Group Blog
 
All blogs
 

สบายดี...เวียงจันทร์


สวัสดีครับ ชาวบล๊อกทุกท่าน นานพอสมควรแล้วที่ห่างหายจากการ อัพบล๊อก จะว่าไม่มีเวลาก็คงไม่ใช่ มีเหตุผลหลายอย่างที่มาแยกผมกับ บล๊อกออกจากกัน ด้วยความที่ห่างเหินบ้านไปนาน กลับมาก็เลยรกรุงรัง ต้องมาปัดกวาด ทำความสะอาดกันซะหน่อย(ความจริงคือรกซะมากทีเดียว) พอกลับมายังงงๆ เลยต้องไปหาอ่านวิธีการทำบล๊อกซะใหม่หมดเลย เฮ้อ! มันช่างแย่จังครับ นี่แหละครับที่เขาว่าการที่เราทำอะไรไม่ต่อเนื่อง ก็จะพัฒนาล่าช้า เหมือนบ้านเมืองของเราในตอนนี้ (เอาซะหน่อย) คือกลัวทำออกมาแล้วคนที่เข้ามาอ่าน มาเห็นจะพาน ชื่นชมกันใหญ่ ในความรกของบ้านเรา นอกจากเนื้อหาสาระมีน้อยแล้วยัง ไม่สวยงามอีก(เพื่อนผมบอกว่าเหมือนคนขี้เหร่แล้วปากเสีย) แต่ก็ใช่ว่าจะยากไปเสียทุกอย่าง ก็มีบล๊อกของเพื่อนๆ นี่แหล่ะครับที่เป็นวิทยาทานแก่ผมในการศึกษาเรียนรู้และรำลึกความหลังในครั้งที่สมัครใหม่ๆ ที่หายไปนานก็ย้ายที่ทำงานนะครับ ทำงานที่ใหม่ก็ไม่ค่อยมีเวลานักหรอกครับ เพราะต้องปรับตัวหลายอย่าง ทั้งสถานที่ คนรอบข้าง และภาระหน้าที่ที่รับผิดชอบ จนวันหนึ่งนี่ครับ หอพักติดเน็ทก็เลยมีโอกาสกลับบ้าน หวังว่าคงคิดถึงกันบ้างนะครับสำหรับเพื่อนเก่าหลายๆท่าน

กลับมาครั้งนี้ มีโอกาสไปลาวมาครับ(ความจริงไปดูงานที่อุดรแต่แอบข้ามไปเที่ยวฝั่งโน้น) แต่ก็อยู่แค่นครหลวงเวียงจันทร์เองนะครับ เลยเก็บรูปมาฝาก เอามาจากกล้องของพี่นะครับ(ยืมเขาถ่ายเพราะไม่มีกล้องของตัวเอง) อาจไม่ได้บรรยากาศวิถีชีวิตมากนะครับ เพราะส่วนใหญ่เป็นสถานที่สำคัญๆครับ ส่วนเนื้อหาทางประวัติศาสตร์ก็เอาเท่าที่ไกด์ (คุณติ้ดตี่)เล่าให้ฟังก็แล้วกัน (อยากรู้เพิ่มเติมก็ search หาเลยครับ)จะร่ายยาวก็ดึกแล้วครับมาเริ่มกันเลยก็แล้วกัน



เวียงจันทร์เป็นเมืองที่เก่าแก่มาก(ตามคำบอกเล่าของไกด์) ซึ่งมีตำนานการสร้างเมืองกล่าวแตกต่างกันออกไป บางตำนานเล่าว่า(ไกด์เล่าให้ฟัง) สมัยก่อนมีฤาษีสามพี่น้องได้มาสร้างอาศม เพื่อบำเพ็ญภาวนา ซึ่งการมาครั้งนั้นได้มีการสร้างขอบเขตของอาศมด้วยไม้จันทร์ โดยนำเอาไม้จันทร์ ไปปักเป็นหลักแสดงเขตแดนที่พำนักของตนเองและพี่น้อง จนเวลาล่วงเลยมีผู้เริ่มมาอาศัยเพิ่มมากขึ้น จากหมู่บ้านกลายเป็นหัวเมืองและกลายเป็นอาณาจักรในที่สุด จึงมีการชื่อสมมุติตามการสร้างอาณาเขตด้วยไม้จันทร์ของฤาษีสามพี่น้องนั่นเอง และมีกษัตริย์ปกครองเมืองสืบมา(อันนี้ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันนะครับบรรยายตามคำบอกเล่าของไกด์) จนกระทั่งในรัชสมัยของพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช (ประมาณปี พ.ศ.2103) ได้ทรงสถาปนาขึ้นเป็นราชธานีของอาณาจักรล้านช้างแทนเมืองเชียงดง-เชียงทอง (หลวงพระบางในปัจจุบันนั่นเอง) ด้วยเหตุผลว่าสภาพภูมิศาสตร์ที่ตั้งที่ดีกว่า สามารถขยายเมืองได้ดีกว่าเมืองเชียงดง-เชียงทองซึ่งมีภูเขาโอบล้อมไว้ ซึ่งก็ปกครองตนเองเรื่อยมาด้วยระบอบสมบูรณายาสิทธิราชย์ จะนกระทั่งถึงยุคล่าอาณานิคม ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส ลาวได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ และได้สถาปนานครเวียงจันทร์เป็นเมืองหลวงของประเทศ ให้ชื่อว่านครหลวงเวียงจันทร์ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2518 เป็นต้นมา


อันนี้เป็นเพียงสิ่งที่รับรู้จากการบอกเล่าของไกด์ทัวร์ ซึ่งเป็นคนลาวโดยตรง จริงเท็จประการใดก็ยังไม่ทราบแน่ชัดหากสมาชิกท่านใดมีข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงอย่างไรก็เชิญแลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะกันนะครับ สำหรับการไปครั้งนี้ก็อยู่ในเฉพาะเวียงจันทร์เท่านั้น เพราะว่าเวลามีน้อย สถานที่ที่ไปก็ มีวัดสีเมือง ประตูชัย วัดพระธาตุหลวง และแหล่งละลายทรัพย์ทั้งหลายที่ไกด์ทัวร์พาไป (ซึ่งผมไม่ได้อะไรกลับมานอกจากของที่ระลึกเล็กๆน้อยๆและภาพจากเลนส์กล้อง) แต่เราค่อนข้างโชคร้ายที่วันนั้นฝนตกทั้งวัน (น่าจะเป็นช่วงแรกที่พายุเข้าครับ)


ความรู้สึกของผมเมื่อข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว(ถ้าเป็นคนลาวจะเรียกว่า ลาว-ไทย) และผ่านตอมอ สู่กำแพงนครหลวงเวียงจันทร์(อันนี้ก็ลืมถามไกด์ว่าทำไมเรียกว่ากำแพงนครหลวงเวียงจันทร์ ทั้งที่ผมไม่เห็นกำแพงเลย) บรรยากาศแตกต่างจากประเทศไทยอย่างชัดเจน ทั้งสภาพแวดล้อม อาคารบ้านเรือน ผู้คน ศิลปวัฒนธรรม ที่ผมบอกว่าแตกต่างนั้น หมายถึง เขายังคงความเป็นเอกลักษณ์ ชาตินิยมอย่างแท้จริงเช่นกัน ผู้หญิงลาวนุ่งผ้าถุง เป็นภาพที่เห็นแล้วมีความสุขขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกเช่นกัน (อันนี้เป็นความรู้สึกส่วนตัว) แต่ที่แปลกกว่านั้นผมมีความรู้สึกว่าเหมือนได้กลับบ้าน ซึ่งบางทีอาจจะเกิดจากการที่ผมเป็นคนบ้านนอกโดยกำเนิดก็ได้ เพราะความจริงแล้วสมัยยังเด็กนั้นผมยังเห็น วัยรุ่นหนุ่ม สาว แถวบ้านสมัยนั้น นุ่งผ้าถุง โสร่ง กันจนชินตา เพียงแค่ปฏิทินกาลเวลาพลิกผ่าน จากผ้าถุงกลายเป็นผ้านุ่ง และนับวันจะสั้นลงทุกที อันนี้ก็ไม่ได้ว่าหรอกนะครับเพราะเห็นว่าเป็นสมัยนิยม เพียงแต่ตั้งข้อสังเกตว่าอีกสักสิบปี จะสั้นกว่านี้หรือเปล่า ฮ่าๆ กลับมาที่ลาวต่อ นึกในใจว่าหรือบางทีชาติที่แล้วเราอาจเป็นคนลาวก็ได้ ถึงได้มีความรู้สึกคุ้นเคย ผูกพัน และอิ่มเอมใจในการมาครั้งนี้ นั่นซินะถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วเราชักอยากระลึกชาติบ้างได้เหมือนกัน


รถค่อยๆ เคลื่อนที่ไปด้วยความเร็ว ที่ไม่น่าจะเกิน 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง สาวไกด์ก็พรรณนาเรื่องต่างๆนาๆ แต่จิตรใจของผมตอนนั้นมันเตลิดเปิดเปิงไปกับสิ่งที่เห็น ท้องทุ่งสีเขียวขจี ถนนที่ว่างเปล่าแทบจะไม่มีรถวิ่ง สภาพอาคารบ้านเรือนสองข้างทาง และวิถีชีวิตของชาวลาว สิ่งเหล่านี้ได้ตรึงจิตรวิญญาณของผมเอาไว้เสียแล้ว นี่สินะครับที่เขาเรียกว่าความประทับใจ รู้สึกตัวอีกทีก็อยู่หน้าวัดสีเมืองเสียแล้ว



วัดสีเมือง(ศรีเมือง) เป็นวัดที่ประดิษฐาน "เสาหลักเมือง" ของนครเวียงจันทร์ ซึ่งตำนานเล่าว่า(ตำนาน นี้เล่าโดยไกด์อีกแล้ว) ที่เมืองเวียงจันทร์ มีสาวงามนางหนึ่ง ชื่อว่า “นางสี” ซึ่งมีรูปโฉมงดงามมาก แต่ด้วยเวรและกรรมของนางทำให้นางต้องผิดหวังในความรัก ซ้ำร้ายยังตั้งครรภ์อ่อนๆอีกด้วย (อันนี้น่าสงสารจริงๆครับ) ด้วยความเสียใจและอับอาย ทำให้นางสี ไม่สามารถทนมีชีวิตอยู่ต่อได้จึงคิดฆ่าตัวตาย ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง ในเมืองก็มีพิธีการฝังเสาหลักเมือง โดยมีการขุดหลุมขนาดใหญ่และลึกไว้สำหรับฝังเสาหลักเมือง นางสีได้ตัดสินใจกระโดนฆ่าตัวตายลงไปในหลุมนั้นเอง (อันนี้ไม่แน่ใจว่าสมัยนั้นมีคนทราบหรือเปล่าว่านางสีได้ตายอยู่ในหลุมนั้นแล้ว) เมื่อถึงเวลาทำพิธีก็ได้มีการทำศพของม้าโยนลงไปรองก้นหลุม และทำการฝังเสาหลักเมืองไว้ เมื่อถึงยามดึกในสมัยก่อนชาวบ้านแถบนั้นมักจะได้ยินเสียงของผู้หญิงสาวร้องไห้ โหยหวน พร้อมกับมีเสียงควบม้ารวบๆวัด จึงกลายเป็นที่มาของวัดสีเมือง ซึ่งบางท่านอาจรู้จักในชื่อ วัดเจ้าแม่สีเมือง ซึ่งก็หมายถึงวัดสีเมืองนี่เอง แล้วทุกวันนี้จะยังมีเสียงอย่างนั้นหรือเปล่าก็ไม่รู้นะครับ


ออกจากวัดสีเมืองก็มุ่งหน้าสู่หอพระแก้ว ชึ่งตั้งอยู่บนถนนเชษฐาธิราช(ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่พระเจ้าเชษฐาธิราชนะครับ) ติดกับทำเนียบประธานประเทศ แต่เดิมเป็นวัดหลวงประจำราชวงศ์ของลาว พระเชษฐาธิราชมีพระราชประสงค์ให้สร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2108 เพื่อใช้เป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตที่ได้อัญเชิญมาจากล้านนา เมื่อต้องเสด็จกลับมาครองราชบัลลังก์ล้านช้างหลังจากที่พระราชบิดาคือพระ เจ้าโพธิสารสิ้นพระชนม์ลงในการทำศึกสงครามกับประเทศสยาม(ประเทศไทยของเรานี่เอง ตอนแรกว่าจะซักถามไกด์เกี่ยวกับประเด็นนี้แต่กลัวจะกระทบจิตใจของไกด์ก็เลยเงียบดีกว่าครับ) เมื่อปีพ.ศ.2322 นครเวียงจันทน์ถูกกองทัพสยามตีแตก กองทัพสยามได้อัญเชิญพระแก้วมรกต พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของนครเวียงจันทน์ไป พร้อมทั้งกวาดต้อนราชวงศ์ชาวลาวกลับไปยังกรุงเทพฯมากมาย สำหรับหอพระแก้วที่ประดิษฐานอยู่ในปัจจุบันเป็นของที่ถูกบูรณะขึ้น ใหม่เกือบทั้งหมด ในปีพ.ศ.2480-2483 ภายใต้การควบคุมดูแลการก่อสร้างของ เจ้าสุวรรณภูมา ผู้ที่จบการศึกษาทางด้านวิศวกรรมศาสตร์จากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และต่อมายังได้ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีหลังจากได้รับเอกราชอีกด้วย แม้หอพระแก้ปัจจุบันจะไม่ใช่วัด และไม่มีพระแก้วมรกตอีกต่อไป แต่นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาท่องเที่ยวยังนครเวียงจันทน์ก็ยังเดิน ทางมาสักการะบูชากันเป็นจำนวนมาก สำหรับส่วนในของพิพิธภัณฑ์นั้น จัดแสดง พระแท่นบัลลังก์ปิดทองจารึกพระไตรปิฏก ภาษาขอมและกลองสำริดประจำราชวงศ์ลาว สำหรับประตูใหญ่ทั้งสองเป็นของเก่าที่หลงเหลือมาแต่เดิม บานประตูจำหลักเป็นรูปองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รอบๆหอพระแก้วก็มีพระพุทธรูปปางมารวิชัย ประดิษฐานอยู่




และแล้วก็มาถึงประตูชัย ประตูแห่งชัยชนะของชาวลาว ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองเวียงจันทน์บนถนนล้านช้างไปสิ้น สุดที่บริเวณประตูชัย สร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2512 เป็นอนุสรณ์สถานเพื่อระลึกถึงประชาชนชาวลาวผู้เสียสละชีวิตในสงครามอินโดจีนก่อนหน้า การปฏิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์ ว่ากันว่าประตูชัยแห่งนี้มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า รันเวย์แนวตั้ง เพราะการก่อสร้างประตูชัยแห่งนี้ ใช้ปูนที่อเมริกาซื้อเพื่อนำมาสร้างสนามบินใหม่ในนครเวียงจันทน์ในระหว่าง สงครามอินโดจีน แต่ไม่ทันได้สร้างเพราะอเมริกาแพ้สงครามในอินโดจีนเสียก่อน จึงนำปูนซีเมนต์มาสร้างประตูชัยแทน ลักษณะสถาปัตยกรรมได้รับอิทธิพลของประตูชัยในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เจ้าอาณานิคมในสมัยนั้น แต่ลักษณะสถาปัตยกรรมก็ยังมีเอกลักษณ์ของลาวปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูปศิลปะลาว ภาพเรื่องราวมหากาพย์รามายณะ แบบปูนปั้นใต้ซุ้มประตูโค้งของประตูชัย นอกจากนี้ยังมีบันไดวนให้ขึ้นไปชมทิวทัศน์ของนครเวียงจันทน์ บนยอดของประตูชัยอีกด้วย ตลอดบันไดวนของประตูชัยจะแบ่งออกเป็นชั้นๆ ซึ่งแต่ละชั้นจะมีร้านจำหน่ายของที่ระลึกเรียงรายกันอยู่ เขาจะเปิดให้นักท่องเที่ยวได้ขึ้นชมวิวทิวทัศน์ทุกวันนะครัช ส่วนค่าเข้าชม ผ่านประตูคนละ 3,000 กีบ เปิดเวลาเปิดเข้าชม ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00

เขาบอกว่าขึ้นไปบนประตูชัยแล้วจะได้เห็น “ขาอ่อนสาวลาว” ก็เลยรีบวิ่งขึ้นไปดูครับ และก็เห็นจริงๆด้วย โดยเริ่มมีอาการเขาอ่อนแรง ล้านั่นเอง สุดท้ายก็ต้องสาวราว(สาวลาว=ภาษาลาว)บันได เหนื่อยแทบตายครับกว่าจะกลับลงมาได้ ฮ่าๆๆ สรุปว่ามันเป็นคำพ้องเสียง ฮ่วย! น้องติ้ดตี่ทำได้!!!




เป็นยังบ้างไงหล่ะครับ นครเวียงจันทร์น่าเที่ยวไหมหล่ะครับ ยังมีสถานที่เที่ยวอีกมากมาย รวมถึงแหล่งละลายทรัพย์ ซื้อของราคาถูก (ราคาป้ายแพงมากครับ แต่รู้สึกว่าต่อลดลงได้ถึง 70-80% เลยหล่ะครับ) ท่านที่เคยไปมาแล้วคงทราบดี ส่วนเพื่อนๆคนไหนที่ยังไม่มีโอกาส ไปก็หาโอกาสนะครับ แล้วจะประทับใจไม่รู้ลืม


สุดท้ายนี้ ขอกล่าวคำว่า ซำบายดี๋ สุผู้สุคนเด้อเจ้า และก็ฝากรูปน้องมินต์กับคุณแม่ บังเอิญเจอกันเห็นน้องเขาน่ารักดีก็เลยเอามาประดับบล็อกซะหน่อยครับบ้ายบาย รักษาสุขภาพด้วยครับ ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย










 

Create Date : 03 ตุลาคม 2552    
Last Update : 3 ตุลาคม 2552 0:52:21 น.
Counter : 529 Pageviews.  


RN.BELOVED
Location :
สุรินทร์ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




การเดินทางของเราพึ่งเริ่มต้น ระยะทางยังอีกยาวไกล แม้ว่าผมจะเดินช้า แต่ผมไม่เคยเดินถอยหลัง

Friends' blogs
[Add RN.BELOVED's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.