Group Blog
 
All blogs
 

เมื่อ "แดน ดีทูบี" เจอผี

คุณเคยบ้างไหม ที่จู่ๆ รู้สึกขนลุกซู่ ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ตกอยู่ในภาวะหวั่นสะพรึง ดวงตาเบิกโพลง ปากคอสั่นระริกโดยไม่รู้ตัว

หลายคนอาจไม่สามารถรับรู้ถึงเหตุการณ์ไม่คาดฝันเหล่านี้ได้ แต่สำหรับ "แดน-วรเวช ดานุวงศ์" ศิลปินหนุ่มสุดฮอท หนึ่งในสมาชิกวง "D2B" เป็นคนหนึ่งที่เคยประสบกับเรื่องสยองขวัญมาก่อน ตั้งแต่วัยเยาว์ ก้าวข้ามขั้นมาเป็นหนุ่มใหญ่ "แดน" มีเหตุการณ์ระทึกใจมาเล่าให้ชมรมขนหัวลุกได้ฟังแบบไม่รู้จักเบื่อ

เริ่มตั้งแต่วัยขาสั้นคอซอง อย่างที่รู้ "ด.ช. แดน" หลงใหลคลั่งไคล้ในลูกกลมๆ สีดำสลับขาวอย่างหนัก ทุกเย็นหลังเลิกเรียนจะวิ่งแจ้นไปใช้สนามฟุตบอลแถวบ้านเป็นที่ประชันฝีเท้า ทว่าระหว่างทางที่จะไปถึงนั้น "แดน" และผองเพื่อนต้องเดินผ่านดงกล้วยตานี ซึ่งขึ้นชื่อลือชาถึงความเฮี้ยนของสิ่งลี้ลับที่ยากยิ่งต่อการพิสูจน์...บรื๋อ!!

"บรรยากาศข้างสนามบอลที่บ้านแดนแบบว่าเป็นใจมาก..ก เป็นดงกล้วย เป็นบอกว่าเป็นกล้วยตานี แล้วก็มีต้นไม้ใหญ่มืดครึ้ม พอเราเล่นฟุตบอลจนเหนื่อยแล้วก็มานั่งพักข้างสนามบอล เล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้กันแต่สุดท้ายก็ต้องมาลงเอยด้วยเรื่องผีทุกที พี่เค้าก็จะบอกว่าเจอผีที่ซอยโน้น เราก้จะเดินกลับกันอีกซอยหนึ่ง ที่มันเป็นแบบป่ากล้วย ไฟก็ไม่มี มืดๆด้วย คือเราก็ไม่รู้หรอกว่าซอยไหนกันแน่ที่เจอผีจริงๆ แล้วแดนก็จะเดินกลับบ้านคนเดียว พอถึงซอยที่เขาขู่ว่ามีผีก็จะหลับตาวิ่งผ่านแบบเร็วจี๋ไปเลย แดนสารภาพว่าเป็นคนกลัวผีมากนะ แต่เป็นเพราะกลัวความมืดมากกว่า กลับบ้านจะไม่พยายามนอนคนเดียว มันเหมือนกับเราชอบคิดไปเองว่าถ้าปิดไฟนอนจะมีเสียงกุกๆกักๆ ดังตลอดเวลา แต่ถ้าถามว่าเคยเจอผีไหม เท่าที่จำได้ไม่เคยนะ มีแต่ความรู้สึกวูบๆ มากกว่า เหมือนมีคนมาหา มาสะกิดบอกเรา เตือนเราทำนองนี้มากกว่า"

นอกจากจะเคยเฉียดประสบการณ์น่าขนลุกขนพองมาแล้ว "แดน" ยังเกือบพลาดท่าพลัดหลงตกสวรรค์ เกือบจะกลายเป็นคนไร้ลมหายใจมาแล้ว

"เรื่องมันเกิดตอนที่เรียนอยู่สุพรรณฯ ตอนนั้นผมเฮี้ยวน่าดู แล้วก็เป็นคนที่ฟอร์มจัดอย่างมากด้วย มีอยู่ครั้งหนึ่งเพื่อนแถวบ้านชวนไปกระโดดน้ำที่เขื่อนแล้วมันจะเท่ห์มากเลยถ้าเรากระโดดลงไปตอนที่ประตูเขื่อนเปิด เพราะน้ำจะไหลแรงมากๆ เพื่อนมันก็ท้าแดนว่าโดดสิ!! เราเองว่ายน้ำไม่เป็นหรอก แต่ความคิดที่กลัวจะเสียฟอร์มก็เลยโดด พอโดดปุ๊บ เฮ้ย!!.. ทำไมมันไม่ขึ้นสักที ความรู้สึกตอนนั้นมันวูบเลยนะ เหมือนกับเรากำลังจะหายไปอีกโลกหนึ่ง มันดันๆ ดึงๆ หายใจไม่ออก ดีที่มีเพื่อนฉุดขึ้นมาได้ทัน ไม่งั้นผมก็คงไปอยู่ใต้เขื่อนแล้ว ตอนขึ้นฝั่งทุกคนก็ถามว่าว่ายน้ำไม่เป็นเหรอ แดนบอกว่าเปล่าหรอก เป็นตะคริวต่างหาก"(หัวเราะ)

หลังจากผ่านเหตุการณ์หวิดสิ้นชีพแต่ไม่ยอมเสียฟอร์มแล้ว พอกระโดดเข้ามาโลดแล่นในแวดวงมายา ใช่ว่าหนุ่มสุพรรณฯจะรอดพ้นเรื่องราวสยองขวัญสั่นประสาท เพราะหลังจากดังเป็นพลุแตก "แดน" พร้อมด้วย "บิ๊ก-บีม" ก็จับพลัดจับผลูได้มาเล่นหนังแนวลี้ลับเรื่อง "สังหรณ์"

"ตอนแรกที่รู้ว่าจะต้องเล่นหนังเรื่องนี้ผมตื้นเต้นมาก เพราะจะได้เล่นกับ "พี่บิ๊ก-พี่บีม" แต่พอรู้พล๊อตเรื่องคร่าวๆ ก็แอบกลัวเหมือนกัน เนื้อหามันออกแนวระทึกขวัญให้คนดูต้องลุ้นตลอด พอแดนได้ฟังผู้กำกับฯ เค้าอธิบายว่ามันจะออกมาอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ค่อยสบายใจขึ้นมาหน่อย"

เย็นใจขึ้นมาได้ไม่ทันไร ระหว่างการถ่ายหนังเรื่องนี้ "แดน" ก็ได้ยินข่าวร้ายที่ใครได้ฟังแล้วมีอันต้องทำหน้าตื่นตระหนก ตกใจกลัวสุดขีด เพราะ "หนุ่มแดน" ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ยกกองไปเก็บภาพ ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ว่า

"ตอนที่ถ่ายหนังเรื่องนี้ไม่ได้เจออาถรรพ์อะไรจังๆ แต่อาจจะมีบ้าง แบบจู่ๆ ไฟดับ ฝนตก อะไรทำนองนี้มากกว่า แต่ที่ทำให้แดนตกใจมากคือวันหนึ่งเพื่อนที่สุพรรณฯ โทรศัพท์มาบอกว่า เพื่อนอีกคนหนึ่งที่ชอบขี่รถมอเตอร์ไซด์ตอนกลางคืนเกิดอุบัติเหตุ ขับรถมาเจอเส้นลวดที่ดักขึงไว้กลางทางด้วยความที่เค้าขับรถเร็วมาก คือเค้าจะเป็นพวกแก๊งมอเตอร์ไซด์อยู่แล้ว เส้นลวดก็เลยตัดหัวหลุดจากบ่ากระเด็นออกมานอกทาง เพื่อนทุกคนตกใจมาก พ่อแม่พี่น้อง ญาติๆ เค้าก็เสียใจอย่างหนัก รีบจัดงานศพทันที แดนเพิ่งกลับมาจากงานศพเค้าแล้วก็มาเข้าฉากที่นี่แหละ ซึ่งก่อนหน้าที่เขาจะไป เพื่อนในกลุ่มก็เคยฝันถึงเพื่อนคนนี้ ด้วยลักษณะแบบนี้เหมือนกัน แต่ไม่กล้าทัก แล้วรู้สึกว่าวิญญาณเค้าจะเฮี้ยนมาก เพราะตายเร็วเกินไป แล้วก็อย่างไม่คาดฝันด้วย ก็เลยไปหาคนโน้นคนนี้ไง ทำเอาเพื่อนที่สุพรรณฯ กลัวกันไปหมด ซึ่งในส่วนของแดนก็จะทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เค้าไปสู่สุคติไวๆ"

และเพราะผ่านเรื่องราวแนวระทึกขวัญมาเยอะจึงทำให้ "หนุ่มแดน" คนนี้ประคองชีวิตอยู่ในความไม่ประมาทมาโดยตลอด แต่ละย่างก้าว แต่ละวันที่ผันผ่าน เค้าใช้ชีวิตอยู่ด้วยสติ ไม่เคยออกนอกลู่นอกทาง ทุกวันนี้ทั้งชีวิตและหัวใจของ "แดน" ได้ทุ่มเทให้กับครอบครัว "ดานุวงศ์" และคนที่เขารักทุกคนแล้ว

"อะไรหลายๆอย่างมันสอนเราให้ตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท ทุกวันนี้แดนขับรถไปไหนมาไหนเองก็จริง แต่ก็ไม่เคยขับรถเร็วหรือว่าขับซิ่ง เพราะจะมองเห็นหน้าพ่อกับแม่ทุกที ไม่อยากทำให้ท่านผิดหวัง ซึ่งทั้งพ่อและแม่ก็เป็นห่วงแดนเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน พยายามเตือนเราบ่อยๆ อีกอย่างคือเหตุการณ์ที่เกิดกับ "พี่บิ๊ก" มันก็เป็นอุธาหรณ์สอนอะไรผมได้เยอะเลยครับ มันทำให้ผมระวังตัวมากขึ้น เพราะหากมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันอย่างนี้ คนที่จะเสียใจที่สุดคงไม่พ้นคนรอบข้าง พ่อ แม่ และคนที่รักเราทุกๆคน"

ที่มา...ทีวีพูล ฉบับที่ 710




 

Create Date : 23 ตุลาคม 2549    
Last Update : 25 ตุลาคม 2549 20:18:20 น.
Counter : 624 Pageviews.  

NEW CHANCE OF LIFE ชีวิตใหม่ "แดน ดีทูบี"

เหตุการณ์ไม่คาดฝันของ "บิ๊ก ปาณรวัฐ กิตติกรเจริญ" เมื่อดึกสงัดของคืนวันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา นอกจากจะสร้างความสะเทือนขวัญให้กับแฟนเพลง "ดีทูบี" ทั้งประเทศแล้ว อุบัติเหตุในครั้งนั้นยังกระทบกับความรู้สึกของสมาชิกร่วมวงอย่าง "บีม กวี ตันจรารักษ์" และ "แดน วรเวช ดานุวงศ์"

เพื่อนซี้ที่คลุกคลีกันมานาน ไปไหนมาไหนกอดคอกลมเกลียว แบ่งปันทุกข์สุข ทั้งรอยยิ้มและคราบน้ำตา มาวันนี้กลับต้องนอนแน่นิ่ง ใช้สายออกซิเจนประคองลมหายใจให้ชีวิตคงอยู่ และไม่รู้ว่าจะตื่นขึ้นมาหัวเราะอีกครั้งเมื่อไร

"หา...อะไรนะ พี่บิ๊กรภคว่ำเหรอ เดี๋ยวผมกับพี่บีมจะรีบไปเดี๋ยวนี้แหละ"

สิ้นเสียงโทรศัพท์ปลายสาย "แดน" พยายามระงับหัวใจอันรุ่มร้อน ตั้งสติขับรถมุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาลวชิรปราการ ในใจก็ภาวนาขอให้พี่ชายสุดที่รักแคล้วคลาดจากเหตุร้ายทั้งปวง

แล้วแสงสว่างแห่งความหวังก็ ฉายชัดขึ้น ด้วยแรงอธิษฐาน ผนึกกับพลังรักที่ "แดน-บีม" รวมถึงทุกคนที่มีให้ เพียงไม่นานอาการของ "บิ๊ก" หน่มอารมณ์ดีก็กระเตื้องขึ้น "บิ๊ก" กลับมายิ้มร่า เบ่งกล้ามโชว์พร้อมชูสองนิ้วบอกความนัยว่า "ผมไม่เป็นอะไรแล้ว"

รอยยิ้มยังไม่ทันจาง เหตุการณ์กลับพลิกผัน เพราะไล่หลังจากวันที่ "บิ๊ก" ย้ายมาพักฟื้น ณ โรงพยาบาลวิชัยยุทธเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม เพียงไม่กี่คืน เจ้าเชื้อราในสมองที่ซุกซ่อนมาหลายวันกลับสำแดงฤทธิ์เกาะกินเส้นเลือด จนทำให้อาการของ "บิ๊ก" ทรุดหนักเข้าขั้นโคม่า คณะแพทย์จำต้องผ่าตัดสมอง "บิ๊ก" ครั้งแล้วครั้งเล่า...เมฆหมอกแห่งความเคร้าเกาะกุมหัวใจแฟนเพลงทั้งประเทศรวมทั้งน้องรักที่ชื่อ "แดน" คนนี้ด้วย

"ผมไปเฝ้าพี่บิ๊กตั้งแต่วันแรกที่ประสบอุบัติเหตุ เห็นเขาเจ็บ เห็นเขาทรมาน รู้สึกสงสารมาก แดนก็ได้แต่ปลอบว่ายังไงพี่บิ๊กต้องหายนะ ช่วงแรกยังแซวเลยว่ารีบหายเถอะ จะได้มาเล่นคอนเสิร์ตกัน แฟนคลับเค้ารอจะแย่แล้ว

แต่พออาการพี่บิ๊กแย่ลง แดนกับพี่บีมก็ยิ่งเป็นห่วงมาก ผมน้ำตาซึมเลย เมื่อเห็นพี่บิ๊กนอนบนเตียงใช้เครื่องช่วยหายใจ เค้าเคยพูดว่าพี่เจ็บจังว่ะ แดนก็ตอบกลับไปว่า ถ้าพี่เจ็บ ผมก็เจ็บเหมือนกัน รีบหายไวๆเถอะ พวกเรารอพี่อยู่นะ


ช่วงที่พี่บิ๊กไม่สบายมาก แดนแต่งเพลง "นายเจ็บ...ฉันเจ็บ" ให้ เป็นการแต่งเพลงที่เร็วที่สุด เหมือนแต่ละคำค่อยๆไหลออกมาเลย แต่งเสร็จก็ชวนพี่บีมมาร้องด้วยกันผมอยากจะบอกพี่บิ๊กว่าถ้าพี่บิ๊กยังแกล้งเจ็บอยู่อย่างนี้ ผมก็ตะแกล้งเจ็บอยู่อย่างนี้เหมือนกัน ตอนนี้ผมไม่ค่อยมีแรงจะร้องเพลงแล้ว ร้องทีไรก็นึกถึงพี่บิ๊กตลอด"

เมื่อชีวิตดำเนินมาถึงทางแยก "บิ๊ก" ไม่สามารถกลับมาผนึกกำลังเป็นส่วนหนึ่งของ "ดีทูบี" ได้ต่อไป "แดน-บีม" จะหันหัวเรือ เบนเข็มชีวิตไปทิศไหน หลายคนฟันธงว่า "ดีทูบี" หนีไม่พ้นจุดจบแน่นอน และ "แดน-บีม" ก็คงแยกย้ายไปตามหาฝันของตัวเองต่อไป

"ผมไม่อยากจะพูดว่าเรายุบวงแล้ว เพราะพี่บิ๊กก็ยังอยู่ แต่อนาคตจะเป็นอย่างไรพวกเราไม่ทราบได้แต่ทำวันนี้ให้ดีที่สุด เป็นกำลังใจให้กับตัวเอง คนรอบข้าง แฟนเพลง รวมทั้งพี่บิ๊ก ชีวิตแดน ตอนนี้คงกลับไปเรียนเหมือนเดิม ส่วนงานอื่นๆในนาม "ดีทูบ" ยังไม่มีครับ แต่ยังไงอนาคตแดนก็คงจะทำงานอยู่ในวงการนี้ต่อไปเรื่อยๆ ไม่หนีไปไหนหรอก เพราะยังไงแดนก็ยังหวังว่าสักวันหนึ่งพี่บิ๊กคงจะหายดี"

แล้วสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนฟ้าก็ไม่ทอดทิ้งความปรารถนาดีของ "แดน" ไม่ช้าไม่นานอาการป่วยของพี่ชายสุดที่รักก็ดีขึ้นตามลำดับ จากความหวังรอดตายเพียงริบหรี่ มาวันนี้ปาฏิหาริย์ครั้งใหม่ได้เกิดขึ้นแล้ว "บิ๊ก" กลับมามีชีวิตชีวาได้อีกครั้ง เปอร์เซ็นต์รอด 50-50

ภาพ "บิ๊ก" นั่งลืมตา ใบหน้าสดใสขึ้น ในอ้อมกอดมีตุ๊กตาเป็นของขวัญวันเกิดเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม คงเป็นประจักษ์พยานยืนยันข้อเท็จจริงนี้ได้ดีที่สุดแล้ว "แดน-บีม" ก็ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของวันแห่งความประทับใจ

"พวกเราซื้อเทปเพลงบำบัดมาให้พี่บิ๊กครับ เพราะทราบจากหมอว่าอาจจะช่วยกระตุ้นให้ประสาทการรับรู้ของเขาดีขึ้น มาถึงวันนี้เห็นพี่บิ๊กดีชึ้น เห็นคุณพ่อยิ้มออก พวกเราก็มีความสุข ก็ได้แต่หวังว่าพี่บิ๊กคงจะมีอาการดีขึ้นเรื่อยๆ จนหายดีกลับมาร้องเพลงเป็น "ดีทูบี" ได้เหมือนเดิม"

เมื่อก้าวข้ามวิกฤติชีวิตมาได้วันนี้ "แดน" ก็ค้นพบคำตอบให้กับเส้นทางชีวิตของตัวเองแล้ว หนุ่มน้อยคนนี้เรียนรู้ที่จะจัดระบบระเบียบความคิดใหม่ ให้สอดคล้องกับความสามารถและพรสวรรค์ของตัวเอง ช่วงที่พักให้ความเศร้าตกตะกอน "แดน" ได้กลับไปศึกษาระดับปริญญาตรีต่อ โดยเปลี่ยนสาขามาสึกษาทางด้านดนตรีโดยตรง ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อสานต่อการเป็นศิลปินชื่อก้อง คอยจับไมค์ขับกล่อมเพลงเพราะๆให้แฟนๆฟังไปนานๆ

แต่ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้น ปีหน้าฟ้าใหม่ "แดน" ยังได้มีโอกาสกลับมาวาดลวดลายพระเอกหน้าจอในละครมาสเตอร์พีช "คู่กรรม ภาค 2" ของค่าย "เรด ดราม่า" บริษัทในเครือข่ายอาร์เอสฯ โดยคราวนี้ต้องเล่นเป็นทายาทของ "โกโบริ-อังศุมาลิน" ซึ่งรับบทโดย "ศรราม เทพพิทักษ์" และนางเอกยอดนิยม "เบนซ์ พรชิตา ณ สงขลา"






 

Create Date : 13 กันยายน 2549    
Last Update : 14 กันยายน 2549 14:11:28 น.
Counter : 132 Pageviews.  

เส้นทางสู่ฝัน # 2 ตอน “แดนท่องโลกมายา”

จากนักฟุตบอลดาวดังของโรงเรียน กลายมาเป็นนักร้องสุดฮอท แลแะวันนี้ก็ถึงเวลาที่จะทดสอบความสามารถอีกขั้นกับงานสุดแสนท้าทาย ด้วยการเป็นนักแสดง

หลังจากที่กล้าๆกลัวๆมานานกับการโดดมาโลดแล่นหน้าจอ แต่ท้ายที่สุด “หนุ่มแดน” ก็หนีไม่พ้นวงโคจรคนดัง กอดคอกับพี่ชายสุดซี้ เพื่อนร่วมวง “บิ๊ก-ปาณรวัฐ กิตติกรเจริญ” ลงละครเรื่องใหม่เอี่ยมของคายอาร์เอส “วัยร้ายเฟรชชี่”


“กับการแสดงครั้งแรกก็ตื่นเต้นครับ เพราะเราไม่เคยมาก่อน มันต่างจากการร้องเพลงมาก เพราะบนเวทีเราสามารถเป็นตัวเราได้เต็มที่ แต่ในละครเราต้องสวมบทบาทเป็นใครสักคน ซึ่งอาจจะไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของเราก็ได้ อย่างวันแรกก็เข้าฉากต่อยมวยกับพี่ริว (อาทิตย์ ตังสวัสดิรัตน์) เลย ก็เกร็งเหมือนกันนะ เพราะต้องเรียนรู้มุมกล้อง เรียนรู้แอ๊คติ้ง ก็บอกกับพี่ริวว่าเอาให้เหมือนจริงที่สุดละกันพี่ หน้าแหกไม่กลัว เสียโฉมไม่ว่า แต่ขอให้งานออกมาดีๆ เดี๋ยวคนดูจะหาว่าเราเล่นแข็งเป็นท่อนไม้”

ถึงจะออกตัวว่ากลัวเล่นไร้อารมณ์ แต่ไม่นานนักหลังผ่านกระบวนการขัดสีฉวีวรรณอยู่หลายเดือน ท่อนไม้แข็งทื่อก็เริ่มมีชีวิตชีวา อาการประหม่าหายเป็นปลิดทิ้ง ในที่สุด “แดน” ก็สามารถลบคำครหา จากนายท่อนไม้มากลายเป็นนักแสดงเต็มขั้น

“ตอนแรกที่พ่อแม่ พี่ชายที่บ้านก็ดู เค้าก็ให้กำลังใจแดนนะ ว่าเราต้องทำได้ เพื่อนๆก็โทรมาเฮกัน แซวกัน กัดบ้าง แต่โดยรวมก็หลอกปลอบใจเราว่าไม่ได้เล่นแข็งอะไรหรอก แต่แดนไม่เชื่อ เราเช็คเองที่หน้าจอมอนิเตอร์ ก็เห็นแล้วว่าไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ อารมณ์ฮึดมันมาจากไหนไม่รู้ หลังจากนั้นก็ซ้อมเองที่บ้าน เวลาไปงานมีบทอยู่ก็ซ้อมไปเรื่อย พยายามทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด เพราะอย่างน้อยผู้ใหญ่และคนที่หวังดีกับเราก็ให้โอกาสมาแล้ว”

4 เดือนผ่านไปไวเหมือนโกหก แล้ว “วัยร้ายเฟรชชี่” ก็เดินทางมาถึงวันปิดกล้อง แม้ละครจะลาจอ แต่ความผูกพันกับเพื่อนนักแสดงคนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น “บิ๊ก-ปานรวัฐ กิตติกรเจริญ,อ้อน-ลัคนา หวงมณีรุ่งโรจน์,นาตาลี เดวิส” หรือ “เจ-ไพลิน พิจิตรอำพล” ไม่เคยหดหายไปตามกาลเวลา ตรงกันข้าม ทุกวันนี้ทุกคนยังเหนียวแน่น มิตรภาพแน่นแฟ้นเหมือนเดิม

“ใจหายเลยครับ (ยิ้ม) พูดเหมือนกับคนเล่นละครมานานเลยเนอะ แต่เรารู้สึกอย่างนั้นจริงๆ เพราะเวลาที่อยู่กองถ่ายเราจะอยู่กันเหมือนเพื่อน มากองคือว่าเจอเพื่อน เฮกัน เล่นกัน พอจบละครก็อาจจะนัดเจอกันบ้างถ้าเวลาสะดวก แต่ปกติเราอยู่ค่ายเดียวกันอยู่แล้ว มันก็เลยเจอกันบ่อยขึ้น ความผูกพันก็เริ่มตามมา ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี ท้าทาย แล้วก็ให้อะไรกับแดนเยอะมากกว่าที่คิดเสียอีก”



เมื่อผ่านการทดสอบขั้นแรก ขั้นตอนต่อไปในการก้าวเป็นซูเปอร์สตาร์ของ “แดน” ก็ไม่ยากเกินความสามารถ และต่อมาไม่นาน หนุ่มสุพรรณฯ เสียงหวาน ก็โดนแพ็ครวมกับ “บิ๊ก” และ “บีม” ถูกเกี้ยวให้มาชิมลางหนังใหญ่เรื่องแรกในชีวิต “สังหรณ์”

“ตอนแรกที่พี่ทางอาร์เอส บอกว่าจะมีหนังเรื่องหนึ่งให้พวกเรา 3 คนเล่นด้วยกัน ผมก็ยุพี่บิ๊ก-พี่บีมให้รับเล่นเลยดีกว่า เพราะช่วงนั้นเรา 3 คน ไม่ค่อยได้เจอกันเท่าไหร่ อยากจะกลับมาทำอะไรสนุกๆด้วยกันอีก แต่คุยไปคุยมากลายเป็นว่าเราต้องเล่นหนังแนวอาถรรพ์ลึกลับแบบ ผีๆ แดนก็ชักจะฝ่อสิครับ เพราะความจริงแล้วแดนเป็นคนที่กลัวผีเข้าขั้นขึ้นสมองเอามากๆ

แล้วมีอยู่วันหนึ่งเราต้องไปถ่ายทำกันที่บ้านร้างกลางป่า บรรยากาศมันวังเวงแล้วก็น่ากลัวมาก ตรงทางเข้าบ้านก็มีต้นไม้ใหญ่ หลอนตลอด ถ่ายไปก็กลัวไป เพราะตอนที่อยู่สุพรรณฯ แดนก็เคยไปเตะบอลที่ดงกล้วยข้างบ้าน แล้วเล่นเสร็จมันก็มืดค่ำ กลับบ้านทีก็กลัวตัวสั่น เพราะเพื่อนมันดันเล่าเรื่องคนเจอผีละแวกนั้นให้ฟังบ่อยๆ จริงๆแล้วตั้งแต่แดนอยู่ก็ไม่เคยเจอหรอก เพียงแต่ฟังคนพูดกันเยอะ อารมณ์มันก็พาไปเองซะอย่างนั้น”


ถึงจะสยองขวัญเพียงใด แต่เมื่อ “บิ๊ก-แดน-บีม” รวมกันเป็นหนึ่งเดียว ทุกที่ที่ 3 หนุ่มไปไหนมาไหนในกองถ่าย ก็จะมีเสียงหัวเราะเฮฮาเอิ๊กอ๊ากคอยกำราบความเงียบสงัดทุกที

“คือเรา 3 คนมาคิดกันกับต้อง (ศุภัชญา รื่นเริง) ว่าถ้าขืนกลัวมันก็จะฝ่อกันหมดเวลาอยู่กองถ่ายก็เลยพยายามคุยกันเยอะๆ เข้าว่า แซวคนโน้นหนอกคนนี้ พยายามทำให้ทีมงานทุกคน ทุกฝ่ายรีแลกซ์ ไม่เครียดกับสภาพแวดล้อม กับบรรยากาศรอบข้างมากนัก ซึ่งผลก็ออกมาดี บางทีแดนก็ทำงานจนลืมกลัวผีไปเลย”




และแล้ววันปฐมฤกษ์ของการเปิดตัวโปรเจ็คท์ชิ้นโบแดง หนังเรื่อง “สังหรณ์” ก็มาถึง วันนั้น ณ โรงหนังเมเจอร์ รัชโยธิน “หนุ่มแดน” แสนจะตื่นเต้นหัวใจเต้นตึกตัก ลุ้นตาตั้งกับผลงานของตัวเอง ระหว่างที่กำลังลุ้นหนังอยู่ในโรง “แดน” ก็อดไม่ได้ที่จะชวน “พี่บิ๊ก-พี่บีม” มาส่งเสียงเย้วๆ คอยเชียร์หนังของตัวเองอย่างเอาเป็นเอาตาย จนถึงช็อตสุดท้าย “แดน” ก็ชวนพี่ชายที่รักทั้ง 2 ลุกขึ้นปรบมือดังๆ ให้กับหนังเรื่องแรกในชีวิตอย่างภาคภูมิใจ

เมื่อความสำเร็จไล่กรวดหลังตามมาติดๆ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ “หนุ่มแดน” จะโดนทาบทามให้มาอวดฝีไม้ลายมือทางการแสดงซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยมีต้นสังกัดค่ายอาร์เอส คอยเฟ้นหาบทซึ่งดีที่สุดให้กับหนุ่มรวยรอยยิ้ม มากความสามารถคนนี้ ซึ่งท้ายที่สุดบทพระเอกนำในละครฟอร์มยักษ์ “คู่กรรม ภาค 2” ก็ตกเป็นของ “แดน”

แต่ขณะที่เส้นทางสู่ฝันของ “แดน” กำลังทอดยาวไปไกลไร้คลื่นลม เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นกับพี่ชายสุดที่รัก “บิ๊ก-ปาณรวัฐ กิตติกรเจริญ”

“แดน ดีทูบี” จะเลือกหันหัวเรือ เบนเข็มชีวิตไปทิศไหน ติดตามตอนต่อไป




 

Create Date : 30 สิงหาคม 2549    
Last Update : 23 ตุลาคม 2549 1:54:51 น.
Counter : 162 Pageviews.  

เส้นทางสู่ฝัน “แดน ดีทูบี” # 1

“ฝันให้ไกล แล้วไปให้ถึง” ประโยคนี้ยังใช้ได้ดีกับทุกยุคทุกสมัย แล้วคราใดที่เราเหนื่อยล้าหรือท้อแท้ เหลียวเห็นแสงสว่างแห่งความหวังริบหรี่ลง จงท่องจำประโยคนี้ไว้ให้แม่น แล้วไม่นานเกินรอ วันแห่งความสำเร็จก็จะยอมศิโรราบต่อความตั้งใจจริงของเรา !!

หนุ่มน้อยคนนี้ก็เช่นกัน “แดน-วรเวช ดานุวงศ์” จากเด็กภูธรเต็มขั้น พกความฝันและความมุ่งมั่นสู่เมืองกรุงเพาะบ่มประสบการณ์จากการตระเวนแข่งขันร้องเพลง ทั้งลูกทุ่ง ลูกกรุงและสตริง ตามเวทีต่างๆ จนกระทั่งโดดมาประลองฝีมือ ณ เวทีใหญ่ “สตาร์ ชาเลนจ์” ซึ่งค่ายเทประดับแถวหน้า “อาร์เอส” จับมือกับ “พานาโซนิค” เพื่อเฟ้นหาเยาวชนใจกล้า ศิลปินหน้าใหม่มาประดับวงการ

“ตอนแรกผมก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะทำได้หรือเปล่า รู้แต่เพียงว่าต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด วันที่ขึ้นไปร้อง แดนจำได้ว่าสั่นไปหมด มือเย็นเฉียบ ไม่รู้ว่าตื่นเต้นทำไมทั้งที่เคยผ่านการประกวดร้องเพลงมาเยอะ พอเค้าประกาศผลว่าเราได้ที่ 3 เท่านั้นล่ะ ผมซึ่งนั่งลุ้นอยู่ด้านหลังดีใจจนน้ำตาแทบไหลเลยครับ”

จากวันนั้นโอกาสทองก็แวะเวียนมาเยี่ยมเยียน หนุ่มเสียงหวานไม่ขาดสาย ต่อมาไม่นาน “แดน” ก็ถูกชวนไปร้องเพลงประกอบโฆษณาเป๊ปซี่ แล้วลูกคอของช้างเผือกจากเมืองสุพรรณบุรีก็เข้าตาค่ายเพลงใหญ่ “อาร์เอส” ซึ่งขณะนั้นกำลังคัดสรรเด็กหนุ่มมากความสามารถมาฟอร์มทีมบอยแบนด์กลุ่มใหม่ และในที่สุด “แดน” ก็ถูกเรียกมาเทสต์เสียง จนได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของดีทูบี

…ความฝันได้เรียกพวกเขามาเจอกัน แล้วความผูกพันคือสิ่งที่ตามมา

“จำได้เลยครับ วันแรกที่แดนได้เจอพี่บิ๊ก-พี่บีม พี่บิ๊กเค้าจะชวนแดนคุยก่อนเลย สงสัยคงเป็นเพราะว่าเราเคยเห็นกันก่อนตอนที่ประกวด สตาร์ ชาเลนจ์ ส่วนพี่บีมจะเก๊กหน่อย เงียบขรึม แล้วก็มาดคุณหนูมาเลย ผมก็เริ่มคิด เอ๊ะ! ยังไงดีเนี่ย… พี่บิ๊กก็เป็นแนวหนุ่มเซอร์ อารมณ์ดี ใส่เสื้อไว้ในกางเกง สะพายเป้ รัดเข็มขัดตึงเลย แล้วก็มีผมหน้าม้ายาวๆ เป็นปอย ตกลงมา เราก็เฮ้ย..ต้องรวมกับคนนี้เหรอ แล้วพี่บีมก็โฮ…เด็กจุฬาฯ มาเลย ยังไงกันเนี่ยเรา

แต่มีอยู่วันหนึ่งหลังจากการซ้อมร้องเพลง แดนกลับบ้านพร้อมพี่บิ๊ก แล้วเราแย่งกันจ่ายค่ารถ ก็เริ่มรู้สึกว่าเค้าเป็นคนดีนะ ส่วนพี่บีมแกก็เรื่อยๆ ไม่รู้เบื่อกับการเป็นพี่ชายหรือเปล่านะ เพราะที่บ้านก็มีน้องตั้ง 2 คนอยู่แล้ว แต่พอได้ใกล้ชิดสนิทสนมมากขึ้น เราสามคนก็กลายเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันอย่างทุกวันนี้”


เมื่อ “1 D” หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับ “2B” นอกจากมิตรภาพเกินคำบรรยาย สายสัมพันธ์ของทั้ง 3 ยังผนึกเป็นพลังของคนรุ่นใหม่ซึ่งเต็มเปี่ยมไปด้วยความสามารถ และพวกเขาก็พร้อมที่จะจับไมค์ออกมาขับกล่อมแฟนเพลง

“ตั้งแต่วันเปิดตัวครั้งแรกพวกเราตื่นเต้นกันมาก วันที่ 19 ธันวาคม 2544 คือวันที่อัลบั้มแรกของ “D2B” ได้ปฏิสนธิและคลอดออกมาวางอยู่บนแผงเทป แดนยังโทรไปหาพ่อ-แม่ที่สุพรรณฯ ให้บอกคนอื่นว่าให้ช่วยอุดหนุนกันหน่อยนะ จนมาถึงวันที่พวกเรา 3 คน ต้องขึ้นเวทีคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกในชีวิต “มีทติ้ง คอนเสิร์ต” เชื่อไหมว่าผมสั่นไปทั้งตัวเหมือนชื่อเพลง “ซ่าส์ (สั่น)” ในอัลบั้มเลย เพราะมันไม่ใช่เรื่องงายสำหรับเราซึ่งเป็นมือใหม่ เราจะเอนเตอร์เมนคนดูยังไง จะยืนมุมไหน พูดอะไรบ้าง ทุกอย่างแดนซ้อมแล้วก็ตั้งใจท่องจำ เพราะกลัวเอาเข้าจริง ความประหม่าจะทำให้ทุกอย่างผิดพลาดไปหมด”

จากวันแรกที่แสนจะประหม่า ถัดมาไม่นานชื่อ “D2B” ก็พุ่งทะยานติดชาร์ทความฮอทฮิตทุกหน้าปัด ทุกคลื่นความถี่วิทยุ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด…แล้วการผจญภัยสู่โลกกว้างยิ่งขึ้นของหนุ่มสุพรรณฯ ก็เปิดฉากขึ้น !!

“แดนได้ทัวร์คอนเสิร์ตไปตามที่ต่างๆ แฟนเพลงให้การตอบรับกับพวกเราดีมาก ทุกวันนี้แดนยังรู้สึกเหมือนอยู่ในความฝันอยู่เลย ไม่น่าเชื่อว่าเราจะได้มายืนอยู่ตรงจุดนี้ มีคนรัก ไปจังหวัดไหนแฟนเพลงก็แห่แหนมาเชียร์เราตลอดทุกครั้ง

ซึ่งบางทีพวกเราก็เจอกับพฤติกรรมแปลกๆของบรรดาแฟนคลับ มีอยู่ครั้งหนึ่งเค้าอยากจะหอมแดน แดนก็ยื่นหน้าทำแก้มป่องๆ เหมือนจะให้เขาหอม แต่พอเขายื่นหน้าเข้ามา แดนก็เอาตัวกลับเข้ามาไม่ให้เค้าหอม ประมาณว่าอยากจะแกล้งเล่น แต่แฟนคลับคนนั้นเค้าเอามือมาคว้าตรงเป้าผม เล่นเอาอึ้งไปเลย แต่ยังไงก็ไม่โกรธแฟนๆหรอกครับ ผมรู้ว่าทุกคนรักพวกเรา รักเพลงของเรา”


หลังแจ้งเกิดเป็นศิลปินยอดนิยมขวัญใจสาวๆ ทั้งประเทศไปแล้ว โอกาสก็มาชนโครมใหญ่อีกครั้ง คราวนี้ “แดน” กำลังจะถูกต้นสังกัดจับมาวาดลวดลายการแสดงหน้าจอเงินและจอแก้ว…

หนุ่มสุพรรณฯ เสียงเหน่อจะเอาชนะคำปรามาสของเพื่อนๆ ที่ชอบล้อว่า “เล่นไม่ได้หรอก…รับรองแข็งเป็นตอไม้” ได้หรือไม่ ต้องติดตามตอนต่อไป กับเส้นทางสู่ฝัน # 2 ตอน “แดนท่องโลกมายา”




 

Create Date : 30 สิงหาคม 2549    
Last Update : 30 สิงหาคม 2549 2:34:51 น.
Counter : 255 Pageviews.  

‘แดน ดีทูบี’…วัยขาสั้นคอซอง

“เฮ้ย! แดนตื่นๆ เราไปเล่นเตะบอลแถวลานวัดกันเถอะ วันนี้เพื่อนๆ เพียบเลยว่ะ”

แดดยามสายวันเสาร์-อาทิตย์ จะจัดจ้านเพียงใด ก็คงสู้เสียงเรียกร้องหัวใจเด็กหนุ่มเลือดสุพรรณบุรีแท้ๆ ที่ชื่อ “แดน-วรเวช ดานุวงศ์” ไม่ได้

ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ นอกจากการเล่นสูง-ต่ำปีนต้นไม้ใหญ่ หรือกระโดดตูมตามในคลองหลังวัดแล้ว เด็กชาย “แดน” ในวัยซนจะมีนัดสำคัญคือเค้ามักจะนัดดับก๊วนเพื่อนซี้ไปดวลแข้ง ณ สนามบอลข้างดงกล้วยแถวบ้าน หรือไม่ก็สนามหน้าศาลากลางเป็นประจำ และแทบจะเป็นกิจวัตรไปแล้วก็ว่าได้ นอกจากจะมีบางครั้งที่เจ้าตัวติดธุระจริงๆ ถึงจะยอมพลาด

จากช่วงสาย ตะวันคล้อยเคลื่อนเข้าสู่ช่วงแดดร่มลมตก แต่ชั่วโมงทองของ “ ด.ช. แดน” สุดแสนทะโมนก็ยังไม่หมดสิ้นเสียที เขาและเพื่อนต่างก็พากันวิ่งฝ่าอากาศที่ร้อนตับแลบ คลุกฝุ่นขัดแข้งขัดขาแย่งเจ้าลูกกลมๆ ในสนามแห่งนั้นกันอย่างเมามัน “แดน” สารภาพว่าชั่วโมงนั้นเขาหลงรักกีฬาฟุตบอลเข้าอย่างจัง และรักมากกว่ากีฬาทุกชนิดก็ว่าได้

"แดน" เล่าให้ฟังว่า "ตั้งแต่จำความได้ผมก็อยู่กับลูกฟุตบอลกลมๆนี่แหละครับ ไม่รู้นะ ผมชอบมองไปยังสนามกว้างที่ปูพรมไปด้วยพื้นหญ้าสีเขียวๆ เต็มไปหมด ตัดสลับเป็นลายขวางซึ่งมองดูแล้วมันให้ความรู้สึกที่ดีมากๆเลยล่ะครับ

ความคิดของผมในตอนนั้น ผมขอแค่โอกาสที่จะให้รองเท้าสตั๊ดที่ผมอดออมและเก็บเงินจากค่าขนมของผมเพื่อซื้อมันมาได้มีโอกาสเหยียบลงพื้นหญ้าในสนามของนัดสำคัญๆ สักครั้งในชีวิตผมก็ดีใจแล้วครับ

ดังนั้นผมจึงซุ่มซ้อมฟุตบอลอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง ชนิดที่ว่ากันว่าเห็นลูกฟุตบอลเป็นไม่ได้ จะต้องลงไปเล่นกันเลยทีเดียว ขนาดว่าผมเคยโดดเรียนเพื่อจะเตะบอลก็มีครับ
สุดท้ายก็โดนอาจารย์ทำโทษไปตามระเบียบ คือเราเคยนั่งหน้าห้องไง แล้ววันหนึ่งเราเกิดหายไปเฉยเลย อาจารย์เลยตามหา พอมาเจอะ ก็โดนเลย นั่นแหละเด็ดสุดของผมแล้ว”


โดนตีก้นแค่เพี๊ยะเดียว ถ้าเทียบกับแผลฟกช้ำตามร่างกายที่ “ด.ช. แดน” หอบหิ้วกลับบ้านทุกวัน คงเทียบกันไม่ได้ แต่ท้ายที่สุดด้วยความเพียรพยายามเต็มร้อย หรือเกินกว่าร้อยก็ได้

ตำแหน่ง “ปีกซ้าย” ทีมฟุตบอลของโรงเรียนกรรณสูตศึกษาลัย จ.สุพรรณบุรี ก็กลายเป็นของ “แดน” อย่างที่เคยฝันไว้ ก่อนที่ต่อมาหนุ่มแก้มบุ๋มจะยอมขวนสตั๊ด สลัดเสื้อทีมนักกีฬาโรงเรียน มาทุ่มเทให้กับการขับกล่อมทำนองเสนาะจนกลายเป็นแชมป์ระดับประเทศ

“ผมคิดว่าเราเริ่มต้นช้าไปกับฟุตบอล เพราะซ้อมเป็นจริงเป็นจังก็ต่อเมื่อตอนที่ผมอายุ 11 ปีแล้ว แต่สำหรับการอ่านทำนองเสนาะ ผมอ่านมาตั้งแต่เด็ก เพราะคุณแม่เป็นครูภาษาไทย ท่านปลูกฝังให้ผมรักการอ่านมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว จ้ำจี้จ้ำไขทุกวันเลย ทำให้ผมชอบการอ่านกลอนมากๆ
ตอนนั้นผมคิดว่าทำให้ดีที่สุดก็คงพอแล้ว แต่พอได้ไปประกวดระดับประเทศ ผมก็สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศมาได้ ซึ่งนั่นคือความภาคภูมิใจของผม และพ่อ-แม่เป็นอย่างมากครับ”


เมื่อรู้อะไรคือเป้าหมายของชีวิต “แดน” ก็เริ่มเดินตามรอยฝันของตัวเอง โดยสมัครเข้าร่วมวงโยธวาทิตของโรงเรียน ตระเวนหาประสบการณ์ไปตามเวทีต่างๆ ทั้งร้องเพลงลูกทุ่ง เพลงไทยสากล และอ่านทำนองเสนาะ ใช้เสียงทุ้ม นุ่ม ลึก กวาดรางวัลมากองเต็มตู้
จากดาวเด่นประจำโรงเรียนชื่อดังของ จ.สุพรรณบุรี ครอบครัวของ “แดน” ตัดสินใจส่งลูกชายคนเล็กออกเผชิญโลกกว้าง ประชันความสามารถกับคนเก่งระดับประเทศ ด้วยการจูงมือ “แดน” มาสมัครเรียนต่อชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียน บดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) แล้วก็เป็นไปตามคาด “ด.ช. แดน” ฝ่าด่านอรหันต์ พกอาเสียงเหน่อๆกับความฉลาดรอบทิศ พิชิตเก้าอี้นักเรียนมัธยมของโรงเรียนบดินทรเดชาฯ มาได้สำเร็จ
แต่เรื่องลับไปกว่านั้นคือ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ “ด.ช. แดน” บุกเข้ากรุงเทพฯ เมื่อสมัยจบประถม 6 มาหมาดๆ “ด.ช. แดน” เคยสอบติดโรงเรียนบดินทรเดชาฯมาแล้วหนหนึ่ง แต่เพราะเป็นหนุ่มขี้อ้อน ติดพ่อ-แม่ ชีวิตนี้ไม่เคยอยู่ไกลบ้านเกิน 50 กิโลเมตร อาการโฮมซิกส์จึงถามหาตั้งแต่วันแรกที่เข้าเรียน เขากลายเป็นเด็กคนเดียวที่ร้องฟูมฟายอยากกลับบ้าน ไปๆมาๆ คุณครูเลยใจอ่อนให้ “แดน” กลับมาใช้ชีวิตไอ้หนุ่มภูธรที่บ้านเกิด จ.สุพรรณบุรี เหมือนเดิม
เมื่อมาอยู่ที่โรงเรียนบดินทรเดชาฯ ผลงานการเรียนของ “แดน” ยังนำโด่งไม่มีตก แถมกิจกรรมก็ไม่เคยขาด แต่สิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาในช่วงวัยรุ่นก็คือ ความรักในเสียงดนตรี “แดน” มีความคิดที่จะตั้งวงดนตรีกับเพื่อนๆ โดยได้หัดซ้อมกีตาร์ เล่นคีย์บอร์ด โดยไม่ลืมการร้องเพลง และขับกล่อมทำนองเสนาะ


“ผมเริ่มรู้สึกอยากร้องเพลงมาตั้งแต่เด็กแล้ว ตอนที่อยู่ชั้นประถมก็ถูกเรียกขึ้นเวทีให้ไปร้องเพลง หลังจากนั้นก็เลยรู้ว่าตัวเองชอบ มันเริ่มซึมซับเข้าไปเรื่อยๆ จนมารู้สึกตัวอีกทีก็คิดว่าชีวิตนี้ขาดมันไม่ได้แล้วล่ะ ดังนั้นเส้นทางไหนที่ผมจะไปถึงฝั่งฝันได้ ผมก็จะทำสุดความสามารถ”

ด้วยหัวใจที่มุ่งมั่น ณ วันนี้หนุ่มสุพรรณเสียงหวาน “แดน-วรเวช ดานุวงศ์” ได้กลายมาเป็นนักร้องแถวหน้าของวงการเพลงไทยอย่างที่ตั้งใจไว้ แต่กว่าที่ “แดน” จะก้าวมาเป็นสมาชิกคนหนึ่งใน “ดีทูบี” ได้ เขาต้องฝ่าฟันอุปสรรค เจอะมรสุมโหมกระหน่ำอะไรบ้าง เจอกันครั้งต่อไป นะจ๊ะ





 

Create Date : 29 สิงหาคม 2549    
Last Update : 30 สิงหาคม 2549 0:00:31 น.
Counter : 747 Pageviews.  


jayjay_fcdan
Location :
สุพรรณบุรี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





Stock Trading | Video Hosting | Funny Videos | Secrets
Friends' blogs
[Add jayjay_fcdan's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.