Ich bin der Welt abhanden gekommen (I am lost to the world)
Group Blog
 
All Blogs
 

Symphony No. 1 in D major

Carl Maria von Weberในปี ค.ศ. 1880 เมื่อ Mahler มีอายุได้ 20 ปี จุดมุ่งหมายของ Mahler มีอยู่อย่างเดียวคือการเป็นคีตกวี ในขณะนั้น Mahler ได้ประพันธ์ Das Klagende Lied เข้าประกวด Vienna Beethoven Price แต่ก็พลาดหวัง เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ Mahler เข็ดขยาดการประพันธ์เพลงไปอยู่พักใหญ่ ก็เลยผันตัวเองไปเป็นวาทยากร หลังจากนั้น Mahler ก็ประพันธ์เพลงเป็นครั้งคราวไม่เป็นชิ้นเป็นอันนัก อย่างเช่น 4 ปีต่อมาในปี ค.ศ. 1884 คราวนี้เป็นเพลงร้อง Lieder eines fahrenden Gesellen ที่มีแรงบันดาลใจมาจากประสบการณ์รักไม่สมหวังของ Mahler เอง จุดหักเหในชีวิตการประพันธ์เพลงของ Mahler มาถึงเมื่อครั้งที่ Mahler มีตำแหน่งเป็นวาทยากรประจำ Leipzig Theatre เมื่อปีค.ศ. 1887 ในครั้งนั้น Mahler มีโอกาสได้รู้จักกับ Baron Karl von Weber ผู้เป็นหลานชายของ Carl Maria von Weber (1786-1826) บิดาแห่งอุปรากรโรแมนติกเยอรมัน Karl ได้นำ score comic opera เรื่อง Die drei Pintos (The Three Ponies) ของ Weber ซึ่งยังประพันธ์ไม่เสร็จมาให้ Mahler ช่วย rearrange ต่อให้จบและนำออกแสดง การแสดงในครั้งนั้นประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ยังผลให้ Mahler มีความมั่นใจในการที่จะเป็นคีตกวีมากขึ้น จุดกำเนิดของซิมโฟนีหมายเลขหนึ่งนี้มาจากความรักไม่สมหวังของ Mahler กับ Marion von Weber ผู้เป็นภรรยาของ Karl นี้เอง Mahler และ Marion ตกหลุมรักซึ่งกันและกันแต่ต่างก็รู้ว่าความรักของทั้งสองคนนั้นเป็นสิ่งที่
เป็นไม่ได้เพราะมันก็เท่ากับเป็นการทรยศต่อ Karl ผู้ซึ่งเป็นเพื่อนที่ดีของ Mahler ด้วยแรงบันดาลใจนี้เอง Mahler จึงประพันธ์ซิมโฟนีหมายเลขหนึ่งที่บรรยายเรื่องราวในวัยหนุ่มของ Mahler ชิ้นนี้ขึ้น Mahler เริ่มประพันธ์ซิมโฟนีบทนี้ในต้นปีค.ศ. 1888 และมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอยู่หลายครั้งกว่าจะมาเป็นฉบับที่คุ้นหูกันในปัจจุบัน อาจกล่าวได้ว่าซิมโฟนีบทนี้มีอยู่ด้วยกัน 3 เวอร์ชั่น

เวอร์ชั่นแรกประพันธ์เสร็จในปี ค.ศ. 1888 ใช่ชื่อว่า Symphonic Poem in two parts ประกอบด้วย movement ทั้งหมด 5 movement นำออกแสดงเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1889 ที่เมือง Budapest ประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงเพราะแนวเพลงใหม่เกินกว่าผู้ฟังในสมัยนั้นจะรับได้ เวอร์ชั่นนี้ไม่มี score หลงเหลืออยู่เลยไม่มีใครรู้ว่าเวอร์ชั่นนี้เป็นยังไงกันแน่

"Malheur-Siphon," a caricature of the premiere of the First Symphony in Budapest in November 1889. Mahler's friend Hans Koessler is beating the publicity drum; Ödön von Mihailovich, Director of Budapest's Royal Conservatory, is squeezing a cat at right; and Mahler himself is conducting and playing the enormous horn in the center.








Jean Paulเวอร์ชั่นสองแก้ไขใหม่และนำออกแสดงครั้งแรกในปี ค.ศ. 1893 ที่เมือง Hamburg ภายชื่อว่า 'Titan: a tone poem in a form of symphony' สถานการณ์ดีว่าตอนนำออกแสดงที่ Budapest เล็กน้อย ชื่อ Titan นี้ Mahler ได้มาจากนวนิยายเรื่องหนึ่งของ Johann Paul Friedrich Richter (1763–1825) (นามปากกา Jean Paul) ชื่อ Titan นี้สื่อถึงชีวิตของวีรบุรุษผู้ฝ่าฟันและเอาชนะโชคชะตา แต่เป็นเพียงแต่ชื่อเท่านั้น ซิมโฟนีบทนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องในนวนิยายแต่อย่างใด เวอร์ชั่นนี้อาจเป็นที่รู้จักกันในชื่อ Hamburg หรือ 1893 version

เวอร์ชั่นสุดท้าย revise ใหม่ในปี ค.ศ. 1896 Mahler ตัดท่อน Blumine ทิ้ง, orchestration บางส่วนใหม่ พร้อมกับตัดชื่อ Titan ทิ้งแล้วเปลี่ยนชื่อเป็น symphony in D major ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นที่คุ้นหูกันในปัจจุบัน

Programs: ถึงแม้ว่าในช่วงหลัง Mahler จะแอนตี้การเขียน program ให้กับซิมโฟนี แต่ในช่วงแรกๆ นั้น Mahler ได้เขียน program บรรยายเรื่องราวในซิมโฟนีเพื่อช่วยให้ผู้ฟังเข้าใจบทเพลงได้ง่ายขึ้น สำหรับซิมโฟนีหมายเลขหนึ่งนั้นมีดังนี้

Part I

'Memories of Youth': fruit, flower and thorn pieces

1. 'Spring goes on and on' (Introduction and Allegro comodo). The introduction describes nature's awakening from its long winter sleep.

2. 'Blumine' (Andante).

3. 'Full sail' (Scherzo).

Part II

4. 'Aground!' ( A funeral march in the style of Callot).

The following will help to explain this movement: the initial inspiration for it was found by the composer in a burlesque engraving: 'The Huntsman's Funeral', well known to all Austrian children, and taken from an old book of fairy stories. The animals of the forest accompany the dead huntsman's coffin to the graveside; hares carry the pennant, then comes a band of Bohemian musicians, followed by cats, toads, crows, etc., all playing their instruments, while stags, deer, foxes and other fourlegged and feathered creatures of the forest accompany the procession with droll attitudes and gestures. This movement is intended to express a mood alternating between ironic gaiety and uncanny brooding, which is then suddenly interrupted by:

5. 'Dall'Inferno' (Allegro Furioso)

the sudden outburst of despair from a deeply wounded heart.

Movements:



1. Langsam. Schleppend. Wie ein Naturlaut - Immer sehr gemächlich



ซิมโฟนีเปิดฉากด้วย morning scene อันลือลั่น Mahler เขียนกำกับไว้ว่า Wie ein Naturlaut (like a sound of nature) โดยการใช้เครื่องสายเล่นโน๊ต A ห่างกัน 7 octave สร้างบรรกาศความลี้ลับในป่ายามรุ่งสางได้อย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อยามเช้าเริ่มขึ้นดวงอาทิตย์แห่งฤดูร้อนค่อยๆ สาดแสงลอดผ่านกิ่งไม้เป็นประกาย ในตอนนี้จะได้ยินแตร fanfare แว่วมาแต่ไกล, เสียงนก cuckoo ขานรับรุ่งอรุณ, เสียงนายพรานเป่าเขาสัตว์อย่างนิ่มนวล พร้อมกับเสียงขานตอบของ trumpet จากที่อันแสนไกล ด้วยเสียงนก cuckoo ดนตรีค่อยๆ คลี่คลายเข้าสู่ทำนองหลักซึ่ง Mahler นำมาจากเพลง Ging heut morgen übers Feld (this morning I walked over the fields) จาก Lieder eines fahrenden Gasellen ตัวเพลงนั้นกล่าวถึงนักเดินทาง (จริงๆ คือตัว Mahler นั่นเอง) ที่กำลังชื่นชมความงดงามของโลก และหวังว่าจะช่วยให้เขามีความสุข เพียงเพื่อที่จะพบว่าไม่มีฤดูใบใม้ผลิสำหรับเขาอีกแล้ว ซึ่งเนื้อหาของเพลงนี้เข้ากับธีมของซิมโฟนีได้อย่างเหมาะเจาะ ตอนท้าย movement ดนตรีทะยานสู่ climax ก่อนที่จะจบลงด้วยการที่ฮีโร่ของเราระเบิดเสียงหัวเราะพร้อมกับวิ่งหายไป

2. Kräftig bewegt, doch nicht zu schnell - Trio. Recht gemächlich. Etwas langsamer

ท่อน scherzo นี้เป็นท่อนนี้สั้นและปกติที่สุดในซิมโฟนีบทนี้ และก็เป็นท่อนที่ผู้ฟังในสมัยนั้นน่าจะรับได้มากที่สุด ท่อนนี้มีลักษณะเป็น Ländler (เพลงเต้นรำพื้นเมืองของออสเตรีย) ที่มีกลิ่นอายพื้นบ้านตลบอบอวล ราวกับว่าเราได้เข้าไปในหมู่บ้านที่กำลังมีงานฉลองกันสนุกสุดเหวี่ยง ทำนองบางส่วนนำมาจาก Hans und Grethe ซึ่งเป็นเพลงร้องในช่วงแรกๆ ของ Mahler เอง ในท่อนกลางจังหวะจะนุ่มนวลอ่อนช้อยขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของ Bruckner อย่างชัดเจน

3. Feierlich und gemessen, ohne zu schleppen

“The Hunter’s Funeral Procession”, woodcut by Moritz von Schwind (1804-1871)


ท่อนนี้อาจนับได้ว่าเป็นท่อนที่มีชื่อเสียงที่สุดและเป็นที่ถกเถียงกันมากที่สุดในซิมโฟนีบทนี้อย่างไม่ต้องสงสัย ในท่อนนี้ Mahler ได้สร้างบรรยากาศแบบเซอร์เรียลลิสต์พิลึกพิลั่นที่ผู้ฟังในสมัยนั้นรับไม่ได้ ว่ากันว่า Mahler ได้แรงบันดาลใจมาจากภาพแกะสลักไม้ "The Hunter's Funeral Procession" โดย Moritz von Schwind (1804-1871) จิตรกรผู้เป็นสหายของ Schubert ซึ่งเป็นภาพทึ่แสดงออกในเชิงเสียดสีและเย้ยหยัน ในภาพนั้นเป็นขบวนแห่แหนโลงศพนายพรานโดยเหล่าสิงสาราสัตว์ (ดูรูปและคำบรรยายของ Mahler ประกอบ) เมื่อผู้ถูกล่ามาแห่ศพผู้ล่า ความอิหลักอิเหลื่อจึงบังเกิดขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ เหล่าสัตว์กำลังดีใจแต่แกล้งทำเป็นเสียใจต่อการตายของนายพรานก็เพื่อที่จะเย้ยหยันนายพรานผู้วายชนม์นั่นเอง เสียงดนตรีของ Mahler ถ่ายทอดความรู้สึกนี้ได้อย่างชัดเจน Mahler เริ่มความไม่ธรรมดาตั้งแต่ต้น movement ด้วยการนำเพลงกล่อมเด็กที่เป็นที่รู้จักกันดีทั้งยุโรปอย่างเพลง Frère Jacques (Bruder Martin ในเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษหรือในเวอร์ชั่นภาษาไทยก็คือเพลง นิ้วโป้งอยู่ไหน นั่นเอง) มาทำให้เป็น minor scale และมีลีลาแบบ funeral march เฉยเลย ท่อนนี้เริ่มต้นด้วยเสียงกลอง timpani ย่ำเป็นจังหวะ ตามด้วย double bass solo (ถ้าฟังจากแผ่นอาจจะนึกว่าเป็น cello solo แต่จริงๆ แล้วเป็น double bass ด้วยโน๊ตที่ค่อนข้างสูงมากของ double bass อันนี้เป็นลักษณะเฉพาะอย่างหนึ่งของ Mahler นั้นคือ Mahler นิยมให้เครื่องดนตรีต่างๆ นั้นเล่นเต็มขีดความสามารถของมัน)ทำนอง Frère Jacques ในไมเนอร์คีย์ หลังจากนั้นเครื่องเป่าและเครื่องสายก็เข้าผสมในลักษณะ cannon นั่นคือเล่นทำนองซ้อนเหลื่อมกันไปเรื่อยๆ หลังจากเดินกันมาได้สักพักขบวนแห่ก็ถูกขัดจังหวะโดย 'Musikanten' (street musicians) ผู้ซึ่งก้มหน้าก้มตาเล่นเครื่องดนตรีของตนอย่างเมามัน ตอนนี้ดนตรีจะมีจังหวะและทำนองแบบพิ้นบ้าน bohemia (แบบยิว) อย่างชัดเจน ขบวนแห่ยังคงมุ่งหน้าต่อไปจนกระทั่งกลาง movement จังหวะย่ำของ timpani ค่อยๆ เบาลงๆ มีท่วงทำนองที่ล่องลอยชวนฝันเข้ามาแทน ทำนองในช่วงนี้นำมาจากเพลง Die zwei blauen Augen von meinem Schatz (My sweetheart's two blue eyes) จาก Lieder eines fahrenden Gasellen ในตอนนี้ขบวนแห่ได้หยุดพักนอนเหยียดยาวกันใต้ร่มไม้ แสงแดดสาดส่องกิ่งไม้เป็นลำราวกับม่านหมอกพาให้ผู้ร่วมขบวนพากันนอนหลับฝัน
กลางวันกันหมด หลังจากพักผ่อนกันเต็มที่แล้วเสียงย่ำของ timpani ก็เรียกให้ขบวนแห่เดินทางกันต่อแต่คราวนี้ได้บรรดานักดนตรี
พื้นบ้านมาร่วมขบวนด้วย ดนตรีค่อยๆ เร่งเร้าบ้าคลั่งขึ้นทุกขณะก่อนที่ขบวนแห่ค่อยๆ เดินห่างออกไปพร้อมกันดนตรีที่ค่อยๆ เบาลงๆ จนปิดท้ายด้วยเสียงย่ำของ bass drum เบาๆ สองครั้ง ด้วยความไม่ธรรมดาของ movement นี้เองทำให้ผู้คนในสมัยนั้นรับไม่ค่อยได้ จะว่าเศร้าก็ไม่เศร้า จะว่าขำก็ไม่ขำ แต่สร้างบรรยากาศอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก

4. Stürmisch bweg

Mahler เขียนโปรแกรมสำหรับท่อนนี้ไว้ว่า Dall' Inferno al Paradiso (From Hell to the Paradise) ซึ่งไม่ได้หมายถึงสวรรค์นรกจริงๆ แต่หมายถึงการต่อสู้ฝ่าฟันโชคชะตาอันโหดร้าย (inferno) จนกระทั่งได้รับชัยชนะแห่งชีวิต (paradiso) ซึ่งตัวดนตรีเองสื่อถึงการต่อสู้นี้อย่างชัดเจน ดนตรีเริ่มต้นด้วยเสียงฉาบกระหน่ำอย่างรุนแรงซึ่ง Mahler เรียกว่าเป็น"
the sudden outburst of despair from a deeply wounded heart" ลองฟังช่วงนี้ดูซิครับ จะรู้เลยว่าทำไมบางคนถึงเรียก Mahler ว่าเป็นเฮฟวี่เมทัลแห่งเพลงคลาสสิค

Warning!: ท่อนที่สี่นี้เริ่มต้นด้วยเสียงดังมากซึ่งต่างกับตอนจบของท่อนที่สามซึ่งเบามากอย่างสุดขั้ว จุดนี้ถือเป็น surprise ที่มีชื่อเสียงมากในวงการ ถ้าใครที่ฟังตอนจบของท่อนที่สามโดยเปิด volume ดังๆ เพื่อจะฟังว่าจบตรงไหน เมื่อเปลี่ยนแทรคแล้วต้องรีบลด volume ทันที มิฉะนั้นมีสิทธิ์หูดับได้โดยเฉพาะคนที่ใช้ headphone เตือนกันไว้ก่อนนะครับ

หลังจากนั้นออร์เคสตร้าก็จะกระหน่ำไม่ยั้งจนอดโยกหัวตามด้วยความมันไม่ได้ ดนตรีในท่อนที่สี่นี้จะประกอบด้วยธีมที่รุนแรงสลับกับธีมที่อ่อนหวานและสดใส ผลัดกันรุกผลัดกันรับจนธีมที่รุนแรงนั้นอ่อนแรงลงเรื่อยๆ ในขณะที่ธีมแห่งชัยชนะนั้นฮึกเหิมและเกรียงไกรขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่ซิมโฟนีบทนี้จะจบลงด้วยเสียงแห่งชัยชนะอย่างกึกก้องอลังการสุดขีด




Blumine สำหรับท่อนเจ้าปัญหาท่อนนี้นั้น Mahler ได้ตัดทิ้งไปจากซิมโฟนีในเวอร์ชั่นปัจจุบันด้วยข้อหาว่่ามันฟูมฟายเกินไปจนไม่เข้ากับท่อนที่เหลือ ในท่อนนี้ Mahler นำดนตรีมามาจากดนตรีประกอบละคร (incidental music) เรื่อง Der Trompeter von Säkkingen ที่ Mahler แต่งไว้นานแล้ว ดนตรีมีลักษณะเป็น serenade สำหรับเดี่ยว trumpet กับวงออร์เคศตร้า มีบรรยากาศผ่อนคลายมาก ในปัจจุบันที่ recording จำนวนหนึ่งที่ใส่ท่อน Blumine นี้เข้าไประหว่างท่อนที่หนึ่งกับสองซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยจะถูกต้องนัก เพราะ Blumine นี้จริงๆ ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของซิมโฟนีเวอร์ชั่นปัจจุบัน แต่เป็นของเวอร์ชั่น 1893 ซึ่งเรียบเรียงดนตรี (orchestration) แตกต่างไปจากเวอร์ชั่นปัจจุบัน นอกจากนั้นแล้วการใส่ท่อน blumineเข้าไประหว่างท่อนที่หนึ่งและสองนั้นยังขัดความลื่นไหลระหว่างท่อนทั้งสอง




 

Create Date : 30 กันยายน 2548    
Last Update : 10 มีนาคม 2551 10:28:39 น.
Counter : 410 Pageviews.  


<โหน่ง>
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Hello, I'm William Shatner and I'm a shaman.
Friends' blogs
[Add <โหน่ง>'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.