ชีวิตพอเพียงกับการเลี้ยงกล้วยไม้
Group Blog
 
All Blogs
 

หุ้น(ในมุมมองของฝ่ายขาย)-การฝึกจิตใจ เพื่อการลงทุนในหุ้น

   ผมชอบฟังพระเทศ แต่ไม่ชอบไปวัด เพราะยังตัดกิเลสไม่ได้ 555  

ผมได้ข้อคิดที่ดีเอามาใช้ในงานขายของผมและการลงทุนหุ้นไม่จำเป็นต้องบรรลุธรรมครับ ขอประโยตทอง วลีเด็ดๆ  โดนๆ แค่วลีเดียวก็คุ้มแสนคุ้มครับ เอามาใช้ใการทำงาน การลงทุน

    ที่จำแม่นๆ คือวลีที่ว่า  >>> จิตเป็นนาย  กายเป็นบ่าว<<<
 ความสำเร็จอยู่ที่วิธีคิด ถ้าคิดบวกคิดว่าเป็นไปได้  มีโอกาสสำเร็จมันก็จะเป็นไปตามที่เราตั้งจิตไว้
 แต่ถ้าเราคิดลบ เป็นไปไม่ได้ ไม่มีโอกาสสำเร็จ มันก็ล้มเหลวตั้งแต่ตอนคิดโอกาสสำเร็จเป็นศูนย์

 ในอาชีพงานขายของผม ที่วัดผลงานยอดขายเป็นรายเดือน ทำดีไม่ต้องรอชาติหน้า ปลายเดือนรู้ผลครับว่ายอดขายเพิ่มหรือลด ที่ผมชอบเรียกฝ่ายขายว่า  ฝ่ายดิ้นรน  หรือ ชอบบอกน้องๆในทีมงานที่บ่นปัญหาเรื่องงาน ว่า  >>ไม่มีปัญหา ไม่มีเรา<< จิตใจและวิธีคิดสำคัญมากในงานขายและการลงทุน

   เรื่องงานขายผมละไว้ จะมาพูดถึงการฝึกจิตให้ถูกต้อง เพื่อจะได้มีความฉลาดทางจิตใจ เพื่อลงทุนกันครับ

 1.อย่าคิดว่าศึกษาการลงทุนเป็นเรื่องไสยศาสตร์ เหนือโลก ลึกลับ ยากต่อการเข้าใจ

 เป็นศาสตร์ที่เอื้อมไม่ถึงหรือต้องจบ MBA จบการเงิน ค่อยๆศึกษาเราสามารถหาอ่านได้ตลอดชีวิต ในเวปไซต์มีมากมาย มันเป็นแค่ศาสตร์แขนงหนึ่งที่สามารถทำความเข้าใจได้ ถ้าศึกษา
ที่สำคัญเราจะอ่าน หยุดอ่านตอนไหนก็ได้ ไม่มีสอบ ไม่มีตัดเกรด ไม่ต้องเช็ตชื่อเข้าเรียน ค่อยๆศึกษาไปครับ สำคัญว่าคุณคิดจะอ่านหรือยัง  เริ่มเลยครับวันนี้ อ่านทีละน้อยแต่ให้บ่อยๆครั้ง

2.อย่าคิดหวังพึ่งคนอื่นในการลงทุนตามสุภาษิต >>อัตาหิ อัตโนนาโถ ...ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน<< 

ให้คนอื่นเป็นแค่ผู้ชี้ทาง  แต่คุณต้องเดินทางด้วยตนเอง  ขนาดคู่รัก ระยะสุดท้าย ยังไม่ไปส่งแฟนตัวเองทุกครั้งเลยครับ นับประสาอะไรในการลงทุน ยกตัวอย่างเช่น
  >>ถ้าเชื่อมาร์เก็ตติง โอกาสหมดตัว เพราะงานของเขาคือให้เราซื้อขายให้บ่อยที่สุด รายได้มาจากค่าธรรมเนียมในการซื้อขายครับ
 >>> บทวิเคราะห์ ดูได้ครับแต่ให้รู้ว่านักวิเคระห์คิดอย่างไร มีมุมมองที่ต่างจากเราไหม บทวิเคราะห์ส่วนใหญ่ ไม่ 100% มันก็คือการเดาอนาคต  ไม่เชื่อลองไปดูบทวิเคราะห์ย้อนหลังครับ
>>>> อย่างมงายกับ เซียน กูรู  นักวิเคราะห์  ให้ฟังและเอามาคิด เพราะพวกเขาเหล่านั้นก็ลงสนามเดียวกับเรา ถ้าเชื่อมีโอกาสโดนเซียนกินเงินได้


3. อย่าคิดรวยเมื่อมาลงทุนใหม่ๆ เอาให้รอดและเรียนรู้

 เป็นกันทุกคน ผมก็เป็น แต่ประสบการณ์งานขายของผมสอนไว้ว่า อย่าเชื่อสิ่งที่เห็นให้ตรวจสอบก่อน เช่นลูกค้ารายใหม่ ยอมรับราคา เงื่อนไขง่ายดาย ไม่ต่อรองให้พึงระลึกว่า ต้องตรวจสอบเรื่องการเงินและเครดิตก่อน  หุ้นก็เช่นกัน มีแต่ข่าวดี ราคาวิ่งไม่มีเหตุผล ขายอะไรเราไม่รู้ ผู้บริหารเป็นใครไม่รู้ ต้องระวังครับ  
 สรุปอย่าคิดรวยเร็ว เมื่อมาลงทุนใหม่ๆ เทหมดหน้าตัก   เอารวยระยะยาวและยั่งยืน




4.จิตใจเป็นสิงสำคัญ ต้องมีสติ  >> มีสติ  มีสตางค์  เสียสติ  เสียสตางค์ <<

  การที่คนเล่นหุ้นล้มเหลว เพราะอ่อนไหวกับข่าว (ข่าว คือ สิ่งที่ผู้ให้ปรุงแต่ง และ บิดเบือน ผมก็ได้ข้อคิดมาจากลูกค้าชาวฝรั่งเศษ ที่มาอยู่เมืองไทยรักเมืองไทย คุยกันผมได้ประโยคทองนี้มาครับ)
   >>>ความกลัวอาจจะเกิดจาก<<<
  ไม่รู้ พอไม่รู้ก็กลัว/  ยืมเงินมาเล่นหุ้น /เสียเงินไปเยอะเพราะเล่นเก็งกำไรรายวัน
  โลภมาก อยากได้กำไรทุกวันและต่อเนื่อง / ตัดสินใจผิดพลาด ซ้ำแล้วซ้ำอีก 
เวลาเราทำอะไรผิด สติจะแตกจะทำผิดซ้ำๆ เช่น คุณเคยขับรถหลงทาง ไปในถิ่นที่ไม่เคยไป ตอนกลางคืน จะหลงไปเรื่อยๆ ภาเหนือเรียก เข้าเลิกเข้าเดิก ภาษาอิสาน เรียก มึนตึบ ต้องจอดถามทาง การจอดถามทางคือ เรียกสติกลับมา (ถ้ามี Smart Phone หรือ GPS สบายไม่หลง)

 5.ให้เชื่อตัวเอง แต่ไม่ใช่หลงตัวเองไม่ฟังรอบข้าง

  การที่นักลงทุนชอบเชื่อคนอื่น เชื่อคนง่าย ไม่รู้ว่าเขาเป็นใตร เพราะมันเป็นกลไกลปกป้องตัวเอง
อีกแบบ เพราะเวลาขาดทุน จะได้โทษคนอื่น เพราะมนุษย์ทุกคนรักตัวเอง ไม่โทษตัวเองครับชอบโทษคนอื่น  หรือ ระบบการศึกษาสอนให้ท่องจำ เชื่อครูอาจารย์ทุกเรื่อง ไม่สอนให้คิดวิเคราะห์
ด้วยตัวเอง ดังหลักกาลามสูตรของพระพุธเจ้า สอนว่าอย่าเชื่อเพราะเขาเป็นครูอาจารย์ ต้องเอามาคิดวิเคราะห์ แยกดีชั่ว เหมือนองค์คุลีมาร เชื่ออาจารย์ที่ไปฆ่าคน เอานิ้วมา1000 นิ้ว จะสำเร็จวิชา ก็เป็นตัวอย่างที่คลาสสิค

 6.อยู่บนพื้นฐานของความจริง  ความจริงเป็นอมตะ พิสูจน์ได้ตลอดเวลา

   การลงทุนความจริง ผลตอบแทนระยะยาว ก็ 7-15% 
   ถ้าผลตอบแทนมากกว่ามันก็เป็นการเก็งกำไร จะไม่ได้ตลอดครับ มันก็กลับสู่ความจริง ถ้ามันได้ตลอดไป สถาบันการเงิน ที่มีคนเก่งด้านการลงทุนมากมาย คงเก็งกำไรกันหมดแล้วครับ สถาบันการเงินทั่วโลกที่ล้มหายตายจาก ก็มักจะล้มละลายเพราะการเก็งกำไร นี่แหละครับ


7.ข้อสุดท้ายเพื่อรักษาตัวให้รอดจากการล้มเหลวจากการลงทุน รักษาอาการโลภกำเริบคือ

   ไม่มีอะไรที่ได้มาง่ายๆ สบายๆ เยอะๆ อยู่เฉยๆ ลงทุนน้อย ไม่ต้องใช้ความคิด โดยไม่มีผลร้ายตามมาหรอกครับ ถ้าเป็นดังว่าคนที่เจอก่อนเขาคงเอาไปเองโดยไม่บอกคุณหรอกครับ เช่น

 >>แก๊งตกทอง เจอสร้อยเส้น 5 บาท พร้อมคุณ แต่เขารีบ ขอแลกเส้น 2 บาทของคุณ สุดท้ายก็บอกว่าโดนป้ายยาตามสูตร
>> มีคนบอกว่าตกรถไม่มีค่ารถ เอาพระมาขายให้ราคาถูก
>>แชร์ลูกโซ่ เป็นสมาชิก ถ้าหาสมาชิกได้จะมีรายได้ 100,000 บาท/เดือน
>>น้ำอภิมหาไพศาลบบรรเจิด รักษาได้ทุกโรค ยกเว้น โรคโลภขึ้นตา 555 
>> สูตรเด็ดพิชิต หวย บอล หุ้น รับรองผล 1,000 % (ถ้าจริงคนทำ น่าจะแทงเอง)


ขอพระคุ้มครองครับ 




 

Create Date : 13 ตุลาคม 2556    
Last Update : 13 ตุลาคม 2556 11:34:08 น.
Counter : 928 Pageviews.  

สูตรสำเร็จในการเล่นหุ้น ตอน 1(เลือก >>>ซื้อ>>>ถือ>>>>ทน>>>ชนะด้วยเวลา)

 การเล่นหุ้นจะให้ร่ำรวย ภายในพริบตายาก  แต่จะให้เจ๊งช่วงข้ามวันไม่ยากเกินไปครับ

วันนี้ผมจะมาแชร์ความคิดเรื่องการเล่นหุ้นในมุมมองฝ่ายขายที่ผมทำอาชีพนี้มาตั้งแต่จบ จนถึงวันนี้

หลักการมี 5 ข้อดังนี้

 ขั้นตอนที่ 1.เลือก >>> 
 การเลือกหุ้นมีความสำคัญมากที่สุด ในการขายเราจะเลือกเปิดตัวแทนจำหน่ายกับใครเรามีหลักการพิจารณาดังนี้

    1.1ลูกค้าต้องมืเงินทุน (capital)  หุ้นก็เช่นเดียวกัน ต้องมีกำไรสะสม มีสินทระพย์มากกว่าหนี้สิน และอื่นๆที่เราจะหาดูได้จากงบการเงิน
    1.2 ลูกค้าต้องมีความสามารถ(capacity) ในการทำตลาดเพื่อขยายยอดขาย หุ้นก็เช่นกัน ต้องเลือกบริษัทมีความสามารถในการทำยอดขาย และ กำไร เพิ่มทุกปี บริษัทจะเล็กหรือใหญ่ ไม่สำคัญเท่ากับความสามารถด้านการขาย ทำกำไร เราก็ดูที่ %กำไร ROA ROE ที่สำคัญต้องมีปันผลสม่ำเสมอทุกปีต่อเนื่อง
    1.3 ลูกค้าต้องค้าขายแบบหลักการ และทำตามเงื่อนไขของธุรกิจ (Condition) 
หุ้นก็เหมือนกันครับบริษัทที่เลือกต้องมีธรรมาภิบาล (GC) ไม่มีประวัติด่างพร้อยเช่น ถูกขึ้น SP หรือ H เนื่องจากส่งงบไม่ทัน หรือไม่ติด Cash balance ที่เกิดจากการปั่นติ๋วๆ ถ้าเป็นลูกค้าก็ลูกค้านิสัยดี ไม่ลากหนี้ ไม่ปล่อยเช็คเด้ง ทำนองนั้น
  1.4 ลูกค้าที่มีวิสัยทัศน์ดีค้าขายเก่ง มีชื่อเสียง (Character) ได้ลูกค้าเก่งๆยอดขายกระฉูดครับ
หุ้นก็เช่นกัน ถ้าเลือกบริษัทที่ดี ผู้บริหารเก่งจริง ผลประกอบการก็วิ่งเป็นเจ้าเข้า ผมดูจาก Opportunity day ที่บริษัทพบผู้ลงทุนทาง App ผ่าน ipad ฟังน้ำเสียงการพูดการตอบคำถามผมได้ประโยชน์จากตรงนี้มาก ดูโหวงเฮ้ง น้ำหนักการพูดการตอบคำถาม แล้วมาดูงบการเงิน ใช้ประสบการฬนงานขายมาแยกว่าพูดจริง พูดสร้างภาพ ผมได้มา 2 ตัว จากการฟังผู้บริหาร 
      ASP (ดร. ก้องเกิยรติ โอภาสวงการ)
      DRT (คุณ สาธิต สุดบรรทัด)

ซึ่งสุดท้ายทั้งสองตัวก็ช่วยพอร์ทผมพอสมควร  การเลือกต้องใช้เวลาผมใช้เวลาเป็นปีในการเลือกหุ้น คัดมา 100 ตัวที่คิดว่าดี  เรียงลำดับจากที่ชอย และรู้ข้อมูลจากมากไปน้อย  

ผมใช้เกณฑ์ในงานขาย เลือกหุ้นดังนี้

 1.ต้องมีกำไรสม่ำเสมอ และมีอัตราการโตต่อเนื่อง ในงานขายกำไรคือ คำศักดิ์สิทธิ์  ส่วนขาดทุนคือคำอัปมงคลต่อตำแหน่ง ถ้าขาดทุนต่อเนื่อเกิน 2 ปี เตรียมตัวหางานใหม่ทันที และบริษัทต้องมีกำไรสะสมมากพอควร 
 2.ยอดขายต้องเพิ่มสม่ำเสมอทุกปี มาตรฐานอุตสาหกรรมผมต้อง Plan ยอดขายเพิ่ม 10%ทุกปี
   และ%ค่าใช้จ่ายในงานขายก็ไม่ควรเพิ่มมากกว่าครับ
3.ช่องทางการจัดจำหน่าย ครอบคลุมพื้นที่ ผู้บริโภคสะดวก มีการพัฒนาช่องทางจัดจำหน่ายหรือไม่ (CPALL และ PTT เป็นตัวอย่างที่ดีเรื่องการพัฒนาช่องทางจัดจำหน่าย)
 4.คุณภาพสินค้า และ ชื่อเสียงของตราสินค้า สินค้าคุูณภาพและมีชื่อเสียง ย่อมจะมียอดขายที่ดีและมีกำไรครับ
 5.คุณภาพของผู้บริหารและชื่อเสียงของผู้ถือหุ้น ตัวนี้ผมจะดูประกอบถือเป้นประเด็นหลักในการเลือกหุ้น  ผมถือว่าคนที่ชื่อเสียงย่ำแย่ มีโอกาสทำเรื่องแย่ๆ บ่อยๆ มากกว่าคนที่มีชื่อเสียงดี สังคมยอมรับ เขามีต้นทุนทางสังคม โอกาสทำเรื่องแย่ๆ มีน้อย ยกเว้นสภาวะวิกฤติ ไม่ว่าใครๆก็เอาตัวรอด

 สรุป  ในขั้นตอนเลือก คุณต้องเลือก เอาหุ้นที่คุณสำรวจมาอย่างดี มาทำตาราง Excel เปรียบเทียบไว้ ถึงเวลาจะได้ไม่ต้องไปถามว่าเลือกหุ้นตัวไหนดี คำถามนี้ผมจะไม่ถามคนอื่น เขาจะมองว่าเราขี้เกียจ แม้กระท้้งกำไร/ขาดทุน ของเรา เรายังไม่ขวนขวายเลย

ขั้นตอนที่ 2  ซื้อ>>>
 ขั้นตอนนี้มีความสำคัญมาก ไม่มีใครผิดใครถูก เพราะคุณไม่มีทางจะซื้อได้ถูกสุด ว่าถูกแล้วยังมีถูกกว่า 
  คำถามคจากกราฟ คุณจะซื้อจากกราฟแบบไหน

 แบบที่ 1






แบบที่ 2




 ผมชอบแบบที่ 2 ยิ่งแดง ยิ่งซื้อเพราะไม่มีใครแย่งซื้อ  เลือกซื้อราคาได้ตามใจชอบ ตามนโยบาย
ชาวสวน  และที่สำคัญต้อง ทะยอยซื้อเพราะก่อนที่จะซื้อเราได้ดูพื้นฐานมาเป็นอย่างดี เมื่อตลาดตกใจ กังวล จะจะขาย
แบบไม่มีเหตุผล พอตลาดคลายความกังวัล กราฟจะกลายเป็นแบบที่ 1  จากการติดตามมา 3 ปี
วงจรจะเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ใครเข้าผิดจังหวะ หรือ ไม่เข้าใจ บาดเจ็บปางตาย

แบบที่ 3 

แบบนี้ชวนเวียนหัวสำหรับมือใหม่ สำหรับผมถ้ากราฟ Sideway แบบนี้ จะหยุดดู เพราะหุ้นมีให้เราซื้อทุกวัน ส่วนเงินมีจำกัด จะไม่ค่อยสวน เพราะถ้าสวนอาจ เงิบ ได้






 แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่ามันจะขึ้นหรือลง!!!!

 ตอบ   เดาล้วนๆครับ ไม่มีใครรู้อนาคต ประเภทถ้ากรูอนาตค กรูรวยไปแล้ว 

          คนที่ใช้เทคนิค  ใช้กราฟซึ่งเป็นเรื่องอดีต กราฟไม่สามารถบอกอนาคตได้ การลากเส้น
การดู Pattern ของกราฟ ก็จะเอามาเดาอนาคตกันทั้งนั้น ผมเรียกว่าการเดาอย่างมีหลักการ
อย่างน้อยก็มีพังพอน กับ งูเห่า ออกมากัดกันให้ดู  กราฟอาจถูกหรือผิด เพราะมันเป็นการเดามีหลักการนั่นเอง

 ส่วนผมยึดพื้นฐานเป็นหลักดูงบการเงิน (มันก็เป็นเรื่องอดีต) +ดูแนวโน้มอุตสาหกรรม+ดูโหงวเฮ้งผู้บริหาร (จาก OPP DAY) +ตามราคาต่อเนื่อง +ดูกราฟ RSI +สัญชาติญาญฝ่ายขาย(มากกว่า 70%) มาเป็นตัวช่วยในการซื้อขาย 

 ข้อมูลจากตลาดทั่วโลกก็ช่วยได้ในการเดาทิศทางของตลาด แต่ก็ไม่แน่เสมอไปครับ มีการสับขาหลอกก็บ่อยไป แต่ก้ดีกว่าไม่มีข้อมูลอะไรในการตัดสินใจ





ขั้นตอนที่ 3 ถือ >>>


 ขันตอนนี้ยากครับ ส่วนใหญ่จะอดรนทนไม่ได้ จะซื้อๆขายๆ กันเป็นส่วนใหญ่ แบบว่า
มันแน่นอก ต้องยกออก เหมือนเพลงฮิตตอนนี้  ช่วงแรกๆผมก็เป็นเหมือนกัน อยากได้กำไรเร็วเห็น
หุ้นขึ้นนิดหน่อยก็มือบอนขาย ขายหมู ติดตอย ขาดทุน บ้างแต่ช่วงหลัง ผมไดเพื่อนชื่อวินัยมาช่วย เลยไม่ค่อยขากวินัย 555 ผมเริ่มซื้อหุ้นจริงจัง ไครมาศ 3 ปี 2553 หุ้นบางตัวผมซื้อสะสมไม้ละ 100-1,000 หุ้น ตามกำลังทรัพย์ที่อำนวย เช่น เงินเดือนออก เบี้ยเลี้ยงออก คอมมิสชั่นออก
เหมือนการซื้อเฉลี่ยไปในตัว หรือ ช่วงหุ้นปันผลก็เอาปันผลไปซื้อคืน หุ้นบางตัวตั้งแต่ซื้อมาไม่เคยขาย และช่วงตลาดลงแรงๆก็จะมีการปรับพอร์ทบ้าง เนื่องจากเราหุ้นที่เราเล็งไว้ มันลงมาให้เราสอยครับ  


พอร์ทที่ผมเปิดมาได้ 3 ปีแล้วครับ






ขั้นตอนที่ 4 ทน


 เราต้องทนหุ้นที่เราเลือก ดูงบการเงิน ดูผู้บริหาร ถ้าทุกอย่างเรามั่นใจว่าใช่ เราต้องทนและให้โอกาส ผู้บริหารเขาปรับปรุงให้ดีขึ้น หรือรอมันโตตามวัฐจักร ธุรกิจ ผมให้เวลา 4 ปี ในการดู
ผลการดำเนินงาน ถ้าไม่ดีขึ้นก็ต้องหาทางออกตัว ผมเชื่อว่า 4 ปี ถ้าทุกอย่างไม่เปลี่ยนแปลง
ไม่มีการไล่กรรมการผู้จัดการออก ฝ่ายขายออก เปลี่ยนกรรมการ ผมก็ขอลาออกจากความเป็นหุ้นส่วน นั่นหมายความว่ามันไม่ทำธุกิจแล้วครับ มันปั่นหุ้น เพิ่มทุน เป็นอาชีพหลัก บริษัทแบบนี้มีเยอะเหมือนกันในตลาด ขาดทุนทุกปี ผมก็เห็นมันอยู่ได้ แต่ผมไม่เคยซื้อเป็นภาระลูกหลาน
ประเภทซื้อชาตินี้  ปันผลชาติหน้า   ไม่อยู่ในความคิดผม และผมจะไม่ทนกับหุ้นประเภทนี้
แต่หุ้นที่คิดว่าดี มีกำไร มีการเติบโต ถึงจะลงบ้าง ไรบ้างผมก็ทนครับ


ศรีทนได้ พอร์ท 2 ของผม ซื้อตอนต้นปี 2556 บางตัวแดงเถือก บางตัวเขียว โดยรวมทั้งพอร์ทเขียวครับ





ขั้นตอนที่ 5 ชนะด้วยเวลา>>>


    ขั้นตอนนี้ตรงกับหลักการ VI บางคนถือหุ้นบางตัว เกิน 10 ปี หุ้นที่ดี มีปันผลสม่ำเสมอ
VI ซื้อราคาต่ำๆ แค่ปันผลก็เกินมูลค่าที่ซื้อ ได้ทุนคืนแล้วที่เหลือก็กินปันผล หุ้นจะขึ้นจะลง
จึงไม่ค่อยหวั่นไหวกับราคา  


 ลองดูนะครับ การเล่นหุ้นไม่มีสูตรสำเร็จ แนวใครแนวมัน กำไรเท่านั้นคือคำตอบสุดท้าย
ผมเอาแนวทางการขายมาจับ เพราะผมเคยเป็นเซลแมนมาก่อน ปัจจุบันได้เป็นหัวหน้าเซลล์
ก็ดีขึ้นนิดหน่อย ได้เป็นขี้ข้ากิติมศักดิ์  ที่มีเจ้าของบริษัทดีและเก่งก็เท่านั้นครับ 555




 

Create Date : 08 มิถุนายน 2556    
Last Update : 9 มิถุนายน 2556 0:29:36 น.
Counter : 1180 Pageviews.  

แนวทางการเลือกหุ้น(ในมุมมองของฝ่ายขาย)


 อย่างที่เราได้ศึกษาจากหนังสือเรื่องการเลือกซื้อหุ้น เช่นดูด่า P/E ,P/B,ROA,ROE  ซึ่งจะมีให้เราหาข้อมูลกันทั่วไป แต่ในฐานะที่ผมอยู่ฝ่ายขายก็จะมีการดูหุ้นเลือกซื้อหุ้นในแนวทางของผมที่เอาประสบการณ์ในการขายมาจับครับ  สิ่งที่ผมจะพิจารณาเลือกหุ้นคือ

1.อย่างแรกที่ผมดู คือ ความโปร่งใสหรือ ธรรมมาภิบาลของบริษัทครับ

ดูได้จากไหน ก็ดูจา การจัดลำดับบริษัทภิบาล CG (Corporate Govmance) ก็จะมีการจัดลำดับดังนี้





 ทำไมผมถึงให้ความสำคัญข้อนี้ก่อน เพราะจากประสบการณ์งานขายที่ผมเคยขายร้านตัวแทนจำหน่าย หน่วยราชการ สหกรณ์  ผมเห็นมามากถ้าผู้บริหารไม่ซื่อสัตย์ เช่น เล่นการพนัน เล่นบอล
ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย  มีกิ๊ก เห็นแก่ได้ ร้านหรือหน่วยงานนั้นจะไม่เจริญครับ ตามมาด้วยปัญหาการเงิน ก็จะมาดึงเงินคุณ จ่ายเงินคุณช้า  ไม่มีเงินมาจ่ายสินค้าคุณ ยอดขายคุณตก เสียเวลาทวงเงิน จากคู่ค้ากลายเป็นคู่ความครับ ดังนั้นผมจะเน้นตรงนี้มาก ตัวแทนจำหน่ายไหน มีคุณธรรมเป็นคนดี รักษาศีล
ไม่ชอบอบายมุข ผมค้าขายสบายใจครับ เวลาเขามีปัญหาด้านการเงินผมก็ยินดีช่วย แต่กลุ่มนี้มักไม่มีปัญหาครับ ส่วนพวกผิดศีล ผิดอบายมุข ผมจะไม่ช่วยเพราะถมไม่เต็มช่วยมีแต่เจ็งครับ เพราะยังไงเขาก็เจ๊งในอนาคตอยู่แล้วครับ 

 ดีที่มีการจัดอันดับบริษัทภิบาลอยู่แล้ว เราก็มามองหาหุ้นในนี้ก่อนก็ได้เป็นการลดเวลา แล้วค่อยไปดูงบการเงิน มาดูตัวอย่างกันครับ จากข้อมูลวิเคราะห์หลักทรัพย์ มีต่อท้ายให้ดูในบทวิเคราห์อยู่แล้ว
(แต่เป็นแนวทางเท่านั้น จะเชื่อมากก็ไม่ได้ แต่ดีกว่าไม่มีให้ดูตรับ)




 2. ผู้บริหารคือใคร

 สำคัญครับนอกจากดูจากการจัดอันดับภิบาลแล้ว เราต้องมาดูผู้บริหารครับก็
หาได้ในข้อมูลในเวปไซด์ ผู้บริหารสำคัญมากถึงมากที่สุดไหม ต้องเป็นคนเก่งและคนดี ผมว่าคนเก่ง
มีมากมาย แต่คนเก่งและดีมีน้อยครับ  ทำไมคนดีจึงมีความจำเป็น คนดีจะทำในสิ่งที่ถูกที่ควร คนไม่ดีมักจะนอกลู่นอกทางได้ง่ายครับ อีกอย่างมีชื่อเสียงในทางที่ดีไหม เพราะตามหลักคนที่มีชื่อเสียงในระดับประเทศเขาจะรักษาชื่อเสียงของเขาเป็นอย่างยิ่ง เขาจะไม่ทำเลอะเทอะให้เสียชื่อครับ
  ส่วนผู้บริหารไม่โปร่งใส มีผลงานในอดีตที่ฉาวโฉ่ เราก็หาข่าวได้จากเวปต่างๆ พวกนี้ถึงแม้จะปรับปรุงภาพพจน์ตัวเองให้ดีแต่ลึกๆ ยังพร้อมที่จะทำเสมอเหมือนคำพระท่านว่า  (ดวามดีทำยาก ความชั่วทำง่าย)   ผมไม่เอาเลยพวกประวัติสีเทา และไม่เชื่อสภาษิตไทยที่ว่า (ชั่วเจ็ดที ดีเจ็ดหน)
เพราะเขาจะทำชั่วเจ็ดครั้งก่อน จะทำดีครั้งที่แปด 555 

 เราดูข้อมูลในเวปว่าใครเป็นคณะผู้บริหารในบริษัทที่เราจะเลือก




  3.ผู้บริหารเก่งไหม (มีตัวเลขชี้วัดที่ชัดเจน) 

 ผมชอบผู้บริหารดีและเก่ง ดีวัดยากต้องดูจากข่าว จากกิจกรรมที่คืนให้สังคม
หรือถามจากพนักงานในบริษัท ส่วนเก่งวัดได้จากผลประกอบการครับ


  สำหรับฝ่ายขายสิ่งที่จะด้องดูเป็นสิ่งแรกคือ ยอดขายครับ หรือ รายได้รวม ต้องโตทุกปีอย่างน้อย 10-15 %ต่อเนื่อง เพราะเป็นตัวเลขอันศักดิ์สิทธิ์ของงานขายครับ ไม่มีบริษัทไหนยอมที่จะให้คุณ Plan ยอดขายลงลง เช่น ปีหน้าผมจะPlan ยอดลดลง 5 %  คุณจะถูกตอกหน้าจากผู้บริหารว่า งั้นผมลดเงินเดือนคุณ 5% แล้วกัน หรือ ถ้าคุณทำไม่ได้ผมจะหาคนอื่นมาทำแทน  ยกเว้นในสภาวะวิกฤติของตลาด เขายังให้ Plan เท่าปีที่ผ่านมาเลยครับ ใครที่อยู่ในวงการขายคงรู้กติกาข้อนี้ดี

  ต่อมาคือกำไรสุทธิที่สัมพันธ์กับยอดขาย ต้องเพิ่มตามยอดขายครับ ถ้าไม่เพิ่มหรือลดลง ในขณะที่ยอดขายเพิ่ม แสดงว่าผู้บริหารใช้นโยบาย เราไม่ยอมให้ใครถูกกว่า ดั๊มราคาจนไม่เหลือกำไร ทำให้กำไรต่ำ ROE และ ROA ต่ำไปด้วย ผู้บริหารก็จะถูกเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นด่าว่า เราทำธุระกิจต้องมีกำไร ไม่ใช่มูลนิธิ  ด่าไม่หยาบแต่เจ็บลึก

 4.บริษัทป๋าไหม พี่มีแต่ให้ไหม ดูจากไหน

 ก็ดูจากจากนโยบายปันผลครับ ผมซื้อหุ้นลงทุนแบบ VI หวังปันผล ข้อนี้จึงสำคัญครับ
 ผมชอบปันผลมากกว่า 50% ของกำไรขึ้นไปครับ ถ้าต่ำกว่านี้ต้องดูว่าบริษัทเจ๋งแค่ไหนครับ
 (แต่ต้องดูว่านโยบายปันผลสูงแต่ไม่เคยปันผลเลยก็มี  ประเภทซื้อชาตินี้ ปันผลชาติหน้า วลีเด็ดของคุณ เอกยุทธ ครับ )




   5 จำนวนหุ้นทั้งหมด

    เราก็ต้องดูเช่นกัน ถ้าหลักร้อยล้านหุ้นก็จะขาดสภาพคล่องปันราคาทำราคาได้ง่าย หรือเกินหมื่นล้านหุ้น บางตัวก็ หลายหมื่นล้านหุ้นไม่ไหว มากไปราคาก็ต่ำบาทกว่าจะเคลื่อนตัวนานเป็นหลายปียิ่งผลประกอบการแย่ราคานิ่งสนิท รอเจ้าเข้าทรงเท่านั้น  ที่ผมชอบเป็นการส่วนตัว ระดับไม่ต่ำกว่า 1 พันล้านหุ้นไม่เกิน 1 หมื่นล้าน (ความชอบส่วนตัวไม่มีเหตุผลครับ) ผมรู้สึกจำนวนเพียงพอต่อการซื้อขาย

 6.ราคา Par

 เราก็ต้องดูเช่น ราคาพาร์ 0.25 บาท 0.50 บาท ราคาพาร์ 1 บาท ราคาพาร์ 10 บาท/หุ้น มีหลาย ระดับ ดูดีๆ บางตัวเห็นราคาต่ำๆ   อย่าดูดูราคาพาร์ด้วยครับว่ากี่บาท เช่น
   หุ้น A ราคา  10 บาท ราคาพาร์ 10 บาท หุ้น B ราคา 1 บาท ราคา PAR 0.50 บาท/หุ้น คุณว่าหุ้นตัวไหนมูลค่าสูงกว่ากัน คงพอดูออกแล้วใช่ไหมครับ


7.โครงสร้างผู้ถือหุ้น  

  อย่างแรก จำนวนผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free Float) ความเห็นส่วนตัวผมชอบประมาณ  50% ถ้ามีน้อยก็จะทำราคาได้ง่าย ถ้ามากไปแสดงว่าเจ้าของเหลือหุ้นในมือน้อย อำนาจในการบริงานเวลาโหวตผู้ถือหุ้นจะลดลง หรือ เจ้าของกำลังสละเรือ เพราะใกล้จมเต็มทีบริษัทนี้ 




 8.ใครเป็นผู้ถือหุ้นบ้าง

  ผมชอบหุ้นที่ถือโดยกองทุนรวมต่างๆ ยิ่งหลายกองทุนหลาย บลจ ยิ่งดี เพราะเขาเลือกหุ้นให้เรามาก่อน ระดับหนึ่ง แต่ต้องติดตามว่าเขายังถืออยู่หรือไม่ เราไม่ทราบว่าเขาขายไปหรือยัง เพราะข้อมูลจะไม่เป็นปัจจุบันนัก แต่ก็เป็นแนวทางให้เราได้พิจารณาอีกทาง และที่ผมชอบอีกหน่วยงานหนึ่งคือ
ถ้ามีสำนักงานประกันสังคมถือก็พอจะเป็นแนวทางได้ เพราะต้องดีพอสมควรไม่งั้นมีปัญหา ผู้จัดการกองทุนที่ลงทุนให้โดนปลดหรือเปลี่ยนบริษัทแน่ (อันนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวครับ)

 ผมจะหลีกเลี่ยงบริษัท โครงสร้างผู้ถือหุ้นนามสกุลเดียวกันเกิน 70  % หรือเป็นญาติมิตร พี่ น้อง ผัว เมีย ดูแล้วไม่เป็นอินเตอร์ เหมือนระบบกงสีกลายพันธุ์เท่านั้น

 9 ปันผลบ่อยแค่ไหน อันนี้เกี่ยวข้องกับข้อ 4 ครับ

  บางบริษัทนโยบายป๋ามาก แต่ไม่มีปันผล สิ่งสำคัญต้องดูว่าเขาปันผลตามนโยบายหรือเปล่า 
ปันผลไม่ควรต่ำกว่า นโยบายปันผล ถ้ามากกว่าและปันผลบ่อยๆ จะชอบมากเพราะมันกระตุ้นความโลภ
ได้ดีและราคามักวิ่งตามปันผลครับ 




 10. มีหน้าตักมากขนาดไหน 

 นอกจากปันผลดีแล้วบริษัทมีหน้าตักมากขาดไหน ดูจากกกำไรสะสม (ที่ยังไม่ได้จัดสรร)ว่ามีมากหรือไม่ หรือติดลบ ถ้าติดลบผมก็ขอผ่านเพราะผมลงทุนแบบหวังปันผล ถ้าตัวเลขติดลบก็เหมือนเราเป็น
หนี้บัตรเครดิด แสดงถึงความล้มเหลวในการบริหารทุกอย่าง บริษัทพวกนี้เอะอะกู้ กู้ไม่ได้ก็ออกหุ้นเพิ่มทุนรบกวนผู้ถือหุ้น  เอาเศษกระดาษมาเสกเป็นเงินเอาเงินที่ได้ไปละเลงต่อ  ผมชอบดูตัวเลขนี้เป็นพิเศษครับ



 11. ดูโห้งวเฮ้งของบริษัท ว่าดีไม่ดี ผมมีวิธีดูดังนี้ 

    ผมจะเข้าเวปไซต์ของบริษัท ดูข่าวต่างๆ กิจกรรมเพื่อสังคม ข่าวผู้บริหาร กิจกรรมขององค์กร
กิจกรรมของพนักงาน และดูความสวยงาม รูปแบบ 
     บางบริษัทเวปไซต์ ข้อมูลน้อยมาก เข้าได้ยากกิจกรรมความเคลื่อนไหวไม่มี เหมือนเวปไซต์ตายซากให้ข้อมูลน้อยมาก ปกปิด เวปไซด์โบราณมาก บางบริษัทไม่มีเวปไซต์ หุ้นพวกนี้ผมเอาไว้ทีหลัง ขนาดหน้าตาของบริษัทคุณยังไม่ใส่ใจเลย

 มาดูเวปไซต์ที่ผมชอบ และถือว่ายอดเยี่ยมครับ







  ดูกิจกรรมเพื่อสังคม ที่เขาทำ



 12. ความชอบส่วนตัว

    มันเป็นสิ่งที่ตอบยาก เช่น ชอบผลิตภัณฑ์  ชอบผู้บริหาร ชอบนโยบาย รู้จักและผูกพันธ์
ความชอบทำให้เราศึกษาหุ้นตัวนั้นและติดตามโดยตลอด ยกตัวอย่างเช่น แฟนแมนยูไนเต็ดก็รักและชอบ ติดตามอย่างใกล้ชิด ทำนองนั้น แต่อย่าลงไหล ยึดมั่นถือมั่น ทุกอย่างเป็นอนิจจังต้องใช้สติและเหตุผลครับ

  บทความนี้ไม่เหมาะกับการเล่นเก็งกำไร เป็นแนวคิดที่ผมทำอยู่อาจถูกหรือผิดได้ ผมก็แค่เอามาแบ่งปันกันครับ

  >>> ขอให้ลงทุนอย่างฉลาด และมีสติ กำไรก็จะเกิดขึ้นเองครับ <<<




 

Create Date : 27 มกราคม 2556    
Last Update : 27 มกราคม 2556 14:39:09 น.
Counter : 1044 Pageviews.  

วิธีทำกำไรหุ้น 1 เด้ง (กำไร 100 %)

 การเล่นหุ้นการได้กำไร ถือว่าเป็นหัวใจ ทำอย่างไรก็ได้มันมีหลายวิธี กำไร 1 เด้งหมายความว่ากำไร 100% หุ้นบางตัวกำไร 10 เด้ง หรือ 1000% หมายความว่าลงทุน 100,000 บาท ได้กำไร 1 ล้านบาท ผมขอบอกตรงๆว่ามันเกิดขึ้นยาก เพราะโอกาสมันผ่านไปแล้ว ถ้าหุ้น 1 เด้งยังพอมีครับ


 การเล่นหุ้นมี 2 วิธี เปรียบเสมือนการวิงแข่ง
 แบบที่ 1 วิ่งแข่ง 100 เมตร คุณต้องวิ่งให้เร็วที่สุด เพื่อชนะ เหมือนการเล่นหุ้นแบบเก็งกำไรรายวัน
ไม่ต้องสนพื้นฐาน ซื้อถูก ขายแพง เข้าออกให้ถูกจังหวะ แต่คุณจะชนะทุกเกมส์ที่เล่น ชนะทุกวันที่ซื้อขาย ชนะอารมณ์หรือเปล่านั่นเป็นโชคชะตาของคุณ
 แบบที่ 2 แบบวิ่งมาราธอน  ใช้เวลา ใช้ระยะทาง ใช้ความอดทน เปรียบเหมือนการเล่นหุ้นแบบนักลงทุนหุ้นคุณค่า Value Invester  หรือ VI หาหุ้นพื้นฐานดีๆ มีอนาคต เหมือนเลือกคู่ อยู่ดูใจนานๆ
ชนะด้วยความมั่นใจ และ ความอดทน ถึงจะได้ผลสำเร็จ  ผมก็เอามาแชร์ให้มือใหม่ที่กำลังจะเล่นหุ้นทราบ จะได้มีกำลังใจในการหาหุ้นดีๆ ผมไม่ได้เก่งอะไร เพียงแต่เลือกหุ้นที่รู้จัก มีกำไรต่อเนื่อง ราคาที่เหมาะสม ค่อยๆซื้อสะสมจากเงินเดือนที่แบ่งมาทุกเดือน เดือนละ 10,000 บาท ค่อยๆซื้อค่อยๆสะสม แล้วก็ถือยาว  หุ้นทั้งสองตัวผมซื้อปลายเดือน ตค 2554 และ ค่อยๆสะสมมาทุกเดือน
แบบเฉลี่ย แล้วถือเพราะมั่นใจว่ามันจะโตไปพร้อมเศรษฐกิจ มีปันผลประมาณ 5-6 % ชนะเงินฝากประจำ มือใหม่คุณก็ทำได้ครับ ไม่ต้องซื้อหุ้นแพงๆมากมายที่ราคามันไปไกล ลองหาหุ้นที่คุณรู้จักบริษัทดี แล้วค่อยศึกษางบการเงินแล้วทะยอยซื้อ ถือให้ยาวๆ  ผมเชื่อว่าไม่นานก็จะมีหุ้น 1 เด้ง
ถ้าคุณเล่นหุ้นแบบเก็งกำไรรายวัน รายสัปดาห์ แนวทางนี้ไม่เหมาะกับคุณครับ





  จากการที่ผมทำงานขาย จะมีประสบการณ์สอนไว้ว่า ลูกค้าที่ซื้อยากๆ ติดต่อยากมาก ต่อรองมากๆมักจะเป็นลูกค้าที่มีศักยภาพและมีโอกาสเพิ่มยอดขายได้และเงินดีกว่าลูกค้าที่ไม่ต่อรอง ซื้อง่าย แต่เงินไม่ดี มีปัญหาตลอด ดังนั้นการหาหุ้นก็เหมือนหาคู่ค้า คู่ค้าที่ดีหายาก พอหาได้ก็คุ้มค่าครับ
เปรียบเสมือนหุ้นที่ดีหายากครับ แต่หุ้นมี 500 ตัว ต้องมีตัวดีๆให้เราหาเจอจนได้
    ส่วนหุ้นแย่ๆหุ้นปั่นไม่ตองหาครับ เปิดห้องสินธร เจอกระทู้ด่าหลายๆกระทู้ หรือกระทู้เชียร์หลายๆกระทู้นั่นแหละหุ้นปั่น ราคาไม่เต็มบาท กำไรไม่เคยมีขาดทุนทุกปี สินค้าเราไม่รู้จัก ผู้บริหารขาด
ธรรมมาภืบาล  แต่ก็แปลกมือใหม่มือเก่าชอบหุ้นพวกนี้มาก และก็บาดเจ็บออกจากวงการทุกราย

 ผมเสนอข้อคิดง่ายๆ  4  สำหรับคนที่จะเล่นหุ้น

1.ผลประกอบการที่ดีสม่ำเสมอหรือกำไรที่ต่อเนื่องจะเป็นตัวรักษาหุ้นให้เรารอดปลอดภัยจากคำว่าเจ๊ง
2. ต้องซื้อให้ถูกจังหวะ ดังคำกล่าวของเซียนหุ้นกล่าวไว้ว่า จงกล้าเมมื่อคนอื่นกลัว 
    จงกลัวเมื่อคนอืนกล้า เป็นกฎพื้นฐาน แต่ต้องใช้สติ+ปัญญา ช่วย อย่าหวังพึ่งคนอื่นมากนัก
     ต้องศึกษาเอง ไม่มีใครมีความรู้ตั้งแต่เกิด เราชนะกันด้วยความขยันอ่านนั่นเองครับ
3. ทนรวยให้เป็นเมื่อเรามั่นใจว่ามันเป็นหุ้นที่ใช่ก็ทนกับมันเหมือนเราจีบแฟน ถ้าเราคิดว่าใช่เราต้องตื้อต้องทนจนเธอเห็นใจ
 4. จงจดจ่อกับมันติดตามหุ้น  เหมือนคุณติดตามทีมแมนยูไนเต็ท  ลิเวอร์พูล  หรือ คุณผู้หญิงติดคามละครแรงเงา ซีรี่เกาหลี  ติดตามหุ้นอย่างใกล้ชิด ติดตามหุ้นง่ายกว่าที่ผมกล่าวไว้เยอะ

 สุดท้ายขต้อง เหลาเอี๊ยะ ปอห่อ  (พระเจ้าช่วยครับ ทำบุญเยอะๆ กับญาติ คนใก้ลชิด คนด้อยโอกาส

 แล้วเทวดาจะช่วยคุณให้รวยครับ ต้องครบวงจรทั้งวิทยาศาสตร์ และไสยศาสตร์ 555 )


 พอร์ทรวมของผมที่เริ่มลงทุน มาปี กว่าๆ เลือกหุ้นที่พื้นฐานดี ตอนแรกๆมีเกือบ 20 ตัว ค่อยๆคัดตัวที่ไม่ดีออก บางตัวขายหมู บางตัวก็เด้งไม่มาก จะเห็นได้ว่าการปรับพอร์ทในบางตัวที่เราคิดว่าไม่ดีออก
เหลือแต่ตัวที่คิดว่าดีๆ กำไร 40% ในช่วงหุ้นขาขึ้น(10 มค 2556)   ส่วนหุ้นขาลงค่อยมาดูกันอีกที 
แต่ไม่รวมปันผลที่ได้ IPHONE ปีละ 2 เครื่อง เพราะหุ้นตัวไหนที่ไม่มีปันผลผมไม่ซื้อให้เป็นภาระพอร์ทครับ




 

Create Date : 04 มกราคม 2556    
Last Update : 10 มกราคม 2556 13:42:45 น.
Counter : 5371 Pageviews.  

การวิเคราะห์พื้นฐานหุ้น (ในมุมมองฝ่ายขาย) ตอนที่ 1 กำไร

ผมทำงานฝ่ายขายมา20 ปี การวิเคราะห์พื้นฐานของหุ้นที่ผมนำเสนอจะเป็นมุมมองของฝ่ายขายครับ จะเน้นดูพื้นฐานและเอาประสบการณ์  ในการทำงานขายหรือ เซลล์แมน ที่ออกทำตลาด หาลูกค้า เก็บเงิน บริหารยอดขายที่รับผิดชอบ จะไม่เหมือนนักวิเคราะห์หุ้นที่เขามีอาชีพโดยตรงครับ

เป็นความเห็นส่วนตัวโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน แต่ผมขอรับรองว่าทุกถ้อยคำมาจากเจตนาที่ดีครับ

ไม่มีใครจะทราบล่วงหน้าถึงอนาคตหุ้น เพียงแต่ใช้เครื่องมือพยากรณ์เท่านั้นไม่ว่าสำนักไหนๆ เรียกง่ายๆว่า เดา เรียกให้เท่ห์ว่า บทวิเคราะห์

จะมีแนวคิด 3 แนวทางหลักๆในการวิเคราะห์หุ้นครับ (ที่อินเดียมีใช้ไสยศาสตร์ด้วยเพื่งดูข่าวเมื่อวาน ผมขำกลิ้งครับ)

1.แบบแรกดูพื้นฐานหุ้น จากงบการเงิน เป็นเหตุการณ์ที่เกิดแล้ว ว่าดีหรือเลว เพื่อทำนายผลประกอบการในอนาคต งบการเงินจะปิดทุก ไตรมาส
จะไม่รวดเร็วเพราะต้องรอประกาศงบ ข้อดีคือแน่นอน เป็นจริง เพราะมีผู้ตรวจบัญชี และต้องส่งตลาดหลักทรัพย์ แต่ก็ไม่ 100% ถ้ามีการแต่งงบบริษัทก็จะโดนลงโทษ สำนักงานบัญชีอาจโดนปิด จึงไม่ค่อยมีใครกล้าทำกันเท่าไหร่ นานๆเจอที

2. แบบที่สองดูเทคนิค จากกราฟ เป็นเหตุการณ์ที่ใกล้เคียงกับการซื้อขายมากที่สุด แต่ก็พยากรณ์ได้ไม่แม่น เพราะมีการปั่นหุ้นแต่งกราฟได้ โดยเฉพาะหุ้น ไม่เต็มบาท จำนวนหุ้นน้อยๆ % Free float น้อยๆ และที่สำคัญเจ้าของกับเจ้ามือเป็นคนคนเดียวกัน ใช้เงินไม่มากก็จะจุดพลุราคาขึ้นได้ง่ายมาก ตอนเจ้ามือขายออกก็ไม่มีใครรู้ เม่าก็ขาดประสพการณ์กราฟก็ดูไม่เป็น งบการเงินก็น่าปวดหัวซื้อตามกราฟก็หลงแสงสปอร์ทไลท์ที่เจ้าเปิดล่อ ตกเป็นเหยื่อเจ้ามือ ไม่มีใครจะให้เงินเราง่ายๆหรอกครับในตลาดหุ้นเพราะเขาไม่ใช่ พ่อแม่เรา ที่ให้ทุกอย่างด้วยใจไม่หวังผลตอบแทนครับ

3. แบบที่ 3 ใช้สองแบบรวมกันผสมผสานกัน เป็นงานที่ยากแค่ถ้าทำได้โอกาสขาดทุน อยู่รอด และมีกำไร มากกว่า 2 แบบด้านบน

ขอย้ำอีกครั้งว่าทุกคนล้วนเดาทั้งนั้น ราคาหุ้นในอนาคตไม่แน่นอน เจ้าของบริษัทจะเป็นคนรู้ดีที่สุดและรู้ก่อนผู้ถือหุ้น ว่าผลประกอบการบริษัทเป็นอย่างไร ถ้าดีกำไรแนวโน้มราคาก็วิ่ง ถ้าด้อยลงราคาก็มีแนวโน้มลงเช่นกัน

การวิเคราะห์พื้นฐานต้องอาศัยข้อมูลที่ถูกต้อง เข้าเวปไซต์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยครับ ข้อมูลจริงแท้แน่นอน

มาวิเคราะห์พื้นฐานหุ้นในแนวทางของฝ่ายขายกันเลยครับ

สิ่งที่ฝ่ายขายดูมีอะไรบ้างครับ

1.ยอดขายครับ (Revenue หรือ sales)

สิ่งสำคัญที่สุดอันดับแรกของฝ่ายขายคือ ยอดขายครับเพราะยอดขายคือตัวเลขแรกของบริษัทที่อ่านง่ายสุด ตามปกติหน่วยงานขายจะวางแผนเพิ่มยอดทุกปี
เพิ่ม 10-15%จากยอดขายเดิมทุกปี บริษัทไหนยอดเพิ่มมากกว่านี้ถือว่ายอดเยี่ยมครับ ถ้าบริษัทไหนยอดขายลดลงจากปีที่แล้วให้ระวังให้ดี เพราะยอดขายเป็นที่มาของ กำไรหรือขาดทุนครับ





มุมมองฝ่ายขายต้องดูกำไรขาดทุนก่อน ดูหน้านี้ครับ งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ ถ้าขาดทุนหัวหน้าหน่วยงานเดือดร้อน เก้าอี้ร้อนตามปกติบริษัทชั้นนำจะมีการประชุมฝ่ายขายเดือนละ 1 ครั้ง ด้านผลดำเนินงานแย่ คนนอนไม่หลับก็ฝ่ายขายครับ สาเหตุของการขาดทุน คือ ยอดขายลด>ค่าใช้จ่ายเพิ่ม >คู่แข่งขายได้มากกว่า ดังนั้น ในไตรมาสนั้นบริษัทต้องมีกิจกรรมการขาย ส่งเสริมการขายกันสุดๆเพื่อเรียกยอดขาย และกำไรกลับมาครับ สำหรับผมในฐานะฝ่ายขาย ให้แก้ตัวอีก 1 Q (Quaterหรือไตรมาศ) ถ้าQ ถัดไปยังแก้เกมส์ไม่ได้ ให้ระวัง ส่วนบริษัทไหนขาดทุนยั่งยืน สะกดคำว่ากำไรไม่เป็น หลีกให้ไกล ถ้าราคาหุ้นขึ้นด้วย ให้เดาได้ว่ามีคนทำราคา เรียกง่ายๆว่า ปั่นหุ้น 100 % ครับ


ลองมาดูตัวอย่างงบการเงิน ล่าสุด ไตรมาส 2 Q2 ของ CPF กันครับ







ข้อที่ 2 ต้นทุนขาย ( Cost of goods sold )

เรียกง่ายๆว่าต้นทุนสินค้า หลักการทำกำไร ที่ง่ายๆที่นิยมทำกันคือ ลดต้นทุน โดยใช้เครื่องจักร ใช้นวัตกรรม เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน จิปาถะครับ ต้นทุนขายประกอบด้วย

1.ต้นทุนวัตถุดิบที่เอามาผลิต บรรจุภัณฑ์ การเก็บรักษา
2.ค่าใช้จ่ายในการผลิต เช่น ไฟฟ้า พลังงาน น้ำประปา ค่าซ่อม บำบัดน้ำเสีย บำบัดมลพิษ
3. ค่าจ้างแรงงานพนักงานในการผลิต
4.ค่าฝึกอบรม กิจกรรมต่างๆของฝ่ายผลิต
5.ค่าคอมมิสชั่น ของเซลล์แมนอย่างพวกผมครับ แหมม หน่วยงานขายก็สำคัญครับ ถือเป็นต้นทุนขาย ขายได้มากก็ทำให้บริษัทกำไร ขายน้อยบริษัทขาดทุน

การลดต้นทุนได้สัก 1-5 %ก็ถือว่ายากสุดๆ ครับ ดังนั้นจะกำไรง่ายและเร็วต้อง เพิ่มข้อ 1 คือ ยอดขายครับ เป็นเรื่องที่ปวดหัวของฝ่ายขายครับรับเต็มๆอีกแล้วฝ่ายขาย ส่วนการควบคุมต้นทุนสินค้าซึ้งผู้รับบทบาทคือฝ่ายจัดซื้อและฝ่ายผลิตครับที่ต้องลดต้นทุนข้อที่ 2


ข้อที่ 3 กำไรขั้นต้น (Gross profit)

ฝ่ายบริหารจะดูเป็นตัวเลขแรกๆคือ กำไรขั้นต้นครับ คิดง่ายดังนี้

สูตรการคิด กำไรขั้นต้น (Gross profit)
= ยอดขาย (Revenue หรือ sales) - ต้นทุนขาย ( Cost of good sold )

ตามตัวอย่างกำไรขั้นต้นของ CPF =180,348-143,156
=37,192 ล้านบาท


มากใช่ไหมครับ แต่ยังไม่หักค่าใช้จ่ายเลยครับ


ข้อที่ 4 ค่าใช้จ่ายในการขายหรือบริหาร (Operating expense )

สองข้อแรกเป็นค่าใช้จ่ายในการผลิตจนเป็นสินค้าพร้อมขาย (สมมติว่าขายได้ทั้งหมด ) ในการจะเอาสินค้าไปหาผู้บริโภคมันต้องมีค่าใช้จ่ายครับ สินค้ามันไม่ได้ขายด้วยตัวมันเอง มันต้องมีค่าใช้จ่ายต่างๆดังนี้ ค่าโฆษณา ค่าส่งเสริมการขาย ลดแลกแจกแถม ค่าใช้จ่ายออฟฟิต เงินเดือนพนักงานแผนกต่างๆ เงินเดือนผู้บริหาร ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่ารับรอง และค่าใช้จ่ายต่างๆของทีมงานทั้งหมดครับ

ข้อที่ 5 กำไรจากการดำเนินงาน (Operating profit หรือชอบเรียกเท่ห์ทำให้มือใหม่งงว่า EBIT Earning Befoer Interest and Tax ชวนงงไหมครับ)

สูตรการคิดง่ายๆคือ EBIT

=กำไรขั้นต้น (Gross profit)- ค่าใช้จ่ายในการขายหรือบริหาร (Operating expense )


จากตัวอย่าง CPF =37,192-15,024
= 22,168 ล้านบาท

ยังมากอยู่ใช่ไหมครับ แต่มีค่าใช้จ่ายยังไม่ได้หักรออยู่อีกครับ


พักสายตาหน่อยครับเริ่มงงกับคำว่า กำไร






การเมืองผมไม่แบ่งสีผมชอบทั้งสองสี เหลืองก็ได้ แดงก็ดี





ข้อที่ 6 กำไรก่อนหักภาษี (กำไรตัวที่ 3 ทำไมมันเยอะจังวะไอ้กำไรนี่)

ภาษาอังกฤษ ที่นักวิเคราะใช้เรียกให้เรางง เพื่อสร้างความขลังจะเรียกว่า
EBT > Earning Before Tax หรือ Profit before Tax คำพูดนักวิเคราะห์ดูทรงคุณค่าพูดภาษาไทยมันเจ็บโคนลิ้น(เดาเอา) ความงงของรายย่อยทำให้เสียทรัพย์ ดูแล้วเป็นเวทย์มนต์สะกดรายย่อยให้เชื่อนักวิเคราะห์นะครับ

สูตรการคิดง่ายๆคือ EBT

=กำไรจากการดำเนินงานEBIT - ดอกเบี้ยจ่าย (Interest expense)

*ดอกเบี้ยจ่ายในงบกำไรขาดทุน เขียนไว้ว่า ต้นทุนทางการเงินครับ

ดอกเบี้ยมันมาจากการกู้ยืมครับ ส่วนใหญ่มักจะกู้มาลงทุนมาหมุนเวียนใช้จ่าย ถ้าบริษัทไหนกู้น้อย แล้วกำไรมากๆๆ ให้จ้องไว้เลยครับ คุณได้พบสาวงาม เอ๊ยหุ้นในฝันแล้วครับ แต่มันเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาครับ

มาดูตัวอย่างครับ = 22,168-2,825

EBT = 19,343 ล้านบาท


บริษัทไหนที่มีต้นทุนทางการเงินสูงๆๆ เรียกแบบบ้านๆ ว่ากำลังเป็นบริษัท กู้ไม่จำกัด ครับ ตัวนี้ก้ทำให้กำไรลดลงได้มากเช่นกันเพราะทำงานเพื่อจ่ายดอกเบี้ย เหมือนคนผผ่อนบัตรขั้นต่ำหรือกู้เงินนอกระบบ จ่ายดอกโครตโหด เป็นทาสในเรือนเบี้ยสมัยใหม่ครับ

ยังมากอยู่ใช่ไหมครับ แต่ช้าก่อนยังมีค่าใช้จ่ายยังไม่ได้หักรออยู่อีกหนึ่งตัวครับ

ข้อที่ 7 กำไรสุทธิ (NP Net Profit )
มีชื่อเล่นว่ากำไรของพี่แจ้ (ที่สุดของที่สุด คนที่อายุ 40 ปี++ จะเก็ท อายุต่ำกว่านี้จะงง อะไรว่ะกำไรของพี่แจ้ เกิดไม่ทันว่ะ)

สูตรการคิดง่ายๆคือ NP = EBT- ภาษี (Tax )

มาดูตัวอย่างครับ =19,343 - 2,079

=17,264 ล้านบาท

กำไรส่วนนี้จะตกเป็นของผู้ถือหุ้นครับ โดยเอาจำนวนหุ้นทั้งหมดหารออกมาจะได้ เป็นกำไรต่อห้นครับ

จากตัวอย่าง = 17,264 ล้านบาท/10112 ล้านหุ้น
เฉลี่ยประมาณ = 2.2 บาท/หุ้น

บริษัทที่ดีพอได้กำไรสุทธิมาก็มีการดำเนินการ 2 แบบ

1.นำบางส่วนไปเก็บไว้ใน กำไรสะสม (Retian earning ) เพื่อเอาไปขยายงาน ลงทุน หรือเอาไว้หมุนเวียนตอนดอกเบี้ยแพงๆ

2 นำบางส่วนไปปันผลตามข้อกำหนดที่จดทะเบียนไว้กับตลาดหลักทรัพย์ครับ ดูจากเวปเดิมครับ











ล่าสุดก็ปันผลอีกแล้ว ราคาที่สอยมาก็ 32.75 บาท จะปันผลอีกแล้วราคาลงตลอดเพราะมีการปล่อยข่าวกำไรลดลง ไข้หวัดนกบ้าง วัตถุดิบขึ้นสูง ต้นทุนแพง ในมุมมองของฝ่ายขายถ้ายังทำกำไรได้สม่ำเสมอ ถึงแม้กำไรลดจากปัจจัยภายนอก บริษัทยังแข็งแกร่งอยู่ สามารถซื้อได้ แต่ๆๆๆๆๆ
ราคาที่เราจะซื้อราคาไหนล่ะเหมาะสม ต้องใช้กราฟเทคนิคช่วยครับ และรอช้อน ถ้าผลประกอบการยังแกร่งราคาก็ไหลลงไม่มาก ผมก็ใช้วิธีทยอยซื้อ ตามหลักการทัวๆไป ว่าไม่มีใครซื้อได้ราคาต่ำสุด/หรือขายได้สูงสุด (ยกเว้นเจ้าของหุ้น ต้องให้เขาเพราะเขาปั้นมากับมือว่าไหมครับ)

ลองมาดูกันครับว่าดูจากไหน ก็เวปเดิมครับ







มาสรุปวิธีการคิดกำไรที่น่าปวดหัวกันครับ

>เริมจากกำไรขั้นต้น (Gross profit)


 = ยอดขาย (Revenue หรือ sales) -ลบด้วย ต้นทุนขาย ( Cost of goods sold )

>> กำไรจากการดำเนินงาน (Operating profit หรือ EBIT)

  =กำไรขั้นต้น (Gross profit)- ค่าใช้จ่ายในการขายหรือบริหาร (Operating expense )

>>>กำไรก่อนหักภาษี (EBT)

=กำไรจากการดำเนินงานEBIT - ดอกเบี้ยจ่าย (Interest expense)

>>>> กำไรสุทธิ (NP =  Net Profit )

  = EBT- ภาษี (Tax )


ถ้าให้เด็กอาชีวะเอาสีสเปรยส์ไปพ่นกำแพงในเรื่องกำไร.........เขาจะพ่นว่า........














การดูงบการเงินพื้นฐานยากครับ แต่หาคนมาอธิบายให้เข้าใจง่ายๆยิ่งยากกว่าครับ ใครไม่ได้เรียนบริหารธุรกิจมาโดยตรงลองเข้าคอร์ส อบรมการเงิน (Financial Management )ของ อาจารย์สืบสาย จุมพจน์ บริษัท ENPEO Consulting ที่ผมไปอบรมมามีเอกสารที่เข้าใจง่ายอ่าน มีเกมส์จำลองให้เล่นจะเข้าใจงบการเงินและขบวนการผลิตการวางแผน ผมได้อบรมหลักสูตรที่บริษัทผมจัดให้ โดยเชิญอาจารย์มาสอนยอมรับว่า เข้าใจง่ายดี และ อีกอย่างผมอยู่ฝ่ายขายเลย เก็ทเร็วครับ
ถ้าคิดว่ากำลังมองหาความรู้ทางด้านนี้ติดต่ออาจารย์เลยที่

อีเมล์ suebsai@ enpeo.com

ผมชอบแนวทางการสอน เกมส์และเอกสารเข้าใจง่าย โดยไม่รู้จักกับอาจารย์เป็นการส่วนตัวครับ เห็นว่าดีมีประโยชน์จึงเอามาบอกต่อครับ

 จะเห็นได้ว่าแค่งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จก็เล่นเอา งงงงง อยู่นานถ้าไมีมีพื้นฐานก็ค่อยๆอ่าน ผมนานเหมือนกันกว่าจะถึงบางอ้อ แล้ววันหลังค่อยเอางบอื่นๆ มาโม้ให้ฟังต่อครับ

   ป.ล. ถ้านำวิธีการที่ผมนำเสนอไปเลือกหุ้น แล้วได้กำไรหรือมีความรวย
           ผมชวนท่านมาทำบุญเสริมบารมี เพิ่มความเฮง โดยการบริจาค 
           ช่วยคนคิดเอดส์ ของมูลนิธิวัดพระบาทน้ำพุ  จ.ลพบุรี
          โดยท่านเจ้าคุณ อลงกต   ที่ผมจะใช้เสมอหลังเลือกหุ้นได้ถูกตัวและมีกำไรครับโดย
           หยิบมือถือท่านมาแล้ว>>>โทร  1900  2222 00   แล้วกด 1 บริจาค<<<
          เพียงครั้งละ 15 บาท   เงินไม่มาก  แต่ได้บุญ อิ่มใจ   ช่วยคนจริงๆและตรงๆ สงสารท่านที่ยังออกบิณฑบาตรหาเงิน  มาบริหารวัดพระบาทน้ำพุอยู่เลยครับ  กุศลแรงเห็นๆ ผมขอรับรองครับ  บุญจะนำท่าน    ไปพบกับสิ่งดีๆในชีวิตครับ  ดังสุถาษิตว่า   ผู้ให้ย่อมได้รับครับ

>>>>โปรดติดตามตอนต่อไป เร็วๆ นี้<<<<


  พอร์ทของผมครับ  






 

Create Date : 19 สิงหาคม 2555    
Last Update : 19 สิงหาคม 2555 19:30:36 น.
Counter : 3200 Pageviews.  


แจ้ห่ม47
Location :
ลำปาง Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 98 คน [?]




ที่อยู่หลัก ลพบุรี ลำปาง และ ปทุมธานี
ที่อยู่ที่อื่นๆ ตามเขตการขายที่ดูแล ภาคตะวันตก ภาคใต้และ ภาคอิสานตอนบน (ทัวร์นกขมิ้นทุกเดือน เนื่องจากดูแลฝ่ายขายครับ ไม่ได้หนีหนี้ 555)
ภาพทุกภาพไม่สงวนลิขสิทธิ์ ถ้านำไปเผยแพร่เพื่อ เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมโดยไม่ผิดกฏหมายหรือศีลธรรม เพื่อนๆสามารถนำไปใช้ได้เลยโดยไม่ต้องขออนุญาติ ไม่หวงครับ ขอกันกินมากกว่านั้นแต่ขอให้อ้างอิงแหล่งที่มาของรูปด้วยครับ ขออภัยหากตอบท่านช้า หรือเข้าไปเม้นต์ท่านช้า ผมใช้เนตผ่านมือถือครับช้ามากๆขออภัย และ หากผิดพลั้งไป ต้องขออภัยเพราะความรู้ต่ำ
New Comments
Friends' blogs
[Add แจ้ห่ม47's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.