ชีวิต...ไม่ใช่เป๊ปซี่..จึงไม่ได้ดีที่สุดเสมอไป..
Group Blog
 
All blogs
 

หลวงปู่เณรคำ คือใคร

คอยติดตามชมเร็วๆนี้




 

Create Date : 23 มีนาคม 2552    
Last Update : 23 มีนาคม 2552 22:13:06 น.
Counter : 327 Pageviews.  

หลวงปู่คำคนิง วัดถ้ำคูหาสวรรค์ คุณรู้จักไหม

เร็วๆนี้พบกับประวัติหลวงปู่คำคนิง จุลมณี แห่งวัดถ้ำคูหาสวรรค์อ.โขงเจียม




 

Create Date : 14 ธันวาคม 2551    
Last Update : 14 ธันวาคม 2551 23:42:28 น.
Counter : 271 Pageviews.  

หลวงปู่สรวง คุณรู้จักไหม

ประวัติหลวงปู่คร่าวๆนะครับ
หลวงปู่สรวงแต่เดิมเป็นชาวกัมพูชา ได้เดินทางเข้ามาอยู่บริเวณอ.ขุนหาญและอ.ขุขันธ์ แถบชายแดนตามเชิงเขาพนมดงรัก(พนมดองเร็ก) ซึ่งเป็นเขตกั้นกลางระหว่างประเทศกัมพูชา ท่านเป็นผู้ทรงศีลปฏิบัติธรรมอยู่เสมอ และได้พักอาศัยอยู่ตามกระท่อมในไร่นาของชาวบ้านโคก และเวียนไปในที่ต่างๆนานๆก็จะกลับมาให้เห็น ณ ที่เดิมอีก
ในสายตาและความเข้าใจของชาวบ้านในสมัยนั้น มองว่าท่านเป็นผู้มีคุณวิเศษแตกต่างจากบุคคลทั่วไป และเรียกท่านว่า"ลูกเอ็อวเบ๊าะ" หรือ"ลูกตาเบ๊าะ" (เป็นภาษาเขมร หมายถึงพระดาบสที่เป็นผู้รักษาศีลอยู่ตามถ้ำตามป่าเขา)
ในสมัยนั้น มีป่าเขาอุดมสมบูรณ์เต็มไปด้วยป่าไม้และสัตว์ป่านานาพันธุ์ มีลูกศิษย์ติดตามหลวงปู่เดินธุดงค์ตามป่าเขาแถบชายแดนไทย ตลอดจนถึงประเทศเขมร แต่ก็อยู่กับหลวงปู่ได้ไม่นานจำต้องกลับบ้าน เนื่องจากทนความยากลำบากไม่ไหว หลวงปู่จึงเดินธุดงค์ไปในที่ต่างๆตามลำพัง ทำให้ไม่มีใครทราบถิ่นกำเนินและอายุของหลวงปู่ที่แท้จริง รู้เพียงแต่ว่าหลวงปู่เป็นชาวเขมรต่ำ ได้เข้าอาศัยในประเทศไทยนานแล้ว คนแก่คนเฒ่าผู้สูงอายุที่เคยเห็นท่านต่างพูดว่า พอจำความได้ก็เห็นท่านอยู่ในลักาณะเหมือนที่เห็นในปัจจุบันนี้ ผิดไปจากเดิมบ้างเล็กน้อยเท่านั้น อีกทั้งหลวงปู่เป็นคนพูดน้อยและไม่เคยเล่าประวัติส่วนตัวให้ใครฟัง จึงไม่มีใครทราบประวัติและอายุที่แท้จริงของท่านได้ ชาวบ้านแถบนี้นี้เห็นหลวงปู่บ่อยๆที่ป่าบ้านตะเคียนราม วัดตะเคียนราม(อ.ภูสิงห์) แถวบ้านลำพุก โคกโพน ต.กัน-ทรารมย์อ.ขุขันธ์ตามหมู่บ้านอื่นรอบชายแดน ท่านจะอยู่แถบนี้โดยตลอด แต่ก็จะไม่อยู่เป็นประจำในที่ใดที่หนึ่ง มาระยะหลังๆนี้พบหลวงปู่เป็นประจำอยู่ในกระท่อมนาข้างต้นโพธิ์ บ้านขะยองวัดโคกแก้ว บ้านโคกเจริญกระท่อมนาระหว่างบ้านละลม กับบ้านจะบก กระท่อมนาบ้านรุน(อ.บัวเชด)และบ้านอื่นๆใกล้เคียง
หลวงปู่เป็นพระที่มักน้อย สันโดษ สมถะ มีอุเบกขาสูงสุด ให้ความเมตตากับผู้ที่ไปหาทุกคน ให้ความสำคัญกับทุกคนเท่ากันหมด ไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะเป็นคนยากจนเป็นเศรษฐี ใครรู้จักหลวงปู่มานานขนาดไหน หรือได้ติดตามรับใช้หลวงปู่มานานก็ตาม ท่านไม่เคยเอ่ยปากนับเป็นศิษย์ หรือให้สิทธิพิเศษแก่คนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะแม้แต่คนเดียว ทุกคนจะได้รับความเมตตาจากหลวงปู่เสมอมา จึงมีผู้มากราบไหว้หลวงปู่เป็นประจำ และกลับมาหาหลวงปู่อยู่เสมอ
ความเป็นอยู่ของหลวงปู่นั้นท่านอยู่อย่างเรียบง่าย จำวัดอยู่ตามกระท่อมนาเล็กๆมีกระดานไม้ปูไม่กี่แผ่น (บางครั้งก็มีแค่2-3แผ่นแค่พอนอนได้ ทุกแห่งที่หลวงปู่จำวัดจะมีเสาไม้สูงปักอยู่ มีเชือกขาวขึงระหว่างกระท่อม เสาไม้หรือต้นไม้ข้างเคียงมีว่าวขนาดโตที่บุด้วยจีวรหรือกระดาษแขวนไว้เป็นสัญลักษณ์ ที่ขาดไม่ได้คือจขะต้องให้ลูกศิษย์ก่อกองไฟไว้เสมอ บางคร้ั้งลูกศิษย์เอาของถวายท่านก็จะโยนเข้ากองไฟฉะนั้น ถ้าเห็นว่ากระท่อมใดมีสิ่งของดังกล่าวก็หมายถึงว่าเป็นที่ที่หลวงปู่เคยจำวัดหรือเคยอยู่มาก่อน
หลวงปู่ได้มรณภาพลงในเดือนกันยายน พ.ศ.2542 ปัจจุบันสรีระร่างของหลวงปู่สรวงได้ตั้งบำเพ็ญกุศลอยู่ที่วัดไพรพัฒนาอ.ภูสิงห์จ.ศรีสะเกษ

อ้างอิงจากเว็บ http://www.sisaket.ru.ac.th/pra-sisaket.luanpusuang/prawat/pages/00page18-19_jpg.htm






 

Create Date : 14 ธันวาคม 2551    
Last Update : 21 ธันวาคม 2551 15:19:10 น.
Counter : 566 Pageviews.  

อาลัยหลวงพ่อธรรมรังษี"พระเขมร"

ในแถบจังหวัดสุรินทร์ ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีพระสงฆ์จากประเทศเขมรรูปหนึ่งที่ได้ลี้ภัยสงครามเมื่อปี พศ.2517 ซึ่งประเทศกัมพูชาเกิดสงครามสู้รบกันอย่างรุนแรง "พระมงคงรังษี" เป็นพระรูปหนึ่งจากประเทศเขมร
"พระมงคลรังษี" หรือที่บรรดาศิษยานุศิษย์ญาติโยมเรียกขานกันติดปากว่า "หลวงปู่ธรรมรังษี" มีนามเดิมว่า นายสุวัฒน์ ฉิง เกิดเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2462 ณ ต.เกีย อ.โมงฤษี จ.พระตะบอง ประเทศกัมพูชา
เมื่อปฐมวัยได้ศึกษาจนจบการศึกษาภาคบังคับ(เทียบเท่าชั้น ป.4 ของไทย) เมื่ออายุได้ 14 ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณร 1 พรรษา แล้วลาสิกขาออกมาช่วยบิดา-มารดา ทำงานจนอายุครบ 20 ปีบริบุรณ์ จึงได้อุปสมบทเมื่อวันที่ 3 พค.2481 ณ วัดเวฬุวนาราม ต.เกีย อ.โมงฤษี จ.พระตะบอง
"หลวงปู่ธรรมรังษี" เป็นพระที่มีใจใฝ่ปฏิบัติสมาธิภาวนา และกรรมฐาน ได้ศึกษาวิปัสสนากรรมฐานควบคู่กับการศึกษาพระเวทวิทยาคมจากพระเกจิอาจารย์หลายรูปในประเทศกัมพูชา พร้อมทั้งบเดินทางเข้ามาศึกษาภาษาไทย ณ วัดมหาธาตุฯ กรุงเทพฯ จนสามารถอ่านเขียน พูดภาษาไทยได้เป็นอย่างดี
ในปี พ.ศ.2517 เกิดการสู้รบในเขมรจึงได้ตัดสินใจเดินทางเข้าพึ่งพระบรมโพธิสมภาร จากด่านคลองลึก อ.อรัญประเทศ เข้าสู่กรุงเทพมหานคร ได้พำนึกอยู่กับพระอาจารย์วิโรจน์ รองเจ้าอาวาสวัดราชสิงขร และเป็นสหธรรมิกกันมาก่อนหน้านี้ พระอาจารย์วิโรจน์ เห็นว่าหลวงปู่ธรรมรังษี สนใจด้านวิปัสสนากัมมัฏฐาน จึงได้นำมาจำพรรษาที่วัดเพลงวิปัสสนา เขตบางกอกน้อย ทำให้ท่านได้ศึกษาและปฏิบัติเพิ่มเติมจกาพื้นความรู้เดิมทั้งจากสำนักวัดเพลงฯ และสำนักวัดมหาธาตุฯ ทำให้ก้าวหน้าขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง
ในพรรษาถัดมาท่านจึงได้ปรารภกับสหธรรมิกรูปหนึ่งที่วัดเพลงฯ ว่า การปฏิบัติสมาธิวิปัสสนาอยู่ในเมืองหลวงนั้นก้าวหน้าไปได้ช้า เพราะยังไม่สงบ สงัดเพียงพอ น่าจะมีสถานที่อื่นที่จะไปบำเพ็ญเพียรให้ประสบความสำเร็จได้ สหธรรมิกรูปนั้นจึงนำพาหลวงปู่จารึกสู่ชนบทบ้านเกิดที่อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ ได้พบกับ "พระอาจารย์สิงห์ สุธัมโม" (พระครูภาวนาประสุต) เจ้าอาวาสวัดบ้านขี้เหล็ก ต.หนองบัวทอง อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นพระนักปฏิบัติ เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของสาธุชนทั่วไปในละแวกนั้น
เมื่อท่านได้กราบอาจารย์สิงห์ก็รู้สึกต้องในอัธยาศัยไมตรี จึงได้พำนักอยู่ ณ วัดบ้านหนองเหล็ก ตามคำชักชวน ช่วงเวลาแห่งการได้อยู่จำพรรษา ณ วัดบ้านหนองเหล็กนี้เอง ทำให้หลวงปู่ธรรมรังษี ได้มีโอกาสพบกับพระอาจารย์สายวิปัสสนาจากสำนักต่าง ๆ มากขึ้น ได้เปิดตัวให้เป็นที่รู้จักเลื่อมใสศรัทธาของสาธุชน และเป็นที่ยอมรับในหมู่พระสงฆ์ที่สนใจการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน
พ.ศ.2521 ท่านได้รู้จักกับพระครูปลัดขาว ฐิตธมฺโม เจ้าอาวาสวัดบุญศรีมุนีกร กรุงเทพฯ จึงได้อารธนาให้หลวงปู่รรมรังษี ร่วมเป็นพระวิปัสสนาจารย์ ในสำนักของท่าน ซึ่งรับฝึกปฏิบัติรรมให้กับพระภิกษุ สามเณร และคฤหัสถ์ผู้สนใจทั่วประเทศ
"หลวงปุ่ธรรมรังษี" เห็นเป็นโอกาสที่จะได้เผยแพร่แนวทางปกิบัติให้กว้างขวางได้มากยิ่งขึ้น จึงได้รับปากไปปฏิบัติภารกิจในช่วงที่มีการฝึกอบรมที่สำนักวัดบุญศรีมุนีกร และกลับมาจำพรรษาอยู่กับพระครูภาวนาประสุตในช่วงว่างจากการฝึกอบรม
จึงถึงปีพ.ศ.2525 เจ้าคณะอำเภอคูเมือง ที่พยายามเสาะแสวงหาพระวิปัสสนาจารย์ เพื่อไปอบรมเผยแผ่ธรรมให้กับคณะสงฆ์ในอำเภอ
คูเมือง เมืองได้มาพบกับหลวงปู่ธรรมรังษี ก็เกิดความเลื่อมใสศรัทธา จึงได้อาราธนาให้ท่านมาเป็นพระวิปัสสนาจารย์ดังกล่าว นับเป็นโอกาสดีและ
ประจวบเหมาะอย่างยิ่ง ท่านพิจารณาเห็นว่าการปฏิบัติธรรมตามแนวทางวิปัสสนากัมมัฏฐาน หากไม่มีการเผยแผ่ก็จะไม่สามารถสืบต่ออายุพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนถาวรได้เลย เมื่อมีความคิดเห็นเช่นนี้ ท่านจึงตกปากรับคำอาราธนาของท่านเจ้าคณะอำเถอคูเมือง โดยได้มาพำนักประจำที่สำนักวิปัสสนากัมมัฏฐานของอำเภอคูเมือง ณ วัดบ้านปะเคียบ อ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์
ต่อมาได้รับนิมนต์จากพระครูประภัศร์คณารักษ์(จันทร์ ปภัสสโร) อดีตเจ้าคณะอำเภอท่าตูม ให้มาพัฒนาวัดพระพุทธบาทพนมดิน ซึ่งเป็นวัดที่ท่านสร้างไว้เพื่อสถานที่ปฏิบัติรรม ด้วยบารมีธรรมอันแกร่งกล้า และด้วยเมตตาธรรมอันเปี่ยมล้นของท่าน สามารถทำให้วัดพระพุทธบาทพนมดิน ได้สำเร็จดังเจตนารมณ์ของคณะสงฆ์ ข้าราชการ พ่อค้า และประชาชนอำเภอท่าตูม ได้ดังที่หวังไว้
ท่านได้ตัดสินใจอยู่พัฒนาบุกเบิกเป็นสำนักวิปัสสนากรรมฐาน สร้างศาลาการเปรียญ เสนาสนะและสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ เพื่อเป็นสถานที่ปฏิบัติรรมจนเจริญรุ่งเรือง ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ท่านได้ปรับปรุงก่อสร้างกุฏิสงฆ์ หอสวดมนต์ พระอุโบสถ รั้วคอนกรีตรอบวัด ประตูวัด บูรณปฏิสังขรณ์อาคารอื่นๆ ทั้งของวัดและของส่วนราชการต่างๆ อีกมากมาย บริเวณวัดสะอาดเป็นระเบียบและดูร่มรื่นและสวยงาม
ในวโรกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ 72 พรรษา เมื่อวันที่ 12 สค.2547 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ "พระมงคลรังษี " สร้างความปลาบปลื้มใจให้แก่บรรดาลูกศิษย์ลูกหาและผู้ที่เลื่อมใสศรัทธาอย่างมาก
แล้ววันที่ทุกคนต้องเศร้าสลดในการจากไปของท่านก็มาถึง เมื่อเวลา 22.48 น. วันที่ 9 ตค. ที่ผ่านมา วงการสงฆ์ต้องสูญเสียพระเกจิอาจารย์ชื่อดังอีกรูป ท่านละสังขารด้วยโรคชรา ที่รพ.วิชัยยุทธ ขณะเข้ามารักษาอาการอาพาธ สิริอายุ 87 ปี พรรษา 68 ขณะนี้สังขารของท่านตั้งสวดพระอภิธรรมอยู่ที่วัดพระพุทธบาทพนมดิน อ.ท่าตุม จ.สุรินทร์
แม้สังขารของท่านจะดับขันธ์ไปแล้วก็ตามแต่ "พระมงคลรังษี" ยังคงส่องแสงรังสีรรมแห่งมงคลอยู่ในใจของผมและญาติโยมลูกศิษย์ลูกหาทั่วประเทศตลอดไป สาธุ!





 

Create Date : 19 กันยายน 2551    
Last Update : 19 กันยายน 2551 0:43:53 น.
Counter : 478 Pageviews.  

<<<<อาลัย....หลวงปู่เครื่องสุภัทโท>>>>


....อาลัยหลวงปู่เครื่อง สุภัทโท หรือ "พระมงคลวุฒ"
มีนามเดิมว่า "เครื่อง ประถมบุตร" เกิดเมื่อวันที่ 05 กค.2453 ตรงกับวัน ศุกร์ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 8 ปีจอ ณ บ้านค้อกำแพง (ปัจจุบันคือบ้านหนองแปน) หมู่ 3 ต.สระกำแพงใหญ่ อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ โยมบิดา - มารดา ชื่อ นายสอน และนางยม ประถมบุตร ครอบครับประกอบอาชีพทำนา มีพี่น้องร่วมบิดามารดา คงเหลืออยู่เพียง 8 คน ดังนี้
1. หลวงตาสุ สุปัญโญ 2. นายเถ้า ประถมบุตร
3. หลวงปู่เครื่อง สุภัทโท 4. นายนิล ประถมบุตร
5.นายสา ประถมบุตร 6. นางบุญจันทร์ ชูกำแพง
7. นายบัวทอง ประถมบุตร 8.ไม่ปรากฎนาม
การศึกษาเบื้องค้น :
เมื่ออายุ 8 ปี ได้เล่าเรียนหนังสือ ไทย ประถม ก.กา อยู่กับลุงเกษ ประถมบุตร เป็นครูสอนอยู่กับบ้านตอนเย็น หรือกลางคืนว่าง ๆ เท่านั้น ทำให้การเรียนพออ่านออก เขียนได้
การบรรพชาและอุปสมบท :
พอท่านอายได้ 18 ปี ได้กราบลาบุพการีเพื่อบรรพชาเป็นสามเณร แต่โยมบิดาโยมมารดาของท่านไม่อนุญาต ครั้นมีอายุครบ 20 ปี บริบูรณ์ได้กราบลาบุพการี และญาติพี่น้องเพื่ออุปสมบท ครั้งนี้โยมบิดาไม่ขัดใจ
เมื่อ 19 มิถุนายน พ.ศ.2477 ท่านจึงได้ออกเดินทางไปอยู่วัดหลวงเมืองอุบล อ.เมือง จ.อุบลราชธานี เพื่อเข้าศึกษาบาลีไวยากรณ์ และนักธรรม พศ.2479 สอบได้นักธรรมตรี พ.ศ.2480 สอบได้นักธรรมโท เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2480 ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดพงพรต ต.หนองห้าง อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ เป็นเวลา 10 ปี และปีพ.ศ. 2483 สอบได้นักธรรมเอก พศ. 2495 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดสระกำแพงใหญ่ จนถึงปัจจุบัน
ศึกษาด้านสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน :
ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดพงพรต ต่อมาไม่นานก็ได้ดำริว่า คั่นถธุระไม่เป็นของพ้นทุกข์ มีแต่ะรรมปฏิบัติเท่านั้น จึงออกเดินทางไปศึกษาด้านสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน ทราบว่าท่านอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ จำพรรษาอยู่จังหวัดอุบลราชธานี
ศึกษาธรรมจากหลวงพ่อสด :
พ.ศ. 2494 เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ไปขอเรียนวิชาธรรมกายจากหลวงพ่อเจ้าคุณ พระมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อสด จนฺทสโร) วัดปากน้ำภาษีเจริญ กรุงเทพฯ ตั้งใจทำสมาธิประพฤติแนววิชาธรรมกายอยู่ 3 วัน ก็อำลาจากไป หลวงพ่อสดถึงกับประกาศในหมู่ศิษย์ของท่านว่า หลวงปู่เครื่อง ได้บรรลุวิชาธรรมกายแล้วอำลาจากไป
เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2550 เนื่องในวโรกาสมหามงคลสมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช พระอธิการเครื่อง สุภทฺโท (หลวงปู่เครื่อง สุภัทโท) ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ในราชทินนามที่ "พระมงคลวุฒ"
........มาบัดนี้ เมื่องไทยได้สิ้นพระอริยสงฆ์ ที่ประพฤติปฏิบัติตามกิจของสงฆ์ เผยแผ่ธรรมะให้กับญาติโยมได้ยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติของชีวิต มีวัตรปฏิบัติที่ดีน่าเคารพศรัทธา รวมทั้งเป็นพระนักพัฒนาได้ก่อสร้างรร.สงฆ์เพื่อให้พระและสามเณรได้เล่าเรียน และได้ก่อสร้างอาสนสถานไว้มากมาย หลวงปู่เครื่อง ได้เข้ารับการรักษาอาการป่วยจากโรคประจำตัวที่ โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราช และได้ละสังขารไปด้วยอายุ 98ปีเศษ ................นำมาซึ่งความเศร้าโศกของญาติโยมรวมทั้งศิษยานุศิษย์ที่เคารพบูชาหลวงปู่เครื่อง
ผม... เป็นโยมคนหนึ่งเคารพศรัทธาในตัวหลวงปู่ตลอดมา รวมทั้งครอบครัวของผม จะยึดมั่นในคำสอนของหลวงปู่ตลอดไป ขอให้ดวงวิญญาณของหลวงปุ่จงไปสู่สุขคติ ในสัมปรายภพ เทอญ สาธุ.........................




 

Create Date : 16 กันยายน 2551    
Last Update : 16 กันยายน 2551 18:57:52 น.
Counter : 455 Pageviews.  


Mr.bearblog
Location :
ศรีสะเกษ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ผมนายหมีครับ ทำงานที่ไปรษณีย์ไทยจังหวัดศรีสะเกษ ปัจจุบันศึกษาป.โทที่ม.รังสิตสาขาการจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ครับ
Friends' blogs
[Add Mr.bearblog's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.