..ถ้าจักตายก็ขอตายในหน้าที่ ถ้าจักพลีก็ขอพลีแด่เหนือหัว ถ้าจักอยู่ก็ขออยู่เพื่อครอบครัว ถ้าจักชั่วก็ขอชั่วแก่ไพรี..
Group Blog
 
All Blogs
 

จะดีกว่าไหม? ถ้าท่านอนุพงศ์จะเริ่มทำใหม่

- หากใน๓จชต. กองทัพจะจัดรูปแบบของเซ็นทรัล คอมแมนด์ เสียใหม่ รื้อใหม่ ให้กระชับ รัดกุม และเป็นไปในทิศทางที่กองทัพหรือฝ่ายความมั่นคงสามารถควบคุมได้ ยุคสมัยนี้รูปแบบในการทำสงครามมันเปลี่ยนไปมาก เป็นยุคของการสงครามด้วยกำลังรบและเทคโนโลยี ผนวกกับการสงครามด้วยข้อมูลข่าวสาร ยิ่งใน๓จชต.นั้น ยิ่งเห็นได้ชัดว่า การข่าว มันสำคัญมากเป็นลำดับแรก ระบบข่าวกรองระบบการต่อต้านข่าวกรอง ระบบสงครามจิตวิทยา ขอเขีบนแบบตรงๆแบบว่าอย่าโกรธกันนะว่า จกร.ในพื้นที่มันเก่งมันเชี่ยวกว่าเราอีก (ประเดี๋ยวอ่านหัวข้อถัดไปแล้วจะรู้ว่า ทำไมและอะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้เป็นอย่างนั้น) เซ็นทรัล คอมแมนด์ หรือแปลแบบทหารก็คือ ศูนย์บัญชาการกลาง มีความสำคัญอย่างไร และเราจะใช้ประโยชน์ตรงนี้ให้ถึงที่สุดของศักยภาพกองทัพไทยอย่างไร เรามาชำแหล่ะบางมุมของสถานการณ์การทำงานในภาพรวมของกองทัพและรัฐบาลใน๓จชต.เอาแบบตรงๆไม่อ้อมค้อม ไม่ต้องปิดบังแบบ ลับ ลับมาก ลับที่สุดกัน เพราะประเทศไทยและกองทัพไทยไม่เคยมีความลับอยู่แล้ว


๑.เราสูญเสียความสามารถในการข่าว แหล่งข่าว และการให้ข่าว และการต่อต้านข่าว ว่ากันตามจริงชาวบ้านใน๓จชต.เขาสงสัยกองทัพและรัฐบาลกันทั้งนั้นว่า จะเอายังไงกับ๓จชต.กันแน่ จะปล่อยให้เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆหรืออย่างไร จะแบ่ง๓หรือ๕จชต.เป็นเขตปกครองพิเศษรึเปล่า จะเอายังไงกันแน่ระหว่างกฎอัยการศึกกับพรก.ฉุกเฉินฯ นโยบายที่แน่นอนของรัฐคืออย่างไรเกี่ยวกับ๓จชต. แล้วรัฐและกองทัพจะมีมาตรการอย่างไรในการแก้ปัญหาการตายรายวันในพื้นที่๓จชต. ฯลฯ เนี่ย คำถามเหล่าเนี้ย พลเรือนหรือประชาชนใน๓จชต. เขาจะหาคำตอบจากไหน ใครหรือหน่วยไหนจะให้คำตอบหรือให้ความมั่นใจกับพวกเขาได้ สุดท้ายก็หาอ่านเอาจาก นสพ. ฟังวิทยุ ดูทีวี และฟังจากเสียงเล่าลือต่างๆนาๆ ที่ร้ายไปกว่านั้น บ้างก็ดูเอาจากการทำงานของทหาร-ตำรวจ-ฝ่ายปกครอง ในพื้นที่ จากนั้นก็ประมาณเอาเอง เห็นไหมว่าพื้นฐานการรับรู้ข่าวสารของผู้คนใน๓จชต.ทั้งที่เลือกข้างและไม่เลือกข้างนั้นเปราะบางและล่อแหลมจากการถูกโจมตีด้วยสงครามข้อมูลข่าวสารจากผู้ไม่หวังดีต่อชาติมากแค่ไหน ถ้าปัญหาข้อนี้รัฐยังแก้ไม่ได้ ก่อนเราเสียแผ่นดิน เราจะเสียผู้คนไปก่อนเรื่อยทั้งที่เป็นและที่ตาย และที่อาจจะต้องตาย


๒.เราขาดเอกภาพในการสั่งการและบัญชาการทั้งแบบปกติและแบบสนาม ข้อนี้นั้นแว่วว่าท่านผบ.ทบ.กำลังแก้อยู่ เพราะคนก่อนทีมก่อนทำไว้ดีมากๆ ใน๓จชต.นั้น ในส่วนของงานสนามนั้นเรามีทั้งหน่วยทหารปกติ หน่วยทหารที่เป็นฉก. อส.ทหารพราน ตชด. อส. นาวิกฯ ชรบ. ตำรวจกองเมือง และยังมีหน่วยย่อยๆที่ทำหน้าที่เฉพาะคำสั่ง เฉพาะทาง อีกหลายสิบชุด ในส่วนของการบังคับการ-บัญชาการก็มีทั้ง กอ.รมน.ส่วนหน้า ศปก.ตร.ส่วนหน้า ทภ.๔ ฯลฯ ทั้งสองส่วนไขว้การบังคับบัญชากันจนน่าเวียนหัว นี่ยังไม่รวมถึงการสื่อสารในการสั่งการ เครื่องไม้เครื่องมือประจำหน่วย ผบช.ประจำหน่วย ผู้ประสานงานจากส่วนกลาง ศูนย์ข่าว ศูนย์ประชาสัมพันธ์ ศูนย์นั่นศูนย์นี่ ฯลฯ ไม่รู้ว่าใครใหญ่กว่าใคร ใครต้องฟังใคร เพราะทุกฝ่ายมีส่วนจำเป็นของตนค่อนข้างจะพร้อมอยู่แล้ว หลับตานึกภาพเอาก็แล้วกัน จริงๆมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกหลายเรื่องนะที่ทำให้การประสานงาน กลายเป็นการประสานงา เอาแค่ปัจจัยพื้นฐานของแต่ละหน่วยก็ต่างกันลิบลับ ความสามารถทางการเผชิญเหตุก็ต่างกันแยะ ความสามารถเฉพาะทางก็หลากหลาย ระบบการทำงานก็ค่อนข้างแตกต่าง แต่ทั้งหมดทั้งที่เอ่ยถึงและไม่เอ่ยถึงต้องทำงานเรื่องเดียวกัน ให้ออกมาเป็นผลงานรูปธรรมอย่างเดียวกัน บนความเสี่ยงแบบเดียวกัน และบางครั้งเรื่องเดียวกันแต่คำสั่งจากผบช.นั้นต่างกัน เห็นได้ชัดเจนจากมุมสูงว่า จนท.ของเราทุกฝ่ายมีปัญหาในการ แปรนโยบายเป็นคำสั่ง และการแปรคำสั่งเป็นการปฎิบัติการ


๓.เราขาดการเชื่อมต่อระหว่างยุทธศาสตร์กับยุทธวิธี อันนี้สำคัญมาก สำคัญตั้งแต่เริ่มร่างยุทธศาสตร์ด้วยซ้ำ เพราะถ้าหากเราเก็บข้อมูลรายละเอียดที่ไม่เป็นจริงหรือคลุมเครือหรือข้อมูลที่เป็นเท็จหรือข้อมูลไม่ครบทุกด้านมาเพื่อตั้งโจทย์สำหรับแก้ ยุทธศาสตร์นั้นก็ไร้ความหมาย เปลืองงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์ รัฐบาลจะมาฟังอะไรกับนักวิชาการที่อยู่ห่างขนพร.เป็นพันกิโล ไม่เคยลงคลุกปัญหาในพื้นที่ ไม่เคยมองมิติปัญหาจากสนามจริง แต่กลับพูดเรื่องการทหารและความมั่นคงให้รัฐบาลฟังฉอดๆๆๆ รัฐก็ฟัง หนำซ้ำกองทัพก็ยังนั่งฟังตาใส สุดท้ายออกนโยบายที่อย่าว่าแต่ทหารฟังแล้วอยากร้องไห้เลย พลเรือนทั้งชาติฟังแล้วมันเจ็บปวดหัวใจดีแท้ เมื่อยุทธศาสตร์ผิดทิศผิดทาง ยุทธวิธีจึงเป็นสิ่งที่ฟ้องยุทธศาสตร์ได้ชัดเจนที่สุด และมันมีราคาของการฟ้องที่แพงมาก "รบกันเหมือนสาดน้ำใส่กัน การสูญเสียเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ของทหาร" ผู้มีอำนาจบางตัวเขาบอกอย่างนี้ ใช่สิ ไม่ใช่พ่อแม่ลูกเมียของมึงนี่ ในกองทัพมีเสธ.เป็นพัน มีนักยุทธศาสตร์เป็นหมื่น ถ้าไม่คิดจะให้ทหารทำ ให้ทหารคิด แต่เลือกที่จะเอานักวิชาการหน้ามึนมาเจาะร่างยุทธศาสตร์การทหารและความมั่นคง แล้ว รร.นายร้อย รร.เสธ. วปอ. หลักสูตรนายร้อย นายพัน จะเรียนกันมาหาสวรรค์วิมานอะไรมิทราบ


กลับมาที่การเชื่อมต่อยุทธศาสตร์กับยุทธวิธีกันต่อ ยุทธศาสตร์ที่ขาดหายไปบางส่วนบางมุมบางด้านนั้น ท่านเสธ.แดงเคยกล่าวไว้แล้วในเสธ.แดงดอทคอมอยู่บ่อย แต่เมื่อมันไม่ได้อยู่ในร่างยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาจึงไม่มีทางเกิด เงื่อนไขจึงยังมิถูกกำจัด สุดท้ายกองทัพเลือกที่จะใช้การสงครามแบบป้อมค่ายมาจับในเรื่องของยุทธวิธี การสงครามป้อมค่ายเป็นอย่างไร? ก็เป็นแบบที่เราเห็นๆกันอยู่ใน๓จชต.นี่แหล่ะ มีฐาน มีค่าย ส่งทหารออกจากฐานจากค่าย ออกไปเฝ้านู่นเฝ้านี่ ตรวจนั่นตรวจนี่ ค้นนั่นค้นนี่ แล้วก็กลับเข้าที่มั่น ขยายผล แถลงข่าว แล้วก็วนไปใหม่เป็น รปจ.ปกติ รอวันที่จะจับตัวใหญ่ๆได้ คิดว่าจับได้แล้วจะจบหรือยังไง มิรู้เอาอะไรคิด แล้วแนวร่วมน่ะมันเกิดตลอด ขยายตัวด้วยเงื่อนไขแปลกแยก แล้วยังงี้เมื่อไรสงครามจะจบ รู้ทั้งรู้กันดีอยู่ว่า การต่อสู้กับคู่ต่อสู้ที่เหนือกว่า มีพลังอำนาจที่เหนือกว่า ต้องรบยืดเยื้อเท่านั้น ต้องจรยุทธ์ ต้องวินาศกรรม เมื่อธงสูตรสำเร็จของการเป็น จกร.มันเป็นอย่างนี้ การสร้างแนวร่วม การสร้างกำลังทดแทน จึงเป็นสิ่งที่จกร.ทุกกลุ่มในโลกมันต้องทำกันทั้งนั้น ดังนั้นสิ่งที่เราและประเทศเราต้องทำและต้องตั้งธงเพื่อหักล้างคือ การขจัดเงื่อนไขของการเข้าเป็นแนวร่วม การสกัดกั้นหรือการต่อต้านข่าวกรอง การสงครามจิตวิทยาและมวลชน การสกัดกั้นและป้องกันการวินาศกรรม การตอบโต้และลดโอกาสของการทำสงครามจรยุทธ์(ไม่ใช่ไปกราบ)


และที่ต้องเริ่มเป็นสิ่งแรกคือ การควบคุมพื้นที่ด้วยกำลังรบและมาตรการทางทหารแบบมีห้วง เพราะทุกสิ่งที่กล่าวมานั้นหัวใจสำคัญของการที่จะทำให้ทุกสิ่งลุล่วงและเกิดผลมันอยู่ตรงนี้เท่านั้น เพราะถ้าปลดปล่อยพื้นที่ให้ปราศจากอำนาจกำลังรบของ จกร.ไม่ได้ ทุกสิ่งที่กล่าวมาจะทำไม่ได้เลย ถึงฝืนทำควบคู่ก็จะต้องสูญเสียมาก และสิ้นเปลืองงบประมาณมาก เรามีกลไกของการมีอำนาจในพื้นที่เดิมอยู่แล้ว เราต้องทำให้กลไกนี้ต่อสู้ได้กับความเชื่อที่ผิดๆทางปวศ.และศาสนา เราต้องใช้กลไกนี้ควบคู่ไปกับกลไกทางทหารอย่างเด็ดขาดและหนักแน่นในเรื่องของการเป็นไทยที่มิแบ่งแยก นี่ต่างหากคือยุทธศาสตร์ที่มีตัวตน จับต้องได้ ทำได้ และเป็นสิ่งที่จะมีผลเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมให้คนทั้งชาติและทั้ง๓จชต.ได้เห็น ไม่ใช่ไปเร่งพัฒนา ไปช่วยสร้างอาชีพ ไปสร้างเสริมสันติสุขลมๆแล้งๆ นั่นมันปลายเหตุแล้ว ไว้ทำทีหลังตอนสงครามจบก็ยังไม่สายถ้าอยากละลายงบนัก เมื่อตั้งยุทธศาสตร์ที่กำลังพลและคนทั้งชาติเข้าใจได้ไม่ซับซ้อน ยุทธวิธีก็บี้เข้าไป กดเข้าไป ขยายขอบเขตอำนาจกำลังรบให้ทั่วพื้นที่๓จชต.ให้มันรู้ว่าประเทศไทยจะต้องไม่มีการแบ่งแยกไม่ว่าชาตินี้หรือชาติหน้า นี่คือการสงครามป้อมค่ายของทศวรรษนี้ การสงครามป้อมค่ายแบบยุค๖๖/๒๓มันเก่าไปแล้ว เดี๋ยวนี้ใครเขาใช้กัน ดูอิรัค อัฟกานิสถาน โซมาเลีย เป็นตัวอย่างซิ กองทหารชาติอื่นเขาสังคายนาและปฎิรูปรูปแบบการสงครามของตนหมดแล้ว กองทัพบกไทยยุคของท่านอนุพงศ์ต้องตื่นเสียที ยุคนี้มันเป็นยุคของการสงครามป้อมค่ายแบบขับเคลื่อน ที่มีจุดยืนชัดเจนให้พลเรือนทั้งชาติเห็น ให้ศัตรูเห็น และให้ประเทศอื่นๆได้เห็น


* พวก จกร.ใน๓จชต.นั้น ปราบอย่างเดียวนั้นไม่มีหมด สายเลือดมันแรง และธรรมชาติของพวกนี้นั้นหูเบา จึงรบไม่เคยชนะใครในปวศ.สงครามยุคใหม่ และมักจะเป็นเบี้ยล่างของอำนาจที่เหนือกว่าตลอดมา เพิ่งจะมีที่บ้านเรานี่แหล่ะที่มีแววว่าอาจได้ชัยเป็นที่แรก แต่ไม่ใช่เพราะรบเก่ง ไม่ใช่เพราะกลยุทธ์ดี ทุกสิ่งนั้นพื้นๆทั้งนั้นในสายตาของทหาร แต่ที่อาจจะชนะได้เพราะข้าศึกของพวกนี้นั้น ถูกทำลายด้วยตัวของตัวเองตลอดมา ถ้าเราไม่อยากทำลายตัวเอง การณ์อย่างนี้ต้องปราบแล้วปลอบ สลับไปกับ ปลอบแล้วปราบ จะดีจะชั่ว อย่างไรเราก็ต้องอยู่ร่วมกับพวกมันไปตลอดชาติบนแผ่นดินเดียวกัน จะฆ่าพวกมันให้หมดพันธุ์ไปเลยคงเป็นไปไม่ได้ ทางเดียวที่ทำได้คือ ทำอำนาจของเราเหนือดินแดนที่อยู่ร่วมกันนี้ให้เข้มแข็งและศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น ประเทศอื่นๆที่เขามีปัญหาเหมือน๓จชต.ของเรา เขาก็ทำอย่างนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น เวียดนาม จีน พม่า ฯลฯ*










 

Create Date : 21 ตุลาคม 2550    
Last Update : 16 ธันวาคม 2552 16:00:08 น.
Counter : 238 Pageviews.  


Westpoint
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




* ทหารต้องมีวินัย วินัยเป็นเครื่องมือที่ใช้ควบคุมกองทัพ ทหารในกองทัพคือผู้ถืออาวุธของแผ่นดิน คำสั่ง สำหรับทหารนั้นคือสิ่งสำคัญที่เราไม่อาจละเลยได้ หากทหารทุกคนในทัพเอาความคิดของตนเป็นที่ตั้ง โดยไม่นำพาต่อวินัยในการเป็นผู้ถืออาวุธของชาติ ไม่ว่าตัวเล็กตัวน้อย อาวุธเล็กอาวุธน้อย กองทัพจะเป็นกองโจร ในการมีการใช้ในการถือครองอาวุธของแผ่นดินด้วยหน้าที่นั้น วินัยล้วนเป็นหลักทั้งสิ้น ในสังคมทหาร ในกรมกองทหาร ไม่มีคำว่าประชาธิปไตย ไม่มีการออกสิทธิออกเสียง ไม่มีโหวต ทุกสิ่งขึ้นอยู่กับคำสั่งของผู้บังคับบัญชา การวางปืนแล้วหันหลังออกจากแนวไป ไม่สนใจไม่ปฎิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชามิว่าด้วยเหตุผลใดไม่ว่าในสนามรบหรือในที่ตั้ง นั่นคือการหนีทัพ ในสนามรบนั้นหากทำอย่างนี้ ถูกยิงเป้าทันที หากทำนอกสนามรบ นั่นคือการละทิ้งหน้าที่ มีโทษไม่น้อยเหมือนกัน มีทหารอีกมากมายนักในกองทัพที่ไม่ได้เห็นด้วยกับผู้บังคับบัญชาไปทุกเรื่อง แต่ทำได้แค่คิดเท่านั้น เราไม่มีสิทธิโต้แย้งใดๆในคำสั่ง สิ่งเดียวที่ทำได้สำหรับระดับปฎิบัติคือ เมื่อเราเห็นว่าเป็นคำสั่งที่ผิด เป็นคำสั่งที่ผิดศีลธรรมจรรยาของทหารแห่งชาติที่ดี ไม่ว่าด้วยแง่มุมใดๆ เรายังคงต้องปฎิบัติไปตามคำสั่งนั้น เราอาจทำให้ไม่สำเร็จ ทำได้แค่นี้เท่านั้น เราทำแล้ว แต่ทำไม่สำเร็จ นี่เป็นทางออกเดียวเท่านั้นของระดับผู้ปฎิบัติหรือระดับสั่งการในสนามเล็กๆ รูปการณ์อย่างนี้มิใช่ว่ามิเคยมี ตัวอย่างมีให้ดูมาแล้วจากในอดีต เรามิได้ผิดวินัย แต่เราทำตามความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในเบื้องลึกในจิตใจเท่านั้น นี่เป็นคำตอบที่ว่า ทำไมทหารค่อนกองทัพ ถึงต้องทำอย่างที่ประชาชนทุกคนเห็นตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ในรร.ทหารในระดับเริ่มต้น ก้าวย่างแรกของการเป็นทหาร ทุกคนในกองทัพจะต้องถูกหล่อหลอมเรื่องวินัยอย่างสุดขั้ว รร.ทหารที่ไหนๆในโลกก็ทำอย่างนี้กันทั้งนั้น เพราะทุกคนในโลกรู้กันดีว่า ผู้ที่จะจบออกไป จะเป็นผู้ที่ต้องถืออาวุธของชาติ และจะต้องใช้อาวุธในมือไปตามหน้าที่ และวินัยที่ รร.ทหารเฝ้าหลอมให้ทหารทุกคนนั่นก็คือ วินัยในการมีหน้าที่ ส่วนการจะถือจะใช้อาวุธในมือของตนตามหน้าที่และคำสั่งนั้น มันขึ้นอยู่กับจิตสำนึกเฉพาะตนในความเป็นชาติ และความเป็นคนไทยเท่านั้น *นี่เป็นสิ่งเดียวที่จะมีอำนาจเหนือกว่า หน้าที่ในทางเป็นจริงของทหาร *
Friends' blogs
[Add Westpoint's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.