ชีวิตพอเพียงกับการเลี้ยงกล้วยไม้
Group Blog
 
All Blogs
 

พันธุ์โคนมที่นิยมเลี้ยงในประเทศไทย

โคนมเป็นสัตว์เมืองหนาว แหล่งกำเหนิดอยู่ที่ยุโรป จากนั้นก็มีการเลี้ยงแพร่หลายไปเกือบทุกทวีป ในเมืองไทยเริ่มนำมาเลี้ยงโดยชาวมุสลิมแถวอยุธยาและหนองจอก เป็นโคพื้นเมืองนำมาจากอินเดียให้นมน้อย
เป็นพันธุ์ซาฮิวาล
ต่อมาอาชีพโคนมเริ่มจาก พระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เสด็จประเทศเดนมาร์คปี 2503 ทรงสนพระทัยกิจการนี้มาก จากนั้นอีก 2 ปี รัฐบาลเดนมาร์คได้ถวายโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมในปี 2505
โดยจัดตั้ง องค์การส่งเสริมโคนมแห่งประเทศไทย ที่ อ.มวกเหล็ก
จ.สระบุรี ดินแดน นมดี กะหรี่ดัง (กะหรี่ปั๊บนะครับ) โดยมีการเอาบุคคลที่สนใจมาอบรมการเลี้ยงโคนม เรียกว่านักเรียนฟาร์ม โดยส่งบางส่วนไปอบรมที่ประเทศเดนมาร์ค หลังจบการอบรมแล้วก็จัดที่ดิน อ.มวกเหล็ก
ให้คนละ 25 ไร่ บ้าน 1 หลัง หรือบางส่วนได้ส่งไปที่ ต.ห้วยสัตว์ใหญ่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อทำอาชีพโคนม อาชีพโคนมถือว่าเป็นอาชีพพระราชทาน และพระบิดาการเลี้ยงโคนมก็คือ นายหลวงของเรานั่นเอง และวันที่เปิดโครงการวันที่ 17 มกราคม 2505 เกษตรกรจึงถือเอาวันที่ 17 มกราคม ของทุกปี เป็นวันโคนมแห่งชาติ มีงานที่ อ.มวกเหล็ก
ทุกปี ก่อนวันเปิดโครงการส่งเสริม 5 วันท่านก็ทรงเปิด โรงโคนมสวนจิตรลดา ในพระราชวังสวนจิตรลดา โดยเริ่มจากโคพันธุ์ เรดเดน และบราวสวิสต์ กิจการโคนมก็เริ่มนับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา


โคพันธุ์ซาฮิวาล เป็นโคนมพันธุ์แรกๆที่ชาวมุสลิม และชาวอินเดียนำมาเลี้ยงในประเทศไทย



พันธุ์เรดเดน ที่เลี้ยงในโรงโคนมสวนจิตรลดา เป็นพันธุ์แรกๆ





จากนั้นกรมปศุสัตว์ก็ได้ถวายโคนมพันธุ์บราวสวิสต์เพิ่มอีกพันธุ์




และโคพันธุ์ต่อมาที่เกษตรกรนิยมเลี้ยง คือ พันธุ์เจอร์ซี่





แต่สุดท้ายพันธุ์โคนมที่นิยมเลี้ยงกันมากกว่า 90% ของโคนมกลับเป็นโคพันธุ์โฮสไตน์ฟรีเชียน (โคพันธุ์ขาว-ดำ) ที่ท่านพบได้ทั่วไป ข้อดีของโคพันธุ์นี้ คือให้นมมาก (ประมาณ 15-30 กก/ตัว/วัน)






ทีนี้เรามาพูดถึงคุณภาพน้ำนมที่ท่านดื่ม ยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับคุณค่าของนมที่ท่านบริโภค ผมขอเรียงคุณภาพนมพร้อมดื่มจากดีสุดก่อนคือ
1. นมจืดชนิดพาสเจอไรด์ ที่บรรจุในขวดพลาสติก จะเป็นนมคุณภาพดีที่สุดเพราะผลิตจากนมโคสด 100% และ นมปรุงแต่งพาสเจอไรด์รสต่างๆ สาเหตุเพราะผ่านความร้อนไม่สูงมาก วิตามินแร่ธาตุ อยู่ครบ
แต่ต้องเก็บไว้ในตู้เย็นและอายุการเก็บไม่เกิน 7-15 วัน
2. นม UHT เป็นนมกล่อง สามารถเก็บไว้ในอุณหภูิมิปรกติได้ 6 เดือน
แต่คุณค่าจะสูญเสียไปบางส่วนจากการผ่านความร้อนสูง
3. นมสเตอร์ริไรด์ คือ นมที่ผ่านความร้อนสูงและส่วนมากบรรจุในกระป๋องโลหะหรือขวดแก้ว ข้อดีคือเก็บได้นานเป็นปี ข้อเสียคุณค่าทางวิตามินจะมีการสูญเสียมากกว่าชนิดอื่นๆ

ทีนี้มาดูนมที่เหมาะกับวัยต่างๆกันครับ

นมพาสเจอร์ไรด์ นม UHT เหมาะกับวัยเด็ก-วัยเติบโต
นมพร่องไขมัน และเสริมแคลเซียม เหมาะกับวัยผู้ใหญ่
แล้วนมเปรี๊ยวล่ะ เกิดจากการใช้นมผงมาเพาะเชื้อจุลินทรีย์แล้วเกิดรสชาติเปรี้ยวจากกรด เหมาะกับผู้ที่ต้องการคุณประโยชน์จากจุลินทรีย์ในการช่วยระบบทางเดินอาหาร ส่วนเด็กให้กินนมพาสเจอร์ไรด์และ UHT จะได้คุณค่าทางอาหารมากกว่านมเปรี้ยวครับ

ช่วยกันดื่มนมครับ นมดื่มได้ตั้งแต่เกิด-จนแก่เลยครับ

สถิติ คนไทยดื่มนมเฉลี่ย 13 ลิตร/คนต่อปี VS แต่ดื่มสุรา 60 ลิตร/คน/ปี เป็นสถิติที่ตรงข้ามกับประเทศที่เจริญแล้วครับ
















 

Create Date : 02 กันยายน 2553    
Last Update : 2 กันยายน 2553 20:45:07 น.  

ต้นทุนการเลี้ยงโคขุน

การเลี้ยงโคขุนมี 2 แบบ
1.โคขุนทั่วไป โดยส่วนใหญ่เป็นโคที่อายุมากหรือเป็นลูกผสมบราห์มันห์นำมาขุน 3-6 เดือน ก็ส่งขาย ตลาดหลักคือ เขียงเนื้อในตลาด เหมาะทำอาหารไทย เช่น แกง ลาบ หรือลูกชิ้น
2.โคขุนคุณภาพชั้นเยี่ยม ที่เอาโคหนุ่มอายุ 1 ปีขึ้นไป เป็นวัวลูกผสม ชาร์โลเลย์ ชิมเมนทอล
แองกัส 50% ขึ้นไป และขุน 6-12 เดือน จะให้เนื้อคุณภาพดี ใช้ทำอาหาร เช่น สเต็ก เนื้อย่าง
ที่ต้องการคุณภาพด้านไขมันแทรก ความนุ่มของเนื้อเป็นพิเศษ ราคาก็จะสูงกว่าเนื้อโคขุนทั่วไป ซึ่งผมจะกล่าวถึงต้นทุนการเลี้ยงโคขุนคุณภาพดึครับ
การเลี้ยงโคขุนให้มีกำไรท่านต้องเป็นสมาชิกสหกรณ์ที่ทำกิจการด้านโคขุน
ถ้าเอาไปขายตลาดทั่วไปต้องเลี้ยงอีกแบบครับ วันนี้ผมนำต้นทุนการขุนโค
ที่สมาชิกสหกรณ์โคเนื้อเขาขุนกันเป็นอาชีพครับ ก่อนอื่นเรามาดูรายชื่อสหกรณ์ที่ทำธุรกิจด้านโคขุนแบบครบวงจรกันครับ

1. สหกรณ์โคเนื้อกำแพงแสน อยู่ภายใน ม.เกษตรศาสตร์วิทยาเขตกำแพงแสน อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม

2. สหกรณ์ กรป กลางโพนยางคำ อยู่ที่ อ.เมือง จ.สกลนคร ครับ

3. สหกรณ์การเกษตรหนองสูง ที่ตั้ง 67 หมู่ 1 ต.หนองสูงเหนือ อ.หนองสูง จ.มุกดาหาร

4.สหกรณ์เครือข่ายโคเนื้อ จำกัด อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม

สหกรณ์เหล่านี้ทำธุรกิจครบวงจรครับ ท่านต้องไปสมัครเป็นสมาชิกสหกรณ์
จากนั้นสหกรณ์ก็จะมีการกำหนด สเปกโคที่เข้าขุน การใช้อาหาร การกำหนดคิวรับชื้อโคของท่าน ถ้าใครสนใจอาชีพนี้ลองไปดูครับว่าท่านอยู่ใกล้สหกรณ์
ดังกล่าวหรือไม่ ถ้าไกลแต่อยากขุนโคลองตั้งเป็นกลุ่มผู้เลี้ยงแล้วนำไปคุยกับสหกรณ์ดังกล่าวดูครับ


พันธุ์โคที่ใช้ขุน

1.พันธุ์กำแพงแสน (พันธุ์ชาร์โลเลย์* บรามันห์*พืนเมือง)





2.โคลูกผสมบราห์มัน กับพันธุ์โคเนื้อต่างประเทศ ที่นิยมคือ

2.1พันธุ์ชาร์โลเลย์





2.2พันธุ์ซิเมนทอล





2.3 พันธุ์ ลิมูชิน (Limusin)





2.4 พันธุ์แองกัส





เมื่อได้พันธุ์โคเรียบร้อยแล้ว ก็มาถึงการจัดการครับ


โรงเรือน เป็นแบบขังคอกละ 1 ตัว หรือแบบคอกรวม พื้นที่คอกต่อตัวก็
ใช้ประมาณ 5- 10 ตารางเมตรต่อตัวครับ พื้นควรเป็นพื้นปูนครับแล้วใช้แกลบ หรือขี้เลื่อยรองพื้น เราสามารถขายมูลวัวได้ในราคากระสอบปุ๋ยละ
10-20 บาท แล้วแต่พื้นที่ หลังคามีประมาณสัก 30 % ของคอกก็ได้ครับ
มีรางให้อาหารและน้ำอยู่หน้าคอก









การเตรียมวัวก่อนเข้าขุน(เพศผู้เท่านั้น)
1.แจ้งเจ้าหน้าที่สหกรณ์
2.ตอนวัว
3.ฉีดยาถ่ายพยาธิ
4.ทำวัคซีนโรคปากเท้าเปื่อย (FMD)
5.ขึ้นทะเบียนวัวขุนกับสหกรณ์


การให้อาหาร การขุนโคให้อ้วนให้เนื้อนุ่มนั้น จำเป้นต้องให้อาหารข้นเป็นหลัก มากกว่า 80 % ที่เหลือ20% เป้นหญ้าสดหรือฟางข้าว และมีการเสริมกากน้ำตาล อาหารข้นก้มีแบบสำเร็จรูปขายตามร้านขายอาหารสัตว์ทั่วไป




อาหารและการให้อาหารช่วง 6 เดือนสุดท้ายก่อนส่งขายสหกรณ์( โคที่ขุนเสร็จแล้ว ต้องมีน้ำหนักตัว 600 กก ขึ้นไป)
1.ให้อาหารข้นสูตร 12%โปรตีน วันละ 6 กก. /ตัว/วัน (เช้า3 -เย็น 3)
2.อาหารหยาบให้ฟางวันละ 2-3 กก./ตัว/วัน
3.หญ้าสด ให้เฉพาะช่วงหน้าฝน 2-3 กก./ตัว/วัน
4.กากน้ำตาลให้ในช่วง 4 เดือนสุดท้ายของการขุน (1 กก./ตัว/วัน)
5.มีน้ำสะอาดให้กินตลอดเวลา

เรามาดูต้นทุนการขุนของสมาชิกที่เลี้ยงโคขุนรายเล็กขนาด 3-10 ตัวกันครับ มีคร่าวๆดังนี้


โคตัวเบอร์ 1 วันที่ขุน 1/10/52 น.น. เข้าขุน 280 กก. วันที่ขาย 10/6/53 น้ำหนักส่งขาย 546 กก. ขุน 8 เดือน น.น.ซาก 310 กก. ADG( 1.1 กก./วัน )

1.ราคาโคเข้าขุน น.น. 280 กก. ราคา = 12,000 บาท
2.ค่าอาหารข้น ตลอดการขุน ระยะเวลาขุน 252 วันๆละ 6 กก.= 11,536 บาท
3.ค่าอาหารหยาบ (ฟาง 1.5 บาท/กก.) ระยะเวลาขุน 252 วันๆละ 3 กก.
= 1,643 บาท
4.เสริมรำหยาบ(6บาท/กก.) ระยะเวลาขุน 252 วันๆละ 2กก.= 3,024 บาท
5.เสริมกากน้ำตาล (6.5 บาท/กก.) ระยะเวลาขุน 252 วันๆละ 0.5 กก.
= 819 บาท
6.ค่ายาถ่ายพยาธิ,และยาอื่นๆ = 400 บาท
7.ค่าใช้จ่ายอื่นๆ(ค่าน้ำ,ค่าไฟ) = 400 บาท
รวมค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 29,822 บาท

มาดูรายได้กันบ้างครับจากการขายโค

1.ราคาตามน.น.ซากอุ่น(310 ก.ก. x 109 บาท/กก.) = 38,528 บาท

น้ำหนักซากอุ่นคืออะไรครับ หมายความว่าเอาเข้าโรงงานตัดแต่งเนื้อแล้วได้ออกมาเป็นดังนี้ครับ

















2.ราคาตามคุณภาพเนื้อ(344 x 18.5บาท/กก) (อยู่ที่ เกรด3)= 6,364 บาท

เนื้อโคขุนราคาจะแพงขึ้นอยู่กับคุณภาพเนื้อมีคะแนนการให้เกรดดังนี้












3. รายได้ อื่นๆ = 100 บาท

รวมรายได้สุทธิ = 49,992 บาท

กำไรสุทธิ (บาท/ตัว) = รายได้จากการขายโคขุน - ต้นทุนการเลี้ยง


49,992 - 38,470 = 11,522 บาท/ตัว

4. ขายมูลวัว 2 ตัน (ราคา 1 บาท/กก) = 2,000 บาท


กำไรทั้งหมด = 13,522 บาท/ตัว

มากน้อยหรือไม่ท่านลองพิจารณาดูนะครับ ทำกับสหกรณ์โอกาสขาดทุน
มีน้อยครับ เพราะราคารับซื้อสูง ราคาที่สหกรณ์ขายก็สูงครับ โอกาสขาดทุนไม่ใช่ไม่มี กรณีวัวตาย วัวเป็นโรคน้ำหนักไม่เพิ่ม ให้อาหารไม่ถูกต้องใช้เวลาเลี้ยงนาน ถึงจะขาดทุน

สำหรับท่านที่ชอบทานเนื้อ แล้วท่านจะหาเนื้อเหล่านี้ทานได้อย่างไร
ผมแนะนำแหล่งซื้อครับ

1. สหกรณ์โคเนื้อกำแพงแสน ที่สหกรณ์โคเนื้อกำแพงแสน ร้านขายเนื้อ
KU beef ใน ม.เกษตรบางเขน ตลาด อตก พัทยา หัวหิน ปากช่อง
หรือร้านขายสเต็กที่มีป้าย KU beef ห้างสรรพสินค้า แต่ต้องดูตราของสหกรณ์ครับ

2. สหกรณ์ กรป กลางโพนยางคำ ที่สหกรณ์ จ.สกลนคร ที่ร้านวิลลามาเก็ต ร้านโคขุนโพนยางคำที่มีป้ายติด ห้างสรรพสินค้า

3. สหกรณ์การเกษตรหนองสูง ที่สหกรณ์ จ.มุกดาหาร ร้านที่มีป้ายของสหกรณ์ติด ห้างสรรพสินค้า
4.สหกรณ์เครือข่ายโคเนื้อ ร้าน Max beefอยู่ในตึก KU AVENUE ภานใน ม.เกษตรบางเขน ตลาด อ.ต.ก.และที่สำนักงานสหกรณ์ที่ 1/2 หมู่ที่ 6 ต.รางพิกุล อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม

เนื้อคุณภาพเดียวกันที่มาจากต่างประเทศราคา 1,000 - 4,000 บาท/กกขึ้นไป แต่ของทั้งสหกรณ์ เนื้อคุณภาพเดียวกันราคา 300 -1,000 บ/กก ราคาถูกกว่า และเป็นการช่วยเกษตรกรของเราด้วย ความปลอดภัยในการผลิตทั้ง 4 สหกรณ์ ไม่มีการใช้ฮอร์โมนในขบวนการขุน ตัดแต่งในโรงงานที่มาตรฐานกรมปศุสัตว์ปลอดภัยมากครับ


อาหารที่ทำจากโคขุนคุณภาพ ครับ สำหรับคนชอบทานเนื้อ














ตอนต่อไปผมจะนำเสนอต้นทุนการขุนโคทั่วไป ที่ท่านซื้อเนื้อตามตลาดสดมาทำลาบ ทำแกง หรือทำเนื้อเค็ม การขุนโคแบบนี้ ปราบเซียนมาเยอะครับ การเก็งราคา การปั่นราคา การกดราคารับซื้อ ผู้เลี้ยงขาดทุนหรือกำไรเป็นกอบเป็นกำ คนขายกำไรเละ พอๆกับวงการเล่นหุ้นบ้านเราเลยครับ จะได้เป็นข้อมูลให้ท่านตัดสินใจก่อนการเลี้ยงหรือเอาไปแนะนำกับคนที่รู้จักที่คิดจะเลี้ยงครับ




 

Create Date : 20 สิงหาคม 2553    
Last Update : 12 ตุลาคม 2554 17:22:58 น.  

ต้นทุนการเลี้ยงแพะเนื้อขุน

วันนี้ผมขอเสนอสัตว์เศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งที่มีการเลี้ยงกันมากแถว
กาญจนบุรี ราชบุรี เพรชบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และ จังหวัดในภาคใต้
เรามาดูการคิดต้นทุนแบบง่ายๆ เพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้ที่สนใจใน
สัตว์เศรษฐกิจตัวนี้ครับ

การเลี้ยงแพะเหมาะกับพื้นที่แห้งแล้ง ดินทรายระบายน้ำได้ดี

คอกแพะของเกษตรกรแบบง่ายๆ ค่าก่อสร้างไม่เกิน 5000 บาท หาวัสดุ
ที่มีในท้องถิ่น คอกแพะต้องยกพื้นสูง แพะไม่ชอบอยู่บนพื้นดิน เนื่องจาก
อาจติดพยาธิ และโรคปอดบวมได้ง่าย








คอกแบบที่ราชการสร้างโชว์ให้เกษตรกรนำไปต่อยอด





พันธุ์แพะ ส่วนใหญ่เกษตรกรจะใช้พันธุ์ลูกผสม (พันธุ์พื้นเมือง* พันธุ์บอร์)





แพะพันธุ์บอร์หรือ บัวร์ พันธุ์แท้ สุดยอดของแพะเนื้อที่ใช้ทำพันธุ์แพะขุน






การขุนแพะ ใช้อาหารสองชนิดคือ
1อาหารหยาบ เช่น หญ้าสด ใบกระถิน ใบไม้ต่างๆ ทางปาล์มน้ำมัน
2. อาหารข้น คือ อาหารสำเร็จรูป ที่ทำมาจาก กากถั่วเหลือง รำสะกัด
รำข้าวสาลี ข้าวโพด วัตถุดิบอื่นๆ วิตามิน แร่ธาตุ ที่เหมาะกับแพะ
เดี๋ยวนี้ สะดวกมีบริษัทการทำมาขายแล้ว





วันนี้ผมขอเอาต้นทุนการขุนแบบคร่าวๆ ของเกษตรกร แถบอำเภอกุยบุรี
จ. ประจวบคีรีขันข์ มานำเสนอครับ

1.ต้นทุนซื้อแพะเพศผู้จากฟาร์มเกษตรกร (ตลาดอ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี, อ.ตากฟ้า จ.นครสวรรต์) ราคา 60 บาท/กก น้ำหนัก 20 กก คิดเป็น
เงิน 1,200 บาท
2.ค่ายาถ่ายพยาธิ ไอโวเม็ก เอฟ 15 บาท/ตัว
ค่ายาบำรุง และ ยารักษา 25 บาท/ตัว รวม 40 บาท/ตัว
3.ค่าอาหาร ระยะเวลา 4 เดือน หรือ 120 วัน
กินอาหาร 0.5 กก/วัน อาหารราคา 11 บาท/กก
กินหญ้าสด หรือใบกระถิน 5 กก/วัน ราคา 0.5 บาท/กก
ค่าอาหารตลอดการขุน 960 บาท หรือ 8 บาท/ตัว/วัน
4.น้ำหนักเพิ่มต่อวัน 0.21 กก/วัน หรือเรียกว่า A.D.G. (average day growth) น้ำหนักเพิ่ม 25 กก รวมกับน้ำหนักที่เริ่มต้น 20 กก เป็นน้ำหนัก
จับออก ที่ 45 กก

รวมต้นทุนการขุน = 2,200 บาท/ตัว (ค่าตัวแพะ+ค่ายา+ค่าอาหาร)

ราคาขายหน้าฟาร์มที่ประจวบคีรีขันธ์ 75 บาท/กก
รายได้ 45 *75 = 3,375 บาท
กำไร = รายได้-ต้นทุน (3,375 -2,200= 1,175 บาท/ตัว)

ราคาขายหน้าฟาร์มที่ทางใต้ (ภูเก็ต,หาดใหญ่ ,จังหวัดชายแดนใต้ 100 บาท/กก)
รายได้ 45 *100 =4,500บาท
กำไร = รายได้-ต้นทุน 4,500 -2,200 = 2,300 บาท/ตัว)
นอกจากนี้มูลแพะผลพลอยได้ ใส่ปาล์ม ยางพารา และไม้ผลสุดยอดครับ
งามมาก และไม่ต้องนำไปหมักก่อนใช้ กระสอบ 20 กก ราคาขาย
ขายกันที่ 40 -50 บาท/กระสอบครับ

ขนาดการขุนที่เหมาะสม 30-50 ตัวขึ้นไปครับ
ลองคำนวนดูครับว่า 4 เืดือนท่านจะมีรายได้เท่าไหร่
แหมมีแต่ข้อดีไม่มีปํญหาเลยหรือครับในการขุนแพะ ตอบว่ามีครับ
1. ได้แพะที่ไม่สมบูรณ์ซื้อมาจากแหล่งอื่น แพะอ่อนแอ ตายหรือเสียหาย
2. คอกการเลี้ยงไม่เหมาะสม แฉะ เลี้ยงหนาแน่นไป แพะอ่อนแอ ตาย
3. เจ้าของไม่ฉีดยาถ่ายพยาธิ ยาบำรุง ยาฆ่าเห็บ ไร แพะแกรนไม่โต
4. ไม่ให้อาหารข้นเสริม ให้แต่หญ้าหรือใบกระถิน ทำให้น้ำหนักเพิ่มไม่เป็น
ไปตามมาตรฐาน ทำให้รายได้ไม่เป็นตามเป้า หรืออาจขาดทุนได้
5. เลี้ยงไกลจากพ่อค้าที่ซื้อ ทำให้ถูกกดราคา หรือแพะมีมากพ่อค้าไม่ยอมไปซื้อ ดังนั้นท่านต้องเลี้ยงตามแหล่งที่ผมกล่าวข้างต้นจึงจะซื้อง่ายขายคล่องครับ ถ้านอกเขตนี้ลองศึกษาตลาดก่อนตัดสินใจเลี้ยงครับ


ก่อนจากขอยกคำกล่าว ของท่านผู้ก่อตํ้ง ม.เกษตรศาสตร์ ที่ผมได้ร่ำเรียนมาหน่อยครับ
ท่านกล่าวไว้ว่า "เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาเป็นของจริง"

ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง ถ้าท่านคิดว่าแหล่งที่ท่านอยู่มีศักยภาพในการเลี้ยงแพะก็ลองศึกษาดูครับ การเลี้ยงแพะให้รายได้แบบคุณคาดไม่ถึง

สรุป การเลี้ยงแพะนั้นไม่ง่ายนะครับ แต่ก็ไม่ยากเกินไป จะประสพผลสำเร็จประกอบด้วยหลักการดั้งนี้

1. พันธุ์ดี

2. การจัดการดูแลที่ดี

3.การป้องกันและรักษาโรคที่ดี

4. อาหารที่ดี

5. การตลาด และการรวมกลุ่มกันขายที่ดี

ผมขอจบการนำเสนอต้นทุนการเลี้ยงแพะแบบคร่าวๆไปก่อนครับ












UPDATE ราคาแพะ เดือน กันยายน 2554

ราคาแพะ 120-130 บาท/กก (ราชบุรี กาญจนบุรี ประจวบ) ส่วนทางใต้ ราคา 180 บาท/กก ดั้งนั้นถ้าจะคำนวนต้นทุนต้องปรับราคาใหม่ครับ




 

Create Date : 08 สิงหาคม 2553    
Last Update : 18 กันยายน 2554 8:04:23 น.  

ต้นกล้ายางพาราปี 53 แพงที่สุดที่เคยขายได้และ หายากยิ่งกว่าทอง

ช่วงต้นเดือน พค 53 ผมได้ไปซื้อกล้ายาง RRIM ุ600 สองฉัตรราคา 19 บาท/ต้น ก็ถือว่าแพงมากแล้ว เพราะปี 52 ผมเคยซื้อไปทดลองปลูก 10 ต้นราคา
15 บาทต่อต้น (ซื้อที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์) พ่อค้าบอกว่ามีผู้ปลูกรายใหม่
จากอิสานและทางเหนือมากว้านซื้อเอาไปปลูก





ตอนแรกก้คิดว่าพ่อค้ากล้ายาง อำเล่นๆ แต่เมื่อต้นเดือน มิย ราคาดีดไปต้น
ละ 25 - 30 บาท บางสวนก็ไม่มีต้นกล้ายางขาย แหล่งผลิตกล้ายางหลักๆ
เช่น สุราษ ตรัง ชุมพร นครศรีธรรมราช ผู้ผลิตขายดีแบบยกสวนกล้าผลิต
ไม่ทัน อิจฉาครับ ราคายางแผ่นเกรด 1 105 บาท/กก น้ำยาง 90 บาท/กก
ขี้ยางก็ไม่ต่ำกว่า 50 บาท/กก ปีนี้พี่น้องชาวสวนยางทางใต้ล่ำซำ ออกรถกระบะ สร้างบ้านใหม่เป็นว่าเล่น
ยางขนาด 2 ฉัตร ที่นิยมนำไปปลูกกันมากที่สุดครับ




บางที่ก็มีกล้ายางพารา RRIM 600 ยอดดำ ว่ากันว่าน้ำยางจะให้เยอะกว่า
แบบธรรมดา ราคาก็จะแพงกว่าแบบธรรมดาอีก 10 บาทต่อต้น สวนที่เอารูปมาให้ชมนี้ อยู่ อ.บางสะพาน จ.ประจวบ มีกล้ายางไม่ต่ำกว่า 50,000 ต้น
เพียงกลางเดือน มิถุนายน เกลี้ยงหมดสวน ประเทศเรามีต้นไม้เพิ่มอีก
แต่ทำไมปีนี้แล้งจัง ก็หวังว่าพอยางโตฝนจะตกมากขึ้น





ปีนี้กล้ายาง 1-2 ฉัตร หาได้ยากมากช่วงนี้ ราคาไม่น่าต่ำกว่า 30 บาทต่อต้น
ต้องรอปีหน้าครับ คาดว่าน่าจะมีการผลิตออกมามาก ราคาไม่น่าจะแรงมาก
การปลูกยางมีประโยชน์ครับนอกจากจะได้น้ำยางแล้ว จากการสำรวจของ
องค์การสงเคราะห์สวนยาง ภาคอิสานหลังจากปลูกยางมาได้ไม่ต่ำกว่า
15 ปีแล้ว ปริมาณวันฝนตกเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10 วัน/ปี ชาวบ้านกลับมาทำงาน
กรีดยางที่บ้าน ทำให้แรงงานกรีดยางที่ใต้ขาดแคลน ต้องอาศัยชาวพม่าและชาวมอญมากรีดยางแล้วครับ





สำหรับสวนยางทางเหนือ
นำภาพสวนยาง อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง มาให้ชมครับ





อายุ 5 ปี แม้ว่าจะต้นไม่โตเท่าทางภาคใต้ แต่ก็โตได้ดีพอสมควร สวนนี้การดูแลยังไม่ดีนัก และ อยู่บนเนินเขา แต่ก็ถือว่า OK น่าจะกรีดได้ที่อายุ
8 ปี เจ้าของสวนไม่ได้ปลูกพืชคลุมดิน ทำให้ช่วงปีแรกต้นเจริญเติบโตช้า
การปลูกพืชแชมหรือปลูกพืชคลุมดินช่วง 3 ปีแรกจำเป็นมากในการปลูกยาง








จากรูปผมว่า ลำปาง ปลูกยางได้ดีอย่างแน่นอนครับ ไม่ว่า อ.ห้างฉัตร
อ.เมืองปาน อ.แจ้ห่ม อ.วังเหนือ อ.เมือง ปลูกและกรีดได้แน่นอน จะได้เปลี่ยน เขาหัวโล้นที่ปลูก สับปะรด มาเป็นป่ายางพารา ลดโลกร้อนสักทีครับ




จะได้ลืมตาอ้าปาก เป็นพ่อเลี้ยงบ้างเน้อหมู่เฮาปี๊น้องจาวเหนือ
พี่น้องชาวใต้เป็นนายหัวเพราะปลูกยาง ตามมาด้วยพี่น้องชาวอิสาน
ที่เป็นเสี่ยเพราะยางพาราไปแล้วหลายคน ปลูกก่อนรวยก่อนนะครับพี่น้อง

รางานข่าวจาก : ต.บ้านสา อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง โดยนายแจ้ห่ม 47

>>>>>>ข้อมูลเพิ่มเติมครับ<<<<<<<

ราคากล้ายาง 2 ฉัตรพันธุ์ RRIM 600ปัจจุบันอยู่ที่ 25-30 บาท ผมไปสืบตามแหล่งผลิตกล้ายางมาครับ

และจะมีข่าวดีในพื้นที่ปลูกยางพาราแหล่งใหม่ในภาค เหนือ อิสาน กลาง ใครที่มีที่ดินมีกรรมสิทธิ เช่น โฉนด, นส3 ,สปก พื้นที่ 1-15 ไร่/ราย รัฐบาลกำลังจะมีโครงการส่งเสริมการปลูกยาง โดยให้ กล้ายาง ปัจจัยการผลิต โดยจะมีข่าวดีเร็วๆนี้ ต้องรอความชัดเจนอีกครั้งครับพี่น้องเกษตรกรที่สนใจการปลูกยางพารา





>>>>> ข่าวคืบหน้าจาก สกย เรื่องการส่งเสริมการปลูกยางพาราปี 2554

ข่าวโครงการ ส่งเสริมการปลูกยางพาราพื้นที่ใหม่ 800,000 ไร่ แถลงข่าวโดย นายศุภชัย โพธิ์สุ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการสร้างเสถียรภาพราคายางพารา
ได้คาดคะเนไว้ว่าในปี 2563 ความต้องการใช้ยางธรรมชาติของโลกจะอยู่ที่ 13.8 ล้านตัน โดยขณะนี้มีการผลิตอยู่ที่ 12.4 ล้านตัน หมายความว่าปริมาณการใช้ยางจะมากกว่าการผลิต ทางคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ และกระทรวงเกษตรฯ จึงได้ทำโครงการปลูกยางพารา800,000 ไร่ โดยมีเป้าหมายเน้นไปที่เกษตรกรรายย่อยที่มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเองอย่างน้อย 2 ไร่ และไม่เคยมีสวนยางมาก่อน
โดยดำเนินการตาม พ.ร.บ.กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง มาตรา 21 ทวิ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ดำเนินการส่งเสริมปลูกยางในพื้นที่ใหม่มาแล้ว 2 ระยะ ประสบความสำเร็จอย่างมาก
โครงการล่าสุดจึงเป็นการส่งเสริมการปลูกยางแห่งใหม่ ระยะที่ 3 มีขอบเขตการดำเนินงานรวม 3 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2554-2556 มีเป้าหมายส่งเสริมปลูกยางพันธุ์ดีในเขตพื้นที่ที่เหมาะสม แบ่งเป็นภาคเหนือ 150,000 ไร่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 500,000 ไร่ ภาคกลาง ภาคตะวันออกและภาคใต้ 150,000 ไร่

สร้างรายได้ให้เกษตรกรได้ไม่ต่ำกว่า 160,000 ราย คิดเป็นมูลค่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ 112,000-224,000 บาท/ราย/ปี ได้มอบหมายหน่วยงานในสังกัด ได้แก่ สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) องค์การสวนยาง (อสย.) และกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้นำยุทธศาสตร์ยางพารามาดำเนินการอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเฉลี่ยทั้งประเทศจาก 278 กก./ไร่/ปี เป็น 306 กก./ไร่/ปี ให้ได้ในปี 2556 ตลอดจนทำโครงการสร้างครูยาง จำนวน 12,000 คน มาช่วยถ่ายทอดความรู้หลักสูตรต่างๆ เกี่ยวกับการทำสวนยางตั้งแต่การดูแลสวนยางไปจนถึงการกรีดยางอย่างถูกต้อง

ขณะนี้มติคณะรัฐมนตรีอนุมัติงบกลางให้ในวงเงิน 580.5 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในเรื่องวัสดุปลูก โดยกำหนดเป้าหมายปี 2554 ไว้ 200,000 ไร่ ที่เหลือจะดำเนินการในปีต่อไป ดังนั้น เกษตรกรที่ต้องการเข้าร่วมโครงการ ขอให้เตรียมความพร้อมเรื่องหลักฐานที่ดินทำกินของตัวเองที่ถูกต้องไม่น้อยกว่า 2 ไร่ และเป็นพื้นที่ที่ไม่เคยมีสวนยางมาก่อน ทั้งนี้ คาดว่าประมาณกลางเดือนมกรคมนี้ ทาง สกย. จะเปิดรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ ซึ่งจะประกาศให้ทราบอีกครั้ง

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ กาหนดจะแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ ประมาณวันที่ 14 มกราคม 2554 และประชาสัมพันธ์ทาความเข้าใจกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการ พร้อม ๆ กับ จัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ในการดาเนินโครงการ เช่น พันธุ์ยาง ปุ๋ย และอื่น ๆ เพื่อเตรียมพร้อมสาหรับการเปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการ ประมาณวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2554 ทั้งนี้ สกย.จะดาเนินการตามขั้นตอนการตรวจสอบคุณสมบัติ สารวจรังวัด และอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการต่อไป คาดว่าจะอนุมัติเกษตรกรเข้าร่วมโครงการได้ประมาณต้นเดือนมีนาคม 2554เป็นต้นไป

ภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดาเนินโครงการปลูกยางพาราในที่แห่งใหม่ ระยะที่ 3 พ.ศ. 2554 – 2556 รวม 800,000 ไร่ ตาม พ.ร.บ.กองทุนสงเคราะห์การทาสวนยาง มาตรา 21 ทวิ โดยรัฐบาลอนุมัติเงิน 580.05 ล้านบาทจากงบกลาง เพื่อให้ดาเนินการในปีแรก (2554) จานวน200,000ไร่ ไปก่อน โดยสานักงานกองทุนสงเคราะห์การทาสวนยาง (สกย.) ซึ่งได้รับมอบหมายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้เป็นหน่วยงานหลักดาเนินโครงการ เตรียมประกาศกาหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ตามคาแนะนาของคณะกรรมการสงเคราะห์การทาสวนยาง (ก.ส.ย.) มีนายศุภชัย โพธิ์สุ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน เพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา กาหนดรายละเอียดวิธีปฏิบัติในเรื่อง
1.หลักเกณฑ์ คุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับการพิจารณาในรับการสงเคราะห์
2.วิธีการยื่นขอรับการสงเคราะห์
3.เงื่อนไขที่ผู้รับการสงเคราะห์ต้องยอมรับและถือปฏิบัติ

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์คาดว่าจะมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการประมาณ 8 หมื่นถึง 1.6 แสนราย หากเกษตรกรปลูกยางพาราเฉลี่ยรายละ 5-10 ไร่ มีรายได้คิดเป็นมูลค่า 112,000-224,000 บาทต่อรายต่อปี โดยจะมีแรงงานภาคการเกษตรไม่น้อยกว่า 1 แสนคน และผลผลิตยางธรรมชาติของประเทศเพิ่มขึ้น นับจากปี 2560 เป็นต้นไป จำนวน 222,400 ตันต่อปี มูลค่าประมาณปีละ 22,240 ล้านบาท ทั้งนี้เป็นการคำนวณ ณ ราคายางเอฟโอบี ที่กิโลกรัมละ 100 บาท เมื่อวันที่ 19 มกราคม

โครงการส่งเสริมการปลูกยางในพื้นที่แห่งใหม่ระยะที่ 3 จำนวน 8 แสนไร่ ที่ ครม.เห็นชอบในหลักการไปนั้น นายวิทย์ บอกว่า เกษตรกรที่จะเข้าร่วมโครงการจะต้องเป็นเกษตรกรรายย่อยที่ไม่เคยปลูกยางพารามาก่อน มีพื้นที่ปลูกรายละ 2-15 ไร่เท่านั้น และต้องเป็นผู้ที่ไม่เคยมีสวนยางมาก่อน โดย สกย.จะให้ทุนแก่เกษตรกรไร่ละ 3,500 บาท และจะดูแลให้ 3 ปี ฉะนั้นโครงการดังกล่าาวต้องใช้งบประมาณทั้งสิ้น 3,974.56 ล้านบาท เป็นค่าปัจจัยการผลิตกล้าพันธุ์ยางและปุ๋ยจำนวน 2,823.2 ล้านบาท ค่าฝึกอบรมเกษตรกรตามเงื่อนไขใน 3 ปี จำนวน 800 ล้านบาท ค่าบริหารโครงการจำนวน 351.36 ล้านบาท

ส่วนการจัดหากล้าพันธุ์ยางพาราที่หลายฝ่ายเกรงจะมีไม่เพียงพอนั้น นายอุทัยระบุว่า จะให้เกษตรกรเป็นผู้ดำเนินการจัดซื้อเองจากแปลงที่ผ่านการรับรองจากกรมวิชาการการเกษตร จะไม่ให้บริษัทใดบริษัทหนึ่งมาประมูลเหมือนกับโครงการเดิม เพื่อลดการครหาว่าคอรัปชั่นเกิดขึ้น แต่มีปัญหาตรงที่ว่า ขณะนี้กล้ายางมีราคาสูงถึงต้นละเกือบ 50 บาท แต่รัฐบาลสนับสนุนเพียงต้นละ 18 บาทเท่านั้น ซึ่งเกรงว่าจะไม่เพียงพอ เนื่องจากตามโครงการนี้เกษตรกรต้องปลูกยางพาราไร่ละ 70 ต้น แต่สำรองการสูญเสียอีก 20 ต้น ในพื้นที่ 8 แสนไร่ต้องใช้กล้ายางถึง 72 ล้านต้น ส่วนอนาคตที่เกรงว่าราคายางจะตกต่ำ ขณะนี้เสนอให้มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางแล้ว

รัฐบาลส่งเสริมเป็นระยะเวลา 3 ปีครับ ในการทำโครงการ 800,000 ไร่ให้ผู้ที่สนใจในการปลูกยางพาราเตรียมตัวไปลงทะเบียนกับ สกย ในจังหวัดของท่านที่มีที่ดิน สำหรับกล้ายางปีนี้ราคาคงอยู่ที่30 บาท ขึ้นไป เมื่อมีความต้องการกล้ายางมาก การผลิตต้องเพิ่มขึ้นแน่นอนเพราะต้นทุนการผลิตไม่เกิน 15 บาทต่อกล้า กำไร 100 % ผมว่าผู้ทีเคยทำกล้า หรือผู้ที่มีศักยภาพต้องมาผลิตแน่นอนครับ แต่ผลผลิตที่จะออกมามากๆ ไม่ใช่ปีนี้แต่ปี 2555-2556 ผมว่าจะมีกล้าออกมามากพอกับความต้องการ ราคาจะปรับตัวลงไม่น่าเกิน 20 บาท ตลาดการผลิตกล้าเป็นตลาดเสรี ใครจะผลิตก็ได้ส่วนจะมีใบรับรองจากกรมวิชาการเกษตรหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องครับ ตามหลักเศรษฐศาสตร์ เมื่อมี Demand หรือความต้องการสูง ฝ่ายผลิตคือ Supply ก็ต้องผลิตให้ทันความต้องการ
โดยมีกำไรในการผลิตเป็นตัวขับเคลื่อน แต่การผลิตต้องใช้เวลาดังนั้นผู้ที่จะปลูกไม่รีบก็รออีก 2 ปี หรือสมัครลงทะเบียน ยางที่ปลูกช่วงนี้ก็จะไปกรีดช่วงปี 2561-2563 ซึ่งแนนวโน้มก็สดใสถ้าความต้องการใช้ยางสูง เช่น ประเทศจีนอีก 7 ปี คนมีฐานะก็จะซื้อรถกันมากขึ้น ปัจจุบันเขาจำกัดโควต้าการเพิ่มปริมาณรถ และอินเดียก็เช่นกันที่มีความต้องการยางมากเช่นกัน หรือ เมืองไทยเป็นแหล่งผลิตรถใช้และส่งออกอันดับที่ 10 ของโลก เป้าผลิตรถยนต์ปี 2554 จำนวน 2 ล้านคัน ๆ ละ 5 เส้น
ก็ 10 ล้านเส้น มอร์เตอร์ไซด์ก็ 3 ล้านคัน ยังไม่รวมยางที่เปลี่ยนรถเก่าอีก ผมว่าธุรกิจยางพาราเป็นธุรกิจที่กำลังเติบโต และยังมีแรงหนุนจากราคาน้ำมันสูงยางสังเคราะห์ก็สูง และอีกอย่างมนุษย์ทุกชาติถ้ามีบ้านสิ่งต่อมาที่เขาจะซื้อถ้ามีเงินคือ รถ ครับ ผมยังมองว่าการปลูกยางพาราเป็นอาชีพที่มีอนาคตแน่นอนครับ

อย่ากลัวหรือกังวลมากไปว่าปลูกกันมากราคาจะตกต่ำ เพราะยางพาราปลูกครั้งเดียว รอ7 ปี ก็กรีดได้ตลอด ท่านที่เคยทำไร่ ท่านต้องไถที่ ซื้อเมล็ดพันธุ์ปลูกทุกปี ลงทุนสูงกว่ายางพารา ยางพาราช่วงการปลูก 3 ปีแรกยังปลูกพืชแซมหารายได้ อีก 4 ปี ท่านต้องหาเงินมาหมุนจากการทำอาชีพอื่นมาใช้ก่อน หรือแบ่งที่ดินมาปลูกสักครึ่งก็ได้ครับ ผมก็จะไปลงทะเบียนเหมือนกัน ส่วนการตลาดเมื่อปลูกกันเกิน 10 คน ก็รวมเป็นกลุ่มหรือ สหกรณ์ก็ได้รวมกันซื้อรวมกันขาย รัฐบาลมีงบ ส่งเสริมและสนับสนุนครับ



>>>>> ความคืบหน้าล่าสุดครับเกี่ยวกับโครงการปลูกยางพาราในพื้นที่ส่งเสริมใหม่

หลัง ครม.มีมติอนุมัติโครงการดังกล่าว ปรากฏว่ามีเกษตรกรยื่นความประสงค์จะขอเข้าร่วมโครงการส่งเสริมปลูกยางใน พื้นที่ใหม่มากถึง 160,000 ราย คิดเป็นพื้นที่ 1,200,000 ไร่ ไม่รวมผู้ที่จะยื่นแสดงความจำนงใหม่ จากนั้นจะคัดเลือกเกษตรกรเฉพาะที่มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ให้เข้าร่วมโครงการ คือ ต้องมีสัญชาติไทย มีที่ดินเป็นของตนเองตั้งแต่ 2-15 ไร่ ต้องไม่มีสวนยางมาก่อน และมีเอกสารสิทธิหรือเอกสารครอบครองที่ดิน โดยสามารถยื่นขอรับรองการสงเคราะห์ได้ที่ สกย.ทุกจังหวัด ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์-15 มีนาคม 2554

สำหรับผู้ที่ได้เข้าร่วมโครงการรัฐบาลจะ สนับสนุนปัจจัยด้านการผลิตฟรีระยะ 3 ปีแรก ทั้งพันธุ์ยาง ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ และเมล็ดพืชคลุมดิน เป็นเงินรวม 3,529 บาทต่อไร่ ส่วนปีที่ 4-7 เกษตรกรต้องใช้ทุนเอง แต่ สกย.จะเข้าไปช่วยดูแลแหล่งเงินทุน และให้ความรู้การทำสวนยางอย่างถูกวิธีตลอดการเข้าร่วมโครงการ จนถึงการประเมินผลโครงการ พร้อมกับส่งเสริมให้มีการปลูกพืชอื่นเสริมเพื่อสร้างรายได้ในระหว่างที่ยาง ยังไม่ให้ผลผลิต


สกย.มีนโยบายที่ชัดเจนว่าจะพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ทั้งด้านการผลิต การแปรรูป การตลาด โดยเฉพาะด้านการตลาดปีนี้จะมีการจัดตั้งตลาดประมูลยางพาราเพื่อเป็นแหล่ง ซื้อขายผลผลิตของเกษตรกรรวมทั้งหมด 82 แห่งทั่วประเทศ โดยจะให้กลุ่มเกษตรกรรวมตัวกันบริหารจัดการตลาดเอง โดย สกย.จะเข้าไปสนับสนุนด้านเทคโนโลยี วัสดุอุปกรณ์ และข้อมูลข่าวสาร



>>>>>ความคืบหน้าของโครงการส่งเสริมการปลูกยาง พื้นที่ใหม่ปี 1 กพ 2554


ล่าสุดผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานว่า สกย.ได้จัดสรรพื้นที่เป้าหมายปลูกยางพันธุ์ดีในพื้นที่เหมาะสมสำหรับปี 2554 ในพื้นที่ 52 จังหวัด จำนวน 2 แสนไร่ เสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รับการจัดสรรมากสุด 16 จังหวัด จำนวน 117,500 ไร่ รองลงมาคือภาคเหนือ 7 จังหวัด จำนวน 40,000 ไร่ ภาคตะวันออกและภาคกลาง 5 จังหวัด จำนวน 24,680 ไร่ และภาคใต้ 14 จังหวัด จำนวน 17,820 ไร่

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 117,500 ไร่ 16 จังหวัดที่ สกย.จัดสรรให้ ประกอบด้วย จ.กาฬสินธุ์ 6,500 ไร่, ขอนแก่น 2,500 ไร่, นครพนม 8,700 ไร่, นครราชสีมา 6,400 ไร่, บุรีรัมย์ 7,000 ไร่, มุกดาหาร 7,000 ไร่, ยโสธร 8,200 ไร่, ร้อยเอ็ด 4,400 ไร่, เลย 8,200 ไร่, ศรีสะเกษ 7,000 ไร่, สกลนคร 7,300 ไร่, สุรินทร์ 8,300 ไร่, หนองคาย 16,000 ไร่, หนองบัวลำภู 3,300 ไร่, อุดรธานี 8,300 ไร่ และอุบลราชธานี 7,800 ไร่

ภาค เหนือ 40,000 ไร่ 7 จังหวัด ประกอบด้วย จ.เชียงราย 6,700 ไร่, เชียงใหม่ 7,100 ไร่, ตาก 4,900 ไร่, พะเยา 3,600 ไร่, พิษณุโลก 7,300 ไร่, แพร่ 6,900 ไร่ และอุทัยธานี 3,500 ไร่
จังหวัดลำปาง ปี 2554 ไม่มีการส่งเสริมครับ ต้องรอปี 2555

ภาคตะวันออกและภาคกลางรวม 24,680 ไร่ 5 จังหวัด ประกอบด้วย จ.จันทบุรี 2,900 ไร่, ระยอง 440 ไร่, ตราด 1,300 ไร่, ฉะเชิงเทรา 12,100 ไร่ และกาญจนบุรี 7,940 ไร่

ภาคใต้ 17,820 ไร่ 14 จังหวัด 1 อำเภอ ประกอบด้วย จ.ภูเก็ต 1,100 ไร่, ระนอง 200 ไร่, พังงา 270 ไร่, ตรัง 130 ไร่, นครศรีธรรมราช (เขต 1) 2,060 ไร่, นครศรีธรรมราช (เขต 2) 2,100 ไร่, สุราษฎร์ธานี 250 ไร่, กระบี่ 730 ไร่, ชุมพร 4,350 ไร่, สงขลา (เขต 1) 500 ไร่, สงขลา (เขต 2) 850 ไร่, สตูล 1,780 ไร่, พัทลุง 450 ไร่, ยะลา 2,400 ไร่, ปัตตานี 1,000 ไร่, นราธิวาส 600 ไร่ และ อ.เบตง จ.ยะลา 50 ไร่


สำหรับเกษตรกรที่ จะยื่นความประสงค์ขอเข้าร่วมโครงการส่งเสริมปลูกยางในพื้นที่ใหม่ จะต้องมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดคือ ต้องมีสัญชาติไทย มีที่ดินเป็นของตนเองตั้งแต่ 2-15 ไร่ ต้องไม่มีสวนยางมาก่อน และมีเอกสารสิทธิ์หรือเอกสารครอบครองที่ดินถูกต้อง โดยสามารถยื่นขอรับรองการสงเคราะห์ได้ที่ สกย.ทุกจังหวัด ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์-15 มีนาคม 2554 ครับ

>>>>>>>>>>>>

>>>คำเตือนสำหรับผู้ที่จะซื้อกล้ายาง<<<

ท่านที่จะจำหน่ายกล้ายาง เขียนลงBlogเสนอขายกล้ายางได้เต็มที่ แต่ผมขอ 4 ข้อ
1. เบอร์โทรศัพท์
2. E-mail
3. ที่อยู่
4.ราคา(ต่อต้น ค่าขนส่ง)

>>> ถ้ารายใดข้อมูลคลุมเครือ ก็ผ่านเลยครับ เลือกรายที่ให้ข้อมูลชัดเจนดีกว่าครับ

>>>เพื่อป้องกันการหลอกลวง ผู้ที่จะซื้อกล้ายางอย่ามัดจำหรือจ่ายเงินจนกว่าจะได้กล้ายาง หรือตกลงกันด้วยความมั่นใจทั้งสองฝ่าย จึงชำระเงินเพราะ Blog เป็นแค่สื่อกลางไม่ได้รู้เห็นกับผู้ที่เขียนลงบล็อกเสนอขายกล้ายางครับ ผู้เขียนยินดีเป็นสื่อกลางให้ผู้ซื้อพบกับผู้ขายในราคายุติธรรมครับและข้อความใดไม่เหมาะสมผมขออนุญาตลบโดยไม่แจ้งให้ผู้โพสต์ทราบนะครับ

>>>หรือใครต้องการซื้อกล้ายางพาราก็ให้เบอร์โทรศัพท์ไว้
หรือฝาก E-mail ไว้ในกระทู้เพื่อให้ผู้จำหน่ายกล้าติดต่อกลับก็ได้ครับ


>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>> จากการที่ผมตระเวนดูกล้ายางทั่วประเทศ และสอบถามน้องๆฝ่ายขายที่ทำงานในเขต ภาคใต้ ภาคตะวันออก ภาคอิสาน ที่ผ่านแหล่งที่ทำกล้ายาง พบว่ามีการเพิ่มปริมาณการผลิตกล้ายางมากในสวนรายเก่า และมีหน้าใหม่เข้ามาทำกล้ายางมากขึ้น อีกทั้งแหล่งปลูกใหม่ที่ พะเยา น่าน ก็เริ่มมีการทำกล้ายางขาย คงออกต้นปีหน้า ไม่ต้องพูดถึงภาคอิสาน เช่นอุดร หนองคาย หนองบัวลำพู โดยเฉพาะเส้น หนองบัวลำพู-เลย มีผู้ผลิตกล้ารายใหม่เกิดขึ้นมากมาย เนื่องจากราคาจูงใจ ดังนั้นราคายาง 2 ฉัตรที่ราคา 45 บาท ต่อต้น กำไร200% จึงมีการทำกล้ายางอออกมามากมายเนื่องจากราคาจูงใจ เพราะไม่ได้ทำยากเย็น เพียงแต่ต้องใช้ระยะเวลาเท่านั้น เมื่อดูตามรูปการราคานี้จะยืนได้ไม่นาน เพราะความต้องการจะสูงช่วงก่อนเข้าหน้าฝน พอปลายฝนความต้องการจะลดลง ประกอบกับ ราคาข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง ราคาดีสุดๆ เกษตรกร จึงชลอการปลูกยาง หันมาปลุกพืชไร่ที่ทำรายได้ดี และได้เงินเร็วถึงแม้จะลงทุนทุกปี แต่ก็ถือว่ามีกำไร รัฐบาลประกันราคาขั้นต่ำอีกผู้ปลูกก็ยิ่งมีกำลังใจ ส่วนการปลูกยางต้องชลอไป หรือแบ่งที่บางส่วนมาปลูก ประกอบกับโครงการส่งเสริมการปลูกในที่ใหม่ก็ไม่มากเท่าที่คิดกระจายกันไปแต่ละจังหวัด งบยังไม่ออกมา กล้ายางช่วงนี้่จึงอืด
ส่วนการลดราคากล้าก็ยังไม่มี เพราะทุกคนต่างเก็งราคา หรือบางคนรับกล้าต่อมามีต้่นทุนสููง ปล่อยขายราคาต่ำไม่ได้
ส่วนผู้ที่จะปลูกที่ออกเงินซื้อเอง ก็ชลอการปลูก จากราคากล้ายาง ราคาปุ๋ย สภาพอากาศที่แห้งแล้ง

ราคาจะลดหรือไม่ดูยาก ต้องดูหลังเดือน มิถุนายน ฝนเริ่มตก ถ้าปริมาณการสั่งซื้อกล้าน้อย คนที่ผลิตต้นทุนต่ำจะมีการลดราคาเพื่อปล่อยของออกมา จากนั้นราคาก็จะต้องกลับสู่ความเป็นจริง ราคาที่เหมาะสมผมว่าอยู่ที่ 20-25 บาท/ต้น แต่อีกปัจจัยคือ ความต้องการจากประเทศเพื่อนบ้านถ้ามีมากราคาอาจจะยืน ไม่มีใครรู้ความต้องการที่แน่นนอน ผมดูโทรทัศน์ดาวเทียมช่อง K chanal มีการพูดถึงกล้ายางจาก จีน จากมาเลเซีย เริ่มเข้ามา ตลอดทั้งมีการประเมินว่าภายในตอนนี้ก็ผลิตกล้าเกินความต้องการ แต่ยังมีการปั่นราคาให้ยืนอยู่ที่ 45 บาท/ต้น ก็ถือว่าเป็นข้อมูลอีกตัวที่น่ารับฟังครับ ไม่มีใครฝืนกฎ Demand&Supply ได้พ้น เพียงแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้นครับ

ดูจากการโพสต์เสนอขายกล้ายางในบล็อกผมก็ได้ขายมากกว่าซื้อครับ

หมายเหตุ: ข้อมูลเป็นการวิเคราะห์โดยเจ้าของบล็อก ผิดถูกไม่มีใครรู้เวลาเท่านั้นที่จะแสดงความจริงให้ปรากฎ
>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>


>>>>>>>>>>>ต้องการซื้อกล้ายางพารา<<<<<<<<<<<<<

>>>>>>>>>>>ต้องการขายกล้ายางพารา<<<<<<<<<<<<<

>>>> ฝาก ชื่อ-ที่อยู่ เบอร์โทร อีเมล์ ราคาขาย/ซื้อ ไว้ได้ครับ<<<<

>>>เพื่อส่งเสริมการปลูกยางเพิ่มพื้นที่สีเขียว ลดโลกร้อนและเป็นช่องทางให้ผู้ซื้อพบผู้ขาย ในราคาที่เป็นธรรม ตามกฎของ Demand&Supply ตามหลักเศรษฐศาสตร์ <<<<<


















>>>>>>>>> >>> ข่าวประชาสัมพันธ์<<<<<<<<<<<<<<<

สำหรับผู้ที่ต้องการกรดฟอร์มิกซ์ที่ปรับสตูรในการผลิตยางแผ่นหรือยางแท่ง มีผลิตภัณฑ์ของเพื่อนที่เรียนมาด้วยกันสมัยอยู่ ม.เกษตร กำแพงแสน ที่ฝากมาแนะนำเพื่อนชาวสวนยางดังนี้ครับ

คุณลักษณะ: เป็นกรดฟอร์มิกที่ปรับสูตร(กรดฟอร์มิกซ์+สารปรับคุณภาพ) ใช้ในการผลิตยางแผ่นในอัตราส่วนที่เท่าเดิมเหมือนที่เคยใช้

ข้อดี: ลดการสูญเสียเนื้อยางในการทำยางแผ่นที่สูญหายไปในขั้นตอนการจับตัวของน้ำยางและขั้นตอนการรีดแผ่น และเพิ่มคุณภาพของยางแผ่นที่ผลิต

ประโยชน์ที่จะได้รับ:
1.ได้เนื้อยางเพิ่มขึ้น 8-10 % เนื่องจากลดการสูญเสียเนื้อยาง ในขบวนการผลิตยางแผ่น และยางแท่ง
2.ลดการเกิดเชื้อราของยางแผ่นกรณีช่วงการทำยางแผ่น ในช่วงที่ฝนตกติดต่อกันหลายวันและมีความชี้นในอากาศสูง
3.ให้เนื้อยางใส และมีสีเหลืองอำพัน ขายได้ราคา
4. ต้นทุนของการใช้ 1.3 บาท/แผ่น ไม่ถึง 1% ของราคายาง1 แผ่น
เมื่อเทียบกับเนื้อยางที่เพิ่มขึ้น แล้วยังไงก็น่าสนใจครับ




****หมายเหตุ : ไม่มีกล้ายางพาราขายนะครับ


>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>






.................................................................................................

ราคากล้ายางพาราเริ่มกลับสู่ราคาที่ควรจะเป็นแล้วครับ สำหรับผู้ที่สนใจจะปลูกถ้ารอได้ควรรอครับ ราคาข้าวโพด ก็จูงใจในการปลูกเพราะพื้นที่การปลูกยางมักจะไปทดแทนพื้นที่ในการปลูกข้าวโพด ในทางภาคเหนือและอิสานตอนบน ประกอบกับโครงการส่งเสริมการปลูกยางพาราของรัฐบาล งบยังไม่ออกเดาว่าโดนดึงไปเป็นงบป้องกันน้ำท่วม จะเข้าต้นฤดูฝนยังไม่ชัดเจนจากรัฐบาล ตลอดจนแหล่งปลูกใหม่เริ่มมีการผลิตต้นพันธุ์ออกมาแล้ว ได้เปรียบเรื่องค่าขนส่ง ทำให้ทำราคาต่ำได้ ตลอดจนความต้องการจากเพื่อนบ้านไม่ได้มากเหมือนปี 2554 ผมดูแล้วแปลงยางพาราเก็งราคายางพารา เหมือนซื้อหุ้นทำกำไร (ผมลงทุนในหุ้นอยู่ครับ) กะฟันกำไร100% แต่ถ้าก่อนเข้าฝนยังปล่อยกล้ายางไม่ได้ ก็จะเทขายกล้ายางทุกราคา หนีการขาดทุน เนื่องจากมีกล้าติดมือ พอร์ทใครใหญ่ก็เจ็บตัวเยอะ ใครไม่กล้า Cut loss ก็ขาดทุนเยอะ เป็นเรื่องปกติของการเก็งกำไร ผมเล่นหุ้นหลายปีผ่านเหตุการณ์หลายรอบ มันจะเกิดกับกล้ายางอย่างแน่นอน กล้ายางใครๆก็ทำได้ ไม่ซับซ้อน เพียงแต่ใช้เวลาเท่านั้น จากกระทู้เริ่มมีคนลดราคากล้าตาเขียวแล้ว ทุกแปลงหวังขายยาง 2 ฉัตรที่ราคา ceiling ที่ 50บาท++ อย่าลืมว่าราคา Floor ยาง 2 ฉัตร อยู่ที่ื 15 บาท จากต้นปี 2553 ตามกฎเศรษฐศาสตร์ เมื่อ Demand ลดลง Supply มากขึ้นราคาก็ร่วงไปหาราคาพื้นฐาน เพียงแต่จะฝืนกันได้อีกนานแค่ไหน เวลามันจะให้คำตอบเองครับ


up date 25 พค 2555

สวนยางภาคอิสาน อ.วาริชภูมิ จ.สกลนคร อายุประมาณ 5 ปี ครับ





จากการที่ผมได้ไปทำงานเขต อ.น้ำพอง ,จ.หนองบัวลำพู,จ.เลย,อุดรธานี,สกลนคร,มุกดาหาร,นครพนม เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สังเกตว่าการปลูกยางใหม่มีไม่มาก ถึงแม้ว่าฝนจะตกมาพอสมควร และผ่านแปลงขายกล้ายาง ที่ อ.เอราวัณ อ.เมือง จ.เลย ยังมีกล้าอยู่ในแปลงมากกว่า 70% ไม่เหมือนปี 2554 ช่วงนี้กล้ายางจะขายได้เกือบหมด ลองสอบถามดูแถวอุดรและหนองบัวลำพู เกษตรกรสนใจปลูกอ้อยกันเป็นส่วนใหญ่เพราะราคาจูงใจอยู่ที่ตันละ 1,000 บาท และมีเงินช่วยจากรัฐบาลอีกตันละ 154 บาท ถ้าฝนดีก็จะได้ 15 ตัน/ไร่ และทางโรงงานน้ำตาลส่งเสริมโดยให้เงินยืมแก่เกษตรกร มาทำไร่ และต้องส่งอ้อยกับโรงงาน อีกทั้ง อ.หนองหิน จ.เลย ก็มีการก่อสร้างโรงงานน้ำตาลขนาดใหญ่ และมีการส่งเสริมให้ปลูกอ้อยเช่นกัน ด้วยราคาจูงใจเกษตรกรก็หันมาปลูกอ้อยกันมาก สวนยางก็ปลูกบ้างแต่ไม่มากเหมือนปีที่ผ่านมา






 

Create Date : 09 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 29 พฤษภาคม 2555 6:16:42 น.  

โครงการสวนยางพารา อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง

ผมได้มีโอกาสได้ไปทำงานในภาคใต้ ช่วงนี้ที่ยางราคาแพง เศรฐกิจทางใต้
คึกคักมากครับ ผมได้คุยกับรุ่นน้องที่บริษัทที่มีสวนยางอยู่ทางใต้ ทีออกไปทำสวนยางเต็มตัว (40 ไร่) และอีกคนที่ยังทำงานที่บริษัทอยู่มีสวนยาง 10 ไร่
รายหลังเก็บเงินขยายสวนไปเรื่อยๆ ผมจึงมาคิดว่าเราก็อยู่บริบัทมานาน
ถ้าเกิด อยู่บริษัทไม่รอด หรือเกีษยนแล้ว เราก็จะมีค่าใช้จ่ายตลอด เลยคิดจะปลูกสวนยางที่ลำปาง ประกอบกับช่วงนี้เริ่มมีสวนยางที่ลำปางเริ่มกรีดแล้ว
ผมได้คุยกับน้องที่ทำงาน เลยได้ไอเดีย ดังนี้


1.สวนยางปลูก 7 ปี กรีดได้อย่างต่ำอีก 20 ปี
2. พื้นที่ภาคเหนือผลผลิต 250 กก/ไร่/ปี ราคา 100 บาท/ กก รายรับ
25,000 ปี หักค่าใช้จ่ายในการจ้างคนกรีดและค่าปุ๋ยเหลือ อย่างน้อย
10,000 บาท/ไร่ต่อปี ถ้าต้องการรายได้เดือนละ 20,000 บาท
ก็ต้องปลูกประมาณ 20-24 ไร่ คิดแบบง่ายๆครับ แต่จริงๆก็เอามาจาก สกย ครับ สำหรับเงิน 20,000 บาท ในการอยู่ต่างจังหวัดก็สบายครับ
3.ไม้ยางที่โค่นเมื่ออายุครบ 30 ปี ก็ไร่ละ 50,000 บาทเป็นอย่างต่ำครับ
ผมก็เลยไปหาข้อมูลเอามานำเสนอเพื่อนๆ เผื่อท่านกำลังหางานเสริมทำโดย
ไม่ต้องทิ้งงานประจำ

การปลูกยางพาราด่านแรกที่เราต้องผ่านก่อนคือสภาพภูมิอากาศในที่ดิน
ของท่านครับ มีหลักการดังนี้
1. ปริมาณน้ำฝนไม่น้อยกว่า 1,250 มิลลิเมตรต่อปี (ข้อนี้ต้องหาข้อมูล)
2. มีจำนวนวันฝนตก 120-150 วันต่อปี
3.ยางสามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพที่มีปริมาณแสงแดด 1,800-2,800 ชั่วโมง/ปี (ข้อนี้ผ่านทุกที่อยู่แล้ว)


ผมหาปริมาณน้ำฝน จ.ลำปาง จาก เนท ปรากฎว่าผ่านครับ






จากกราฟปริมาณฝนลำปางจะเกาะอยู่ 1100 มม/ปี แต่ ก็เกาะกลุ่ม
1200 -1350 มม ในช่วงหลายปี จึงไม่น่ามีปัญหา
ข้อมูลวิชาการแนะนำปริมาณน้ำฝนต่อปี ในการปลูกยางไว้ดังนี้

เขตที่ 1 ปริมาณน้ำฝนต่ำกว่า 1,000 มิลลิเมตรต่อปี เป็นพื้นที่ที่ไม่แนะนำให้ปลูกยางพารา
เขตที่ 2 ปริมาณน้ำฝนอยู่ระหว่าง 1,000-1,200 มิลลิเมตรต่อปี มีช่วงฤดูแล้งประมาณ 5 เดือนมีศักยภาพในการปลูกยางพาราต่ำ
เขตที่ 3 ปริมาณน้ำฝนอยู่ระหว่าง 1,200-1,400 มิลลิเมตรต่อปี มีช่วงฤดูแล้งประมาณ 3-4 เดือนเป็นเขตที่เหมาะสมปานกลางสำหรับยางพารา การกระจายตัวของน้ำฝนเป็นปัจจัยสำคัญต่อผลผลิตยาง
เขตที่ 4 เป็นเขตที่เหมาะสมมากสำหรับยางพารา มีปริมาณน้ำฝนอยู่ระหว่าง 1,500-2,200มิลลิเมตรต่อปี มีช่วงฤดูแล้งประมาณ 1-3 เดือน ปัจจัยด้านอุทกวิทยาไม่เป็นขีดจำกัด
เขตที่ 5 เป็นเขตที่มีปริมาณน้ำฝนสูงมาก ปริมาณน้ำฝนอยู่ระหว่าง 2,300-3,000 มิลลิเมตรต่อปีปริมาณน้ำฝนเป็นปัจจัยสำคัญที่เป็นขีดจำกัดต่อการเก็บเกี่ยวผลผลิตยาง
เขตที่ 6 เป็นเขตที่มีปริมาณน้ำฝนสูงมากเกินไป จนเป็นขีดจำกัดที่รุนแรงสำหรับยางพาราทั้งในด้านโรคและการเก็บเกี่ยวผลผลิต

มาดูอีกที่ คือ จังหวัดลพบุรี ปริมาณฝน







จะเห็นว่าปริมาณฝนลพบุีรี อยู่ที่ 900-1000 มม/ปีเป็นที่ไม่แนะนำ แต่ว่าไม่ใช่จะปลูกไม่ได้ มีบางอำเภอฝนก็ตกมากกว่านี้ครับ ถ้าจะปลูกจริงๆลองไปดูสถิติปริมาณฝนที่อุตุนิยมจังหวัด ผมว่าอ.เมือง กับ อ.ชัยบาดาลน่าจะปลูกได้ ครับ

ด่านที่สองหลังจากผ่านด่านแรกมาแล้วคือ สภาพพื้นที่ที่จะปลูก
ตามหลักวิชาการแนะนำไว้ดังนี้ครับ

1. เป็นพื้นที่ที่ความลาดชันไม่เกิน 35 องศา ถ้าความลาดชันเกินกว่า 15 องศา จำเป็นต้องทำขั้นบันได
2. หน้าดินลึกไม่น้อยกว่า 1 เมตร มีการระบายน้ำดี ไม่มีชั้นหิน หรือชั้นดินดาน
3. ระดับน้ำใต้ดินต่ำกว่าระดับผิวดินมากกว่า 1 เมตร
4. เนื้อดินเป็นดินร่วนเหนียวถึงร่วนทราย ไม่เป็นดินเกลือหรือดินเค็ม
5. ไม่เป็นพื้นที่นาหรือที่ลุ่มน้ำขัง สีของดินควรมีสีสม่ำเสมอตลอดหน้าตัดดิน
6. ดินไม่มีชั้นกรวดอัดแน่นหรือแผ่นหินแข็งในระดับสูงกว่า 1 เมตร เพราะจะทำให้ต้นยางไม่สามารถใช้น้ำในระดับรากแขนงในฤดูแล้งได้ และหากช่วงแล้งยาวนานจะมีผลทำให้ต้นยางตายจากยอด
7. ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 600 เมตร หากสูงเกินกว่านี้อัตราการเจริญเติบโตของต้นยางจะลดลง
8. ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH)ระหว่าง 4.5-5.5 ไม่เป็นดินด่าง

ด่านที่สาม คือ พันธุ์ยาง จากการหาข้อมูลผมมองไว้ 2 พันธุ์ ที่มีต้นขาย
ดังนี้

1.ยางสถาบันวิจัยยาง 251 (RRIT 251) ราคายางชำถุง 2 ฉัตร 22 บาท/ต้น

พื้นที่ปลูกยางใหม่ให้ผลผลิต 5 ปีกรีด เฉลี่ย 333 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี (เนื้อยางแห้ง)
ไม่แนะนำให้ปลูกในพื้นที่ลาดชัน พื้นที่ที่มีหน้าดินตื้น น้ำใต้ดินตื้น
ให้ผลผลิตเนื้อยางสูงมาก ขนาดลำต้นมีความสม่ำเสมอทั้งแปลง เปิดกรีดได้เร็ว
2.ยางพันธุ์ RRIM 600 ราคายางชำถุง 2 ฉัตร 19 บาท/ต้น นับเป็นพันธุ์ยอดนิยมในการปลูกครับยางพันธุ็์นี้

พื้นที่ปลูกยางใหม่ให้ผลผลิต 9 ปีกรีดเฉลี่ย 240 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี (เนื้อยางแห้ง)ปลูกได้ในพื้นที่ลาดชัน ไม่แนะนำให้ปลูกในพื้นที่ที่มีหน้าดินตื้น

ด่านที่สี่ คือการเตรียมพื้นทีและการปลูกช่วงนี้ผมได้เตรียมการไว้ดังนี้


1 เตรียมกล้ายางไว้ 160 ต้น (พื้นที่ลองปลูก 2 ไร่ก่อนที่จะขยายเพิ่ม)
2.หินฟอสเฟต 150 กรัม/ต้น เอาไว้รองพื้นเพื่อเร่งราก
3. ปุ๋ยอินทรีย์ ผมใช้ขี้วัวรองพื้น 3 กก / ต้น
ก็เหลือแต่ไปวางแนวแล้วก็ปลูกครับ กำหนดปลายเดือน พค
แล้วจะเอาความคืบหน้ามาให้ผู้ที่สนใจได้ดูครับวันนี้จบก่อนครับ

ข่าวใหม่สำหรับพี่น้องที่สนใจการปลูกยางพารา 18 ม.ค. 2554

ข่าวโครงการ ส่งเสริมการปลูกยางพาราพื้นที่ใหม่ 800,000 ไร่ แถลงข่าวโดย นายศุภชัย โพธิ์สุ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการสร้างเสถียรภาพราคายางพารา
ได้คาดคะเนไว้ว่าในปี 2563 ความต้องการใช้ยางธรรมชาติของโลกจะอยู่ที่ 13.8 ล้านตัน โดยขณะนี้มีการผลิตอยู่ที่ 12.4 ล้านตัน หมายความว่าปริมาณการใช้ยางจะมากกว่าการผลิต ทางคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ และกระทรวงเกษตรฯ จึงได้ทำโครงการปลูกยางพารา800,000 ไร่ โดยมีเป้าหมายเน้นไปที่เกษตรกรรายย่อยที่มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเองอย่างน้อย 2 ไร่ และไม่เคยมีสวนยางมาก่อน
โดยดำเนินการตาม พ.ร.บ.กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง มาตรา 21 ทวิ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ดำเนินการส่งเสริมปลูกยางในพื้นที่ใหม่มาแล้ว 2 ระยะ ประสบความสำเร็จอย่างมาก
โครงการล่าสุดจึงเป็นการส่งเสริมการปลูกยางแห่งใหม่ ระยะที่ 3 มีขอบเขตการดำเนินงานรวม 3 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2554-2556 มีเป้าหมายส่งเสริมปลูกยางพันธุ์ดีในเขตพื้นที่ที่เหมาะสม แบ่งเป็นภาคเหนือ 150,000 ไร่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 500,000 ไร่ ภาคกลาง ภาคตะวันออกและภาคใต้ 150,000 ไร่

สร้างรายได้ให้เกษตรกรได้ไม่ต่ำกว่า 160,000 ราย คิดเป็นมูลค่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ 112,000-224,000 บาท/ราย/ปี ได้มอบหมายหน่วยงานในสังกัด ได้แก่ สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) องค์การสวนยาง (อสย.) และกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้นำยุทธศาสตร์ยางพารามาดำเนินการอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเฉลี่ยทั้งประเทศจาก 278 กก./ไร่/ปี เป็น 306 กก./ไร่/ปี ให้ได้ในปี 2556 ตลอดจนทำโครงการสร้างครูยาง จำนวน 12,000 คน มาช่วยถ่ายทอดความรู้หลักสูตรต่างๆ เกี่ยวกับการทำสวนยางตั้งแต่การดูแลสวนยางไปจนถึงการกรีดยางอย่างถูกต้อง

ขณะนี้มติคณะรัฐมนตรีอนุมัติงบกลางให้ในวงเงิน 580.5 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในเรื่องวัสดุปลูก โดยกำหนดเป้าหมายปี 2554 ไว้ 200,000 ไร่ ที่เหลือจะดำเนินการในปีต่อไป ดังนั้น เกษตรกรที่ต้องการเข้าร่วมโครงการ ขอให้เตรียมความพร้อมเรื่องหลักฐานที่ดินทำกินของตัวเองที่ถูกต้องไม่น้อยกว่า 2 ไร่ และเป็นพื้นที่ที่ไม่เคยมีสวนยางมาก่อน ทั้งนี้ คาดว่าประมาณกลางเดือนมกรคมนี้ ทาง สกย. จะเปิดรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ ซึ่งจะประกาศให้ทราบอีกครั้ง

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ กาหนดจะแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ ประมาณวันที่ 14 มกราคม 2554 และประชาสัมพันธ์ทาความเข้าใจกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการ พร้อม ๆ กับ จัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ในการดาเนินโครงการ เช่น พันธุ์ยาง ปุ๋ย และอื่น ๆ เพื่อเตรียมพร้อมสาหรับการเปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการ ประมาณวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2554 ทั้งนี้ สกย.จะดาเนินการตามขั้นตอนการตรวจสอบคุณสมบัติ สารวจรังวัด และอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการต่อไป คาดว่าจะอนุมัติเกษตรกรเข้าร่วมโครงการได้ประมาณต้นเดือนมีนาคม 2554เป็นต้นไป

ภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดาเนินโครงการปลูกยางพาราในที่แห่งใหม่ ระยะที่ 3 พ.ศ. 2554 – 2556 รวม 800,000 ไร่ ตาม พ.ร.บ.กองทุนสงเคราะห์การทาสวนยาง มาตรา 21 ทวิ โดยรัฐบาลอนุมัติเงิน 580.05 ล้านบาทจากงบกลาง เพื่อให้ดาเนินการในปีแรก (2554) จานวน200,000ไร่ ไปก่อน โดยสานักงานกองทุนสงเคราะห์การทาสวนยาง (สกย.) ซึ่งได้รับมอบหมายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้เป็นหน่วยงานหลักดาเนินโครงการ เตรียมประกาศกาหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ตามคาแนะนาของคณะกรรมการสงเคราะห์การทาสวนยาง (ก.ส.ย.) มีนายศุภชัย โพธิ์สุ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน เพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา กาหนดรายละเอียดวิธีปฏิบัติในเรื่อง
1.หลักเกณฑ์ คุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับการพิจารณาในรับการสงเคราะห์
2.วิธีการยื่นขอรับการสงเคราะห์
3.เงื่อนไขที่ผู้รับการสงเคราะห์ต้องยอมรับและถือปฏิบัติ


>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>

ท่านที่จะจำหน่ายกล้ายาง เขียนลงBlogเสนอขายกล้ายางได้เต็มที่ แต่ผมขอ 4 ข้อ
1. เบอร์โทรศัพท์
2. E-mail
3. ที่อยู่
4.ราคา(ต่อต้น ค่าขนส่ง)

>>> ถ้ารายใดข้อมูลคลุมเครือ ก็ผ่านเลยครับ เลือกรายที่ให้ข้อมูลชัดเจนดีกว่าครับ

>>>เพื่อป้องกันการหลอกลวง ผู้ที่จะซื้อกล้ายางอย่ามัดจำหรือจ่ายเงินจนกว่าจะได้กล้ายาง หรือตกลงกันด้วยความมั่นใจทั้งสองฝ่าย จึงชำระเงินเพราะ Blog เป็นแค่สื่อกลางไม่ได้รู้เห็นกับผู้ที่เขียนลงบล็อกเสนอขายกล้ายางครับ ผู้เขียนยินดีเป็นสื่อกลางให้ผู้ซื้อพบกับผู้ขายในราคายุติธรรมครับและข้อความใดไม่เหมาะสมผมขออนุญาตลบโดยไม่แจ้งให้ผู้โพสต์ทราบนะครับ

>>>หรือใครต้องการซื้อกล้ายางพาราก็ให้เบอร์โทรศัพท์ไว้
หรือฝาก E-mail ไว้ในกระทู้เพื่อให้ผู้จำหน่ายกล้าติดต่อกลับก็ได้ครับ










>>>>>>>>> >>> ข่าวประชาสัมพันธ์<<<<<<<<<<<<<<<

สำหรับผู้ที่ต้องการกรดฟอร์มิกซ์ที่ปรับสตูรในการผลิตยางแผ่นหรือยางแท่ง มีผลิตภัณฑ์ของเพื่อนที่เรียนมาด้วยกันสมัยอยู่ ม.เกษตร กำแพงแสน ที่ฝากมาแนะนำเพื่อนชาวสวนยางดังนี้ครับ

คุณลักษณะ: เป็นกรดฟอร์มิกที่ปรับสูตร(กรดฟอร์มิกซ์+สารปรับคุณภาพ) ใช้ในการผลิตยางแผ่นในอัตราส่วนที่เท่าเดิมเหมือนที่เคยใช้

ข้อดี: ลดการสูญเสียเนื้อยางในการทำยางแผ่นที่สูญหายไปในขั้นตอนการจับตัวของน้ำยางและขั้นตอนการรีดแผ่น และเพิ่มคุณภาพของยางแผ่นที่ผลิต

ประโยชน์ที่จะได้รับ:
1.ได้เนื้อยางเพิ่มขึ้น 8-10 % เนื่องจากลดการสูญเสียเนื้อยาง ในขบวนการผลิตยางแผ่น และยางแท่ง
2.ลดการเกิดเชื้อราของยางแผ่นกรณีช่วงการทำยางแผ่น ในช่วงที่ฝนตกติดต่อกันหลายวันและมีความชี้นในอากาศสูง
3.ให้เนื้อยางใส และมีสีเหลืองอำพัน ขายได้ราคา
4. ต้นทุนของการใช้ 1.3 บาท/แผ่น ไม่ถึง 1% ของราคายาง1 แผ่น
เมื่อเทียบกับเนื้อยางที่เพิ่มขึ้น แล้วยังไงก็น่าสนใจครับ




*****หมายเหตุ : ไม่มีกล้ายางพาราขายนะครับ *****





 

Create Date : 22 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 1 พฤษภาคม 2555 13:13:42 น.  

1  2  3  4  
แจ้ห่ม47
Location :
ลำปาง Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 47 คน [?]




ที่อยู่หลัก ลพบุรี ลำปาง และ ปทุมธานี
ที่อยู่ที่อื่นๆ ตามเขตการขายที่ดูแล ภาคตะวันตก ภาคใต้และ ภาคอิสานตอนบน (ทัวร์นกขมิ้นทุกเดือน เนื่องจากดูแลฝ่ายขายครับ ไม่ได้หนีหนี้ 555)
ภาพทุกภาพไม่สงวนลิขสิทธิ์ ถ้านำไปเผยแพร่เพื่อ เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมโดยไม่ผิดกฏหมายหรือศีลธรรม เพื่อนๆสามารถนำไปใช้ได้เลยโดยไม่ต้องขออนุญาติ ไม่หวงครับ ขอกันกินมากกว่านั้นแต่ขอให้อ้างอิงแหล่งที่มาของรูปด้วยครับ ขออภัยหากตอบท่านช้า หรือเข้าไปเม้นต์ท่านช้า ผมใช้เนตผ่านมือถือครับช้ามากๆขออภัย และ หากผิดพลั้งไป ต้องขออภัยเพราะความรู้ต่ำ
New Comments
Friends' blogs
[Add แจ้ห่ม47's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.