Group Blog
 
All blogs
 

แบบเป้ เที่ยว Medan-Parapat ( เกาะ Samosir ) ประเทศอินโดนีเซีย ฉบับ 2 สาวก็ไปกันเองได้ --วันที่ 3

วันที่สาม ตั้งแต่มาถึงเพิ่งจะได้เริ่มเที่ยวก็วันนี้แหละค่ะ เสียเวลาไปกับการเดินทางถือว่าพวกเราพลาดเองค่ะกะเวลาผิด

พวกเราตื่นมา 7 โมงเช้า เพราะเผื่อเวลากินเข้า ไปเที่ยวในเกาะ และกลับมา check out กินมื้อเที่ยงแล้วรอเรือกลับฝั่งค่ะ

ภาพวิวตอนเช้าหน้าห้องคนอื่นห้องข้างๆ ที่พนักงานโรงแรมบอกว่าเดินมาอีกนิดเดียวก็เห็นวิวทะเลสาปแล้ว เวลาประมาณ 6 โมงนิดๆ


ภาพวิวหน้าโรงแรมด้านล่าง เวลาประมาณ 7 โมงเช้า












ระหว่างรอน้องที่มาด้วยกันอาบน้ำ เราเดินออกมาถ่ายรูปรอ มีคนที่พักห้องข้างๆ เขาถามเราว่ามาจาก ไต้หวันหรือ เราบอกว่ามาจากไทย เขาก็บอกว่าสวัสดีครับ เราก็ ค่ะสวัสดีค่ะ แล้วเดินไปถ่ายรูปต่อ อากาศตอนเช้าเย็นสบายๆ ไม่หนาวเหมือนตอนเย็นค่ะ ใส่เสื้อแขนสั้นได้ค่ะ

น้องอาบน้ำเสร็จมาถ่ายรูปคู่ด้วยกัน กับวิวหน้าโรงแรม  ระหว่างนั้นมีคนแอบเข้ากล้องด้วย น้องเขาก็มาเข้ามาก็ถ่ายๆ ฮ่าๆ

มื้อเช้าของเราค่ะ เขามีเมนูมาให้เลือก ว่าจะกินอะไรและเครื่องดื่มอะไรค่ะ อะไรที่นอกเหนือจากในเมนูก็จ่ายเพิ่มค่ะ

แว้นมอเตอร์ไซต์ตะเวนหาที่เที่ยวตามแผนที่ที่เขาให้มาค่ะ เราตั้งเป้าไว้ 3 ที่ค่ะ amberita ห่างจากโรงแรม 5 km Tomok ห่างจากโรงแรม 5 km และ siligarn ห่างจากโรงแรม 19 km 



จุดแรกเริ่มจาก Amberita พวกเราก็ดูป้ายมาตลอดทางค่ะ จนเลยมาถึงแยกที่ต้องไปซ้ายหรือขวา มีสถานีตำรวจอยู่ คิดว่าคงเลยแล้วหล่ะ จอดรถถามคนแถวนั้น เลยจริงๆค่ะ เขาให้ขับย้อนไป เราขับย้อนไป และแล้วก็เจอ แล้วก็งงทำไมตอนแรกไม่เจอ นึกออกอ่อ เป็นจุดที่มีรถตู้จอดหน้าประตูทางเข้าและทางเป็นโคลนเหลือช่องทางเดียว สวนไม่ได้ รถคันที่สวนเลยให้เราไปก่อน เลยไม่ทันมองป้อง เพราะรถบังและมัวแต่ดูทางไม่ให้ลงโคลน นี่เอง หาจุดจอดรถและเดินเข้าไปดูด้านใน





จ่ายค่าเข้าดูคนละ 3000Rp ให้ลงชื่อและโรงแรมที่พัก เจ้าหน้าที่ถามเราว่าเอาไกด์ไหม เราบอกไม่เป็นไรค่ะ เดินเล่นถ่ายรูปกัน มีบ้านหลังหนึ่งเปิดให้ขึ้นไปดูด้านบนได้ แต่ก็มีช่องให้หยอดบริจาคในนั้นค่ะ

ลงมาด้านล่าง ก็มีคนทักว่าพวกเราเหมือนคนที่นี่ คิดว่าเป็นคนที่นี่ ถามว่าพวกเรามาจากไหน ก็บอกว่ามาจากกรุงเทพฯ แล้วก็ถามพวกเราว่านายกคนใหม่ของไทย ชื่ออะไร ตอนแรกเราฟังไม่ถนัดได้ยินเป็น new price เลยงง ราคาอะไร ฟังไปฟังมา เลยอ่อเขาถามหาชื่อนายกคนใหม่ พวกเราก็ตอบไปว่า ประยุทธ์ เขาก็ถามต่อว่าเพิ่งเป็นได้ 3-4 เดือนใช่ไหม เอ่อเขาก็สนใจการเมืองไทยเหมือนกันนะนี่ เราก็ตอบไปประมาณนั้นค่ะ แล้วก็ไปถ่ายรูปกันต่อ แล้วก็เดินไปหาซื้อของฝากระหว่างที่เดิน ก็เจอจุดที่เขาให้ใส่ชุดเขาแล้วถ่ายรูปได้ แต่หยอดกล่องบริจาคให้เขาด้วยค่ะ



จุดนี้เป็นจุดถ่ายภาพ มีชุดให้ใส่ด้วยค่ะ เงินแล้วแต่เราหยอดกล่องค่ะ ไม่ระบุขั้นต่ำ



ตอนซื้อของ ตอนแรกกะถามราคาเฉยๆ ยังไม่ตัดสินใจซื้อเขาตื้อเราเลยเดินหนี เราคุยกันว่าร้านต่อไปถ้าไม่สนใจจริงๆ จะไม่ถามราคานะ ฮ่าๆ จนกระทั่งมาถึงร้านหนึ่ง เป็นผ้าทอ ราคาแฟงอยู่ ขอเขาลดได้ผืนละ 150,000Rp พอซื้อ 1 ตื้อให้ซื้อ 2 ชิ้น ชิ้นที่สองน้องที่มาด้วยอยากได้บอกราคาพวกเราว่า 250,000 Rp  พวกเราเห็นว่าแพงไปเลยไม่ซื้อ เขาเลยลดเหลือ 150,000Rp เท่ากัน ลดเยอะมากค่ะ ฮ่าๆ พอซื้อ 2 ชิ้น ตื้อให้ซื้อ 3 ชิ้น บอกว่าถ้าซื้อชื้นที่สามลดให้เหลือ 100,000Rp คิดกันว่าถ้าต่อ ผืนละ  100,000 Rp  แต่แรกน่าจะได้นะนี่เหอๆ น้องเขาสนใจกำลังแขนคิดน้องเขา 100,000Rp อุ้ยแพงไปไหม ต่อจนสุดท้ายได้ที่ 50,000 Rp

ยังอยู่ที่ Amberita อยู่ค่ะ ผ้าผืนที่น้องเขาคล้องคอ ป้าบอกผืนละ 250,000 Rp อุ้ยอย่างแพง พอจะไม่ซื้อป้าลดทันทีเหลือ 150,000 Rp เท่าอีกผืนลดอย่างเยอะค่ะ แสดงว่าตั้งราคาเผื่อไว้เยอะเลยค่ะ


พอไปอีกร้านซื้อของ 95,000 Rp ราคาต่อแล้ว เขาไม่ทอนเงินให้แต่จะให้พวกกุญแจเรา 1 ชิ้นแทน ฮ่าๆ เลยขอเขาสองชิ้นแล้วกันนะค่ะ ได้มาสองชิ้น 5,000 Rp  ตอนซื้อร้านนี้ป้าอีกร้านมาช่วยขาย พอเราซื้อเสร็จเขาดึงไปดูของร้านเขาบ้างช่วยซื้อร้านเขาหน่อย ก็ซื้อกระเป๋าตังเหรียญไป ต่อเขา 20 อัน 80,000 Rp ตกอันละ 4,000 Rp จ่ายไป 100,000 Rp แบบเดิมค่ะ ซื้ออีกอันไหม จะได้ไม่ต้องทอน ทีนี้ กำไรแขนเหมือนที่น้องเขาซื้ออีกร้านที่เส้น 50,000 Rp เหลือ 20,000 Rp เลยตกลงซื้ออันนี้อีกอันให้พอดีแสนค่ะ

Tomok จุดนี้เวลาเหลือแค่ครึ่งชั่วโมงก่อนกลับไปเช็ค out เลยต้องทำเวลาได้รูปมาแค่นี้ค่ะ แต่จุดนี้ไม่ค่อยมีอะไรค่ะเน้นขายของมีจุดนี้จุดเดียวค่ะที่เป็นสุสานกษัตรค่ะ


ดูเวลากันเวลาเราเหลือนิดเดียวนะอีกที่ 19 km  เลยปรึกษากันคงไม่ทันแล้วหล่ะ กลับโรงแรมเอาของไปเก็บและไปอีกจุด Tokom 5 km ดีกว่า โรงแรมที่พวกเราพักอยู่กึ่งกลางระหว่างสองจุดนี้ค่ะ ขับมอเตอร์ไซต์มาเรื่อยๆ เริ่มเพิ่มสปรีดความไวของมอเตอร์ไซต์ค่ะ แต่มันน่าจะไกลกว่า 5km ค่ะ ไปถึงจุดที่ขายของเยอะๆ เราก็สงสัยว่าน่าจะใช้แต่ไม่เห็นป้ายอะไรเลย ขับไปเรื่อยๆ เลยอีก เลยคิดว่าไม่ใช่แล้วต้องอยู่แถวๆ ที่ของขายเยอะๆ นั้นแหละ และแล้วก็เห็นคนเดินลงมาจากเขาข้างๆทาง น่าจะใช่จุดนี้นะ เลยหาจุดจอดรถ 3000Rp สำหรับค่าจอดรถ และก็ทำเวลาเดินช็อปและถ่ายรูปให้ทันให้เสร็จภายในครึ่งชั่วโมงเนื่องจากเราต้องไป check out ที่โรงแรมก่อนเที่ยงครึ่งค่ะ จุด  Tomok ของขายเยอะกว่า Amberita และแม่ค้าทอนเงินปกติ ไม่เหมือนฝั่งโน้นให้ซื้อของเพิ่มแทนเงินทอน และของราคาถูกกว่าฝั่งโน้นด้วยค่ะ

กลับมาถึงโรงแรม 12.15 น. ขากลับขับอย่างไว ค่ะ เอากุญแจมอเตอร์ไซต์คืน และ check out เรียบร้อยค่ะ

อาหารเที่ยงก่อน กลับ

มื้อนี้จัดหนัก หมดไป 1,222,000 Rp ค่ะ เนื่องจากมีข้าวผัดอีก 2 จานค่ะ สั่งข้าวขาวแต่เขาเข้าใจว่าเราสั่งข้าวผัดกันค่ะ
มารอเรือ ที่ศาลาหน้าโรงแรม เขาบอกว่าถ้าเรือมาก็ให้โบกเลย พอดีมีคนกลุ่มหนึ่งที่ออกไปพร้อมเที่ยวเรือดียวกับพวกเรา เขาจะไปปาราปัทเหมือนกัน และเขาเป็นคนท้องถิ่น เลยบอกพวกเราได้ว่าคันนี้แหละไปปาราปัท พอขึ้นเรือ เขาขอให้พวกเราช่วยดูของให้เขาหน่อยเขาจะย้อนไปเอามอเตอร์ไซต์มาขึ้นเรือ พวกเราก็ค่ะ และย้ำเขาว่าแค่ดุอย่างเดียวนะค่ะ แล้วเรือก็วนไปรับผู้โดยสารแต่ละท่าเรือของแต่ละโรงแรมค่ะ 

ไม่มีคนขึ้นคนแรกของเรือเลยถ่ายรูปกันเต็มที่ก่อนที่เขาจะรับผู้โดยสารคนอื่นต่อ ขากลับเรือสีสันสวยงามดีค่ะ น่าจะมีหลายคันค่ะ


แล้วก็วกกลับมารับมอเตอร์ไซต์ของกลุ่มที่พักโรงแรมเดียวกันกับพวกเราค่ะ มอเตอร์ไซต์ คันใหญ่ แบบมอเตอร์ไซต์รถแข่งนะค่ะ แต่ละคนมีแต่โคลน โดนขนขึ้นเรือประมาณ 7 -8 คันได้ค่ะ กว่าเรือจะออกก็เกือบ บ่ายสาม เลยเข้าใจที่คนขายตั๋ว taxi อธิบายพวกเราว่าขึ้นเรือรอบบ่ายสาม แต่ให้มารอตั้งแต่บ่ายสองครึ่ง เพราะเรือวนมารับท่าเราก่อนท่าอื่นค่ะ น่าจะไกลเกือบสุดเทียบกับจุดโรงแรมอื่นมั่งค่ะเพราะตอนมาส่งก็ลงเกือบสุดท้าย เหลืออีก 3 คน ที่ลงทีหลังเรา นั่งเรือสักพักมีเด็กเรือมาเก็บค่าตั๋วเหมือนเดิมค่ะคนละ 10,000Rp เรือมาถึงท่าที่ parapat ประมาณ บ่าย 3.45 น. เรารีบเดินไปที่ office taxi  ที่ซื้อตั๋วมาเลยค่ะ แล้วก็มีคนถามเราว่าใช่สองคนที่ซื้อตั๋วไว้ไหม เขาขอดูตั๋วเรา แล้วพาเราไปที่รถบอกว่ารถพร้อมออกแล้วค่ะ ไปถึงรถก็เอาของขึ้นรถ และคนอื่นๆ ก็ขึ้นรถ พวกเราขึ้นสุดท้าย

รถ share taxi ขากลับค่ะ


และแล้วก็มีปัญหากันจนได้ค่ะ เพราะเขาเว้นที่ว่าง 2,3 ให้เรา เราบอกคนจัดคิวว่าเราจอง 1,2 ไว้ ก็เกิดการแย่งที่นั่งกันประมาณนี้ค่ะ

เรา : ขอโทษนะคะ เราจองที่นั่งเบอร์ 1,2 ไว้ ไม่ใช่ 2,3 (รถแบบ5ที่นั่ง ข้างคนขับ 1 แถวสอง 2,3,4 เบาะสามจะไม่มีที่พิงหัว , แถวสุดท้าย 5,6,7)
คนจัดคิว : คุณจอง 2,3
เรา : ยืนยันว่าจอง 1,2
คนนั่งเบอร์1: พูดภาษาอินโดประมาณว่าไม่ยอม
คนจัดคิว : ถามเราว่าจ่ายไปเท่าไหร่ ถ้าเบอร์1ต้องพิเศษ
เรา : สองคน สองแสน (ราคาปกติที่เพื่อนในเมดานซื้อให้ เจ็ดหมื่นห้าต่อคน ขากลับเราซื้อกันเอง อู่แท็กซี่บอกเราว่าราคาเปลี่ยน แต่เราก็รู้เขาคิดเพิ่ม แต่เขาบอกเงื่อนไขว่าจะไปส่งที่โรงแรมในเมดานถึงที่เลย ก็เลยว่าอืมมม คนละแสนก็แสน ถ้าไปต่อเองยังไงก็โดนคิดเพิ่มจากคนอื่นอยู่ดี)
คนจัดคิว : รอแป๊บนะ วิ่งไปดูตั๋วและคุยกับอีกคน
สุดท้ายผู้หญิงที่นั่งเบอร์1ยอมลงมานั่งหลัง แต่ยังไม่จบ เขาก็ไม่ยอมนั่งเบอร์3เราก็ยืนยันว่าเราจองเบอร์2(ด้วยประสบการณ์ขามาเสียรู้ได้ที่นั่ง3,4 นั่งทรมาร4ชั่วโมงกว่าเกือบ5)
คนจัดคิว : เราต้องรีบไปนะได้เวลารถออกแล้ว
เรา : ถอนหายใจ กำลังคิดเอ่อขึ้นก็ได้ว่ะนั่ง 3 ก็ได้
แต่ทันไดนั้นก็ได้ยินเสียงผู้หญิงคนนั้น
ผู้หญิงคนที่นั่งเบอร์1ตอนแรก : ก็ได้ๆ แล้วก็ก้าวขึ้นไปนั่งเบอร์ 3
และแล้วพวกเราก็ได้นั่งเบอร์ 1,2 ตามที่จอง
แต่บรรยากาศในรถก็ขมุกขมัวไม่มองหน้ากันไม่คุยกัน
จนกระทั่ง รถขับเร็วเรารับจับที่จับด้านข้างประตู ผู้หญิงคนนั้นก็รีบจับหลังคารถ เราเลยเริ่มก่อน หันไปยิ้มให้เขาแล้วบอกเขาว่าจับตรงนี้ได้นะคะ เขายิ้มตอบบรรยากาศเริ่มดีขึ้น
รถจอดอีกครั้งเพราะระหว่างทางรถโดนก้อนหินกระจกร้าว (ไม่รู้มาจากการขว้างของคนที่หมั่นไส้ที่รถแทรกไม่เกรงใจใคร หรือหล่นมาจากไหนด้วยอุบัติเหตุจริง) เราหันไปหาผู้หญิงคนนั้นบอกเขาว่าถ้าง่วงก็พิงพนักอิงนี้ได้นะ เขายิ้มและชวนคุยถามว่ามาจากไหน และถามเกี่ยวกับที่เที่ยวในไทย
บรรยากาศเข้าสู่ปกติ มีอะไรที่คนขับบอกก็ช่วยแปลเป็นภาษาอังกฤษให้เราด้วย^^" สุดท้ายก่อนลงผู้หญิงคนนั้นเขาบอกลาก่อนลงรถด้วย


แต่กว่าจะถึงโรงแรมเกือบ 4ทุ่ม ขากลับใช้เวลา5ชั่วโมงกว่า แต่รอบนี้คนขับไม่สูบบุหรี่เยอะเหมือนขาไป



ถึงแล้วโรงแรมในเมดาน คืนนี้พัก จองผ่าน booking เช่นกันค่ะ 350,000 Rp+มัดจำ50,000 Rp (ตอน Check out ได้คืนค่ะ) เป็นโรงแรมอยู่ชั้น 3 ของ สถานนี้รถไฟฟ้า ค่ะ

เตียงนุ่ม อุปกรณ์บริการครบค่ะ อินเตอร์เน็ตแรง ใครที่ชอบความสะดวกแนะนำโรงแรมนี้ค่ะ จากสนามบินนั่ง Airport link มา 30 นาทีถึงค่ะ เวลา Airport Link ของเขาตรงเวลาแป๊ะ เลยค่ะ ถ้าย้อนเวลาได้จะพักที่นี่ทั้งสองคืนตอนที่อยู่เมดานค่ะ


อาหารมือเย็นและดึกของคืนสุดท้ายที่เมดานค่ะ


เข้าไปถึงอุ้ย โรงแรมสวย ของอะไรก็มีให้ครบ เข้าไปในห้องมีมาม่าตั้งอยู่สองกล่องน้ำสองขวด กำลังหิวเลย เพราะกินแต่มื้อเที่ยง คืนนั้นเลยมาม่าคนละ 1 กล่อง แล้วดูแผนวันสุดท้ายว่าจะเอาไงไปวังสุลต่านไหม คุยกับเพื่อนที่อยู่เมดานเขาบอกว่าถ้าจะไปทัน  airport link  รอบ 11.37 น. เลยปรึกษากันเอาไงตื่นเช้าอีกวันหรือตัดทิ้งเลย สรุปตัดออกและเดิน center point ของเขาซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับโรงแรมแทนค่ะ




 

Create Date : 17 พฤศจิกายน 2557    
Last Update : 17 พฤศจิกายน 2557 10:37:13 น.
Counter : 808 Pageviews.  

แบบเป้ เที่ยว Medan-Parapat ( เกาะ Samosir ) ประเทศอินโดนีเซีย ฉบับ 2 สาวก็ไปกันเองได้ --วันที่ 2

วันที่สอง ออกเดินทางสู่ parapat

นัดเพื่อนที่เมดานไว้ 6 โมงเช้าเพราะเขาบอกเราว่าเขาจะพาเราไปซื้อตั๋ว share taxi  และพาเราไปอยู่ที่นั่นรอ แต่วันนั้นเขายังทำงานอยู่เขาเริ่มงาน 8.15 น. พวกเราเลยตื่นกันแต่เช้าค่ะ ตั้งปลุกไว้ที่ตี 5 แต่เรานอนไม่หลับหลับๆ ตื่นๆ เหมื่อยไปทั้งตัวเหมือนจะไม่สบาย ตอนนั้นคิดถึงยาพารามาก น่าจะพกมาด้วย จนกระทั้งตื่นมาอีกทีตีสี่ครึ่ง อ้าวตื่นเลยดีกว่านอนต่อไม่ได้หล่ะ เดี๋ยวก็ตี 5 แล้ว เลยลุกไปอาบน้ำ ให้รู้สึกสดชื่นขึ้น พออาบน้ำเสร็จสบายตัว อาการเหมื่อยๆ เพลียๆ ก็หายไป ค่ะ
รูปบริเวณปากซอยทางเข้าโรงแรม รูปแรกกลางคืน สองรูปหลังกลางวันค่ะ


ถึงเวลานัดเพื่อนชาวอินโดก็ยังไม่มี เลย line  ไปบอกเขาว่าเรารออยู่ที่ lobby โรงแรมนะ ระหว่างรอเพื่อนที่โรงแรมเราก็แจ้ง พนักงานต้อนรับว่าขอให้เขาช่วย โทรบอกคนขับรถให้ทีว่าเราเปลี่ยนแผนไปกับเพื่อนเราแล้ว อธิบายเขาย้อนไปเรื่องที่คนขับรถไม่รอเมื่อวาน พนักงานบอกเราว่ามีคนไทยพักที่นี่สองคน เขาคิดว่าเราเป็นเพื่อนเรา หรือคิดว่าเขาเป็นเราตอนที่รับมาจากสนามบินนี่แหละค่ะ แต่ก็ไม่ได้คุยกับอะไรต่อขอเขาบอกคนขับรถให้แค่นั้นค่ะว่าเราต้องออกจากโรงแรมก่อน 8 โมงฝากบอกเขาด้วยค่ะ ให้ทริปนิดหน่อยสำหรับความช่วยเหลือ

ในที่สุดเพื่อนคนอินโดก็มารับเราแล้วค่ะ เขาพาเราไปกินข้าวเช้า ตอนแรกเราคุยกันว่าเราจะเลี้ยงข้าวเขา แต่เอาไปเอามาเขาเลี้ยงเราค่ะ มื้อนี้เลยไมไ่ด้จ่ายค่ะ อาหารหน้าตาตามนี้เลยค่ะ
3 คน ชา 3 แก้ว ขนมปังอีก 1 จาน (30,000Rp) ผัดนี่ อีก  3 จาน หน้าตาคล้ายๆผัดไท บ้านเราค่ะ (49,000Rp)

น้องที่ไปด้วย เรา และเพื่อนใหม่ในเมดานค่ะ (ในเมดานคนอินโดเชื้อสายจีนเยอะค่ะ หน้าจีนแต่พูดอินโดได้คล่อง เลยเข้าใจเหมือนบ้านเราค่ะมีไทยเชื้อสายจีนด้วย)


กินเสร็จเขาพาเราหาซื้อซิมมือถือแต่ไม่เจอ เลยไม่ได้ซื้อ และสุดท้ายก็พาเราไปซื้อตั๋ว taxi มี 7 ที่นั่ง รถสภาพใหม่ค่ะเป็นรถ 5 ที่นั่ง  แต่ตอนแรกเราไม่รู้ว่า 7 ที่นั่งนี้ตรงกลางจะไม่มีที่พิงหัว เราได้ที่นั่งเบอร์ 3,4 ขาไปค่ะ ขาไปคนมี 6 คน นั่งหน้า 1 คน แถวสอง 3 คน ผู้หญิงอินโด และเราสองคน และแถวสามเป็นผู้ชายนั่งสองคนค่ะ

อธิบายเรื่องที่นั่งแป๊บนะค่ะ  เบอร์ 1 นั่งสบายสุดเพราะไม่ต้องนั่งเบียดใครค่ะ เบอร์ 2  และ 4 ดีที่มีพนักพิงหัวและติดหน้าต่างค่ะ (เขาไม่เปิดแอร์กันค่ะ เขาเปิดกระจกรถ วิ่งจะปิดกระจกและเปิดแอร์ก็ต่อเมื่อฝนตกหนักค่ะ ตกนิดหน่อยก็ยังเปิดกระจกอยู่ค่ะ ) เบอร์ 3 คือนั่งระหว่งเบอร์สองเบาะลำบากค่ะ ถ้าง่วงไม่มีที่พิงหัว เบอร์ 5 6 7 ไม่ได้สังเกตว่าเป็นเบาะแบบไหนค่ะ แต่ที่แน่ๆ คือไม่มีหน้าต่างค่ะ รับลมจากหน้าต่างแถวหน้าค่ะ

1     คนขับ
2     3     4
5     6     7

ป้ายติดที่อู่ taxi ค่ะ แล้วก็รูป ตั๋วที่ซื้อค่ะ 2 คน 150,000Rp วงที่นั่ง 3 กับ 4 ไว้ ตอนแรกก่อนคนขึ้นครบนึกว่าได้นั่งคนละเบาะค่ะ พอเขาไปรับคนที่โรงแรมได้ขยับมานั่งตรงกลางค่ะ และเขาขับรถแบบเปิดหน้าต่างนะค่ะไม่เปิดแอร์ค่ะ น่าจะประหยัดน้ำมัน เดาเอาค่ะ


(ถ้าใครเดินทางมาเที่ยวกันคนหรือสองคน งบน้อย ถ้าเลือก share taxi แบบนี้ขอเขา เลือกเบอร์ 1,2,4 ดีสุดค่ะ จ่ายเพิ่มนิดหน่อยก็ยังดีกว่าคะ่เพราะเดินทางไกล 5-5.30 ชั่วโมงค่ะ อ่ออีกอย่างค่ะ สำหรับคนที่แพ้ควันบุหรี่ไม่แนะนำวิธีนี้นะค่ะ เพราะคนที่นี่ขับรถไปสูบบุหรี่ไป เจอคนขับสูบไม่เยอะก็โชคดีไป แต่ถ้าเจอคนขับที่สูบเยอะนี่ได้ดมบุหรี่เกือบตลอดทางนะค่ะ)

รถออกจากเมดานจริงๆ 9.45 น. ค่ะ มีไปรับผู้โดยสารที่โรงแรมอีกสองคนค่ะ แสดงว่าถ้าซื้อตั๋วล่วงหน้าแล้วขอให้เขาไปรับที่โรงแรมได้ค่ะ แต่อาจจะจ่ายพิเศษนิดหน่อยค่ะ พวกเรานั่งรถเกือบๆ 5 ชั่วโมงค่ะ มาถึงท่าเรือที่ parapat เกือบบ่ายสามโมงค่ะ ตอนแรกคนขับคิดว่าพวกเราเป็นคนอินโดนีเซียค่ะ เนื่องจากที่เมดานมีคนอินโดที่เป็นเชื้อสายจีนเยอะมากค่ะ และคนอินโดที่พาเราไปซื้อตั๋วก็เชื้อสายจีนค่ะ หน้าเราก็ออกใกล้เคืองคนจีนด้วยมั่งค่ะ เขาเลยคิดว่าเราเป็นคนอินโดพูดภาษาอินโดใส่เรา เราบอกว่าเราไม่เข้าใจ เขาเลยเดาว่าเราเป็นคนจีน ได้ยินเขาคุยกันกับผู้โดยสารที่นั่งมากับเรา ผู้โดนสารคนอินโดนคนนั้นบอกว่าพวกเรามาจากจีน เราก็ไม่อยากไปอธิบายอะไรเยอะก็เลยไม่ได้แก้ว่าไม่ใช่

วิวระหว่างนั่งรถจากเมดานไป ปาราปัท


ภาพ office taxi ฝั่ง parapat อยู่ที่ท่าเรือเลยค่ะ กับภาพท่าเรือที่ถ่ายลงมาจากในเรือค่ะ เนื่องจากมาถึงช้าไม่มีเวลาเก็บภาพค่ะ


พอไปถึงท่าเรือ เขาพาเราเข้าไปด้านใน office  ของ taxi  บอกว่าซื้อตั๋วเรือตรงนี้แต่คุยเรื่องที่พักเราบนเกาะกับวันกลับกับพวกเราก่อน เราบอกว่าเราจองโรงแรมไว้แล้ว และจะกลับพรุ่งนี้สี่โมงเย็น เขาเลยแนะนำให้เราซื้อตั๋ว taxi ขากลับไว้ เลย แต่เขาบอกกับพวกเราว่าราคาขากลับไม่เท่าขามานะ ราคาอยู่ที่ 100,000 Rp แต่ถ้าเราจะเหมา taxi กลับก็ราคา 650,000 Rp แต่เขาจะลดให้เหลือ 550,000 Rp (เราคิดในใจฉันหาข้อมูลในเว็บปีนี้ราคาเหมาอยู่ที่ 400,000-450,000Rp บอกว่าลดให้ยังแพงกว่าที่เราหาข้อมูลมาอีก ขากลับที่ดุในเว็บก็ต่างกันแค่ 5000Rp โดนชาร์ทแพงแล้วหล่ะ ) เราทำท่าคิดเขาเลยบอกว่าขากลับจะไปส่งให้ถึงโรงแรมที่พักในเมดานเลย หันมาคุยกันกับน้องที่มาด้วยกัน ช่วงเถอะไหม คนละแสนก็แสน ดีกว่าหาทางกลับเองอีกที (พอวันกลับจริงถึงได้รุ้ว่าเขาวนส่งทุกคนค่ะ เหอๆ) เลยตกลงและเขาขอให้เราจ่ายค่าตั๋วก่อนเพื่อจะได้ให้ taxi มารอวันพรุ่งนี้เลย เราก็ยอมจ่ายแต่ก็เสี่ยวๆโดนชิ่งเงินเหมือนกันค่ะ แต่เขาก็ออกตั๋วให้และเขียนเบอร์โทรให้เรา แต่รอบนี้เรารู้แล้วค่ะว่าที่นั่งเบอร์ไหนนั่งสบาย เลยขอเขาว่าขอเป็นเบอร์ 1 กับ  2 นะค่ะ ในตั๋วมีที่ระบุที่นั่งไว้ค่ะ แล้วเขาก็ย้ำพวกเราว่าให้มารอเรือหน้าโรงแรมประมาณบ่าย 2.25 น.  หรือ 2.30 น. นะจะได้ขึ้นเรือเที่ยวบ่าย 3 หลังจาก จ่ายเงินแล้วเราก็ถามเขาแล้วซื้อตั๋วเรือที่ไหน เขาบอกว่าไปจ่ายที่ในเรือเลย(ตอนแรกบอกซื้อที่นี่ ความจริงจะให้เราซื้อตั๋ว taxi ก็ไม่บอก เหอๆ) และถามจุดซื้อซิมค่ะ แล้วก่อนออกไปก็หันมาถ่ายรูปหน้าสำนักงานเขาไว้ค่ะ เผื่อขากลับออกจากเกาะ จะได้ไม่ลืมตำแหน่ง


เรือออกสามโมงครึ่ง มัวแต่เสียเวลาเจรจาเรื่องค่า taxi  ขากลับอยู่นาน เวลาเหลืออีกนิดเดียวแวะซื้อซิม 15000 Rp มีเงินอยู่ในบัตร 3000 Rp ขอให้ร้านเขาเปิดหมายเลขให้ ให้เขาทำให้หมดเลยลุ้นเวลาเรือจะออกด้วยใกล้จะสามโมงครึ่งแล้ว และแล้วก็เสร็จแบบหวุดหวิด ไม่มีเวลาถ่ายรูปบริเวรท่าเรือ กะว่าขากลับค่อยถ่ายก็ได้ ขึ้นไปนั่งบนเรือเลย ถามเขาว่าไป Tuk Tuk ใช่ไหม เขาบอกว่าใช่ ขึ้นไปเลย

วิวระหว่างนั่งเรือ ถ่ายได้แค่นี้ค่ะ ถ่ายภาพไม่เป็นค่ะ ^^ และตอนนั้นใกล้ๆจะสี่โมงเย็นแล้วค่ะ เรือออกสามโมงครึ่ง




นั่งรอในเรือสักพักเรือออก ก้าวขึ้นเรืออากาศหนาวขึ้นมาเลยต้องหาเสื้อแขนยาวมาใส่ ดีที่เตรียมมาด้วยค่ะ เรือออกได้สักระยะ มีคนเดินมาเก็บค่าเรือคนละ 10,000 Rp เขาถามเราว่าลงที่ไหนเราบอกชือโรงแรมที่พัก Samosir Cottage นั่งไม่นานค่ะไม่ถึงชั่วโมงค่ะครึ่งชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึงค่ะ เขาไปส่งผู้โดยสารจุดจอดเรือของแต่ละโรงแรมค่ะ ของเราถึงเกือบสุดท้ายค่ะ ระหว่างนั่งในเรือคนก็เหลือไม่กี่คนเราก็ลุกไปถ่ายรูปโน้นนี่ในเรือ ทิ้งกระเป๋าไว้ที่เก้าอี้หน้าเก้าอี้น้องที่ไปด้วยกัน หันไปอีกทีมีคนไปนั่งใกล้กระเป๋าเราเลย รีบไปดึงกระเป๋ามาไว้เก้าอี้ตัวเดียวกับที่น้องที่ไปกับเรานั่งอยู่ แล้วผู้ชายอินโดคนนั้นก็ถามพวกเราว่ามาจากไหน พอบอกว่ามาจากไทยเขาก็โชว์รูปผู้หญิงไทยให้เราดูแล้วถามว่ารู้จักไหม เราบอกว่าไม่รู้จัก เรือถึงท่าพวกเราแล้วคนเรือเรียกพวกเราแล้ว น้องผู้ชายคนนั้นก็ถามชื่อพวกเรา และทำท่าจะยกมือจับมือน้องที่มากับเรา เราเลยรีบกันให้น้องเขา บอกว่าถึงแล้ว น้องผู้ชายคนอินโดคนนั้นลดมือลงแทบไม่ทัน แหะๆ ถึงเสียที Samosir

คนลงเรือเกือบหมดแล้ว เหลือกลุ่มเรา น้องผู้ชายอินโด และด้านหลังอีก1คุ่



****สรุปเรื่องเรือคือขึ้นให้ถูกคนคันแล้วรอจ่ายเงินในเรือได้เลยค่ะไม่ต้องซื้อตั๋วเรือค่ะ คนละ 10,000 Rp
****เพิ่มข้อมูลเวลาเรือออกค่ะ
ขาไป Tigaraja- Tuk Tuk -->jam 8.30,9.30,10.30,11.30,12.30,14.30,15.30,16.30,18.00, 19.00
ขากลับ Tuk Tuk - Tigaraja -->jam:7.00,8.00,9.00,10.00 ,11.00, 12.00 ,13.00 , 14.00, 15.00, 16.00 ,17.30

(ถ้าย้อนเวลาได้จะออกจากเมดาน share taxi รอบ13.00น. มาถึงประมาณ 6 โมงเย็น แล้วขึ้นเรือเที่ยวสุดท้ายไปเกาะ เพื่อที่ช่วงเช้าจะได้เที่ยวในเมืองเมดานก่อนค่ะ จะได้ไม่เสียเวลาเปล่าๆ ไป 1 วันค่ะ)

อันนี้ที่พักของเรา Somosir Conttage คืนนี้จองผ่าน booking คืนละ 350,000 Rp ประมาณ 900กว่าๆ เกือบ 1,000 บาทค่ะ


ทางเดินไปหา information อย่างสูงขึ้นไปมีหอบนิดหน่อย ฮ่าๆ


พอลงเรือมองหา เจ้าหน้าที่ เห็นป้ายชี้ไปว่า imformation  เราเดินตามไป มันขึ้นบันไดเราก็เดินขึ้นไปเดินยังไม่สุด เหมือนห้องพักเลยใช่ไหมนะ เดินย้อนมาถามแขกที่พักด้านล่างเขาบอกว่าอยู่ด้านบน ก็เดินขึ้นไปอีกที เจอเจ้าหน้าที่ ยื่นใบจอง และจ่ายเงิน เขาพามาที่ห้องพัก เราจองห้องพักวิวทะเลสาป (ราคาแพงกว่าห้องธรรมดา) แต่ห้องเราโดนบังด้วยอีกห้อง เราเลยถามว่าในนี้บอกว่าวิวทะเลสาป พนักงานแน็บพวกเราเลย ประมาณว่าเดินออกมานิดเดียวก็วิวทะเลสาปแล้วนี่ เลย เอ่อๆ ช่างเหอะ ห้องนี้ก็ห้องนี้


แล้วก็ห้องพักของเราในคืนนี้ค่ะ มีที่แปลงหัวปลั๊กในห้อง เตียงนุ่มและใหญ่ ห้องน้ำก็กว้างมากๆ ค่ะ กว้างเท่าครึ่งห้องของ โรงแรมแรกเลยค่ะ
แอร์ไม่มี พัดลมไม่ต้อง อากาศหนาวต้องนอนห่มผ้า อาบน้ำถึงกับสั่นค่ะ


เก็บของเสร็จ เดินออกมาถ่ายรูปนิดๆ หน่อยๆ แล้วไปหาอะไรกินกันค่ะ และก็รู้สึกว่าพวกเราเป็นเป้าสายตาอีกแล้วค่ะ เนื่องจากวันที่พวกเรามาพักไม่มีต่างชาติค่ะ และไม่เห็นแขกผู้หญิงด้วยค่ะ
มีแต่คนอินโดที่มาเที่ยว หรือมาทำกิจกรรมแข่งรถวิบากหรืออะไรสักอย่างที่นี่แหละค่ะ มาเป็นกลุ่มใหญ่ค่ะ ใส่ชุดเหมือนนักแข่งรถ รถและคนเต็มไปด้วยโคลนไม่ได้ถ่ายรูปส่วนนี้ไว้ค่ะ



มาถึงสั่งกับข้าวไป 3 อย่างและข้าวเปล่า 2 จาน (ย้ำกับเขาว่าข้าวเปล่าไม่ใช่ข้าวผัดค่ะ ) ตอนมาเสริฟ มีแค่ สองอย่างกินไปเกือบอิ่มแล้ว คุยกันปลาทำไมเขาทำนานจังเลยถาม พนักงานคนเดิมตอบด้วยน้ำเสียงแอบแน๊บอีกแล้วค่ะว่าเราสั่งแค่ 2 ไม่ไช่ 3 สงสัยจะเริ่มขแม่นพวกเราตั้งแต่ถามหาวิวทะเลสาปค่ะ  (คุยกันเองกับน้องที่ไปด้วยกัน ก็เราชี้ให้ดูรูป ไป 3 อย่าง อยู่นะ สงสัยเขาคงคิดว่าเป็นกินเปล่าๆคนละจานค่ะ เพราะข้าวเปล่าเราสั่งกับพนักงานที่มาเสริฟอีกรอบค่ะ) แล้วเขาก็ถามเราว่าจะเอาอยู่ไหม พวกเราก็บอกว่าไม่เอาแล้วค่ะ เขาบอกว่าไว้มากินตอน dinner ก็ได้ แต่ตอนนั้นมัน หกโมงเย็นกว่าๆ แล้ว นี่แหละ dinner ของพวกเรา ฮ่า ๆ
กินข้าวเสร็จก็จ่ายเงิน เขาถามพวกเราว่ามีแผนไปเที่ยวไหนพรุ่งนี้ พวกเราบอกว่าจะไปที่มี stone chair  และสุสานกษัตย์ เขาแนะนำให้พวกเราเช่ามอเตอร์ไซต์ 100,000 Rp ไปที่ไหนก็ได้แล้วเอาแผนที่มาให้พวกเรา แต่เวลา check out 12.30 น. นะ ให้จ่ายค่าเช่ามอเตอร์ไซต์เลย พอจ่ายแล้วพวกเราถามว่ามีใบเสร็จไหม เขาบอกว่าไม่มีพรุ่งนี้มาเอากุญแจกับเขาได้เลย พูดด้วยเสียงแน็บอีกแล้ว เขาอยู่ตรงนี้แหละ เหอๆ สงสัยขแม่นตั้งแต่ถามเรื่องวิวทะเลสาปจริงๆ เพราะตอนแรกก่อนที่จะถามเรือ่งวิวทะเลสาปเขาคุยกับพวกเราดี ไม่มีน้ำเสียงแบบแน็บๆ (เอ หรือพวกเราคิดมากกันไปเอง เขาพูดสไตร์นั้นอยู่แล้วมั่งพยายามคิดในแง่ดี  ฮ่าๆ)

กินอิ่มก็กลับมานอนพักในห้องกัน ห้องพักที่นี่ไม่มีแอร์ ไม่มีพัดลม แต่อากาศหนาวค่ะต้องนอนห่มผ้า อาบน้ำนี่อย่างหนาวค่ะ ตอนแรกว่าจะไม่อาบซะแล้ว ฮ่าๆ

ระหว่างที่น้องอีกคนหลับอยู่เราก็ดูมือถือเบอร์ที่ซื้อมาเงินมันหมด คือเราเข้าเน็ตแล้วมันไม่ได้สมัครโปร พอเข้าปรุบแป๊บเดียวเงินหมดเลยค่ะ เลยไปถามเขาว่าอยากเติมเงินมือถือเขาเดิมให้เราได้ไหม 20,000 Rp เขาบอกว่าเติมได้แต่ต้องเติมสองครั้ง ครั้งละ  10,000 Rp และ คิดค่าเติมครั้งละ 5,000Rp สรุปเราเติมไป 20,000Rp จ่ายไป 30,000 Rp

เติมเงินเสร็จพยายามมาสมัครโปร internet ที่ห้องพัก แต่ก็ทำไม่ได้ ฮ่าๆ สุดท้ายเลย ช่างเหอะไว้โทร หา taxi กับโรงแรมพรุ่งนี้กับเผื่อมีปัญหาอะไรจะได้โทรหาเพื่อนคนอินโดที่เมดานได้

ทีนี้ได้เวลาอาบน้ำเดินวนอยู่ทั่วห้องพัก ไม่มีผ้าขนหนู แหะ หรือเขาไม่มีให้ แอบเห็นห้องข้างๆ ตากผ้าขนหนูไม่ใช่ของโรงแรมด้วย แต่พวกเราก็ไม่ได้เตรียมผ้าขนหนูมาด้วย คิดว่ายังไงโรงแรมต้องมี เลยต้องเดินไปถาม พนักงานคนเดิมอีกครั้ง ถามเขาว่าไม่มีผ้าขนหนู เหมือนกันทุกห้องไหมค่ะ เขาถามย้อนเราว่าที่ห้องไม่มีผ้าขนหนุหรือ เราตอบไปว่าไม่มี เขาบอกว่าเดี๋ยวให้พนักงานเอาไปให้ที่ห้อง

โรงแรมนี้ห้องพักสวย และกว้างขวาง มีโต๊ะ มีตู้ ห้องน้ำก็อย่างใหญ่ หน้าห้องพักเป็นระเบียงมีโต๊ะนั่งสองตัว และมีราวตากผ้าให้ด้วยค่ะ มีที่แปลงหัวปลั๊กให้ด้วยในห้อง แต่เสียเรื่องอินเตอเน็ตค่ะ มีแต่ที่ lobby ที่เดียวค่ะ ถ้าจะใช้ internet ต้องไปตรงนั้นค่ะ  แล้วก็โรงแรมนี้มีการแสดง ระบำบาตักหรือระบำอะไรสักอย่างที่ lobby ทุกๆ วันเสาร์ค่ะ โชคดีพวกเรามาพักวันเสาร์เลยได้มาดูค่ะ



ระหว่างแสดงเราเห็นกล่อง Donation เลยเดินเอาเงินหยอดไป 20,000 Rp เหมือนพวกเราเป็นคนเปิดกล่องค่ะ พอหลังจากที่เราหยอดเงินไป แขกคนอื่นๆ ก็ทยอย ออกมาหยอดกล่อง บางคนเอาไปแน็บให้มือคนที่กำลังทำการแสดงทีละคนเลยค่ะ เลยส่งสัยว่าตอนแรกเขาไม่เห็นกล่องกัน หรือเขารอให้แสดงเสร็จก่อนก็ไม่แน่ใจค่ะ

การแสดงจบได้เวลาพักผ่อน จบไปอีก 1 วัน กับวันที่สองที่เต็มไปด้วยการเดินทางและรู้สึกเหนื่อยสุดๆ ค่ะ เดินทางทั้งวัน ผิดคาดค่ะ กะมาถึงสักไม่เกินบ่ายสองที่ไหนได้ค่ำเลยค่ะ




 

Create Date : 12 พฤศจิกายน 2557    
Last Update : 17 พฤศจิกายน 2557 10:10:11 น.
Counter : 739 Pageviews.  

แบบเป้ เที่ยว Medan-Parapat ( เกาะ Samosir ) ประเทศอินโดนีเซีย ฉบับ 2 สาวก็ไปกันเองได้ค่ะ


ก่อนที่จะเริ่มทริปนี้ มาจาก โปรจากแอร์เอเซียค่ะ เฮ้ย เมดาน-กรุงเทพฯ ไปกลับพันต้นๆ เองหรือ?


ค้นหาอ่านรีวิวในเน็ตเลย ณ ตอนนั้น 5 ทุ่มกว่า ไม่มีแผนว่าจะไปมาก่อนเลย แต่พออ่านรีวิวแล้วน่าสนใจ ราคาก็น่าสนใจ และแล้วก็เกิดความอยากเที่ยวขึ้นมา


line หาเพื่อนสาวนในกลุ่มที่มักไปเที่ยวไหนต่อไหนด้วยกันหลายๆ ทริป แต่ผลกลับออกมาว่าเพื่อนๆ ไม่อยากไปช่วงปลายปี เพราะใกล้เวลาที่ต้องกลับบ้านด้วยไม่อยากลาบ่อย  บวกกับพอเพื่อนถามว่าไปไหนนะ เราตอบไปว่า “เมดาน ประเทศอินโดนีเซีย” เพื่อนๆบอกว่ากังวลกลัวลำบาก ฮ่าๆ


แต่ความอยากเรายังไม่หาย คิดไว้ว่าถ้าชวนใครได้ 1 คน ก็จะไป จริงๆ หล่ะ ตอนนั้นน้องที่ทำงานออนไลน์ใน fb   อยู่ เลยชวนน้องเขา “สนใจไปไหม เมดาน ประเทศอินโดนีเซีย พี่หาเพื่อนไปด้วยอยู่ พร้อมบอกราคาไปกลับ” สักพักน้องตอบมา “สนใจ” , เรางี้ดีใจสุดๆ มีเพื่อนไปด้วยแล้ว ปรึกษาช่วงที่จะไปกัน แล้ว เราก็บอกกับน้องเขาว่า “งั้นพี่จองเลยนะ”



หลังจากจองตั๋วเรียบร้อยแล้ว เราก็ตะเวนอ่าน รีวิว คนนั้น คนนี้ ทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ดูไปทั่ว เพื่อกะเอามาทำแผนของตนเอง ก่อนเดินทางเราวางแผนกันนานมากๆ (เรา หมายถึงตัวเรานะ น้องเขาบอกยังไงก็ได้แล้วแต่พี่จัดมา ฮ่าๆ)


@หาข้อมูลจุดที่จะไปเที่ยว
เริ่มจากหาสถานที่เที่ยว มีที่เขาแนะนำกันใน เมืองเมดาน มีวังสุลต่าน และมัสยิส และนอกเมืองมีเกาะซาโมซีร์ ,น้ำตก ชิโปปิโซ , จุดชมวิวภูเขาไฟ ตลาดผลไม้ ที่เมืองบราสตากี้


@หาข้อมูลเรื่องการเดินทาง
เมื่อมาร์สจุดที่จะไปเที่ยวแล้วก็ดูเรื่องเดินทางต่อ เท่าที่อ่านเจอใน review คนไทยที่เคยไป ก็จะมีเดินทางไปโดย เช่ารถพร้อมคนขับที่พูดอังกฤษได้ , เหมา taxi , นั่งรถบัส

ข้อมูลที่เราดูในเรื่องของการเดินทางมีตามนี้ค่ะ
1.ถ้าเช่ารถพร้อมคนขับจะเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมากสำหรับการเดินทาง  2 คน ( ถ้ามีตัวหาร 3 หรือ 4 คน น่าจะพอดีไม่แฟงเกินไป ) เราเลยตัดวิธีนี้ออกไป
2.ถ้า taxi ก็แฟงนะแต่ก็ประหยัดกว่าเช่ารถพร้อมคนชับ ( เรามองส่วนนี้ไว้ )

3. รถบัส หรือ local bus อันนี้เราอ่านรีวิวคนที่เคยนั่งรถ bus ไปแล้ว มันดูทรมารมากๆ แถวหนึ่งนั่งได้ 5 คน คนที่โน้นสูบบุหรี่บนรถด้วย ถึงราคาจะถูกกว่ากันหล่ายเท่า เราก็ไม่อยากเลือกตัวเลือกนี้

4. พยายามหาช่องทางอื่นต่อไป เจอคำแนะนำเป็นภาษาอังกฤษ มี minibus และ share taxi

-minibus เราสนใจนะแต่ไม่รู้จะหาข้อมูลจากไหน หาไม่ค่อยเจอ จนก่อนวันเดินทางจริง เห็นมีคนรีวิว ว่านั่ง minibus ไปคนละ 80,000 rp ลักษณะคือรถตู้ แต่คนอัดๆ กันแน่นๆ ไม่ให้นั่งให้พอดีคน ก็เลยว่าลองหาข้อมูล share taxi ดีกว่า

- share taxi เราเจอข้อมูลจากเว็บภาษาอังกฤษ มีชื่อบริษัทและเบอร์โทรและอัตราค่าบริการด้วย และเรารู้จักเพื่อนทางเว็บเกี่ยวกับท่องเที่ยวเว็บหนึ่งเขาเป็นคนเมดาน เลยส่งข้อมูลและถามเขาเกี่ยวกับการใช้บริการแชร์ taxi เขาน่ารักมากค่ะ ช่วยโทรไปสอบถามอู่ taxi และให้ข้อมูลเรามาว่า

เมดาน - ปาราปัท มี 3 รอบ 9.00am, 13.00pm และ 16.00pm ค่าโดยสารคนละ 75,000 Rp

ปาราปัท - มีดาน มีทุกๆ 1 ชั่วโมง เริ่มตั้งแต่ 9.00am - 16.00 pm ค่าโดยสารเท่ากัน

สุดท้ายเราเลยเลือก share taxi ก็แล้วกัน



@คำนวนเรื่องค่าใช้จ่าย

ค่าโรงแรม ค่ารถ ค่าภาษีสนามบินขากลับ (200,000Rp/คน) ค่าใช่จ่ายอื่นๆ กิน บวกของฝาก เราคำนวนกันไว้ว่าสองคนไม่เกิน 4,000,000 Rp  แต่เราก็แลกเงิน USD กันไว้อีก 100 $ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ใช้ แลกคืนโชคดีตอนแลกคืนเรทดี เงิน USD เลยขาดทุนแค่ 24 บาท (แต่เงินอินโด สกุล IDR ตอนแลกคืน เรทห่างจากตอนแลกซื้อมาก เลยขาดทุน ประมาณ 500 กว่าบาทได้ค่ะ)


  • ภาษีสนามบินของประเทศ อินโดนีเซีย ตอนขากลับ ข้อมูลแต่ละเมืองและเวลาผ่านไปอัตราค่าภาษีอาจจะเปลี่ยนได้ค่ะ เนื่องจากเราดูในรีวิวเก่าๆ อยู่ที่ 150,000 Rp แต่ มีการปรับตั้งแต่ 1 เมษายน 2557 เป็น 200,000 Rp ค่ะ

          พอดีเจอเว็บเช็คภาษีสนามบินของอินโดนีเซีย เลยแปะไว้ให้ด้วยเลยนะค่ะ
              1.Click here.

              2.เลือกเมืองที่จะบินออก

              3.ดูราคาภาษีสนามบินได้เลยค่ะ เขาจะแสดงสองราคานะค่ะ (ภายในประเทศ และระหว่างประเทศค่ะ)
         * ปล. ก่อนที่เราจะเจอว็บนี้เราโทรไปถามสายการบิน เรื่องอัตราที่ต้องเสียเขาบอกเราเป็นราคาในประเทศ เราเลยไม่มั่นใจเพราะราคามันต่ำกว่าที่เคยอ่านเจอ เลยหาจาก google จนเจอเว็บที่เขาเช็คอัตราภาษีสนามบินของอินโดนีเซียนี่แหละค่ะ


         * ปล2. เรื่องภาษีสนามบินค่ะขากลับค่ะ เนื่องจากตอนจองตั๋วของอินโดนีเซียส่วนใหญ่ราคาจะไม่รวมภาษีสนามบินไว้ในตั๋วค่ะ เพราะฉนั้นต้องไปจ่ายภาษีสนามบินก่อนบินออกประเทศเขาอีกทีค่ะ และจุดที่ต้องจ่ายก็คือ counter checkin ค่ะ ถ้าใครที่ checkin ผ่านเว็บไซต์มาแล้วก็ต้องมาต่อคิว checkin จุดนี้อีกรอบนะค่ะ เพื่อจ่ายค่าภาษีสนามบินค่ะ


@เตรียมอะไรบ้างก่อนไปอินโดนีเซีย
- ที่แปลงหัวปลั๊กไฟ (บางโรงแรกมีที่แปลงให้ค่ะ แต่ก็ไม่มีทุกโรงแรมค่ะ)
- ร่ม ที่นั่นฝนตกๆ หยุดๆ ค่ะ มีกันไว้ดีกว่าค่ะ (แต่โชคดีทริปเราไม่เจอฝนค่ะ)


@วางแผนไว้ 3 วัน 3 คืน
7Nov(ถึงสนามบิน 18.05 pm ) -10Nov (เครื่องออก 13.45 pm)
แผนเราปรับไปปรับมา 3 รอบก่อนเดินทางจริงค่ะ

+ตอนแรกมี่วางไว้

- วันแรก ถึงสนามบินกัวลานามุ (Kualanamu International Airport) พักใน Medan รถโรงแรมมารับ เอาของเก็บที่พัก หาอะไรกินแถวๆโรงแรม

- วันที่สอง ตื่นแต่เช้าเดินทางไป  parapat (ใช้เวลาเดินทาง 5-6 ชั่วโมง ) ข้ามไปเกาะ  samosir พักในเกาะ 1  คืน

- วันที่สาม ออกจากเกาะไปอีกเส้นเวะดูน้ำตก sipopiso และจุดชมวิวภูเขาไฟ แล้วพักใน Berastagi 1 คืน

- วันที่สี่ ออกจากโรงแรมแวะซื้ออะไรข้างทางแล้วตรงไปสนามบินเลย (เนื่องจากข้อมูลที่หาเมือง Berastagi ห่างจากสนามบินประมาณ 2 ชั่วโมงกว่า)


แต่พอจะไปจริงก่อนเดินทาง 1 สัปดาห์ มีเพื่อนใน panitp ที่เขาจะไปช่วงเดียวกับเรา ส่ง mesagges มาหา เราอ่านกระทู้ที่เขาตั้งและคอมเมนต์ต่างๆ ซึ่งแจ้งว่ามีภูเขาไฟเพิ่งปะทุ ทำให้เขากันคนออกจากพื้นที่เพื่อป้องกันมันระเบิด และมีควันค่อนข้างเยอะ เราเลยปรึกษากับน้องที่จะไปด้วยกันว่าเอาไง แผนเดิมไหม หรือตัดเมือง Berastagi ออก พอดีน้องเขาแพ้อากาศ ด้วย ถ้ามีควันเยอะกังวลว่าจะไม่ไหว  เลยสรุปว่างั้นตัดออกนะ แล้วก็วางแผนกันใหม่อีกครั้ง


+ แผนสอง แผนใหม่
- วันแรก ถึงสนามบินกัวลานามุ (Kualanamu International Airport) พักใน Medan รถโรงแรมมารับ เอาของเก็บที่พัก หาอะไรกินแถวๆโรงแรม

- วันที่สอง ตื่นแต่เช้า แวะเที่ยววังสุลต่านและมัสยิส ก่อน แล้วค่อยเดินทางไป  parapat ออกไม่เกิน 10โมงเช้า (ใช้เวลาเดินทาง 5-6 ชั่วโมง ) ข้ามไปเกาะ  samosir พักในเกาะ 1  คืน

- วันที่สาม ออกจากเกาะไปพักที่ Parapat กลับเส้นทางเดิม

- วันที่สี่ ออกจากโรงแรมแต่เช้า ไม่เกิน 7 โมง (เนื่องจากปาราปัทห่างจากสนามบินประมาณ 5-6 ชั่วโมง)


และแล้วก่อนวันเดินทางจริง 2 วัน เพื่อนที่รู้จักในเน็ตในเมดานเห็นแผนเรา เขาบอกว่าวันสุดท้ายอาจจะไม่ทันนะ ให้วันที่สามกลับมาพักในเมดานดีกว่า เราเลยปรับแผนอีกครั้งครั้งสุดท้ายแล้วค่ะ


+ แผนสาม ปรับแผนใหม่
- วันแรก ถึงสนามบินกัวลานามุ (Kualanamu International Airport) พักใน Medan รถโรงแรมมารับ เอาของเก็บที่พัก หาอะไรกินแถวๆโรงแรม

- วันที่สอง ตื่นแต่เช้า แวะเที่ยววังสุลต่านและมัสยิส ก่อน แล้วค่อยเดินทางไป  parapat ออกไม่เกิน 10โมงเช้า (ใช้เวลาเดินทาง 5-6 ชั่วโมง ) ข้ามไปเกาะ  samosir พักในเกาะ 1  คืน

- วันที่สาม ออกจากเกาะกลับ ไปพักที่ Medan กลับเส้นทางเดิม

- วันที่สี่ ออกจากโรงแรม แวะเที่ยววังสุลต่าน และมัสยิส แล้วไปสนามบินเลย



@ถึงเวลาเดินทางจริง


แต่สุดท้ายถึงวันเดินทางจริง ขอเริ่มเล่าเลยนะค่ะ เกริ่นซะยาวเลย ฮ่าๆ


7 พฤศจิกายน 2557 วันที่รอคอยมานานแรมปี จองตั๋วไว้ตั้งแต่ กุมพาพันธ์ 2557


วันแรก

กำหนดการเดิม 7 Nov เครื่องออก16.40 pm สายการบินแจ้งเปลี่ยนเวลาเดินทางเป็น 16.10 pm

เราเลยไปถึงสนามบินเร็วขึ้น เผื่อเวลาไว้เยอะเกินด้วยค่ะ เพราะเพื่อนเพิ่งกลับมาจากเกาหลีวันที่ 6 บอกว่าที่ ตม. คนเยอะนะ เวลาเหลือดีกว่าขาย เราเลยออกไปสนามบินตั้งแต่บ่ายโมงครึ่ง แต่ที่ทำงานใกล้สนามบิน เลยไปถึง บ่ายสอง ตม. ก็ไม่มีคน แถวหนึ่ง 5-6 คน และ ตม. ไม่ได้ถามอะไรเลยดูแค่เอกสารและให้ตามองกล้องแค่นั้นคะ่ แป๊บเดียวผ่าน ( ต่างจากตอนไป บาหลี ตอนนั้นเราเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรก ตม. ถามค่อนข้างเยอะค่ะ) เนื่องจากถึงสนามบินเร็ว เลยนั่งเล่นเน็ตรอเครื่องออกเกือบสองชั่วโมงค่ะ เพราะเครื่องมาช้ากว่ากำหนดค่ะ กว่าจะได้เดินทางก็ประมาณหกโมงครึ่งได้ค่ะ ทำให้ไปถึงสนามบินช้ากว่าเวลาที่กำหนดประมาณครึ่งชั่วโมงค่ะ และพอถึงแล้วคนเยอะค่ะเพราะไม่ได้มีแต่เที่ยวบินเราลำเดียว ตม. คนเลยเยอะค่ะ ต่อแถวยาว และรออยู่นานกว่าจะได้ออกมาด้านนอก บวกกับเราแวะถ่ายรูปนิดๆ หน่อยๆ ระหว่างเดินมาด้วยค่ะ เลยออกมาตรงทางออกช้า


พอไปถึงประตูทางออก เราก็เห็นคนที่ถือป้ายรอรับผู้โดยสาร เราก็พยายามมอง อันไหนเป็นชื่อเรา คนไหนเป็นคนของโรงแรมเรา ก็ไม่เห็นใช่สักอัน แล้วก็มีคนเดินมาหาเรา ถามว่าเราใช่ชื่อที่เขาถือไหม เราตอบว่าไม่ใช่ แล้วเราหยิบ booking  ของโรงแรมออกมาถามเขา เขาร้อง อ๋อ! แล้วบอกว่า คนขับรถไปแล้วพร้อมกับคนไทยสองคน เราสองคนก็งง แล้วทำไม่ไม่รอเราหล่ะ ก็เลยช่างเหอะเดี๋ยวค่อยหาวิธีแก้ไขปัญหากัน ไปหาจุดแรกเงินก่อนแล้วกัน



แอบใส่ภาพพวกเราไปนิดนะคะ  หรือไม่นิด ฮ่าๆ

แถวยาว ตอน ตม. ตรวจคนเข้าเมืองประเทศอินโดนีเซียค่ะ


เดินวนๆ หาจุดแลกเงิน เพราะเราแลก USD มากัน ไม่ได้แลก IDR มา เราก็หาไม่เจอ เลยถามคนที่ใส่ชุดเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย เขาก็ชี้ให้เราดู ตัวหนังสือตัวอย่างใหญ่ ทำไมเรามองไม่เห็นนะเดินมาผ่านสองรอบ กำลังจะเดินไป มีอยู่สองร้านที่รับแรกเงิน แต่ทั้งสองร้านท่าทางเรียกลูกค้าแบบน่ากลัวมาก แต่เราเลือกเข้าอีกร้านที่ดูไม่ค่อยบุกลูกค้าเท่าไหร่ ถามเรท 1us=10650 rp ปรึกษากันเอาไงดีแลกบางส่วนหรือทั้งหมดดี ตอนแรกกะขอให้ได้สัก 11000 rp ค่อยแลก ก็คำนวนดูถ้าราคานี้ก็ได้เกิน 4ล้านรูเปีย เลยว่าแลกก็แลก พรุ่งนี้เช้าจะได้ไม่ต้องไปเสียเวลาหาจุดแลกเงินอีก คำนวณแล้วราคาที่แลกตอนนั้น 1,000 rp = 2.98 บาท


พอแลกเงินเสร็จต่อไปต้องโทรหาโรงแรม หาจุดซื้อซิม เจอจุดซื้อแล้วค่ะ ร้านอยู่ติดกับร้านแลกเงินเลยค่ะ แต่พอเข้าไปถามคำตอบที่ได้รับ Sorry Sim card Sold out โอ้ยแล้วไงนี่ เลยถามเขาว่ามีร้านอื่นแนะนำไหมค่ะ เขาตอบมาว่าที่สนามบินนี้มีร้านนี้ร้านเดียวที่ขายซิม อ้าว เอาแล้วไง หรือนั่ง taxi ไปกันเอง หรือว่านั่ง  airport link ไปดี


จุดที่แลกเงินค่ะ ออกจากทางออกอยู่ซ้ายมือใกล้ๆ บรรไดเลื่อนค่ะ ร้านที่ขายซิม ก็อยู่ติดกันเลยค่ะ สองร้านแรกแลกเงิน ร้านที่สามขายซิมมือถือค่ะ

ภาพภายในสนามบินกัวลานามูค่ะ



คุยกันงั้นย้อนกลับไปที่จุดรอรับผู้โดยสารอีกรอบนะถามคนที่นั่ง counter ดู เอาเอกสาร booking โรงแรมเข้าไปถามเขา เขาแนะนำให้ไปที่ imformation ของสนามบิน เราเลยตรงไปหา imformation ของสนามบินขอให้เขาช่วยโทรหาโรงแรมให้เราหน่อย เขาแนะนำให้เราไปซื้อซิมตรงจุดขายซิมได้ เราอธิบายเขาไปว่า เราไปมาแล้วแต่ซิม ขายหมดแล้วไม่เหลือเลย มีร้านอื่นอีกไหม เขาบอกว่ไม่มีแล้วร้านขายซิม เขาเลยโทรไปหาโรงแรมให้เรา แล้วก็บอกกับเราว่าให้เรารอตรงนี้เดี๋ยวคนขับรถจะมารับ  เราก็รออยู่นาน ยืนเกาะเกะ counter เขา หรือว่าเห็นเรายืนนานนี่แหละค่ะ รอได้สัก ครึ่งชั่วโมง เขาก็แนะนำให้เราไปหาที่นั่งรอ กินอะไรในร้านก่อนก็ได้ แต่ตอนนั้นเรายังไม่หิว และไม่อยากรีบเวลาคนขับรถมาแล้วเราเลยบอกว่าเขาว่าจะนั่งรถจุดที่มีเก้าอี้ ถ้าคนขับรถมาแล้วให้ไปหาเราตรงนั้น พวกเรารออยู่นาน เกือบสองทุ่ม กว่าคนขับรถจะมา ระหว่างทางคนขับก็ถามเราว่าจะไปเที่ยวที่ไหนอย่างไร แล้วไปยังไง  จ้างรถเขาไปไหม เขาคิด 2วันครึ่ง 2,200,000 Rp พาไปเกาะ samosir แล้วดูน้ำตก sipisopiso ขากลับกลับอีกทาง มีที่แวะเที่ยวหลายจุด เราก็บอกเขาว่าเราขอคิดก่อนเพราะงบมันแพงไปสำหรับเราสองคน เขาบอกว่าเขาลดเหลือ 2,000,000 Rp ได้ เราก็ยืนยันคำเดิมขอคิดก่อนคืนนี้ พรุ่งนี้มาเจอที่โรงแรม 8 โมงจะให้คำตอบค่ะ และแล้วคนขับรถก็มารับพวกเราไปส่งโรงแรม ถึงโรงแรมเกือบ 3 ทุ่ม ราคาค่ารถ 180,000 Rp แพงกว่าที่ทางโรงแรมแจ้งเราไว้ตอนแรก 150,000 Rp ( แพงกว่า 30,000 Rp ) เราก็ไม่อยากท้วงให้เรื่องมาก เลยจ่ายๆ ไปและไม่ได้ถามเขาว่าทำไมไม่รอเรา เพราะอยากเข้าห้องพักแล้ว


ถึงที่พักเก็บกระเป๋า ด้วยตอนจองที่พักคืนแรกเราไม่ได้วางแผนเที่ยวในเมดานเลยเลือกโรงแรมราคาถูกประหยัดไปจ่ายแพงใน parapat และ berastagi จองผ่าน  agoda โรงแรม Wisma Sederhana Budget Hotel ห้องดูลักซ์ สองเตียงเดี่ยว ราคาคืนละ 674.14 บาท ถือว่าถูกมากหารแล้วจ่ายคนละ 300 กว่าบาทเองค่ะ แต่พอไปถึงห้องพักก็สภาพตามราคาค่ะ ห้องแคบค่ะ ประตูห้องน้ำเป็นบานเลื่อนมีรู ถ้าอาบน้ำเปิดแรงไม่เอาฟักบัวออกจากที่เสียงซึ่งปรับให้ก้มไม่ได้ น้ำก็จะกระเด็นโดนเตียงนอนค่ะ มี wifi ให้แต่อยู่ที่ห้องพักแล้วต่อเน็ตไม่ได้ค่ะ ต้องลงมาใช้เน็ตที่ lobby ค่ะ แต่มีที่แปลงหัวปลั๊กให้ในห้องค่ะ



ภาพโรงแรมแรกที่พักในเมดานค่ะ  Wisma Sederhana Budget Hotel


เก็บของแล้วเราก็ไปหาอะไรกินกัน ก่อนเดินทางจริง 1 วันเห็นคนที่มาพักโรงแรกมนี้เหมือนกัน เขาบอกว่าเดินมาซอยที่ขนานกับโรงแรมจะมีร้านอาหารให้กิน เราก็เลยเดินออกไปปากซอยกัน เวลา ณ ตอนนั้นเกือบๆ 4 ทุ่มแล้วค่ะ ฝั่งซ้ายมืดไม่น่าจะใช่นะ เลยเดินไปฝั่งขวามือ มันเป็นถนนใหญ่นะไม่มีร้านด้วย แต่มองไกลๆฝั่งซอยที่ข้ามถนนไปมีร้านอยู่ เราเลยข้ามถนนไปฝั่งโน้นกันค่ะ พอมาถึง มันมีสองฝั่งอีกฝั่งต้องข้ามถนนไปอีกจุดนี้ไม่มีรถติดไฟแดงให้ข้ามง่ายแล้วแล้วด้วยค่ะ เลยเดินดูฝั่งที่ไม่ต้องข้ามถนน คนเขาก็นั่งกินกันเยอะนะค่ะ แต่รู้สึกว่าพวกเราเป็นเป้าสายตา ทุกคนหันมามองเรา แล้วแต่ละโต๊ะก็สูบบุหรี่กันควันขโมง และมีเสียงแซวด้วย  และดูหน้าตาอาหารก็แปลกๆ เราเลยเดินย้อนไปดูอีกร้านปากซอย ก็ดูไม่ค่อยสะอาด เลยคุยกันว่าไปกินในโรงแรมกันไหม เลยเดินย้อนกลับมาที่โรงแรม เปิดดูเมนู พนักงานก็มาแจ้งเราว่า ครัวปิดแล้ว เลยงั้นกินซาลาเปาหน้าโรงแรมไหม ออกไปซาลาเปาหมด เห็นร้านตรงข้ามโรงแรมเยี่ยงไปนิดหน่อยมีร้านอยู่ เลยไปกินกันร้านนั้นกันค่ะ


พอนั่งปรุบ เขาเอาเมนูมาให้ แต่เราก็ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรเพราะไม่มีรูปให้ดู เราเลยถามเขาว่ามีอะไรแนะนำไหม แต่ถามเป็นภาษาอังกฤษ เขาก็ไม่เข้าใจ แต่เหมือนเขามีลูกหลานที่เป็นวัยรุ่นหน่อยพอฟังรู้เรื่อง เดินมาคุยกับเรา เราบอกเขาไปว่าเอาอะไรก็ได้ที่คล้ายๆก๋วยเตี๋ยว เขาเลยแนะนำเมนูนี้มาค่ะ


ภาพอาหารที่สั่งกันค่ะ สังเกตดูทุกเมนูเขาจะมีใบตองรองจานก่อนที่จะใส่อาหารค่ะ


สั่งไปคนละจานหน้าตาเหมือน ลาดหน้า แต่ใส่เครื่องเยอะค่ะ หมูแดง กุนเชียง กุ้ง ลูกชิ้น สารพัด แต่ติดจืดค่ะ เราอยากกินอะไรแสบๆ เขาก็มีแต่ซอลให้ใส่เพิ่มความเค็มกินกันไปได้ครึ่งหนึ่ง ปรึกษากันเราขอมะนาวเขาไหมค่ะ เลยขอมะนาวเขาตอนแรกเขาบอกไม่มีแต่คุณลุงบอกว่าน่าจะมีคุณลุงเดินไปดูให้ได้มะนาวมาครึ่งลูกเอาให้เราดูอันนี้ใช่ไหม พวกเราทำหน้าดีใจและรีบพยักหน้าคุณลุงฝ่ามะนาวมาให้เราได้สามชิ้น ก็แบ่งกันใส่คนละครึ่งรสชาด ดีขึ้นเยอะค่ะ แล้วก็กินกันจนหมด เหลือเส้นนิดหน่อยค่ะ


จ่ายเงินมื้อนี้ สองจาน น้ำ 1 ขวด โคคาโคล่า 1 ขวด น้ำแข็งสองแก้ว หมดไป 66,000 Rp ประมาณ 200 บาทค่ะ


กลับมาถึงห้อง แยกเงินส่วนกลางและแบ่งเงินกันใช้ เหมือนจะจบแล้วสำหรับวันแรก เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกินขึ้นกับพวกเราค่ะ น้องที่ไปด้วยกำลังจะอาบน้ำ น้องเขาไม่เคยเจอฝักบัวแบบนี้เปิดแล้วไม่มันออกด้านบนออกแต่ด้านล่าง เราเคยเจอฝักบัวแบบนี้ที่ไหนสักที่เลยอธิบายวิธีใช้ให้น้อง และสาธิตไปด้วยจนลืมดูทิศทางของฝักบัว พอทำปรุบน้ำพุงค่ะ รีบปิดกันแทบไม่ทัน แต่เตียงเราทั้งสองเตียงก็ชุ่มไปด้วยน้ำไม่นิดหน่อยนะค่ะเปียกเลยค่ะ คืนนั้นเลยใช้ไดร์เป่าผมเป่าจนพอนอนได้ค่ะ และก็จบด้วยแยกย้ายกันนอนค่ะ



วันที่สอง>>



วันที่สาม>>


วันสุดท้ายก่อนเดินทางกลับ





 

Create Date : 11 พฤศจิกายน 2557    
Last Update : 17 พฤศจิกายน 2557 10:40:21 น.
Counter : 1090 Pageviews.  

เที่ยวเขื่อนเชี่ยวหลาน พักแพคลองคะ มาฝากค่ะ แค่ 1 คืนก็สนุกได้เต็มที่แล้วค่ะ

+++ เที่ยวเขื่อนเชี่ยวหลาน  พักแพคลองคะ มาฝากค่ะ  แค่ 1 คืนก็สนุกได้เต็มที่แล้วค่ะ ^____^

ไปเที่ยวเพิ่งกลับมาค่ะประทับใจมากเลยค่ะเลยอยากเอามาเขียนเล่าให้คนอื่นได้มาเก็บข้อมูลก่อนไปเที่ยวบ้างค่ะ

ขอเกริ่นนำก่อนเดินทางของพวกเราก่อนนะค่ะ เริ่มแรกคือพวกเราไปกัน 3 คน 3 สาว ก็หาข้อมูลในเน็ตกันพอสมควร จะปลอดภัยไปไหมถ้าไปแต่ผู้หญิง หาที่พักที่ไหนดีที่ราคาหารสามแล้วพอสู้กันไหว และแล้วพวกเราก็ได้ที่พักเป็นแพนางไพร แพของอุทยานแห่งชาติเขาสก แต่เหตุก่อนเดินทาง 2 วัน คนที่เราประสานเรื่องที่พักก็โทรมาบอกพวกเราว่าแพนางไพรปิดปรับปรุงนะต้องเปลี่ยนแพ และพอดีก่อนวันเดินทางก็บังเอิญว่ามีน้องที่ทำงานไปเที่ยวที่เดียวกันกับพวกเราน้องเขาเลยมารวมกลุ่มกับพวกเรา เลยกลายเป็นทริปนี้มีผู้ร่วมเดินทางทั้งหมด 5 คนค่ะ ก่อนหน้านี้ที่จองแพนางไฟรไว้คือ ห้องพัก 2 ห้อง พัก 3 คน และ 2 คน พอแพนางไพรปิดปรับปรุง ป้าแกก็โทรมาสอบถามพวกเราว่าเปลี่ยนเป็นแพอื่นได้ไหมแต่ต้องนอนรวมกันทั้ง 5 คนนะ เป็นแพของคลองคะ เป็นบ้านหลังใหญ่นอนได้ 6 คนมีห้องน้ำในตัว 2 ห้อง ตอนแรกฟังชื่อแพคลองคะ ทำไมไม่เคยได้ยินชื่อนะตอนค้นหาในเน็ตเจอแต่ review ของแพอื่น เราเป็นคนคุยโทรศัพท์กับป้าด้วยเพื่อนยกให้เราตัดสินใจเลยว่ายังไง เลยถามว่าถ้าห้องน้ำสะดวกเอาก็ได้ค่ะเพราะจะเดินทางแล้วอีก 2 วัน ไม่มีเวลาเลือกแล้ว แต่ขอราคาเท่าเดิมค่ะ  สุดท้ายก็เลยได้พักที่แพคลองคะ พอรู้ชื่อแพก็ไปหาข้อมูลในเน็ตใหม่อีกครั้ง เจอคนที่เคยไปพักแพคลองคะเขียนถึงแค่อันเดียว แต่เห็นภาพเห็น vdo แล้วก็ได้อยู่ สวยอยู่ บ้านหลังใหญ่ดูมั่นคงด้วย เกริ่นซะยาวเลย ไม่รู้มีคนอ่านหรือเปล่า ฮ่าๆ

@การเดินทาง

-เครื่องบินจากกรุงเทพฯไปยังสุราษ


พวกเราเริ่มเดินทางออกจาก กรุงเทพฯ ด้วยสายการบินนกแอร์ เครื่องออก 7.00 น. และไปถึงสนามบินสุราษณ์ตอน 8.10 น. ค่ะ ก็ถือว่าเป็นทริปที่พวกเราต้องตื่นเช้ากันเพื่อไปขึ้นเครื่องตั้งแค่วันเดินทางค่ะ

-รถตู้จากสนามบินไปยังเขื่อน

พอไปถึงสุราษพวกเราก็รอรถตู้มารับที่สนามบิน สำหรับรถตู้พวกเราก็ติดต่อไว้ล่วงหน้าก่อนค่ะ เพราะมันไม่มีรถประจำทางที่สนามบิน รถที่พวกเราติดต่อเป็นรถตู้ประจำทาง สุราษ-ตาขุน-เขื่อน คิวอยู่ในเมืองสุราษ ถ้าเริ่มต้นที่คิวไปถึงเขื่อน คนละ 150 บาท แต่ถ้าให้เขาไปรับที่สนามบินจะคิดคนละ 200 บาท (เขาจะไปส่งถึงท่าเรือเลยค่ะแต่ก็บอกเขาก่อนนะค่ะ) ต้องโทรไปแจ้งเขาก่อนว่าเราจะถึงสนามบินสุราษกี่โมง รถตู้เขาจะออกทุกหนึ่งชั่วโมง ทริปพวกเราถึงสนามบินสุราษ 8.10 น. เลยได้ขึ้นรถตู้เที่ยว8โมงเช้าแต่กว่าจะมารับเราที่สนามบินก็เกือบ9โมงแล้วค่ะ ใช้เวลาเดินทางจากสนามบินไปยังท่าเรือประมาณ 1 ชั่วโมงค่ะ (เบอร์รถตู้ค่ะ  ที่สุราษฎ์ โทร 077-287059 ขาไปนะค่ะส่วนขากลับพวกเราก็ขอเบอร์คนขับไว้ค่ะตอนกลับก็โทรหาก็พอดีมีรถจากคิวเดียวกันมาส่งผู้โดยสารเขาก็โทรหากันให้รอรับเรากับไปด้วยด้วยเลยค่ะ หรือขากลับจะเอาเบอร์อีกคิวสำรองไว้ก็ได้ค่ะ เบอร์โทร. คิวรถตู้เขื่อนที่เขื่อนค่ะ 086-692 6241)



ระหว่างที่นั่งรถตู้มาจนถึงเขื่อนรัชประภาในรถตู้เหลือคนอยู่ 5 คน กลุ่มพวกเรา 3 คน อีก2คนก็เป็นนักท่องเที่ยวกำลังจะไปพักที่แพคลองคะเหมือนกันกับพวกเราค่ะ คนขับรถตู้เลยใจดีจอดรถแวะเขื่อนให้พวกเราได้ลงไปถ่ายรูปสันเขื่อนกับป้ายเขื่อนรัชประภา กันค่ะ ระหว่างเดินทางกับรถตู้ก็เดี๋ยวฝนตกเดี๋ยวแดดออกตลอดเวลาค่ะ จังหวะที่ลงไปถ่ายรูปฝนหยุดแล้วแต่ถ่ายได้ไม่กี่รูปฝนก็เริ่มลงมาอีก ก็เปียกกันนิดหน่อยค่ะ


-จากท่าเรือไปยังแพที่พัก

การเดินทางจากท่าเรือไปยังแพคลองคะใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงค่ะ ค่าเรือแล้วแต่แต่ละที่จะคิดค่ะเขาจะคิดเป็นราคาเหมาจ่ายต่อ 1 ลำมีราคา 1,800 บาท  2,000 บาท หรือ 2,200 บาท แต่ว่าจะนั่งได้ไม่เกิน 10 คนค่ะ  แต่ของพวกเราได้ราคา 1,800 บาท หาร5ก็เฉลี่ยคนละ 360 บาทค่ะ (ตอนเรือไปส่งพวกเราที่แพเรือก็อยู่รอพวกเราที่นั่นเลยจนกว่าพวกเราจะกลับเพราะว่าระยะทางไปกลับค่อนข้างไกลถ้ากลับมารับอาจจะไม่คุ้มกับค่าเรือที่เก็บค่ะ)
เนื่องจากทริปเรามีคนมาเพิ่มอีก 2 คน กลุ่มพวกเราไปถึงแล้ว 3 คนส่วนน้องอีกสองคนโทรไปถามว่าถึงไหนแล้วน้องเขาเพิ่งได้ขึ้นรถตู้ช่วงประมาณ 9โมงครึ่งพวกเราเลย ใช้เวลาที่เหลือถ่ายรูปบริเวรรอบๆ ระหว่างรอน้องอีกสองคน กลุ่มเรา 3 คนไปถึงประมาณ 10โมงเช้า น้องมาสบทบอีก2คน ถึงประมาณ 11 โมง เช้า ระหว่างรอก็เห็นนักท่องเที่ยวลงไปหลายกลุ่มแล้ว และแต่ละคนใส่เสื้อกันฝนกันหมด เพราะเรือที่พาไปเป็นเรือหางยาวมีมุงหลังคือนิดหน่อยแต่ไม่ได้บังฝนทั้งหมด และอากาศวันนี้ก็คือเดี๋ยวฝนเดี๋ยวแดด ค่ะ ใครที่จะไปช่วงฤดูฝนก็เตรียมเสื้อกันฝนไปด้วยนะค่ะ แต่ถ้าไม่ได้เตรียมก็ซื้อที่ท่าเรือได้ค่ะ เขาขายชุดละ 35 บาทค่ะ
อ่อลืมบอกค่ะ ก่อนลงเรือต้องจ่ายค่าเข้าอุทยานก่อนนะค่ะคนละ 40 บาทค่ะ




ภาพแรกถ่ายจากหน้าต่างตอนเครื่องขึ้น และภาพอีกสองภาพเป็นภาพตอนนั่งรถตู้มีฝนตกเป็นระยะตลอดทาง



ภาพวิวสันเขื่อนและป้ายชื่อเขื่อนที่พี่คนขับรถตู้ใจดีจอดรถให้พวกเราได้ถ่ายรูปกัน ^^



ภาพนี้เป็นภาพบริเวรท่าเรือระหว่างที่เรารอน้องอีกสองคนมาสบทบก่อนลงเรือค่ะ


@ตามด้วยบรรยากาศตอนนั่งเรือกันค่ะ
เรือจะเป็นเรือลักษณะตามภาพด้านบนที่ถ่ายตรงบริเวรท่าเรือไว้นะค่ะ หลังคาเขาเอาขึ้นเอาลงได้ง่ายๆค่ะ พอคนครบก็ได้เวลาที่พวกเราลงเรือกันบ้างแล้วค่ะ พวกเรา 5 คนมีเสื้อกันฝนซะ 3 คนไม่มีอีก 2 คน คือเรากับเพื่อนกะว่ามันตกๆหยุดๆ เตรียมผ้าบางๆ มาผืนหนึ่งคงพอช่วยกันสาดได้บ้างเลยไม่ยืมซื้อเสื้อกันฝนนะค่ะ ฮ่าๆ ถือว่าโชคดีระหว่างเดินทางไม่เจอฝนเลยมาเจอช่วงเดียวช่วงที่ใกล้จะถึง น้องที่ขับเรือก็บอกพวกเราล่วงหน้าว่าด้านหน้ามีฝนนะเลยได้เตรียมผ้าเตรียมอะไรมาบังฝนบ้างก็เปียกอยู่นะค่ะแต่แค่ชื่นๆ ไม่ถึงกับเปียกทั้งตัวค่ะ (อ่อตอนเดินลงเรือโดนแอบถ่ายรูปกัน พอขากลับมาขึ้นเรือเขาเอาภาพมาให้ดูกลุ่มพวกเราไปกัน 5 คน คนละรูปๆ สรุปมีเราซื้ออยู่คนเดียวก็จ่ายไปกับค่าภาพ 100 บาท ที่เหลือไม่มีใครเอาเพราะเขาถ่ายแบบไม่รู้ตัว แบบว่าไม่ได้แอ๊กกัน แถมใส่เสื้อกันฝนกันอีก ฮ่าๆ)



นั่งในเรือแล้วถ่ายไปเรื่อยๆ จังหวะสวนทางกับเรือของกลุ่มอื่นค่ะ



ชอบสีน้ำสีเขียวสดสวยดีค่ะ



เขามันมองหน้าตาคล้ายๆ กันหมด พวกเราก็ถ่ายไปเรื่อยๆ ก็คิดๆกันว่าถ้าให้มาขับเรือเองคงมองไม่ออกทิศไหนเป็นทิศไหน ฮ่าๆ




กล้องไม่ค่อยชัดเท่าไหล่ภาพเลยเบลอๆ ค่ะ จะเห็นว่ายอดเขาจะมีหมอกอยู่เพราะวันที่เดินทางมีฝนตกเป็นระยะๆ ตลอดวันค่ะ

@ถึงแล้วที่พักพวกเรา ณ แพ คลองคะ

ที่แพ คลองคะ มีแพที่อยู่ในน้ำอยู่ 4 แพ แต่ละแพ มีห้องน้ำในตัว 2 ห้องอยู่ฝั่งซ้ายและขวา เตียงก็มี6เตียง ซ้าย 3 ขวา 3 (เตียงสูงนิดหนึ่งตอนขึ้นลงต้องปีนขึ้นค่ะ ^^") มีพัดลมในห้องด้วยค่ะ (แต่ไฟเป็นไฟปั่นใช้ได้ 6 โมงเย็นถึง 4 ทุ่มเท่านั้น (ถ้าคิดว่าต้องเข้าห้องน้ำช่วงมืดๆก็พกไฟฉายมาด้วยก็ดีนะค่ะ) ปลั๊กไฟในห้องมี 3 ตา ถ้าไปคนเยอะหรืออุปกรณ์เยอะควรเตรียมปลั๊กสามตาไปด้วยค่ะ ) และมีแบบที่อยู่บนบกอีกไม่แน่ใจว่า 3 หรือ 4 หลัง แต่คิดว่าไม่มีคนพักตรงบนบกเพราะดูหญ้าขึ้นรกๆนะค่ะ ค่าที่พักเราติดต่อไว้กับป้าคือ คิดเป็นราคาต่อหัวคนละ 700 บาทต่อ1คืน ราคานี้รวมที่พักและอาหาร3มื้อ คือ มื้อเที่ยง มื้อเย็น ของวันแรก และมื้อเช้าของอีกวันค่ะ

ในห้องพักก็จะมีหมอนกับผ้าห่มให้คนละ1ชุด แต่ไม่มีผ้าขนหนูให้นะค่ะ ใครไปที่นี่ให้เตรียมผ้าขนหนูไปด้วยนะค่ะ ส่วนห้องน้ำก็จะมีแต่สบู่เหลวล้างมือค่ะ ไม่มีสบู่สำหรับอาบน้ำกับแชมพูสระผมนะค่ะควรเตรียมไปด้วยค่ะ

มีระเบียงทั้งหน้าบ้านและหลังบ้านค่ะ มีเชือกสำหรับตากผ้าด้านข้างและด้านหลังค่ะ ลมพัดแรงเย็นดีค่ะ ถ้าตากผ้า ( หากกลัวว่าจะปลิวก็เตรียมที่หนีบผ้าติดมือไปด้วยได้นะค่ะ )



เรือแล่นไปใกล้ที่พักแล้วมองเห็นที่พักของพวกเราแล้วค่ะ เห็นในภาพมีแพเยอะใช่ไหมค่ะ แต่แพที่เยอะๆ ฝั่งซ้ายมือนั้นเข้าพักไม่ได้นะค่ะเพราะเป็นของกลางที่โดนยึดมากำลังอยู่ระหว่างการดำเนินคดีอยู่ค่ะ พักได้แค่ 4 แพที่เป็นบ้านไม้หลังใหญ่ๆนะค่ะ



บ้านพักในน้ำที่บอกว่ามี 4 หลังที่บอกไว้ค่ะ



ส่วนตรงนี้เป็นจุดที่บอกว่าอยุ่บนบกนะค่ะ ที่ไม่แน่ใจว่ายังมีคนพักอยู่ไหมนะค่ะ ลืมถามรายละเอียดนะค่ะ



ให้เห็นภาพชัดเจนอีกนิดค่ะ ที่บอกว่าเข้าพักไม่ได้เพราะเป็นของกลางที่ถูกยึดมานะค่ะ แต่สวยนะค่ะ เสียดายที่ไม่สามารถใช้งานได้ค่ะ



ถึงแพแล้วก็ถ่ายป้ายชื่อแพไว้หน่อยค่ะ แพคลองคะ



ตรงนี้เป็นจุดที่ลงชื่อเข้าพักและแสดงความคิดเห็นค่ะ มาถึงวันแรกทาง จนท. เขาจะมอบถุงดำให้ห้องพัก 1 ใบนะค่ะพร้อมถ่ายรูปเพื่อเป็นการตกลงสัญญากันว่าขยะที่พวกเราทิ้งจะทิ้งในถุงดำนี้และจะเอาถุงดำนี้กลับไปด้วยตอนที่ออกจากแพค่ะ  และที่เห็นหนังสือกองๆ อยู่ตรงนั้นเป็นมุมที่ให้แขกหยิบหนังสือไปอ่านได้ค่ะ ก็มีไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ (ถ้าใครไปพักแพนี้ มีหนังสือดีๆ อยากแบ่งปันเอาไปให้เขาได้นะค่ะ อันนี้คิดเองว่าเขาน่าจะรับค่ะ แหะๆ)



ส่วนตรงนี้เป็นจุดที่กินข้าวนะค่ะ ถ้าได้เวลาอาหารให้มากินที่จุดนี้ค่ะ เขาจะจัดเตรียมให้เป็นโต๊ะแยกตามแขกที่พักแต่ละแพค่ะ



ถึงแล้วที่พักของพวกเราค่ะ เดี๋ยวเข้าไปดูด้านในกันค่ะ



ถ่ายจากด้านนอกเข้าไปจะเห็นว่ามีเตียงนอนและห้องน้ำอยู่สองฝั่งตามภาพนะค่ะ



ภาพนี้ถ่ายมาฝั่งเดียวนะค่ะ ความจริงอีกฝั่งจะเป็นหน้าต่างกระจกใส และมีผ้าม่านตรงหน้าต่างหน้าบ้านด้วยค่ะ



ห้องน้ำค่ะทั้งสองฝั่งจะเป็นลักษณะเดียวกันเลยค่ะ มีอ่างล้างหน้า ชักโครก และจุดอาบน้ำค่ะ



ระเบียงด้านหลังแพค่ะกว้างขวางดีวิวก็สวยด้วยนะค่ะ เพราะด้านหลังเป็นภูเขา ได้ยินเสียงนก เสียงชะนี ร้องด้วยค่ะ



หลังจากกินข้าวเสร็จแล้ว ถ่ายรูปเสร็จบางส่วนเพื่อนแอบมางีบด้านหลังแพค่ะ เขาบอกว่าลมเย็นีเลยมานอนจุดนี้กันค่ะ ดีไม่กลิ้งลงในน้ำ ฮ่าๆ



วิวด้านหน้าแพค่ะ จะเห็นว่าตรงนี้มีขอนไม้ยื่นออกมาเป็นจุดที่เขาทำไว้ให้สำหรับเป็นจุดเล่นน้ำค่ะ



มาดูชัดๆ ตรงปลายค่ะ มีม้านั่งและมีจุดให้โดดน้ำด้วยค่ะ



ท่าเรือของแพค่ะจะเห็นว่ามีเรือ 3 ลำเพราะช่วงที่เรามาพักมีแขก 3 แพค่ะ เรือก็จะจอดรอและกลับพร้อมแขกเลยตามที่บอกข้างต้นนะค่ะ




ด้านหลังแพค่ะถ่ายจากบริเวรจุดกินข้าวค่ะ เขาติดป้ายไว้ด้วยว่าห้ามตกปลาเพราะปลาที่นี่เยอะมากค่ะ


+++Update ภาพปลาบริเวณริมแพ กับจุดที่เขาเรียกว่ากุ้ยหลินเมืองไทยเพิ่มนะค่ะ+++



ปลาไม่แน่ใจว่ามันคือปลาตะเพียนหางแดงหรือเปล่านะค่ะไม่ได้ถาม จนท. เขานะค่ะ



ภาพนี้ลองเอามือจุ่มไปถ่ายในน้ำดูค่ะยิ่งเอามือลงไปปลายิ่งมาเยอะเลยค่ะมันคงนึกว่าอาหาร ^^


ส่วนเจ้าปลาตัวนี้ตัวอย่างใหญ่มันมากินขนมปังที่พวกเราโยนให้เจ้าปลาตัวเล็กที่มาทำตาละห้อยหน้าแพของเราแต่พอให้เจ้าตัวเล็กกลายเป็นว่าเจ้าตัวใหญ่ตัวนี้มาแย่งตัวเล็กเลยต้องว่ายออกห่างๆ แหะๆ



ส่วนภาพนี้เป็นจุดที่เขาเรียกว่ากุ้ยหลินเมืองไทยค่ะ ภาพนี้น้องคนขับเรือพาพวกเราไปดูกันตอนขากลับค่ะแวะถ่ายรูปด้วยเฉยๆ ค่ะ แต่ถ้าใครซื้อทัวร์ก็จะมีโปรแกรมให้ว่าวันนี้ไปไหนบ้างอะไรยังไงแต่พวกเราไม่ได้ซื้อโปรแกรมทัวร์ค่ะ ซื้อแต่ที่พักและเช่าเรือ ขากลับเรือเขาก็พาไปดูจุดนี้เพราะว่ามาเขื่อนรัชชประภาแล้วไม่ได้มาจุดนี้คือมาไม่ถึงกุ้ยหลินเมืองไทยค่ะ (อ่อตอนนั่งรถตู้เข้าไปในเขื่อนคนขับรถตู้เขาเล่าให้ฟังว่าเมื่อก่อนนี้ไม่ได้เปิดให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวแต่พอดีมีต่างชาติมาเห็นเขาสามลูกนี้แหละค่ะเขาบอกว่ากุ้ยหลินเมืองไทยตั้งแต่นั้นก็เลยเริ่มเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวค่ะ)


+++update ภาพอาหาร 3 มื้อ+++



ภาพนี้อาหารมื้อเที่ยงของวันแรกที่ไปถึงแพค่ะ  ส่วนกลับถามพี่ จนท.ว่าพี่ค่ะกับเติมได้ไหมค่ะ พี่เขาบอกว่าเติมไม่ได้ ฮ่าๆ แต่ข้าวเติมได้ สงสัยมื้อแรกทาง จนท. เขาคงคิดว่าพวกเราคงกินไม่เยอะเลยไม่ได้ทำเผื่อเพราะมื้อต่อไปพี่เขาบอกกับพวกเราว่าเติมกับได้ ^^"



แกงพริกเผ็ดสมชื่อ แต่ก็อร่อย ไก่เยอะมาก พวกเรากินกัน 5 คน ไก่เหลือเยอะเลย น้องที่ไปด้วยกันก็บอกว่าตักกินแต่ไก่ยังเหลือเยอะเลย แต่อิ่มมากๆ ฮ่าๆ



ผัดวุ้นเส้นใส่ไข่เมนูนี้อร่อย หมดเกลี้ยงก่อนเมนูอื่นเลยค่ะ ^^"



ผัดหอมหัวใหญ่ใส่ไก่เมนูนี้ก็เกลี้ยงเช่นกันค่ะ



หน้าตาเหมือนคุกกี้ แต่มันคือไข่ปลาทอดค่ะ เมนูนี้เหลือ 2 ชิ้น แสดงว่าชิมกันไปคนละชิ้น ^^"

ต่อไปเป็นมื้อเย็นค่ะ มื้อนี้ ไม่อยากจะบอกว่าเรากินข้าวไป 3 จาน ฮ่าๆ อย่างอิ่ม



มื้อเย็นนี่แหละค่ะที่พี่ จนท. เขาบอกว่าเติมกับได้นะครับแต่ยกเว้นปลากับผลไม้ (รูปผลไม้ลืมถ่ายไว้ค่ะแต่เขาจัดสวยนะค่ะ )




ปลาตัวอย่างใหญ่กินกันจนอิ่มสุดท้ายต้องกินแต่ปลาเฉยๆ เพราะอิ่มกันแล้วค่ะ



แกงเหลืองอร่อยค่ะแต่เผ็ดนิดหน่อย เมนูนี้พวกเราขอเติมชามที่สองกันค่ะ



ผัดผักจานนี้อย่างเยอะเมนูนี้กินไม่หมดค่ะพยายามแล้วแต่ไม่ไหวกันค่ะอิ่มเกินไป ฮ่าๆ



ไข่เจียวธรรมดาค่ะ เมนูนี้ก็ขอจานที่สองเพิ่มเช่นกันค่ะ จานสองเกือบไม่หมดเพราะอิ่มกันแล้วแต่ก็พยายามรับผิดชอบเพราะเราสั่งเปิ้ลเขาจานที่สองเพื่อไม่ให้เสียของเลยต้องกินให้หมดกันค่ะ ฮ่าๆ

และสุดท้ายมื้อเช้าของวันที่กลับค่ะมื้อนี้ไม่มีอะไรมากมีแต่เข้าต้มอย่างเดียวค่ะ



รสชาดก็อร่อยดีค่ะแต่อาจจะติดเค็มนิดหน่อยค่ะ ^^


++++ update ภาพตอนไปดูสัตว์ลงมากินน้ำ และพายเรือไปดูน้ำตกค่ะ++++

ภาพกิจกรรมอื่นๆ ตอนอยู่ในนี้นะค่ะ เช่น เล่นน้ำ พายเรือ ดูสัตว์ค่ะ (ตอนน้องที่ขับเรือมาบอกพวกเราว่าพรุ่งนี้เช้าหกโมงให้มาพร้อมกันที่เรือเพื่อจะได้ไปดูสัตว์กันแต่ไม่แน่ใจว่าจะเห็นหรือเปล่า พวกเราร้องถามพร้อมกันเลยห่ะหกโมงเช้่า และแล้วก็ต้องตื่นเช้ากันอีกวัน ฮ่าๆ) ส่วนน้ำตกที่พูดถึงนี้อยู่ไม่ไกลจากแพที่พักเรามากเท่าไหร่ พี่ จนท. บอกพวกเราว่าใช้เวลาพายประมาณ 15 นาที ถ้าช้าจริงๆ ก็ 30 นาทีก็ถึง ตอนเย็นพวกเราพายเรือไปดูกันแต่พายไปไกลที่พักไปทุกทีไม่เห็นวี่แววของน้ำตกเริ่มเหมื่อยกับการพายเรือ เลยสรุปกันว่าไม่ดูกันแล้วเน๊อะ แต่พอตอนเช้าที่น้องที่ขับเรือพาพวกเราไปดูสัตว์ลงมากินน้ำกัน ปรากฏว่าไปไม่เจอสัตว์อาจจะเป็นเพราะพวกเราสายนิดหน่อย บวกกับฝนตกค่ะเลยได้เห็นแต่นกเหงือกเห็นแต่ไกลตัวเลยค่ะมันอยู่บนยอดไม้ แต่ก้ได้เห็นน้ำตกที่พยายามไปแล้วไม่ถึงในตอนเย็นกันแล้วค่ะ เลยตั้งเป้ากันว่ากลับไปเราเอาเรือพายมากันเองนะ ฮ่าๆ



นี่แหละค่ะคือน้ำตกที่ว่า ภาพนี้พยายามซูมจากเรือตอนเช้าที่น้องคนขับเรือพาไปดูสัตว์ค่ะ



อันนี้ภาพวิวตอนเช้าตอนนั่งเรือไปดูสัตว์เช่นกันค่ะ อากาศตอนเช้าเย็นสบายมากๆเลยค่ะ



ภาพนี้ตอนเย็นที่พายกันไปแต่ไปไม่ถึงจุดหมายไม่เจอน้ำตกค่ะ ฮ่าๆ



ภาพนี้ย้อนกลับไปตอนเช้าหลังจากดูสัตว์เสร็จแล้วค่ะ กว่าจะพายมาถึงจุดหมายเล่นเอาเหงื่อออกเลยค่ะใช้เวลา 45 นาที ขามานะค่ะ ตอนเช้าน้ำไม่ค่อยนิ่งเหมือนตอนเย็น พายเรือลำบากมากเลยค่ะโดยเฉพาะลำใหญ่สีเขียวด้านล่างนะค่ะ




กว่าจะถึงจุดหมาย เรือลำใหญ่ต้องใช้ความสามัคคีกันจึงจะเคลื่อนไปได้ดีค่ะ ต้องออกเสีย ซ้ายขวา ซ้ายเปลี่ยนทิศตลอดค่ะเพราะโดนลมพัดให้ทิศเปลี่ยนตลอดเลยค่ะ ฮ่าๆ สรุปทั้งไปทั้งกลับพวกเราใช้เวลาพายกันประมาณชั่วโมงครึ่งค่ะ อ่อตอนเช้าไปกันแค่ 3 คนค่ะ น้องอีกสองคนบอกว่าไม่ไหวปวดแขนพายยาก ฮ่าๆ เพิ่มค่ะระหว่างพายเรือมาฝนก็ตกๆ หยุดๆ เป็นระยะๆค่ะ ดีที่พวกเราใส่เสื้อกันฝนเตรียมพร้อมก่อนไปค่ะ

สำหรับเรือเขาคิดค่าบริการค่ะ ลำใหญ่นั่งได้สองคน 100 บาท ลำเล็กนั่งได้คนเดียว 50 บาท (อยากบอกว่าลำเล็กพายง่ายกว่าลำใหญ่เยอะเลยค่ะออกแรงนิดเดียวเรือก็ไปแล้วลำใหญ่ต้องออกแรงเยอะมากค่ะ ฮ่าๆ ) พวกเราเช่าไป 3 ลำ เล็ก 1 ลำ ใหญ่ 2 ลำ ตอนแรกกะเช่า 1 ลำเปลี่ยนกันเล่นเอา กะพายแถวๆหน้าแพไม่กล้าออกไปไกล พอพี่เขาบอกว่าพายไปดูน้ำตกได้ไม่ต้องกลัวหลงเพราะทางตัน นั่นแหละค่ะเลยกล้าพายออกไปด้านนอกกันค่ะ และเปลี่ยนใจเช่าให้พอดีคนค่ะ ^^ ตอนเอาเรือคืนก็คืนตอนเช้าของวันที่จะกลับค่ะ



++++++++มาเล่นน้ำกันค่ะ +++++++++

ภาพว่ายน้ำมีไม่เยอะเพราะว่าแบตกล้องหมดเลยไม่ได้ถ่ายด้วยตัวเองค่ะภาพนี้ขอมาจากเพื่อนค่ะ




พายเรือเสร็จก็มาเล่นน้ำกันเพราะเขาบอกว่าให้เล่นได้ถึงแค่หกโมงเย็นค่ะ แต่ก็หนำใจอยู่ค่ะว่ายไปว่ายมาอย่างเหนื่อยค่ะ (ปล.ภาพนี้แอบติดภาพแขกอีกแพนะค่ะ แหะๆ แต่มองไกลๆไม่เห็นหน้าชัดคงไม่เป็นไรนะค่ะ ถ้าเจ้าตัวมาเห็นเข้าก็ขอโทษด้วยนะค่ะ ^^")






ภาพนี้เพื่อนในกลุ่มเราแต่เห็นหน้าไม่ชัดคงไม่เป็นไรแล้ว ^^

++++++++หลังจากกินมื้อเช้าเสร็จก็ไปเก็บกระเป๋ากันค่ะ  +++++++++

ระหว่างที่นั่งกลับน้องเขาพาแวะไปดูและถ่ายรูปกับกุ้ยหลินเมืองไทย ก่อนขึ้นฝั่ง และอยากบอกว่าขากลับพวกเราลืมบอกให้น้องเขาเอาหลังคาลงต้องนั่งตากลมเป็นชั่วโมงกว่าจะถึงฝั่งค่ะ โชคดีตอนเช้าแดดไม่แรงค่ะ และส่วนใหญ่จะไม่มีแดดค่ะ ^^"



ปิดท้ายด้วยภาพท่าเรือหลังจากขึ้นฝั่งแล้วค่ะ

จบแล้วค่ะ เบอร์ป้าที่ประสานเรื่องเรือและแพให้กับเราคา ลูกชายป้าเป็น จนท. ของอุทยานค่ะ สำหรับใครที่สนใจพักแพของอุทยานเขาสกนะค่ะสอบถามป้าได้ว่ามีแพอะไรบ้างเพราะตอนแรกที่พวกเราติดต่อไปคือแพนางไพรแต่สุดท้ายก็ได้แพคลองคะแทนค่ะ
เบอร์ป้าค่ะ 0872691466

สรุป ทริปนี้พวกเราไปวันที่ 21 มิย 2556 กลับ 22 มิย 2556 ค่ะ
- อากาศไม่ร้อนเย็นสบายถ้าไปช่วงนี้ไม่ต้องพกพัดไปก็ได้ค่ะ เอาร่มกับเสื้อกันฝนไปดีกว่าค่ะ
- ยุง ในแพไม่มียุง ยากันยุงไม่ต้องเอาไปก็ได้ค่ะ
- สบุ่ แชมพู ยาสีฟัน ผ้าขนหนูเตรียมไเองด้วยนะค่ะที่นี่ไม่มีให้ค่ะ
- ขยะใช้แล้วทิ้งในถุงดำขากลับต้องหิ้วถุงดำมาทิ้งบนฝั่งด้วยค่ะเป็นกฏของที่นี่นะค่ะ
- ไฟฉาย เพราะไฟใช้ได้ 6 โมงเย็นถึงสี่ทุ่มค่ะ ถ้าเข้าห้องน้ำหลังสี่ทุ่มกับตอนเช้าๆต้องใช้ไฟฉายแน่นอนค่ะ
- ตัวหนีบผ้ากันผ้าปลิวเวลาตากที่ระเบียงลมแรงค่ะ (อันนี้แล้วแต่นะค่ะไม่เอาก็ได้ค่ะ)

update ส่วนของค่าใช้จ่าย เพิ่มนะค่ะ นับตั้งแต่สนามบินสุราษนะค่ะ
- รถตู้จากสนามบินไปท่าเรือคนละ 200 บาท /ค่ารถตู้ขากลับถ้าเข้าเมืองสุราษ 150 บาท
- ค่าเข้าอุทยานคนละ 40 บาท
- ค่าเรือเหมาลำ 1,800 บาท นั่งได้ไม่เกิน 10 คน
- ค่าที่พักบวกอาหารคนละ 700 บาทต่อวันค่ะ


++++++หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อคนที่กำลังจะไปนะค่ะ ^^ +++++++





 

Create Date : 24 มิถุนายน 2556    
Last Update : 25 มิถุนายน 2556 15:21:47 น.
Counter : 35069 Pageviews.  

เที่ยวสิงคโปรครั้งแรกกับสิงคโปรของฉันและเพื่อน เที่ยวกันเองถึงหลงแต่ก็สนุกค่ะ (อัพช้าไป2เดือน^^")

ไปครั้งนี้พวกเราสองคนใช้เวลาเตรียมตัวกันอยู่นานหลายเดือนเลยค่ะ ทั้งศึกษาข้อมูลจากเว็บไซต์ และหนังสือ จนสุดท้ายก็วางแผนเที่ยวกันเองค่ะ แต่พอไปจริงมีหลายๆ อย่างก็ปรับเปลี่ยนแผนไปทุกๆ วันตามสถานการณ์ค่ะ ^^" เราไปกัน 3 วัน 2 คืน เมื่อวันที่ 1-3 มีนาคม 2556 ที่ผ่านมานี้ค่ะ

#หนังสือที่เราพกติดตัวไปตลอดทริปนี้ 2 เล่มนี่เองค่ะ



#แอบเอารูปตัวเองกับเพื่อนขึ้นด้วยนะค่ะ ^^
วันแรกที่ถึงสนามบิน changi ที่สิงคโปร ด้วยไปเที่ยวสิงคโปรครั้งแรกของเราทั้งสองคนเลยเห็นอะไรก็ถ่ายเก็บไว้หมดค่ะ



#อันดับแรกเมื่อผ่าน ตม.สิงคโปรมาแล้ว พวกเราก็ต้องจัดการซื้อสิ่งที่จำเป้นสำหรับ 3 วัน 2 คืนในสิงคโปรนี้ก่อนค่ะ นั่นก็คือ EZ link card สำหรับใช้เดินทางใน mrt ซึี่งจากการศึกษาเปรีัยบเทียบราคาแล้วซื้อแบบนี้เราจะคุ้มกว่าซื้อแบบตั๋วแบบเหมา3วัน unlimited ค่ะเลยสรุปว่าซื้อ EZ link cardกันค่ะ และ internet sim สำหรับมือถือที่ต้องใช้ internet ระหว่างที่อยู่ที่นี่ค่ะ

Easy linke card จะเห็นว่าด้านล่างนั้นมี 2 แถว
แถวแรกเป็น EZ link card ซื้อบัตรมีซองแนบมาให้ด้วยค่ะ เขาขายที่ 12 SGD หัุกค่าบัตรไป 5 SGD และมีมูลค่าคงเหลือใช้ได้ 7SGD ค่ะ ถ้าเงินในบัตรหมดสามารถเติมได้ ขั้นต่ำ 10SGD ค่ะ

ส่วนแถวล่างเป้นตั๋วแบบ Standrad ซื้อที่เครื่องขายที่ mrt แต่ละจุดได้เลยค่ะ ราคาสำหรับการเดินทางแต่ละเที่ยวใน mrt ก็จะแฟงกว่า จ่ายด้วย EZ link card นิดหน่อยค่ะ

ที่เราเอาตัวนี้มาด้วยเนื่องจาก ระหว่างที่เที่ยววันที่ 2 เรามัวแต่ถ่ายภาพแล้วเผลอเอาบัตร EZ link card วางไว้ข้างตัวระหว่างรอรถไฟใต้ดิน แล้วก็มัวถ่ายรูปกับเพื่อน พอถ่ายรูปเสร็จหันมาอีกทีบัตรเราหายไปแ้ล้วมีคนอื่นหยิบไปเฉยเลยค่ะ เจ็บใจตัวเองที่ประมาณค่ะ เสียดายมูลค่าในบัตรเพราะเราเติมเงินเพิ่มไปเยอะเลยค่ะ ตอนหายมีมูลค่าในบัตรเหลือประมาณ 29 SGD ซึ่งคิดเป็นเงินไทยก็เกือบ ๆ 700 บาทนะค่ะ(ตอนนั้นเราไปเรท 24.20 บาท/1SGD ค่ะ) และที่เติมไว้เยอะกะเอาไว้ซื้อของใน 7-eleven ด้วยนะค่ะเพราะบัตรนี้มันใช้จ่ายเงินใน 7-eleven ได้ด้วยค่ะ แล้วก็กะเอาไปจ่ายค่ารถไฟฟ้าตอนไปเซนโตซ่าด้วยค่ะ สรุปสุดท้ายตั้งแต่ ez link หาย เลยซื้อตั๋วแบบธรรมดากับตู้เอาตลอดการเดินทางเลยค่ะ

เล่าเรื่องตั๋ว standrad ที่ซื้อตรงตู้จำหน่ายตั๋วอัตโนมัติมันจะเป็นการ์ดแบบกระดาษนะค่ะ และสามารถใช้บัตรเดิมในเที่ยวต่อไปได้ด้วยค่ะใช้วิธีเติมเงินให้กับบัตรกับตู้อัตโนมัติเอาค่ะ



และภาพด้านล่างนี้เป็น internet sim ที่เราเลือกซื้อไว้ใช้ช่วงที่อยู่สิงคโปรค่ะ ราคา 18 SGD ใช้ได้ 5 วัน internet แบบ unlimited  ค่ะ ซื้อที่ counter ของธนาคาร UOB ในสนามบินนั้นแหละค่ะ ตอนแรกเราไม่รู้นึกว่าต้อง Set ค่าอะไรกับ sim ก่อนจึงใช้งานได้ก็ถามพนักงาน เขาก็บอกว่าให้เราทำเลยมันจะต่ออัตโนมัติเลยงง สรุปเราแค่เปิดมือถือให้ใช้เน็ตจาก sim ได้ก็ใช้งานได้แล้วค่ะ ดีที่มือถือสมัยนี้ set ให้ต่อเน็ตง่ายไม่งั้นงงแย่เลยค่ะ




#เดินทางไปที่พักกันค่ะ
เมื่อได้ทั้ง internet sim และ บัตร Ez link  แล้วเราก็เดินทางไปยังที่พักของเรา ซึ่งได้จองผ่าน internet ไว้แต่ไปชำระเงินที่โน้นค่ะ พวกเราเลือกพัก Hostel เพราะราคาถูกกว่า Hotel ครึ่งๆ เลยค่ะ
Hostel ที่สิงคโปรก็มีเยอะค่ะ แต่พวกเราเลือกที่ G4station ที่ลิตเติ้ลอินเดียค่ะ เพราะมีห้องพักแบบพัก2คนได้ และใกล้ mrt สามารถเดินได้ด้วยค่ะ พวกเราจอง 2 คืน 160SGD ถ้าเอาผ้าขนหนูจ่ายเพิ่มคนละ 1.5SGD ค่ะ ก็คิดเป็นเงินไทยก็จ่ายไป4พันกว่าบาทค่ะสำหรับ2คืน2คนค่ะ ตอนเช้าก็มีอาหารเช้าพวกขนมปังแยม ไข่ และ กาแฟ โอวันติลค่ะ




#เมื่อถึงที่พักเก็บของเรียบร้อยแล้วหิวจัดเลยหาซื้อของกินแถวๆนั้นค่ะ
#สองภาพแรก

คืออาหารมื้อแรกของเราที่สิงคโปร ด้วยความหิวจัดเลยไม่เลือกว่าต้องร้านที่มีชื่อเอาร้านใกล้ๆที่พักนั่นแหละ แล้วก็เจอดีโดนโก่งราคาขึ้นเท่าตัว น้ำสองแก้วนั่นแหละเมนูเขียนแล้วละ 1SGD แต่จ่ายจริงเจ๊แกเก็บแก้วละ 3 SGD หลังจากจ่ายไปแล้ว ไปเดินผ่านร้านในห้าง น้ำปั่นน่ากินกว่านี้เยอะราคายังไม่ถึง 3 SGD เลยเจ็บใจตั้งแต่มื้อแรก

#สองภาพด้านล่าง

คือมื้อดึกของเรา ด้วยเที่ยวถ่ายรูปเพลิน เดินหลง แวะร้านไหนก็คนเต็ม พอร้านที่คนไม่เต็มอาหารก็หมดแล้วเขาขายแต่เครื่องดื่ม เลยต้องหิ้วท้องมาซื้ออะไรแถวๆที่พักกิน และด้วยไม่อยากกินร้านตอนเช้าเลยยอมกินมาม่ากันค่ะ ไม่วายมาม่าก็เกือบโดนโก่งราคา พอดีน้องที่เป็นลูกชายเจ้าของร้านยืนยันในความถูกต้องขายราคาปกติถึงขั้นทะเลาะกับแม่เขาเลย ไอ้เราก็ดันไปเห็นตอนเพื่อนเราถามราคา ลูกบอก 1SGD แม่บอก 2SGD จังหวะนั้นก็เราก็เห็นคนเป็นแม่กระพริบตาใส่ลูกชายใหญ่ แต่สุดท้ายก็ได้ซื้อในราคาปกติค่ะ เหอๆ ไม่คิดว่าประเทศที่เจริญแล้วจะยังมีแบบเดียวกับบ้านเราโก่งราคากับนักท่องเที่ยว




#ท้องอิ่มแล้วก็เริ่มเที่ยวันแรกที่สิงคโปร




#เริ่มต้นด้วย Duck tour

ก่อนอื่นพวกเราไปซื้อตั๋วที่ Duck tour หรือรถสะเิทินน้ำสะเทินบก และตั๋ว Sigapore flyer ที่ Sea wheel ตรง China town กันก่อนค่ะ แล้วก็เริ่มด้วยโปรแกรมแรก Duck tour ค่ะซื้อตั๋วเสร็จแล้วก็ไปจุดที่ Duck tour เริ่มต้่น ยื่นตั๋วที่ counter เพื่อจะได้รู้ว่าต้องไปเที่ยวกี่โมง พวกเราได้เวลา 5 โมงเย็น เพราะมากันช่วงบ่าย4 แล้วค่ะ ระหว่างรอก็ถ่ายรูปแถวๆนั้นเล่นกันรอค่ะ ส่วน 3 ภาพนี้เป็นภาพวิวที่ถ่ายได้ตอนที่รถมันล่องในแม่น้ำค่ะ แต่เนื่องจากไปเย็นและฝนทำท่าจะตก เลยได้ภาพออกมามืดๆ นะค่ะ ^^"












#ตามด้วย Sigapore Flyer

ทางเดินระหว่างตอนเดินไปขึ้นกระเช้า เห็นว่าสวยดีค่ะ และอีกภาพคือกระเช้าที่พวกเราจะไปขึ้นกันค่ะอันนี้เป็นภาพวิวที่ถ่ายระหว่างอยู่บนกระเช้าค่ะ แอบมีภาพพวกเราด้วยนะค่ะ^^"



ส่วนภาพด้านล่างนี้เป็นภาพระหว่างทางเดินเข้า Sigapore Flyer เพื่อชมวิวตอนกลางคืนของประเทศสิงคโปรค่ะ เห็นว่าเขาทำสวยดีเลยอดถ่ายไม่ได้ค่ะ











ส่วนอันนี้ตั้งใจถ่ายคนเลยค่ะ หมดแรงหลังจากลงจากกระเช้า นั่งเอาแรงและถ่ายรูประหว่างนั่ง เพื่อเก็บแรงเดินไปถ่ายภาพอีกจุดในคืนวันแรกที่สิงคโปรค่ะ ปล.เดินอย่างไกล




เก็บตกอีกภาพ 2ภาพแรกระหว่างเดินจาก singapore flyer ไปจุดที่ต้องการถ่ายภาพคือสองภาพอ้านล่างค่ะ ส่วนภาพด้านบนที่คนนั่งเยอะๆ คือร้านอาหารที่ตั้งใจจะไปกินแต่ที่นั่งเต็มทุกโต๊ะเลยอดค่ะ ^^"



เดินมาเรื่อยๆ เพื่อจะมาถ่ายรูปจากจุดนี้บ้าง ตามจริงตั้งใจมากินข้าวแถวๆ นี้แต่ร้านที่มีแถวนี้มีไม่กี่ร้านและที่นั่งก็เต็มหมดที่เหลือจะเป็นร้านพวกเครื่องดิ่มมากว่า เลยถ่ายภาพกันเล่นตรงริมน้ำเอาวิวด้านหลัง และตอนเดินกลับเห็นมีเขาเล่นดนตรีกันอยุ่ก็เก็บมาหนึ่งภาพ และภาพสุดท้ายคือภาพใน mrt ที่เขาทำเป็นลานทำกิจกรรมให้กับวัยรุ่นที่โน้นคุยกันเพลินเดินลง mrt จากอีกประตูรุ้สึกตัวอีกทีแล้วเราเดินออกประตู mrt ขึ้นไปด้านบนเหมือนเดิม หันมาหากัน แล้วนี้ทำไมพวกเราจะนั่งใต้ดินกลับที่พักกันไม่ใช่หรือแล้วขึ้นมาทำไมอีก เข้าอีกประตูออกอีกประตูซะงั้น ฮ่าๆ




หมดแล้วค่ะในวันแรกที่สิงคโปรกลับถึงห้องพัก 5 ทุ่มกว่าๆ ได้ค่ะ ส่วนวันที่สองกับที่สามไว้จะมาเขียนเล่าให้ฟัง อีกนะค่ะ ^^

---------------------------------------------------------------------------




#กินข้าวเสร็จมา update วันที่สองและที่สามของทริปนี้ต่อค่ะ
แผนวันนี้คือต้องไปเซนโตซ่า แต่แผนวันแรกไม่ได้ไปถ่ายภาพกับสิงโตพ่นน้ำ เพราะเดินหลงวนไปวนมาจนแสดงหมดค่ะ ฮ่าๆ ตอนเช้าเลยต้องไปเก็บตกตามถ่ายภาพกับสิงโตพ่นน้ำก่อนค่ะ จุดนี้นักท่องเที่ยวเยอะ ปล.มีนักท่องเที่ยวมาขอถ่ายรูปคู่กับพวกเราด้วย ฮ่าๆ



@เก็บภาพวิวระหว่างทางเดินไปหาสิงโตพ่นน้ำ



@ได้ถ่ายภาพกับ merlion สมใจแล้วค่ะ ^^







#เสร็จจากจุดนี้ก็ไปยังเซนโตซ่าตามแผนเดิมค่ะ มีสามสถานี

@สถานีสุดท้าย เราิ่เริ่มเที่ยวจากจุดสุดท้ายก่อนค่ะ

โชคดีที่เริ่มจากตรงนี้ก่อนเพราะ พอเที่ยวจุดนี้เสร็จก็เจอฝนตกจนถึงตอนจะกลับเลยค่ะ


@จุดต่อไปถ่ายรูปจากในร่ม  เอาวิวด้านหลัง  แล้วก็ออกไปอีกสถานีเลยค่ะ เพราะฝนตก บวกเวลาก็เหลือน้อยแล้วด้วยค่ะ



@จุดนี้มีที่ถ่ายรูปด้วยเยอะสุด มี casino และ universal แต่ก็ไม่ได้เข้าไปด้านในถ่ายรูปแต่ด้านนอก พวกเราต้องทำเวลากัน ฮ่าๆ


สังเกตุด้านหลังมีคนใส่เสื้อกันฝนด้วยเพราะฝนตก แต่เราสองคนยอมโดนฝนเพื่อได้ภาพนี้มา




โซนนี้เด็กๆ คงชอบมีแต่ขนมหวาน ^^





#ออกจาก sentosa ก็มุ่งมาที่ bugis กันค่ะ

เติมพลังกันก่อนไปเดิน bugis ค่ะ
มื้อเย็นของเราก่อนจะออกเที่ยวรอบกลางคืนต่อค่ะมาถึงแล้วก็ไม่พ้นถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกค่ะ จุดนี้พวกเราตั้งใจมาซื้อของฝากกันค่ะ แต่พอซื้อไปแล้วอีกวันไป china town เจอ china town ถูกกว่ากันเยอะเลยค่ะ ฮ่าๆ




ตั้งใจมาเพื่อมาหาของฝากที่ bugis กันค่ะ



#ได้ของฝากแล้วก็ตามด้วยไปเที่ยวที่ Garden by the bay เพื่อปิดท้ายคืนนี้กันค่ะ ไปแค่พอได้เห็นของจริงและถ่ายภาพที่ระลึกค่ะ ^^





#วันสุดท้ายไม่ได้เน้นถ่ายภาพเท่าไหร่ค่ะ วันนี้เตรียมตัวกลับ เลยไปที่ China town เพื่อไปซื้อของฝากที่เหลือค่ะ แอบเสียดายว่ามีเวลาที่ china town น้อยไปหน่อยค่ะ^^" แนะนำค่ะถ้าใครอยากหาของที่ละลึกให้มาที่ china town ก่อนได้เลยค่ะ เพราะราคาน่าจะถูกกว่าที่อื่นค่ะ



-------------------------

จบแล้วค่ะกับทริปสิงคโปรครั้งแรกของพวกเรา ไปแบบกันเอง เดินหลงทิศบ้างแต่สุดท้ายก็ถึงจุดหมายค่ะ เสียอย่างเดียววันสุดท้ายเจ็บขา เจ็บเท้า แทบเดินไม่ได้กันเลยค่ะ ต้องค่อยๆ ก้าวขาตอนเดินค่ะ เพราะเจ็บร้าวจนต้องเดินกระดกขาทีละข้างกันเลยทีดียว ^^




 

Create Date : 21 เมษายน 2556    
Last Update : 22 เมษายน 2556 11:47:13 น.
Counter : 1079 Pageviews.  

1  2  3  

jeab114
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add jeab114's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.