Group Blog
 
All blogs
 

ทิกเกอร์...คุณชายน้อยผู้แสนหยิ่ง 4




แม่อ่านมาจากในหนังสือที่พูดถึงลักษณะนิสัยของชิห์สุว่า เป็นสุนัขที่มีความภาคภูมิ
ในตัวเอง หยิ่ง ไว้ตัว และค่อนข้างจะหลงตัวเองอยู่ไม่น้อย เนื่องด้วยชิห์สุ เป็นสุนัขที่
ในอดีตนั้น ถูกเลี้ยงดูอย่างดีในวังหลวง เป็นสัตว์เลี้ยงที่โปรดปรานของฮ่องเต้ และ
เป็นสมบัติของราชวงศ์จีน นานนับ 200 ปี ซึ่งบุคคลธรรมดาทั่วไป ไม่สามารถนำไป
เลี้ยงดูได้ ทำให้ชิห์สุมีลักษณะท่าทางเหมือนคุณหนูน้อยๆ ที่เฉลียวฉลาด ร่าเริง
กระตือรือร้น ใฝ่รู้ รักสวยรักงาม และเอาแต่ใจตัวเอง ในหนังสือยังพูดอีกว่า บุคลิก
โดยรวมของชิห์สุนั้น ไม่เหมือนสุนัข แต่ดูเหมือนเด็กที่เอาแต่ใจตัวเองมากกว่า
แต่อย่างไรก็ดี คนทั่วไปที่เลี้ยงสุนัข ก็มักจะมองว่าสุนัขของตัวเองเหมือนคนอยู่แล้ว
ซึ่งแม่ก็เห็นด้วยหล่ะนะ (แฮ่มๆ) เห็นด้วยเกือบทั้งหมดที่พูดมา ยกเว้นก็แต่เรื่อง
รักสวยรักงาม ซึ่งแม่ไม่เห็นวี่แววว่าทิกเกอร์จะสนใจสักเท่าไหร่ ทิกเกอร์เป็นเด็ก
ร่าเริง แจ่มใส และเป็นมิตรเสมอกับทุกๆ คน มีความกระตือรือร้น อยากรู้ อยาก
เห็น ไปเสียหมดทุกเรื่อง หรือบางครั้งก็เอาตัวเองเข้าไปมีส่วนร่วมกับกิจกรรมนั้นๆ
เวลาได้ยินเสียงอะไรแปลกๆ ทิกเกอร์จะเอียงคอมองอย่างสนใจ ยิ่งฉงนมาก คอก็
จะยิ่งเอียงมากขึ้นเป็นลำดับ หรือบางครั้งก็จะยื่นหน้าเข้าไปดมดูต้นเสียงที่ฟัง
แปลกหูนั้น คล้ายจะสำรวจว่ามันคืออะไรกันแน่ ตอนเด็กๆ เวลาแม่เรียกชื่อทิกเกอร์
ทิกเกอร์จะหันมามอง ดูว่าที่แม่เรียกนั้นมีอะไรน่าสนใจหรือเปล่า ถ้าไม่มีอะไรก็จะ
ทำท่าไม่สนใจ และไม่มาหา แต่ถ้าได้ยินเสียงถุงกรอบๆ แกรบๆ ไม่ต้องเรียกก็รีบ
วิ่งตรงดิ่งมาทันที เพราะคิดว่า คงมีอะไรอร่อยๆ ให้กินเป็นแน่ บางครั้งแม่เรียก
แล้วทิกเกอร์ทำมองแล้วเมินไม่สนใจ แม่ก็จะแกล้งทำเป็นเสียงหมาหอน (เหมือน
หมาป่านะ ไม่ใช่เหมือนหนังผี) ทิกเกอร์จะทะลึ่งตัวขึ้นนั่ง และมองหาต้นตอของ
เสียงทันที สลับกับการหันมามองแม่ เหมือนจะบอกแม่ว่า แม่ฟังจิคับ เสียงอะไร
ก็ไม่รู้ หลังจากมองซ้ายมองขวาแล้วยังหาไม่พบว่ามันคือเสียงของเจ้าหมาตัวไหน
กันแน่ ทิกเกอร์จะหุบหูลง จนหัวกลมเหมือนลูกชิ้นนายฮั่งเพ้ง พอแม่หยุด หูก็จะ
พองออกมาเหมือนเดิม พอแม่ทำเสียงหอนอีก หูก็จะหุบเข้าไปอีก หุบเข้าหุบออก
ให้แม่ขำกลิ้งเล่นๆ ซึ่งทิกเกอร์จะทำหูหุบๆ เข้าไปแบบนี้ทุกครั้งที่รู้สึกกลัวหน่อยๆ
เพราะไม่แน่ใจว่ามันคือเสียงอะไร หรือบางครั้งก็กลัวถึงขนาดวิ่งแจ้นมาหาแม่เลย
ก็มี โดยปกติทั่วไปแล้วสุนัขมักกลัวเสียงอะไรที่ดังผิดปกติ เช่นเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่า
ทิกเกอร์เองก็มีท่าทีตื่นตกใจกับเสียงฟ้าร้อง ฟ้าผ่าเหมือนกัน แต่มันพิกลตรงที่ว่า
พอตกใจเสียงฟ้าผ่าแทนที่จะวิ่งหาที่หลบภัย เช่นตามมุม ซอกตู้ ใต้โต๊ะ เหมือน
ตัวอื่นๆ ทิกเกอร์จะรีบวิ่งไปที่หน้าต่างแล้วหันซ้าย หันขวา ก้มๆ เงยๆ มองหา
ต้นตอของเสียงทันที ผิดกับเวลาที่แม่ดุโดยการเอาหนังสือตีพื้นดังป้าบๆ ทิกเกอร์
จะวิ่งหนีกระเจิงไปตั้งหลักซะไกลทีเดียว


ตอนเด็กๆ ทิกเกอร์ติดชอบเล่นกัดนิ้วมือ นิ้วเท้า กัดแขน กัดขา เพราะตอนนั้นแม่
กับพ่อไม่รู้ว่า ถ้าปล่อยให้เล่นแบบนี้ตั้งแต่เด็ก หมาจะเข้าใจว่านี่คือการเล่นสนุก
จนกระทั่งโต เขี้ยวยาว ฟันงอกแล้ว ก็ยังอยากเล่นแบบนี้อยู่ จนพ่อกับแม่ชักไม่ไหว
เพราะเจ็บระบมไปหมด บางครั้งแม่ต้องเอาผ้าขนหนูมาพันแขนเล่นกับลูก และ
บางทีก็ชักกะเย่อผ้าขนหนูกันแรงๆ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสาเหตุนี้ด้วยหรือเปล่าที่ทำให้
ฟันล่างของทิกเกอร์เรียงไม่เป็นระเบียบเท่าไหร่ มีแตกแถวออกมานิดหน่อย (นอก
เหนือจากเหยิน ซึ่งอันนั้นเหยินตามธรรมชาติมาอยู่แล้ว ) พอโตขึ้นมาหน่อย แม่
พยายามให้ทิกเกอร์เลิกเล่นแบบนี้ ด้วยการดุ เวลาที่ทิกเกอร์มากัดนิ้วมือ นิ้วเท้า
ดุเท่าไหร่ทิกเกอร์ก็ไม่สนใจ แม่ก็เลยใช้วิธี ตาต่อตา ฟันต่อฟัน พอทิกเกอร์เข้า
มากัดแม่ แม่ก็กัดเข้าไปตรงต้นคอทิกเกอร์เป็นการเอาคืน ทิกเกอร์ถึงกับชะงัก
ด้วยความงง และเอียงคอมองแม่แบบฉงนเต็มที่ ว่าเมื่อกี๊เราโดนอะไรเข้าไปหว่า
ซึ่งมันก็ได้ผลแฮะ แล้วหลังจากนั้นแม่ก็ไม่ยอมให้กัดนิ้วอีกเลย จนถึงตอนนี้


ทิกเกอร์ค่อนข้างติดคน และช่างเรียกร้องความสนใจ ถึงแม้ในเวลาปกติ จะชอบ
หลบไปนอนในมุมที่มีความเป็นส่วนตัวอยู่สักหน่อย แต่ก็ต้องแน่ใจว่า มีแม่อยู่
ใกล้ๆ พอที่จะเดินมาหาได้ทุกครั้งที่ต้องการ และถ้าชะเง้อมามอง ก็ต้องเห็นว่า
แม่อยู่ตรงนั้นนะ อยู่ตรงนี้นะ ทิกเกอร์ก็จะนอนเล่น อยู่คนเดียวได้อย่างสบายใจ
เวลาพ่อ หรือแม่นอนอ่านหนังสือพิมพ์ ทิกเกอร์จะมานอนข้างๆ และมองอย่างสนใจ
แต่ถ้าอ่านนานเกินไป ทิกเกอร์จะประท้วงโดยการเดินเข้ามานอนให้หนังสือพิมพ์
แล้วไม่ยอมลุกไปไหนอีก และมักจะนอนแม่นซะด้วย เพราะแม่อ่านหัวข้อไหนอยู่
ก็จะทับลงไปตรงนั้นแหล่ะ
เวลาที่แม่อาบน้ำ จะพาทิกเกอร์เข้าไปอาบด้วยทุกวัน โดยที่ทิกเกอร์จะนอนรอ
บนเคาน์เตอร์ข้างอ่างล้างหน้า โดยไม่เห่า ไม่โวยวาย ทิกเกอร์จะนอนรอเงียบๆ
และมองแม่เป็นระยะๆ ว่าใกล้จะเสร็จหรือยัง พอเห็นแม่เปิดประตูปุ๊บ ก็จะลุก
ขึ้นยืนทันที และมองแม่เหมือนจะบอกว่า อย่าลืมพาป๋มออกไปด้วยนะค๊าบ
บางทีแม่จะเข้าห้องน้ำ ทิกเกอร์ก็จะเดินตามเข้ามาด้วย โดยการนั่งรอเฉยๆ
ไม่กระดุกกระดิก จนกว่าจะได้ยินเสียงกดน้ำนั่นแหล่ะ ถึงจะรีบลุกยืนทำท่ากระวี
กระวาดเตรียมตัวทันที บางครั้งแม่แค่เข้าไปล้างมือ แล้วแกล้งนั่งเฉยๆ ในห้องน้ำ
ทิกเกอร์จะมองแล้วรอนิ่งๆ พอแม่แกล้งลุกไปยืนหน้าประตู ทิกเกอร์ก็ยังนิ่งอยู่อีก
แม่จึงทดลองนั่งลงบนฝาชักโครก แล้วกดน้ำ พอได้ยินเสียงกดน้ำ ทิกเกอร์ทะลึ่งตัว
พรวดลุกเดินไปรอหน้าประตูทันที (อ่อ ...นะ ที่แท้ทิกเกอร์จับสัญญาณได้จาก
การกดน้ำนี่นะเอง)


บ้านที่เราอยู่ในปัจจุบันนี้เป็นอาคารพาณิชย์ 4 ชั้น ซึ่งห้องนอนใหญ่จะอยู่บนชั้น 4
แต่แม่ไม่อยากขึ้นไปนอนบนชั้น 4 เพราะ ห้องนั้นปูพื้นไม้ปาร์เก้ แล้วแถมมีหน้าต่าง
เป็นกระจกใส รูปโดมขนาดใหญ่ จากพื้นสูงขึ้นไปจรดเพดาน ดังนั้น ในตอนกลางวัน
ห้องนี้จะรับแดดมาเต็มๆ ทำให้ค่อนข้างอบอ้าว แล้วแม่ก็ไม่แน่ใจว่า เล็บเท้าน้อยๆ
ของทิกเกอร์จะไปทำให้พื้นปาร์เก้ของเขากลายเป็นแผนที่โลกไปได้หรือเปล่า แม่
เลยเลือกที่จะนอนห้องชั้น 3 ซึ่งปูพื้นหินขัด และจริงๆ แล้วมันเป็นแค่ชั้นลอยเท่านั้น
เพดานจึงไม่สูงนัก แต่มีทั้งห้องน้ำ และห้องซักผ้า รวมกันอยู่ชั้นนี้หมด ส่วนข้าวของ
ที่ขนย้ายมาจากบ้านเก่า ส่วนใหญ่ยังอยู่ในกล่อง วางรวมไว้ที่ชั้น 2 บนห้องนอน
ของเราไม่มีเฟอร์นิเจอร์อะไรเลย นอกจากที่นอน ที่แขวนผ้า โต๊ะวางของสองตัว
แล้วก็ทีวี แค่นั้น ตอนกลางวันเราจะอยู่บ้านกัน 2 คน รอจนตอนเย็นๆ ประมาณ
4-5 โมงเย็น พ่อถึงจะมารับไปร้านของพ่อ เป็นกิจวัตรประจำวันของเรา ซึ่งเวลา
พ่อมาจอดรถหน้าบ้านถ้าได้ที่จอดไม่ไกลมากนัก ทิกเกอร์จะจำได้ทันทีว่าพ่อมา
จากเสียงกดรีโมตรถยนต์ (แต่แม่จำได้มากกว่าทิกเกอร์อีก แค่เหยียบคันเร่งก็
จำเสียงได้แล้ว ) แต่ถ้าเป็นเสียงรีโมตคันอื่นๆ ทิกเกอร์จะทำเฉยๆ ไม่สนใจ
ถ้าเป็นเสียงรีโมตรถพ่อ ทิกเกอร์จะรีบวิ่งไปที่หน้าต่าง (หน้าต่างเป็นบานใสยาว
จากพื้นถึงเพดาน) แล้วมองหาทันที ถ้ามองเห็นพ่อมาก็จะแสดงอาการกระดี๊
กระด๊าออกมาเต็มที่ เหมือนกับไม่ได้เจอพ่อมานานนับปีเลยทีเดียว จนถึงทุก
วันนี้ทิกเกอร์มีพัฒนาการมากขึ้นไปกว่าเดิม โดยการจับสังเกตุแม่ เป็นข้อๆ
ดังนี้คือ
1. ตอนเย็นๆ ก่อนพ่อมารับ แม่จะต้องเข้าไปอาบน้ำในห้องน้ำ
2. อาบน้ำเสร็จแม่ออกมาแต่งตัว
3. เสียงโทรศัพท์จะดัง เพราะพ่อต้องโทรมาบอกว่า ถึงแล้วจ้า หรือว่า
ใกล้ถึงแล้วจ้า อะไรทำนองนี้
4. พอแม่วางสายแล้ว แม่ก็จะเรียกทิกเกอร์ หยิบกระเป๋า แล้วลงไปหาพ่อ
ข้างล่าง
5. ทิกเกอร์จะนั่งกระดิกหางรอหน้าประตู แล้วพ่อจะเปิดประตูเข้ามารับ


ซึ่งทิกเกอร์คงจะจำขั้นตอนต่างๆ เหล่านี้ได้ขึ้นใจ ช่วงหลังๆ เวลาเสียงโทรศัพท์
ดังตอนเย็นๆ ทิกเกอร์จะหูผึ่ง แล้วนั่งมองหน้าแม่ไปด้วย ในขณะที่แม่คุยโทรศัพท์
บางครั้งพอเห็นแม่รับโทรศัพท์ทิกเกอร์จะรีบวิ่งไปที่หน้าต่างทันที เพื่อดูว่ามีใคร
มาหรือยัง เพราะบางที พ่อจอดรถไกล ทำให้ไม่ได้ยินเสียงรีโมต เป็นอย่างนี้
มาตลอด จนกระทั่งวันหนึ่ง พ่อติดลูกค้าที่ร้านทำให้มารับช้ากว่าปกติ ทิกเกอร์
เดินไปเดินมาระหว่างหน้าต่าง กับที่นอนอย่างกระวนกระวายใจ แล้วเสียงโทรศัพท์
ก็ดังขึ้น ทิกเกอร์ Alert ขึ้นมาทันที วิ่งไปวิ่งมาอยู่ระหว่างหน้าต่างสองบานเพื่อ
มองหาพ่อ ปรากฏว่าคนที่โทรมาเป็นเพื่อนแม่เอง แม่คุยโทรศัพท์กับเพื่อนอยู่
ประมาณ 10 นาที หลังจากวางหูแล้ว เลยคิดได้ว่าทำไมทิกเกอร์หายเงียบไป
เรียกแล้วก็ไม่เห็นมา เสียงกระพรวนก็ไม่มี แม่เลยเดินลงมาดู ชั้น 2 ก็ไม่มีแฮะ
แม่เลยเดินเลยลงมาถึงชั้นล่างสุด ตอนนั้นเย็นมากแล้ว แม่ยังไม่ได้เปิดไฟ
แสงในบ้านเลยออกจะสลัวๆ อยู่บ้าง มองไปที่ประตูหน้าบ้านแล้วนึกขำลูกก็ขำ
นึกสงสารก็สงสารอยู่ เพราะภาพที่เห็นในความสลัวก็คือ มีหมาตัวกะปุ๊กลุก
ตัวหนึ่ง นั่งกระดิกหางดิ๊กๆ ๆ อยู่หน้าประตู ซึ่งเป็นท่าประจำ เวลาที่ทิกเกอร์
ลงมาคอยให้พ่อเปิดประตูเข้ามาหาทุกๆ วัน แล้ววันนี้ หลังจากแม่รับโทรศัพท์
แล้ว ทิกเกอร์คงคิดว่า เป็นพ่อโทรมาเหมือนทุกวันแน่ๆ เลยรีบลงมารอที่
ประตูอย่างเรียบร้อย หลังจากนั้นมา เวลามีโทรศัพท์มาเย็นๆ ถ้าไม่ใช่พ่อ
แม่ต้องบอกทิกเกอร์ด้วยว่า ไม่ใช่พ่อนะคับ แม่ก็ไม่รู้ว่า หมาจะเข้าใจคำพูด
ของคนได้แค่ไหน แต่เวลาที่โทรศัพท์แม่ดัง แล้วทิกเกอร์มองหน้า เหมือน
จะถามว่าใช่พ่อไม๊คับ พอแม่พูดว่าไม่ใช่พ่อนะคับลูก ทิกเกอร์ก็เดินไปนั่งเฝ้า
ที่หน้าต่างเหมือนเดิม คอยมองหาว่าพ่อมาหรือยังอยู่ทุกวัน หรือบางครั้ง
จะวิ่งไปบันได สลับกับมามองที่หน้าต่าง สลับไปสลับมาจนแม่เวียนหัว กว่า
จะหยุดก็เมื่อแน่ใจว่ายังไม่มีใครมาจริงๆ ทิกเกอร์ถึงกลับมาชะเง้อคอที่
หน้าต่างต่อไป






 

Create Date : 14 ธันวาคม 2548    
Last Update : 26 กุมภาพันธ์ 2549 20:51:22 น.
Counter : 206 Pageviews.  

ทิกเกอร์...คุณชายน้อยผู้แสนหยิ่ง 3




มีหลายครั้งที่ทิกเกอร์ทำให้แม่เกือบล้มทั้งยืน เพราะความเว่อร์ของแม่เอง รวมกับความ
ซุกซนของเจ้าตัวดี ครั้งแรก เกิดหลังจากที่ทิกเกอร์มาอยู่กับแม่ได้ประมาณ 1 สัปดาห์
แม่กำลังวุ่นวายอยู่กับการเก็บข้าวของเตรียมย้ายบ้านอยู่ชั้นล่าง หัวหูยุ่งเหยิงดูไม่จืด
จนเกือบลืมไปว่าทิกเกอร์ยังไม่ได้กินข้าวปลา พอนึกขึ้นได้ แม่ก็เรียกหาทิกเกอร์ทันที
แต่เรียกเท่าไหร่ๆ ก็ไม่มีวี่แววว่าทิกเกอร์จะเดินมาหา หรือโผล่หัวมาให้เห็น หรือแค่
มีเสียงงี๊ดง๊าดให้ได้ยินสักหน่อยก็ยังดี แล้วตอนนั้นทิกเกอร์ก็ตัวเล็กมากๆ มองหาก็ยาก
แม่ใจหายวาบที่เห็นประตูหน้าบ้านเปิด ก็รีบวิ่งออกไปดู ออกไปร้องเรียกหาอยู่หลายรอบ
ไปถามหากับคุณป้าเจ้าของบ้านเช่า แต่ไม่มีใครเห็นทิกเกอร์เลย แม่มองไปต้นซอย
แล้วก็มองกลับไปท้ายซอย ไม่เห็นวี่แววของเจ้าตัวเล็กสักนิด แม่เพิ่งเคยรู้สึกเหมือนจะ
เป็นลม ล้มทั้งยืนเป็นครั้งแรก คิดโกรธไปสารพัด ว่าถ้ามีใครเอาลูกไป แม่จะทำยังไง
แล้วเขาจะดูแลลูกดีหรือเปล่า หรือโดนรถทับไปแล้วก็ไม่รู้ ในหมู่บ้านนี้ก็มีบ้านตั้งเยอะ
แม่จะไปหาลูกได้ที่ไหน พาลโกรธพ่อเขาไปอีก หาว่าพ่อเปิดประตูบ้านไว้ หาว่าพ่อไม่
ช่วยดูลูก (มันพาลอ่ะนะ) วิ่งเข้าวิ่งออก ร้องไห้ไปด้วยเหมือนคนบ้าเลย ถึงแม้ว่าลูกจะ
เพิ่งมาอยู่กับแม่ได้ไม่นาน แต่แม่ก็รักลูกไปแล้ว รักตั้งแต่วันแรกที่เราเจอกัน แม่เข้า
ไปดูในห้องน้ำตั้ง 2 ครั้งก็ไม่เห็น เพราะปกติทิกเกอร์ชอบหนีมานอนในห้องน้ำ ซึ่งที่
พื้นห้องน้ำแม่จะโรยหินน้ำตกไว้จนเต็มพื้น และมีกาละมังรองน้ำอยู่ใบหนึ่งวางไว้แบบ
ชิดกับมุมห้องน้ำเลย แม่ก้มมองแล้วมองอีกก็ไม่เห็นลูก จนรอบที่ 3 แม่เข้าไปในห้อง
น้ำอีกครั้งหนึ่งแล้วไม่รู้คิดยังไง แม่จัดการลากกาละมังรองน้ำออกมาจากมุม แต่ก็คิด
ว่าคงไม่เห็นลูกอยู่ตรงนั้นแน่ เพราะแม่ก้มดูแล้วว่ามันมีเนื้อที่เหลืออยู่นิดเดียวเอง
ลูกจะยัดตัวเองเข้าไปได้ยังไง แล้วพอแม่ดึงกาละมังออกมา ก็ได้เห็น ลูกหมาตัวจิ๋วๆ
ตัวหนึ่ง นอนขดอยู่หลังกาละมังตรงมุมห้องน้ำพอดี หน้าตามันงัวเงียๆ โงหัวขึ้นมามอง
แบบไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร แถมยังเปียกมะล่อกมะแล่กไปทั้งตัว แม่เห็นแค่นั้นแหล่ะ
ก็รีบอุ้มลูกมากอดไว้ ร้องไห้โฮ ออกมาเลย เฮ้อ เจ้าตัวดี เกือบทำแม่หัวใจวายตาย
แล้วไม๊หล่ะ

แม่เป็นห่วงทิกเกอร์มากในเรื่องชอบหนีเข้าห้องน้ำ เพราะเคยได้ยินคนเลี้ยงชิห์สุ
หลายๆ คน ที่ต้องเสียลูกไป เพราะเป็นปอดบวม แม่จะไม่ยอมให้เกิดเหตุการณ์
แบบนี้ขึ้นเด็ดขาด ทิกเกอร์โดนแม่ตีหลายครั้ง เมื่อแม่จับได้ว่าแอบเข้าไปนอน
ในห้องน้ำ หรือห้องซักผ้าที่อยู่ติดกับห้องน้ำอีกที แม่จำเป็นต้องตีลูก เพื่อให้ลูกรู้ว่า
สิ่งนี้คือสิ่งที่ทำไม่ได้ เพราะมันจะเป็นอันตรายต่อลูก ถ้าเป็นความดื้อ ความซน
หรือทำข้าวของเสียหาย แม่ไม่เคยตีลูกเลย เพราะเข้าใจว่านั่นเป็นธรรมชาติ
ของลูก ซึ่งต้องค่อยๆ สอนกันไป และแม่ก็รักลูกมากกว่าสิ่งของเหล่านั้น ทิกเกอร์
จะโดนแม่ตีในเรื่องที่ ทำแล้ว เป็นอันตรายต่อตัวเอง เช่น ไปยุ่งกับปลั๊กไฟ เข้า
ไปนอนให้ห้องน้ำ ดมอึของหมาตัวอื่น (กลัวจะกินเข้าไปอ่ะนะ) หรือวิ่งไล่หมาจร
นอกบ้านโดยที่แม่เรียกแล้วไม่หยุด (ก็ไม่เห็นจะเคยหยุดเลยนะ) หรือเก็บอะไร
ที่ตกอยู่บนพื้นกิน ดังนั้นตลอดเวลาที่เราอยู่ด้วยกันมา แทบจะเรียกได้ว่าทิกเกอร์
ไม่เคยทำอะไรให้แม่ปวดหัวเลย ในเรื่องการทำลายข้าวของในบ้าน หรือการ
ขับถ่าย จะมีซุกซนบ้างนิดหน่อย ซึ่งอยู่ในระดับที่พอรับได้ เช่น ชอบแอบกัด
ม้วนทิชชู่ กัดผ้านิดหน่อย กัดหมอนนิดหน่อย ซึ่งก็จะโดนแม่ดุ และแม่จะเลือก
ของเล่นให้ทิกเกอร์ ต้องเป็นของที่ไม่ได้ทำมาจากผ้า หรือตุ๊กตาผ้า เพราะแม่
กลัวว่าลูกจะกินพวกเศษผ้า เศษด้าย ซึ่งมีสีย้อมผ้าเข้าไปด้วย หรือถ้าตุ๊กตา
ไส้แตกออกมา ลูกคงควักตับไตไส้พุงออกมากินหมด แล้วพวกขุยด้ายเล็ก ๆ
ก็อาจปลิวเข้าตา เข้าจมูกได้ (จมูกยิ่งสั้นๆ อยู่) บางทีแม่ก็คิดว่าแม่เป็นห่วง
ลูกมากไปหรือเปล่า แต่ก็ช่างมันเถอะนะ ก็มีลูกอยู่คนเดียว ไม่ห่วงลูกแล้วจะ
ให้ห่วงหมาที่ไหนหล่ะ

เหตุการณ์ต่อมาที่แม่เกือบหัวใจวาย เกิดหลังจากย้ายบ้านได้ไม่นาน บ้านใหม่
ของเราเป็นอาคารพาณิชย์ 4 ชั้น แม่ไม่ค่อยชินกับการอยู่ตึกแบบนี้สักเท่าไหร่
เคยอยู่แต่อพาร์ทเม้นท์ กับทาวน์เฮ้าส์ ตอนที่ย้ายมาอยู่ที่นี่ก็เพราะแม่ตั้งใจจะ
เปิดร้านกาแฟที่ชั้นล่างสุด ซึ่งทำเลตรงนี้มีคนเยอะดี และอยู่ใกล้กับร้านเครื่อง
เสียงของพ่อด้วย นั่งรถไปแค่ 5 นาทีก็ถึงแล้ว ส่วนชั้นบนเราก็อยู่อาศัยได้ด้วย
คนเช่าเดิม เปิดเป็นร้านอาหารแนววัยรุ่นชั้นล่าง ซึ่งอุปกรณ์ต่างๆ ที่มีอยู่ในร้าน
แม่ดูแล้วว่าไม่ค่อยเข้ากับคอนเซ็ปต์ร้านกาแฟแนวติสส์ของแม่เลย ( อ่ะนะ)
(แต่จำเป็นต้องเซ้งต่อมา เพราะอยากได้ทำเลนี้) แม่ก็เลยประกาศขายของ
ทางอินเตอร์เน็ตแบบขายมันหมดนั่นแหล่ะ มีอยู่วันหนึ่ง มีลูกค้า 3 คนเข้ามา
ของซื้อพวกตู้เก็บของ แม่ก็กำลังรื้อของออกจากตู้ เพื่อเตรียมให้เขาขนย้ายไป
ซึ่งแม่ก็ดูแล้วว่าปิดประตูหน้าบ้านเรียบร้อย ทิกเกอร์ก็วิ่งไปวิ่งมาอยู่รอบๆ จน
แม่รู้สึกว่า เอ๊ะ ทำไมลูกเงียบหายไป (อีกแล้วนะ) แม่ก็ไม่รอช้า รีบเดินหาลูก
ทันที โดยไม่สนใจลูกค้าที่ยืนรออยู่ แต่แม่ไม่ได้คิดไปถึงเลย ว่าลูกจะออกไป
ข้างนอกได้ เพราะแม่ปิดประตูไว้แล้ว ตามหาจนทั่วก็ไม่พบ แม่เริ่มจะใจไม่ดี
อีกแล้ว เหงื่อเริ่มซึมออกมาทั้งตัว จนมีลูกค้าผู้หญิงคนหนึ่งเปิดประตูหน้าบ้าน
แล้วเดินเข้ามา คือแม่ไม่รู้ว่าเขาเดินออกไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ประจวบกับแม่
เห็นเขาเดินมาก็เลยถามหาว่าเห็นลูกหรือเปล่า ก็พอดีมีน้องคนหนึ่ง ซึ่งทำงาน
อยู่ร้านเบเกอรี่ใกล้ๆ เขาอุ้มทิกเกอร์เดินมาหา ส่วนทิกเกอร์ก็แลบลิ้น ยิ้มแป้น
ไม่รู้ไม่ชี้ใดใด แถม ยังกระดิกหางดิ๊กๆ อย่างอารมณ์ดี คงอยากอวดแม่ว่าได้
ไปวิ่งเล่นมานะคับ แม่เห็นแล้วตกใจมาก นึกได้ทันทีว่าตอนที่ลูกค้าเดินออกไป
ทิกเกอร์คงแอบตามออกไป โดยไม่มีใครเห็น เพราะแม่อยู่ในห้องครัว (แม่
โกรธลูกค้าอยู่ในใจ แต่ไม่ได้แสดงออก เพราะลูกก็ติดกระพรวนกรุ๋งกริ๋ง
อยู่ที่คอแท้ๆ วิ่งตามไป ไม่ได้ดูได้แลเลยเหรอไงวะ) น้องร้านเบเกอรี่บอกว่า
เห็นทิกเกอร์วิ่งผ่านร้านไป เขาจำได้ว่าเป็นหมาเรา เลยวิ่งตามไปเก็บมาคืน
ดูซิ ถ้าน้องเขาเกิดไม่เห็นลูก หรือเห็นแล้วเขาไม่สนใจ ป่านนี้ลูกจะไปถึง
ไหนแล้วไม่รู้ อาจโดนหมาตัวอื่นรุมกัด หรือโดนอุ้มไปใครจะไปรู้ ยิ่งคิด
แม่ยิ่งแค้นลูกค้ามาก ไม่อยากคงอยากขายให้แล้ว ( แต่ก็ต้องขาย แถมยังจะ
มาขอของแถมแม่อีก มันน่าไม๊หล่ะ) ทุกวันนี้แม่ยังนึกขอบคุณในน้ำใจ
ของน้องคนนั้นเสมอ ถ้าไม่ได้เขา แม่อาจเสียลูกไปแล้วก็ได้ ไอ้ตัวดีของแม่




 

Create Date : 23 พฤศจิกายน 2548    
Last Update : 14 ธันวาคม 2548 21:40:37 น.
Counter : 224 Pageviews.  

ทิกเกอร์...คุณชายน้อยผู้แสนหยิ่ง 2





ทิกเกอร์เป็นหมาแสนรู้ และเลี้ยงง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ ยกเว้นเรื่องเดียวคือ เรื่องกิน เพราะช่าง
เลือก อะไรที่ไม่ถูกใจก็ไม่กินถึงจะเอาใส่ปากไปแล้ว ก็จะคายออกมาอยู่ดี แต่ในทางกลับกัน
ของที่ตกอยู่ตามพื้น พวกเศษกระดูก ก้างปลา หรือ อะไรที่มันดูสกปรก เปื้อนๆ ทิกเกอร์
ชอบรี่เข้าไปกินด้วยเหมือนกัน แต่ก็จะได้กินเป็นส่วนน้อย เพราะแม่ต้องสกัดไว้จนสุดฤทธิ์
สุดเดชแม่แหล่ะ


เช้าแรก หลังจากที่ทิกเกอร์มาอยู่บ้าน แม่ตื่นมาตอนเช้า รีบกวาดตามองหาลูกก่อนเป็นอันดับ
แรก เห็นทิกเกอร์ยืดหัวขึ้นมามอง เหมือนจะถามว่า เอ้าตื่นแล้วเหรอคับแม่ นอนจนตะวันแยง
ก้นแล้วนะ มองเลยไปอีกนิด มีหนังสือพิมพ์ที่แม่อ่าน แล้ววางทิ้งไว้ตั้งแต่เมื่อคืน พับเอาไว้
เรียบร้อย มีอึของทิกเกอร์ กับรอยฉี่เป็นวงอยู่ด้านบนหนังสือพิมพ์ มองดูก็เดาได้ว่า เจ้าของ
หลักฐานนี้ คงใช้เวลาเล็งพิกัด พอสมควร เพราะขนาดหนังสือพิมพ์พับไว้เล็กๆ อย่างนั้น ก็ยัง
อึได้ตรงกลางเป้า ไม่มีกระเซ็นออกมาข้างนอกแม้แต่น้อย เป็นเรื่องหนึ่งที่แม่ทึ่งเหลือหลาย
เพราะลูกหมาอายุยังไม่เกินเดือนครึ่ง สามารถจัดระเบียบการขับถ่ายของตัวเองได้แล้ว และ
ตั้งแต่วันแรก จนถึงทุกวันนี้ ทิกเกอร์ก็ขับถ่ายบนหนังสือพิมพ์ที่เตรียมไว้ให้ตลอด ไม่เคยต้อง
ให้แม่ปวดเศียร เวียนเกล้ากับเรื่องนี้เลย มีครั้งหนึ่ง ตอนที่ทิกเกอร์อายุได้สัก 2 เดือน แม่พา
ทิกเกอร์ไปธุระข้างนอกด้วยกัน โดยที่วันนั้น พ่อไม่ได้ไปด้วย แม่ต้องนั่งแท๊กซี่ไปเอง กับน้าติ๊ก
แม่เดินซื้อของอยู่นานพอสมควร และสังเกตุเห็นว่าทิกเกอร์ทำตัวสั่นๆ เหมือนขนลุก เลยเดา
ว่าต้องปวดฉี่แน่ แม่เลยปล่อยให้ทิกเกอร์เดินบนทางเท้า คิดในใจว่า ขอปล่อยตรงนี้สักวันเถอะ
สงสารลูก เพราะลูกหมาอายุ 2 เดือน ฉี่ทีก็ออกมาแค่ปริ๊ดเดียวเอง เอาทิชชู่ซับๆ ก็หมดแล้ว
แต่ทิกเกอร์เดินดมอยู่นานก็ไม่ยอมฉี่ แม่เลยรีบซื้อของให้เสร็จ แล้วเรียกแท๊กซี่กลับบ้านทันที
ทิกเกอร์ยังทำขนลุก ขนพองไปตลอดทาง แม่ก็คิดอีกว่า ถ้าลูกฉี่บนรถเขาจะทำไงดีเนี่ย แต่ก็
เอาฟะ ถ้าเกิดฉี่จริงก็ต้องยอมแหล่ะ แต่จนแล้วจนรอด เจ้าตัวเล็กก็ไม่ยอมฉี่อยู่ดี
พอกลับมาถึงบ้านเท่านั้น ทิกเกอร์รีบวิ่งตรงไปที่ห้องน้ำของตัวเอง (หนังสือพิมพ์ที่ปูไว้ให้นั่น
แหล่ะ) แล้วย่อตัวลงฉี่ ทันที นับรวมเวลาตั้งแต่ออกไปข้างนอกจนกลับมาก็หลายชั่วโมงอยู่
ทำเอาแม่อึ้งไป ด้วยความรู้สึกผิด ที่ทำให้ลูกต้องกลั้นฉี่ไว้นานขนาดนั้น



ตอนที่ทิกเกอร์มาอยู่ใหม่ๆ แม่ปูหนังสือพิมพ์ให้นอน เนื่องจากที่นอนน้อยที่แม่เตรียมไว้ให้
ไม่ได้รับการเหลียวแลจากทิกเกอร์แม้แต่นิดเดียว รวมทั้งบนที่นอนของพ่อกับแม่ ทิกเกอร์
ก็จะไม่ยอมนอนด้วยเหมือนกัน นอกจากขึ้นมาวิ่งเล่น นอนเล่น แล้วก็จะลงไปนอนที่พื้น
เหมือนเดิม ห่มผ้าให้ก็ไม่ได้ เอาผ้าปูให้ก็ไม่เอา พยายามจะเดินหนีไปแต่ตรงพื้นเย็นๆ
ซึ่งแม่กลัวจริงๆ ว่าลูกนอนพื้นเย็นๆ แล้วจะเป็นปอดบวม หรือไม่สบายได้ พยายามจับมา
นอนบนที่นอน แต่ทิกเกอร์ก็ต้องดิ้นรนลงมาที่พื้นจนได้จนแม่ต้องเอาเชือกผูกคอล่ามไว้
ตอนกลางคืน เพื่อให้ทิกเกอร์เดินไป เดินมาได้ ในระยะที่ไม่พ้นจาก หนังสือพิมพ์ที่ปูไว้
(ซึ่งเนื้อที่เกือบที่ครึ่งหนึ่งของที่นอนแม่อยู่แล้ว) ทิกเกอร์ทั้งกระโดด ขู่ และเห่าอย่างบ้าคลั่ง
ด้วยความโกรธที่โดนล่าม พยายาม ดิ้นไปมาเพื่อให้เชือกหลุด เหมือนหมาบ้าเด็กยังไงยังงั้น
แม่กลัวว่าลูกจะเหนื่อยจนช็อก แต่ทำยังไงทิกเกอร์ก็ไม่ยอมหยุด จนแม่ต้องเป็นฝ่ายยอมแพ้
ไปเอง เพราะลูกทั้งดื้อ ทั้งอึด และแรงไม่มีตกเลย ถ้าแม่ขืนไม่เอาเชือกออก มีหวังทิกเกอร์
คงเหนื่อยจนขาดใจแน่ๆ




ในวันที่สอง ที่อยู่ด้วยกันนั้น ทิกเกอร์ ไม่สบายเพราะอาเจียน และไม่ยอมกินอาหารอยู่เป็น
วัน สาเหตุก็เป็นเพราะแม่นี่เอง เอาอาหารเม็ดให้ลูกกิน โดยไม่รู้ว่าเขาต้องแช่น้ำให้นิ่มก่อน
สำหรับหมาเด็กๆ แม่ก็ให้มันทั้งสดๆ อย่างนั้นแหล่ะ ทั้งๆ ที่ลูกมีแต่เหงือก กับเขี้ยวน้อยๆ
ผุดขึ้นมานิดเดียว แม่ก็นึกสงสัยเหมือนกันตอนที่เปิดถุงออกมา ว่าทำไมอาหารเม็ดมันแข็ง
อย่างนี้ แต่คิดว่ามันคงจะไปละลายในท้องหล่ะมั๊ง ที่ไหนได้เช้าวันต่อมาลูกอาเจียนซะไม่มีดี
แม่ตกใจ รีบพาไปหาหมอที่อยู่แถว ๆ บ้าน ซึ่งเป็นบ้านหลังใหม่ที่เรากำลังจะย้ายเข้ามาอยู่
ในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้แหล่ะ ร้านหมอที่อยู่ถัดไป 2 ห้องนั้น พอดีวันนี้หมอไม่อยู่ แม่เลยต้อง
ให้พ่อขับรถออกไปหาร้านหมอที่อยู่แถวนั้น ซึ่งเราก็ไม่คุ้นเคยมาก่อน เพราะยังไม่ได้ย้ายเข้า
มาอยู่ เคยแต่ผ่าน ๆ ร้านที่ไปนี่เป็นคลีนิค เปิดไฟไม่ค่อยสว่าง มีหมอผู้หญิงนั่งอยู่คนหนึ่ง
กับแมวเปอร์เซียตัวฟูเชียว (แม่กลัวแมวมาก ว่าจะถอยหลังแล้วเชียว แต่เพื่อลูกเอาก็เอา)
พอรู้ว่าแม่ไปได้ทิกเกอร์มาจากจตุจักร ก็เอาแต่พูดว่าคงจะไม่รอด ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ตรวจอะไร
เป็นเรื่องเป็นราว แม่บอกหมอว่า อยากให้ตรวจละเอียดว่าเขาเป็นอะไร หมอก็เอาแต่พูดเรื่อง
ค่าตรวจว่ามันเป็นพันนะ มันเป็นพันนะ พูดหลายรอบจนแม่ชักจะโมโห อยากโดดกัดหัวหมอ
แล้วพูดว่า เออ มีเงินโว้ย คงจะเป็นเพราะวันนั้นแม่ใส่เสื้อยืด กางเกงยีนส์ ลากรองเท้าแตะ
ออกมาจากบ้าน หน้าก็ไม่ได้แต่ง หมอคงดูสารรูปแล้วสรุปว่า สงสัยจะจน -_-" และคงไม่ยอม
เสียเงินเป็นพันเพื่อไอ้เจ้าลูกหมาจตุจักรนี่หรอก แม่คิดเอาเองว่าหมอคนนี้ดูท่าทางไม่น่าจะ
มาเป็นสัตวแพทย์เลย เพราะหล่อนไม่มีแววตาของความรัก เอ็นดู หรือสงสารลูกของแม่ ที่ตัว
เล็กมากๆ แล้วนอนระโหย โรยแรงอยู่บนเตียงตรวจนั้นเลย ไม่มีการลูบหัว ปลอบประโลมใดๆ
มาถึงก็เอาปรอทเสียบก้นแม๊บ เข้าไปซะงั้น แล้วก็จ่ายยา แล้วก็บอกว่าถ้าคืนนี้ยังไม่หาย ก็
ให้ไปให้น้ำเกลือ และถ้าให้น้ำเกลือยังไม่ดีขึ้น ก็ให้ทำใจ แม่รับยาออกมาจากร้านหมอแบบ
เคืองในใจ คิดว่าวันนี้ลองให้ลูกกินยา แต่ถ้าค่ำๆ ลูกยังไม่มีแรง แม่จะพาไปหาหมอที่อื่นแทน
เพราะวันนี้พ่อของทิกเกอร์ต้องไปต่างจังหวัดด้วย แต่ก็โชคดีที่หลังจากคืนนั้น ทิกเกอร์ก็ร่าเริง
และแข็งแรงขึ้น เพราะความจริงทิกเกอร์ไม่ได้เป็นโรคร้ายแรงอะไรเลย แต่อาเจียรเพราะอาหาร
เม็ดของแม่แท้ๆ เชียว และด้วยความที่ลูกไม่ค่อยสบายวันนั้น แม่เลยเปลี่ยนให้กินอาหารอ่อนๆ
แทน อย่างพวกเพ็ดดิกรีสเพาท์ ซีซาร์ บางทีก็เป็นสโมคกี้ไบท์ เอามาลวกแล้วสับๆ และในวันที่
มีตลาดนัด แม่ก็จะซื้อตับย่าง ให้ทิกเกอร์กินกับข้าวด้วย นั่นคงเป็นสาเหตุ ที่ทำให้ทิกเกอร์ติดใจ
อาหารของคน หลังจากร่างกายแข็งแรงดีแล้ว แม่จึงงดอาหารคนทั้งหลายแหล่ออกไป เพราะ
ต้องการให้ทิกเกอร์กินอาหารเม็ดเท่านั้น แต่ทิกเกอร์น้อยผู้แสนอึด ก็ทำเอาแม่แทบจะเป็นโรค
ประสาท เพราะไม่ยอมแตะต้องอาหารเลย ตลอด 3 วันเต็มๆ กินแต่น้ำลูบท้อง แล้วทำตาละห้อย
เหมือนจะถามแม่ว่า อาหารที่อร่อยๆ อันนั้น อยู่ไหนคับ ทำไมแม่ไม่เอามาให้ป๋ม มันเป็นความ
ทรมานใจของแม่จริงๆ ที่ต้องทนมองลูกอดอาหาร แล้วมองมาที่แม่ด้วยตาปรอยๆ หน้าตาน่า
สงสารจับใจ แต่แม่ก็ต้องใจแข็งไว้ และหลังจากนั้นเป็นต้นมา เวลาแม่เห็นใครแอบเอาอาหาร
คนใส่ปากทิกเกอร์ที แม่แทบจะคุ้มคลั่งตาย เพราะนั่นเป็นสัญญาณบอกว่า วันนี้ป๋มได้กิน
อาหารคนแล้ว หลังจากมื้อนี้ไป ถ้าแม่เอาอาหารเม็ดมาวาง ป๋มก็จะไม่กิน ป๋มจะรออาหารคน
และป๋มสามารถอดทนได้ 3 วันเป็นอย่างน้อยนะค๊าบบ ขอโบกกกก ...
เฮ้อ....กรรมของแม่จริงๆ





 

Create Date : 11 พฤศจิกายน 2548    
Last Update : 14 พฤศจิกายน 2548 21:11:03 น.
Counter : 197 Pageviews.  

ทิกเกอร์...คุณชายน้อยผู้แสนหยิ่ง





2 เมษายน 2548 เป็นวันที่อากาศร้อนอบอ้าวมากวันหนึ่ง พ่อของทิกเกอร์
เอ่ยปากชวนแม่ว่า วันนี้เราไปดูชิห์สุกันไม๊ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ แม่ได้แต่บ่นๆๆ ว่าอยากได้
อยากเลี้ยง มานานสองนาน แต่ไม่สามารถเลี้ยงได้ เพราะแม่ทำงานประจำอยู่ และไม่มีใครว่าง
อยู่บ้านเลย ในตอนกลางวัน หลังจากที่ลาออกจากงานเดือนมีนาคม แม่ก็คะยั้นคะยอ ให้พ่อพา
ไปหาชิห์สุมาเลี้ยงสักทีเถอะ แต่พ่อไม่ค่อยมีเวลาว่าง เลยหาโอกาสไปดูไม่ได้เสียที คงเป็นเพราะ
เมื่อคืนนี้เรามีปากเสียงกันนิดโหน่ย (เรื่องอะไรไม่รู้จำไม่ได้และ) เช้านี้พ่อคงอยากเอาใจแม่หล่ะมั๊ง
เลยออกปากชวนซะเอง แม่ได้ยินก็หูผึ่ง หายงอนทันที คิดไม่ออก ว่าจะไปที่ไหนดี เลยไปสวนจตุจักร
ก็แล้วกัน กะว่า ไปเดินๆ ดูก่อน ถ้าไม่ถูกใจก็ไม่เอา เราตกลงกันว่าจะเลือกดูร้านที่เป็นฟาร์ม ร้านที่ดู
น่าเชื่อถือหน่อย แต่เอาเข้าจริงๆ เดินเข้าเดินออกหลายรอบก็ไม่มีตัวไหนถูกใจแม่เลย จนเกือบๆ
จะเลิกดูแล้ว เพราะเราเดินสะเปะ สะปะ ไม่ได้เรียงซอยด้วยซ้ำ ร้อนก็ร้อน ตับจะแตก จนมาถึงล็อคเล็กๆ
ล็อคหนึ่ง มีกระบะวางอยู่หน้าร้าน ในนั้นมีลุฏหมาอยู่ประมาณ 5-6 ตัว นอนอ่อนเปลี้ยเพลียแรง
เพราะอากาศร้อน กับเจ้าของร้าน 3 คน หน้าตาเหมือนม้าหมากรุก 2 คน กับน้าตาพร้อมหลอกขาย 1 คน
แต่แม่ไม่ค่อยสนใจคนขายเท่าไหร่ เพราะรู้ว่าเชื่อไม่ค่อยได้ พูดไปก็เพราะอยากขายของเท่านั้น
ถ้าเกิดชั้นอยากได้ตัวไหนขึ้นมาจริงๆ ต่อให้เจ้าของติว่าอย่างไร ฉันก็จะเอาอยู่ดี (แม่คิดคนเดียว)
ในกระบะนั้นมีลูกหมาหน้าตากวนประสาทอยู่ตัวหนึ่ง ที่ไม่ยอมนอน เดินไปเหยียบหัวคนโน้นที
เหยียบหัวคนนี้ที คงจะหาที่เหมาะๆ เพื่อจะได้เอนหลังซะหน่อย ไม่ยอมนอนสะเปะสะปะ ปนกับคนอื่น
แม่ชอบสีที่ออกน้ำตาลเข้มๆ ไม่เหมือนตัวไหนเลย ตั้งแต่เดินดูมา ทำหน้าตาไม่ค่อยเป็นมิตรสักเท่าไหร่
และไม่เดินมาประจบประแจงลูกค้าบ้างเลย แถมตอนที่แม่อุ้มขึ้นมาดู ยังทำหน้าไม่สบอารมณ์ใส่อีกแหน่ะ
(แม่คิดไปเองหรือเปล่า)ถ้าพูดได้ คงจะพูดว่า" ป้าๆ วางป๋มลงซะทีเส่ะ คนยิ่งร้อนๆ อย่ามากวนใจ"
ตากลมโตมองเชิดๆ จมูกเล็กมากๆ จนนึกว่าไม่มีรูจมูกซะอีก เห็นเป็นรอยขีดๆ อยู่นิดเดียวเอง พอดู
ในปาก โอ้พระเจ้า ทำไมมีแต่เหงือก ฟันฟางยังไม่ขึ้นเลย เห็นเขี้ยวเล็กๆ โผล่ขึ้นมานิดเดียว ทำท่า
สะบัดสะบิ้งตัวอยากลงกระบะท่าเดียว เห็นแล้วนึกถึงนางเอกการ์ตูนญี่ปุ่น ชิราโทริ เรโกะขึ้นมาทันที
แม่เลยบอกพ่อว่าเอาตัวเนี๊ยแหล่ะ แม่ชอบ ก่อนออกจากร้านมา คนขายหวีหัวเหม่งให้สองสามที
แม่เพิ่งมีหมาเป็นของตัวเองครั้งแรก รู้สึกตื่นเต้นมาก อุ้มลูกเดินออกมา แล้วพูดกับลูกว่า
ไปอยู่กับแม่นะคับ หัวใจแม่พองโต อยากอวดคนทั้งจตุจักรเลยว่า เนี่ยๆ ลูกช้านนนนะ

ก่อนหน้าที่เราจะพบกัน แม่พยายามเปิดอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับชิห์สุ ในเว็บไซต์ต่างๆ ซึ่งมี
เรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับการเลี้ยงดู แต่ในรายละเอียดปลีกย่อยบางอย่าง ในเว็บก็ไม่มีบอกไว้
หลังจากพาลูกกลับมาไม่กี่วัน แม่ไปเจอหนังสือ คู่มือชิห์สุ เลยรีบถอยออกมานั่งอ่าน นอนอ่าน
อ่านแล้วอยากนั่งไทม์แมนชีนกลับ ตบกาบาลตัวเองซักเบิร์ด สองเบิร์ด โทษฐานที่ซื่อจนเซ่อ
จนเกือบทำให้ลูกเป็นอันตรายซะแล้ว

แม่แอบตั้งชื่อลูกชายคนแรกไว้หลายชื่อ ก่อนที่เราจะพบกัน หรือจะเรียกว่าย้อนไปหลายปีดีดัก
ตอนที่แม่ยังนั่งจินตนาการเอาเองว่า ถึงเวลาที่มีลูกหมาเป็นของตัวเอง ฉันจะทำอะไรบ้าง
ฉันจะตั้งชื่อลูกว่าอะไร จะเป็นหญิง หรือชายดี แม่ก็ตั้งไปเรื่อย เผื่อไว้ก่อน มีทั้ง
เบนจามิน Guzz บลูเบอรี่ สฟิงก์ (พ่อบอกว่า หมาอะไรวะ ชื่อสฟิงก์) บัวลอย ถั่วเขียว
ถ้วยฟู หยุมหยิม (ชื่อหมาสมัยเด็กของบ้าน)สมปอง สมชาย สมศักดิ์ ฯลฯ
แต่พอดีแม่ชอบแก๊งค์หมีพูห์ ซึ่งเป็นเพื่อนรักกัน 4 ตัว จะให้ชื่อพูห์ ก็สั้นไป ชื่ออียอร์ ก็ไม่สุภาพเลยแฮะ
ถ้าเปลี่ยนเป็นคุณยอร์ คงยิ่งพิลึก หรือจะชื่อพิกเลท ก็ไม่ดีอีก เรียกยาก ท้ายที่สุด ก็เหลือแต่เจ้า
เสือน้อยทิกเกอร์เนี่ยแหล่ะ ชื่อน่ารัก เรียกง่าย เลยตกลงใจว่า ให้คำฝอยน้อยของแม่
ชื่อทิกเกอร์ ตั้งแต่บัดเดี๋ยวนั้น เป็นต้นมา








 

Create Date : 08 พฤศจิกายน 2548    
Last Update : 18 ธันวาคม 2548 4:26:05 น.
Counter : 195 Pageviews.  


JC_Inlove
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]











Friends' blogs
[Add JC_Inlove's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.