Group Blog
 
All blogs
 

จงขอต่อพระบิดา

คำสอนของพระเยซูคริสต์สอนให้เราเห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างพ่อ กับลูก

“พ่อ คือ พระเจ้า
ลูก คือ เรา ผู้ที่เชื่อวางใจในองค์พระเยซูคริสต์”

“ลูกของพระเจ้า!!!” เป็นเรื่องเหลือเชื่อที่คนบาปอย่างเรา ที่จะไดัรับเกียรตินี้
เกียรติซึ่งสวงนไว้แด่ ผู้ที่เชื่อวางใจในองค์พระเยซูคริสต์เท่านั้น

พระเจ้าได้ยืนยันกับเราไว้ใน โรม 8:15
“เหตุว่าท่านไม่ได้รับน้ำใจทาสซึ่งทำให้ตกในความกลัวอีก
แต่ท่านได้รับพระวิญญาณผู้ทรงให้เป็นบุตรของพระเจ้า
ให้เราทั้งหลายร้องเรียกพระเจ้าว่า อับบา คือ พระบิดา
” )

พระเยซูคริสต์เจ้า ได้ตรัสไว้ใน มัทธิว 7:7 -10 ว่า
จงขอแล้วจะได้จงหาแล้วจะพบจงเคาะแล้วจะเปิดให้แก่ท่าน
เพราะว่าทุกคนที่ขอก็ได้รับ คนที่แสวงหาก็พบ และคนที่เคาะก็จะเปิดให้เขา
ในพวกท่านมีใครบ้างที่จะเอาก้อนหินให้บุตร เมื่อเขาขอขนมปัง
หรือให้งูเมื่อบุตรขอปลา

การแสดงออกถึงความผูกพันที่ลูกมีต่อพ่อแม่ อย่างหนึ่ง คือ การที่ลูกนึกถึงพ่อแม่ เป็นอันดับแรก
ไม่ว่าจะสุข หรือ เศร้า


. . . . ผู้เป็นพ่อ เป็นแม่ คงเสียใจไม่น้อย หากลูกของตนไปขอความช่วยเหลือจากคนอื่นเวลามีปัญหา

. . . . พระบิดาของเราก็เช่นกัน พระองค์ปรารถนาที่จะได้ยินคำอธิฐานของเรา บอกความต้องการของเรา
ให้พระองค์ช่วยเหลือ

พระเยซู ได้ตรัสไว้ใน มัทธิว 7: 10 อีกว่า
“เหตุฉะนั้น ถ้าท่านทั้งหลายเองผู้เป็นคนชั่ว ยังรู้จักให้ของดีแก่บุตรของตน
ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใดพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์จะประทานของดีแก่ผู้ที่ขอจากพระองค์”

การที่พระเยซูบอกให้เราขอ ก็เพื่อให้เรามีชีวิตที่ผูกพันอยู่กับพระเจ้า
และท่าทีในการขอต่อพระเจ้านั้น คือ

“จงเชื่อ” เชื่อว่าจะได้รับ เชื่อในฤทธานุภาพของพระเจ้า เหมือนตนเองเป็นเด็กเล็กๆ
ที่เข้ามาขอจากพ่อด้วยความเชื่อ วางใจ
“อย่าสงสัย” เพราะผู้ที่สงสัย ก็เป็นเหมือนคนสองใจ เหมือนคลื่นในทะเลที่ซวนเซ ไปมา
และ “จงถ่อมใจ” และไว้วางใจในพระเจ้า
ข้อสำคัญอีกประการหนึ่งคือ “ขอในสิ่งที่ชอบธรรม”
ในบางทีท่านขอ แต่ ไม่ได้เพราะว่าท่าน “ขอผิด”

ใน ยากอบ 4:3 บอกไว้ว่า
“ท่านขอและไม่ได้รับ เพราะท่านขอผิด หวังได้ไปเพื่อสนองราคะตัณหาของท่าน”

ขอบคุณพระเจ้าที่ไม่ให้แก่เรา เมื่อเราขอผิด . . .

ในพระคัมภีร์เดิมมีหลายคนที่ประสบความสำเร็จและได้รับพระพรจากพระเจ้า
เพราะว่า พวกเค้า “ขอต่อพระองค์”

มีคนหนึ่งที่คำอธิฐานของเค้าได้มีหลายคนนำมาเป็นแบบอย่าง จนประสบความสำเร็จในชีวิต
คนผู้นั้นคือ ยาเบส

ใน 1 พงศาวดาร 4:9
ฝ่ายยาเบสเป็นผู้มีเกียรติกว่าพี่น้องทั้งหลายของเขา มารดาของเขาเรียกชื่อเขาว่า ยาเบส
กล่าวว่า "เพราะเราคลอดเขาด้วยความเจ็บปวด"

(เรียกง่ายๆ ก็คือ “นายเจ็บปวด” แต่ยาเบสไม่ยอมให้ชื่อมากำหนดชะตาในชีวิตเค้าให้เป็นไปตามชื่อ)

ต่อมาใน 1 พงศาวดาร ข้อ 10
ยาเบสทูลพระเจ้าของอิสราเอลว่า
"โอ ขอพระองค์ทรงอวยพระพรแก่ข้าพระองค์ และขยายเขตแดนของข้าพระองค์
และขอพระหัตถ์ของพระองค์อยู่กับข้าพระองค์ และขอพระองค์ทรงรักษาข้าพระองค์ให้พ้นจากเหตุร้าย เพื่อมิให้ข้าพระองค์เจ็บใจปวดกาย"

เห็นได้ว่า ถึงแม้ เค้าจะชื่อว่า “นายเจ็บปวด”
แต่เค้าเชื่อว่า พระเจ้าสามารถเปลี่ยนวิถีชีวิตของเค้า
ทำให้เค้าไม่ต้องเจ็บใจ และปวดกาย

. . . และต่อ ในข้อเดียวกันนั่นเอง(ข้อ10) พระคัมภีร์ได้บันทึกอีกว่า
“และพระเจ้าทรงประสาทตามที่เขาทูลขอ”

ทำไมยาเบสพบความสำเร็จมากกว่าพี่น้องคนอื่นๆ ทั้งๆที่ชื่อของเค้ามันอัปมงคล !!

เค้าไม่ได้พบความสำเร็จเพราะเค้า เก่งกว่า พี่น้องคนอื่นๆ
เค้าไม่ได้พบความสำเร็จเพราะเค้า หน้าตาดี กว่าพี่น้องคนอื่นๆ

กลับกัน เขาด้อยกว่าพี่น้องของเค้าทั้งหมด

...แต่ พระคัมภีร์บันทึกว่า “เค้าเป็นผู้มีเกียรติกว่าพี่น้องทั้งหลายของเขา”

เพราะอะไร?

เพราะว่าเค้า ถ่อมใจ ทูลขอต่อพระเจ้าให้อวยพระพรในชีวิตของเค้า และพระเจ้าก็ให้ตามที่เค้าขอ


ใน ยากอบ 4:2 บอกว่า
“ท่านทั้งหลายอยากได้ แต่ไม่ได้ ท่านก็ฆ่ากัน ท่านโลภแต่ไม่ได้ ท่านก็ทะเลาะและทำสงครามกัน
ที่ท่านไม่มีเพราะท่าน ไม่ได้ขอ ”

และพี่น้องคนอื่นๆ ไม่ได้รับพระพรเหมือนยาเบส เพราะพี่น้องคนอื่น “ไม่ได้ขอ”

. . . สำรวจตัวเราเอง ว่าทำไมวันนี้ ทำไมเราไม่ได้ สิ่งที่เราควรจะได้
เป็นเพราะเราลืมทำอะไรบางอย่างเหมือนพี่น้องของยาเบสหรือป่าว?

ในเรื่องนี้ เราอาจจะนึกถึงอีกคน คือ “กษัตริย์ดาวิด”
ท่านผู้นี้ แตกต่างกับยาเบสที่ขอสั้นๆ( แต่พระเจ้าก็ยังอวยพระพรเขาซะขนาดนั้น)
แต่กษัตริย์ดาวิดนั้น ท่านทูลขอต่อพระเจ้าในทุกๆ สิ่ง

กำเนิดของท่านเป็นคนเลี้ยงแกะ เป็นลูกคนสุดท้อง เล็กกว่าคนอื่น ด้อยกว่าคนอื่น
แต่ทว่าต่อมา ดาวิด ได้เป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชนชาติอิสราเอล
ดาวิดประสบความสำเร็จในทุกสิ่งที่เขากระทำ เพราะ . . “เขาทูลขอ”

(ถ้าท่านอยากรู้ว่าดาวิดขออะไรจากพระเจ้าบ้างไปอ่านได้ใน เพลงสดุดี 56)

โลกนี้บอกว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
แต่พระคัมภีร์บอกว่า จงพึ่งพระเจ้า

พระเยซูคริสต์ได้หนุนใจเรา ไว้ใน ยอห์น 16:23 - 24 ว่า
ในวันนั้นท่านจะไม่ถามอะไรเราอีก เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า
ถ้าท่านจะขอสิ่งใดจากพระบิดาในนามของเรา พระองค์จะทรงประทานสิ่งนั้นให้แก่ท่าน
แม้จนบัดนี้ท่านยังไม่ได้ขอสิ่งใดในนามของเรา จงขอเถิดแล้วจะได้
เพื่อความชื่นชมยินดีของท่านจะมีเต็มเปี่ยม

ขอบคุณพระเจ้า . . . พระเจ้าต้องการให้ลูกของพระองค์ มาหาพระองค์ และขอต่อพระองค์
ไม่ต้องไปสนใจว่า คนอื่นจะว่าเรา อ่อนแอ เป็นลูกขี้แย อะไรๆ ก็พระเจ้า

จงระลึกไว้เสมอว่า คราวที่พระเยซูคริสต์ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกนี้ อะไรๆ ก็พระบิดา . . . เหมือนกัน

ให้เรารู้ว่า ชีวิตของเราถ้าไม่มีพระเจ้า มันก็คือความว่างเปล่า คือ ความล้มเหลว
ให้พระเจ้าเป็นศูนย์กลางในชีวิตของเรา ให้เราดำเนินชีวิตตามที่พระเยซูได้ตรัสว่า

“ถ้าแยกจากเราแล้ว ท่านจะทำสิ่งใดไม่ได้เลย”
(เพราะทำไปก็ไม่เกิดผลสูงสุด)

สุดท้ายนี้ ขอพระเจ้าทรงช่วยเราที่เราจะเรียนรู้จักที่จะเข้ามาหาพระองค์ และกล้าที่จะทูลขอต่อพระองค์

ใน ฮีบรู 4:16
ฉะนั้นขอให้เราทั้งหลายจงมีใจกล้าเข้ามาถึงพระที่นั่งแห่งพระคุณ เพื่อเราจะได้รับพระเมตตา
และจะได้พบพระคุณที่จะช่วยเราในขณะที่ต้องการ

พระที่นั่งที่เราเข้ามาหาพระเจ้า ไม่ใช่พระที่นั่งแห่งการพิพากษา แต่เป็นพระที่นั่งแห่งพระคุณ
เป็นพระที่นั่งที่พระเจ้าพร้อมที่จะรับฟังและช่วยเหลือเรา . . .

ขอพระเจ้าทรงนำเรา ที่เราจะร้องขอต่อพระองค์ เพื่อพระองค์จะเติมส่วนที่ขาดให้กับเรา
เพื่อให้เรามีชีวิตที่ครบบริบูรณ์ และสามารถใช้เป็นคำพยานให้กับผู้ที่ยังไม่เชื่อพระเจ้า
และที่เราจะถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าด้วยชีวิตของเรา ที่สำเร็จได้ด้วยฝีพระหัตถ์ของพระองค์

ในนามพระเยซูคริสต์เจ้า เอเมน




 

Create Date : 18 สิงหาคม 2549    
Last Update : 26 กันยายน 2549 19:39:00 น.
Counter : 379 Pageviews.  

เมื่อมีคนบอกว่า พระเจ้าไม่มีจริง !!!

นักธุรกิจหนุ่มใหญ่คนหนึ่งมัวยุ่งกับงานที่รัดตัวจนไม่มีเวลาดูแลตัวเองเท่าไหร่นัก

ในวันหยุดวันหนึ่ง เขามองดูตัวเองในกระจก
เห็นผมที่เริ่มยาวและหนวดที่เริ่มไม่เป็นทรงของตัวเอง
จึงคิดในใจว่าได้เวลาต้องไปตัดผม

แล้วเขาก็ออกจากบ้านตรงไปยังร้านตัดผมทันที

ขณะที่ช่างตัดผมและแต่งหนวดให้นั้น
ช่างก็ชวนคุยเรื่องต่างๆ ไปเรื่อย
แต่ไม่รู้ไปยังไงมายังไง สุดท้ายลงเอยด้วยเรื่องพระเจ้าได้

ช่างตัดผมพูดว่า

“ผมไม่เชื่อว่าพระเจ้ามีจริง”

“ทำไมล่ะ?” นักธุรกิจถาม

“ก็....ง่ายๆ เลยนะ

คุณลองออกไปข้างนอกโน่นแล้วคุณจะรู้ว่าไม่มีพระเจ้าอ่ะ

....ถ้ามีพระเจ้าจริงนะ บอกผมหน่อยทำไมถึงมีคนเจ็บป่วยมากมายขนาดนี้?

ทำไมมีเด็กกำพร้า เด็กถูกทอดทิ้งเต็มเมืองอย่างนี้?
ถ้าพระเจ้ามีจริงก็ต้องไม่มีความเจ็บปวด

ไม่มีความทุกข์ทรมาน ผมนึกไม่ออกว่าพระเจ้าที่ใครๆบอกว่าเป็นพระเจ้าแห่งความรักจะให้เกิดสิ่งเหล่านี้ได้ยังไง?”

นักธุรกิจผู้นี้ก็นิ่งคิดในใจว่าจะตอบอย่างไรดี
แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจไม่พูดอะไรเนื่องจากเกรงว่าจะกลายเป็นเหตุให้เกิดการทุ่มเถียงกัน

เมื่อช่างได้ตัดผมและแต่งหนวดให้เสร็จเรียบร้อยแล้ว
นักธุรกิจผู้นี้ก็จ่ายเงินแล้วตั้งใจว่าจะตรงกลับบ้านเลย

แต่ขณะที่ยังยืนอยู่หน้าร้านเขาก็เห็นชายคนหนึ่งผมยาวรุงรังหนวดเครายาวเฟิ้ม ดูไม่สะอากสะอ้านเอาซะเลย
นักธุรกิจผู้นี้ก็กลับเข้าไปในร้านแล้วพูดกับช่างตัดผมว่า

“คุณรู้อะไรมั้ย? ช่างตัดผมไม่มีจริงหรอก”

ช่างตัดผมงง “ทำไมพูดอย่างงั้นล่ะ
ก็ผมนี่ไง แล้วผมก็เพิ่งจะตัดผมแล้วก็แต่งหนวดให้คุณเมื่อกี้นี่เอง”

นักธุรกิจพูดต่อ

“ไม่หรอก ไม่มีช่างตัดผมจริงหรอก
เพราะถ้าช่างตัดผมมีจริงก็จะต้องไม่มีคนผมยาว
หนวดเครายาวรุงรัง ดูอย่างผู้ชายคนที่อยู่ข้างนอกนั่นสิ”

ช่างตัดผมมองไปที่ชายคนนั้นแล้วพูดว่า
“โห...แต่ยังไงก็ตาม ช่างตัดผมมีจริงๆก็คนเหล่านั้นไม่ได้มาให้ผมตัดให้นี่”

“ถูกต้อง” นักธุรกิจตอบอย่างมั่นใจ
“ประเด็นอยู่ตรงนั้นแหละ



พระเจ้าก็มีอยู่จริง
แต่คนไม่มาหาพระองค์ไม่แสวงหาพระองค์
โลกจึงมีความเจ็บปวดทรมานมากมายขนาดนี้




 

Create Date : 12 สิงหาคม 2549    
Last Update : 26 กันยายน 2549 19:37:04 น.
Counter : 244 Pageviews.  

อย่าละอายในการประกาศข่าวประเสริฐ

ในโลกใบนี้ มนุษย์ เป็น “โรคบาป” กันมากที่สุด
และไม่มียาใดในโลกที่จะรักษาโรคนี้ได้
นอกจากยาที่เป็น “ข่าวประเสริฐ” ที่มาจากพระเจ้า
และสิ่งที่พระเจ้าต้องการให้เราทำ ก็คือ ออกไปโฆษณา ยาวิเศษนี้
ให้คนต่างๆ ได้กินยานี้ เพื่อตัดโซ่ตรวนแห่งความบาป
ให้ขาดออกจากชีวิตของพวกเขา

ฉะนั้น เราไม่ควรละอายในการประกาศข่าวประเสริฐ
เพราะอะไร ?

เพราะ พระเยซูเอง ก็ยังไม่อาย เพื่อเรา . . .
พระองค์ยอมถูก ดูถูกเหยียดหยาม ถูกทำร้าย
ถูกกล่าวโทษ ถูกตรึงกางเขนประจาน
พระองค์ยอมรับความอับอายเหล่านั้นได้
เพื่อความสำเร็จของข่าวประเสริฐ
เมื่อเป็นเช่นนี้ แล้ว ทำไมเราเองยังจะต้องอาย ??

เราทุกคนที่ มาเป็นคริสเตียนได้
ส่วนใหญ่ก็มาจาก ข่าวประเสริฐ
เราได้ยิน ได้ฟัง ผู้ที่มาประกาศกับเรา
เราเชื่อ และกลับใจใหม่
ต้อนรับองค์พระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรา

ชีวิตเราเปลี่ยนไป . .
เราได้รับความหวังใหม่ เราหลุดออกจากความบาปและ อำนาจของมาร

สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นกับเราก็เพราะเราเชื่อในข่าวประเสริฐอันเป็นฤทธิ์เดชของพระเจ้า
ที่สำเร็จในชีวิตของเรา . . .

ใน มาระโก16:15 พระเยซูคริสต์ ตรัสกับเหล่าสาวก
ว่า

"ท่านทั้งหลายจงออกไปทั่วโลกประกาศข่าวประเสริฐแก่มนุษย์ทุกคน”

ทำไมพระเยซู ถึงตรัส คำว่า “มนุษย์ทุกคน”
นั่นเป็นเพราะพระเจ้า “ไม่ต้องการ ให้ใครสักคนเดียว ต้อง พินาศ”
แต่ต้องการให้ทุกคน “กลับใจใหม่” และได้รับ “ความรอด”

ฉะนั้น การประกาศข่าวประเสริฐ เป็นเรื่องสำคัญ
ที่ “เราทุกคนควรกระทำ”
เพราะว่า พระเจ้าต้องการให้อย่างน้อยที่สุด
ครั้งหนึ่งในชีวิต ทุกคนได้ยินได้ฟัง ว่า
พระเยซูคริสต์ ได้มาสิ้นพระชนม์เพื่อเขา
และเขาสามารถที่จะรอดพ้นจากบาปได้
ถ้าเค้าเชื่อและวางใจในพระองค์
ถึงแม้ว่า วันนี้เค้ายังไม่ต้องการพระเจ้า
เพราะชีวิตเค้าอาจรู้สึกว่า ครบถ้วนสมบูรณ์ดีแล้ว
แต่ขอให้เรามีความเชื่อแหละหวังใจว่า
วันนึง เค้าจะนึกถึงข่าวประเสริฐที่เราเคยประกาศไว้กับเขา
และวันนั้น เขาจะร้องเรียก พระเยซู . .

พระเยซูได้มีพระสัญญาไว้อีกว่า
มีคนเชื่อที่ไหน หมายสำคัญเหล่านี้จะบังเกิดขึ้นที่นั้น
คือเขาจะขับผีออกโดยนามของเรา เขาจะพูดภาษาใหม่หลายภาษา
เขาจะจับงูได้ ถ้าเขาดื่มยาพิษอย่างใด จะไม่เป็นอันตรายแก่เขา
และเขาจะวางมือบนคนไข้คนป่วย แล้วคนเหล่านั้นจะหายโรค"
(มาระโก 16:17 – 18)

ฉะนั้น เราสามารถที่จะอยู่ในฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าได้
เมื่อเรา อยู่ในข่าวประเสริฐของพระเจ้า
พระเจ้าจะเคลื่อนไหวด้วยฤทธิ์อำนาจของพระองค์ผ่านชีวิตของเราที่จะสามารถ
ประกาศข่าวประเสริฐ และเป็นพยานถึงข่าวประเสริฐ
เพื่อที่จะช่วยให้ผู้อื่นได้รับความรอดเหมือนกับเรา

อย่าได้เก็บพระเจ้าไว้กับเราเพียงคนเดียว
เพราะบัญญัติข้อใหญ่คือการ “รักเพื่อนบ้าน(มนุษย์)เหมือนรักตนเอง”
ถ้าเรารักเขา จงเอาความรักความรอดที่เราได้จากพระเจ้า ไปเผื่อแผ่ให้ทั่วถึงกันทุกคน

ใน มัทธิว 24:5 พระเยซูคริสต์ตรัส ถึงในยุคสุดท้าย ว่า

ด้วยว่าจะมีหลายคนมาต่างอ้างนามของเรา กล่าวว่า `เราเป็นพระคริสต์'
เขาจะล่อลวงคนเป็นอันมากให้หลงไป

เมื่อจะเป็นดังที่พระองค์กล่าวไว้
อีกหน้าที่ของเรา คือ ต้องกล่าวแก้ ข่าวประเสริฐของพระเจ้า
ไม่เพียงแต่ประกาศฯ เท่านั้น แต่เรา ต้อง “ยืนยัน” ความจริงของข่าวประเสริฐด้วย

สุดท้ายนี้ . .

ข่าวประเสริฐ เป็นกุญแจสวรรค์ที่พระเจ้าให้กับเราแล้ว
ขอให้เราได้มีส่วนร่วมในข่าวประเสริฐ
ขอพระเจ้าทรงโปรดช่วยเราให้เรามีใจกล้าหาญ
มีความมั่นใจ หนักแน่นที่จะเป็นพยานในการประกาศ
และ ไม่ละอายต่อข่าวประเสริฐ เหมือนที่ผู้รับใช้พระเจ้าในอดีตได้กระทำกันมาก่อนหน้าเรา
เพราะว่า เมื่อเราเชื่อในพระเยซู ข่าวประเสริฐก็เป็นความจริงในชีวิตของเรา
มิใช่เป็นเพียงแค่เรื่องในประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์เท่านั้น
ขอพระเจ้าเสริมกำลังของเราทุกคนในการรับใช้ช่วยพระเจ้าขยายแผ่นดินสวรรค์
ในพระนามพระเยซูคริสต์เจ้า เอเมน




 

Create Date : 01 สิงหาคม 2549    
Last Update : 26 กันยายน 2549 19:36:17 น.
Counter : 426 Pageviews.  

~ดำเนินชีวิตโดยเชื่อในพระสัญญา~

ครั้งนึง ในชั้นเรียนพระคัมภีร์

ผู้สอนพระคัมภีร์ได้ถามข้าพเจ้าว่า
“ก่อนมาเชื่อพระเจ้า คุณมีทัศนคติต่อศาสนาคริสต์อย่างไร ?”


ข้าพเจ้า ตอบเขาไปว่า
“ไม่คิดและ ไม่เชื่อเด็ดขาดว่า จะมีใครที่มี ฤทธิ์อำนาจยกความผิดบาปให้กับเราได้”

มีใครเคยคิดแบบนี้เหมือนกับข้าพเจ้าหรือป่าว?


ในพระคัมภีร์ พระเจ้าได้มีพระสัญญากับมนุษย์เราหลายอย่างด้วยกัน

ซึ่งบางเรื่อง ดูเป็นเรื่องเหลือเชื่อสำหรับหลายคน
ที่เห็นกันชัดๆ คือ เรื่อง"การยกความผิดบาป" นี่แหละ


มีคริสเตียนหลายคน ทำผิดซ้ำอยู่บ่อยๆ
สารภาพบาปแล้ว ไม่นานก็ กลับไปทำบาปอีก
เพราะขาดความเชื่อและการกลับใจใหม่
เพียงแต่สารภาพไปพอเป็นพิธี


แต่จงอย่าลืมว่า พระเจ้าเป็นผู้ชันสูตรจิตใจมนุษย์ . . .
เราหลอกพระองค์ได้หรือ?


แล้วพอถึงจุดที่คิดกลับใจอย่างจริงจัง
อาจทำให้เกิดภาวะความไม่แน่ใจ ในพระสัญญาของพระเจ้า
ว่าพระเจ้าจะทรงทำตามที่ตรัสไว้ในพระคัมภีร์จริงหรือ ?

แต่นั่นเป็นธรรมดาที่มนุษย์เราคิดว่า เป็นเรื่องยากที่จะเชื่อว่า . . .
คนที่เราไม่จริงใจกับเค้านั้น . .
เค้าจะยังทำดีกับเราทั้งๆที่รู้ว่า เราเป็นคนไม่ดียังไงอีกเหรอ ?

ฉันทำผิดต่อเธอขนาดนี้ เธอยังให้อภัยฉันได้อีกเหรอ ?


แต่การคิดแบบนี้ เป็นการคิดโดยใช้มาตรฐานของมนุษย์
ซึ่งเอามาเปรียบกับพระเจ้าไม่ได้เลย
เพราะพระองค์เป็นความจริง และทรงสัตย์ซื่อในพระสัญญา


ลองคิดดูว่า ทุกอย่างที่ประกอบกัน จนเป็นวันที่เรามีชีวิตใหม่ในพระคริสต์นี้

ก็ด้วยเริ่มแรกด้วย “ความเชื่อ”
และใช้ชีวิตของเราพิสูจน์ได้ว่า เป็น “ความจริง” มิใช่หรือ

ดังนั้น เมื่อเราขาด ความเชื่อ แล้ว
ความจริงของพระเจ้า จะไม่สำแดงอะไรในชีวิตเราเลย


ดังที่ พระคัมภีร์ตรัสไว้ว่า
“แต่คนชอบธรรมจะมีชีวิตดำรงอยู่โดยความเชื่อ
แต่ถ้าผู้ใดเสื่อมถอย ใจของเราจะไม่มีความพอใจในคนนั้นเลย” (ฮีบรู 10:38)


ความเชื่อ ในที่นี้ หมายถึง เชื่อว่า พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อ
เที่ยงธรรม และบริสุทธิ์
พระองค์ทรงรักเราอย่างไม่มีเงื่อนไข
ความรักของพระองค์เป็นความรักที่ สดใหม่ทุกวัน

ไม่มีอะไรที่เราทำแล้วพระเจ้าจะรักเรา มากขึ้น
ไม่มีอะไรที่เราทำแล้วพระเจ้าจะรักเรา น้อยลง
พระองค์ทรงรักเราด้วย “ ความรักนิรันดร์”

ไม่เช่นนั้นคง ไม่กระทำแผนการความรอดโดยให้พระบุตรของพระองค์
มาเป็นพระผู้ช่วยรอดของเราเป็นแน่

เมื่อเราแน่ใจเช่นนี้แล้ว ก็จะทำให้เราเชื่อด้วยว่า
เมื่อเรากระทำผิด . . . .
พระเจ้าจะทรงยกความผิดบาปให้กับเราได้ดังที่พระองค์สัญญาไว้

เพราะมีพ่อคนไหนเล่า ที่จะไม่ให้อภัยลูกที่ตนรัก
และเราก็ควรทำตัวเป็นลูกที่ดีด้วยการเชื่อฟังและไม่กระทำผิดอีก
เพราะพ่อของเราอาจต้องกำราบเด็กดื้อด้วยการตีสอนให้รู้ว่า ผลของบาปนั้น ร้ายแรงอย่างไร


ขอพระเจ้าเสริมกำลังให้ทุกท่านมีความเชื่อที่เข้มแข็ง
ด้วยว่าพระสัญญาของพระองค์นั้น เป็นความจริงและให้ชีวิตใหม่กับเรา

ในพระนามพระเยซูคริสต์เจ้า เอเมน


http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y4572781/Y4572781.html




 

Create Date : 27 กรกฎาคม 2549    
Last Update : 27 กรกฎาคม 2549 13:33:15 น.
Counter : 250 Pageviews.  

ไม้กางเขนของพระคริสต์

เคยคิดกันหรือไม่ว่า ทุกวันนี้ เราทำอะไรตามที่พระเจ้าประสงค์ให้เราทำบ้าง??

แล้ว เราทำอะไร ที่ ทำให้เราเรียกตัวเองได้ เต็มปากว่า
เราเป็น “ทายาทร่วมกันกับพระคริสต์” บ้าง ??



(ลองนับในใจกันดู มีกี่อย่าง. . . 1 .. . 2 . . 3 . .
หรือว่า ไม่มีเลย . . .)


ทุกวันนี้ เราดำเนินชีวิตอย่างไรกัน ???

เราเผลอวางกางเขนที่เราเคยรับมาจากพระคริสต์เอาไว้ที่ไหนหรือป่าว ???

ที่ข้าพเจ้าถามไปนั้น เกี่ยวข้องอย่างไรกับชีวิตคริสเตียน

มาดูกัน . .


พระเยซูตรัสไว้ ใน มาระโก 8:34 ว่า

“ถ้าผู้ใดใคร่ตามเรามาให้ผู้นั้นเอาชนะตัวเอง
และ รับกางเขนของตนแบกและตามเรามา”



ท้าวความหลังกันสักหน่อย . . .
ในสมัยของพระเยซูนั้น คนที่ต้องโทษถูกตรึงกางเขน
จะต้องแบกกางเขนของตนเดินไปตามเส้นทางที่มุ่งตรงไปยังจุดที่ตรึงกางเขนนั้น

ซึ่งนั่นก็หมายถึง จะไม่ได้หวนย้อนกลับมาอีกเลย . . .

หลายคนที่ได้ยินเช่นนั้น ก็ทำให้เกิดความลังเลใจและ
ความกลัว ที่จะติดตามพระองค์



การแบกกางเขน ที่พระองค์ตรัสนั้น หมายถึง . . .
1. การกระทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า
2. ตายต่อความปรารถนาของเราเอง


มีสิ่งหนึ่งที่องค์พระเยซูคริสต์ ทรงกระทำในสวนเกทเสมนี
ก่อนที่พระองค์จะถูกอายัดไปตรึงกางเขน

คราวนั้น พระองค์อธิฐานกับพระบิดาว่า

“โอพระบิดาของข้าพระองค์ถ้าเป็นได้ขอให้ถ้วยนี้
เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์เถิด
แต่อย่างไรก็ดี อย่าให้เป็นตามใจ ปรารถนาของข้พระองค์
แต่ ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์"
มัทธิว 26:39)

จากพระคำตอนนี้ เราจะเห็นได้ว่า หน้าที่ของเรานั้น คือ ต้องเฝ้าระวัง
อธิฐานเพื่อไม่ให้เข้าสู่การทดลอง
และกระทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าเท่านั้น


ชีวิตคริสเตียนเรานั้น จำเป็นอย่างยิ่ง
ที่จะต้องแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้าอยู่เสมอ


มารซาตานบอกเราว่า เราจะไม่มีวันมีความสุข
ถ้าหากเราเดินตามพระเยซู มันบอกเราว่า
เราจะมีความสุขถ้าหากว่าเราทำสิ่งที่เราต้องการที่จะทำ

แต่จุดประสงค์ของมารที่มีต่อเรานั้นต่างกับพระเจ้า
มันโกหกเราตลอดเวลา . . .
จงอย่าลืมว่า "งานของมารนั้นคือทำทุกอย่างให้เราตัดขาดจากพระเจ้า "

พระเยซูตรัสว่า
"เราได้มาเพื่อเขาทั้งหลายจะได้ชีวิตและจะได้อย่างครบบริบูรณ์"

ซึ่งเป็นไปได้ ที่เราจะมีชีวิตครบบริบูรณ์เช่นนั้น
ด้วยการแบกกางเขนของเรา และเดินตามพระเยซูอย่างเต็มที่
และจะนำมาซึ่งสันติสุขในชีวิต ที่ได้รับการเติมเต็มมากที่สุดอีกด้วย

พระเยซูตรัสไว้ใน ลูกา 14:27 ว่า . .
ผู้ใดมิได้แบกกางเขนของตนตามเรามาผู้นั้นจะเป็นสาวกของเราไม่ได้..

ขอให้พี่น้องทุกท่านกล้าที่จะแบกกางเขนเดินตามองค์พระเยซูคริสต์ต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

“ความกล้านี้ไม่ขัดกับความถ่อมใจแต่อย่างใด
เพราะเรากล้าโดยอาศัยพระคุณความดีของพระเยซูเท่านั้นมิใช่ของเราเลย

และเรายังกล้าที่จะหวังต่อไปด้วยว่า พระเจ้าทรงกระทำทุกอย่าง
เพื่อให้เกิดผลดีแก่เรา และไม่มีอะไรที่จะตัดเราให้ขาดจากความรักของพระเจ้าได้
เมื่อเราดำเนินชีวิตอยู่ในความรักของพระคริสต์"


ขอพระเจ้าเสริมกำลังและอวยพรทุกท่าน
ในพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ขององค์พระเยซูคริสต์เจ้า เอเมน


http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y4567847/Y4567847.html




 

Create Date : 26 กรกฎาคม 2549    
Last Update : 27 กรกฎาคม 2549 11:39:12 น.
Counter : 318 Pageviews.  

1  2  3  

~ Jenny B. Good ~
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




The best thing in my life is the fact that I've found Jesus.
Friends' blogs
[Add ~ Jenny B. Good ~'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.