..ถ้าจักตายก็ขอตายในหน้าที่ ถ้าจักพลีก็ขอพลีแด่เหนือหัว ถ้าจักอยู่ก็ขออยู่เพื่อครอบครัว ถ้าจักชั่วก็ขอชั่วแก่ไพรี..
Group Blog
 
All Blogs
 

*หน้าที่ที่แท้จริงของ ผบ.เหล่าทัพ เมื่อเกิดสงคราม*

**หากเมื่อใดที่ประเทศก้าวเข้าสู่ภาวะสงคราม แน่นอนว่า ทหารเป็นผู้มีหน้าที่หลักในการปกป้องมาตุภูมิ ทหารมีการบังคับบัญชากันลดหลั่นไปตามลำดับชั้นยศและตามอำนาจหน้าที่ความสำคัญของการบังคับบัญชานั้น เป็นหัวใจหลักของการทำสงคราม ซึ่งผู้ที่ทำหน้าที่ที่เป็นเหมือนหัวใจหลักนั้นก็คือ ผู้บังคับบัญชา ซึ่งก็มีหลายระดับ กลจักรที่สำคัญของการทำสงครามนั้นคือทหารระดับปฎิบัติ ดังนั้นการบังคับบัญชาให้กลจักรเหล่านี้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามแผนการยุทธ ตามที่ฝึกฝนมานั้น ล้วนเป็นศาสตร์และศิลป์อยู่ในองค์เดียวกัน ผู้บังคับบัญชาที่มีทั้งศาสตร์และศิลป์ครบถ้วนมักจะนำชัยมาสู่กองทัพ แม้จะด้อยกว่าข้าศึกในทุกๆด้าน ตัวอย่างมีมาแล้วในการสงครามทั่วโลกครั้งสำคัญต่าง กองทัพทั่วโลกจึงให้ความสำคัญกับการเลือกคนมาเป็นผู้บังคับบัญชากลจักรทั้งหลายค่อนข้างมาก หากประเทศใดแผ่นดินใดละเลยความสำคัญในเรื่องนี้ ประเทศนั้นจะมีกองทัพที่อ่อนแอ และไร้ประสิทธิภาพ ต่อให้มีอาวุธยุทโธปกรณ์ชั้นดีเลิศเพียงใดก็ไม่ต่างจากเอาควายไปนำสาร เอาม้าไปทำนา หากประเทศที่มีผู้บังคับบัญชาทหารที่เก่งใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ควบคู่ไปในการบัญชาการรบ แม้มีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ด้อยกว่าข้าศึก ก็สามารถนำทัพเอาชัยได้ ตามหลักของการสงครามที่มีหลักการว่า มนุษย์เป็นผู้ขับเคลื่อนพลังแห่งสงครามการควบคุมสงครามก็คือการควบคุมมนุษย์ การจะเอาชัยต่อสงครามได้ก็ต้องเอาชัยที่มนุษย์ผู้ขับเคลื่อนสงครามให้ได้**

***ผบ.เหล่าทัพ จัดเป็นผู้บังคับบัญชาชั้นสูงที่สุดในเหล่า เป็นผู้กุมอำนาจในการบังคับบัญชาในทุกระดับชั้น หน้าที่ของ ผบ.เหล่าทัพต่อการรบในสงคราม ไม่ใช่การรบ ไม่ใช่การบัญชาการ แต่เป็นการทำหน้าที่ในการเลือกมนุษย์ไปขับเคลื่อนสงคราม ผลของสงครามจะแพ้จะชนะ จุดเริ่มจึงอยู่ที่ ผบ.เหล่าทัพเป็นจุดแรก หาก ผบ.เหล่าทัพ เลือกมนุษย์ไปขับเคลื่อนสงครามได้ไม่ตรงสถานการณ์ หรือเลือกมนุษย์ขับเคลื่อนสงครามที่ไร้ความสามารถไปทำหน้าที่บังคับบัญชา มนุษย์ที่ถูกเลือกคนนี้ก็จะต้องไปเลือกมนุษย์คนอื่นลดหลั่นกันไปตามลำดับจนถึงผู้ปฎิบัติ ผลจากความไร้ความสามารถของมนุษย์คนแรกที่ผบ.เหล่าทัพเลือกนั้น ก็จะไร้ความสามารถกันลงไปเป็นทอดๆตามลำดับชั้นเหมือนกัน ซึ่งผลของสงครามก็จะเป็นไปตามผลของการเลือกของ ผบ.เหล่าทัพ อย่างไม่ต้องสงสัย และนี่ก็คือความสำคัญและหน้าที่ที่แท้จริงของ ผบ.เหล่าทัพทั้งหลายในยามสงคราม***

****การเป็นผู้บังคับบัญชาที่ดีของ ผบ.เหล่าทัพนั้น จึงไม่ได้อยู่ที่การเป็นทหารที่รบเก่งอย่างเดียวซึ่งเราเรียกว่าเก่งในศาสตร์ในการรบ ทหารทั้งกองทัพไม่ได้เก่งในศาสตร์นี้ไปทุกคน ผบ.เหล่าทัพยังจะต้องมีศิลป์ ศิลป์ในการเลือกใช้คน ศิลป์ในการออกคำสั่ง ศิลป์ในการบังคับบัญชา เรื่องพวกนี้ในสถาบันของทหารในระดับชั้นต้นๆ จะเพียรสอนและปลูกฝังให้ทหารที่จะจบออกไปทำหน้าที่ผู้นำหน่วยขนาดเล็กทุก รร.ทั่วโลก ซึ่งแปลเป็นไทยเราเรียกว่า ศาสตร์ในการเป็นผู้นำ ศาสตร์ในการบังคับบัญชา หรือเอาหรูๆฟังแล้วจะรู้สึกลื่นหูคือ ประมุขศิลป์ ผู้ที่จะเป็นผู้นำหน่วยทหารที่ดีนั้น จะต้องทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเกิดความเชื่อถือ และเชื่อมั่น ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ใต้บังคับบัญชา ปฎิบัติตามด้วยใจอย่างไม่มีข้อกังขาหรือสงสัย นี่เป็นหัวใจหลักของการนำหน่วยทหารขนาดเล็ก เมื่อขนาดของหน่วยที่บังคับบัญชาใหญ่ขึ้น การใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ก็ยิ่งจะต้องถูกใช้ให้มากขึ้นเพราะมนุษย์ระดับกลจักรอยู่ใต้บังคับบัญชามากขึ้น ทักษะการใช้ทั้งสองศาสตร์นี้นับวันจะเพิ่มพูนขึ้นตามประสบการณ์อย่างไม่ต้องฝึกฝน นี่เป็นเหตุผลหลักที่กองทัพทั่วโลกตั้งกฎเกณฑ์เอาไว้คล้ายๆกันโดยยึดหลักจากทั้งสองศาสตร์นี้เป็นหลัก ตัวอย่างเช่น นายทหารที่จะเป็น ผู้บังคับกองพัน ต้องเคยทำหน้าที่ ผบ.ร้อยมาก่อนนายทหารที่จะเป็น ผู้บัญชาการกองพล ต้องเป็นผู้บังคับการกรมมาก่อน นายทหารที่จะเป็นแม่ทัพ ต้องเป็นผู้บัญชาการกองพลมาก่อน เป็นต้น หากกองทัพใดพิจารณามนุษย์นายทหารโดยไม่อิงหลักศาสตร์ทั้งสองนี้แต่ไปใช้รุ่นหรือความสัมพันธ์ หรือเหตุผลอื่นเป็นหลัก ระบบกำลังพลในกองทัพนั้นจะไม่มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพ และยังจะส่งผลให้กองทัพนั้น เต็มไปด้วยผู้บังคับบัญชาที่ไร้ความสามารถในการนำพากองทัพสู่ความเกรียงไกรและเข้มแข็ง ทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเกิดความกังขาและสงสัยในคำสั่งคำบังคับบัญชา ซึ่งจุดนี้ถือว่าเป็นสิ่งอันตรายเพราะถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการล่มสลายของประเทศ เพราะกองทัพอ่อนแอ ผู้บังคับบัญชาขาดความรู้ความสามารขาดความเชื่อถือ เพราะระบบการคัดสรรมนุษย์ผู้ขับเคลื่อนสงครามผิดมาตั้งแต่ต้น****

*****หันมามองกองทัพไทยของเรานั้น เราเป็นแบบที่กล่าวมาในข้างต้นหรือเปล่า ท่านผู้อ่านก็พิจารณาเอาเถิด
การมีนายทหารระดับบัญชาการ ล้นกองทัพ การขาดแคลนมนุษย์ทหารระดับปฎิบัติ การจัดวางกำลังและยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศที่หละหลวม และไม่ทันสมัย ขาดการประสานงานเชื่อมต่อกันเป็นกองทัพแห่งชาติ กองทัพแต่ละเหล่าทัพต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างกำหนดทิศทางของตัวเอง สิ่งเหล่านี้มันฟ้องถึงการขาดเอกภาพในการบังคับบัญชาของรัฐมนตรีที่คุมกองทัพทั้งสิ้น การมียุทธศาสตร์การป้องกันประเทศที่มุ่งไปในเชิงรับอย่างเดียวนั้น ประเทศที่พัฒนาแล้วเขาไม่ทำกันแน่นอน การอ้างถึงงบประมาณ เป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น ความมั่นคงของชาติต้องมาก่อน ต้องสำคัญกว่าสิ่งอื่น หากไม่มีชาติ สิ่งอื่นนโยบายอื่นก็ไร้ความหมาย ลองคิดดู หากเราถูกข้าศึกบุกรุกดินแดนเพื่อหมายยึดครอง เรามีกำลังออกรับข้าศึกแน่นอน เพราะเรากำหนดยุทธศาสตร์นี้ไว้เป็นเชิงรับอยู่แล้ว การผลักดันข้าศึกออกจากดินแดนเรากองทัพเราทำได้แน่นอน แล้วเราก็ถอนกำลังกลับ แต่เมื่อข้าศึกที่มีจุดมุ่งหมายในการทำสงครามเพื่อยึดครอง รวมกำลังใหม่ก็บุกรุกเข้ามาใหม่ เราก็ออกป้องกันผลักดันใหม่ เราทำได้แค่นั้น เพราะเราวางทิศทางของกองทัพไว้อย่างนั้น เมื่อไรเราหมดแรงหมดกำลัง เราสิ้นชาติแน่นอน ดังนั้นยุทธศาสตรในเชิงรุกเราควรมีควบคู่กันไปกับเชิงรับ เน้นหลักบาลานซ์สมดุลย์ตามหลักการทหารสากล มิติในการสงครามในยุคใหม่นี้เปลี่ยนไปมากแล้ว แต่กองทัพไทยยังไม่เคยเปลี่ยน แผนปฎิรูปกองทัพ12ปีของกลาโหมนั้น เป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า เราเริ่มรู้ตัวแล้วว่ากองทัพเราถอยลงคลองไปเกือบมิดหัวแล้ว เราต้องขึ้นจากคลองเสียที เริ่มต้นด้วยการพัฒนาไปที่ตัวผู้บังคับบัญชาหรือ ผบ.เหล่าทัพเป็นจุดแรก หากคัดสรรค์มนุษย์คนแรกของกองทัพได้ถูกต้อง ทุกสิ่งจะขับเคลื่อนไปตามลำดับชั้น ตามศาสตร์และศิลป์แห่งวิชาชีพทหาร ทุกส่วนจะขับเคลื่อนซึ่งกันและกัน ส่งผลให้กองทัพขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันตั้งแต่ ผบ.เหล่าทัพจนถึงจักรกลระดับล่างสุดของกองทัพ อันจะทำให้กองทัพมีเอกภาพ เสถียรภาพ และเข้มแข็งในที่สุด*****










 

Create Date : 15 มีนาคม 2549    
Last Update : 16 ธันวาคม 2552 15:51:49 น.
Counter : 157 Pageviews.  


Westpoint
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




* ทหารต้องมีวินัย วินัยเป็นเครื่องมือที่ใช้ควบคุมกองทัพ ทหารในกองทัพคือผู้ถืออาวุธของแผ่นดิน คำสั่ง สำหรับทหารนั้นคือสิ่งสำคัญที่เราไม่อาจละเลยได้ หากทหารทุกคนในทัพเอาความคิดของตนเป็นที่ตั้ง โดยไม่นำพาต่อวินัยในการเป็นผู้ถืออาวุธของชาติ ไม่ว่าตัวเล็กตัวน้อย อาวุธเล็กอาวุธน้อย กองทัพจะเป็นกองโจร ในการมีการใช้ในการถือครองอาวุธของแผ่นดินด้วยหน้าที่นั้น วินัยล้วนเป็นหลักทั้งสิ้น ในสังคมทหาร ในกรมกองทหาร ไม่มีคำว่าประชาธิปไตย ไม่มีการออกสิทธิออกเสียง ไม่มีโหวต ทุกสิ่งขึ้นอยู่กับคำสั่งของผู้บังคับบัญชา การวางปืนแล้วหันหลังออกจากแนวไป ไม่สนใจไม่ปฎิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชามิว่าด้วยเหตุผลใดไม่ว่าในสนามรบหรือในที่ตั้ง นั่นคือการหนีทัพ ในสนามรบนั้นหากทำอย่างนี้ ถูกยิงเป้าทันที หากทำนอกสนามรบ นั่นคือการละทิ้งหน้าที่ มีโทษไม่น้อยเหมือนกัน มีทหารอีกมากมายนักในกองทัพที่ไม่ได้เห็นด้วยกับผู้บังคับบัญชาไปทุกเรื่อง แต่ทำได้แค่คิดเท่านั้น เราไม่มีสิทธิโต้แย้งใดๆในคำสั่ง สิ่งเดียวที่ทำได้สำหรับระดับปฎิบัติคือ เมื่อเราเห็นว่าเป็นคำสั่งที่ผิด เป็นคำสั่งที่ผิดศีลธรรมจรรยาของทหารแห่งชาติที่ดี ไม่ว่าด้วยแง่มุมใดๆ เรายังคงต้องปฎิบัติไปตามคำสั่งนั้น เราอาจทำให้ไม่สำเร็จ ทำได้แค่นี้เท่านั้น เราทำแล้ว แต่ทำไม่สำเร็จ นี่เป็นทางออกเดียวเท่านั้นของระดับผู้ปฎิบัติหรือระดับสั่งการในสนามเล็กๆ รูปการณ์อย่างนี้มิใช่ว่ามิเคยมี ตัวอย่างมีให้ดูมาแล้วจากในอดีต เรามิได้ผิดวินัย แต่เราทำตามความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในเบื้องลึกในจิตใจเท่านั้น นี่เป็นคำตอบที่ว่า ทำไมทหารค่อนกองทัพ ถึงต้องทำอย่างที่ประชาชนทุกคนเห็นตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ในรร.ทหารในระดับเริ่มต้น ก้าวย่างแรกของการเป็นทหาร ทุกคนในกองทัพจะต้องถูกหล่อหลอมเรื่องวินัยอย่างสุดขั้ว รร.ทหารที่ไหนๆในโลกก็ทำอย่างนี้กันทั้งนั้น เพราะทุกคนในโลกรู้กันดีว่า ผู้ที่จะจบออกไป จะเป็นผู้ที่ต้องถืออาวุธของชาติ และจะต้องใช้อาวุธในมือไปตามหน้าที่ และวินัยที่ รร.ทหารเฝ้าหลอมให้ทหารทุกคนนั่นก็คือ วินัยในการมีหน้าที่ ส่วนการจะถือจะใช้อาวุธในมือของตนตามหน้าที่และคำสั่งนั้น มันขึ้นอยู่กับจิตสำนึกเฉพาะตนในความเป็นชาติ และความเป็นคนไทยเท่านั้น *นี่เป็นสิ่งเดียวที่จะมีอำนาจเหนือกว่า หน้าที่ในทางเป็นจริงของทหาร *
Friends' blogs
[Add Westpoint's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.