabeth then apologized and blamed her attitude on the stress of the times.

Still, Lisa was chagrined and felt that Elizabeth had treated her as if she was one of Michael's groupie, rather than a trusted friend. She decided not to go to Mexico City because, as she later explained, she didn't want to make things wore for Michael. However, from that point onward, Lisa considered Elizabeth to be, as she put it, 'opposing counsel.'

ขอขอบคุณ คุณ ลูกโป่งสีน้ำเงิน

จากในหนังสือ Michael Jackson : The Magic&The Madness by J.RANDY TARABORRELLI

ในฐานะที่เป็นผู้ได้รับประโยชน์แต่เพียงผู้เดียวจากเอลวิส ลิซ่าจึงกลายมาเป็นผู้รับมรดกมหาศาลประมาณ 300 ล้านดอลลาร์ ตั้งแต่เธอยังอายุไม่ถึง 30 ปี ทรัพย์สมบัติของลิซ่านั้นส่วนใหญ่เป็นผลจากความเฉลียวฉลาดและความมีไหวพริบเฉียบแหลมของการดำเนินธุรกิจของ Priscilla Beaulieu Presley
ในขณะที่เอลวิสยังมีชีวิตอยู่นั้น เขาสามารถหารายได้ทั้งหมดประมาณ 250 ล้านดอลลาร์ และเมื่อเขาจากไป ทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ก็มีมูลค่า 5.4 ล้านดอลลาร์
เพราะอดีตภรรยาของเขา พริสซิลลา ผู้พลิกวิกฤติของบริษัทของเอลวิสที่กำลังแย่ให้กลับกลายมาเป็นการสร้างผลกำไร นั่นคือการเปลี่ยนเกรซแลนด์ของเอลวิสบนเนื้อที่ 14 เอเคอร์(ที่เขาซื้อไว้ในปี 1957) ให้กลายมาเป็นสถานที่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวในปี 1982 นับเป็นการจับจังหวะที่แสนอัจฉริยะของเธอ ซึ่งสามารถสร้างรายได้ถึง 20 ล้านดอลลาร์ต่อปี

ตลอดช่วงปี 1993 ระหว่างที่ไมเคิลเหมือนถูกครอบงำด้วยจอร์ดี้ แชนดเลอร์ ขณะนั้นเขาเพิ่งเริ่มเดทกับลิซ่า และเมื่อมีการตั้งข้อหาการทำร้ายร่างกายเด็ก ความสัมพันธ์ระหว่างไมเคิลและลิซ่าก็เหมือนจะใกล้ชิดกันเข้ามากขึ้นเรื่อยๆ มีการกล่าวเสียดสีต่อเรื่องนี้ว่า ถ้าไม่ใช่การถูกกล่าวหาจากคดีของจอร์ดี้และเรื่องราวอื้อฉาวที่ตามมา ไมเคิลกับลิซ่าคงไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าความเป็นเพื่อน มันคงจะเป็นการคบหาที่ไร้เดียงสา เป็นความรักที่ปราศจากเรื่อง sex เข้ามาเกี่ยวข้อง เหมือนที่เขาเคยมีกับบรู๊ค ชิลด์และตาตั้ม โอนีล

อย่างไรก็ตามหลังจากที่ไมเคิลเริ่มกลับไปแสดงคอนเสิร์ต Dangerous tour และการสืบสวนเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น ไมเคิลเริ่มที่จะพึ่งพาการช่วยเหลือทางด้านจิตใจจากลิซ่า เขาโทรหาลิซ่าข้ามประเทศด้วยความสิ้นหวังและโดดเดี่ยว ระหว่างสายโทรศัพท์ที่รวดร้าวจากไมเคิลนั้น ลิซ่ากลับโต้กลับความเศร้าของไมเคิลด้วยอารมณ์ขัน การให้กำลังใจและคำแนะนำดีๆ เมื่อเขาต้องพึ่งพาเธอมากขึ้นๆ ความสัมพันธ์ของทั้งสองก็ยิ่งแข็งแรงขึ้น

“ฉันอยู่ในช่วงเวลาเริ่มต้นของเรื่องคดีทำร้ายร่างกาย ฉันได้รับโทรศัพท์ และเขาบอกฉันว่ามันเป็นการข่มขู่” เธอหวนคิดถึง “ตอนนั้นฉันเชื่อเขา ฉันหมายความว่า ฉันแน่ใจ มันเป็นเรื่องบ้าบอ ฉันเชื่อว่าเขาไม่ได้ทำอะไรผิด และเขาถูกกล่าวหาอย่างผิดๆ และใช่...ฉันเริ่มตกหลุมรักเขา ฉันต้องการจะช่วยเขา ฉันรู้สึกว่าฉันทำได้”



…ไมเคิลขอลิซ่าแต่งงาน...

มันยากที่จะจินตนาการว่าเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในฤดูใบไม้ร่วงในปี 1993 นั้นทำให้ไมเคิล แจ๊คสันย่ำแย่เพียงใด
ในช่วงหลายเดือนที่เขาเจอ เขาเองไม่เคยมีประสบการณ์ที่น่าสงสัย จากการตกลงมาจากความสง่างามอย่างปัจจุบันทันด่วนแบบนี้ ซึ่งต่อมาเขาได้เขียนเพลงซึ่งเปิดเผยชีวิตของเขาเองในช่วงเวลานั้น 'Stranger in Moscow'

แน่นอนที่สุด ไม่มีใครเชื่อหรอกว่าไมเคิลจะติดยา ซึ่งนั่นเพิ่มความไม่ปลอดภัยต่ออนาคตและสวัสดิภาพของเขา ทั้งความกังวล การนอนไม่หลับ และเขาบอกว่าความเจ็บปวดจากการทำฟันและการผ่าตัดหนังศีรษะของเขาที่ผ่านมาเมื่อเร็วๆนี้ (ผลจากการบาดเจ็บจากการเผาไหม้ที่เขาได้รับขณะการถ่ายทำภาพยนตร์โฆษณาของเป๊ปซี่) ไมเคิลเริ่มใช้ยาแก้ปวดมากขึ้น ทั้งเพอโรแคม เดเมอรอล และโคเดอีน เช่นเดียวกับยากล่อมประสาท แวเลียม ซาแน็กส์ และอะติแวน ซึ่งเป็นการพึ่งพาที่เขาไม่คุ้นเคย

ในอดีต ไมเคิลพยายามที่จะไม่ใช้ยามากเกินไประหว่างการฟื้นฟูหลังการผ่าตัดศัลยกรรม เขาอธิบายกับหมอว่า เขาต้องการที่จะคงความหลักแหลมในการทำงานธุรกิจเพลงและการตัดสินใจที่เกี่ยวกับอาชีพของเขา อย่างไรก็ตาม เพราะสิ่งต่างๆทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับเขาในช่วงเวลานั้น ไมเคิลก็ไม่สนใจที่จะตั้งใจในเรื่องต่างๆอีกต่อไป ที่จริงแล้วเขาต้องการจะลืม ต้องการจะหนี มันเป็นเวลาไม่นานนักก่อนที่เขาจะพึ่งพายาพวกนั้นอย่างสมบูรณ์ มันเกิดขึ้นเร็วมากจนแม้แต่ทีมงานในสหรัฐอเมริกาก็ไม่ทันที่จะตระหนักว่าเกิดอะไรขึ้นกับไมเคิล จนกระทั่ง...สายเกินไปที่จะทำอะไรกับมันได้



ทุกคนพากันอึ้ง เมื่อพบว่าไมเคิลมีปัญหาเรื่องการใช้ยา แน่นอนว่า อลิซาเบธ เทย์เลอร์นั้น เข้าใจ และเห็นใจในเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เธอเคยผ่านเหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้มาแล้ว ด้วยตัวของเธอเอง ท่ามกลางการเผยแพร่ข่าวต่าง ๆ ของสื่อ ลิซ่า มารีย์ เพรสลีย์เอง ก็เห็นใจไมเคิล เช่นกัน เพราะเธอเอง ก็เคยผ่านการบำบัดอาการติดยาเสพติดมาแล้ว

"เมื่อครั้งที่ฉันเป็นวัยรุ่น ฉันแทบจะหลุดโลกไปเลย" เธอเล่าเรื่องราว "ฉันเริ่มใช้ยาตั้งแต่ฉันอายุได้ 14 ฉันตกอยู่ในความมึนเมาอยู่นานหลายปี ฉันรู้สึกได้ถึงความเลวร้ายของมัน ก็ต่อเมื่อฉันอยู่ในปาร์ตี้ยาเสพติด และเสพมันติด ๆ กันตลอด 72 ชม ฉันตื่นขึ้นมาจากความมึนเมา และพบว่า มีคนหลายคน ซึ่งรวมถึงเพื่อน ๆ ของฉันด้วย นอนกันเกลื่อนกราดบนพื้นห้อง คนขายยาพยายามคะยั้นคะยอให้ฉันเสพต่อ จู่ ๆ ฉันก็พูดว่า "พอแล้ว นี่ทุกคนบ้ากันไปหมดแล้ว" ฉันไม่รู้ว่าทำไมฉันติดยา ฉันรู้แค่ว่า ฉันกำลังจะตาย ถ้าไม่มีใครช่วยฉัน สุดท้าย แม่และฉันตัดสินใจที่จะไปรับการบำบัดล้างพิษที่ศูนย์ Scientology ในฮอลลีวูด นั่น ทำให้ฉันมีชีวิตรอดมาจนถึงวันนี้"

เมื่อไมเคิลโทรศัพท์ทางไกลมาหาลิซ่าในเดือนกันยายน ปี 1993 ตอนนั้นเขาค่อนข้างเลื่อนลอย เรียกได้ว่าอาการไม่ค่อยดีนัก ซึ่งถือว่าเป็นสัญญาณอันตราย ลิซ่าพยายามเป็นอย่างที่ยิ่ง ที่จะโน้มน้าวให้ไมเคิลเข้ารับการรักษาเพื่อบำบัดฟื้นฟูจากอาการติดยา สำหรับลิซ่าแล้ว ความพยายามในการเหนี่ยวรั้งศิลปินระดับโลกให้หลุดพ้นจากวงจรของการใช้ยา ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เธอเคยระบายความในใจกับเพื่อนของเธอถึงความรู้สึกผิดพลาดต่อเรื่องที่เคยเกิดขึ้นเมื่อเธอยังเป็นเด็ก การที่เธอต้องทนเห็นการสูญเสียของพ่ออันเนื่องจากการติดยา ในขณะนั้นเธอใช้ชีวิตแต่งงานกับ Danny Keough ชีวิตคู่ของเธอไม่ค่อยมีความสุขนัก เธอรู้สึกขาดที่พึ่ง และรู้สึกขาดเป้าหมายในชีวิต เธอต้องการที่จะเป็นมากกว่าแม่ของลูก สิ่งที่เกิดขึ้นกับไมเคิล เปิดโอกาสให้เธอได้เป็นมากกว่านั้น “แน่นอน ฉันรู้สึกว่าฉันต้องช่วยเขา” เธอบอกว่า “ฉันไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน หรือมันอาจจะเกี่ยวกับประสบการณ์ของฉันที่มีกับพ่อก็ได้นะ ตอนนี้ฉันแค่รู้สึกว่าอยากจะช่วย”



อุปสรรคหลักที่ลิซ่าต้องเผชิญ เมื่อเธอพยายามจะช่วยไมเคิลให้พ้นจากปีศาจที่ตามล่าเขา ก็คือ การเข้าถึงไมเคิล
เป็นที่รู้กันดีว่าไมเคิลนั้นพยายามปิดกั้นตัวเองจากโลกภายนอก บ่อยครั้งที่เขาจะสร้างความสัมพันธ์กับผู้คน หลายคนที่แน่ใจว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาและไมเคิลจะงอกเงย แต่กลับต้องมาพบว่า ไมเคิลทิ้งพวกเขาไว้เบื้องหลัง ไมเคิลจะไม่รับสาย บางทีจดหมายก็ถูกตีกลับ หรือไม่ถูกเปิดอ่าน

ลิซ่าได้ยินกิตติศัพท์ของไมเคิลมาว่าเขามักทิ้งขว้างคนที่เพิ่งคบหากัน และมองว่ามันเป็นความรับผิดชอบของเธอ หากเธอจะช่วยกอบกู้ชีวิตที่แตกสลายของเขาให้กลับมาดีเหมือนเดิมอีกครั้ง เธอจะต้องทำด้วยความระมัดระวัง

บ่อยครั้งเมื่อลิซ่าโทรไปหาไมเคิล เธอจะบอกเขาว่าเขาไม่สามารถปล่อยให้ชีวิตส่วนตัวและอาชีพของเขาอยู่ในสภาพที่ยุ่งเหยิงแบบนี้อีกต่อไปแล้ว เขาต้องอยู่อย่างนิ่งเงียบเพราะความลังเลและความสิ้นหวัง ซึ่งมีส่วนทำให้เขาติดยา

ลิซ่าแนะนำไมเคิลถึงความคิดหนึ่งที่คนที่สนับสนุนไมเคิลเริ่มถกเถียงกันอย่างลับๆ นั่นก็คือ ให้ไมเคิลเสนอเงินให้ Evan Chandler เพื่อยุติเรื่องอื้อฉาว แน่นอนว่าไมเคิลไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้

ชายคนหนึ่งที่ได้สร้างภาพลักษณ์ของเขามาตั้งแต่ช่วงที่เด็กทั่วไปกำลังสร้างบ้านต้นไม้ ไมเคิลใส่ใจในสิ่งที่ผู้คนคิดเกี่ยวกับตัวเขาอย่างมาก แม้ว่าภาพลักษณ์ที่เขาสร้างมาหลายปีนั้น จะไม่ใช่ภาพลักษณ์ที่ดีที่สุดสำหรับเขา มันเป็นผลลัพธ์ของแผนการทางธุรกิจของเขาและเหล่าผู้จัดการ

"เขารู้สึกว่าภาพลักษณ์ที่เพี้ยนและแปลกนั้นส่งผลดีต่อเขา" ลิซ่าเอ่ย "และบางครั้ง มันก็จริงนะ ฉันไม่รู้สิ ฉันไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้มาตลอด ฉันคิดอยู่เสมอว่าไมเคิล ยิ่งใหญ่และดีกว่า ภาพลักษณ์ของเขา ฉันว่ามันไม่ยุติธรรมสำหรับเขาเลย"



สิ่งหนึ่งที่แน่นอน :
ในปี 1993 ไมเคิลนั้นโดดเดี่ยวกว่าที่เขาเคยเป็นมาก่อน และนั่นแสดงให้เห็นว่ามีสิ่งที่ผิดปกติเกิดขึ้นกับเขา เขาต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่า งานและความหลงใหลที่ไม่มีที่สิ้นสุดของเขากำลังตกอยู่ในอันตราย เป็นเรื่องความเป็นความตาย ไม่เรื่องความสัมพันธ์ที่ผิดศีลธรรมกับผู้เยาว์ก็เรื่องที่ผู้คนพากันตัดสินเขา ที่พยายามแก้ปัญหาชีวิตด้วยเงิน ลิซ่าแนะนำให้เขาไปบำบัด เธอเป็นห่วงเขามาก เธอพร่ำบอกเขาและเธอต้องการแน่ใจว่าเขารับรู้

คืนหนึ่ง ขณะที่อยู่ต่างประเทศ ไมเคิลพบว่าตัวเขารู้สึกอย่างที่เคยรู้สึกอยู่บ่อยครั้ง คือรู้สึกเหมือนติดอยู่ในห้องสูทสุดหรูของโรงแรม เปล่าเปลี่ยวอยู่กับเสียงคนร้องตะโกนจากด้านล่าง หลังจากที่ต้องรับสายเหล่าทนายความและนักประชาสัมพันธ์ ไมเคิลตัดสินใจโทรหาคนที่อาจช่วยให้เขาลืมได้ว่า อาชีพของเขากำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย: ลิซ่า



ลิซ่าจะต้องแน่ใจว่าเธอจะสามารถติดต่อกับไมเคิลได้อยู่เสมอ เธอทิ้งเบอร์โทรศัพท์ที่บ้านซึ่งเธอเช่าอยู่ใน Canoga Park รัฐแคลิฟอร์เนียไว้ให้เขา

เธอยังทิ้งเบอร์โทรศัพท์ที่บ้านขนาดสามเอเคอร์หลังใหม่ที่ Long Valley Road ใน Hidden Hills ซึ่งเธอเพิ่งซื้อมาและกำลังเตรียมจะย้ายเข้าไปด้วย (บ้านหลังดังกล่าวอยู่ในหมู่บ้านนักขี่ม้าซึ่งมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคอยดูแลอยู่ที่หน้าประตูใน Calabasas รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นบ้านที่เธออาศัยอยู่ในปัจจุบัน)

นอกจากนี้ เพื่อให้มั่นใจมากขึ้น เธอยังทิ้งเบอร์โทรศัพท์ที่น่าจะติดต่อเธอได้ใน Clearwater รัฐฟลอริด้า อันเป็นสถานที่ซึ่งเธอวางแผนไว้ว่าจะไปเพื่อศึกษาศาสนา Scientology ด้วย และเธอยังส่งลูกโป่งอวยพรพร้อมข้อความไปให้เขาอีกด้วย เธอสามารถจะระบายรอยยิ้มบนใบหน้าของเขาได้เสมอ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แม้ว่ามันจะเป็นแค่เสียงห้าว ๆ ของเธอที่ร้องขึ้นว่า "โอ้ f ... c .. k พวกมันเหอะ" และเขาก็สามารถติดต่อเธอได้ที่ Canoga Park

ไมเคิลให้คุณค่าในตัวลิซ่าอย่างมากเพราะเธอสามารถสร้างอิทธิพลต่อเขาได้มากมาย จนกระทั่งในระหว่างการสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างเขากับเธอ เขาก็ได้เอ่ยถามคำถามหนึ่งซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับเขาทั้งคู่ "ถ้าผมขอคุณแต่งงาน คุณจะแต่งไหมครับ?" นี่ล้อเล่นหรือเปล่า? นี่เป็นแค่เรื่องสมมติใช่ไหม? หรือจะเป็นแค่คำถามท้าทายลิซ่าว่าเธอจริงจังกับเขาหรือเปล่า? ถ้ามันเป็นคำท้าสำหรับลิซ่าล่ะก็ เธอก็เป็นผู้หญิงคนนั้นที่กล้ารับคำท้า แม้ว่าเธอจะยังมีสถานภาพสมรสอยู่กับ Danny Keough เธอตอบโดยไม่รีรอว่า "ฉันจะแต่งกับคุณค่ะ" ในตอนแรก ไมเคิลไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก แต่หลังจากนั้น เขาก็พูดขึ้นว่า "รอแป๊บนึงนะครับ ผมขอไปเข้าห้องน้ำหน่อย"

เมื่อเขากลับมาคุยโทรศัพท์อีกครั้ง ตอนนี้เขากำลังคุยอยู่กับคู่หมั้นคู่หมายคนใหม่ของเขาแล้ว "ผมรักคุณจริง ๆ นะ" ไมเคิลกล่าวกับลิซ่า "โปรดจงเชื่อผม" อย่างไรก็ตาม ไมเคิลไม่ได้ตระหนักเลยว่า การที่เขาจะรักเธอจริง ๆ หรือเปล่านั้น ไม่ใช่สิ่งสำคัญสำหรับลิซ่า การขอแต่งงานของเขาเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น เธอหวังว่ามันจะกลายเป็นหนทางให้เธอสามารถเข้าถึงโลกแห่งความลับของเขาได้ จากนั้น เธอจะสามารถประสานชิ้นส่วนที่แตกร้าวภายในตัวตนของชายคนนี้ได้ และครั้งนี้เธอจะไม่ล้มเหลวแน่นอน

คณะที่ปรึกษาของไมเคิล อันประกอบไปด้วย ทนายความ จอห์น บลังก้า, โฮวาดร์ เวียทซ์แมน, เบิร์ธ ฟิลด์ และ ดร.อาโนลด์ ไคลน์ (แพทย์ที่ดูแลเรื่องปัญหาทางผิวหนังของไมเคิล) และอลิซาเบธ เทเลอร์ ทั้งหมดถูกกล่าวถึงในขณะกำลังเดินทางไปยังเม็กซิโก ซิตี้ พวกเขาหวังที่จะโน้มน้าวให้ไมเคิล ตัดสินใจเดินทางกลับไปยังสหรัฐอเมริกา เนื่องจากยิ่งเขาอยู่นอกประเทศนานเท่าไหร่ เขาก็จะยิ่งกลายเป็นคนผิดในสายตาแฟน ๆ ใจจริงแล้ว ลิซ่า มารีย์ เพรสลีย์เอง ก็อยากร่วมในการเดินทางครั้งนี้ด้วย


ในช่วงสองสามปีหลัง อลิซาเบธพยายามหว่านล้อมให้ไมเคิล เปิดใจพร้อมรับกับความรัก แต่เมื่อไมเคิลมีความรักกับลิซ่า อลิซาเบธก็มีความรู้สึกว่าตัวเองถูกทอดทิ้ง “ลึก ๆ แล้ว เธอรู้สึกเป็นรองเวลาที่อยู่ใกล้กับผู้หญิงคนอื่น โดยเฉพาะ ผู้หญิงที่เด็กกว่า” เพื่อนคนหนึ่งของไมเคิลเล่าว่า “ฉันเคยใช้เวลาช่วงหนึ่งอยู่กับเธอ และได้มีโอกาสเห็นวิธีที่อลิซาเบธปฏิบัติต่อลิซ่าในเชิงแข่งขันเล็ก ๆ ”

ผู้ช่วยคนหนึ่งของไมเคิลอยู่กับอลิซาเบธและลิซ่าในระหว่างการประชุม หญิงสาวทั้งสองนั่งอยู่ในห้องของที่ปรึกษา เพื่อหารือเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับไมเคิล อลิซาเบธนั้นดูสง่างามในโทนสีดำ โดยเธอสวมเสว๊ตเตอร์คอเต่า เข้าชุดกันกับกระโปรง ผมของเธอถูกเซทมาอย่างดีในสไตล์ Bouffant ดวงตาคู่สวยอันแสนโด่งดังของเธอถูกปกปิดไว้ด้วยแว่นกันแดดขนาดใหญ่ ซึ่งเธอสวมใส่เอาไว้แม้ขณะอยู่ในร่ม ในทางตรงกันข้าม ลิซ่าแต่งกายในแนวพังค์ ร๊อค โดยเธอสวมกางเกงยีนส์ขาด ๆ กับเสื้อยืดสีขาว คลุมทับด้วย แจ๊กเกตหนังสีดำ

“ฉันคิดว่า เราควรพาเขาไปรับการบำบัด” ลิซ่าเอ่ยถึงปัญหาของไมเคิล “เราต้องอยู่เคียงข้างเขา รับมือกับทุกอย่าง ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น”

ลิซมองลิซ่าด้วยสายตาเย็นชา “มีคนดูแลเขาอยู่แล้ว สาวน้อย” ลิซพูดขึ้น “ฉันดูแลปกป้องไมเคิลมาหลายปีแล้ว”

“งั้นหรือ บางทีนั่นอาจจะเป็นปัญหา” ลิซ่าเถียง “บางทีเขาอาจจะต้องโตเป็นผู้ใหญ่ ให้เขาได้ทำอะไรด้วยตัวเองบ้าง”

อลิซาเบธแทรกขึ้น “หรืออาจจะไม่ใช่ก็ได้นะจ๊ะเธอ” เธอพูดน้ำเสียงค่อนแคะ และพูดสื่อในทำนองที่ว่า ลิซ่ากำลังก้าวก่ายในเรื่องนี้อยู่ บางทีเธออาจะรู้ตัวก็ได้ว่าที่แสดงออกไปนั้นมันไม่สมควร เพราะว่าหลังจากนั้นอลิซาเบทก็กล่าวขอโทษลิซ่า โดยบอกว่าที่เธอแสดงออกไปอย่างนั้น เพราะเธอกำลังอยู่ในภาวะเครียด

แต่ยังไง ลิซาก็ยังคงรู้สึกว่าเธอถูกอลิซาเบธปฏิบัติราวกับว่าเธอเป็นพวกแฟนเพลงที่คลั่งไคล้ไมเคิล แทนที่จะคิดว่าเธอเป็นเพื่อนคนหนึ่งที่ไมเคิลไว้วางใจ เธอจึงตัดสินใจ ไม่เดินทางไปยัง Mexico City โดยเธอให้เหตุผลในภายหลังว่า เธอไม่อยากทำให้เหตุการณ์ต่าง ๆ เลวร้ายไปกว่านี้สำหรับไมเคิล อย่างไรก็ดี นับจากตอนนั้น ลิซ่าก็เห็นว่าอลิซาเบธเป็นที่ปรึกษาที่เป็นฝ่ายตรงข้ามของเธอ”

ขอขอบคุณ คุณแอริโกะและคุณ P.S.T (Pretty Small Thing) นะคะ
ทีมแปลของไมเคิลคลับ...

http://www.pantip.com/cafe/chalermkrung/topic/C8571919/C8571919.html




 

Create Date : 22 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 22 พฤศจิกายน 2552 19:27:57 น.
Counter : 636 Pageviews.  

Love Story,,, Michael & Lisa Marie Presley... Enter: Lisa Marie Presley

Enter : Lisa Marie Presley

Lisa Marie Presley, daughter of rock and roll trailblazer Elvis Presley, had known Michael Jackson since 1974; the two met in Las Vegas during one of the Jackson family's engagements at the MGM Grand. Lisa was six, Michael, sixteen. Elvis brought her to see the show because she was a big fan of the group's. "I always liked him," Lisa Marie, who prefers to be called Lisa, recalled. "Michael fascinated me with his talent. I loved watching him dance. He wanted to know me better, but I always thought he was sort of freakish. I didn't really want to know him any better than I already did."

Born of 1 February 1968 to Elvis and Priscilla Presley, Lisa Marie was destined for controversy just by virtue of the illustrious lineage. She had a privileged childhood. Her father lavished her with gifts, including jewels and a fur coat - for a five-year-old! Or, as her mother once put it, "She had everything a child shouldn't have and couldn't appreciate." She was spoiled or, as she bluntly recalled it, "When I was a kid, forget it! I was a f.....k...i...n...g little tyrant."

.....In February of 1993, Lisa and Michael were brought together again at a private dinner in the Loas Angeles home of artist Brett Livingston-Stone, a mutual friend. At this time, Lisa and recorded four songs produced by her husband. She felt she had a lot to say about her unusual life as daughter of an icon, and was looking for a way to say it through her lyrics and music. "I had a voice,"she once told me, in retrospect,"but I didn't have the experience. Things always got too wild when people found out that Elvis's daughter wanted to sing. It became a matter of deals and money, money, money: I lost my fire for it. I lost the urge to create. I was scared, I guess, so I pulled back."

....'She had no confidence in herself as a vocalist,' and Brett Livingston-Stone. 'She was afraid of being compared to Elvis, afraid of rejection. When I suggested that Michael could help her, she said, "He's a superstar. Do you really think he'd help me?" After dinner at my house, Lisa played tapes of some of her music, and Michael was blown away. He told her, "You have real talent...(ชมจริง ๆ หรือจะจีบเนี่ยพี่เคิ่ล แฮะ ๆ : ลูกโป่งสีน้ำเงิน) ...a fine voice. You could be a star. Let me see what I can to for you."



..As she sat with him and listened to stories about his life in the business, she found herself falling under his spell. According to Brett Livingston-Stone, when Michael was about to leave, he offered Lisa a penetrating look and, in a conspiratorial voice, said, 'You and me, we could get into a lot of trouble. Think about that, girl.'

..In days to come, Michael and Lisa forged a surprising friendship, speaking on the telephone nearly every day. They realized that they shared the same kinds of backgrounds, both had been sheltered and protected from the real world, both felt they had missed out on their childhoods, both were mistrustful of outsiders after having spent most of their lives feeling exploited by outsiders. They had problems with the media. She was raised in Graceland. He lived in Neverland. On some strange level that only understood, as Lisa recalled it, they seemed to be soul mates.



Lisay was unable to disguise her surprise at his condour and his...normality. She recalled staring at him thinking, Who is this man? She was right to be perplexed; he sure wasn't acting like the Mihcael Jackson others had known over the years. It was as if he had taken macho lessons form Joseph! Unbeknownst to Lisa, many people along the way had tried to put together th epuzzle pieces o fMichael's mercurial psychology, often flattering themselves into thinking they and they alone understood him better than others. It usually ended badly for them; they would learn that Michael is truly the only one who understands Michael.

Lisa recalled, 'I thought to myself, Wow, his is a real guy. He swears. He's funny. I told him, "Dude, if people knew who the hell your really are, they would be so surprised. People wouldn't think I was so crazy for being into you if they saw who you really are; that you sit around and you drink and you curse and you're f.....c...k ing funny, and you have a bad mouth and you don't have that high voice all the time."

'He said, "Well just don't tell them." I thought he was normal and that everything you saw of him publicly was just a mask.'

Lisa recalled, 'As time went on, Michael and I talked more, I thought, I'm getting to know the real man here. He puts on an act for outsiders, this sort of victim thing, I thought, but I'm the one seeing the real deal, the real person. I started thinking I was special, that he was opening up to me as he never had to anyonce else. He made me feel that way. He can be very seductive when he's pulling you in.'

In truth, as a potential mate, Michael did seem to have it all: intellect, drive, brain, energy, vision, success....money. As for his appearance, well that, admittedly, was a bit off-putting, with the plastic surgery and pale skin colouring. And his sexuality still seemed ambiguous. However, he was kissing her fairly passionately and, from many accounts, in public places. He seemed to enjoy doing it, too. Either he was playing some kind of manly role, perhaps an emotional consequence of the damaging allegations, or he was really interested in her. Lisa was definitely into him. 'I'm not a woman who goes for the norm, anyway,' Lisa said in explaning her attraction to him. 'I like strange guys, the ones on the edge, the ones with an edge, the ones with fire in their bellies. That was Michael, to me.'



Lisa was Elvis's kid; she'd been around 'strange'. When she wa seven, she and her daddy were eating breakfast in front of the TV when singer Robert Goulet happened to appear on the screen. For some reason, Elvis hate Robert Goulet. When he saw his image before him, he pulled out a .22 shot gun and blew the TV away, blasting to to smithereens. Then, he calmly went back to his ham and eggs. Lisa just sat in her chair, stunned. At least Michael was afraid of guns...

As far as Lisa was concerned, she and Michael were dating, and her motive was to see where it could take her, romantically. Most people in hir circle, though, were not as certain as to his motives for being with Lisa, though his did seem to like her. There was talk that he was after her money, which was ludicrous-as if he didn't have enough of his own.

ปล. จบตอนของวันนี้ค่ะ เพื่อน ๆ พรุ่งนี้จะมาโพสต์ต่อค่ะ แฮะ อีกยาวเลย เกรงใจ คนแปลกับคนอ่านค่ะ แต่ว่าน่ารักดี

by Michael Jackson, The Magic&The Madness, Part 10 Page 506, Enter: Lisa Marie Presley

ขอขอบคุณ คุณลูกโป่งสีน้ำเงิน

คำแปลโดย คุณแอริโกะ และคุณ inLove (บานาน่าจัง)

ลิซ่า มารีย์ เพรสลีย์ ลูกสาวของราชาเพลงร๊อคแอนด์โรล เอลวิส เพรสลีย์ รู้จักกับไมเคิล แจ๊คสันตั้งแต่ปี 1974 ทั้งสองคนพบกันที่ลาสเวกัส ในขณะที่ครอบครัวแจ๊คสัน ร่วมในงาน MGM Grand ในตอนนั้น ลิซ่าอายุได้ 6 ปี และไมเคิล อายุ 16 ปี เอลวิสพาลูกสาวของเขามาดูการแสดงเนื่องจากลิซ่าเป็นแฟนพันธ์แท้ของวง “ฉันชอบเขามาตลอด” ลิซ่า มารีย์ หญิงสาวที่ชอบให้ใคร ๆ เรียกเธอว่าลิซ่า รำลึกความหลัง “ไมเคิลทำให้ฉันตื่นตาตื่นใจกับความสามารถของเขา ฉันชอบดูเขาเต้น เขาอยากจะทำความรู้จักกับฉัน แต่ฉันคิดมาตลอด ว่าเขาเป็นพวกเพี้ยน ฉันก็เลยไม่แม้แต่จะอยากรู้จักกับเขามากไปกว่านี้”

ลิซ่า มารีย์เกิดวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 1968 เธอเป็นบุตรสาวของเอลวิส และพริสซิลล่า เพรสลีย์ ลิซ่าเป็นเด็กหญิงที่เกิดมาพร้อมกับชื่อเสียง และมีอภิสิทธิ์พิเศษมากมาย พ่อของเธอปรนเปรอเธอด้วยของขวัญ ไม่ว่าจะเป็นอัญมณี เสื้อผ้าขนสัตว์ ตั้งแต่เมื่อเธออายุได้ 5 ขวบ ครั้งหนึ่งแม่ของเธอเคยพูดว่า “ลูกสาวของฉันมีทุกอย่างที่เด็ก ๆ ในวัยเดียวกันไม่มี ไม่มีแม้กระทั่งโอกาสที่จะได้ชื่นชมมัน” เธอถูกตามใจมาตั้งแต่เด็ก เมื่อเธอเล่าถึงเรื่องราวในวัยเด็ก เธอเล่าว่า“ตอนที่ฉันยังเด็กน่ะเหรอ ลืมไปได้เลย ฉันน่ะ เป็นเจ้าแม่ขี้วีนสุดแสบในร่างเล็ก ๆ คนหนึ่งเลยล่ะ”



ในเดือนกุมภาพันธ์ 1993 ลิซ่า และไมเคิล มีโอกาสได้พบกันอีกครั้งในมื้ออาหารค่ำมื้อหนึ่งในลอสแองเจอลิส ที่บ้านของ Brett Livingston – Stone ศิลปินคนหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนของคนทั้งสอง ในเวลานั้น ลิซ่ามีผลงานเพลง 4 เพลง ที่ดูแลการผลิตโดยสามีของเธอ เธอมีความรู้สึกว่ามีเรื่องราวมากมายเหลือเกินที่เธออยากจะเล่า เกี่ยวกับชีวิตในฐานะนักร้องชื่อดัง และเธอกำลังมองหาวิธีการที่จะเล่าเรื่องราวเหล่านั้น ผ่านเนื้อเพลงและดนตรีของเธอ ครั้งหนึ่งเธอเคยบอกกับฉันในขณะที่เล่าเรื่องราวในอดีตว่า “ฉันสามารถร้องเพลงได้” “แต่ฉันไม่มีประสบการณ์ด้านนี้ เรื่องราวมันมักจะไปกันใหญ่ เมื่อผู้คนรู้ว่าลูกสาวของเอลวิสจะร้องเพลง มันมักจะเปลี่ยนเป็นเรื่องของเงิน เงิน และ เงิน ฉันสูญเสียแรงบันดาลใจในการร้องเพลงจากเหตุการณ์เหล่านี้ ฉันไม่มีพลังในการสร้างสรรค์ ฉันรู้สึกกลัว ฉันก็เลยตัดสินใจล้มเลิก”

Brett Livingston – Stone เล่าว่า ลิซ่าไม่มีความมั่นใจในตัวเองที่จะก้าวขึ้นไปเป็นนักร้อง เธอกลัวที่จะถูกเปรียบเทียบกับพ่อของเธอ กลัวการถูกปฏิเสธ เมื่อฉันเสนอว่า ไมเคิลน่าจะช่วยเธอได้นะ เธอกล่าวว่า “แต่เขาเป็นถึงซุปเปอร์สตาร์นะ เธอคิดว่าเขาจะช่วยฉันจริง ๆ เหรอ” หลังจากปาร์ตี้ที่บ้านของฉัน ลิซ่าเล่นเทปเพลงบางเพลงของเธอ ซึ่งเมื่อได้ฟัง ไมเคิลรู้สึกชื่นชอบมาก จนถึงกับเอ่ยปากชมว่า “คุณช่างมีพรสวรรค์จริง ๆ” ...(ชมจริง ๆ หรือจะจีบเนี่ยพี่เคิ่ล แฮะ ๆ : ลูกโป่งสีน้ำเงิน) “เสียงของคุณดีมาก คุณจะต้องดังแน่ ๆ ขอผมคิดก่อนนะ ว่าผมจะช่วยคุณยังไงได้บ้าง”



ลิซ่านั่งฟังเรื่องราวเกี่ยวต่างๆเกี่ยวกับชีวิตแล้วธุรกิจของไมเคิล เพื่อที่จะพบว่า

“เธอกำลังต้องมนต์สะกดเขา”

เบรท ลิฟวิ่งตัน กล่าวไว้อีกว่า.. เมื่อไมเคิลกำลังจะกลับ เขาจ้องลึกไปในดวงตาลิซ่า พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงที่แฝงความนัยบางอย่างว่า

“คุณกับผม เราจะต้องเจอปัญหาตามมาอีกเยอะ คิดดีๆสาวน้อย”



นับแต่วันนั้น ไมเคิลและลิซ่าพัฒนาความสัมพันธ์กันอย่างรวดเร็ว

เขาและเธอคุยโทรศัพท์กับแทบทุกวัน แล้วก็ค้นพบว่าพวกเขาต่างมีประสบการณ์ที่คล้ายคลึงกันมาก ทั้งการขาดชีวิตวัยเด็ก การโดนจ้องหาผลประโยชน์จากคนรอบข้าง รวมทั้งการที่ไม่ค่อยกินเส้นกับพวกสื่อ

.....เธอเติบโตในเกรซแลนด์ เขาอยู่ที่เนเวอร์แลนด์....



ความเหมือนกันอย่างแปลกประหลาดนี้ คงจะมีแต่สองคนที่เข้าใจซึ่งกันและกัน ลิซ่ารำลึกถึงช่วงเวลานั้น แล้วบอกว่า

“ มันเหมือนกับ...เราเป็นคู่แท้ “



“ ความแตกต่างระหว่างคู่นี้คือลิซ่าพยายามปรับตัวกับสถานะความเป็นคนดัง” เบรท ลิฟวิ่งตันกล่าว

“ เธอไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นเหยื่อ เหมือนที่ไมเคิลมอง ผมว่าเธออยากจะช่วยเปลี่ยนมุมของเขานะ”



“ คุณคิดว่าผมเป็นเกย์ใช่ไหม?” เขาถามเธอ

“ผมเบื่อมากเลยที่ใครๆพากันคิดว่าผมเป็นเกย์...ผมเปล่านะ...โธ่เว้ย...แต่คุณก็คงได้ยินเรื่องข่าวพวกนั้นมาบ้างแล้ว...ใช่ไหม “ ไมเคิลเอ่ยกับลิซ่าต่อ

“แต่มันไม่ใช่เลย...คุณก็คงไม่คิดว่าเป็นอย่างงั้นใช่ไหม?“ ไมเคิลทำตาเจ้าชู้ใส่ลิซ่า

“นี่ฉันแต่งงานแล้วนะ ” ลิซ่าบอก “ อย่ามาทำแบบนี้เลย”

“แต่คุณก็ดูมีความสุขนี่ ? ”

“ไม่นะ” ลิซ่าตอบ

“เหรอ” ไมเคิลจ้องมองลิซ่า

“ผมรู้นะ คุณน่ะดูเหมือน...พวกผู้หญิงรักสนุก..แล้วก็ดูเหมือน...คุณมีใจให้ผมล่ะสิ”



ลิซ่าเก็บความประหลาดใจไว้ไม่อยู่ เธอมองหน้าเขา แล้วก็คิดว่า “ เฮ้ย ไอ้หมอนี่คือใครเนี่ย?“

เขาไม่ได้ทำตัวเป็น ไมเคิล แจ๊กสัน แบบที่ใครๆรู้จัก มันเหมือนกับว่าเขาได้รับการถ่ายทอดความเป็นแบบฉบับความเป็นลูกผู้ชายมาจากพ่อของเขา โดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัว

เวลาที่ผ่านมา ใครๆก็พากันเอาเรื่องราวของไมเคิลมาวิเคราะห์ทางจิตวิทยาโน่นนี่ แล้วก็พอกันป้อยอว่าตัวเองเนี่ยเข้าใจไมเคิลดีกว่าว่าใครๆ คนพวกนั้นสมควรจะรู้บ้างว่า ตัวไมเคิลเองต่างหากที่เข้าใจตัวเค้ามากที่สุด



“ ตอนนั้นฉันคิดเลยนะ ...โอ้โห เขาเนี่ยแมนมาก แถมยังตลกอีกต่างหาก ฉันยังแซวเขาเลยนะว่า “ เฮ้ย นี่ถ้าชาวบ้านเค้ารู้ว่าตัวจริงนายเป็นยังไง คงช็อคกันเป็นแถบๆ ใครเค้าจะไปเชื่อว่าฉันจะบ้าปิ๊งนายทั้งๆที่เห็นตัวจริงแบบนี้ของนายเนี่ยนะ...ได้นั่งกับนาย...ดริ๊งกับนาย...ฟังนายพล่าม...โอ๊ย นายเนี่ยโคตรฮาเลย ปากก็ร้าย อ้าว เฮ้ย ! นายทำเสียงต่ำก็เป็นนี่ ”

“ เอ่อ ก็...อย่าไปบอกใครแล้วกัน “ เขาบอก

“ฉันว่าเค้าก็เหมือนคนทั่วๆไปนั่นแหละ ไมเคิลที่เห็นเค้าตามสื่อก็แค่หน้ากาก”

( หมายเหตุ- ณ ตอนแปล นึกถึงคาแรคเตอร์ไมเคิลในการ์ตูนคุณคอมมิคอย่างช่วยไม่ได้ 555555 อยากรู้ว่าลิซ่าขำอะไรนักหนา ตัวจริงไมเคิลต้องเป็นคนฮาๆแบบในการ์ตูนแน่ๆ - บานาน่าจัง )



“ เวลาผ่านไปเราก็คุยกันเยอะขึ้นนะ “ ลิซ่ารำลึกถึงความหลัง “ฉันเห็นตัวตนแท้ๆเค้ามากขึ้น เค้าก็แค่วางมาดกับคนอื่นๆ ซึ่งมันอันตรายเหมือนกันนะ แล้วฉันเริ่มคิดว่า อืม...ฉันเนี่ยเป็นคนพิเศษจริงๆ ที่ได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของเค้า แล้วเค้าก็เปิดใจให้ฉันอย่างที่เค้าไม่เคยให้ใครมาก่อน...เค้าทำให้ฉันรู้สึกแบบนั้นล่ะ”



หากจะกล่าวกันในฐานะคู่สมรส ดูเหมือนไมเคิลจะมีครบทุกด้านทั้งความรอบรู้ พลังขับเคลื่อน สติปัญญา วิสัยทัศน์ ความสำเร็จ...และเงินทอง ถึงแม้ว่าด้านรูปลักษณ์จะมีข้อเสียเล็กๆเรื่องที่เขาผ่านการทำศัลยกรรม แล้วยังเรื่องก็ผิวที่ซีดมาก แถมเรื่องทางเพศของเค้ายังเป็นที่กังขา

แต่ ณ เวลาที่เมื่อไมเคิลกำลังจูบลิซ่าอย่างต่อหน้าสาธารณชน เขาก็ดูจะดื่มด่ำกับการจูบนั้นมาก ไม่ว่าไมเคิลจะกำลังแสดงบทบาท “ชาย”อยู่ หรือเขากำลังสนใจเธอจริงๆ แต่สิ่งแน่นอนที่สุดคือ....

ลิซ่าตกหลุมรักไมเคิล



“ คือฉันไม่ใช่ผู้หญิงประเภทที่ปิ๊งผู้ชาย...แบบธรรมดาไง” ลิซ่าอธิบายว่าทำไมเธอถึงสนใจเค้า

“ ฉันชอบผู้ชายแปลกๆ แปลกแบบสุดๆ คือสุดโต่งไปเลยน่ะ คนที่มีพลังแบบที่ใครก็ฉุดไม่อยู่ ก็นั่นล่ะไมเคิลเลย”



ลิซ่าเป็นลูกของเอลวิส เธอเคยอยู่ใกล้ๆคน"แปลก" เมื่อตอนเธออายุ 7 ขวบ

เธอและพ่อของเธอกำลังรับรับประทานอาหารเช้าอยู่หน้าทีวีเมื่อนักร้อง โรเบิร์ท กูเลท เกิดปรากฏตัวขึ้นบนหน้าจอ

ด้วยอะไรก็ไม่รู้ เอลวิสเกลียดโรเบิร์ท กูเลท เมื่อเค้าเห็นรูปโรเบิร์ทปาดอยู่บนหน้ารูปเค้า

เท่านั้นแหละ เค้ากระชากปืน .22 ออกมาแล้วยิงทีวี เปรี๊ยง ปลิวกระเด็นกระดอน แตกเป็นเถ้าผงธุลีดิน ศูนย์สิ้นกันทีทีวีมรณาเอย
จากนั้นเค้าก็ค่อยนั่งลงละลิ้มละเลียดกินแฮมและไข่ต่อย อย่างใจเย็น โดยปกติสุข

ลิซ่านั่งแข็งเป็นรูปปั้นอนุสาวรียชัยอยู่บนเก้าอี้

อย่างน้อยไมเคิลก็กลัวเสียงปืน ล่ะ เอ้า.................

เท่าที่ลิซ่ากังวล เธอและไมเคิลคบหากันดู๋ดี๋ และแรงจูงใจของเธอก็คือเห็นที่ๆจะสามารถทำให้เธอเป็นไปอย่างโลดโผน เพ้อฝัน คนส่วนใหญ่ในรอบวงโคจรของเธอ แม้ว่าจะไม่มีความแน่นอนเท่ากับเป้าหมายของเค้าในการจะอยู่กับลิซ่า
แต่กระนั้นการกระทำของเค้าก็ดูเหมือนรักเธอ มีคนพูดๆกันว่าเค้ามาเพราะเงินของเธอ ซึ่งเป็นเรื่องน่าหัวเราะสิ้นดี ประหนึ่งว่าเค้ามีน้อยอย่างนั้นแหละ





 

Create Date : 22 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 22 พฤศจิกายน 2552 17:26:39 น.
Counter : 1060 Pageviews.  

1  2  3  4  5  

Jeeup
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




แดุ่ไมเคิล ที่รัก.... ตั้งใจทำบล็อกนี้ เพื่อเป็นการเก็บรวบรวมบทความดี ๆ ที่เขียนเรื่องราวของคุณ.. ผลงานที่งดงาม.. ภาพแห่งความประทับใจที่ทิ้งร่องรอยของคุณไว้ ณ โลกใบนี้... โลกที่คุณใช้เวลาทั้งชีวิตที่จะปกป้อง...หวงแหน... ด้วยความรักและปรารถนาทีุ่ลึกซึ้งต่อผู้คนทั้งหลาย... สิ่งที่ฉันทำได้เพื่อคุณช่างเล็กน้อยราวหยดน้ำในมหาสมุทร เมื่อเทียบกับสิ่งที่คุณทำเพื่อคนอื่นอยู่เสมอ... พักให้สบายนะ... สักวันเราคงได้พบกันอีกครั้งในบ้านของพระเจ้า.....
Friends' blogs
[Add Jeeup's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.