แนะนำหนังสือ "THE WORLD IS FLAT" ให้ลองอ่านสำหรับผู้สนใจเปิดโลกทรรศน์
หลังจากห่างหายในการอัพบล็อคมานาน เนื่องจากมัวแต่ไปวุ่นกับการเรียนต่อปริญญาโท เลี้ยงส่ง รวมถึงการเที่ยว (ฮ่า) โดยระหว่างรื้อของนี่เอง จึงได้พบกับหนังสือเล่มนึง ซึ่งจำได้ว่า ซื้อเพราะว่าไปลงเรียนวิชานึงไว้ขณะเรียนปริญญาตรี แต่แล้วจนเล่าเมื่อเรียนวิชานั้นจบก็ยังไม่ได้อ่าน เนื่องจากขนาดความหนาของหนังสือมันบั่นทอนมาก ห้าๆ อย่างไรก็ดี เนื่องจากเห็นว่า เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับหลักสูตรปริญญาโทที่กำลังจะไปศึกษาต่อ ดังนั้นจึงตัดสินใจอ่าน และเมื่ออ่านจบแล้วทำให้รู้สึกได้ว่า "ขณะที่เวลากำลังหมุนไปนี่ เราช่างไม่รู้อะไรเลยจริงๆ!"

หนังสือเล่มนี้ไม่ต้องเดาชื่อครับ เพราะผมได้ตั้งเป็นชื่อหัวข้อไปแล้ว นั่นคือ THE WORLD IS FLAT
โดยมีชื่อเป็นภาษาไทยคือ ใครว่าโลกกลม เขียนโดย Thomas L. Friedman

หนังสือใครว่าโลกกลมเล่มนี้ ถูกปูเรื่องในต้นเล่มเป็นลักษณะอ้างอิงประวัติศาสตร์ การกำเนิดของอินเทอร์เน็ต การเปลี่ยนถ่ายปฏิวัติอุตสาหกรรม การล่มสลายของสงครามเย็น ฯลฯ ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้โลกนั้นแบนอีกครั้ง การชี้ให้เห็นถึงประโยชน์จากกระแสโลกาภิวัฒน์ จากการทำงาน การนำเสนอตัวเองบนเวทีโลก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดการตื่นตัวของปัจเจกบุคคล ดังนี้เพื่อเตรียมตัวต่อการเปิด AEC ซึ่งอาจทำให้เรารู้สึกได้ว่า มันได้เข้ามาใกล้เรามากขึ้นแล้ว ผมจึงขอแนะนำให้เพื่อนๆ อ่านหนังสือเล่มนี้ เพื่อเป็นแรงกระตุ้น ผลักดันตนเองเพื่อรับมือกันครับ




Create Date : 02 กรกฎาคม 2555
Last Update : 2 กรกฎาคม 2555 10:00:22 น.
Counter : 787 Pageviews.

2 comment
หนังสือน่าอ่าน "โลกนี้คือละคร"

"โลกนี้คือละคร บทบาทบางตอน ชีวิตยอกย้อนยับเยิน ชีวิตบางคนรุ่งเรืองจำเริญ แสนเพลิน เหมือนเดิมอยู่บนหนทางวิมาน" นี่คือบทเพลงของครูไพบูลย์ บุตรขัน แต่งให้ สุเทพ วงศกำแหง ร้องอยู่เพลงหนึ่ง ซึ่งเป็นที่มาของหนังสือที่ ดร วิษณุ เครืองามเขียนเปรียบเปรยกับการเมือง ผ่านจากสายตาของท่านที่คลุกคลีในวงการนี้มาหลายสิบปี เปลี่ยนถ่ายหลายรัฐบาล มีทั้งทุกข์สุขเคล้าปนกันไป เป็นหนังสือที่อ่านแล้วจะช่วยให้เข้าใจความเป็นไปในทางการเมืองมากขึ้น จึงเป็นหนังสือที่ผมคิดว่า น่าอ่าน และน่าติดตามอย่างยิ่ง

คำนำสำนักพิมพ์

ชื่อของ ดร วิษณุ เครืองาม ผู้ได้รับสมญานามจากสื่อมวลชนประจำทำเนียบประจำปี พศ ๒๕๔๘ ว่า "เนติบริกร" นั้นเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไปว่า เป็นคนเก่ง มีความรอบรู้ในหลายๆด้าน และที่สำคัญคือ เป็นคนดี

     ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหน ทำอะไร ด้วยความสามารถพิเศษและอุปนิสัยส่วนตัวที่พูดจารู้เรื่อง เข้าใจง่าย ทำงานคล่อง น่าเชื่อถือ เข้ากันได้กับผู้บังคับบัญชาทุกคน งานใดที่รับผิดชอบล้วนสำเร็จลุล่วงไปตามเป้าหมาย

     ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ ทำให้ อาจารย์วิษณุมีความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงานมาตามลำดับ

     บนเส้นทางเดินของการรับใช้ประเทศ อาจารย์วิษณุดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะรัฐมนตรีนานถึง ๙ ปี ตั้งแต่ ๑ ตุลาคม ๒๕๓๖ ถึง ๓ ตุลาคม ๒๕๔๕ ก่อนหน้านั้น ๒ ปีเป็นรองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ต่อมาได้เป็นรองนายกรัฐมนตรีอีกสมัยครึ่ง เป็นเวลาเกือบ ๔ ปี

     จึงกล่าวได้ว่าอาจารย์วิษณุนั่งทำงานอยู่ในทำเนียบรัฐบาล เข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีทั้งในบทบาทของข้าราชการประจำระดับสูง และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเวลา ๑๕ ปี ทำงานกับรัฐบาล ๑o ชุด สัมผัสกับนายกรัฐมนตรีทั้งสิ้น ๗ คน

     "เรื่องเล่าจากเนติบริกร : วิษณุ เครืองาม" เป็นหนังสือที่อาจารย์วิษณุเก็บรวบรวมเรื่องราว แบ่งออกเป็น ๓ ชุด มานำเสนอ เริ่มต้นด้วยชุดที่ ๑ โลกนี้คือละคร

     เรื่องที่นำมาเล่า ๓ ชุดนี้ แม้จะเป็นการเล่าเรื่องส่วนตัวของอาจารย์วิษณุ แต่ที่สำคัญไปกว่านั้น ทุกเรื่องราว ทุกเหตุการณ์ ทุกสถานการณ์มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับบุคคลต่างๆมากมาย โดยเฉพาะผู้นำประเทศในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่เคยร่วมงานด้วยได้แก่ พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัน นายอานันท์ ปันยารชุน พล.อ. สุจินดา คราประยูร นายชวน หลีกภัย นายบรรหาร ศิลปอาชา พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ และ พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร แต่ละคนมีสไตล์การทำงาน มีนิสัยส่วนตัวที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งอาจเป็นเรื่องที่สาธารณชนยังไม่เคยรับรู้มาก่อน

     ในบทที่ว่าด้วย "การเมืองเรื่องของรัฐบาลกับรัฐสภา" และบทที่ว่าด้วย "ปากเป็นเอก เลขเป็นโท" ที่อยู่ในชุดที่ ๑ นี้อาจารย์วิษณุ ได้กล่าวถึงการพูดของนักการเมืองในหลายๆลักษณะ หลายๆโอกาส ไว้อย่างละเอียด ครบครัน พร้อมยกตัวอย่างผู้นำทางการเมืองแต่ละคนในกาลอดีต เรื่อยมาจนถึงยุคที่ได้ร่วมงาน มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยมากมาย เช่น

     "ที่สำคัญคือ นักปฏิบัติบางคนทำงานเก่ง แต่พูดไม่เป็น บางคนพูดเก่ง แต่ปฏิบัติไม่ได้ ทำงานไม่เป็น แต่ข้างฝ่ายผู้พูดเองก็ต้องหมั่นเรียนรู้ ข่างสังเกต ถ้าพูดไม่ได้ พูดไม่เป็น ขอให้ยึดหลักพูดจริง ทำจริง จริงใจ และรู้งานของตน รู้อะไรก็พูดไปอย่างนั้น ไม่โกหก ไม่หลบเลี่ยง ไม่ปิดบังอำพลาง เอาความจริงเข้าว่า อย่างนี้ก็พอไปได้ โดยเฉพาะคงได้คะแนนสงสารไปบ้างในด้านความซือและจริงใจ"

     อีกตอนหนึ่ง อาจารย์วิษณุ กล่าวสรุปถึงการพูดของนักการเมืองไว้อย่างน่าฟัง โดยบอกว่า

     "...ที่น่าคิดคือ สังคมเราให้ความสำคัญกับการพูดมากเกินไปหรือเปล่า ที่โบราณท่านบอกว่า ปากเป็นเอก เลขเป็นโท น่าจะจริงเวลาใช้กับนักการเมือง แต่ที่น่าเสียดายคือ เราให้ความสำคัญกับปากจนเกินไป ปากจึงกลายเป็นเอก ส่วนความรู้เรื่องตัวเลข ข้อมูลสถิติต่างๆ เป็นแค่โท หนังสือเป็นแค่ตรี ในขณะที่ชั่วดีกลายเป็นจัตวารั้งท้าย แปลว่าความรู้ และความประพฤตชั่วดีของนักการเมืองกลายเป็นรองการพูดจาเก่งไปอย่างน่าเสียดาย"

     นอกจากจะได้ความรู้จากเรื่องราวที่ได้เล่าผ่านตัวอักษรที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเมืองและความจริงของนักการเมืองแต่ละคนในหลากหลายมิติไว้อย่างละเอียด ครบถ้วน ซึ่งอาจารย์วิษณุทำหน้าที่บันทึกเอาไว้โดยปราศจากอคติหรือความลำเอียงใดๆ พร้อมกับให้ข้อคิดในลักษณะ "นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า" ไว้อย่างน่าสนใจยิ่ง เหนืออื่นใด ยังให้ความเพลิดเพลินกับการอ่านอีกด้วย

     ""เรื่องเล่าจากเนติบริกร : วิษณุ เครืองาม มิใช่เล่มแรก และไม่ใช่เล่มสุดท้าย ยังมีอีกอย่างน้อย ๒ เล่มที่เป็นผลงานของอาจารย์วิษณุ ซึ่งเข้าแถวรอคิวการจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชน ล้วนแต่เป็นหนังสือที่น่าอ่านทั้งสิ้น แต่ละเล่มจะทยอยออกมาตามลำดับเพื่อบรรณาการแด่นักอ่านที่ชื่นชอบโดยไม่ต้องอดใจรอให้เนิ่นนาน

คำนำผู้เขียน

เมื่อผมลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ในวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๔๙ ก็ไม่ได้มีหน้าที่การงานใดเป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากสอนหนังสือและได้รับเชิญบรรยายหัวข้อที่พอถนัดบ้างเป็นครั้งเป็นคราว โดยขอยกเว้นเรื่องเกี่ยวกับการเมือง แต่คำโบราณที่ว่า "นักเลงกลอนนอนเปล่าก็เศร้าใจ" ดูจะจริง ดังนั้นพอว่างจากไปเที่ยวเตร่ที่ต่างจังหวัดและต่างประเทศ ก็อดไม่ได้ที่จะเขียนเรื่องที่เคยประสบ เคยได้ยินได้ฟัง หรือเคยทำมากับมือ เป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ กันลืม และหวังว่าบางเรื่องกว่าจะลงตัวได้ต้องผ่านอะไรต่ออะไรที่ยากเย็นมามาก จึงควรจะให้คนที่เข้ามาทำงานรุ่นหลังๆได้ทราบไว้บ้าง บางครั้งก็ไปเขียนตอนดูดาวนับเดือนที่ภูฎาน เนปาล โครเอเชีย อียิปต์โน่นแน่ะครับ

     เขียนไปเขียนมาก็ได้เป็นเอกสารขนาดหนุนนอนได้จนท่าจะพิมพ์ทีเดียวไม่ไหว เกรงจะหนาเป็นสมุดโทรศัพท์ สำนักพิมพ์มติชนซึ่งเคยพิมพ์หนังสือของผมมาหลายเล่ม ทราบข่าวจึงติดต่อมาขอรับไปพิมพ์และจัดจำหน่าย โดยเสนอว่าจะแยกทยอยพิมพ์เป็นชุดๆ เข้าใจว่าจะได้ ๓ ชุด ซึ่งน่าจะสะดวกต่อการพกพาและการเปิดอ่าน แม้ว่าต้นฉบับเขียนจนครบถ้วนแล้วก็ตาม

     ผมแจ้งสำนักพิมพ์ว่าขอใช้ชื่อรวมๆ ของหนังสือว่า "เรื่องเล่าจากเนติบริกร" ส่วนแต่ละชุดอาจตั้งชื่อย่อยแยกออกไปตามสาระหลักในชุดนั้นๆ ชุดแรกจึงมีชื่อว่า โลกนี้คือละคร

     ผลประโยชน์ทั้งปวงอันได้จากการจำหน่ายหนังสือแต่ละชุด ขอมอบให้เป็นประโยชน์แก่การศึกษา การกุศลสาธารณะ และสวัสดิการของเจ้าหน้าที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพราะลำพังประสบการณ์ ๑๕ ปีที่ผมได้มาจากการทำงานในทำเนียบรัฐบาล ๑o ชุด นายกรัฐมนตรี ๗ คน เป็นผลประโยชน์ส่วนตัวที่ยิ่งใหญ่พอเพียงแล้ว ส่วนอื่นๆ ควรคืนกลับสู่สังคม

ที่มา: หนังสือโลกนี้คือละคร สำนักพิมพ์มติชน




Create Date : 12 เมษายน 2555
Last Update : 12 เมษายน 2555 11:20:06 น.
Counter : 1258 Pageviews.

0 comment

iAblazel
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]