ธรรมะของท่านพุทธทาสในทัศนะของข้าพเจ้า
ธรรมะของท่านพุทธทาสในทัศนะของข้าพเจ้า
๑๐๐ ปี ชาตกาล พุทธทาสภิกขุ (๒๗ พฤษภาคม ๒๔๔๙ – ๒๕๔๙)

ภ.ม. ภาคิโน

ข้าพเจ้ารู้จักท่านพุทธทาสตั้งแต่ครั้งสมัยยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษา ซึ่งขณะนั้นท่านยังมีชีวิตอยู่และจำพรรษาอยู่ที่สวนโมกขพลาราม อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี รู้จักเพียงผิวเผินว่าท่านเป็นพระสงฆ์ที่มีชื่อเสียงมาก แต่ไม่ได้สนใจอะไรจนกระทั่งได้อ่านข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับงานฌาปนกิจของท่านอันเรียบง่าย จึงได้รู้ว่าท่านสิ้นไปเสียแล้ว
เมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๘ ข้าพเจ้าได้มีโอกาสบวชศึกษาพระธรรม ประกอบกับช่วงนั้นกำลังอ่านพระไตรปิฎกฉบับประชาชน ของสุชีพ ปุญญานุภาพ เลยเกิดวิจิกิจจา กล่าวคือ สงสัยไปหมด มีปริยัติมากมาย ทว่าปฏิบัติไม่ได้เลยไม่เกิดปฏิเวช เหตุเพราะในพระไตรปิฎกนั้นส่วนใหญ่จะแปลมาจากบาลีล้วน ๆ เป็นธรรมะที่คัดกรองต่อเนื่องกันมาหลายพันปี อ่านไปอ่านมาชักงง จับจุดไม่ถูก ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงไปเรียนปรึกษาตุ๊ลุงซึ่งเป็นอาจารย์ของข้าพเจ้าว่า มีหนังสือหรือตำราเล่มไหนที่พอจะอ่านได้โดยใช้เวลาอันสั้นแต่เข้าใจธรรมะครบถ้วน ท่านจึงแนะนำหนังสือชุดของท่านพุทธทาสให้อ่าน ซึ่งมีอยู่ในตู้ประมาณเกือบสิบเล่ม ทุกเล่มเป็นพ็อกเกตบุ๊คสั้น ๆ พิมพ์ด้วยกระดาษอย่างดี จัดรูปเล่มสวยงาม เมื่อข้าพเจ้าเปิด “คู่มือมนุษย์” ออกอ่านแค่นั้นแหละ ข้าพเจ้าจึงได้เริ่มทำความรู้จักกับท่านพุทธทาสอย่างเป็นทางการเสียที
ท่านพุทธทาสมักเน้นธรรมะของท่านไปในทางแนะแนวทางปฏิบัติอันจะนำไปสู่การหลุดพ้นจากความเป็นอัตตา หรือความถือตนของคนเรา มนุษย์เราถูกห่อหุ้มด้วยอวิชชา กิเลสตัณหา เกิดความอยากได้ถือมี ไม่ต่างอะไรจากพระพุทธศาสนาที่ท่านพุทธทาสเห็นว่า กลายเป็นติ่งของธรรมะที่แท้จริงไปเสียแล้ว หาใช่แก่นแท้หรือ “พุทธะ” แต่ดังเดิมไม่ พิธีหรือประเพณีทางพระพุทธศาสนานั้นหาได้เกิดขึ้นพร้อมกับพระพุทธเจ้าในสมัยพุทธกาลไม่ หากเกิดขึ้นภายหลัง นานเข้าจึงเริ่มขยายอิทธิพลความเชื่อที่ว่าพิธีเหล่านั้นเป็นส่วนหนึ่งอันจะนำไปสู่ “นิพพาน” ได้ ท่านพุทธทาสชี้ให้เห็นว่า การปฏิบัติตัวของเราให้ทำแต่ความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้ผ่องใส ตามโอวาทปาฏิโมกข์ซึ่งถือเป็นประธานคำสอนของคำสอนทั้งมวลพระพุทธองค์นั้น สามารถขัดเกลาให้เราเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีได้ และโอวาทปาฏิโมกข์ประการสุดท้ายเท่านั้น ที่จะนำเราไปสู่หนทางแห่งนิพพานที่แท้จริง
พุทธะที่แท้ ไม่มีพระศาสดา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่เคยทรงตรัสให้พระสงฆ์หรือพุทธศาสนิกชนทั้งมวลยึดพระองค์เป็นพระศาสดา แต่พระองค์ทรงตรัสไว้ชัดเจนในพระไตรปิฎกว่า พระธรรมวินัย (หมายถึงพระไตรปิฎก) จะเป็นศาสดาของศาสนาพุทธสืบไป และบทสรุปสั้น ๆ ของพระพุทธศาสนาที่ท่านพุทธทาสเคยกล่าวไว้ในหนังสือ “แก่นพุทธศาสน์” คือ สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น สฺพฺเพ ธฺมมา นาลํ อภินิเวสาย
เนื่องด้วยคำว่า นิพพาน แปลว่า ปราศจากของเสียดแทง คือ การว่าง นิพพานํ ปรมํ สุญญํ ว่างที่สุดคือนิพพาน ฉะนั้นการยึดมั่นถือมั่นหรืออัตตา จึงเป็นเหตุทำให้เกิดความทุกข์ทั้งสิ้น เพราะของสิ่งนี้ทำให้ทุกอย่างปราศจากความว่าง เต็มไปด้วยอบายมุข อุปาทาน ฯลฯ การที่จะทำให้ตนเราว่างเสมือนประหนึ่งแก้วที่ไม่มีน้ำนั้น อาศัยปัญญาและสมาธิ สมาธิจะทำให้มองเห็นปัญญา และปัญญาจะช่วยให้เกิดสมาธิ จากนั้นเราจึงใช้ทั้งปัญญาและสมาธิตัดทุกข์ทั้งปวงออกเสียโดยพิจารณาทีละขั้นตอนว่า ทุกข์นั้นเกิดจากเหตุใด ก็ให้ดับที่ทุกข์นั้นก่อน เมื่อดับทุกข์นั้นแล้ว ทุกข์ใดที่อาศัยทุกข์นี้เป็นเชื้อก็ย่อมดับลงได้ด้วยเช่นกัน ธรรมะที่ว่าด้วยการพิจารณาเชื้ออันอาศัยซึ่งกันและกันในการเกิดต่อเนื่องกันไป เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท
ตัวอย่างที่ยกมาโดยคร่าวนี้ แสดงถึงความสามารถของท่านพุทธทาสในการแจงพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ได้อย่างลึกซึ้ง แจ่มแจ้ง และแยบคาย ในบางครั้งสิ่งที่ท่านยกมาเปรียบเทียบนั้นช่างฟังดูเสียดสีดีแท้ แต่ตรงไปตรงมากับการดำเนินชีวิตของคนเรา เหตุนี้เองจึงทำให้หนังสือของท่านได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีตลอดมา งานเขียนของท่านมีหลายร้อยเรื่อง ทั้งนี้เป็นความตั้งใจของท่านเองเพื่อให้สมกับคำปรารภของท่านที่เคยกล่าวไว้ว่า เมืองไทยเป็นเมืองพระพุทธศาสนา แต่หาหนังสือธรรมะดี ๆ อ่านสักเล่มยังไม่มี
ข้าพเจ้าเองคงทำได้แต่เพียงยกตัวอย่างธรรมะของท่านมาไว้แต่เพียงเท่านี้ เพื่อให้ท่านทั้งหลายที่เคยได้ยินหรือรู้จักนาม “พุทธทาส” มาบ้างนั้น เกิดแรงบันดาลใจที่จะใฝ่หาธรรมะโดยไม่ได้จำกัดเฉพาะธรรมะของท่านพุทธทาสเพียงอย่างเดียว หากแต่หมั่นแสวงหาสิ่งใด ๆ ก็ตาม อันจะนำไปสู่ความว่างแห่งตน เปรียบประดุจแสงสว่างสำหรับการเดินทางบนถนนชีวิตต่อไป ถ้าสังเกตให้ดีข้าพเจ้าไม่ได้เล่าถึงชีวประวัติของท่าน ไม่ใช่จนด้วยข้อมูล ทว่าการเรียนรู้ที่จรู้จักใครให้ถูกต้อง ข้าพเจ้าเห็นว่าควรเริ่มที่ผลงานของเขาเสียก่อน เหมือนอย่างเรานึกถึงอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ คงนึกถึงสมการพลังงานอันโด่งดังแทนที่จะนึกถึงวัยเด็กของเขาว่า เรียนจบชั้นประถมศึกษาจากที่ไหน เช่นเดียวกัน ท่านพุทธทาสที่เรารู้จัก คือ ผลงานธรรมะอันบรรลือโลก ซึ่งเราทุกคนควรศึกษาอย่างถ่องแท้และนำมาประยุกต์ใช้กับตัวเราเพื่อบังเกิดผลดีต่อไป
ธรรมะใดก็ดี ศาสนาใดก็ดี ล้วนแล้วแต่สอนให้คนบรรลุถึงเป้าหมายศรัทธาเดียวกัน นั่นคือ ความสุขสงบที่ปราศจากสิ่งทิ่มแทงและหลุดพ้นจากวัฏสงสารทั้งปวง

๒๓ พฤษภาคม 49 ๒๒๒๔ น.
บ้านศรีบุญยืน ลำพูน



Create Date : 03 กันยายน 2551
Last Update : 3 กันยายน 2551 19:23:20 น.

0 comment
เมื่อสัจธรรม คือ สิ่งที่ต้องยอมรับ
เมื่อสัจธรรม คือ สิ่งที่ต้องยอมรับ

เพื่อนของข้าพเจ้าคนหนึ่ง โทรศัพท์มาหาเมื่อตอนกลางวันที่ผ่านมาเพื่อร้องขอให้เขียนบทวิจารณ์วรรณกรรมเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาระดับปริญญาโทของเธอ ข้าพเจ้าเต็มใจที่จะทำ ทว่าเราทั้งสองคนมัวแต่ถกเถียงถึงคำว่า ‘วรรณกรรม’ ว่า แท้จริงหมายถึงหนังสือประเภทไหน เพื่อที่จะได้ดึง ‘วรรณกรรม’ เหล่านั้นมาวิจารณ์สักเรื่องหนึ่ง บังเอิญเหลือเกินที่เธอดันยกเอาหนังสือเรื่องหนึ่งขึ้นมาพูดถึง อาจเป็นเพราะระลึกขึ้นมาได้ หรือจำฝังใจมาก ด้วยว่าสมัยที่เรียนหนังสือด้วยกันนั้น เราทั้งสองมักไปห้องสมุดด้วยกันบ่อย ๆ และหนังสือเล่มนี้เป็นที่โปรดปรานของข้าพเจ้ายิ่งนัก ดังนั้น เมื่อเจ้าหล่อนถามว่า หนังสือเล่มนี้ ถือเป็นวรรณกรรมได้หรือไม่ คำตอบอยู่ตรงที่.. สุดท้ายแล้ว ข้าพเจ้าก็ต้องมานั่งวิจารณ์วรรณกรรมฉบับนี้ ‘เจ้าจันท์ผมหอม นิราศพระธาตุอินทร์แขวน’
มาลา คำจันทร์ ผู้แต่งวรรณกรรมเรื่องนี้ เคยเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตอนที่ข้าพเจ้ารู้จักหนังสือเล่มนี้ และได้ยินประวัติของนักเขียนท่านนี้ ก็สัญญากับตัวเองว่า สักวันหนึ่งต้องหาโอกาสไปทำความรู้จักกับท่านให้จงได้ แม้ว่าจนกระทั่งปัจจุบัน ข้าพเจ้าไม่เคยพบตัวจริงของท่านเลยสักครั้งเดียว อย่างไรก็ดี บทประพันธ์ของท่านหลายเล่มล้วนผ่านสายตาของข้าพเจ้าแทบทั้งสิ้น อาทิเช่น เมืองลับแล วิถีคนกล้า เขี้ยวเสือไฟ นางถ้ำ หุบเขากินคน และสิงหะนาคะ เป็นต้น โดยเฉพาะ เขี้ยวเสือไฟ นั้น ถือเป็นเรื่องสั้นเล่มแรกในชีวิตของข้าพเจ้าที่ซื้ออ่านเอง และต้องไปอภิปรายหน้าชั้นเรียนสมัยชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ส่วน หุบเขากินคน นั้น ข้าพเจ้ายืมจากห้องสมุดมาลามาศของโรงเรียนบ่อยที่สุด และลงทุนซื้อเองเมื่อตอนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๕ เพื่อทำรายงานวิจารณ์เรื่องสั้นส่งครูภาษาไทย เมื่อเปรียบเทียบบรรดาผลงานของท่านทั้งหมดแล้ว ถือว่าเป็นสุดยอดนั้น ต้องยกให้กับ เจ้าจันท์ผมหอม นิราศพระธาตุอินทร์แขวน นี่แหละ.. ที่งดงามที่สุด และแฝงด้วยปรัชญาหรือคติธรรมความคิดต่าง ๆ มากมาย จนได้รับรางวัลวรรณกรรมยอดเยี่ยมแห่งอาเซียนประจำปี ๒๕๓๔
จะว่าไปแล้ว โครงเรื่องของเจ้าจันท์ผมหอมนั้น ไม่ต่างอะไรกับนวนิยายไทยและเทศทั่วไป ประเภทดอกฟ้ากับหมาวัด จนนำไปสู่ความรักที่ไม่อาจสมหวังในบั้นปลาย ตัวอย่างสากลที่รู้จักกันดี ได้แก่ โรมิโอกับจูเลียต ของ วิลเลี่ยม เชคสเปียร์ กวีนิพนธ์ชาวอังกฤษ โครงเรื่องที่ไม่สลับซับซ้อน เริ่มต้นด้วยครอบครัวผู้ดีมีตระกูลทั้งสองฝ่ายไม่ถูกกัน แต่หนุ่มสาวเกิดรักใคร่ชอบพอกัน จึงกลายเป็นโศกนาฏกรรมอันละมุนด้วยบทรักหวานซึ้ง ยิ่งมีมือที่สาม กล่าวคือ ชายหนุ่มอีกคนหนึ่ง ยื่นหน้าเข้ามากีดกันเพื่อหวังชิงตัวหญิงสาวด้วยแล้ว ยิ่งสนุกลุ้นระทึกพิลึกพิสดารไปกันใหญ่ ช่างไม่ต่างอะไรกับ บ้านทรายทอง สักเท่าใดนัก (เพียงแต่เรื่องแรกนั้น เกิดที่เมืองอิตาลี ไม่ใช่เมืองไทย และนางเอกไม่ได้ถักเปียเช่น พจมาน สว่างวงศ์) เจ้าจันท์ผมหอมก็เช่นกัน โครงเรื่องที่ผูกง่าย ๆ ว่า เจ้าหญิงสูงศักดิ์และเจ้าชายชั้นปลายแถวเกิดรักใคร่ชอบพอกัน แต่ถูกกีดกันด้วยยศถาบรรดาศักดิ์ เจ้าพ่อเจ้าแม่ และมือที่สามอย่างพ่อเลี้ยงชาวปะหล่องต่องสู่ เนื้อหาจึงเกือบหมิ่นเหม่เฉียดกรายตกราวสะพานข้ามน้ำครำอยู่รำไร ทว่า ผู้เขียนกลับเลือกใช้กลวิธีในการเล่าเรื่องแบบย้อนเวลาไปสู่เรื่องราวในอดีตเป็นจังหวะ ขณะที่เวลาปัจจุบันดำเนินไปจนเสร็จสิ้นภายใน ๑ วัน ทั้งนี้ เพื่อสร้างปูมหลังของตัวละครให้มีน้ำหนัก ไม่เลื่อนลอยหรือไร้ซึ่งที่มา ดังนั้น จุดเด่นของเรื่อง คงหนีไม่พ้น ภาษาถิ่นอันงดงาม มีกลิ่นอายขนบธรรมเนียมชาวเหนือลื่นไหลกลมกลืนไปกับบทกลอน ค่าว โคลง ต่าง ๆ ทั้งที่ยกมาประกอบหรือแต่งขึ้นมาใหม่ก็ดี ตัวอย่างเช่น
หอมเอยหอม พะยอมกลิ่นรส
หมดปลอดเกลี้ยง แก้วกลิ่นคันธา
หอมแต่เช้า มาลาบุปผา
ดวงดอกนานา ก็มาเผยเกลี้ยง
หรือที่คัดลอกมาจากวรรณกรรมสมัยเก่า เช่น นิราศหริภุญไชย ก็มี เป็นต้นว่า
อันร้อยรักฟากฟ้า ภูวดล
คืออยู่กลางทรวงหน แห่งข้า
บ่รักเฉกฉันขน ในแหว้น วักษณ์เอ่
ฤาห่อนยลแย้มหน้า นาฏเฮ้ยวัลภี
การแทรกเกร็ดประวัติศาสตร์มณฑลพายัพเข้าไปช่วยสร้างบรรยากาศให้ผู้อ่านคล้อยตามราวกับเรื่องราวที่แต่งขึ้นเป็นเรื่องจริง อาทิเช่น เกร็ดพระราชประวัติและเหตุการณ์ของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี เมื่อครั้งที่พระองค์ทรงประทับอยู่ที่พระตำหนักฝรั่งกังไส กรุงเทพมหานคร หรือพระประวัติพระนางจิระประภามหาเทวี อดีตเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้นิยายเรื่องนี้กลายเป็นผลงานที่สมควรแก่การยกย่องแห่งยุคสมัยได้อย่างสมบูรณ์
นอกจากนี้ เทคนิคหนึ่งที่เห็นได้ชัด คือ การสัมผัสของประโยคร้อยแก้ว ที่ผู้แต่งจงใจให้เป็นอย่างนั้น ภาษาที่ใช้จึงสละสลวย ระรื่น ไม่ติดขัด เช่น ..เจ้านางร่างน้อยปรากฏแล้ว ระเหิดระหงองค์แก้วดั่งนางหงส์จับคบพญาไม้ ยามยกย่างย้ายก็เสมอยูงทองย่างฟ้อนนั้นแล้ว…
เรื่องราวเริ่มต้นที่ เจ้าจันท์ ผู้เป็นราชบุตรีแห่งเจ้าพ่อผู้เป็นนัดดาแห่งอุปราชธรรมปัญโญ เมืองนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ ซึ่งตอนนั้นกลายเป็นประเทศราชของสยาม ชาวไทยใต้ (คำเรียกชาวกรุงเทพ ฯ ของชาวเหนือในสมัยนั้น) เข้ามาจัดกิจการบ้านเมืองเสียใหม่ เจ้าพ่อของเจ้าจันท์จึงถูกทอนอำนาจลง ต้องอยู่อย่างไร้เกียรติและเริ่มไร้ซึ่งทรัพย์ศฤงคาร เพราะการเก็บภาษีอากรและการคุมเศรษฐกิจท้องถิ่นนั้นล้วนแต่ตกอยู่ใต้อำนาจชาวไทยใต้ทั้งสิ้น ย้อนหลังไปในสมัยที่เจ้าจันท์ยังรุ่นอยู่นั้น ได้ไปเที่ยววัดร่ำเปิงกับบรรดาพี่ ๆ พอกลับมาถึงคุ้มก็ล้มป่วยจับไข้นอนซมไปหลายเพลา แม้จะจ้างหมอเก่ง ๆ มาช่วยรักษาอาการ ก็กลับไม่ทุเลาลง จนเริ่มที่จะหมดหวัง กระทั่งคืนหนึ่ง เจ้าแม่ของเจ้าจันท์นิมิตเห็นเทวีผู้ครองนครเชียงใหม่ในอดีต มาบอกให้เอาผมหอมไปบูชาพระธาตุอินทร์แขวน โหรทำนายฝันว่า นิมิตนั้นเป็นลางดี ด้วยประเพณีของชาวเหนือแต่โบราณกาลนั้น มักนิยมบูชาพระธาตุประจำปีเกิด (ปีนักษัตร) ของตน พระธาตุประจำปีเกิดของเจ้าจันท์ คือ พระธาตุมหาจุฬามณี บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งถือเป็นพระธาตุประจำปีจอ การจะกราบไหว้บูชานั้นลำบากนัก คนทั่วไปจึงนิยมกำหนดเอาพระธาตุอินทร์แขวนเป็นดังตัวแทนพระธาตุมหาจุฬามณี เนื่องจากมีความเชื่อว่า พระอินทร์เป็นผู้สร้างพระธาตุอินทร์แขวนนี้ขึ้น ลักษณะของพระธาตุมีสัณฐานสูงราวสองวา ประดิษฐานอยู่บนหินลูกกลมขนาดใหญ่ ซึ่งหินนี้เองก็ตั้งอยู่บนปลายหน้าผาสูงชันอีกทีหนึ่ง เมื่อแลดูแต่ไกลแล้วจะเห็นคล้ายว่าพระธาตุนั้นมีสีทองอร่ามลอยอยู่ท่ามกลางหมู่เมฆ เมื่อเจ้าจันท์ตั้งจิตอธิษฐานจะเลี้ยงผมหอมบูชาพระธาตุเจ้า ก็กกลับหายจากโรคที่เป็นอยู่อย่างปลิดทิ้ง
เจ้าจันท์เองนั้นรักกันอยู่กับเจ้าหล้าอินทะ ซึ่งเป็นเจ้านายที่จัดอยู่ในชั้นปลายแถว เจ้าหล้าอินทะทำงานให้กับบริษัทไม้ของฝรั่ง ทำให้เจ้าพ่อของเจ้าจันท์กริ้วและไม่โปรดที่เจ้าชายไปสนับสนุนพวกตะวันตกและชาวไทยใต้ เป็นการลดทอนศักดิ์ศรีของตัวเองในฐานะเจ้านายฝ่ายเหนือลง ในช่วงเวลานั้นเองที่พ่อเลี้ยงชาวปะหล่องต่องสู่ผู้หนึ่งได้เข้ามาค้าขายในจังหวัดเชียงใหม่และเริ่มสนิทสนมกับเจ้าพ่อของเจ้าจันท์ พ่อเลี้ยงพึงใจในความงามของเจ้าจันท์ยิ่งนัก ถึงกับเอ่ยปากสู่ขอ ซึ่งเจ้าพ่อเองก็ยกให้โดยดี เพราะเห็นว่าพ่อเลี้ยงมีทรัพย์สินมั่งคั่ง จะสามารถเลี้ยงดูเจ้าจันท์ให้อยู่อย่างสุขสบายได้ไปตลอด เจ้าจันท์เองก็กลับบ่ายเบี่ยงว่า เธอตั้งจิตอธิษฐานว่าจะบูชาผมหอมถวายแด่พระธาตุอินทร์แขวน และตั้งจิตเสี่ยงทายเอาผมหอมปูลอดพระธาตุ ถ้าลอดได้ เธฮจะได้สุขสมหวังกับเจ้าหล้าอินทะ ถ้าลอดไม่ได้ เธอจะแต่งงานกับพ่อเลี้ยง เมื่อถึงกำหนดเวลาเดินทาง พ่อเลี้ยงจึงอาสาพาเจ้าจันท์ออกเดินทางจาริกไปยังพระธาตุอินทร์แขวน
มาลา คำจันทร์ ได้แต่งบทประพันธ์เล่าเรื่องราวเฉพาะช่วงวันสุดท้ายก่อนที่เจ้าจันท์เดินทางไปถึงพระธาตุอินทร์แขวน แต่ตัดสลับไปมาถึงความเป็นมาในอดีตได้อย่างกลมกลืน นับเป็นกลวิธีในการดำเนินเนื้อเรื่องอย่างหนึ่ง เหตุการณ์ช่วงวันสุดท้ายที่เจ้าจันท์เดินทางนั้น พ่อเลี้ยงต้องต่อสู้กับพวกข่าว้าซึ่งเป็นโจรดักปล้นสดมภ์ตามรายทางจนตัวเองบาดเจ็บ จนกระทั่งเมื่อเดินทางมาถึงยังพระธาตุ ตัวเจ้าจันท์กลับต้องพบกับความผิดหวัง เพราะพระธาตุที่เห็นแต่ไกลว่า เป็นสีทองอร่ามอลังการอยู่กลางฟ้านั้น แท้จริงกลับหม่นหมองคร่ำครึ จวนเจียนจะพังมิพังแหล่ ครั้นเจ้าจันท์ปูผมหอมลอดใต้หินประดิษฐานพระธาตุองค์นั้นไม่สำเร็จ ยิ่งกลับทำให้เธอสิ้นสมประดีไป จนสุดท้าย เจ้าจันท์ต้องทนกล้ำกลืนรับสัจจาธิษฐานที่เธอตั้งจิตน้อมไว้แต่แรกว่า หากปูลอดผมหอมไม่สำเร็จ เธอต้องแต่งงานกับพ่อเลี้ยง
ประเด็นเกี่ยวกับการปูผมหอมลอดนี้ เป็นเรื่องคาใจของข้าพเจ้ามาตั้งแต่ต้น ความรู้สึกแรกเมื่ออ่านจบคือ เมื่อพิจารณาจากความเป็นจริงแล้ว กลับมีคำถามเกิดขึ้นว่า.. เราจะปูผมหอมลอดผ่านช่องว่างระหว่างหน้าผากับหินก้อนหนักกว่าสิบตันได้อย่างไร เจ้าจันท์เองย่อมรู้เรื่องนี้ดี แต่ผู้แต่งยังเขียนให้ตัวเอกตั้งจิตอธิษฐานอย่างแน่วแน่ที่จะเสี่ยงทายชนิดที่ว่าเอาเดิมพันเรื่องคู่ครองของชีวิตเข้าแลก แรงบันดาลใจอย่างเดียวของเจ้าจันท์ คือ ศรัทธา หรือตรงกับภาษาอังกฤษที่ว่า Believe สิ่งที่เจ้าจันท์ปักใจเชื่อมาตลอด ได้แก่ พระธาตุอินทร์แขวนซึ่งเป็นพระธาตุประจำปีเกิดของเธอเอง เธอยอมเอาชีวิตเป็นเดิมพันเพียงเพราะความศรัทธาอย่างล้นหลามเต็มเปี่ยม จากมูลเหตุที่ไม่ว่าจะด้วยอิทธิฤทธิ์ของพระธาตุหรือหยูกยาใด ๆ ก็แล้วแต่ ช่วยเยียวยาอาการเจ็บป่วยปางตายของเจ้าจันท์ให้คืนชีวิตสดใสกลับมาครั้งหนึ่งได้ ดังนั้น อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ย่อมต้องเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งเป็นแน่ เช่นเดียวกับในนวนิยายเรื่อง รหัสลับดาวินชี (The Da Vinci Code) ตอนที่บาทหลวงอริงกา โรซ่านอนพักฟื้นอยู่ในโรงพยาบาล ภายหลังโดนสิลาสยิงจนได้รับบาดเจ็บ ร้อยเอกเบซู ฟาสต์มาหาคุณพ่อ ประโยคหนึ่งที่คุณพ่อเทศนาแก่กัปตัน คือ ขอจงมีศรัทธา พลังศรัทธาเท่านั้นจะสามารถทำอะไรได้ตั้งมากมาย
เจ้าจันท์ผู้อ่อนต่อโลก เธอไม่เคยเดินทางไปไหนไกล ๆ การจาริกไปบูชาพระธาตุครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรกในชีวิตของเธอ เจ้าจันท์รับรู้เรื่องราวของโลกภายนอกผ่านทางคำบอกเล่าของเจ้าพ่อเจ้าแม่ พี่ชาย นางพี่เลี้ยง หนังสือตำรา หรือค่าวร่ำโคลงกลอนของกวีต่าง ๆ ดังนั้นโลกของเจ้าจันท์จึงเป็นโลกในอุดมคติ พลังศรัทธาที่เธอมี จึงเป็นแรงผลักดันที่เกิดขึ้นบนพื้นฐานอุดมคติเหล่านั้น ไม่ได้เกิดขึ้นจากสิ่งที่แท้จริง สัมผัสได้ และมีตัวตน เจ้าจันท์รู้จักพระธาตุอินทร์แขวนจากสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่เคยมีใครบอกเธอมาก่อนว่า พระธาตุจริง ๆ เป็นเช่นไร แม้กระทั่งในวันสุดท้ายที่เดินทาง เจ้าจันท์ก็ยังมีมโนภาพว่าพระธาตุมีสีทองอร่ามไปทั้งองค์ลอยเด่นอยู่บนฟ้า งามสมคำเล่าลือของประชาชนทั่วไปที่เคยได้พบเห็น มาลา คำจันทร์ จึงหักมุมให้ตัวเอกของเรื่องผู้มีศรัทธาอันแรงกล้าต้องพบกับอุปสรรคครั้งใหญ่ในชีวิต นั่นคือ สัจธรรม
สัจธรรม หมายถึง ความจริงทั้งหลายทั้งปวงในโลกนี้ ล้วนเป็นคู่ขนานที่สำคัญของพลังศรัทธา เราเลือกที่จะเชื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่สุดท้ายแล้วเราต้องยอมรับในสิ่งที่ไม่อยากจะเชื่อ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่านั่นคือ ความจริง.. เพราะฉะนั้นพลังศรัทธาจึงเป็นสิ่งที่ต้องใช้อย่างพิจารณา พินิจพิเคราะห์ถึงเหตุและผล ศรัทธาที่ถูกต้องและส่งเสริมไปในทางที่ถูกที่ควร ย่อมต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริง ผลที่ได้รับ ก็จะสมเหตุสมผลและประสบความสำเร็จตามอัตภาพ เจ้าจันท์เป็นตัวแทนการเผชิญหน้ากันระหว่างศรัทธากับความจริง ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้งในสังคมของเรา การยึดติดกับอุดมคติ เพ้อฝัน แต่ทึกทักเอาว่าเป็นเรื่องของศรัทธา นั่นไม่ใช่ศรัทธาที่แท้จริง ทว่า.. คือความงมงายต่างหาก เจ้าจันท์เลือกที่จะเสี่ยงทายปูผมหอมลอดพระธาตุ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่า มันไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เธอรู้ดีว่า ความเป็นไปไม่ได้นั้นย่อมหมายถึงการแต่งงานกับพ่อเลี้ยง เพียงแต่เธอเลือกเอาศรัทธาเป็นที่ตั้ง และพยายามประวิงเวลาออกไป ผลสุดท้าย คนเราก็หนีซึ่งสัจธรรมไม่พ้นอยู่ดี
สงครามที่เกิดขึ้นโดยมีสาเหตุมาจากศรัทธาและสัจธรรม ยังมีอยู่ให้เห็นจนทุกวันนี้ เนื่องจากมนุษย์เรายังหลงใหลในสิ่งที่มองไม่เห็น หนึ่งในนั้น คือ อำนาจ ซึ่งเป็นสิ่งที่รบเร้าอยู่ในจิตใจของผู้ทะเยอทะยานตลอดเวลา ข้าพเจ้าตั้งความหวังไว้ว่า หากมนุษย์เราใฝ่หาสัจธรรมและอยู่กับมัน ตั้งมั่นศรัทธาถึงโลกอันสงบสุขและเปี่ยมด้วยสันติภาพ แต่เหนือสิ่งอื่นใดนั้น มนุษย์เราคงต้องยอมรับความจริงที่ว่า สิ่งที่ข้าพเจ้าตั้งความหวังไว้ คงยากที่จะเกิดขึ้น

ภ. ม. ภาคิโน
บ้านศรีบุญยืน
๘ ส.ค. ๔๙



Create Date : 03 กันยายน 2551
Last Update : 3 กันยายน 2551 19:17:59 น.

2 comment
การปะทะกันระหว่างสองขั้วทางความคิด
การปะทะกันระหว่างสองขั้วทางความคิด

ภ. ม. ภาคิโน

ข้าพเจ้ามักพูดอยู่เสมอว่า คนเราเกิดมาย่อมแตกต่างกัน และย่อมมีความคิดแตกต่างกันออกไป ทั้งนี้ เป็นเพราะพื้นฐานชีวิตของแต่ละคนมาจากสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน บางคนถูกเลี้ยงมาแบบอนุรักษ์นิยม บางคนถูกเลี้ยงดูมาแบบเสรี เช่นเดียวกับการเพาะเมล็ด แม้ว่าจะโปรยเมล็ดนั้นลงในกระบะเดียวกัน ได้รับน้ำ แสงแดด และปุ๋ยในปริมาณที่เท่ากัน เราก็ยังไม่สามารถมั่นใจได้ว่า ต้นไม้ที่เติบโตขึ้นมาจากเมล็ดนั้นจะเหมือนกันทุกประการ ดังนั้น การที่จะให้คนเรามีความสอดคล้องกันทั้งในด้านความคิด จึงเป็นเรื่องที่ฝืนกฎธรรมชาติเป็นอย่างยิ่ง จึงมีตัวอย่างให้เห็นถึงผลของการปะทะกันทางความคิดอยู่เสมอในสังคมเรา
ข้าพเจ้าเห็นว่า ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยในบ้านเราเปรียบเสมือนเหรียญสองด้าน กล่าวคือ เป็นการปกครองที่มักตัดสินความคิดของคนด้วยความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ ซึ่งมีคำตอบอยู่เพียงสองประโยค ได้แก่ เห็นด้วย – ไม่เห็นด้วย แม้ว่าทุกคนจะมีเสรีภาพในการแสดงความคิดและหนทางในการนำเสนอนั้น แต่ดูเหมือนว่า ถ้าหากคนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย ก็มักลงเอยด้วยการปฏิเสธความคิดนั้น แม้ว่ามันจะมีข้อดีอยู่บ้างก็เถอะ เพราะฉะนั้น การที่บทลงเอยของการตัดสินมีเพียงสองด้าน จึงเปรียบเสมือนการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายไปโดยปริยาย สังคมประชาธิปไตยของประเทศไทยในช่วงห้าหกปีที่ผ่านมาก็เกิดพฤติการณ์แบบนี้เช่นกัน พอพัฒนาการทางความคิดขึ้นจนชัดเจนในแต่ละฝ่าย จึงอดไม่ได้ที่จะเกิดการกระทบกระทั่งกันขึ้น แล้วกลายเป็นความรุนแรงในที่สุด ข้าพเจ้าขอเลี่ยงที่จะเอ่ยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากผู้อ่านทุกท่านคงรับทราบสถานการณ์เหล่านั้นเป็นอย่างดี แม้ในปัจจุบันนี้ เราจะได้ชื่อว่าอยู่ในยุคสมานฉันท์ แต่ความจริงแล้ว ข้าพเจ้าก็พลอยอดนึกสงสัยไม่ได้ว่า ขณะที่เรากำลังเดินอยู่บนทางสายกลางนั้น อีกฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็ยังจ้องโจมตี จนแบ่งออกเป็นสองด้านอยู่ดี แล้วอย่างนี้เราจะเรียกว่าสมานฉันท์ได้อย่างไร
ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ข้าพเจ้าได้มีโอกาสดูภาพยนตร์สองเรื่อง เรื่องแรกมาจากอังกฤษ ชื่อ The Queen ซึ่งกำกับโดย Stephen Frears และเรื่องที่สองเป็นการ์ตูนจากญี่ปุ่น ของค่ายดัง Ghibli Studio ชื่อ Pom Poko มีความน่าสนใจตรงประเด็นหนึ่งของหนังที่ดันเหมือนกันโดยบังเอิญ นั่นคือ การนำเสนอผลของการปะทะกันทางความคิดสองขั้วที่แตกต่างกันอย่างได้ชัด แต่กลับมีบทลงเอยที่คล้ายคลึงกัน อันเป็นผลจากการปะทะกันทางความคิดสองขั้ว ขั้วแรกคือการอนุรักษ์นิยม หรือความเคยชินกับแบบเดิม ๆ ส่วนขั้วที่สองคือความทันสมัย หรือวัฒนธรรมสมัยใหม่ ส่วนขั้วไหนจะชนะอย่างไร มาดูตัวอย่างจากเนื้อเรื่องของหนังที่ข้าพเจ้าเกริ่นไว้
เรื่อง The Queen นั้น เล่าถึงเหตุการณ์ของประวัติศาสตร์อังกฤษในสมัยที่เจ้าหญิงไดอาน่าเพิ่งสิ้นพระชนม์จากอุบัติเหตุรถชนอุโมงค์ทางลอดถนน ในกรุงปารีสเมื่อปีคริสต์ศักราช 1997 และเป็นช่วงเริ่มต้นของนายกรัฐมนตรีหนุ่มไฟแรงจากพรรคแรงงาน นาม Tony Blair ซึ่งชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย ด้วยนโยบาย Modernization แม้ตัวหนังจะพยายามถ่ายทอดเรื่องราวในช่วงนั้นเป็นอย่างดี ผ่านตัวละครหลักสองคนที่ยังมีตัวตนอยู่จริง นั่นคือ สมเด็จพระราชินีอลิซาเบ็ธที่สอง และตัวนายกโทนี่ (ในหนัง ท่านนายก ฯ ชอบให้ผู้คนเรียกตัวเองว่า โทนี่) ทั้งสองคนต่างกันสุดขั้วทางความคิด สมเด็จพระราชินีทรงยืนกรานที่จะทำพิธีศพเป็นการภายในครอบครัวสเปนเซอร์ ซึ่งเป็นครอบครัวของทางเจ้าหญิงไดอาน่า ทรงหลีกเลี่ยงการทำพิธีตามโบราณราชประเพณี หรือการยกพระเกียรติเจ้าหญิงไดอาน่าเทียบเท่าพระราชวงศ์ เนื่องจากในเวลานั้น เจ้าหญิงไดอาน่าทรงถูกถอดบรรดาศักดิ์ออกจากสมาชิกราชสกุล (HRH) ภายหลังจากที่ทรงหย่าขาดจากเจ้าฟ้าชายชาร์ล มกุฎราชกุมารแห่งอังกฤษ รวมถึงพฤติกรรมที่เจ้าหญิงทรงปฏิบัติจนเป็นข่าวหน้าหนึ่งรายวันสร้างความมัวหมองมาสู่พระราชวงศ์วินเซอร์มากเพียงใด ขณะที่ข้างฝ่ายนายกรัฐมนตรี กลับเห็นควรให้มีการประกอบพิธีอย่างสมพระเกียรติพระราชวงศ์พระองค์หนึ่ง เนื่องจากทรงเป็นเจ้าหญิงในใจของประชาชน และทรงประกอบพระกรณียกิจการกุศลมากมาย ท้ายที่สุดสมเด็จพระราชินีก็ไม่สามารถทนเสียงเรียกร้องของประชาชนและสื่อมวลชนได้ จึงต้องทรงกระทำตามที่นายกรัฐมนตรีเสนอมา เพื่อรักษาภาพพจน์ของพระราชวงศ์และรักษาราชบัลลังก์เอาไว้ ตอนท้ายของหนังเสนอฉากที่นายกรัฐมนตรีเข้าเฝ้า ฯ สมเด็จพระราชินีที่พระราชวังบักกิ้งแฮม (บรรยากาศช่างแตกต่างจากวันแรกที่เขาเข้าเฝ้า ฯ พระองค์ในฐานะนายกรัฐมนตรีหมาด ๆ ซึ่งดูประหม่าและเปิ่น) สมเด็จพระราชินีทรงต้อนรับด้วยความเย็นชา ในขณะที่ท่านนายก ฯ เองกลับดูมั่นอกมั่นใจมากขึ้น ราวกับว่าตัวเขาเองสามารถโน้มน้าวให้พระราชสำนักซึ่งดูโบราณคร่ำครึหรือแปลกประหลาดในสายตาของเขา เปิดประตูอ้ารับสิ่งใหม่ ๆ เพื่อเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น หรือตามกระแสของโลกยุคปัจจุบันที่ไปถึงไหนต่อไหนแล้ว แต่เขาก็ต้องหยุดรอยยิ้มแห่งความมั่นใจ ตรงประโยคที่สมเด็จพระราชินีทรงมีพระราชกระแสตักเตือนว่า อย่าประมาทกระแสโลกเป็นอันขาด เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับพระองค์อาจเกิดขึ้นกับเขาวันใดก็วันหนึ่งโดยไม่รู้ตัวก็ได้ อย่างไรก็ดี พระองค์ทรงเปิดเผยความในพระราชหฤทัยว่า ไม่เคยเห็นปรากฎการณ์เฉกนี้มาก่อน (ขณะนั้นทรงครองราชย์มาเป็นระยะเวลาประมาณสี่สิบปีแล้ว) แต่ก็ทรงพร้อมที่จะปฏิรูปพระองค์และพระราชวงศ์จากการที่ต้องอนุรักษ์จารีตประเพณีต่าง ๆ ให้ดู Modernize มากขึ้น ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ของตัวพระองค์เองและประเทศชาติ
สำหรับเรื่องที่สองคือ Pom Poko นั้น กล่าวถึงความน่ารักของแรคคูนที่อาศัยอยู่ในป่าแห่งหนึ่งที่กำลังจะถูกถากถางเพื่อใช้สร้างที่อยู่อาศัยแบบสมัยใหม่ เช่น หมู่บ้านราคาแพง, อพาร์ทเมนท์หรู, และคอนโดมิเนียมทันสมัย เป็นต้น แรคคูนจึงต้องหันหน้าเข้ามาจับมือกันเพื่อต่อกรกับกลุ่มผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์โดยใช้วิธีต่าง ๆ นานาอัน (ตามตำนานของญี่ปุ่น) ได้แก่ การแปลงร่าง, การหลอกหลอนคนงานก่อสร้าง, การก่อกวนด้วยการทำลายเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ และการขัดขวางการทำงานด้วยการทำลายสาธารณูปโภคต่าง ๆ เป็นต้น มีการปะทะกันจนถึงขั้นเสียเลือดเสียเนื้อบ้างก็มี แม้จะใช้วิธีการตามที่กล่าวมาแล้วนั้น ก็ไม่สามารถขัดขวางการไหลมาของความทันสมัยเหล่านั้นได้ จนในที่สุด แรคคูนจึงต้องแปลงร่างเป็นคนเพื่อแฝงตัวใช้ชีวิตกับคนเรา ส่วนกลุ่มที่แปลงร่างไม่ได้ก็ต้องแอบหลบอยู่ตามท่อระบายน้ำเพื่อออกหากินตอนกลางคืน เช่น คุ้ยขยะ และแอบขโมยอาหารชาวบ้าน เป็นต้น เป็นบทสรุปอันน่าเศร้ายิ่งนัก
หนังทั้งสองเรื่อง ผู้สร้างได้กำหนดให้มีความคิดสองขั้วที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ระหว่างสมเด็จพระราชินีและแรคคูน ซึ่งเป็นตัวแทนของวัฒนธรรมเก่า ๆ หรือรูปแบบเดิมที่คนปัจจุบันเริ่มเบื่อหน่าย กับนายกรัฐมนตรีอังกฤษและประชาชนชาวญี่ปุ่นที่เข้าไปอยู่อาศัยในที่ดินที่ได้รับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบใหม่ เป็นตัวแทนของวัฒนธรรมแห่งความทันสมัย หรือรูปแบบใหม่ที่กำลังไหลเข้าไปสู่สังคมต่าง ๆ ทั่วโลก กระแสโลกาภิวัฒน์นั้นรุนแรงเสียจนผู้ที่ยึดติดกับวัฒนธรรมเดิมเหล่านั้นต้องปรับตัวเองให้เข้ากับกระแสอย่างทันท่วงที ก่อนที่จะไม่มีอะไรหลงเหลือ ทั้งนี้ เป็นผลมาจากสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของมนุษย์ การดำเนินชีวิตของคนเราจะราบรื่นไปได้ต้องรู้จักปรับตัวให้เข้ากับสภาวการณ์โลก ถ้าจะให้ยกตัวอย่างสักข้อ คงต้องยกการเมืองขึ้นมาอ้างถึงเพราะเห็นได้ชัดเจนมากที่สุด การเมืองขั้วใดก็ตามที่มีอำนาจมาก จะมีอิทธิพลจนสามารถบีบบังคับหรือกดดันอีกขั้วการเมืองหนึ่งได้อย่างน่าเกรงขามยิ่ง ผู้ที่มีอำนาจน้อยกว่าก็ต้องย่อมต่อสู้ตามสัญชาตญา ท้ายที่สุดเมื่อเห็นท่าว่าจะไปไม่รอดแล้ว สัญชาตญาณต่อไปคงหนีไม่พ้นการปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับกระแสของขั้วอำนาจเหล่านั้น บางครั้งผู้ที่อยากอยู่รอดเพื่อเล่นการเมืองต่อไปต้องปรับตัวเข้าไปหาอีกขั้วที่มีอำนาจมากกว่า ดังเช่นแรคคูนในเรื่อง Pom Poko ที่ต้องแปลงร่างเพื่อออกจากป่ามาใช้ชีวิตสมัยใหม่กับคนเรา หากเมื่อใดก็ตามที่อำนาจขั้วที่แรงกว่าหมดลง อีกขั้วหนึ่งก็มีอำนาจต่อรองขึ้นมาทันที ผู้คนก็จะพากันหลั่งไหลเข้าไปหา การไหลไปไหลมานี่แหละ เป็นไปตามพระราชกระแสของสมเด็จพระราชินีที่ทรงมีต่อนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ในตอนท้ายของหนังเรื่อง The Queen
การปะทะกันระหว่างสองขั้วทางความคิดจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงเสียไม่ได้ในสังคมปัจจุบัน ซึ่งกำลังเกิดการปะทะกันระหว่างความคิดแบบเดิมกับสมัยใหม่ จนต้องกลายเป็นเรื่องใหญ่โตระดับชาติ มนุษย์มีความทะเยอทะยานมากเท่าใด ย่อมต้องขวนขวายหาสิ่งใหม่ ๆ มากเท่านั้น แม้แนวความคิดแบบเดิม ๆ ในบางเรื่องจะสามารถนำมาปรับใช้ให้เข้ากับเหตุการณ์ปัจจุบันได้ แต่ก็ไม่ใช่ของเดิมทั้งหมด กลายพันธุ์ไปเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า วัฒนธรรมร่วมสมัย ความร่วมสมัยถูกอ้างว่าเป็นของที่อยู่ตรงกลางระหว่างทั้งสองขั้วความคิดหรือสองรูปแบบ แท้จริงเป็นกลไกในการหาทางออกของมนุษย์ นั่นคือ การมีทางเลือกที่สามระหว่างสองทางเลือกที่แข่งขันกัน ผลของการปะทะกันจึงรุนแรงน้อยกว่า ดังนั้น จึงกลายเป็นวิธีที่คนเรานิยมใช้ในการแก้ไขปัญหาทำนองนี้อยู่เสมอ
ในตอนท้ายของหนังเรื่อง Pom Poko แรคคูนตัวเอกของเรื่องที่พ่ายแพ้ต่อวัฒนธรรมสมัยใหม่ จนต้องแปลงร่างไปใช้ชีวิตกับคน กำลังเดินทางกลับบ้านในรูปร่างคน ขณะที่เดินผ่านกำแพงสูงยาวนั้น เขาเหลือบแรคคูนตัวหนึ่งลอดเข้าไปในรูข้างกำแพง ด้วยความสนใจจึงตามเข้าไปดู และแล้วสายตาของเขาก็พบกับภาพสนามกอล์ฟกว้างไพศาลสุดลูกหูลูกตา ทว่าบนเนินเล็ก ๆ กลางสนามนั้น เหล่าแรคคูนกำลังจับกลุ่มกันเต้นรำใต้แสงพระจันทร์เต็มดวงราวกับกำลังอยู่ในป่าทึบ แรคคูนตัวเอกเห็นดังนั้น ถึงกับน้ำตาคลอและวิ่งตรงเข้าไปหาเพื่อนเก่า ๆ กลุ่มนั้นที่ล้วนแล้วแต่แปลงร่างไม่ได้ทั้งสิ้น พวกเขาอ้าแขนตอบรับด้วยความยินดี และแรคคูนในร่างคนก็แปลงร่างคืนเป็นแรคคูนจริง ๆ ร่วมเต้นไปกับเขาเหล่านั้น ท่ามกลางแสงจันทร์แห่งราตรี
แม้ว่าเราจะอยู่ในยุคสมัยโลกาภิวัฒน์ก็ตาม หากบางครั้งกลับอดคิดไม่ได้ว่า สิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่รอบตัวเราล้วนเกิดขึ้นมาสิ่งที่เรามองว่าเป็นความคิดเดิม ๆ แทบทั้งสิ้น วันใดวันหนึ่งที่กระแสแห่งความทันสมัยหมดลง หรือผลักดันความคิดใหม่ ๆ ไปไม่สำเร็จ สุดท้ายเราเองอาจจะพลันหวนนึกถึงสิ่งที่เราเคยหลีกหนี และหันกลับไปพึ่งมันอีกครั้งก็เป็นได้

บ้านศรีบุญยืน
๒๓ กันยายน ๒๕๕๐ ๒๑๒๑ น.



Create Date : 03 กันยายน 2551
Last Update : 3 กันยายน 2551 19:16:10 น.

0 comment
เราจะเริ่มต้นจรรโลงพระพุทธศาสนาได้อย่างไร
เราจะเริ่มต้นจรรโลงพระพุทธศาสนาได้อย่างไร

ภ. ม. ภาคิโน

เมื่อเช้าวันที่เขียนบทความนี้ เป็นวันก่อนหน้าวิสาขบูชาเพียงหนึ่งวัน ข้าพเจ้าตั้งใจจะไปทำบุญที่วัดเพราะถ้าไปช่วงวันสำคัญ จะมีประชาชนไปทำบุญมาก ทำให้ไม่มีเวลาสนทนาธรรมกับ “ ตุ๊ลุง” ผู้เป็นพระอาจารย์ของข้าพเจ้า
พระครูสิริปุญญากร หรือ ตุ๊ลุง ของข้าพเจ้า (ปัจจุบันท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดศรีบุญยืน และเจ้าคณะตำบลเหมืองง่า อำเภอเมือง ลำพูน) ได้หยิบแฟ้มเอกสารฉบับหนึ่งให้ข้าพเจ้าอ่านดู ในนั้นมีจดหมายของท่าน เขียนถึง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญท่านหนึ่งที่เป็นคนในหมู่บ้านเดียวกัน ซึ่งได้รับโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง เมื่อช่วงปฏิรูปการปกครองที่ผ่านมา รายละเอียดในจดหมายเป็นการแสดงความคิดเห็นต่อประเด็น การบรรจุข้อความว่า “พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ส่วนเอกสารอื่น ๆ เป็นบทความประกอบการพิจารณาประเด็นดังกล่าว ข้าพเจ้าพลิกดูเห็นมีบทความของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต) ด้วย ซึ่งเมื่อไล่เลียงอย่างถี่ถ้วนแล้ว ปรากฎว่า เป็นบทความที่คัดลอกมาจากหนังสือของท่านเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติอีกทีหนึ่ง ไม่ได้แต่งขึ้นใหม่แต่อย่างใด
ท่านผู้อ่านหลายท่านคงจะรับทราบข่าวจากทางสื่อว่า มีการเคลื่อนไหวและเรียกร้องให้มีการบรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับที่ได้ชื่อว่า เป็นของประชาชน เพราะมีการทำประชาพิจารณ์ในทั่วภูมิภาค ฉะนั้น รายละเอียดตรงนั้นขออนุญาตไม่พูดถึงอีก แต่ประเด็นที่ข้าพเจ้าจะเสนอในวันนี้ คือ ทุกวันนี้ เราทำให้สังคมไทยเป็นสังคมชาวพุทธที่สมบูรณ์แล้วหรือยัง
ในท่ามกลางกระแสโลกาภิวัฒน์ สังคมไทยเริ่มเสื่อมลงศาสนาอย่างเห็นได้ชัด และกำลังเลอะเลือนถึงจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของการนับถือศาสนา ซึ่งเกิดขึ้นไม่เว้นแม่แต่ศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม หรืออื่น ๆ ตัวแปรที่สำคัญ คือ ความเจริญทางวัตถุที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม หลงมัวเมาในลาภ ยศ สรรเสริญ สักการะ หลายคนอาจคิดว่า อันที่จริงสิ่งเหล่านี้ ล้วนเกิดขึ้นทุกยุคทุกสมัย แต่ข้าพเจ้าพิจารณาสังคมไทยย้อนไปในอดีตแล้ว ก็ไม่พบว่าจะมีมากเท่าในปัจจุบัน
ประเทศไทย ได้ชื่อว่า เป็นประเทศแห่งพระพุทธศาสนา ชาวต่างชาติต่างตะหนักดีว่า ประเทศไทยมีภาพลักษณ์เป็นเมืองพุทธ สถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจส่วนใหญ่ก็เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น วัฒนธรรมและประเพณีต่าง ๆ ก็มีรากฐานมาจากพระพุทธศาสนาเช่นเดียวกัน ยิ่งเมื่อดูกันตามข้อมูลสถิติแล้ว ชาวไทยนับถือศาสนาพุทธเกือบร้อยละ 80 เหตุผลเหล่านี้นี่เอง ที่สนับสนุนให้ประเทศเราได้ชื่อว่าเป็นเมืองพุทธ ทว่าในความเป็นจริง ถ้าหากจะนับกันเรียงคนว่า ในร้อยละ 80 นั้น มีใครเป็นพุทธศาสนิกชนแท้จริงเท่าไรนั้น คงมีไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ ดีไม่ดี..อาจจะย้อนเราให้แปลคำว่า พุทธศาสนิกชน ให้ฟังเสียด้วยซ้ำ ข้าพเจ้ายอมรับว่า เมื่อกรอกประวัติตรงช่อง ศาสนา (Religion) จะระบุว่า ชาวพุทธ (Buddhist) และหนุ่มสาววัยทำงานทั่วไปก็ทำอย่างเดียวกับข้าพเจ้า ครั้นตอนสัมภาษณ์งาน สมมติเจ้าหน้าที่ให้ท่องบทสวดพระพุทธคุณให้ฟัง หรือถามเกี่ยวกับข้อมูลวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เช่น วันวิสาขบูชา เป็นต้น จะมีคนสอบสัมภาษณ์ผ่านสักกี่คนกัน
ดังนั้น ปัญหาของเรื่องจึงมีอยู่ว่า เราเป็นชาวพุทธกันแต่ตัวเท่านั้น หาใช่ชาวพุทธที่นับถือคำสอนของพระผู้มีพระภาคด้วยจิตใจไม่ พระพุทธศาสนาในไทยดำรงคงอยู่คู่ประวัติศาสตร์ชาติมาอย่างยาวนาน แต่การจะจรรโลงพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนต่อไปเบื้องหน้าเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องช่วยกัน ไม่ใช่เฉพาะบุคคลที่ต้องการจะบรรจุเอาพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พระภิกษุสงฆ์ หรือแม้แต่รัฐบาล
การจะจรรโลงพระพุทธศาสนาควรเริ่มต้นที่ ความเข้าใจในแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา คือ ความว่างเปล่า ไม่มีนิวรณ์ ปราศจากซึ่งกิเลส และหนทางการปฏิบัติที่จะไปให้ถึงซึ่งความว่างเปล่า มนุษย์เราจะต้องรู้จักละวางอุปาทาน คือ การยึดมั่นถือมั่น ละทิ้งอัตตา คือการถือตัวลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป สิ่งเหล่านี้เป็นรากฐานของธรรมะทุกประการในพระพุทธศาสนา ถ้าเราสามารถละทิ้งอัตตาได้บางส่วน เราจะรู้สึกว่าสิ่งทั้งปวงเป็นสิ่งไม่เที่ยง ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน สิ่งที่เราได้มาเป็นของที่เราต้องเสียไป เป็นความพอเพียงในสิ่งที่ตนมีอยู่ เมื่อพัฒนาความคิดได้ถึงระดับนี้แล้ว สังคมเราจะเริ่มสงบสุข ไม่มีการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน ไม่มีฉ้อฉลกลโกง ไม่มีการคิดแบ่งแยก และจะไม่มีอะไรที่ไม่ดีอีกหลายประการ
หลายคนเมื่ออ่านถึงตรงนี้ อาจจินตนาการเลยเถิดไปว่า ..งั้น ฉันคงต้องไปวัดบ่อย ๆ และทำบุญให้มากขึ้น ถึงจะสมกับเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีใช่ไหม? เมื่อคิดได้ดังนี้ ข้าพเจ้าขออนุโมทนาด้วย แต่จะขอแก้มิจฉาทิฏฐิของท่านก่อนจะไปกันใหญ่ ข้าพเจ้าขอบังอาจชี้แจงทำความเข้าใจว่า พุทธศาสนิกชนที่ดีไม่ได้เกิดจากการไปวัดทุกวันพระหรือทำบุญให้มาก นั่นเป็นเพียงสิ่งประกอบพระพุทธศาสนา หรือเปลือกของแก่นแท้แห่งศานาเท่านั้นพุทธศาสนิกชนที่ดีไม่ได้เกิดจากการสร้างเหรียญบูชาหรือสร้างบุญกุศลด้วยหวังลาภยศสรรเสริญ พุทธศาสนิกชนที่ดี เกิดจากการปฏิบัติตัให้สมเป็นลูกแห่งพระตถาคต กล่าวคือเชื่อฟังคำสั่งสอนในองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างตั้งใจ เรียนรู้ที่จะปฏิบัติตาม เพื่อให้เกิดความเข้าใจในคำสอนนั้นอย่างถ่องแท้ ทั้งสามขั้นตอนนี้เป็นหลักธรรมที่ว่า ปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวช พระธรรมคำสอนของพระองค์นั้นมีมากมาย หากเราเลือกที่จะนำคำสอนใดมาลองปริยัติ ไปปฏิบัติ ท้ายที่สุดเราจะเกิดปฏิเวช แล้วเราจะบังเกิดความปีติขึ้นมาโดยพลัน อันเป็นผลบุญที่เกิดขึ้นกับจิตใจและเปี่ยมสุขยิ่งกว่าความสุขใด ๆ ทั้งมวล ต่อไปภายหน้า เราก็จะสามารถเผยแผ่คำสอนนี้แก่ครอบครัว เพื่อน ๆ คนรอบข้าง ชุมชน และสังคมต่อไป เพราะฉะนั้นพุทธศาสนิกชนหรือตัวเรานี่แหละ คือเรี่ยวแรงสำคัญในการจรรโลงพระพุทธศาสนาอย่างไม่ต้องสงสัย
ใครก็ตามที่ศึกษาประวัติศาสตร์ชมพูทวีป หรือติดตามสารคดีของพาโนราม่า เรื่อง ตามรอยพระพุทธเจ้าจะรับทราบถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ภายหลังที่พระพุทธเจ้าทรงปรินิพพานนั้น ถือว่าศาสนาพุทธไม่แพร่หลายมากเท่าใดนัก จนกระทั่งราวพุทธศักราช ๓๐๐ พระเจ้าอโศกมหาราช บรมธรรมิกราชาผู้ยิ่งใหญ่ได้แต่งตั้งคณะสมณทูตออกไปเผยแพร่พระธรรมในทุกทวีป รวมทั้งประเทศไทยเราด้วย ตลอดจนทรงทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้รุ่งเรืองตลอดรัชสมัยของพระองค์ ผลของพระราชกรณียกิจในครั้งนั้น ส่งผลดีมหาศาลแก่พระพุทธศาสนา ทำให้ทั่วโลกได้รู้จักพระพุทธศาสนา และเติบโตจนกระทั่งเป็นปึกแผ่นมั่นคงตราบจนเท่าทุกวันนี้ ดังนั้น กว่าสังคมไทยของเราจะสมบูรณ์พร้อมสมเป็นเมืองที่มีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ หรือมีความเจริญทัดเทียมทางจิตใจเฉกเช่นในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชพระองค์นั้น คงใช้เวลานานนับร้อยปี แต่เมื่อใดก็ตามที่เราสามารถดำเนินการจนสำเร็จได้แล้ว ประเทศชาติของเราจะได้ชื่อว่า ..เป็นส่วนหนึ่งในการทำให้พระธรรมของพระพุทธเจ้านั้นขจรขจายออกไปทั่วโลก

บ้านศรีบุญยืน
๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๐ ๒๓๓๑ น.



Create Date : 03 กันยายน 2551
Last Update : 3 กันยายน 2551 19:15:19 น.

0 comment
PeeEm
Location :
ลำพูน  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



สวัสดีครับ ผมชื่อ ภาคิน มณีกุล ครับ ปัจจุบันทำงานอยู่ที่ บริษัท ลานนาโปรดักส์ จำกัด เป็นบริษัทผลิตวาซาบิรายใหญ่ของประเทศ งานอดิเรกของผม นอกจากส่วนใหญ่จะเล่นกีฬา คือ ปั่นจักรยานและเล่นแบดมินตัน อ่านหนังสือ ดูภาพยนตร์และชอบเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ เพื่อถ่ายรูปหรือพักผ่อนแล้ว ผมยังชอบเขียนบทความ เรื่องสั้น และนวนิยายอีกด้วยครับ

เพื่อน ๆ คนไหนเข้ามาอ่านก็สามารถติชมได้นะครับ ขอบคุณครับ
New Comments