..ถ้าจักตายก็ขอตายในหน้าที่ ถ้าจักพลีก็ขอพลีแด่เหนือหัว ถ้าจักอยู่ก็ขออยู่เพื่อครอบครัว ถ้าจักชั่วก็ขอชั่วแก่ไพรี..
Group Blog
 
All Blogs
 

* โรฮินญา โรฮิงญาส์ โรฮินญาส์ แล้วแต่จะเขียน*

- เชื่อว่าหลายคนรู้จักพวก *โรฮินญา* ครั้งแรกจากข่าวทางหน้า นสพ. นักข่าวเขียนอย่างไร ผู้อ่านที่เสพข่าวมากมายก็เชื่อแบบนั้น  ทั้งที่หลายอย่าง นสพ.มันก็เขียนไปเรื่อย ว่ากันตามจริงนั้น เผ่าพันธุ์นี้เป็นเผ่าพันธุ์ที่มีกรรมเป็นเครื่องชื้นำทิศทางของชีวิต เหมือนจะตกสำรวจในหมู่นักวิชาการมนุษยศาสตร์ ไม่มีใครให้ความสนใจนัก แม้แต่คนไทยเองก็น้อยคนนักที่จะรู้จักว่า *โรฮิงญา* *โรฮินญา* *โรฮินญาส์* มันคือพวกไหน มีความเป็นมาอย่างไร(ขนาดชื่อพันธุ์ยังเขียนกันหลายแบบในนสพ.ต่างๆ) ทั้งๆที่พวกนี้มันแอบเข้าไทยมา4-5ปีแล้ว เราพบเจอพวกนี้รุ่นบุกเบิกในไทยได้ง่ายใน2ที่คือ 1.ระนอง 2.มหาชัย  ปัจจุบันมีโรฮินญาอยู่ในไทยแล้วถึง2หมื่นคนเศษ มท.ตกสำรวจพวกนี้มาหลายปี จำนวนตัวเลขที่แท้จริงอาจมากกว่านี้หลายเท่า


- ย่อหน้านี้เรามาดูกันว่า *พม่าหน้าแขกตัวดำ* พวกนี้ประวัติชาติพันธุ์มันเป็นอย่างไรกัน


- โรฮินญา คือมุสลิมเชื้อสายบังคลาเทศ โดยทั่วไปอาจจะเรียกว่า*แขกเบงกอล* โรฮินญาพวกนี้มีภาษาเป็นของตัวเองคือ *ภาษาอินดิค* แต่โดยทั่วไปนั้นชาวโรฮินญาใช้2ภาษาหลักในการสื่อสารกันคือ *ภาษาอินดิค และภาษาเบงกาลี(ภาษานี้คนบังคลาเทศและอินเดียเค้าใช้กันแยะ) * ปัจจุบันนี้โรฮินญามีถิ่นฐานปัจจุบันอยู่ทางตอนเหนือของยะไข่(รัฐอาระกันของพม่า รัฐนี้ของพม่ามีชายแดนติดบังคลาเทศ ก่อนหน้านี้ยุคจักรวรรดิล่าอาณานิคม พวกโรฮินญามันไม่ได้อยู่ในพม่าตรงนี้มาก่อนนะ อ่านต่อไปเรื่อยๆเดี๋ยวจะรู้เองว่าเดิมทีพวกนี้มันอยู่ตรงไหน)


- รัฐอาระกัน หรือ ยะไข่ ของพม่านั้นปัจจุบันมีพลเมืองมากกว่า4ล้านคน เป็นพวกโรฮินญาซะกว่า1.5ล้านคน นอกนั้นเป็นพุทธและอื่นๆ รัฐอาระกันนี้พม่ามองว่าเป็นรัฐที่แปลกแยกแตกต่างจากรัฐอื่นของพม่า ทั้งด้านประชากรศาสตร์ พันธุ์ศาสตร์ และประวัติศาสตร์ ผู้มีอำนาจของพม่าในอดีตและปัจจุบันล้วนมีแนวคิดที่ต่อต้านชนชาติอื่นที่อาศัยบนดินแดนพม่ามาอย่างยาวนานนับแต่โบราณ ดังนั้นประชาชนในยะไข่ หรือ รัฐอาระกัน จึงถุกพม่ากดขี่อย่างหนัก หนักอย่างชนิดที่ว่า กองทัพพม่าออกแผนยุทธการหลักสำหรับเข่นฆ่า-ขับไล่-ตัดตอนเผ่าพันธุ์ ชนต่างพันธุ์ทุกพันธุ์ที่ไม่ใช่พม่าแท้ให้ออกจากแผ่นดินตัวเองอย่างรุนแรง *แผนยุทธการนี้มีชื่อว่า Dragon King ถูกใช้ในปี1978-1993 ยูเอ็นได้แต่มองตาปริบๆ องค์กรสิทธิฯต่างๆใบ้แดกเป็นแถว ไม่มีใครห้ามพม่าได้สักประเทศ นักการทหารทั่วโลกนั้นรู้กันดีว่าเป้าหมายหลักของแผนกษัตริย์มังกรนี้คือ*โรฮินญา* เพราะโรฮินญาจำนวนไม่น้อยต้องการตั้งรัฐอิสระทางตอนเหนือของยะไข่แล้วจะไปรวมกับปากีสถาน(หาแผนที่มาดูด้วยดิ แล้วจะเข้าใจง่าย)  มูลเหตุนี้เองพม่าจึงรังเกียจและคิดล้างผลาญโรฮินญาอย่างรุนแรง มัสยิดของโรฮินยาถูกเผาทำลายไปเป็นพันแห่ง โรฮินญาตายไปเป็นแสน ที่เหลือจึงกระจายกันหนีภัยไปยัง2ที่นี้เป็นหลักคือ 1.ปากีสถาน 2.บังคลาเทศ บางส่วนวัดดวงด้วยการลงเรือออกทะเล ไปตายดาบหน้า ก็แบบไทยเจอมันนี่ล่ะ(การที่ปัจจุบันมีเรือโรฮินญาหนีพม่ามาอีกหลังจากหยุดไปนานหลายปี แสดงว่าพม่ามันเริ่มอีกแล้ว เพียงแต่โลกภายนอกไม่รู้เท่านั้นว่าสถานการณ์ในยะไข่คราวนี้รุนแรงแค่ไหนเท่านั้น)


- ถึงตรงนี้หลายคนที่อ่านคงสงสัยว่า ทำไมเดี๋ยวนี้ โรฮินญาถึงเปลี่ยนเป้าหมายในการอพยพจาก บังคลาเทศ-ปากีสถาน มาเป็น ไทย-อินโดนีเซีย-มาเลเซีย  คำตอบก็คือ เดิมทีนั้นตั้งแต่ยุค1994เป็นต้นมา ปากีสถาน-บังคลาเทศ สองชาติปลายทางที่โรฮินญามุ่งหน้ามานั้น ให้การช่วยเหลือโรฮินญาเป็นอย่างดีในฐานะ *โมฮาเจียร์*(มุสลิมไทยที่เป็นทหารบางคนยังไม่รู้เลยว่าหมายถึงอะไร ผมบอกให้ตรงนี้เลยว่า ความหมายคือ * ผู้ลี้ภัยอิสลาม*) ปากีสถานและบังคลาเทศ สร้างค่ายพักให้ ให้ถิ่นที่อยู่  แต่ แต่ แต่ 3แต่^^ ต่อมานั้น2ชาตินี้เริ่มรับภาระไม่ไหว เพราะโรฮินญาส่งข่าวถึงกันว่าที่นี่ปลอดภัย มีที่กิน มีที่อยู่ จากนั้นตั้งแต่1995เป็นต้นมา มันมากันทีละเป็นหมื่น หลายเที่ยวก็หลายหมื่น จากใจดีประณีประนอมในฐานะ*โมฮาเจียร์* กลายเป็นใจร้าย ทั้งผลัก ทั้งดัน ทั้งจับกุมคุมขัง สารพัดจะทำ ทั้งทารุณ เฆี่ยนตี ที่ไม่ทำอย่างเดียวคือ มันไม่ถึงกับฆ่าเท่านั้น(เพราะยูเอ็นแม่งไม่เคยสนใจใยดี มหาอำนาจต่างๆแม่งก็เมินเฉย เพราะ*โรฮินญานั้นเป็น ผู้ลี้ภัย-ผู้อพยพ ที่ไม่มีคุณภาพทั้ง100เปอร์เซนต์ ความหมายคือ โรฮินญา100คน ไม่มีความรู้ ไม่มีทักษะอะไรเลย ไม่มีทั้งนั้น ทำเป็นอย่างเดียวคือ กินแล้วขี้ปี้แล้วนอนอย่างเดียวทั้ง100คน ถึงขยายเผ่าพันธุ์ได้รวดเร็วไง ขนาดพม่าแอบฆ่าตายไปเป็นแสน ปัจจุบันชาวโรฮินญาก็ยังไม่ลดจำนวนลงซักเท่าไรเลยจริงๆ เมื่อเป็นยังงี้แล้ว ทุกชาติจึงส่ายหน้าไม่อยากรับโรฮินญาเป็นผู้ลี้ภัยหรือผู้อพยพ ขนาดจีนยังทำหน้ามึนเลยอ่ะ ไม่รู้ไม่ชี้อะไรทั้งสิ้น ทั้งๆที่จีนก็มีดินแดนรกร้างกว้างใหญ่ไพศาลพอจะรับพวกนี้ไปอยู่ได้ แล้วยังงี้ล่ะ ไทยแลนด์ของกูอย่าเชียวนะมึง อย่าได้ตกปากรับคำยูเอ็นหรือองค์กรใดๆชาติใดๆนะมึง ไม่งั้นเดี๋ยวมันแห่มาเป็นแสน)


- ต่อมาในยุคปัจจุบัน ปลายทางใหม่ของโรฮินญาทั้ง3ชาติคือ ไทย-อินโดฯ-มาเลเซีย เริ่มแล้ว เริ่มผลัก เริ่มดัน เริ่มจับกุมคุมขัง ในไทยเราแค่ดำเนินการผลักดันเท่านั้น ไม่มีการคุมขัง แต่ แต่ แต่ มาเลเซียนั้นดำเนินรอยตามบังคลาเทศ-ปากีสถานแบบไม่มีผิดเพี้ยน เพราะเค้ารับไม่ไหว ที่รับมาแล้วก็แล้วกันไป ของใหม่เค้าไม่รับอีกแล้ว แถมตอนนี้เค้างัดมาตรการ จับกุม คุมขัง เฆี่ยนตี ทารุณ แบบปากีฯ-บังคลาเทศมาใช้แล้ว และเค้าก็ไม่สนใจข่าวที่ออกไปสู่สายตาชาวโลกด้วย เพราะนี่คือการปราม ปรามเพื่อไม่ให้โรฮินยารู้กันว่าที่มาเลเซียปลอดภัย มันจะได้ไม่แห่กันมาอีก  พม่ามันก็ร้ายพอตัว ในแวดวงข่าวกรองเค้ารู้กันทั้งนั้นว่าพม่าเป็นฝ่ายปล่อยข่าวโจมตีประเทศปลายทางใหม่ทั้ง3ชาติว่าทารุณโหดร้ายกับโรฮินญา เพื่อที่จะบีบให้นานาชาติหันมาสนใจพิจารณาเรื่องโรฮินญา เพื่อให้หาถิ่น หาที่อยู่ให้ เพราะพม่าเค้าไม่ต้องการพวกนี้ พม่าปล่อยข่าวพวกนี้ออกมาในขณะที่พม่าเองก็บอกชาวโลกว่า * โรฮินญา ไม่ใช่พลเมืองของพม่า ในรัฐธรรมนูญของพม่า(พม่ามันก็มีรัฐธรรมนูญนะ แม้เป็นรัฐเผด็จการทหาร รู้ไว้ด้วยพี่น้องคับ) ไม่ได้บัญญัติให้ โรฮินญา เป็นชนพื้นเมืองของพม่า(Indigenous Groups) ดังนั้นพม่าจะไม่มี ไม่ให้ ไม่สนอะไรเกี่ยวกับชาวโรฮินญาพวกนี้)แปลไทยแบบชาวบ้านได้ใจความง่ายๆคือ * ไอ้โรฮินญาพวกนี้ไม่ใช่คนของกู ใครจะทำยังไงกะมันก็เชิญ กูไม่สน* เออ เอากะมันดิ พม่าทำแบบนี้ ปล่อยข่าวแบบนี้ไปทั้งโลกเพื่ออะไร อ่านดีๆพวกเราจะทำความเข้าใจและอ่านไต๋พม่าได้ไม่ยากนัก ดังนั้นกระทรวงการต่างประเทศของไทย นายกฯไทย อย่าทำโง่ อ่านเกมส์ให้ดี ทหารเรือไทย กองทัพไทยเค้าทำถูกต้องแล้ว อย่าไปกดดันหรือแทรกแซงเค้า เรื่องแบบนี้คนที่เล่นแต่การเมืองมาตลอดชีวิต มีชีวิตตอหลดตอแหล ใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่นไปเรื่อยเปื่อย ไปวันๆ เอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่ชาติ คงจะไม่เข้าใจหรอกว่า *นี่คือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ*


- จริงๆนั้น เรื่องโรฮินญาในไทย เมื่อ4-5ปีที่แล้ว กองทัพไทยเคยทำบางอย่างเกี่ยวกับการผลักดันคนพวกนี้  ผมยังไม่แน่ใจนักว่าเรื่องนี้จะเขียนได้หรือไม่ เพราะเนื้อความบางส่วนติดชั้นความลับในบางเอกสาร(รอผมถามผู้รู้ในเรื่องนี้ก่อนดีกว่าว่าเขียนได้มั้ย เพราะอาจมีผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือเดือดร้อนได้) เอาเป็นว่าผมเขียนคร่าวๆอย่างนี้ละกันว่า ครั้งหนึ่ง ผู้ใหญ่ในกองทัพของเรา และข้าราชการมหาดไทยระดับสูงมือสะอาด ทั้ง2ท่านเคยมองการณ์ไกลเรื่องโรฮินญาว่ามันจะต้องกระทบความมั่นคงเรา แล้ววันนี้เหมือนตาเห็นมันเกิดขึ้นแล้วตามนั้นจริงๆ ในวันนั้นที่ท่านมีอำนาจอยู่ ท่านแอบดำเนินการถีบหัวส่งคนไร้รากไม่มีแก่นสารชีวิตพวกนี้ไปตามช่องทางต่างๆของประเทศเราทีละเล็กละน้อย  สิ่งที่ทั้ง2ท่านในวันนั้นเห็นเหมือนพวกเราในวันนี้และความสงสัยของท่านในวันนั้น กับความสงสัยของพวกเราในวันนี้ตรงกันคือ *ทำไม ทำไม ทำไม พวกโรฮินญาพวกนี้ไม่เหมือนผุ้อพยพลี้ภัยชาติอื่นๆตรงที่ ** ทุกครั้งที่ตรวจพบและจับได้ ไม่เคยมีสักครั้งที่จะมีผู้หญิงหรือเด็กปนมาด้วย มันมากันแต่ชายฉกรรจ์ล้วนๆทุกครั้ง** * ทำไมเหตุผลของผู้อพยพโรฮินญาที่บอกชาวโลกว่า หนีการทารุณกรรมของทหารพม่า ทนไม่ไหวกับความเลวร้ายในชีวิตที่ทหารพม่ากระทำต่อเขา อ้าว ไอ้ห่า แล้วลุกเมียมึงล่ะ มึงจะหนี มึงจะอพยพ แล้วมึงทิ้งลูกทิ้งเมียมาได้ยังไง พ่อแม่ลูกเมีย มึงทิ้งให้ทหารพม่ามันทารุณต่อ แต่ตัวมึงหนีไปตายดาบหน้าหนีไปหาที่อยู่ใหม่ มึงนัดกันแบบนี้ทั้งเผ่าพันธุ์เลยรึไง ใครเขาจะเชื่อมึง กูคนนึงล่ะที่ไม่เชื่อ เหตุผลและพฤติกรรมมึงมันฟังดูทะแม่งๆ ถ้ากูเป็นโรฮินยาแบบมึง กูยอมตายพร้อมลูกเมียดีกว่าว่ะ ดีกว่าจะทิ้งเค้าไว้ข้างหลังแล้วเอาตัวรอด


- นี่ล่ะผลพวงของนโยบายอันลือชื่อของจักรวรรดิอังกฤษในอดีต ที่ก่อกรรมไว้กับชาวเอเชียใต้ ผลของมันยังตามหลอกหลอนพม่าและประชาชนในดินแดนแถบนั้นมาจนทุกวันนี้ *แบ่งแยกแล้วปกครอง*โรฮินญาก็คือ1ในเหยื่อของนโยบายนี้ ก่อนหน้านี้ในยุคล่าอาณานิคม อังกฤษบุกอินเดีย บุกพม่า ปล่อยไทยเป็นรัฐเอกราช เป็นรัฐกันชนกับฝรั่งเศษที่บุกลาว เขมร เวียดนาม 2มหาอำนาจไล่กระทืบชาติเด็กๆในแหลมมลายูและอินโดจีน แต่มหาอำนาจกลัวเหยียบตีนกันเองในเอเชียใต้ เพราะแผ่นดินแม่ของตัวเองในยุโรปอยู่ไม่ห่างกันนัก ไทยเลยถูกหวย รอดตายราวปาฎิหารย์  กลายเป็นบัฟเฟอร์ให้กับอังกฤษและฝรั่งเศษ แต่ก็ถูกบีบหน้าเขียวหน้าเหลืองเหมือนกัน ต้องกลืนเลือดครั้งแล้วครั้งเล่า บรรพชนเราฉลาด เก่ง เราจึงรอด กลับมาที่โรฮินญาต่อ -*- เมื่ออังกฤษยึดอินเดียและดินแดนแถบนั้นได้ทั้งหมด ก่อนจะยาตราทัพรุกเข้าพม่า อังกฤษได้กวาดต้อนโรฮินญาแถบนั้นเข้ามาอยู่ในถิ่นฐานใหม่ นั่นคือที่รัฐอาระกันของพม่าในปัจจุบัน และบางส่วนนั้นพม่าจัดให้โรฮินญาอาศัยอยู่ตามแนวตลอดชายแดนพม่า-อินเดีย(สมัยนั้น) ทำไมอังกฤษถึงต้องเอาโรฮินญามาอยู่พม่า หลายคนอ่านแล้วคงสงสัย  แบ่งแยกแล้วปกครองไง อังกฤษวางระเบิดเวลาไว้ไม่ให้มีเจ้าในทุกชนเผ่าพื้นเมือง ให้พวกชนเผ่าเหล่านี้รวมกันไม่ติด ทำให้พวกนี้รบราฆ่าฟันกันเองงัดกันเองเพื่อแย่งชิงกันเป็นผู้นำในขณะที่อังกฤษควบคุมอยู่ห่างๆโดยยึดเอาผลประโยชน์ของอังกฤษเป็นหลัก ผลที่ตามมาจนทุกวันนี้ก็อย่างที่เราเห็นไง ทุกชนพื้นเมืองของพม่าแตกเป็นก๊กเป็นเหล่า ทุกเหล่าต่างแยกตัวกันเพื่อความเป็นใหญ่และเพื่อเอกราช  โรฮินญาเองนั้นไม่เคยรบราฆ่าฟันกับใครมาแต่โบราณ หนีตลอด ไม่มีผู้นำที่โดดเด่น ไม่มีใครต้องการ กลายเป็นเผ่าพันธุ์ไร้สัญชาติตามหลักสากล เผ่านี้มีดีอย่างเดียวคือแพร่พันธุ์เก่ง


- คนที่ไม่มีที่จะไป ไม่มีจะกิน ไม่มีอนาคต พวกคุณเชื่อแบบผมรึไม่ว่า คนเหล่านี้ในอนาคตพร้อมจะทำอะไรก็ได้เพื่อแลกกับการมีชีวิตที่ดีกว่า ปัจจุบันนี้ข้อมูลข่าวกรองทางทหารในแถบเอเชีย ทั้งจีน ญี่ปุ่น ไทย มาเลเซีย พม่า อินโดนีเซีย รวมทั้งออสเตรเลียที่เหมือนศูนย์กลางข่าวกรองทางทหารที่เชื่อมเข้าด้วยกันเป็นฮับระหว่างโลกทางทหารของเอเชีย-ยุโรป-อเมริกา ต่างระบุตรงกันว่า โรฮิงญาบางส่วน เริ่มมีการเข้าสู่ขบวนการค้ามนุษย์ และบางส่วนเข้าสู่วงจรทหารรับจ้าง พวกนี้เดินทางเข้าฝึกทั้งในตะวันออกกลางและอัพกานิสถาน  ในอนาคตนักการทหารประมาณการกันไว้ว่า นักรบโรฮินญา จะเป็นนักรบส่งออกไปตามประเทศต่างๆที่มีปัญหาเรื่องการแบ่งแยกดินแดนทั่วโลก ในต่างประเทศก็มีการตั้งสมาคมโรฮินญาสากลขึ้นแล้วจากผุ้อพยพรุ่นแรกๆที่ได้รับการอภัยโทษจากชาติที่จับกุม ในไทยเองก็มีศุนย์กลางข่าวสารของพวกนี้อยู่ที่จ.ตาก(ผบ.ทบ.ท่านรู้รึไม่ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง ท่านรู้รึไม่ ถ้าท่านไม่รู้ ท่านก็ลองให้ ทส.ของท่านไปหาข่าวสารมา ถ้าไม่จริงตามที่ผมเขียน ท่านให้คนตามมากระทืบผมได้เลย)  ดังนั้นขอให้รัฐบาลจงระวังปัญหานี้ให้จงหนัก อย่าปล่อยปล่ะละเลยทำอะไรแบบไม่คิด วันนี้มันเพิ่งเริ่มส่อเค้าตั้งไข่ให้เราเห็น เราควรตัดไฟตั้งแต่ต้นลมเพื่อลูกหลานเราในวันหน้าจะได้ไม่ต้องได้ยากจาก*โบ๊ตพีเพิ้ล*พวกนี้















 

Create Date : 17 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 16 ธันวาคม 2552 15:53:53 น.
Counter : 249 Pageviews.  

* ค.ฅนพันธุ์พม่า *

*ค.ฅนพันธุ์พม่า*
คนไทยส่วนใหญ่มีความไม่ชอบไปจนถึงเกลียดชังพม่าอยู่แล้วมาแต่โบราณจากความที่เป็นคู่ศึกกันมาตั้งแต่เริ่มสร้างชาติ จากพฤติกรรมของทหารพม่าที่เข้าย่ำยีคนไทยในทุกครั้งที่เป็นฝ่ายได้เปรียบในการศึก ความทารุณบนรากฐานของความคิดชาตินิยมในสมัยโบราณของทหารพม่า สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้คนไทยจนสั่งสอนบอกกล่าวสืบกันมารุ่นต่อรุ่น พฤติกรรมของมนุษย์นับถือพุทธพันธุ์พม่านั้น ตั้งอยู่บนพื้นฐานของอำนาจนิยมเป็นหลัก การกดขี่ การกระทำที่มุ่งแสดงอำนาจ ปรากฎอยู่ในความคิดของคนพม่าในส่วนลึกมากกว่าความเชื่อทางศาสนาพุทธ พม่าเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีเจดีย์มากที่สุดมากกว่าชาติพุทธอื่นๆ แต่การสร้างสิ่งเหล่านี้ในแผ่นดินพม่า ล้วนแล้วเกิดขึ้นจากการต้องการแสดงอำนาจเหนือผู้อื่น เชื่อ ก็ต้องแสดงความเชื่อมากกว่าผู้อื่น ศรัทธา ก็ต้องแสดงความศรัทธามากกว่าผู้อื่น ผู้อื่นในที่นี้ก็คือชาวพม่าด้วยกันเอง จึงเห็นได้ว่าคนพม่านิยมสร้างอำนาจในเชิงประจักษ์ นิยมสร้างความเชื่อในเชิงประจักษ์ นิยมการปกครองในเชิงประจักษ์ สิ่งเหล่านี้สันนิษฐานว่าน่าจะเกิดจากการตีความในพุทธศาสนาของพม่าในเรื่องของการรู้แจ้งเห็นจริง ตามทฤษฎีของพุทธศาสนาที่ว่า เหตุย่อมเกิดจากผล และผลย่อมเกิดจากเหตุ เพราะการสร้างอำนาจนั้นคือเหตุ และผลของการสร้างอำนาจนั้นคือ ผล ดังนั้นการสร้างอำนาจในเชิงประจักษ์ของคนพม่าที่สืบต่อกันมาเป็นสายเลือดคือ อำนาจนั้นต้องจับต้องได้เห็นได้ในทุกคน และผลแห่งอำนาจสูงสุดที่มนุษย์พึงมีได้ในโลกนี้คือการมีอำนาจในโลกแต่เพียงผู้เดียว นี่จึงเป็นที่มาของความเชื่อในหมู่กษัตริย์และชนชั้นปกครองของพม่าในทุกยุคว่า เมื่อมีชาติพม่า จะมีชาติอื่นที่เทียบเท่าหรือมีอำนาจมากว่าพม่าในชมพูทวีปนี้ไม่ได้ นี่จึงเป็นสาเหตุที่พม่าจะยกทัพมาตีไทยทุกครั้งที่พม่าเห็นว่าไทยโตเกือบเท่าพม่า และในสงครามไทย-พม่าตั้งแต่โบราณนั้นส่วนใหญ่พม่าจะเป็นฝ่ายยกทัพมารุกรานทั้งนั้น การเผาทำลายกรุงศรีอยุธยา ไม่เว้นวัดวาอาราม การฆ่าฟันพระเถรเณรชี ในครั้งนั้น คือการบ่งบอกว่าความเชื่อในอำนาจนั้นอยู่เหนือความเชื่อทางศาสนา การขุดรากถอนโคนอำนาจของอยุธยาเพื่อมิให้ฟื้นตัวได้อีกในครั้งนั้น คือความเชื่อในเรื่องอำนาจกษัตริย์นิยมเชิงประจักษ์ของพระเจ้ามังระ ที่ต้องการแสดงอำนาจที่พระองค์มีอยู่ให้โลกรู้ *

**การที่คนพันธุ์พม่ามีทรรศนะคติเรื่องอำนาจที่รุนแรงสืบทอดกันมาเช่นนี้ ทำให้พม่าในยุคต่อมา มีหลายกษัตริย์ มีหลายเจ้า มีหลายเผ่า มีหลายแคว้น และมีหลายผู้นำ และทุกคน ทุกแคว้น ทุกเผ่า ก็มุ่งจะแสดงอำนาจเหนือผู้อื่นโดยตลอดตามความเชื่อที่ฝังลึกมานานอย่างที่กล่าว หากยุคใดที่หมู่ใดหมู่หนึ่งมีผู้นำที่เก่งกาจ ก็จะสามารถแสดงพลังอำนาจเหนือหมู่อื่นและมีชื่ออยู่ในประวัติศาสตร์ในฐานะผู้พิชิต ดังนั้นพื้นฐานของคนในชนชาตินี้คือ การไม่นิยมรอมชอม ไม่นิยมกลมกลืน ไม่เคยยอมรับข้อดีข้อเสียของตนอย่างแท้จริง และนิยมใช้อำนาจเป็นหลักในการหาผลที่ถูกต้อง คนชาติพันธุ์นี้จึงดำรงค์อยู่ได้ด้วยสงครามและการรบ ต่างฝ่ายต่างสั่งสอนลูกหลานของตนสืบต่อกันว่า เกิดมาเป็น พม่า ฉาน ยะไข่ กระเหรี่ยง ว้า คะฉิ่น มอญ ฯลฯ ต้องต่อสู้ต้องรบต้องสร้างสายพันธุ์เราให้ยิ่งใหญ่เหนือพวกดินแดนอื่นพันธุ์อื่น ความเชื่อในชาติพันธุ์ของตนเองเหล่านี้เป็นเหมือนกองไฟที่แผดเผาแผ่นดินพม่ามาเป็นหลายร้อยปี ก่อนที่อังกฤษจะจากดินแดนนี้ไป อังกฤษเป็นเหมือนผู้ที่มาตัดวงจรการแย่งชิงอำนาจของคนในดินแดนนี้อย่างสิ้นเชิง แต่เงื่อนไขของการให้เอกราชดินแดนนี้ มันคือการสาดน้ำมันเข้าไปในกองไฟอย่างร้ายกาจ ด้วย นโยบายแบ่งแยกและปกครอง ยิ่งทำให้ช่องว่างที่กำลังจะแคบลงจากการมีศัตรูร่วมกันของคนทุกหมู่ในพม่า กลายเป็นถ่างห่างยิ่งกว่าเก่าเป็นทวีคูณ เพราะชนชั้นปกครองของทุกหมู่ที่เคยถูกกดขี่จากหมู่ที่เรืองอำนาจ มีฐานะเท่าเทียมกันใหม่หมดตามนโยบายของอังกฤษ จึงเหมือนเป็นการเริ่มวงจรรบเพื่ออำนาจที่เหนือกว่าอีกครั้ง และครั้งนี้จะไม่มีชนชาติอื่นหรือองค์กรอื่นมาตัดวงจรนี้ได้อีก เพราะพม่าและชนกลุ่มต่างๆในดินแดนนี้มีบทเรียนที่ล้ำค่าและมีอคติกับคนพันธุ์อื่นเสียแล้ว**

***คนพันธุ์พม่า จัดได้ว่าเป็นพันธุ์นักรบที่เข้มแข็งไม่แพ้คนพันธุ์อื่นในโลกนี้ เพราะการมีดินแดนเป็นของตนเอง การเป็นชาติ การดำรงค์อยู่ของชาติ แม้จะผ่านการต่อสู้ที่เจ็บปวดมายาวนาน แต่ก็ยังมีแผนที่ประเทศพม่าปรากฎให้ชาวโลกทั้งมวลได้เห็น แสดงให้เห็นได้ว่าคนพันธุ์นี้เขาก็มีดีพอที่จะรักษาแผ่นดินเอาไว้ได้ ไม่เหมือนคนบางสายพันธุ์ที่ต้องกลายสภาพไปอยู่รวมกับพันธุ์อื่น เช่น เมารี ละติน อินเดียแดง ม้ง แม้ว และพวก อะบอริเจี้ยนทั้งหลาย ทุกวันนี้การที่พม่าไม่ฟังมติสหประชาชาติ ไม่สนอเมริกา ไม่เกรงไทย และไม่คิดยอมมหาอำนาจชาติไหน ล้วนแล้วแต่เป็นผลพวงของความเชื่อในอดีตทั้งสิ้น ความหยิ่งทรนงในสายเลือดเชื้อชาติพันธุ์นักรบของคนพันธุ์พม่าเป็นเหมือนแรงขับเคลื่อนให้พม่าต่อสู้กับความยากลำบากในกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงต่างๆของโลกนี้ เช่น อองซานซูจี หากไม่มีผัวเป็นอังกฤษ สถานการณ์ของเธอจะไม่เลวร้ายอย่างนี้ เจ้ายอดศึกแห่งรัฐฉาน หากไม่ได้ไปเรียนที่อเมริกา กองทัพพม่าจะไม่ขึ้นบัญชีเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งและปราบปรามอย่างรุนแรงอย่างทุกวันนี้ รร.นายร้อยของพม่า เน้นสอนประวัติศาสตร์ของชาติควบคู่กับการทหารตั้งแต่ปีแรกยันปีสุดท้าย รัฐบาลทหารพม่าไม่มีวันจะยอมให้พม่าเป็นประชาธิปไตยได้อย่างเด็ดขาด เพราะพม่ามีพื้นฐานไม่เหมือนชาติอื่นๆ พม่าจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆหากประชาธิปไตยเบ่งบานบนแผ่นดิน พม่ามองประเทศไทยเป็นเหมือนกรุงศรีอยุธยา ที่วันหนึ่งพม่าจะต้องแสดงอำนาจเชิงประจักษ์ให้ชาวโลกได้เห็นอีกครั้ง และวันนี้มีมนุษย์พันธุ์พม่ามาอยู่ในเมืองไทยแล้วกว่าแสนคน โดยที่ไทยก็ยังทำตัวเหมือนในสมัยกรุงศรีอยุธยาไม่มีผิดเพี้ยน การช่วยเหลืออาณาจักรหรือแคว้นใกล้เคียงที่เป็นศัตรูกับพม่า การอุปถัมภ์ด้านมนุษยธรรมต่อผู้อพยพของทั้งพม่าเองและอาณาจักรใกล้เคียง การอวดรวยฟุ้งเฟ้อในนาๆวัตถุที่ทุกอาณาจักรใกล้เคียงต้องอิจฉาและหมั่นไส้ การอ่อนแอของกองทัพ การเสื่อมโทรมของศาสนา สิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนเมื่อครั้งเรายังมีราชธานีชื่อกรุงเทพทาราวดีศรีอโยธยา มิมีผิดเพี้ยน การที่ไทยและอเมริกา ต่างช่วยกันโอบอุ้มฉานสเตจ ศัตรูตัวฉกาจของพม่าตั้งแต่โบราณเหมือนไทยนั้น ยิ่งทำให้พม่าต้องเร่งเพิ่มแสนยานุภาพกองทัพ หากเกิดสงครามขึ้นระหว่างอเมริกา-พม่า อเมริกาจะได้บทเรียนเป็นครั้งที่สองเหมือนสงครามเวียดนาม ชนทุกเผ่าในพม่าจะหันมาจับมือกันสู้อเมริกาทั้งบนดินและใต้ดิน และหากอเมริกาทำสงครามแบบทารุณตัดมือตัดตีนเหมือนที่ทำกับอิรัค ฉานสเตจจะไม่เอาด้วยกับอเมริกาแน่นอน เพราะอย่างน้อยพม่าก็คือชนร่วมแผ่นดิน ฉานสเตจจะไม่ได้รับการยอมรับอย่างจริงใจจากชนทุกหมู่ในดินแดนนี้ เหมือนกับที่ ซาอุฯเป็นอยู่ในตะวันออกกลาง หากไทยร่วมวงไพบูลย์กับอเมริกาด้วย ก็เช่นกัน ทุกประเทศในย่านนี้จะหมดความไว้วางใจคนสายพันธุ์ไทย ทุกประเด็นนี้ไทยรู้ อเมริการู้ สิงค์โปรรู้ พม่าก็รู้ สงครามตัวแทน ไทยมุมแดง มีอเมริกา-พันธมิตรนาโต้เป็นพี่เลี้ยง พม่ามุมน้ำเงินมีจีน-อินเดียเป็นพี่เลี้ยง จะบังเกิดขึ้นและเป็นทางเลือกสุดท้ายของอเมริกาที่เข้ามาชักศึกนี้เพียงเพื่อจะเอาทรัพยากรบางอย่างในพม่าที่จะเพิ่มแสนยานุภาพทางทหารของอเมริกันในทศวรรษหน้าเพียงแค่นั้น**













 

Create Date : 25 มีนาคม 2549    
Last Update : 16 ธันวาคม 2552 15:54:37 น.
Counter : 153 Pageviews.  


Westpoint
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




* ทหารต้องมีวินัย วินัยเป็นเครื่องมือที่ใช้ควบคุมกองทัพ ทหารในกองทัพคือผู้ถืออาวุธของแผ่นดิน คำสั่ง สำหรับทหารนั้นคือสิ่งสำคัญที่เราไม่อาจละเลยได้ หากทหารทุกคนในทัพเอาความคิดของตนเป็นที่ตั้ง โดยไม่นำพาต่อวินัยในการเป็นผู้ถืออาวุธของชาติ ไม่ว่าตัวเล็กตัวน้อย อาวุธเล็กอาวุธน้อย กองทัพจะเป็นกองโจร ในการมีการใช้ในการถือครองอาวุธของแผ่นดินด้วยหน้าที่นั้น วินัยล้วนเป็นหลักทั้งสิ้น ในสังคมทหาร ในกรมกองทหาร ไม่มีคำว่าประชาธิปไตย ไม่มีการออกสิทธิออกเสียง ไม่มีโหวต ทุกสิ่งขึ้นอยู่กับคำสั่งของผู้บังคับบัญชา การวางปืนแล้วหันหลังออกจากแนวไป ไม่สนใจไม่ปฎิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชามิว่าด้วยเหตุผลใดไม่ว่าในสนามรบหรือในที่ตั้ง นั่นคือการหนีทัพ ในสนามรบนั้นหากทำอย่างนี้ ถูกยิงเป้าทันที หากทำนอกสนามรบ นั่นคือการละทิ้งหน้าที่ มีโทษไม่น้อยเหมือนกัน มีทหารอีกมากมายนักในกองทัพที่ไม่ได้เห็นด้วยกับผู้บังคับบัญชาไปทุกเรื่อง แต่ทำได้แค่คิดเท่านั้น เราไม่มีสิทธิโต้แย้งใดๆในคำสั่ง สิ่งเดียวที่ทำได้สำหรับระดับปฎิบัติคือ เมื่อเราเห็นว่าเป็นคำสั่งที่ผิด เป็นคำสั่งที่ผิดศีลธรรมจรรยาของทหารแห่งชาติที่ดี ไม่ว่าด้วยแง่มุมใดๆ เรายังคงต้องปฎิบัติไปตามคำสั่งนั้น เราอาจทำให้ไม่สำเร็จ ทำได้แค่นี้เท่านั้น เราทำแล้ว แต่ทำไม่สำเร็จ นี่เป็นทางออกเดียวเท่านั้นของระดับผู้ปฎิบัติหรือระดับสั่งการในสนามเล็กๆ รูปการณ์อย่างนี้มิใช่ว่ามิเคยมี ตัวอย่างมีให้ดูมาแล้วจากในอดีต เรามิได้ผิดวินัย แต่เราทำตามความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในเบื้องลึกในจิตใจเท่านั้น นี่เป็นคำตอบที่ว่า ทำไมทหารค่อนกองทัพ ถึงต้องทำอย่างที่ประชาชนทุกคนเห็นตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ในรร.ทหารในระดับเริ่มต้น ก้าวย่างแรกของการเป็นทหาร ทุกคนในกองทัพจะต้องถูกหล่อหลอมเรื่องวินัยอย่างสุดขั้ว รร.ทหารที่ไหนๆในโลกก็ทำอย่างนี้กันทั้งนั้น เพราะทุกคนในโลกรู้กันดีว่า ผู้ที่จะจบออกไป จะเป็นผู้ที่ต้องถืออาวุธของชาติ และจะต้องใช้อาวุธในมือไปตามหน้าที่ และวินัยที่ รร.ทหารเฝ้าหลอมให้ทหารทุกคนนั่นก็คือ วินัยในการมีหน้าที่ ส่วนการจะถือจะใช้อาวุธในมือของตนตามหน้าที่และคำสั่งนั้น มันขึ้นอยู่กับจิตสำนึกเฉพาะตนในความเป็นชาติ และความเป็นคนไทยเท่านั้น *นี่เป็นสิ่งเดียวที่จะมีอำนาจเหนือกว่า หน้าที่ในทางเป็นจริงของทหาร *
Friends' blogs
[Add Westpoint's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.