Love Lives Forever...I do it for u, Michael Jackson...You're always in my heart...
Group Blog
 
All Blogs
 
ไมเคิล แจ๊คสัน แผลกายอาศัยยาแก้ปวด แต่แผลใจบำบัดด้วย...การให้

ปี ค.ศ.1993

บนความยิ่งใหญ่แห่งบัลลังค์ของราชาเพลงป็อป "ไมเคิล แจ๊คสัน" กลับมาเดินสายทัวร์คอนเสิร์ตรอบโลกอีกครั้ง กับ Dangerous Tour ที่ Olypiastadium มูนิค ประเทศ เยอรมัน

ระหว่างนี้เขาต้องเลื่อนการแสดง คอนเสริตใน วิมบรีย์(อังกฤษ) เนื่องจากความเหนื่อยล้าเป็นอย่างมาก หลังการแสดงจบ เขาถูกนำกลับที่พักด้วยรถพยาบาล...

ข่าวเกี่ยวกับ สุขภาพของเขาร่ำลือไปทั่ว ลือกันว่า เขามีปัญหาเกี่ยวกับหลอดเสียงอย่างรุนแรง สุดท้ายโฆษกของเขาได้ออกมาเปิดเผยว่า ไมเคิลต้องใช้ยาแก้ปวด เพื่อพยุงตนให้ทำการแสดงได้ตลอดรอดฝั่ง

ระหว่างนี้ มีแฟนเพลงคนหนึ่งขู่จะกระโดดตึก ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับโรงแรมที่พักของไมเคิล ถ้านักร้องดังไม่ออกมาแสดงตัวที่ระเบียงห้องพัก ทำให้ไมเคิลต้อง(ลากสังขาร)มาพูดปลอบเขาทางโทรศัพท์ และยับยั้งการฆ่าตัวตายของเขา

ทัวร์คอนเสิร์ตครั้งนี้ ทำให้ไมเคิลร่างกายอ่อนล้ามาก แต่ละครั้งเขาสร้างแรงใจ และเยียวยาตนเอง ด้วยการไปพบกับเด็กๆ ไปเยี่ยมเด็กๆตามโรงพยาบาล ไปสวนสัตว์ หรือดิสนีย์แลนด์

เขาถึงกับสั่งตรงมิกกี้เมาส์และมินนี่เมาส์จากดิสนีย์แลนด์ปารีส เพื่อมาเล่นกับเด็กๆ ที่โรงพยาบาลในกรุงลอนดอนเลยทีเดียว



ที่ประเทศอังกฤษ
ไมเคิล ได้เข้าเฝ้าเจ้าฟ้าชายชาร์ลและได้มอบเช็คมูลค่ากว่า 200,000 เหรียญ เพื่อเป็นสินส่วนพระองค์

เมื่อ กลับมาอเมริกา ที่สนามบินนิวยอร์ก เขากำกับการขนส่งสิ่งของน้ำหนัก 43 ตัน ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ผ้าห่ม เสื้อผ้า และ รองเท้า เพื่อส่งมอบให้แก่เด็กๆใน ซาราเยโว นอกจากนี้ มูลนิธิ ฮีลเดอะเวิร์ลของเขา ร่วมกับองกรณ์การกุศลอื่นๆได้ส่งความช่วยเหลือไปยูโกสลาเวียอีกด้วย

ใน เวลาเดียวกันนี้ โครงการ Michael Jackson scholarship program ยังได้ให้ความช่วยเหลือ ชายหญิงชาวผิวดำ อีกจำนวนนับไม่ถ้วนในการที่จะให้พวกเขาได้มีการศึกษาที่ดี

(จขกท) แม้จะเหนื่อยกายขนาดไหน แต่ไมเคิลก็มีความสุขบ้าง อย่างน้อยโลกก็ยังสวยงามสำหรับเขา จนกระทั่ง..ไม่กี่เดือนหลังจากนั้น

เดือนสิงหาคม ปี 1993

ไมเคิล เปิดการแสดงทัวร์คอนเสิร์ตทั่วเอเชีย บางอย่างเกิดขึ้นและกลายเป็นข่าวพาดหัวตามสื่อต่างๆทั่วโลก ไมเคิล แจ๊คสัน ถูกกล่าวหา ว่ากระทำอนาจารทางเพศเด็กอายุ 13 ปี ถึงกระนั้น ไมเคิลยังคงเปิดการแสดงต่อไป

เขานอนใจว่า มันเป็นแค่อีกข่าวลือหนึ่ง ที่เดี๋ยวก็คงจางหายไปในไม่ช้า เฉกเช่นเดียวกันกับข่าวลือต่างๆ ที่เขาเคยเผชิญมาตลอดชีวิต...น่าเสียดายที่ครั้งนี้..มีคนหวังผลมากกว่านั้น แถมเป็นคนที่เขาไว้ใจและให้ความช่วยเหลือมาตลอดอีกด้วย

หลายวัน ต่อมา เขาอาการไม่ดี คอนเสิร์ตรอบแรก ต้องเลื่อนออกไป ร่างกายไมเคิลขาดน้ำอย่างรุนแรง และไม่สามารถทำการแสดงได้ตามกำหนดการเดิม(ไม่แน่ใจว่า เป็นที่ประเทศไทยหรือเปล่านะคะ/จขกท)

ที่สิงคโปร์ เขาล้มลงด้านหลังเวที ไม่กี่นาทีก่อนการแสดง เขาถูกจู่โจมด้วยอาการไมเกรน แต่เขาก็ยังฝืนขึ้นเวทีแสดง...และถ้าคุณสังเกตุดีๆ คุณจะเห็นคราบน้ำตาบนใบหน้าของเขา ว่ากันว่าเขาต้องรับอ๊อกซิเจนตลอด เพื่อให้สามารถแสดงจนจบ


ไมเคิลจำต้องอาศัยยาคลายเครียด(tranquilizer) และยาแก้ปวด มากขึ้น มากขึ้น เพื่อที่จะทำการแสดงทั้งหมด และ เพื่อทำให้จิตใจเขาสงบ

ขณะ อยู่ตามลำพังในห้องพักของโรงแรมที่มอสโคว เขาได้เขียนเพลงขึ้นมาเพลงหนึ่ง ต่อมาเพลงนี้ได้กลายมาเป็นเพลงฮิตชื่อ Stranger in Moscow. ที่มีเนื้อหาบอกถึงความเปล่าเปลี่ยวอ้างว้างของเขาได้เป็นอย่างดี

แม้นในยามที่เขาพบกับความทุกข์อันหนักหน่วง ไมเคิลยังไม่ลืมหน้าที่ที่เขาทำด้วยความเต็มใจ... "การให้"

อีกครั้งที่มูลนิธิ Heal the World ของเขา ส่งของบริจาคไปยัง ซาราเจโว ในขณะที่สภาพร่างกายของเขาอ่อนล้าลงเรื่อยๆ เขามักเป็นลมบ่อยๆ รับประทานได้น้อย

ที่แย่ที่สุดคือ สภาพจิตใจ ที่ตกต่ำถึงที่สุด เขารู้สึกโดดเดี่ยว และรู้สึกถูกทอดทิ้งจากคนทั้งโลก โฆษกของเขาเผยว่า "ไมเคิลเค้าไม่ทราบว่าตอนนี้ สถานการณ์ที่อเมริกาไปถึงไหนแล้ว แต่แค่สิ่งที่เค้ารู้มาก่อนหน้านี้ ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เขาแย่จนถึงที่สุด..."

ปลายเดือน พฤศจิกายน เขายกเลิกทัวร์คอนเสิร์ตในที่สุด พร้อมทั้งออกมายอมรับอย่างเป็นทางการว่า เขาติดยาแก้ปวดและจำเป็นต้องเข้ารับการบำบัดอาการดังกล่าว


The King of Pop หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย และการตามล่าหาตัวเขาของบรรดาสื่อก็เริ่มขึ้น

และเพราะการยกเลิกการแสดง ทำให้ทางบริษัท เป๊ปซี่ ประกาศความสิ้นสุดการร่วมงาน และหยุดการให้ความสนับสนุนแก่นักร้องดังทันที

ด้วย ความเข้มแข็งทั้งหมดที่ยังพอหลงเหลือ ไมเคิลตัดสินใจพาตัวเองหายหน้าไปจากสื่อ และหาสถานที่บำบัดอาการติดยาแก้ปวดของเขา

เขาเข้ารับการรักษาตัวในกรุงลอนดอนอย่างลับๆ แม้สื่อจะพยายามไล่ล่าหาตัวเขาอย่างบ้าคลั่ง ถึงขนาดตั้งรางวัลผู้แจ้งเบาะแสที่อยู่ของเขา เป็นเงินรางวัลสูงถึง 50,000 ปอนด์

...โชคชะตาดูเหมือนจะยิ่งโหดร้ายสำหรับเขา

แม้ การบำบัดจะลุล่วงไปด้วยดี แต่ไมเคิลก็ไม่สามารถกลับมายืนได้อย่างแข็งแรงอีกแล้ว เมื่อเขาต้องเผชิญกับเหตุการณ์เลวร้ายระลอกใหม่...หมายเรียกตรวจค้นร่างกาย จาก Santa Barbara County Sherrifff's Department

ช่วงปลายปี ไมเคิลต้องกลับไปยัง สหรัฐอเมริกา เพื่อเข้าสู่ กระบวนการที่น่าขายหน้าที่สุด "การสำรวจร่างกายทั้งหมดทุกส่วน" โดยผู้สำรวจจะทำการสำรวจรอยด่างบนผิวหนังของเขา ซึ่งเป็นผลมาจากโรคผิดปกติทางผิวหนังชื่อ Vitiligo เนื่องจากเด็กชายได้บรรยายถึงลักษณะของพื้นที่สงวนของเขาเอาไว้

ในการกล่าวอย่างเป็นทางการของเขา ไมเคิลไม่สามารถระงับน้ำตาได้

"(...) มันเป็นสิ่งที่น่าอับอายที่สุดในชีวิตของผม เรื่องแบบนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นไม่ว่ากับใครก็ตาม แม้หลังจากปล้นศักดิ์ศรีจากการตรวจค้นอันน่าอับอายนั้นแล้ว พวกเขาดูเหมือนจะยังไม่พอใจ...พวกเขายังต้องการจะถ่ายรูปให้มากที่สุด มันเป็นฝันร้าย..ฝันร้ายอันน่าสยดสยอง แต่ถ้านี่เป็นสิ่งที่ผมต้องจำทนเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผม บริสุทธิ์อย่างไร้ข้อกังขา ผมก็ต้องจำทน(...)"

นอกจากนี้ บ้านของเขายังถูกค้นอีกด้วย สิ่งของส่วนตัวบางอย่างของเขาถูกริบ เทปวิดิโอ หนังสือ ทุกอย่าง แต่ถึงขนาดนั้น ก็ไม่มีสิ่งใดอันจะเป็นหลักฐานแห่งการกระทำผิด เด็กผู้ชายหลายสิบคนที่เคยมาเล่นที่บ้านกับไมเคิลถูกเรียกสอบ พวกเขาต่างยืนยัน ว่าไม่เคยมีสักครั้ง ที่ไมเคิลจะแตะต้องพวกเขาในทางอนาจาร

ธันวาคม ปี 1993

ไมเคิลได้รับทั้งความเจ็บปวดและอับอายที่สุดในชีวิต..

และ ช่วงเดียวกันนี้เอง อีกครั้งที่ มูลนิธิ Heal the World ของไมเคิล ได้สนับสนุน เด็กที่ต้องผ่าตัดในช่วงคริสมาสต์ และ เครื่องบินที่จุไปด้วยของเล่นขนม และของขวัญเต็มลำก็บินไปหาเด็กๆในยูโกสลาเวีย


ทุกครั้งที่เขาเจ็บปวด เขาจะมอบสิ่งดีๆให้ผู้อื่นเสมอ โดยเฉพาะมอบความสุขให้กับเด็กๆที่กำลังป่วย หิวโหย ยากไร้ ดิฉัน(จขกท)ยังจำได้ว่า หลังประสบอุบัติเหตุไฟไหม้บริเวณศีรษะตอนถ่ายโฆษณาเป๊ปซี่ ไมเคิลได้รับบาดเจ็บรุนแรงระดับ2 เขาคงเจ็บปวดมาก แต่เขากลับไม่ถือโกรธโทษใคร สิ่งที่เค้าเรียนรู้จากความเจ็บปวดนี้ก็คือ ความเจ็บปวดนี้ไม่ควรเกิดขึ้นกับใคร และเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว มันควรได้รับการเยียวยารักษาอย่างดีที่สุด และเมื่อทาง บ.เป๊ปซี่ จ่ายค่าทำขวํญให้กับเขาเป็นเงินถึง 1.5ล้านเหรียญ เขานำเงินทั้งหมดนั้น บริจาคให้กับสถาบันการแพทย์บรอทแมน เพื่อพัฒนาให้ความช่วยเหลือผู้อื่นต่อไป...



และก็อีกเรื่องหนึ่งที่หลายคนไม่รู้...

ไมเคิล แจ๊คสัน มอบรายได้ส่วนของเขาทั้งหมด (ประมาณห้าร้อยล้านเหรียญสหรัฐ) จากการแสดง Dangerous Would Tour ของเขาให้กับการกุศลทั้งหมด

(หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ได้ซื้อตั๋วชมหนึ่งในคอนเสิร์ตชุดนี้ละก็ ภูมิใจได้เลย คุณได้ทำบุญร่วมกับเขาแล้วล่ะค่ะ/จขกท)



เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย

จุดเริ่มต้นแห่งความสุข ในการเป็นผู้ให้ของไมเคิล

ย้อนกลับไปในปี 1977 แม้เขาจะเป็นเพียงแค่เด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง แต่ความคิดความอ่านของเขานั้น เกินตัวมากนัก เขาเคยกล่าวไว้ว่า

"ผม ได้พบเจอผู้คนมากมาย ทั้งคนจน และคนรวย แต่ส่วนใหญ่ผมมักให้ความสนใจคนจนเสมอ (...)ผมรู้สึกพอใจในสิ่งที่ผมมี และอยากที่จะช่วยเหลือผู้อื่นด้วย เวลาที่ได้ไปต่างประเทศ ผมมักใฝ่หาส่วนที่ยากจนของประเทศนั้นๆ ผมอยากทราบถึงความอดอยากว่าเป็นยังไง ผมไม่อยากเพียงแค่ได้ยินหรือได้อ่านเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมต้องการได้ไปเห็นกับตาตัวเอง มันต่างกันมากเมื่อคุณได้ไปสัมผัสด้วยตัวคุณเอง (...)คุณต้องเรียนรู้ให้มากขึ้นอีก"

ไมเคิล ต้องทนทุกข์จากผลลัพธ์ ที่เกิดจากความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อยของเขา

"ผู้คน ไม่พูดกับผมเหมือนที่เขาพูดกับคนอื่น เหมือนเวลาพวกเขาคุยกับเพื่อนบ้าน ผู้คนทำให้ผมรู้สึก แปลก ผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ...จนบางครั้ง ผมเดินออกไปนอกถนน หาใครซักคน ใครก็ได้ ที่จะคุยกับผม(เหมือนคนปกติ)" แต่ทุกครั้งที่เขาทำแบบนั้น เขาจะพบว่า เป็นความพยายามที่สูญเปล่า...

ไมเคิล รักเด็กๆ และสัตว์ มากกว่าสิ่งใดในโลก เพราะกับสองสิ่งนี้เท่านั้น ที่เขาอยู่ด้วยแล้วรู้สึกสบายใจ ชื่อเสียงของเขาไม่เป็นสิ่งสำคัญอีกต่อไป..



"แผลใจของไมเคิล บำบัดด้วยการ"ให้" และ มอบความสุขให้ผู้อื่น..."

แต่เมื่อคิดในทางกลับกับ นั่น....ดิฉันอาจคิดในแง่ร้ายเกินไปสักหน่อย

เพราะ หากการให้ของเขาเป็นแค่การบำบัดความเจ็บปวดทางใจของเขาจริง... เขาคงเป็นศิลปินที่ทุกข์ทนที่สุดในโลก

เพราะ ไมเคิล แจ๊คสัน ได้รับการบันทึกใน Guinness book of World Records เมื่อปี ค.ศ. 2000 ว่าเป็นศิลปินที่บริจาคมากที่สุดในโลก จนถึงขณะนี้ ก็ยังไม่มีใครทำลายสถิติได้...

ความจริง สิ่งเหล่านี้ อาจเกิดขึ้นเพียงเพราะมโนสำนึกของเขาเอง ความรักต่อเพื่อนร่วมโลก ความปราถนาดีต่อผู้อื่นอย่างจริงใจ ซึ่งเหล่านี้มันคงเป็นสิ่งที่ติดตัวเขามาตั้งแต่เกิด

ประสบการณ์ อันเลวร้ายในวัยเด็ก...ความกักขฬะรุนแรงที่เขาเคยได้รับในช่วงวัยเยาว์ ไม่ได้กลายเป็นเบ้าหลอมให้เขาสืบต่อ และไม่อาจทำลายสิ่งงดงามที่เติบโตอยู่ภายในจิตใจของเขาได้เลย..



Credit to :
http://www.mjfriendship.de/en/index.php?option=com_content&task=view&id=8&Itemid=10

ขอขอบคุณ คุณ Better Off MJFC
http://topicstock.pantip.com/chalermthai/topicstock/2009/08/A8240125/A8240125.html


Create Date : 18 พฤศจิกายน 2552
Last Update : 18 พฤศจิกายน 2552 15:24:35 น. 0 comments
Counter : 599 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Jeeup
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




แดุ่ไมเคิล ที่รัก.... ตั้งใจทำบล็อกนี้ เพื่อเป็นการเก็บรวบรวมบทความดี ๆ ที่เขียนเรื่องราวของคุณ.. ผลงานที่งดงาม.. ภาพแห่งความประทับใจที่ทิ้งร่องรอยของคุณไว้ ณ โลกใบนี้... โลกที่คุณใช้เวลาทั้งชีวิตที่จะปกป้อง...หวงแหน... ด้วยความรักและปรารถนาทีุ่ลึกซึ้งต่อผู้คนทั้งหลาย... สิ่งที่ฉันทำได้เพื่อคุณช่างเล็กน้อยราวหยดน้ำในมหาสมุทร เมื่อเทียบกับสิ่งที่คุณทำเพื่อคนอื่นอยู่เสมอ... พักให้สบายนะ... สักวันเราคงได้พบกันอีกครั้งในบ้านของพระเจ้า.....
Friends' blogs
[Add Jeeup's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.